*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 4997
  • จำนวนผู้ชม : 3204146
  • จำนวนผู้โหวต : 1688
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1688 คน
<< มีนาคม 2018 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 14 มีนาคม 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 721 , 19:10:31 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

        14 มี.ค. 61 - นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานคณะอนุกรรมการด้านสื่อสารสังคม คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ) แถลงว่าในวันที่ 28 มี.ค. พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธาน กรรมการปฏิรูปตำรวจ เตรียมแถลงถึงรายละเอียดและรายงานการปฏิรูปตำรวจที่เตรียมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาและนำไปปฏิบัติใช้ ส่วนหลังจากนั้นจะได้รับการปฏิบัติหรือไม่ หรือขับเคลื่อนได้จริงหรือไม่ต้องให้ประชาชนช่วยจับตา ส่วนกรณีที่มีกระแสวิจารณ์ต่อการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ ที่ไม่สอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมการฯ นั้น ถือเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องร่วมตรวจสอบเช่นเดียวกันเพราะหน้าที่ของกรรมการฯ คือเสนอแนะแนวทาง

         ข่าวข้างบนนี้ ประธานคณะอนุกรรมการด้านสื่อสารสังคม คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ) มอง

โลกในแง่ดีที่จะให้ประชาชนช่วยจับตามองการทำงานของตำรวจ แต่ท่านก็มิได้พูดต่อไปอีกว่า นอกจากจะจับตาแล้ว หากเห็น

ความไม่ชอบมาพากลแล้ว ประชาชนต้องทำอะไรต่อไป เพราะเท่าที่เห็นขณะนี้ ตำรวจสามารถตั้งข้อหาเอากับประชาชนได้ง่ายๆ

แล้วหากทำไปในทางเดียวกันขณะเดียวกัน อาจจะโดนข้อหา 'ทำกันเป็นกระบวนการ' เสียอีกด้วย

 

คม ชัด ลึก

 

แรงส์ !! ‘ธนาธร’ ชวนตั้งวง ‘ปรับทัศนคติทางการเมือง’

การเมือง  :  7 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ธนาธร,ชวนตั้งวง,ปรับทัศนคดี,ก่อนยื่น,ตั้งพรรคการเมือง

“ธนาธร” รุกหนัก ชวนตั้งวงกินกาแฟเพื่อปรับทัศนคติทางการเมือง ก่อนไปแจ้งตั้งพรรค 15 มี.ค.นี้

  14 มี.ค.61 - เช้าวันนี้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้ประกาศตัวจะตั้งพรรคการเมืองเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้สังคมไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อนัดเปิดวงพูดคุยแลกเปลี่ยนก่อนเดินทางไปยื่นแจ้งตั้งพรรคต่อ กกต.
                “ผมขอเชิญพี่น้องสื่อมวลชนมาร่วม #กินกาแฟกับธนาธร ในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคมนี้ เพื่อปรับทัศนคติทางการเมือง ร่วมพูดคุยเปิดใจกับ ‘กลุ่มเพื่อนธนาธร’  
               หลังจากนั้น เวลา 10 โมงเช้า พวกเราจะเดินทางไปยื่นเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองที่ กกต. ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ
               ส่วนเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊กที่ส่งข้อความพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมาทางหลังไมค์. ผมต้องขออภัยด้วยจริงๆ ที่ยังเปิดอ่านไม่ครบทุกท่าน เพราะมีส่งเข้ามาเป็นพันข้อความ _/\_ อย่างไรก็ตาม ผมจะพยายามตอบทุกท่านให้ได้นะครับ 
               ส่วนที่ทุกคน #ช่วยธนาธรตั้งชื่อพรรค ขอบคุณมากๆครับ ติดตามกันนะครับว่าชื่อไหนจะกลายมาเป็นชื่อพรรคของพวกเรา”

               อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง- คสช.เตือน 'ธนาธร' ตั้งวง ถกการเมือง สุ่มเสี่ยงผิด กม.

คสช.เตือน 'ธนาธร' ตั้งวง ถกการเมือง สุ่มเสี่ยงผิด กม.

การเมือง  :  3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
คสช,ธนาธร,ถกการเมือง

คสช.เตือน 'ธนาธร' ตั้งวง ถกการเมือง สุ่มเสี่ยงผิด กม. หากเข้าเงื่อนไขผิดคำสั่ง คสช. ชุมนุม เกิน 5 คนโดยไม่รับอนุญาต แจ้งความดำเนินคดี

         14 มี.ค.2561- พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นัดสื่อมวลชน ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในวันพรุ่งนี้ (15 มี.ค.) เพื่อปรับทัศนคติทางการเมือง ร่วมพูดคุยเปิดใจกับ'กลุ่มเพื่อนธนาธร' ว่า การดำเนินการดังกล่าวสุ่มเสี่ยงขัดคำสั่ง คสช. เรื่องการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน

         "ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จะใช้การพูดคุย ทำความเข้าใจ ในวันพรุ่งนี้เจ้าหน้าที่คงใช้ดุลพินิจดำเนินการ หากเป็นเพียงการรวมตัวกันเพื่อนัดกันไปจดแจ้งพรรคการเมืองกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เจ้าหน้าที่ต้องดูองค์ประกอบนี้ด้วย แต่ถ้าก่อนจะไปจดแจ้งตั้งพรรค หากมีการพูดคุยเรื่องการเมือง เจ้าหน้าที่ที่ลงไปดูแลต้องพิจารณา หากเข้าข่ายต้องดำเนินการ แต่หากเป็นไปตามที่ นายธนากร ระบุในเฟซบุ้ค ถือว่าสุ่มเสียงจะทำผิด ทั้งนี้ต้องให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบประเมิน" พ.อ.วินธัย กล่าว

        ขณะที่แหล่งข่าวจาก คสช. กล่าวต่อกรณีดังกล่าวว่า หากเป็นการมั่วสุ่มหรือร่วมชุมนุมทางการเมืองถือว่าผิด ซึ่งตามที่เขาโพสต์ในเฟซบุ้ค เขาระบุอยู่แล้ว เป็นเรื่องการเมือง ถือเป็นการปรึกษาหารือ มั่วสุม ทำเป็นกิจกรรมทางการเมือง และยังไม่ขออนุญาต คสช. ซึ่งทุกคนรู้ข้อกฎหมายดีอยู่แล้ว หากดำเนินการเข้าเงื่อนไขผิดคำสั่ง คสช. ชุมนุม เกิน 5 คนโดยไม่รับอนุญาต ต้องไปแจ้งความดำเนินคดีต่อไป

        " ต้องดูว่าพรุ่งนี้ นายธนาธร จะทำอะไร ดูขนาดการรวมกลุ่ม ต้องประเมินสถานการณ์ แต่มองดูว่า นายธนาธร เพียงแต่อยากเรียกเรทติ้ง แต่พาสื่อไปเสี่ยงด้วย ซึ่งพรุ่งนี้หากเขาพูดเรื่องการเมือง ก็เข้าเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ไม่ได้เน้นย้ำอะไร เหมือนท่านจะปล่อยๆมากกว่า บอกให้เอาแค่หอมปากหอมคอ แต่อย่าเกินเลย" แหล่งข่าว คสช. กล่าว

"สมชัย" ชี้เลือกตั้งยืดถึง เม.ย.62 !!

การเมือง  :  4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
อ่านขาดหมากการเมือง,ยึดเลือกตั้ง,คมชัดลึก

 "สมชัย"  ซัดนับเลขไม่เป็นหลังบอกหายื่นศาล รธน. ไม่กระทบโร้ดแม็พ ชี้ยืดถึง เม.ย. 2562  เผยหาก กม. เลือก ส.ว. ไม่ผ่านอาจไม่มีเลือกตั้ง

          13 มี.ค.61-นายสมชัย ศรีสุทธิยากร  กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้กล่าวโพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวถึงกรณีที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ตีความ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.  ว่า "หมากนี้ลึกซึ้งนัก"
          โดยระบุว่า แม้ว่า พรป.ส.ส.และ พรป.ส.ว. จะผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติไปแล้ว เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2561 ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอนำขึ้นทูลเกล้าฯ ตาม ม.148 ของรัฐธรรมนูญ มี 2 ช่องทางที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกรณีที่เห็นว่าร่างกม.ดังกล่าวมีข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ. คือ  ช่องทางที่หนึ่ง สนช.จำนวนร้อยละสิบ หรือ 25 คนร่วมลงนามถึง ประธาน สนช. ช่องทางที่สอง นายกรัฐมนตรี เห็นควรให้ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย

          ซึ่งจากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงถึง 2 ช่องทางเท่านั้นที่สามารถทำได้ และในขณะนี้เริ่มมีข่าวว่า ประธาน กรธ.จะมีหนังสือขอให้มีการยื่นตีความไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยชี้แจงว่า จะไม่กระทบต่อโร้ดแม็ปเลือกตั้ง

          ใครบอกที่ไม่กระทบโร้ดแม็ป ให้ไปเรียนบวกเลขกันใหม่

          กรณีที่ไม่มีการยื่นศาล ต้องใช้เวลาเต็มที่ 330 วันหลังจากนายกฯทูลเกล้า คือ รอโปรดเกล้าฯ 90 วัน ชะลอการใช้ 90 วัน เวลาเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ 150 วัน (90+90+150= 330) ดังนั้นหากนายกสามารถทูลเกล้าได้ในเดือนมีนาคม 2560 นับไป 11 เดือน ก็คือ กุมภาพันธ์ 2562 แล้ว

          

          กรณีที่มีการยื่นศาล ต้องทดเวลาเพิ่มอีก 2 เดือน คือเผื่อการวินิจฉัยของศาลไว้ประมาณ เดือนครึ่งและการนำกลับมาแก้เล็กหลังศาลวินิจฉัยอีกครึ่งเดือน การนับเวลาใหม่จึงเป็น 60+90+90+150 = 390 วัน หรือ 13 เดือน แปลว่า วันเลือกตั้งจะเคลื่อนจากโร้ดแม็ปไปอีกสองเดือน จาก กุมภาพันธ์ เป็น เมษายน 2562

          "ที่ตื่นเต้นกว่านั้นคือ ในวรรคสามของ มาตรา 148 เขียนว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าข้อความที่ขัดหรือแย้งนั้นเป็น "สาระสำคัญ"ของกฎหมาย. "ให้ร่าง พระราชบัญญัตินั้นตกไป !!!"

          แลดูประเด็นที่ อ.มีชัยทักท้วงเกี่ยวกับ พรป.ส.ว.นั้น ต้องบอกว่าเป็นสาระสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นวิธีการได้มาซึ่ง ส.ว. ซึ่งแปลว่า หากส่งตีความแล้วศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าผิดหรือขัดในสาระสำคัญ เราคงเห็นการยกร่าง พรป.ส.ว.กันใหม่ทั้งฉบับ. ใช้เวลายืดไปอีกออกอย่างน้อยหกเดือน
           ใครที่บอกว่า พรป.ส.ว.ไม่เสร็จ ก็ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับการเลือกตั้ง ส.ส. ขอบอกสั้นๆ รัฐธรรมนูญบอกให้เลือก ส.ว.ให้เสร็จก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. 15 วัน. ไม่มี ส.ว.ก็ไม่มี ส.ส.ครับ
หมากนี้ลึกซึ้งยิ่ง ขึ้นอยู่กับใครจะเป็นจำเลยให้สังคม ระหว่าง 25 สนช. หรือ นายกรัฐมนตรี. ถ้าโร้ดแม็ปต้องเลื่อนไปอีก 2-6 เดือน ส่วน อ.มีชัย รอดครับ
    #อ่านขาดหมากการเมือง

 

การเมือง  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
มานิจ,กรรมการปฏิรูปตำรวจ,ประชาชน,ตรวจสอบ,แนวทางปฏิบัติ,แถลงรายงาน,โอนถ่ายภารกิจ

กก.ปฏิรูปตำรวจ เตรียมแถลงรายงานฉบับเต็ม 28 มี.ค.นี้ หลังข้อเสนอไม่รับแนวทางปฏิบัติ -"มานิจ" ย้ำโอนถ่ายภารกิจงบ-บุคลากร รอรัฐบาลตัดสินใจ

          14 มี.ค. 61 - นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานคณะอนุกรรมการด้านสื่อสารสังคม คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ) แถลงว่าในวันที่ 28 มี.ค. พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธาน กรรมการปฏิรูปตำรวจ เตรียมแถลงถึงรายละเอียดและรายงานการปฏิรูปตำรวจที่เตรียมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาและนำไปปฏิบัติใช้ ส่วนหลังจากนั้นจะได้รับการปฏิบัติหรือไม่ หรือขับเคลื่อนได้จริงหรือไม่ต้องให้ประชาชนช่วยจับตา ส่วนกรณีที่มีกระแสวิจารณ์ต่อการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ ที่ไม่สอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมการฯ นั้น ถือเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องร่วมตรวจสอบเช่นเดียวกันเพราะหน้าที่ของกรรมการฯ คือเสนอแนะแนวทาง

          นายมานิจ กล่าวด้วยว่า สำหรับการโอนภารกิจของตำรวจไปยังหน่วยงานต่างๆ ล่าสุดมีข้อสรุป คือ มี 9 หน่วยงานที่ต้องรับมอบภารกิจจากตำรวจ คือ 1.กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย 2.กรุงเทพมหานคร 3.เมืองพัทยา  รับโอนภารกิจด้านการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรของพื้นที่ 4.กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง 5.กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ดูแลงานด้านการปราบปรามความผิดเกี่ยวกับการลับลอบนำเข้าสินค้า สินค้าผิดกฎหมาย 6.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดูแลด้านงานป่าไม้ สิ่งแวดล้อม 7.สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค 8.สำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และ 9.กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูลานที่เกี่ยวกับยา อาหาร เครื่องมือแพทย์ เครื่องสำอางค์ สถานพยาบาล เป็นต้น ต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับมอบภารกิจภายใน 3 ปี

          นายมานิจ กล่าวด้วยว่า ขณะที่กระทรวงคมนาคม จะดูแลงานด้านตำรวจทางหลวง และตำรวจน้ำ ต้องรับภารกิจภายใน 5 ปี ทั้งนี้ส่วนดังกล่าวคาดว่าต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการขออัตรากำลับใหม่ การพัฒนาบุคลากร วงเงิน  197 ล้านบาท ขณะที่ภารกิจที่เกี่ยวกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และกรมการท่องเที่ยว กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา มีกำหนดให้โอนภารกิจแต่ยังไม่กำหนดเวลา โดยเบื้องต้นต้องเตรียมความพร้อมที่เกี่ยวกับงานบุคลากร ส่วนของกรมทรัพย์สินทางปัญญา วงเงิน 4,003 ล้านบาท ซึ่งส่วนดังกล่าวเมื่อ คณะกรรมการฯ ส่งให้รัฐบาลแล้ว รัฐบาลจะเป็นผู้ตัดสินใจอีกครั้ง อย่างไรก็ตามยังมีส่วนงานที่เกี่ยวกับตำรวจที่จะไม่โอนภารกิจให้หน่วยงานใด คือ ตำรวจรถไฟ และ การปราบปรามความผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี แต่ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงดิจิตัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

“เป็นต่อ” เลือกแบบไหน“ประยุทธ์” ไม่เจ็บตัว

เจาะประเด็นร้อน  :  9 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เป็นต่อ,เลือกแบบไหน,ประยุทธ์,ไม่เจ็บตัว

กระแสข่าว "บิ๊กตู่" จะเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคการเมืองใหม่ ทำให้หลายคนจับตาหนทางการกลับสู่ตำแหน่งนายกฯหลังเลือกตั้ง ทางไหนเป็นไปได้ ทางไหนเจ็บตัว มาวิเคราะห์กัน

ในบรรดาพรรคใหม่ที่ทั้งจดจองแล้ว และมีข่าวว่าจะจัดตั้งขึ้นมีสามพรรคที่ได้รับการจับตาหนึ่งคือพรรค “มวลมหาประชาชนฯ” ที่คาดว่ากลุ่ม กปปส. จะตั้งขึ้น สองพรรคของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่ถูกมองมุมหนึ่งว่าเป็นพรรคก้าวหน้า แต่อีกมุมหนึ่งอาจถูกมองว่าเป็นปัญหากับกลุ่มอำนาจปัจจุบัน และอีกพรรคคือ “พรรคพลังประชารัฐ” โดยพรรคสุดท้ายนี้ได้จดจองชื่อกับ กกต. เรียบร้อยแล้ว

พรรคพลังประชารัฐจดแจ้งโดย “ชวน ชูจันทร์” ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรตลาดน้ำคลองลัดมะยม 

ดูเผินๆแล้วอาจจะไม่มีอะไรน่าสนใจมาก ถ้าหนึ่งชื่อพรรคไม่ได้สอดคล้องกับนโยบายหลักของรัฐบาลอย่าง “สานพลังประชารัฐ” และถ้าก่อนหน้านี้ไมีมีข่าวกระซิบออกมาก่อนว่าคนในรัฐบาลเตรียมจัดตั้งพรรคในชื่อดังกล่าว ทั้งเพื่อเป็นการสานต่อโครงการของรัฐบาล รวมถึงเปิดทางสำหรับ คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้อยู่ในอำนาจต่อไป

ล่าสุดกับการออกมาเปิดเผยว่า อาจจะมีชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นประธานที่ปรึกษา และอาจไปถึงขั้นเข้าสู่ระบบการเสนอชื่อเป็นนายกฯ โดยเป็นหนึ่งในสามของบัญชีรายชื่อนายกฯที่เสนอได้ตามรัฐธรรมนูญ

แต่หากมาดูตามกระบวนการตามระบบที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญจะเห็นว่าไม่ได้มีแนวทางเดียวที่หาก “พล.อ.ประยุทธ์” ปราถนาจะเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง หากแต่มีถึงสองกระบวนการ อีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงปัจจัยทางการเมืองและความเป็นจริงก็จะเห็นได้ว่าทางใดมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด

ทางแรกคือวิธีการให้ ใส่ชื่อเข้าไปในบัญชีรายชื่อผู้ที่พรรคจะเสนอเป็นนายกฯ ซึ่งแตะละพรรคจะเสนอได้ไม่เกินสามคน และมีข้อแม้ว่า ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อต้อง “ยินยอม” และยินยอมได้เพียงพรรคเดียวเท่านั้น

ว่ากันว่า มีพรรคจำนวนไม่น้อยที่ประกาศตัวพร้อมจะสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์” และมีหลายพรรคพร้อมที่จะให้ชื่อของ “พล.อ.ประยุทธ์” เข้าไปอยู่ในรายชื่อ แต่คำถามคือเจ้าตัวจะยอมหรือไม่

ประการแรกเป็นเพราะช่วงเลือกตั้งนั้น “พล.อ.ประยุทธ์” จะอยู่ในฐานะรัฐบาลรักษาการ และแน่นอนหากนายกฯ ไปปรากฏในบัญชีรายชื่อพรรคใดพรรคหนึง พรรคนั้นย่อมต้องถูกจับตาเป็นพิเศษ ต้องไม่ลืมว่า คสช. นั้นประกาศตัวเข้ามาสู่อำนาจในฐานะกรรมการห้ามทัพ ดังนั้นการกระโดดลงมาเป็นผู้เล่น ย่อมต้องถูกตั้งคำถามอย่างหนักหน่วง และแน่นอนต้องถูกถามตั้งแต่วันเปิดตัว ขณะที่พรรคดังกล่าวต้องถูกมองว่าได้รับสิทธิพิเศษในการดำเนินการต่างๆ

ที่สำคัญยังมีดาบอาญาสิทธิ์ตามมาตรา 44 ยิ่งจะทำให้ดูว่าพรรคนั้นมีความได้เปรียบกว่าพรรคอื่นอยู่มากโข ต่อให้ไม่ทำก็หนีไม่พ้นข้อครหาอยู่ดี

ประการต่อมา การที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ยินยอมให้ชื่อตัวเองเข้าไปอยู่ในบัญชีของพรรคก็เท่ากับเป็นการประกาศกลายๆว่าเขาจะลงเลือกตั้งในนามพรรคนี้ แม้จะไม่เป็น ส.ส.ก็ตาม และแน่นอนการเลือกตั้งก็เป็นกระบวนการวัดความนิยมที่เป็นทางการที่สุด

คงจะเป็นเรื่องที่งดงามมากหาก พรรคที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯได้รับการเลือกตั้งเข้ามาด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ท่านคงมีความชอบธรรมในการเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากพรรคดังกล่าวได้รับการเลือกตั้งมาด้วยเสียงอันน้อยนิด อย่าว่าแต่ถึงขนาดพรรคต่ำสิบเลย แค่ไม่ถึง 50 หรือไม่สูสีกับพรรคอันดับต้นๆ หากมีการเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ แม้จะทำได้ตามกระบวนการ แต่การถามถึงความชอบธรรมจะกระหึ่มขึ้นทันที

ไม่รวมถึงการถูกโจมตีระหว่างการเลือกตั้ง หนทางนี้จะทำให้ “พล.อ.ประยุทธ์” บอบช้ำจนเกินไป ฟันธงได้เลยว่าโอกาสที่เขาจะปรากฏชื่อในตอนนี้แสนจะริบหรี่

ไม่เหมือนกับทางที่สอง ที่เปิดช่องไว้ตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถตกลงกันว่าจะเลือกใครเป็นนายกฯได้ เมื่อนั้นก็จะเข้าสู่ถนนเส้นดังกล่าว โดยสามารถขอให่เปิดประชุมร่วมรัฐสภา ซึ่งหมายถึงประชุมระหว่าง ส.ส. ที่ผ่านการเลือกตั้ง และ ส.ว. ที่แต่งตั้งมาโดย คสช. เพื่อเลือกนายกฯรัฐมนตรี และของดเว้นการใช้บัญชีชื่อนายกฯของพรรคการเมือง

ซึ่งหากหากปรารถนา  ชื่อของ “พล.อ.ประยุทธ์” จะปรากฏมาในขั้นตอนนี้ เพราะอย่างน้อยก็ดูไม่เหมือนความอยากที่จะ “เป็นต่อ” หากแต่คล้ายเป็นการอัญเชิญมาเป็น อันเนื่องมาจากสถานการณ์พิเศษที่พรรคการเมืองเองที่ตกลงไม่ได้

เจ้าตัวก็จะสามารถบอกได้ว่าจำเป็นต้องมาเป็นเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้มีนายกรัฐมนตรี 

 คลับคล้ายคลับคลากับ “เปรมโมเดล” ที่พรรคการเมืองต่างเชิญ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มาเป็นนายกรัฐมนตรีใช่ช่วงทศวรรษที่ 2520

ส่วนเรื่องเสียงสนับสนุนนั้นไม่ต้องห่วง เพราะนอกจากพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งที่ประกาศตัวชัดเจนแล้วยังมีพรรค ส.ว. ที่ตั้งโดย คสช. อีก 250 คน

หนทางนี้จึงดูสดใสและโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว โอกาสที่จะมาถึงขันนี้สูมากเนื่องด้วยระบบเลือกตั้งอันไม่เอื้อให้พรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และตามเส้นทางนี้เขาจะไม่ช้ำมากนักเหมือนทางแรก

ปัจจัยเสี่ยงจึงมีเพียงอย่างเดียวสำหรับ คสช. คือมีพรรคใดพรรคหนึ่งกวาดเสียงถล่มทลายชนิด “แลนด์สไลด์” เหมือนที่ เพื่อไทยเคยทำได้มาแล้ว

----------

“เป็นต่อ”  เลือกแบบไหน“ประยุทธ์” ไม่เจ็บตัว

“ชวน ชูจันทร์” ผู้จดจองชื่อพรรคพลังประชารัฐ

ตามที่มีข่าวว่าจะมี พล.อ.ประยทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นประธานที่ปรึกษา น่าจะเป็นการคาดการณ์ไปเอง เ้พราะเรายังไม่ได้ติดต่อใครทั้งสิ้น มีแค่การจดแจ้งเพื่อจองชื่อพรรคเท่านั้น จากนี้จึงจะเป็นกระบวนการตั้งพรรค

ส่วนที่มีข่าวว่าจะมีคนในีรัฐบาลมาร่วมเปิดตัวนั้นเขาได้ปฏิเสธ  และพูดถึงเรื่องแนวคิดการเชื่อมโยงระหว่างชุมชนกัภาครัฐ ว่าจะทำอย่างไรและจะสร้างทัศนคติของชาวบ้านกับพรรคการเมืองใหม่อย่างไร เพราะชาวบ้านมองพรรคการเมืองไม่ดี  ดังนั้นหากไม่ยุ่งกับพวกนี้ได้จะดีที่สุด โจทย์เราคือการเมืองต้องไม่กลับสู่ที่เดิม เราเสียหายมาพอแล้ว

“ทางออกของประเทศต้องยึดแนวทางประชารัฐเพราะไม่น่ามีวิธีอื่น เดิมต่างคนต่างทำ ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ประสานกัน คอร์รับชั่น ประชาชนเพิ่งตนเองไม่ได้ จึงมาคิดร่วมกัน วาทกรรมเรื่องความเกลียดชังนำชาวบ้านมาทะเลาะกันต้องไม่มีอีกต่อไปแล้ว น่าสนใจมากกว่าจะเอาใครมาเป็นอะไรในพรรค”

เมื่อถามว่า จะเอาเจ้าของนโยบาย “ประชารัฐ” มาร่วมทำงานหรือไม่ ชื่อเราอาจจะไปพ้องกับนโยบาย แต่เป้าหมายอยากให้เกิดพลังของประชาชนกับภาครัฐร่วมมือกัน รัฐทำอะไร ชุมชนทำอะไร ชาวบ้านทำอะไร

ทั้งนี้การตั้งพรรคมีผู้ร่วมงานเป็นอดีต ส.ส. ส.ว. ที่เคยทำงานกับชาวบ้านด้วยกัน แต่ยังไม่ขอเอ่ยชื่อ กกต. ก็ยังไม่รับจดทะเบียนจึงขอให้ทุกอย่างเรียบร้อยเสียก่อน

ต้องขอบคุณสื่อที่นำเสนอว่าจะมี รัฐมนตรีเข้ามาทำพรรคการเมืองด้วย เพราะจะทำให้รู้ว่าแนวทางเราจะทำอย่างไร 

“วันนี้เรายังไม่ได้ติดต่อใครและยังไม่มีใครติดต่อมา แต่สุดท้ายต้องเปิด ต้อง รอ กกต. บอกมาว่าอนุญาตให้จดแจ้งได้เสียก่อน”

รายงาน โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

 

"ปธ.ป.ป.ช." ไม่ห่วงพวกแย้ง มติ "ศาลรธน." ต่ออายุ ป.ป.ช.

การเมือง  :  7 ชั่วโมงที่ผ่านมา
วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.
ปปช,มติศาล รธน,ต่ออายุ

"ปธ.ป.ป.ช." ไม่ห่วงพวกแย้ง มติ "ศาลรธน." เว้นคุณสมบัติต้องห้าม "ป.ป.ช." ไม่ขัด "รธน." เมิน คนในตบเท้าลาออก หลัง "รธน." ขีดเส้นทำคดี ชี้ ธรรมดาคนเราอยากสบาย

          เมื่อวันที่ 14มี.ค.61 เวลา 08.45 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า การยกเว้นคุณสมบัติต้องห้ามของกรรมการ ป.ป.ช. ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ... ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญปี 2560 ว่า แม้จะมีผู้แย้งมติศาลรัฐธรรมนูญ แต่เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น เพราะบ้านเมืองใช้กฎหมายเป็นหลัก เมื่อรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างไรจะต้องเป็นไปตามนั้น

           อย่างไรก็ตาม เมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้วจะทำให้งานของ ป.ป.ช.เดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้น จะมีการปรับการทำงาน โดยพยายามแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมานาน เพราะใน 1 ปี 3 เดือนมานี้ งานของ ป.ป.ช.ชะลอมานาน เนื่องจากต้องรอกฎหมายฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ในระหว่างนี้ ป.ป.ช.ได้เตรียมทำ 40 อนุบัญญัติเพื่อบังคับใช้ในวันที่กฎหมาย ป.ป.ช.มีผลบังคับใช้ พร้อมกับปรับโครงสร้างให้ทันวันที่ 1 ต.ค.61 หลังจากนี้ ป.ป.ช.จะมีระเบียบวิธีไต่สวนใหม่ และกรอบระยะเวลาในการทำงานตามที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้กำหนดไว้ 2 ปี

          ผู้สื่อข่าวถามว่า กฎหมายใหม่จะทำให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตดีขึ้นหรือไม่ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า แน่ใจว่าจะทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะทั้งกรอบระยะเวลาและกระบวนการทำงานจะมีความชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังได้วางองคาพยพ และปรับย้ายคนที่เหมาะสมกับงานไว้รองรับแล้ว การทำงานเราจะใช้ทั้ง ป.ป.ช.จังหวัด ภาคส่วนกลาง จะปรับภารกิจให้ตรงตามเป้าหมาย และในวันที่ 26 มี.ค.นี้ จะเชิญผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.จังหวัด มาชี้แจงผลการปฏิบัติงานในรอบ 6 เดือน พร้อมเสนอและวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ตนได้บอกกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ไปว่าคงต้องเหนื่อยไปอีก 2 – 3 ปี เพื่อทำให้องค์กรมีความกระฉับกระเฉงมากขึ้น

            เมื่อถามว่า เตรียมรับมือกับกรณีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.หลายคนลาออก เพราะกดดันที่ต้องทำคดีให้ทันตามกรอบเวลาอย่างไร พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า เป็นธรรมดาที่คนเราอยากสบาย แต่เท่าที่รับฟังทุกคนต่างมีความมุ่งมั่น แต่วันนี้การทำงานของ ป.ป.ช.มีความเปลี่ยนแปลงจากที่ผ่านมา กรรมการ ป.ป.ช.ทำงานหนักมาก เพิ่มวันประชุมจาก 2 เป็น 3 วัน เดินทางลงพื้นที่เพื่อกลั่นกรองเรื่องต่างๆ ให้เร็วขึ้น เชื่อว่าเจ้าหน้าที่อยากเห็นองค์กรมีความกระฉับกระเฉง เป็นที่ยอมรับของประชาชน ดังนั้น จึงถึงเวลาที่เราจะต้องทุ่มเททำงานด้วยความผิดชอบ ไม่ใช่เข้ามาเพื่อมีอำนาจบารมี

ยังไม่ชัดยื่นตีความกฎหมายส.ส.-ส.ว. รอ 15 มี.ค.นี้

การเมือง  :  3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสนช.
สนช,กิตติศักดิ์,ครม,ยื่นตีความ,กฎหมาย,สส,สว

สนช.โยนครม.ยื่นตีความกฎหมาย ส.ส-ส.ว. เอง หวั่นถูกกล่าวหากลับไปกลับมา เจตนายื้อเลือกตั้ง

          14 มี.ค.61 - นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสนช. ให้สัมภาษณ์ว่า ส่วนตัวสนับสนุนให้สนช.ยื่นให้ศาลรัฐธรรมชี้ขาด ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และ ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจน จะได้เกิดความสบายใจ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดในประเด็นใดจะได้แก้ไขให้เรียบร้อย เรื่องจะได้จบ แต่ถ้าไม่ยื่นตอนนี้ ไปรอให้ร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับมีผลบังคับใช้แล้ว รับรองได้เลยว่า จะต้องมีฝ่ายการเมือง หรือภาคประชาชนไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแน่นอน ถึงตอนนั้นจะยิ่งวุ่นวาย เผลอๆอาจถึงขั้นล้มทั้งยืนอย่างที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.บอก แล้วใครจะรับผิดชอบ

          นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเท่าที่ฟังผู้ใหญ่ในกมธ.ทั้ง 2 ชุด และเพื่อนสนช.หลายคน ยังลังเลไม่อยากยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เกรงจะถูกกล่าวหาว่ากลับไปกลับมาทั้งที่ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ยิ่งถ้าผลสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่า ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญจะยิ่งถูกมองว่า มีเจตนายื้อการเลือกตั้ง หลายคนจึงมีความเห็นว่า อยากให้รัฐบาลหรือครม.เป็นผู้ยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญเองจะเหมาะสมกว่า อย่างไรก็ตามคงต้องรอฟังความเห็นจากเพื่อนสมาชิกในการประชุมสนช.วันที่ 15 มี.ค.นี้ก่อน เพราะบางคนแม้จะเห็นด้วยให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ไม่กล้าออกตัวลงชื่อ.  

พลังโจ๊ก!! ส่องลึก "พลังประชารัฐ” เหลาลงไปกลายเป็นบ้อง..?

เจาะประเด็นร้อน  :  1 วันที่ผ่านมา
กลุ่มพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคพลังประชารัฐ,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีพาณิชย์,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์,พอพิเศษ สุชาติ จันทรโชติกุล,สุชาติ จันทรโชติกุล,ผู้การชาติ,พลอธวัชชัย สมุทรสาคร,สมพงษ์ สระกวี,คอนเสิร์ตคาราบาว,จัดคอนเสิร์ตคาราบาวหาดใหญ่,ฟุตบอลหาดใหญ่เอฟซี,หาดใหญ่เอฟซี,ทีมฟุตบอลหาด

มาดูลีลา คีย์แมน พรรคพลังประชารัฐ “เสธ.ชาติ” คนใหญ่แห่งหาดใหญ่ ที่กำลังแต่งตัว ปูทางสู่ถนนการเมืองให้กับตัวเอง

          พลันที่ ชวน ชูจันทร์ ประธานประชาคมตลาดน้ำคลองลัดมะยม เดินทางไป กกต.ในนาม “กลุ่มพลังประชารัฐ” ขอยื่นจดทะเบียนจัดตั้งพรรคตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ..2560 สื่อทุกสำนักต่างจับจ้อง เพราะคำว่า “ประชารัฐ” นั้นเป็นนโยบายของรัฐบาลประยุทธ์ แต่เมื่อสื่อบางสำนักไปสัมภาษณ์ “ลุงชวน” ก็ไม่ได้ความคืบหน้าอะไรมากนัก

          กระทั่งเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา มีข่าวปล่อยออกจากมุมมืดว่า พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมานั่งประธานที่ปรึกษา พรรคพลังประชารัฐ และมี สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีพาณิชย์เป็นหัวหน้าพรรค

          เช้าวันจันทร์ บรรดาขาใหญ่ รัฐบาลลุงตู่ดาหน้ากันออกมาปฏิเสธข่าวนี้เป็นพัลวัน ขนาดสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ยังถูกถามและก็บอกปัดไปอย่างสิ้นเชิง

          ที่น่าสนใจของพรรคพลังประชารัฐ มีตัวละครโผล่มาอีกรายคือ พ..(พิเศษสุชาติ จันทรโชติกุล อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ประกาศลาออกก่อนครบวาระ พร้อม “บิ๊กเยิ้ม” พล..ธวัชชัย สมุทรสาคร เตรียมทหารรุ่น 12 เพื่อนนายกฯประยุทธ์

          บิ๊กเยิ้ม” ก็ออกมาปฏิเสธว่า ไม่เกี่ยวข้องกับ พ..สุชาติ และพรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้พูดคุยกันเรื่องนี้

 

พลังโจ๊ก!!  ส่องลึก

          ก่อนอื่น ต้องมาทำความรู้จักกับ ..(พิเศษสุชาติ จันทรโชติกุล วัย 68 ปี ว่าเป็นใครมาจากไหน?

          ..สุชาติ หรือ “เสธ.ชาติ” หรือ “ผู้การชาติ” เคยเป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ กรมทหารราบที่ และผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 43 นราธิวาส เป็นคนเมืองพัทลุง แต่มาคบหาสมาคมกับ “เพื่อนนักธุรกิจ” ในหาดใหญ่ จึงคิดลงสมัคร ส.โดยสมัยแรกปี 2531 ไม่ประสบความสำเร็จ

          การเลือกตั้ง 22 มี..2535 “เสธ.ชาติ” ลงสนามในนามพรรคความหวังใหม่ คราวนี้ไม่พลาดได้เป็น ส..สมใจปรารถนา และได้เป็น ส..แค่สมัยเดียว ก่อนจะเบนเข็มไปลงนายก อบจ.สงขลา ก็ต้องผิดหวังอีก 

         เนื่องจากมีฐานการเมืองอยู่หาดใหญ่ “เสธ.ชาติ” ได้ผู้ก่อตั้งทีมฟุตบอลหาดใหญ่เอฟซี พานักเตะโลดแล่นอยู่ในลีกภูมิภาคพักหนึ่ง ก่อนจะวางมือไป และหายไปจากเวทีการเมืองนานพอควร กระทั่งมีชื่อเป็นสมาชิก สปทพร้อมกับเพื่อนร่วมพรรคความหวังใหม่คือ “สมพงษ์ สระกวี” อดีต ส..สงขลา

 

พลังโจ๊ก!!  ส่องลึก

          สมัยเป็นสมาชิก สปท. “เสธ.ชาติ” อยู่ก๊วนเดียวกับ “เสธ.เยิ้ม” พล..ธวัชชัย สมุทรสาคร รวมถึง สมพงษ์ สระกวี ทั้งก๊วนออกเดินสายขายความคิดเรื่องโครงการคลองไทยอยู่พักหนึ่ง

          ถ้ายังจำกันได้ “เสธ.ชาติ”, “เสธ.เยิ้ม” และ สมพงษ์ ยื่นใบลาออกจากสมาชิก สปท.พร้อมกัน โดยสมพงษ์ให้ข่าวว่า พวกเขาเตรียมตัวลงเลือกตั้ง โดยจะไปอยู่พรรคการเมืองขนาดเล็กร่วมกับ พล..ธวัชชัย และ พ..สุชาติ เพื่อสนับสนุนนายกฯประยุทธ์ แต่ข่าวนี้ก็ถูกปฏิเสธจากคนใกล้ชิดลุงตู่

          แล้วทุกอย่างก็เงียบไป “เสธ.ชาติ” กลับไปปักหลักอยู่คอหงส์ หาดใหญ่ ฐานที่มั่นเดิม และเมื่อเร็วๆ นี้ “เสธ.ชาติ” ขึ้นป้ายทั่วหาดใหญ่ ประชาสัมพันธ์การจัดคอนเสิร์ตคาราบาว เพื่อผู้ป่วยติดเตียงและผู้พิการเมืองคอหงส์ ในวันที่ 28 มี..2561 

          เมื่อเห็นป้ายคอนเสิร์ต “เสธ.ชาติ” คอการเมืองหาดใหญ่ตั้งวงวิเคราะห์ว่า น่าจะเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในการลงสมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมือคอหงส์ สมัยต่อไป

 

พลังโจ๊ก!!  ส่องลึก

          ก่อนหน้านี้ “เสธ.ชาติ” มีการขึ้นป้ายสวัสดีปีใหม่บ้าง อวยพรในวาระต่างๆ ทั่วเขตเทศบาลเมืองคอหงส์ หลายคนฟันธงว่า เที่ยวนี้ พ..สุชาติ เอาแน่กับสนามท้องถิ่นเทศบาลเมืองคอหงส์

          แสดงว่า “เสธ.ชาติ” ปูทางการเมืองให้ตัวเอง ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ นี่แหละตัวตนของคีย์แมนพลังประชารัฐ

 

“แผน”ต้องมาตามหมายเรียก15มี.ค.นี้

อาชญากรรม ข่าวอาชญากรรม  :  27 นาทีที่ผ่านมา

 

นายฐนุกร เหลืองใหม่เอี่ยม หรือ"แผน"
แผน,กองปราบ,หวย30ล้าน,ครูปรีชา,เจ้บ้าบิ่น

ตร.กองปราบยัน“แผน”ต้องมาตามหมายเรียก15 มี.ค.นี้ ระบุยังไม่ติดต่อจะมาหรือไม่

         เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 14 มีนาคม 2561 ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป. เปิดเผยความคืบหน้าคดีหวยอลเวง 30 ล้านบาท ว่า หลังจากที่ได้มีการออกหมายเรียกให้ นายฐนุกร เหลืองใหม่เอี่ยม หรือแผน ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้เห็น ร.ต.ท.จรูญ วิมูล ก้มเก็บลอตเตอรี่ พยานบุคคลในคดีดังกล่าวมารับทราบข้อกล่าวหา ฐานร่วมกันกระทำผิดกับนายปรีชา และนางรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือ เจ๊บ้าบิ่น

         จากการกระทำดังกล่าวที่ไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น ไปแล้วนั้น เบื้องต้นพบว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานติดต่อเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด จึงทำให้ยังไม่สามารถบอกได้ว่านายแผน จะเดินทางมาเข้าพบเจ้าหน้าที่เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามกำหนดการ คือวันที่ 15 มีนาคม 2561  นี้ หรือไม่

“แผน”ต้องมาตามหมายเรียก15มี.ค.นี้

          ทั้งนี้รายงานข่าวแจ้งว่า หากในวันที่ 15 มีนาคม 2561 นายแผน ไม่สามารถเดินทางมาเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ป. ตามกำหนดการหมายเรียกครั้งแรกเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาได้ ทางพนักงานสอบสวน บก.ป. จะทำการออกหมายเรียกอีกครั้ง

 

 

“แผน”ต้องมาตามหมายเรียก15มี.ค.นี้

         โดยจะทำการออกหมายเรียกเว้นระยะห่างจากครั้งแรกประมาณ 1 สัปดาห์ แต่หากยังไม่มาเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ป. ตามหมายเรียกครั้งที่ 2 อีก ทางพนักงานสอบสวนก็อาจจะมีการพิจารณาดำเนินการในการไปขออนุญาตศาลพิจารณาออกหมายจับ เพื่อมาเเจ้งข้อหาดำเนินคดี ต่อไป

อัยการ ฟ้องแล้ว !! "พุทธอิสระ-แนวร่วม14กปปส." 

Breaking news  :  7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

 

พุทธะอิสระ,อัยการ,ฟ้อง,แนวร่วม กปปส

อัยการฟ้องแล้ว พุทธะอิสระ - แนวร่วม 14 กปปส. ข้อหากบฏ

          ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 14 มี.ค.61 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา "พระสุวิทย์ ทองประเสริฐ" หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม แกนนำเวที กปปส.แจ้งวัฒนะ ผู้ต้องหาร่วมสนับสนุนการเป็นกบฏ , กระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใดที่มิใช่การกระทำในความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือความไม่สงบในราชอาณาจักรฯ , มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ จากการร่วมชุมนุม "นายสุเทพ เทือกสุบรรณ" อดีตเลขาธิการ กปปส. ได้เดินทางมาพบอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เพื่อฟังคำสั่งฟ้องคดี ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 23 ม.ค.61 อัยการได้ยื่นฟ้อง "นายสุเทพ" พร้อมแกนนำไปแล้ว 9 คน รวม 8 ข้อหา

          โดยวันนี้ นอกจาก "หลวงปู่พุทธะอิสระ" แล้ว ยังมีแนวร่วม อาทิ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข อดีตแกนนำพันธมิตรฯ , นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระ และแนวร่วมอีกรวม 13 ราย มาพบอัยการ 

          กระทั่งเวลา 10.00 น. อัยการสำนักงานคดีพิเศษ จึงนำตัว "หลวงปู่พุทธะอิสระ" พร้อมแนวร่วม รวม 14 คน มายื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก 

          ขณะที่กลุ่มแนวร่วมฯ เตรียมหลักทรัพย์ไว้ยื่นประกันตัวแล้ว รายละ 600,000 บาท 

          ทั้งนี้ในวันเดียว นายสาธิต ปิตุเดชะ อดีต ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ที่ร่วมเหตุการณ์ชุมนุมฯ ซึ่งอัยการสั่งฟ้อง ในข้อหากระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใดที่มิใช่การกระทำในความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือความไม่สงบในราชอาณาจักรฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116  และมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ ตาม ม.215 นั้น ก็ได้เข้าพบอัยการด้วย ซึ่งอัยการเตรียมแยกฟ้องเป็นอีกสำนวนเพียงคนเดียว จึงนัดให้มาพร้อมฟ้องคดีต่อศาลอาญา อีกครั้ง 19 เม.ย.นี้ 

 

“บิ๊กตู่”หนุนทำก.ม.ลูกให้ชัดส่งศาลตีความ

การเมือง ข่าวการเมือง  :  10 ชั่วโมงที่ผ่านมา
บิ๊กตู่,เลือกตั้ง,มีชัย,กปปส,นปช,พลังประชารัฐ

“บิ๊กตู่”ย้ำอีกครั้งเลือกตั้งก.พ.62เว้นเกิดเหตุที่ควบคุมไม่ได้ยันไม่เกี่ยว“พลังประชารัฐหนุนคำแนะนำ“มีชัย”ส่งก.ม.ลูก ส.ส.-ส.ว.ให้ศาล รธน.

          ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) จะเสนอให้นำร่างกฎหมายลูก ส.ส.และส.ว.ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดต่อรัฐธรรมนญหรือไม่ว่า ขึ้นอยู่กับ กรธ. เชื่อว่าไม่ทำให้โรดแม็พการเลือกตั้งเลื่อนออกไป หรือเกิดความล่าช้า เคยบอกแล้วว่าทุกอย่างต้องไม่ล่าช้าตามกำหนด คือเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ยกเว้นว่าจะมีเหตุการณ์ที่ไม่สามารถบังคับได้ แต่เชื่อว่าจะพิจารณาได้ทันในเวลาที่มีอยู่ และไม่มีใครอยากให้มีปัญหา ซึ่งตามที่มีการชี้แจงในหน้าสื่อว่ามีความเป็นห่วงว่าวันข้างหน้าอาจจะถูกฟ้องร้องเกี่ยวกับกฎหมายลูก 2 ฉบับนี้ และจะทำให้การเลือกตั้งต่างๆ มีปัญหา วุ่นวายและอลหม่านไปหมด แต่ได้บอกแล้วว่าขอให้ทำตามกรอบเวลาที่กำหนด

          “บิ๊กตู่”ลั่นเลือกตั้งก.พ.62
          “ไม่ต้องห่วง ยังไงก็ได้เลือกตั้ง แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่มีคนออกมาส่งเสริมสนับสนุนคนที่ออกมาเคลื่อนไหวผิด โดยอ้างเหตุผลต่างๆ เพราะได้ชี้แจงแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ ดังนั้น จะมาเร่งเลือกตั้ง แล้วมาไล่ คสช.ได้อย่างไร ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แล้วมาอ้างว่าอำนาจอยู่ที่ประชาชน มันก็ใช่ แต่ไปใช้ตอนโน้นจะมาใช้ตอนนี้ไม่ได้ เพราะเราอยากให้บ้านเมืองสงบสุข ขอด้วยเหตุผล และผมไม่ต้องการใช้กฎหมายเพื่อให้มีอำนาจมากๆ เพราะเคยบอกแล้วว่าไม่ต้องการอำนาจ แต่ต้องการเพื่อใช้บริหารราชการแผ่นดินในเวลานี้ ขอสื่ออย่าตีความให้วุ่นวายแล้วนำไปจับผิดคำพูดของผม เพราะถามกันไปมา จนสื่องงคำถาม ผมก็งงคำตอบเหมือนกัน”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

          พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเรียกร้องให้ยุบคสช.ว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 265 ได้ระบุไว้อยู่แล้วว่าคสช.ต้องทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ดังนั้น การยุบคสช.ไม่มีความเป็นไปได้ หากสงสัยให้ไปดูรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว

          ปัด“พลังประชารัฐ”ทาบนั่งที่ปรึกษา
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคพลังประชารัฐเตรียมเชิญให้เป็นประธานที่ปรึกษาพรรคว่า ยืนยันไม่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชารัฐ ส่วนหากต้องตัดสินใจเลือกพรรคหรือรับนั่งเก้าอี้ประธานที่ปรึกษาหรือไม่ก็ยังไม่รู้เช่นกัน อีกทั้งยังไม่มีใครเชิญมาเลย เพียงพูดกันผ่านสื่อเท่านั้น อย่างไรก็ตามยังไม่ได้ตัดสินใจ ขอเวลาทำงานไปก่อน

          เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล แกนนำพลังประชารัฐ เพื่อนร่วมรุ่นนายกฯ หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ทำไมต้องคุย เพื่อนใคร เพื่อนมี 200 กว่าคน ไม่ได้คุยทุกคน”

          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุผลที่พรรคที่ตั้งใหม่ส่วนใหญ่ประกาศสนับสนุนนั้น เป็นเรื่องของการเมือง ส่วนตัวมองว่ามีทั้งพวกที่สนับสนุนและไม่สนับสนุน วันนี้มีสองฝ่ายเสมอ มีทั้งฝ่ายที่ต้องการปฏิรูปและฝ่ายที่ต้องการให้ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม วุ่นวายแบบเดิมๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้ว่าวันหน้าจะเกิดอะไรขึ้นมาเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องติดตามความเคลื่อนไหว และการออกมาพูดจาของแต่ละพรรคการเมืองรวมถึงนักการเมือง แต่หน้าที่ของคสช.ต้องติดตามความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเป็นหลัก ดังนั้นไม่ว่าพรรคหรือนักการเมืองคนใดเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งและความรุนแรงก็ต้องพิจารณาตามกฎหมายว่าควรจะดำรงอยู่หรือไม่ อย่างไร อย่าลืมว่า คสช.ยังมีอำนาจในการรักษาความสงบของบ้านเมือง ซึ่งทุกคนทราบดีอยู่แล้วแต่ยังพยายามจะฝ่าฝืน

          “มีหลายคนบอกถ้าจะเป็นการเมือง ให้รัฐบาลและให้ผมลาออกตั้งแต่วันนี้ แล้วสมัยก่อนนี้เวลานักการเมืองเขาเป็นรัฐบาลลาออกกันบ้างไหมก่อนการเลือกใหม่ มันคนละเรื่องกัน อย่าไปทำให้บิดเบือนและเกิดความไม่เข้าใจ ประชาชนก็จะมารังเกียจคสช. รังเกียจผมเข้าไปอีก ไปย้อนดูสมัยก่อน ผมก็เห็นนายกฯ เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ไปเลือกตั้ง และไปหาเสียงขณะที่ยังเป็นนายกฯ ด้วยซ้ำ ผมยังไม่เป็นอะไรสักอย่างและไม่ได้ไปหาเสียงด้วย กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้ประเทศเปลี่ยนแปลง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

          สรรเสริญเผยบิ๊กตู่บ่นในครม.
          พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุมครม.ช่วงวาระข้อสั่งการ พล.อ.ประยุทธ์ ปรารภกับครม.ถึงกรณีมีกระแสข่าวการเตรียมตั้งพรรคพลังประชารัฐว่า “เป็นการไปร่ำลือกันเองว่าเป็นประธานที่ปรึกษา ก็ไม่รู้ว่าร่ำลือกันแบบนี้สังคมจะว่าอย่างไร”

          วิษณุชี้กฎหมายเปิดช่องให้“บิ๊กตู่”
          นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมครม. ถึงกระแสข่าวที่ว่าพรรคพลังประชารัฐจะเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ ไปเป็นที่ปรึกษาพรรคว่า พล.อ.ประยุทธ์สามารถเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือเป็นที่ปรึกษาพรรคได้ ไม่มีปัญหาอะไร เพราะในกฎหมายไม่ได้เขียนห้ามเรื่องนี้ไว้ แต่ลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้เท่านั้น เนื่องจากถ้าจะลงสมัครรับเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์จะต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2560

          พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า หากถามมุมมอง ยังไม่ทราบ เพราะถือว่าเรื่องจะเล่นการเมืองหรือไม่เป็นเรื่องส่วนตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ ตนไม่ทราบเรื่อง อย่างไรก็ตามเห็นว่าไม่ว่าใครก็ตามหากต้องการจะไปรับใช้ประเทศชาติและถ้ามีความสามารถก็เป็นได้ แต่ไม่ทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไปเป็นหรือไม่เป็น ไม่ทราบ

          “บิ๊กป้อม” ไม่สนตอบแค่ “ไม่มีๆๆๆ”
          เมื่อเวลา 14.10 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมครม. ถึงกรณีที่พรรคพลังประชารัฐประกาศเชิญนายกฯ เป็นที่ปรึกษาพรรค ในส่วนของ พล.อ.ประวิตร มีพรรคการเมืองมาเชิญบ้างหรือไม่ว่า “ไม่มีๆ”

          เมื่อถามย้ำว่า หากมีพรรคการเมืองมาทาบทามจะตอบรับเข้าร่วมหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวย้ำว่า "ไม่มีๆๆ”

          “สนธิรัตน์”ปัดจับมือ“สมคิด”ตั้งพรรค
          ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวที่จะร่วมกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ตั้งพรรคพลังประชารัฐว่า ไม่จริง และก่อนหน้านี้ก็ไม่มีใครมาทาบทาม ชื่อที่ปรากฏเป็นข่าวก็มีรัฐมนตรีอยู่หลายคน แต่ส่วนตัวไม่ตกใจกับข่าวที่ปรากฏ เพราะไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ส่วนตัวไม่เคยเป็นนักการเมืองและไม่เคยเล่นการเมือง แล้วจะมีใครมาทาบทามเรื่องนี้ได้อย่างไร เมื่อถามว่าสนใจการเมืองหรือไม่ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ สนใจอะไรที่ไหน

          “ภูมิธรรม”ปัด“ธนาธร”นอมินี
          ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการตั้งพรรคการเมืองของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหารไทยซัมมิทกรุ๊ปว่า ถือเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว เรายินดีต้อนรับพรรคการเมืองใหม่ทุกพรรค ไม่ว่าพรรคดังกล่าวจะมีจุดยืนทางการเมืองเป็นประชาธิปไตย หรือมีแนวคิดทางการเมืองเป็นเช่นไรก็ตาม ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชนได้ตัดสินใจในเวทีเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ นายธนาธรประกาศตัวชัดเจนว่าเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเราก็ต้องเคารพการแสดงออกของเขา ส่วนกระแสข่าวที่ว่าพรรคของนายธนาธรจะเป็นนอมินีของพรรคเพื่อไทยนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ไม่มีใครเป็นนอมินีใครทั้งนั้น เพราะต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนเป็นของตัวเอง และในสนามการเมืองเมื่อถึงการเลือกตั้ง เราก็จะสู้กันอย่างเต็มที่ด้วยนโยบายและแนวคิดของพรรคตัวเอง

          ส่วนกระแสข่าวที่จะมีคนในรัฐบาลหรืออดีตรัฐมนตรี ก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ และจะเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคนั้น เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าดูว่าจะมีองค์ประกอบเป็นเช่นไร หากเป็นตามข่าวจริงๆ เราก็ยินดีต้อนรับ

          “มีชัย”แนะส่งก.ม.ลูกส.ส.-ส.ว.ให้ศาล
          ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบตามการปรับแก้ของกมธ.ร่วม 3 ฝ่าย ว่า กรธ.จะทำความเห็นต่อร่างพ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับ ให้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. พิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ เนื่องจากมีข้อห่วงกังวลคือ ในร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ที่ห้ามคนไม่ไปเลือกตั้งเป็นข้าราชการการเมืองนั้น เป็นการตัดสิทธิหรือเสรีภาพ ซึ่งถ้าเป็นสิทธิสามารถตัดได้ แต่ถ้าเป็นเสรีภาพตัดไม่ได้ อีกประเด็นคือการให้เจ้าหน้าที่ช่วยผู้พิการลงคะแนน โดยให้ถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับนั้น ซึ่งมันไม่ใช่และอาจขัดกับหลักในรัฐธรรมนูญ

          นายมีชัย กล่าวต่อว่า ส่วนในของร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ที่แยกผู้สมัครเป็น 2 ประเภท คือแบบอิสระและองค์กร แต่ในรัฐธรรมนูญบอกให้เลือกกันภายในกลุ่ม อีกทั้งอาจจะมีปัญหาในทางปฏิบัติและความสุจริต เพราะการกำหนดให้ 1 องค์กร สามารถส่งผู้สมัครได้จังหวัดละ 1 คน เช่น หอการค้ามี 76 จังหวัด แต่ละแห่งส่งครบทั้งประเทศ แค่หอการค้าแห่งเดียวก็มีผู้สมัคร 5,000 กว่าคนแล้ว ทั้งนี้หาก สนช.ดำเนินการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตอนนี้ จะไม่กระทบกับโรดแม็พ ส่วนจะต้องทำอย่างไรต้องดูคำวินิจฉัย แต่หากปล่อยไปจนถึงเลือกตั้งส.ว.ไปแล้วมีคนไปร้อง แล้วศาลรัฐธรรมนูญบอกไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จะกระทบต่อโรดแม็พทันที

          ขู่หากไม่ทำระวังโรดแม็พล้มแน่นอน
          “กระบวนการที่อยากให้เร็วมันจะล้มทั้งยืน ทุกอย่างต้องเริ่มใหม่หมดต้องเริ่มนับหนึ่ง เขียนกฎหมายกันใหม่ ใครจะเขียน กรธ.ก็ไม่อยู่แล้วตอนนั้น ตอนนี้กรธ.เป็นห่วง หากจะอยู่นิ่งเฉยก็เหมือนไม่ทำหน้าที่ จึงจะส่งบันทึกความเห็นไปให้ สนช.ภายใน 1-2 วันนี้” ประธานกรธ.กล่าว

          เมื่อถามถึงผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้ป.ป.ช.บางรายที่มีลักษณะต้องห้ามอยู่ในตำแหน่งต่อไปนั้น นายมีชัย กล่าวว่า กรธ.เคยทำความเห็นเรื่องนี้เพราะความห่วงใย ตอนนี้นอกเหนือจากกรธ.แล้ว เมื่อศาลวินิจฉัยแบบนี้ก็ย่อมผูกพันทุกองค์กร แต่จะเห็นด้วยหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

          “พรเพชร” หวั่นยื่นตีกระทบโรดแม็พ
          ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายมีชัยเตรียมส่งข้อสังเกตต่อร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ว่า ยังไม่ได้รับหนังสือดังกล่าว คงต้องรอดูรายละเอียดก่อนว่าเห็นแย้งอย่างไร แต่เมื่อตอนที่อยู่ในชั้นการพิจารณาของสภา ก็ได้ยินว่ากรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย ทั้ง กรธ. สนช. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีความร่วมมือกันในการที่จะแก้ไขบทบัญญัติต่างๆ ให้หมดจากข้อกังวล ไม่มีกรรมาธิการร่วมคนไหนอภิปรายทำนองคัดค้านว่าขัดรัฐธรรมนูญเลย หากอภิปรายอย่างหนักแน่นคิดว่าจำนวนสมาชิกที่จะไม่เห็นด้วยอาจจะมีมากกว่าที่ปรากฏ ดังนั้น จะเห็นว่าเป็นไปอย่างประนีประนอม ทำให้สมาชิกรวมทั้งตน สบายใจและออกมาพูดว่าไม่มีปัญหาอะไร

          ชี้ถ้าถกให้จบในชั้นกมธ.ผลอาจไม่แย่
          นายพรเพรช กล่าวอีกว่า ทางแก้ไขก็มีทางเดียวคือยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่สมาชิกต้องไปว่ากันเอง ส่วนตัวไปชี้นำไม่ได้ ทุกคนจับจ้องว่าจะทำให้เลื่อนโรดแม็พการเลือกตั้ง ยื้อการเลือกตั้ง ซึ่งการยื้อหรือเลื่อนโรดแม็พนั้นทุกคนก็มองมาที่ตัวประธานสนช.เป็นหลัก แต่ประธานไม่มีสิทธิบอกหรือบังคับสมาชิกว่าให้ยื่นหรือไม่ยื่น อย่างไรก็ตาม ตั้งใจว่าจะยื่นร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับให้นายกรัฐมนตรีในวันที่ 14 มีนาคม แต่บังเอิญตอนตรวจร่างเมื่อเช้าพบถ้อยคำไม่ตรงกัน ไม่สอดคล้องกัน จึงต้องปรับร่าง ประกอบกับนายมีชัยยื่นข้อสังเกตมาแบบนี้ก็คงต้องให้สมาชิกดูก่อนว่าจะเอาอย่างไร ทั้งนี้ห่วงว่าถ้ายื่นร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.นั้นจะกระทบโรดแม็พ จึงต้องคิดมาก แต่ก็แล้วแต่สมาชิกว่าจะเห็นอย่างไร แต่ในส่วนของร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. หากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญคงจะไม่กระทบ

          ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ายื่นแล้วศาลให้แก้ ใครที่จะเป็นคนแก้ นายพรเพชรกล่าวว่า ถ้าไม่มีใครแก้สนช.ก็ต้องแก้ แต่ตามขั้นตอนคิดว่ากรธ.ต้องแก้ เพราะกรธ.เป็นเจ้าของร่างแต่แรก แต่ถ้ากรธ.ไม่แก้เราก็ต้องแก้ ต้องหาคนแก้จนได้ ส่วนหากกฎหมายประกาศใช้แล้วมีผู้ร้องในภายหลังใครจะแก้ นายพรเพชรกล่าวว่า รัฐบาลที่รับผิดชอบอยู่ตอนนั้นต้องไปดูว่าจะแก้อย่างไร

          จ่อยื่นศาลรธน.ตีความกฎหมายส.ว.
          ด้าน นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกกรรมาธิการกิจการวิสามัญ สนช. แถลงผลการประชุมวิปสนช.ว่า ในการประชุมวิปสนช.วันที่ 13 มีนาคมนี้ มีการพูดคุยกันเล็กน้อยเรื่องการยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ตามที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. แสดงความเป็นห่วงมา คงต้องนำไปหารือในที่ประชุมสนช.วันที่ 15 มีนาคมนี้ เพื่อสรุปว่า จะยื่นร่างกฎหมายลูกทั้งสองฉบับต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจน เท่าที่คุยกันร่างกฎหมายสองฉบับไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่หากส่งตีความก็เพื่อให้เกิดความชัดเจน เพราะผู้ใหญ่ท้วงติงมาขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ จะได้ไม่เกิดปัญหาภายหลัง ซึ่งการส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความไม่กระทบต่อโรดแม็พเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เนื่องจากได้กำหนดระยะเวลาเผื่อไว้ในเพดานสูงสุดแล้ว

          เมื่อถามว่า มีน้ำหนักมากขึ้นที่สนช.จะยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะนายมีชัยท้วงติงอย่างต่อเนื่อง นพ.เจตน์ กล่าวว่า นายมีชัยเป็นผู้ใหญ่ เมื่อมุมมองนักกฎหมายท้วงติงมา สนช.ต้องรับฟังนำมาหารือกัน ต้องเอาความเห็นของนายมีชัยมาคิดให้หนัก เมื่อผู้ใหญ่ชี้มาเช่นนี้ ต้องคิดให้รอบคอบ ดูแนวโน้มแล้วคงต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะในการประชุมสนช.วันที่ 15 มีนาคม จะง่ายต่อการเข้าชื่อ หลักๆ คนที่เข้าชื่อคงเป็นผู้ลงมติไม่เห็นด้วย และงดออกเสียง รวมถึงคนที่ไม่ได้มาร่วมโหวตลงมติ แต่ไม่จำกัดสิทธิคนที่ลงมติเห็นด้วยจะมาร่วมลงชื่อก็ได้ เพราะคนลงมติเห็นชอบ อาจเห็นด้วยกับภาพรวมกฎหมาย แต่อาจไม่เห็นด้วยในบางมาตรา

          พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ วิปสนช. กล่าวว่า คาดว่าอย่างน้อยสนช.คงต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความในส่วนร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต เพราะกรณีที่กฎหมายประกาศบังคับใช้แล้ว และมีการสรรหาส.ว. 50 คนเสร็จแล้ว ปรากฏว่า มีผู้ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ขั้นตอนการสรรหาส.ว.50 คนไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ จะยิ่งเกิดปัญหามากขึ้น เพราะถึงตอนนั้น เมื่อได้ส.ว.ครบถ้วนแล้ว แต่จะเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ เพราะถูกร้องเรื่องการสรรหาส.ว. 50 คน การเปิดประชุมรัฐสภาอาจต้องชะงักไว้ก่อน การเลือกนายกฯ ก็จะชะงักไปด้วย ถึงตอนนั้นจะตั้งรัฐบาลไม่ได้ นี่เป็นสิ่งที่หลายคนแสดงความเป็นห่วง จึงต้องการทำให้เกิดความชัดเจน

          “วัชระ”จี้“บิ๊กตู่”สอบรัฐสภาทองคำ
          ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ฝั่งก.พ.) นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เพื่อขอให้ตรวจสอบนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. และนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาฯ สภาผู้แทนราษฎร กรณีไม่ดำเนินการจัดทำโครงการรัฐสภาทองคำเฉลิมพระเกียรติ

          นายวัชระ กล่าวว่า สมัยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นประธานรัฐสภาปี 2556 ได้จัดทำโครงการรัฐสภาทองคำเฉลิมพระเกียรติและได้จัดซื้อทองคำจำนวน 7 กิโลกรัม มูลค่ารวม 11 ล้านบาท จนถึงขณะนี้ผ่านมา 6 ปี โครงการดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ จึงขอให้นายกฯ ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

          “นายกฯ”เตรียมบินออสซี่ประชุมอาเซียน
          ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมครม.ว่า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย สมัยพิเศษ ระหว่างวันที่ 17-18 มีนาคมนี้ ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยการประชุมครั้งนี้จะมีประเทศจากสมาชิกอาเซียนและเครือรัฐออสเตรเลีย รวมทั้งเลขาธิการอาเซียนเข้าประชุมด้วย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกระหว่างผู้นำอาเซียนกับเครือรัฐออสเตรเลีย นอกภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะมีการประชุมภายใต้หัวข้อเสริมสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งในภูมิภาค เน้นข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง อย่างไรก็ตาม หลังการประชุมจะมีการรับรองเอกสารเกี่ยวกับการประชุม 2 ฉบับ คือ ร่างปฏิญญาซิดนีย์ ร่างบันทึกความเข้าใจ เพื่อให้เป็นกรอบการทำงาน เสริมสร้างความร่วมมือประสานงานระหว่างอาเซียนออสเตรเลีย เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง ประสบการณ์ แนวปฏิบัติ ที่แต่ละฝ่ายมีขีดความสามารถ รวมทั้งการรับมือสถานการณ์ก่อการร้าย เป็นต้น ซึ่งบันทึกความเข้าใจมีผลหลังการลงนาม โดยทั้งสองส่วนไม่มีถ้อยคำให้เกิดพันธกรณีระหว่างประเทศ

          สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-ออสเตรเลีย ที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเข้าร่วม ระหว่างวันที่ 16-18 มีนาคมนี้ ที่ประเทศออสเตรเลีย นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า จะมีการหารือถึงทุกเรื่อง ขณะที่สาระสำคัญในร่างปฏิญญาซิดนีย์ซึ่งที่ประชุมดังกล่าวจะให้การรับรองนั้น เน้นเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เศรษฐกิจและการสร้างความมั่งคั่ง และการให้ความสำคัญกับประชาชน ซึ่งภาพรวมมีแนวทางที่สอดคล้องกับรัฐบาลไทย

          ยันอียูไม่ส่งคนดูเลือกตั้งไทย
          นายดอน ยังกล่าวถึงการเดินทางเยือนประเทศอิตาลีและเบลเยียม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ได้พบปะหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของอิตาลีและเบลเยียม รวมถึงคณะผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง และกรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม กิจการทะเลและประมง มีการพูดคุยกันหลายเรื่องและเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ เขาเห็นด้วยกับเรื่องต่างๆ ที่เรากำลังทำ เป็นสิ่งที่ควรมีความร่วมมือกันต่อไปได้ ขณะที่เรื่องการเมืองในไทยนั้น หลายประเทศทราบถึงสถานการณ์การเมืองของไทย ส่วนการที่ไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งนั้น อียูไม่ได้แจ้งว่าอยากจะส่งคนมาสังเกตการณ์การเลือกตั้งในไทย เพราะแต่ละประเทศมีเรื่องที่ตัวเองให้ความสนใจมากกว่า

          ‘เอกชัย’ ไม่จบหอบนาฬิกาหรู
          เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า ที่บริเวณประตู 4 หน้าทำเนียบรัฐบาล นายเอกชัย หงส์กังวาน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และนายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ นำธูปจำนวน 36 ดอก จุดและปักไว้ที่โคนต้นไม้ หน้าประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล ริมถนนพิษณุโลก โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการปัดเป่าสิ่งไม่ดี พร้อมทั้งนำแผ่นป้ายขนาดใหญ่ที่แสดงคอลเลกชั่นนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จำนวน 25 เรือน มาแสดง พร้อมยืนยันว่าจะนำมามอบให้ พล.อ.ประวิตร ทุกวันอังคาร หรือทุกวันที่พล.อ.ประวิตรมาประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล จนกว่า พล.อ.ประวิตรจะออกมารับด้วยตนเอง ทั้งนี้ นายเอกชัยเคยออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกันนี้เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

          นายเอกชัยยังเรียกร้องให้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเป็นคนใกล้ชิดกับ พล.อ.ประวิตร ซึ่งที่ผ่านยังไม่สามารถดำเนินการกรณีนาฬิกาหรูได้ ขณะเดียวกันยังร้องเรียน คสช. ให้ปลด พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากเป็นคนสนิทของ พล.อ.ประวิตร ที่สร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้แก่สังคมในการปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งการทำงานที่ผ่านมาก็ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) ผู้ต้องหาคดีลักลอบล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จ.กาญจนบุรี

          ฎีกาพิพากษาอดีตการ์ดนปช.ยิงเอ็ม79
          เวลา 09.30 น. วันที่ 13 มีนาคม ที่ห้องพิจารณา 814 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดแจ้งผลคำพิพากษาศาลฎีกาให้อัยการโจทก์ ฟังในคดีพยายามฆ่าผู้อื่น หมายเลขดำ อ.4334/2557 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายณรงค์ศักดิ์ หรือตุ้ย พลายอร่าม อายุ 32 ปี และนายพีรพงษ์ หรือธานินทร์ สินธุสนธิชาติ อายุ 43 ปี อดีตการ์ดแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ร่วมกันเป็นจำเลย ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นฯ จำเลยให้การปฏิเสธขอต่อสู้คดี

          คำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2557 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกร่วมกันใช้เครื่องยิงระเบิดแบบเอ็ม 79 และเครื่องกระสุน ยิงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.บริเวณสี่แยกเสาวนีย์ ถนนสวรรคโลก ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และรถยนต์เสียหายหลายคัน โดยจำเลยให้การปฏิเสธ คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 43 ปี 4 เดือน ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยระหว่างฎีกา โดยอัยการโจทก์ยื่นฎีกา

          วันนี้อัยการโจทก์เดินทางมาศาล ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้เบิกตัวมาศาล เนื่องจากจำเลยทั้งสองถูกแยกคุมขังในคดีอื่นที่เรือนจำจังหวัดสระบุรีและจังหวัดอื่นในเขตอำนาจศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลได้อ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังที่ศาลดังกล่าวแล้วเมื่อเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

          ยกฟ้องทั้ง2คนชี้หลักฐานอ่อน
          ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ มีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต โจทก์จะต้องนำสืบความจริงโดยปราศจากข้อสงสัย แต่การนำสืบได้ความว่าจำเลยที่ 1 รับสารภาพในชั้นสอบสวน ถึงแม้จะมีน้ำหนักรับฟังพยานได้ก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนจะต้องมีเหตุผลหนักแน่นน่ารับฟังโดยปราศจากข้อสงสัย แต่ก็ยังพบว่าบันทึกคำให้การข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 มีความขัดแย้งกัน ทั้งที่เบิกความห่างกันไม่เกิน 7 วัน แต่จำเลยที่ 1 กลับให้การแตกต่างกัน อีกทั้งที่จำเลยที่ 1 ให้การว่ามีการใช้โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 ตรงนี้โจทก์สามารถตรวจสอบได้จากบริษัทผู้ให้บริการมือถือ แต่โจทก์ไม่กระทำ ทั้งที่จะเป็นพยานหลักฐานที่จะนำมาประกอบคำรับสารภาพให้มีน้ำหนักได้

          ส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์มีแต่เพียงพยานบอกเล่าเป็นคำซัดทอดของผู้ต้องหาด้วยกัน ไม่มีพยานหลักฐานการติดต่อทางโทรศัพท์ในช่วงวันเวลาเกิดเหตุ อีกทั้งยังไม่มีพยานหลักฐานอื่นๆ ส่วนประเด็นอื่นศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานโจทก์โดยให้เหตุผลไว้ชอบแล้ว ประกอบกับจำเลยที่ 1 และ 2 ให้การปฏิเสธในชั้นศาล พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายืนยกฟ้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายณรงค์ศักดิ์และนายพีรพงษ์ ยังเป็นจำเลยในคดีหมายดำ อ.3820/2557 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต กระทำการให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลฯ ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรและร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ กรณีเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2557 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองใช้อาวุธสงครามเอ็ม 79 ยิงเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. บริเวณหน้าอาคารชินวัตร 3 แขวงและเขตจตุจักร กทม. ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย โดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกนายณรงค์ศักดิ์ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 35 ปี 4 เดือน และยกฟ้องนายพีรพงษ์ จำเลยที่ 2

 

 ......................................................

14 มีนาคม 2561

 

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน