*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 4837
  • จำนวนผู้ชม : 3168192
  • จำนวนผู้โหวต : 1672
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1672 คน
<< กันยายน 2018 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 14 กันยายน 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 241 , 20:09:13 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ผู้ที่มีภาระความรับผิดชอบการเลือกตั้ง ก็ต้องเตรียมพร้อมในทุกด้าน อย่างพลเอกเฉลิมชัยสิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก

(ผบ.ทบ.) ก็เป็นห่วงว่าทหารจะถูกโยงสนับสนุนการเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารมาเป็นรัฐบาลปกติ

จนต้องเปรยผ่านสื่อดังท้ายนี้

      กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยมีภารกิจที่รับผิดชอบชัดเจน ส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง สิ่งที่กังวลก็คือการนำไปเชื่อม

โยงระหว่างทหารกับการสนับสนุนการเลือกตั้ง ต้องพยายามทำความเข้าใจ สำหรับการพูดคุยคลายล็อคการเมืองนั้นที่ผ่านมามีการ

ประชุมพิจารณาคำสั่งตามมาตรา 44 ไปแล้วถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมีรายละเอียดออกมาในเร็ววันนี้

 

 

ยังไม่รู้จะเลือกใครเลยค่ะ ... แต่ก็อยู่แถวๆ 'ลุงตู่' กับ 'พี่มาร์ค' นี่แหล่ะค่ะ .........

 

"ผบ.ทบ."ห่วงทหารถูกโยงหนุนเลือกตั้ง

การเมือง  :  3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เลือกตั้ง,ผบทบ,คสช,ทหาร

"ผบ.ทบ."ห่วงทหารถูกโยงหนุนเลือกตั้ง แนะปรับบทบาทให้เหมาะสม โบ้ยถอนกกล.รส.หน้าที่"บิ๊กแดง"พิจารณา

         14 กันยายน 2561 ที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.)จ.ลพบุรี  พลเอกเฉลิมชัยสิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบเรียบร้อย (คสช.)  

          กล่าวภายหลัง มีการเผยแพร่พระราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561ว่า ถือเป็นการนับหนึ่ง ทุกส่วนมีบทบาทที่จะต้องทำตามบทบาทของตนเองในส่วนของกองทัพมีส่วนที่เป็นกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ซึ่ง คสช.ได้พิจารณาบทบาทของ กกล.รส.ให้มีความเหมาะสมในช่วงของการคลายล็อกทางการเมืองตั้งแต่ช่วงนี้ไปจนถึงกลางเดือนธันวาคม และช่วงที่เปิดให้หาเสียงเลือกตั้งได้ ก็ต้องพิจารณาบทบาท กกล.รส.อีกครั้ง ว่าทหารจะมีบทบาทอย่างไร ให้เหมาะสมเป็นที่ยอมรับของสังคม

         กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยมีภารกิจที่รับผิดชอบชัดเจน ส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง สิ่งที่กังวลก็คือการนำไปเชื่อมโยงระหว่างทหารกับการสนับสนุนการเลือกตั้ง ต้องพยายามทำความเข้าใจ สำหรับการพูดคุยคลายล็อคการเมืองนั้นที่ผ่านมามีการประชุมพิจารณาคำสั่งตามมาตรา 44 ไปแล้วถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมีรายละเอียดออกมาในเร็ววันนี้

         การพิจารณาถอน กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นหน้าที่ของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบกท่านใหม่ ซึ่ง ทหารเองก็ไม่ได้อยากเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะแม้แต่การช่วยเหลือประชาชนอาจถูกมองสนับสนุนการเลือกตั้ง จึงต้องใช้ดุลพินิจที่เหมาะสม ในการกำหนดบทบาทหน้าที่ของ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยแต่ยืนยันว่าคสชจะยังคงอยู่ต่อไป ให้ดูจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาทำหน้าที่

                   ประเด็นสำคัญอีกเรื่องที่อยู่ในคำสั่งนี้ คือ การยกเลิกการทำไพรมารีโหวตในการเลือกตั้งครั้งแรก รวมไปถึงหากมีการเลือกตั้งซ่อมแทนการเลือกตั้งครั้งแรกในทุกกรณี ไม่ว่าจะเพราะการเลือกตั้งเป็นโมฆะ กรณีไม่มีผู้ได้รับเลือกตั้ง กรณีผู้สมัครเสียชีวิต หรือผู้ได้รับเลือกตั้งพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม

                   ประเด็นต่อมา คือ อนุญาตให้พรรคการเมืองประชาสัมพันธ์หรือติดต่อสื่อสารกันผ่านทางเทคโนโลยีสารสนเทศหรือสื่ออิเลกทรอนิกส์ได้ แต่ต้องไม่มีลักษณะเป็นการหาเสียง โดยกรณีนี้ กกต.และ คสช.อาจกำหนดลักษณะต้องห้ามในการติดต่อสื่อสารที่จะมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือสั่งให้ระงับการดำเนินการดังกล่าวได้

                   อีกเรื่องที่มีการกำหนดไว้ในคำสั่งนี้ คือ ให้ กกต.ดำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้งได้ทันทีและดำเนินการให้เสร็จก่อนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จะมีผลบังคับใช้ จากเดิมต้องรอให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มีผลบังคับใช้ก่อน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้หลังพ้น 90 วันนับจากวันที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือจะมีผลในวันที่ 11 ธันวาคม 2561

"ครม.สัญจร" เลย-เพชรบูรณ์ 17-18 ก.ย.นี้

การเมือง  :  9 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ครมสัญจร,ครมเลย,ครมเพชรบูรณ์,คมชัดลึก

"บิ๊กตู่" นำคณะ ลงพื้นที่ "ครม.สัญจร" เลย-เพชรบูรณ์ 17-18 ก.ย.นี้ คิวแน่น จับตา "สันติ" โผล่ต้อนรับ "นายกฯ" ส่งสัญญาณซบ "พลังประชารัฐ" หรือไม่

          14 ก.ย.61-"บิ๊กตู่" นำคณะ ลงพื้นที่ "ครม.สัญจร" เลย-เพชรบูรณ์ 17-18 ก.ย.นี้ คิวแน่น เปิดถนนสีเลน ชมถนนคนเดินเชียงคาน มอบหนังสือป่าชุมชน 10 จังหวัด ดูการปลูกไม้มีค่า พบ ปชช. จับตา "สันติ" โผล่ต้อนรับ "นายกฯ" ส่งสัญญาณซบ "พลังประชารัฐ" หรือไม่  

         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. พร้อมคณะรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางไปตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (บึงกาฬ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี) และจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 (พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ตาก สุโขทัย และอุตรดิตถ์) ระหว่าง 17-18 ก.ย.นี้ โดยศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาของทั้ง 2 กลุ่มจังหวัด ประกอบด้วย จุดที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ สามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ทั้ง 2 กลุ่มจังหวัดยังเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำการเกษตร โดยกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญ คือ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา ขณะที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 มีพื้นที่เหมาะสมกับการทำนา ปลูกพืชไร่และไม้ผล พืชเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ ข้าว อ้อย ข้าวโพดเลี้ยง สัตว์ และพืชผัก 

            สำหรับการตรวจราชการของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับประเด็นการพัฒนาร่วมของทั้ง 2 กลุ่มจังหวัด ได้แก่ 1. การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นฐานการท่องเที่ยวหลักของกลุ่มจังหวัด 2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงพื้นที่ภายในกลุ่มจังหวัด และพื้นที่ภาคเหนือเพื่อรองรับและเชื่อมโยงการค้าการท่องเที่ยว 3. ส่งเสริมการท่องเที่ยวธรรมชาติและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน 4. พัฒนาพืชเศรษฐกิจหลักของกลุ่มจังหวัดเป็นสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน ได้แก่ ข้าว ผักผลไม้ พืชไร่ ไม้ ดอกไม้ประดับ และ 5. พัฒนาและแก้ไขปัญหาสำคัญด้านสังคมและความมั่นคงของกลุ่มจังหวัด เช่น ยาเสพติด และแรงงานผิด กฎหมาย เป็นต้น โดยมีรายละเอียดของงาน ดังต่อไปนี้  

            ทั้งนี้ กำหนดการเดินทาง วันที่ 17 ก.ย. 61 เวลา 07.00 น. นายกรัฐมนตรีและคณะออกเดินทางจากท่าอากาศยาน 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ไปยังท่าอากาศยานเลย จากนั้น เดินทางไปพบประชาชน ณ หอประชุมทองวิไล มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในพิธีเปิดถนน 4 เลน หมายเลข 201 ตอน  เลย - เชียงคาน เพื่อลดความแออัดและรองรับปริมาณการจราจรและการเดินทางของประชาชนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการขนส่ง โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพและมาตรฐานการใช้ท่าอากาศยานเลย เพื่อเตรียมการเป็นศูนย์กลางทางการบิน พร้อมทั้งจะเป็นสักขีพยานในการมอบหนังสือแสดงโครงการป่าชุมชน ให้แก่ประธานป่าชุมชน 5 จังหวัด (บึงกาฬ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี) เพื่อแก้ปัญหาไร้ที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน และรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติรวมถึงการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน 

            หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมการจัดการท่องเที่ยวชุมชนตามแนวทางประชารัฐของอำเภอเชียงคาน ณ ถนนคนเดิน วิถีเชียงคาน อำเภอ เชียงคาน ซึ่งเป็นเมืองที่มีความเงียบสงบและภูมิทัศน์สวยงาม รวมทั้งมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ทั้งในด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม ย่านอาคารไม้เก่า ประเพณีวัฒนธรรมและภูมิปัญญา รวมถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและมีน้ำใจ ทั้งนี้ การบริหารจัดการท่องเที่ยวของที่นี่ ดำเนินการโดยองค์กรชุมชนและกลไกประชารัฐที่เข้มแข็ง แสดงให้ถึงความร่วมมือร่วมใจของคนในท้องถิ่นที่ร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งสามารถผสมผสานกับความเป็นสมัยใหม่         

            ในช่วงบ่าย ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมการปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจและการประเมินมูลค่าไม้มีค่า เช่น ต้นสักทอง ต้นมะฮอกกานี ต้นประดู่ ต้นมะขาม ฯลฯ  ณ สวนป่าเกษตรห้วยแสนคำ ตำบลบ้านหวาย อำเภอหล่มสัก ซึ่งเป็นตัวอย่างของการพัฒนาอาชีพและรายได้ของประชาชน โดยภาครัฐส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไม้เศรษฐกิจ ไม้มีค่าตามชนิดและรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มผลผลิตไม้ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ และเพิ่มจำนวนพื้นที่ป่าของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ รวมทั้งเป็นการสร้างสมดุลธรรมชาติ 

            จากนั้น ที่โรงแรมอิมพิเรียล ภูแก้ว ฮิลล์ รีสอร์ท ต.แคมป์สน อำเภอเขาค้อ นายกรัฐมนตรีจะเยี่ยมชมสินค้าเกษตรปลอดภัยภายใต้แบรนด์  กรีนมาร์เก็ตเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นแบรนด์และแหล่งจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย มีการบริหารงานในรูปแบบคณะกรรมการ ประกอบด้วยภาครัฐ เอกชน ภาคประชาชน ให้ความ      สำคัญกับการส่งเสริมให้เกษตรรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ และการขับเคลื่อนโดยการตลาด โดยประสานงานกับตลาดและจัดหาตลาดผักปลอดภัยจากสารพิษ (GAP) หรือผักอินทรีย์(ORGANIC) ให้กับสหกรณ์ที่เป็นสมาชิก รวมทั้งการพัฒนาปัจจัยการผลิตและลดต้นทุนการผลิต การตรวจสอบความปลอดภัยของสินค้า การสนับสนุนด้าน วิชาการ สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน การรับรองมาตรฐานการผลิต การประชาสัมพันธ์ รวมถึงการขนส่งและบริหารจัดการสินค้า (Logistics) โดยการสนับสนุนของภาคเอกชน หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีพบผู้แทนเครือข่ายชุมชนเขาค้อ เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

            ทั้งนี้ วันที่ 18 ก.ย. 61 เวลา 08.00 น. ที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ สาขาคลองศาลา ตำบลสะเดียง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดอาคารศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ และเยี่ยมชมการดำเนินงานของคลินิกหมอครอบครัว ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพ คลินิคหมอครอบครัว ภายใต้การจัดบริการของคลินิกหมอครอบครัว โดยใช้หลักการเวชศาสตร์ครอบครัว ดูแลบริการสุขภาพทั้งในสถานบริการสุขภาพและรุกเข้าไปในชุมชนหรือ สถานที่ทำงานของประชาชนอย่างเหมาะสม  ช่วยลดความแออัดในการไปใช้บริการที่โรงพยาบาล ลดระยะเวลาการรอคอยที่โรงพยาบาลใหญ่ และลดค่าใช้จ่ายของประชาชน การดำเนินการคลินิกหมอครอบครัวที่นี่ สามารถดูแลประชาชนในเขตเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ ครอบคลุมทุกมิติทั้งการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การควบคุม ป้องกันโรคและการฟื้นฟูสภาพ ทั้งในระดับหน่วยบริการไปจนถึงบ้านของประชาชน 

            จากนั้น ที่ห้องประชุม LC2 ชั้น 4 อาคารศูนย์ปฏิบัติการภาษาและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ก่อนเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 7/2561

            ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบประชาชนจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่หอประชุมประกายเพชร มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ พร้อมทั้ง เป็นสักขีพยานในการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 1 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 และมอบหนังสือแสดงโครงการป่าชุมชนให้แก่ประธานป่าชุมชน 5 จังหวัด (ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์) รวมทั้งมอบหนังสือคู่มือการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลให้ราษฎร 434 ราย เพื่อแก้ปัญหาไร้ที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน และรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติรวมถึงการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เสร็จแล้ว นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

            ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงพื้นที่โดยเฉพาะที่เพชรบูรณ์ เป็นที่จับตาอย่างมากว่านายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีตส.ส.เพชรบูรณ์ พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีหลายสมัยนั้น จะมาต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ ท่ามกลางกระแสข่าวหนาหูว่า นายสันติ เตรียมย้ายมาร่วมงานการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐ 

ประชุม คกก.ทรัพยากรน้ำฯ เร่งเครื่อง 11 โครงการ

การเมือง  :  4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
นายกฯ,นั่งหัวโต๊ะประชุม,คกกทรัพยากรน้ำฯ,คมชัดลึก

"บิ๊กตู่" นั่งหัวโต๊ะประชุม คกก.ทรัพยากรน้ำฯ เร่งเครื่อง 11 โครงการใหญ่ปี 62  เปลี่ยนชื่อแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี เป็นแผนแม่บท

      14 ก.ย.61-ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 3/2561 โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กนช. นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม  

    ต่อมาเวลา 11.30 น. พล.อ.ฉัตรชัย ภายหลังการประชุมว่า ในส่วนความก้าวหน้าการปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ปรับชื่อใหม่เป็นแผนแม่บท เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ขณะเดียวกันความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรนํ้าแห่งชาติ พ.ศ. ... อยู่ในวาระ 2-3 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งคาดว่าภายในปีนี้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย

    พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า รัฐบาลนี้เข้ามามีความตั้งใจในการทำงานเต็มที่ ซึ่งตนไม่อยากบอกว่าเราเริ่มโครงการช้าหรือไม่ และเราไม่ได้คดว่าทำในเวลาสั้นๆ แต่วางรากฐานเรื่องน้ำให้ประเทศเกิดความมั่นคง จึงขอฝากนักการเมืองและรัฐบาลที่จะเข้ามา หากไม่เดินต่องานทั้งหมดจะสะดุด รัฐบาลชุดต่อไปควรจะต้องทำ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องช่วยเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลชุดต่อไปเดินหน้าตามแผนงานที่เราวางไว้ ซึ่งแผนงานที่เราคิดเกิดมาจากคณะกรรมการลุ่มน้ำทั้งประเทศ เป็นคนช่วยกันคิดและวางแผน รัฐบาลไม่ได้นั่งเทียนเขียนขึ้นมาเอง

    ขณะที่นายสมเกียรติ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์น้ำที่เกิดขึ้นตั้งแต่มีการขับเคลื่อนเมื่อปี 2558 มีทั้งหมด 6 ยุทธศาสตร์ โดยยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รัฐบาลได้ตั้งเป้าเกือบครบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว เหลือประมาณ 179 หมู่บ้าน ที่ประชุมจึงมอบหมายหน่วยงานเกี่ยวข้องไปดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 62  โดยยุทธศาสตร์ที่ 6 การบริหารจัดการได้มีการจัดทำร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ. .... สำหรับการพัฒนาลุ่มน้ำเชิงพื้นที่ปัจจุบันเรามีการกำหนด 66 พื้นที่ ขณะนี้อยู่ระหว่างทำความเข้าใจ และสร้างการรับรู้  โดยพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องน้ำมี  53 แห่ง และอีก 13 แห่งเป็นพื้นที่รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบโครงการคลองระบายน้ำบางบาล – บางไทร ก่อนนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป และยังรับทราบแผนการทบทวนการขยายยุทธศาสตร์น้ำ จาก 12 ปี เป็น 20 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยจะเสนอกรอบเวลาประมาณเดือน ต.ค.

    ด้านนายวันชัย กล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ช่วงฤดูฝนคาดว่าจะหมดในช่วงเดือนต.ค. โดยสัปดาห์ที่ 3  ของเดือนต.ค.นี้จะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว  ทั้งนี้ พายุใต้ฝุ่นมังคุดคาดว่าจะมีผลกระทบต่อประเทศไทยมีฝนตกเพิ่มขึ้นในภาคเหนือและอีสานตอนบน จนถึงวันที่ 19 ก.ย.นี้ ซึ่งในวันที่ 15 ก.ย.ต้องเฝ้าระวังที่ จ.นครนายก สระแก้ว ระยอง และตราด โดยจะมีฝนมากกว่า 50 มิลลิเมตร ส่วนวันที่ 16 ก.ย.จะมีจ.ตราด ระนอง และพังงา มีฝนมากกว่า 50 มิลลิเมตร ส่วนวันที่ 17 ก.ย. ภาคเหนือที่ จ.เชียงราย น่าน เป็นต้น ซึ่งฝนที่จะตกภาคเหนือ อีสาน และตะวันออก จะทำให้บริเวณลุ่มน้ำมีปัญหาเรื่องการระบายน้ำ จึงขอให้ประชาชนระมัดระวัง

 

อยากอยู่ต่อ ต้องมี "สปิริต"

พรป,พลอประยุทธ์,โรดแม็พ,การเมือง

อยากอยู่ต่อ ต้องมี "สปิริต" : คอลัมน์...  ขยายปมร้อน  โดย...  ขนิษฐา เทพจร 

          เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ที่รอคอย 2 ฉบับ คือ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นสัญญาเคานท์ดาวน์เข้าสู่ถนนเลือกตั้ง อย่างเป็นทางการ

          ตามผลของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ประกาศ การเลือกกันเองของผู้สมัคร ส.ว. จากทั่วภูมิภาคของประเทศ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับผิดชอบต้องเริ่มขึ้นโดยทันที แม้ในช่วงแรกของการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นขั้นทดลอง เพื่อได้ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจากการเลือกกันเองระดับประเทศ 200 คน ให้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือกให้เหลือ 50 คน ไปประกอบร่างกับ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง 194 คน และมาโดยตำแหน่งอีก 6 คน

          แต่ขั้นตอนเลือกกันเองของ ส.ว.นั้น ถือว่าเป็นโรดแม็พการเมือง ที่ต้องจับตา เพราะมีผลส่งไปถึงการเมืองในชั้นสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะการลงมติเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา

          ขณะที่ ผลบังคับใช้ของ พ.ร.ป.ส.ส.ที่ต้องทอดเวลาไปอีก 90 วัน หรือจะมีผลใช้ได้จริง ในวันที่ 11 ธันวาคม 2561 แต่ระยะเวลารอคอยนั้น ไม่เรียกว่านานเกินไป หากให้เป็นช่วงที่ “พรรคการเมือง–นักการเมือง” แต่งเนื้อตัวให้เข้ากับกฎ กติกา ระเบียบใหม่

          ส่วนจะแต่งเนื้อ แต่งตัว ภายใต้กรอบแบบไหน หรือมีขอบเขตอะไรนั้น... เงื่อนไขสำคัญคือ คำประกาศหรือคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่จะคลายล็อก ผ่อนปรนให้ทำกิจกรรมทางการเมืองใดได้บ้าง

          อย่างไรก็ดี ในช่วงที่สถานการณ์ทางสังคม เฝ้าจับตาโรดแม็พทางการเมือง ยังมีสิ่งที่ควรจับตาคือ การปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็น นายกรัฐมนตรี

          เพราะจากปฏิกิริยาที่ถูกส่งผ่านจาก “พล.อ.ประยุทธ์” ทั้งการลงพื้นที่ต่างๆ ระหว่างการประชุม ครม.สัญจร หรือการลงตรวจราชการต่างจังหวัด ดูเหมือนว่าเป็นปฏิกิริยาที่ต้องการ สร้างคนรัก–ความนิยม 

          และจากความเคลื่อนไหวของคนรอบข้าง ทั้ง “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม” - “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ” - “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” ที่มีแนวโน้มสนับสนุนบางพรรค และบางกลุ่มการเมือง อย่าง พรรคพลังประชารัฐ และกลุ่มสามมิตร

          ทำให้สังคมเข้าใจว่า ผู้มีอำนาจของรัฐบาลปัจจุบันต้องการลงสู่สนามการเมือง และกลับคืนสู่เก้าอี้ผู้นำรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

          ดังนั้นสิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามอย่างยิ่งคือ “บทบาทของ รัฐบาล คสช.” ต่อทิศทางการเมือง เพื่อไม่ให้ถูกนินทาว่า แทรกแซงการเลือกตั้งจนนำไปสู่ข้อครหา กับ “ผลเลือกตั้ง”

          เพราะเมื่อผู้นำรัฐบาลมีสถานะทับซ้อน ระหว่าง ผู้บริหารประเทศต่อไปไปจนกว่ามีรัฐบาลชุดใหม่ กับนักการเมืองที่หวังผลชนะการเลือกตั้ง เส้นบางๆ ของสถานะดังกล่าว “รัฐบาล–บิ๊กตู่” จะธำรงตนอย่างไร

          คำตอบหนึ่งจากปากของมือกฎหมายของรัฐบาล อย่าง “อ.มีชัย ฤชุพันธุ์” สมาชิก คสช. ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุว่า “รัฐบาล คสช. ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการตามรัฐธรรมนูญกำหนด เพราะเขาต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ามี ครม.ชุดใหม่เข้าทำหน้าที่ ดังนั้นที่หลายคนมองว่าจะทำอะไรที่มีผลต่อผลเลือกตั้งนั้น ผมว่าต้องพิจารณาให้รอบด้าน”

          “เพราะรัฐบาลจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เพราะจะเกิดความเสียหายกับการพัฒนาประเทศ ช่วง 6-8 เดือนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่ ส่วนการทำหน้าที่ช่วงเลือกตั้ง เชื่อว่าจะไม่ใช้งบประมาณไปหาเสียง หรือใช้ข้าราชการไปช่วยหาเสียงในเวลาราชการ อีกทั้งการทำงานของรัฐบาลขอให้ดูที่เจตนา หากเขาทำงานดีแล้วมีคนรัก มีคนนิยม จะไปห้ามความรู้สึกประชาชนไม่ได้” อ.มีชัย กล่าวไว้

          แต่ในความสำคัญที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ทั้งบทบัญญัติมาตรา 264 ที่ให้ ครม.ชุดปัจจุบัน มีสถานะเป็น ครม.เช่นเดิม ดังนั้นเงื่อนไขหนึ่งที่ “ครม.ประยุทธ์” ต้องปฏิบัติตามไม่ต่างจาก “ครม.รักษาการ” คือ มาตรา 169 ที่ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ ของ ครม. ระหว่างที่มีการเลือกตั้ง คือ

          1.ไม่อนุมัติงานหรือโครงการที่มีผลผูกพันกับ ครม.ชุดต่อไป เว้นแต่ที่กำหนดไว้ในกฎหมายงบประมาณ
          2.ไม่แต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการ พนักงานรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ รวมถึงสั่งให้พ้นจากการทำหน้าที่ เว้นแต่ กกต.เห็นชอบ
          3.ไม่อนุมัติงบสำรอง เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้น กกต.เห็นชอบ
          และ 4.ไม่ใช่ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อทำสิ่งที่มีผลต่อการเลือกตั้ง และไม่ทำสิ่งที่ฝ่าฝืนข้อห้าม ระเบียบที่ กกต.กำหนด

          ซึ่งตามเจตนารมณ์ของผู้ทำรัฐธรรมนูญมาตรานี้ เคยบอกความมุ่งหมายไว้ว่า เพื่อให้การเลือกตั้งนั้นบริสุทธิ์ ยุติธรรม โดยไม่ให้โอกาสพรรคการเมืองที่อยู่ “ร่วมรัฐบาล” ฉกฉวยโอกาสและอำนาจ ชิงความได้เปรียบในการเลือกตั้ง

          ทั้งนี้ที่ผ่านมา “หัวหน้าคสช.” เคยประกาศเจตนารมณ์ของตนเองหลายครั้งต่อสาธารณะว่า เหตุจูงใจที่เข้ามา คือ แก้ไขความขัดแย้ง ปรับปรุงบ้านเมือง บริหารประเทศให้พัฒนารุดหน้า และไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ

          ดังนั้นสิ่งที่จะสะท้อนความจริงใจของ “หัวหน้าฝ่ายบริหาร” ได้ดี คือ การยึดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยเคร่งครัด ตั้งแต่หัวขบวน จนถึงท้ายขบวน รวมถึงไม่ใช้ช่องว่างของรัฐธรรมนูญ ทำสิ่งที่สร้างประโยชน์ในการเลือกตั้งให้แก่ตนเองและพวกพ้อง หรือใช้ความได้เปรียบทางการเมือง เพื่อหวังให้ผลการเลือกตั้งออกไปในทางที่ตามใจ

          นั่นหมายถึง ใครก็ตามที่อยากจะเข้าสังกัดพรรคไหน ควรพิจารณาตำแหน่งที่นั่งอยู่ แม้รัฐธรรมนูญจะไม่ห้ามรัฐมนตรีสังกัดพรรค แถมยังเปิดโอกาสให้ข้าราชการฝ่ายการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งได้ แต่เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อคำพูด “หัวหน้า คสช.” ที่ว่า “ไม่สืบทอดอำนาจ” 

          ดังนั้นผู้ที่ฝักใฝ่การเมืองควรตระหนักถึงวุฒิภาวะ มีความรับผิดชอบ และมาตรฐานทางจริยธรรม ที่ “รัฐบาลที่มาโดยอำนาจพิเศษ” ควรมีให้สูงกว่ารัฐบาลชุดไหนๆ

"ไทย"เปราะบางอันดับ12ของโลก..แผนแก้ไขอากาศแปรปรวน

ภาวะอากาศแปรปรวน

"ไทย"เปราะบางอันดับ12ของโลก..แผนแก้ไขอากาศแปรปรวน : รายงาน  โดย...  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

 

          ช่วงนี้ทั่วโลกเผชิญ “ภาวะอากาศแปรปรวน” อย่างหนักหน่วง ทำให้เกิดภัยพิบัติ 2 ด้านตรงข้ามกัน บางพื้นที่เจอพายุฝนตกหนักน้ำท่วมรุนแรง เช่นกรณีพายุหนักสุดในรอบ 25 ปีของญี่ปุ่น ต้องอพยพผู้คนกว่า 3 แสน ขณะที่บางพื้นที่ในออสเตรเลียประสบภัยแล้งรุนแรงสุดในรอบ 400 ปี มีรายงานว่าจิงโจ้ยืนตัวแห้งตายเพราะขาดน้ำ

          ...ส่วนประเทศไทยมีกระแสข่าวว่าแผ่นดินกรุงเทพฯ กำลังทรุดหนักอาจกลายเป็นเมืองบาดาลถ้าเจออากาศแปรปรวนพายุโหมกระหน่ำในอีกไม่เกิน 3 ปีข้างหน้า...

          วันที่ 4-9 กันยายน 2561 ประเทศไทยเป็นเจ้าบ้านจัดประชุมใหญ่ “ลดโลกร้อน” มีผู้เข้าร่วมประมาณ 2,000 คนจาก 190 กว่าประเทศทั่วโลก ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ แถวถนนราชดำเนิน...การประชุมครั้งนี้มีชื่อเป็นทางการว่า "การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์กรย่อย สมัยเพิ่มเติม" (United Nations Climate Change Conference: Additional sessions of the subsidiary bodies)

 

          พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติด้วยการเน้นย้ำถึงการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่ตัวแทน 190 ประเทศจะหาข้อตกลงร่วมกันให้ได้ว่า เป้าหมายลดโลกร้อน 2 องศาได้อย่างไร เพราะแต่ละประเทศมีรายละเอียด นโยบาย กฎ แนวทางและขั้นตอนแตกต่างกันไป รวมถึงขอร้องให้ร่วมมือกันเจรจาจัดทำเอกสารพื้นฐานการลดก๊าซเรือนกระจกให้สมดุลและครอบคลุม ก่อนการประชุมใหญ่ปลายปีหรือ “คอป 24” (cop 24)

          หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องจัดประชุมพิเศษที่กรุงเทพฯ ในเมื่อเวทีประชุมลดโลกร้อนครั้งใหญ่ “คอป 24” กำลังจะจัดขึ้นที่ประเทศโปแลนด์ตอนต้นเดือนธันวาคมที่ใกล้จะถึงนี้

          ที่ผ่านมาทั่วโลกร่วมกันจัด “ประชุมลดโลกร้อน” หรือชื่อเต็มว่า การประชุมรัฐภาคีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาแล้ว 23 ครั้ง แต่ครั้งที่ได้รับการตอบรับและเป็นรูปธรรมมากสุดคือ “คอป 21” (Conference of Parties : COP 21) ณ กรุงปารีส เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ครั้งนั้นมีตัวแทนรัฐบาล องค์กรเอกชน เอ็นจีโอเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน จนสามารถบรรลุเป้าหมายร่วมกันได้ว่า ต้องควบคุมหรือจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกเฉลี่ยไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส เพราะนับจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อร้อยปีที่แล้ว โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ นับได้ประมาณ 0.6-0.8 องศา ถ้าไม่รีบช่วยกันลดลง อาจทะลุสูงเพิ่มไปถึง 4 องศาในอีก 100 ปีข้างหน้า

 

 

          ถ้าอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียสเมื่อไร หมายถึงภูมิอากาศจะแปรปรวนอย่างรุนแรง ภูเขาหิมะจะละลายกลายเป็นน้ำท่วมหลายประเทศ รวมถึงภัยแล้ง ภัยพิบัติต่างๆ จะเกิดขึ้นบนโลกมนุษย์อย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

          “ภาคีความตกลงปารีส 2015” (The Paris Agreement 2015) กลายเป็นเป้าหมายร่วมกัน รัฐบาลทุกประเทศจะไปดำเนินนโยบายเร่งด่วน ช่วยลดให้ได้ “2 องศาเซลเซียส”

          สำหรับประเทศไทยนั้น คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) เป็นเจ้าภาพจัดทำ “แผนที่นําทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี 2564-2573” เพื่อเป็นแผนปฏิบัติสำหรับหน่วยงานรัฐ เอกชนและประชาชนทุกภาคส่วนให้มาช่วยกันลดโลกร้อน

           ประเด็นน่าสนใจคือเนื้อหาในรายงานข้างต้นระบุว่าประเทศไทยเข้าข่ายเป็นประเทศที่มีความเปราะบาง (vulnerable) และมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจัดอันดับอยู่ในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงมาก (extreme risk) ลําดับที่ 12 ของโลก และเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

          หมายความว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงเกิดขึ้น เช่น อุณหภูมิสูงขึ้น น้ำฝนเพิ่มขึ้นหรือจํานวนวันที่อากาศร้อนเพิ่มขึ้น หรือวันที่อากาศเย็นลดลง สภาวการณ์เหล่านี้จะส่งผลกระทบให้เกิดภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟไหม้ป่า น้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่ประเทศไทยอย่างรุนแรง ภัยธรรมชาติเหล่านี้มีผลกระทบถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ การแพร่กระจายของโรค และการย้ายถิ่นฐานประชากรด้วย

 

 

          สอดคล้องกับรายงานจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ที่ระบุว่าไม่ใช่เฉพาะ “ไทย” เท่านั้น แต่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเสี่ยงและมีความเปราะบางมากเช่นกัน เนื่องจากหลายสิบปีที่ผ่านมามีการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลจำนวนมหาศาล พร้อมกับตัดไม้ทำลายป่าสร้างบ้านสร้างเมืองอย่างเร่งรีบ
ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นสนามแข่งขันปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยไม่ตั้งใจ !

           ตัวเลขเปรียบเทียบปี 2537 ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 207 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ปี 2554 เพิ่มเป็น 305 ล้านตัน เปรียบเทียบกับข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ในปี พ.ศ.2555 อันดับ 1 ที่ทำโลกร้อนมาที่สุดคือ “จีน” ปีละประมาณ 1 หมื่นล้านตัน อันดับ 2 อเมริกา 5 พันล้านตัน อันดับ 3 สหภาพอียูจำนวน 4 พันล้านตัน อันดับ 4 อินเดีย จำนวน 2 พันล้านตัน

          ส่วนไทยนั้นอันดับ 27 ของโลก ประมาณ 250-300 ล้านตันต่อปี !  

           ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ผอ.สำนักงานประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อธิบายว่า เวทีประชุมในกรุงเทพฯ ครั้งนี้เป็นการประชุมพิเศษ เพราะที่ผ่านมาแต่ละประเทศวางแผนแตกต่างกัน ทำให้ยากที่จะคำนวณสรุปได้ว่าตัวเลขการลดก๊าซเรือนกระจกหากรวมกันแล้วทั่วโลกจะมีจำนวนเท่าไร จึงนัดกันประชุมพิเศษเพื่อเจรจาให้ลงตัว ก่อนประชุมใหญ่ที่โปแลนด์กรณีประเทศไทยจัดทำแผนที่ลดก๊าซเรือนกระจก พ.ศ.2564-2573 เรียบร้อยแล้ว หากทุกกระทรวงทำตามเป้าหมายสำเร็จ ภายในปี 2573 จะลดได้ประมาณ 20–25 เปอร์เซ็นต์

          “นโยบายที่ชัดเจนของไทย เช่น ลดการใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน ใช้พลังงานทดแทน โซลาร์เซลล์ พลังลม พลังน้ำ ทำให้มั่นใจได้ว่าเป้าหมายเราสำเร็จแน่นอน แต่ละประเทศมีเป้าหมายหรือกลไกแตกต่างกันไป บางประเทศทำแผน 5 ปี บางประเทศ 10 ปี ตอนนี้กำลังมาช่วยกันกำหนดให้ความยาวเป้าหมายเท่ากัน เพื่อให้ตรวจวัดได้ว่า เมื่อจบเป้าหมายในอนาคตปีเดียวกัน ทั่วโลกจะลดก๊าซเรือนกระจกได้เท่าไร นำไปสู่การลดอุณหภูมิ 2 องศาได้จริงหรือไม่ การสนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนช่วยกันลดโลกร้อน ถือเป็นภาระของประเทศพัฒนาแล้ว มีการจัดสรรเงินกองทุนช่วยเหลือ ตอนนี้กองทุนน่าจะมีเงินไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านดอลลาร์แล้ว ประเทศไทยก็เขียนโครงการขอทุนนี้ไป 1 โครงการ จำนวน 39 ล้านดอลลอร์ เป็นโครงการเกี่ยวกับการจัดการน้ำชลประทาน 3 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ต้องรอดูว่าจะได้รับงบช่วยเหลือหรือไม่”

 

 

          ส่วนคำถามว่าโลกร้อนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญทำให้เกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯตามที่มีกระแสข่าวเรื่องนี้หรือไม่ ดร.พิรุณ กล่าวตอบว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมมีหลายข้อด้วยกัน แต่สภาพโลกร้อนหรืออากาศแปรปรวนไม่น่าจะใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯ

          ขณะนี้มีประเทศที่ยื่นสัตยาบันสารเข้าเป็น “ภาคีความตกลงปารีส” จํานวน 125 ประเทศ และ “นายกฯ บิ๊กตู่” ของไทยได้ยื่นสัตยาบันสารเข้าร่วมแล้วเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2559 ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติฯ ที่นิวยอร์ก

          ส่งผลผูกพันให้ไทยต้องมีนโยบายช่วยลดโลกร้อนอย่างจริงจัง เพราะจะมีการติดตามผลดําเนินงานและประเมินความก้าวหน้าทุก 5 ปี

          ตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงในไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นภาคพลังงาน ประมาณร้อยละ 73 รองลงมาได้แก่ภาคการเกษตรร้อยละ 13 และภาคอุตสาหกรรมการผลิต ร้อยละ 6

          แผนแก้ไขเร่งด่วนของไทยคือ แผนที่นำทางฯ 10 ปีข้างหน้า มีการกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 หรือประมาณ 115 ล้านตัน ภายในปี 2573 โดยกลุ่มสำคัญที่ต้องลดให้ได้คือ กลุ่มพลังงานและขนส่ง กลุ่มอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ กลุ่มจัดการของเสีย เช่น ใช้พลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ขยะ พลังงาน แสงอาทิตย์พลังงานลม พลังน้ำ ส่วนการคมนาคมขนส่ง ส่งเสริมใช้รถไฟฟ้า แม้แต่ในครัวเรือนก็ต้องช่วยกัน เช่น เปลี่ยนเป็นหลอดไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงแอลอีดี เครื่องทําความเย็น เตาหุงต้มที่ใช้พลังงานประหยัด

          ที่สำคัญคือ “การรณรงค์ให้คนไทยเห็นประโยชน์ของการลดโลกร้อน” ดูเหมือนที่ผ่านมาการจูงใจประเด็นนี้ประสบความสำเร็จดีเยี่ยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

          แต่ในกลุ่มภาคพลังงาน ภาคการขนส่ง ที่มีข้าราชการหัวเก่า กลุ่มอาเสี่ยหรือนักธุรกิจเจ้าของโรงงานการผลิตเป็นหัวเรือใหญ่ ยังไม่ค่อยสนใจช่วยลดโลกร้อนนัก ด้วยเหตุผลหลักคือ “พลังงานสะอาด” ต้นทุนสูงกว่า “พลังงานสกปรก” ดังนั้น รัฐบาลบิ๊กตู่ควรปรับกลยุทธ์สร้างแรงจูงใจอย่างเร่งด่วน

          หนึ่งในแรงจูงใจสำคัญที่หลายประเทศทั่วโลกใช้แล้วประสบความสำเร็จ คือ “การให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี” หรือ “มาตรการลดภาษี” รัฐบาลในกลุ่มสหภาพยุโรปใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมให้เอกชนสนใจเข้ามาช่วยลดก๊าซเรือนกระจก เช่น ยกเว้นอากรศุลกากร ยกเว้นภาษีนิติบุคคล ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร หรือภาษีรถยนต์สะอาด

          ในทางกลับกันมีการใช้ “มาตรการเพิ่มภาษี” ลงโทษผู้ทำสิ่งแวดล้อมสกปรกหรือปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากด้วย นโยบายเพิ่มภาษีควรนำมาปรับใช้ในไทยกับร้านสะดวกซื้อที่เปิดแอร์กระหน่ำ 24 ชั่วโมงมีสาขาทั่วทุกพื้นที่ หรือโรงงานที่ยังใช้พลังงานสกปรก โรงงานปล่อยกากของเสีย ธุรกิจฟาร์มเกษตรหรือฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ ฯลฯ

          มาตรการ “ลดภาษี–เพิ่มภาษี” หากทำอย่างถูกต้องและถูกใจ เชื่อว่าภาคธุรกิจขนาดใหญ่ต้องกระโจนเข้าร่วมอย่างแน่นอน ประเทศไทยอาจกลายเป็นตัวอย่างประเทศที่ช่วยให้เป้าหมายลดอุณหภูมิ 2 องศาสำเร็จลงอย่างรวดเร็ว !

          ปลาตัวเล็กลง ...เพราะน้ำร้อนขึ้น
          นักวิทยาศาสตร์เตือนมนุษย์โลกว่าอีกไม่ถึง 30 ปี หรือ ค.ศ.2050 ปลาในทะเลจะมีขนาดเล็กลงประมาณ 20–30 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าขนาดปลาจะเหลือแค่ 1 ใน 4 ของปลาที่พวกเราซื้อในตลาดทุกวันนี้

          เนื่องจากภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรเพิ่มขึ้น ออกซิเจนในน้ำทะเลลดลง ส่งผลให้อวัยวะในร่างกายปลาทำงานได้น้อยลงไปด้วย น้ำหนักปลาจึงค่อยๆ ลดลงตามสัดส่วนของปริมาณออกซิเจนในน้ำทะเล

 

 


สรุปผลประชุม “โลกร้อนรอบพิเศษ” ประเทศไทย
          1.ประเทศภาคีร่วมจัดทำเอกสาร 307 หน้า เพื่อเตรียมประชุม COP 24 ปลายปี 2561
          2.มีความก้าวหน้าในการจัดทำข้อตกลงซื้อขายก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศ
          3.ยังไม่มีความก้าวหน้าเรื่องการสนับสนุนเงินให้ประเทศกำลังพัฒนา
          4.มีข้อเสนอให้ประเมิน “ข้อตกลงปารีส” ทุก 5 ปี เพื่อควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส

 

“เชียงใหม่สร้างสรรค์” โชว์เหนือ ดึงทักษะฝีมือล้านนาร่วมสมัยบวกพลังความคิดสร้างสรรค์ ผสานวิทย์ เทคโนฯ นวัตกรรม ตามแนวเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยกระดับเมืองสู่การเป็น “CREATIVE CITY”

ไลฟ์สไตล์   5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

 
เชียงใหม่สร้างสรรค์,Creative City
เชียงใหม่สร้างสรรค์,Creative City
เชียงใหม่สร้างสรรค์,Creative City
เชียงใหม่สร้างสรรค์,Creative City
เชียงใหม่สร้างสรรค์,Creative City
prev
next

 

“เชียงใหม่สร้างสรรค์” (Creative Chiang Mai : CCM) รวมพลังจิตอาสากลุ่มเครือข่ายหลากหลายภาคส่วน ดึงทักษะฝีมือล้านนาร่วมสมัยผสานพลังความคิดสร้างสรรค์โชว์ผลงานสินค้าและบริการเด่น หนุนนำด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ผ่านกิจกรรมการประกวดรางวัล    การออกแบบเชียงใหม่ 2561 (Chiang Mai Design Awards 2018) ต่อเนื่องปีที่ 7 พร้อมผสานเครือข่ายความร่วมมือเมืองสร้างสรรค์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Southeast Asian Creative Cities Network: SEACCN) ยกระดับสู่เมืองแห่งความสร้างสรรค์ (Creative City)

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) กล่าวในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนสำนักเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเชียงใหม่สร้างสรรค์ว่า รางวัลการออกแบบเชียงใหม่ 2561 (Chiang Mai Design Awards 2018) เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้สำหรับคนทุกเพศทุกวัยได้แสดงความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ปล่อยพลังได้อย่างเต็มที่ด้วยการมอบรางวัลแก่ผลงานการออกแบบและงานศิลป์ใน 7 สาขา ได้แก่ การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) การออกแบบร้านค้าและการจัดแสดงสินค้า (Retail Design and Product Display) การออกแบบสื่อสมัยใหม่ (New Media) การออกแบบอัตลักษณ์ขององค์กรและการสร้างตราสินค้า (Corporate Identity and Branding) การออกแบบสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายใน (Architecture and Interior Design) การออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging) และการออกแบบสิ่งที่อยู่ในสาธารณะ (Public Space) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยปีนี้มีกำหนดการประกาศรับรางวัลในช่วงเดือนธันวาคมนี้ กิจกรรมดังกล่าวส่งผลให้เกิดการสร้างงาน สร้างโอกาส และดึงดูดการลงทุนด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ตามหลักเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยเป็นแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ (Knowledge) การศึกษา (Education) การสร้างสรรค์งาน (Creativity) และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) ที่เชื่อมโยงกับรากฐานทางวัฒนธรรม การสั่งสมความรู้ทางสังคม และเทคโนโลยีนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการกระจายรายได้และยกระดับเศรษฐกิจตามนโยบาย Thailand 4.0

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ กล่าวเพิ่มเติมว่า เชียงใหม่สร้างสรรค์ (CCM) ยังได้สนับสนุนการยกระดับเมืองสร้างสรรค์ให้แก่จังหวัดเชียงใหม่ด้วยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับเมืองต่างๆ ในแถบประเทศใกล้เคียงจนเป็นที่มาของเครือข่าย ความร่วมมือเมืองสร้างสรรค์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Southeast Asian Creative Cities Network: SEACCN) ผ่านการประชุมหารือแนวทางการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์โดยแบ่งปันประสบการณ์และความรู้ระหว่างกัน เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้และพัฒนาเมืองของตนเองผ่านความร่วมมือจากตัวแทนเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย, เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย, เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ และจังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย โดยพัฒนามุ่งผลักดันให้แต่ละเมืองซึ่งถือเป็น   เมืองรองของประเทศให้มีความสำคัญและสร้างจุดแข็งในการเป็นเมืองแห่งความสร้างสรรค์ (Creative City)

เชียงใหม่สร้างสรรค์ (CCM) ดำเนินการภายใต้การขับเคลื่อนโดยอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ในฐานะสำนักเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเชียงใหม่สร้างสรรค์ โดยได้รับการสนับสนุนตลอดการดำเนินงานด้วยนโยบายของสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากศูนย์บริหารงานวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยเปิดกว้างทางความคิดจากเครือข่ายอาสาสมัครในทุกภาคส่วนเพื่อเป็นแหล่งรวมแนวคิดอย่างสร้างสรรค์ มุ่งเน้นการพัฒนาเมือง สังคม และเศรษฐกิจของเชียงใหม่อย่างยั่งยืน พร้อมพัฒนากลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มธุรกิจเนื้อหาดิจิทัล (Digital Content Cluster) และให้ความสำคัญกับวัฒนธรรม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่ผนวกแนวคิดและหลักการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ในการสรรสร้างผลงาน โดยมีการทำงานแบบร่วมแรงร่วมใจจิตอาสาซึ่งเปรียบเป็นรากฐานที่มั่นคงแข็งแรง ผนวกกับการทำงานที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ ทำให้การทำงานของกลุ่มเชียงใหม่สร้างสรรค์และอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) เป็นเหมือนเส้นเลือดที่คอยหล่อเลี้ยงเมืองแห่งวัฒนธรรมนี้ให้มีความโดดเด่นเข้าถึงกลุ่มคนได้ทุกยุคสมัยได้อย่างลงตัว ซึ่งหมายรวมได้ว่า เชียงใหม่สร้างสรรค์ (CCM) นับเป็นกลไกการบูรณาการอย่างครบวงจรตลอด    ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่พัฒนากระบวนการความคิดสร้างสรรค์ไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการด้วยการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมตามแนวเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ตลอดจนมุ่งพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นเมืองแห่งความสร้างสรรค์ (Creative City) อย่างแท้จริงและสามารถก้าวไปสู่การเป็นเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับนานาชาติต่อไป

............................................................

14 กันยายน 2561

 

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน