*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 4881
  • จำนวนผู้ชม : 3177409
  • จำนวนผู้โหวต : 1678
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1678 คน
<< ตุลาคม 2018 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 12 ตุลาคม 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 131 , 20:50:06 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ลิงเขียว , สุรศักดิ์ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ช่วงการเมืองเข้มข้นก่อนการเลือกตั้งขณะนี้ หากเราตั้งใจอยู่ในความเป็นกลางเหมือน 'ยืนบนภู ดูหมู เอ๊ยเสือกัดกัน'

แล้ว ก็จะได้เห็นลูกไม้เหลี่ยมคูที่แต่ละพรรคแต่ฝ่ายงัดออกมาโรมรันฟาดฟันกัน มันก็สนุกดีเหมือนกันนะ

ดาวล้อมเดือน ... !? 

 

 

2.581 ล้านคนมีสิทธิ์เลือกตั้งหัวหน้าพรรค ปชป.

การเมือง ข่าวการเมือง  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
การเมือง,กกตพรรค,เลือกตั้ง,หยั่งเสียง,หัวหน้าพรรค,ปชป,ประชาธิปัตย์

กกต.พรรค ปชป. ตั้ง คกก. ตรวจสอบรายชื่อสมาชิกสมัครใหม่ 1 - 15 ต.ค. ว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน มีสิทธิ์ร่วมโหวตเลือกตั้งหัวหน้าพรรคหรือไม่

               เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 12 ต.ค. 61  ที่ พรรคประชาธิปัตย์  นายชุมพล กาญจนะ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือ กกต.พรรค และตัวแทนผู้สมัครหัวหน้าพรรคทั้งสามคนร่วมประชุมหารือถึงวิธีการ และขั้นตอนการโหวตหยั่งเสียงผ่านระบบสื่อสารทางสมาร์ทโฟน และผ่านหน่วยเลือกตั้ง

               กระทั่งเวลา 12.10 น. คณะ กกต.พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแถลงสรุปความคืบหน้า โดยนายธนา ชีรวินิจ อดีต ส.ส. กทม. ในฐานะ กกต.พรรค กล่าวว่า กกต.พรรค ได้ตั้งคณะกรรมการ 1 ชุด จำนวน 7 คน มีตัวแทนจากผู้สมัครสามคนร่วมด้วย เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบรายชื่อสมาชิกพรรคที่เพิ่งมาสมัครใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 - 15 ต.ค. นี้ ว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน มีสิทธิ์ร่วมโหวตเลือกตั้งหัวหน้าพรรคหรือไม่ ส่วนสมาชิกเดิม 2.5 ล้านคน และสมาชิกที่มายืนยันตัวตนช่วงเดือน เม.ย. 61 จำนวน 81,000 คน สมาชิกพรรคสองกลุ่มนี้ถือว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน และยังได้ข้อสรุปเรื่องการใช้ระบบไอทีในการหยั่งเสียงหัวหน้าพรรค ที่เรียกว่าตัว Raspberry Pi (ลาสเบอร์รี่ ไพน์) เป็นระบบโหวตสากลมาตรฐานโลก ไม่สามารถแทรกแซงได้ เป็นที่ยอมรับของผู้เข้ารับการหยั่งเสียงทั้ง 3 ฝ่าย โดยจะใช้การลงคะแนนผ่านแอปพลิเคชันในกลุ่มสมาชิกพรรคที่มีสมาร์ทโฟน และการลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง 350 หน่วยทั่วประเทศ

               นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ อดีต ส.ส. กทม. ในฐานะ กกต.พรรค กล่าวเสริมว่า ขณะนี้พรรคกำลังพัฒนาระบบแอปพลิเคชันเพื่อให้ใช้ได้ทั้งในสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์และระบบไอเอสโอ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง โดยจะสามารถเริ่มโหลดแอปพลิเคชันเพื่อโหวตหยั่งเสียงได้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดให้ลงคะแนนหยั่งเสียง และทันทีที่ปิดการลงคะแนน ในวันที่ 5 พ.ย. ก็สามารถประมวลผลส่งให้ กกต.พรรค ทราบผลในส่วนที่โหวตผ่านแอปพลิเคชันเข้าลาสเบอร์รี่ ไพน์ ยกเว้นผลของการใช้สิทธิ์ในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งต้องใช้เวลารวมผลทั้ง 350 หน่วย และเมื่อทราบผล กกต.พรรค ส่งให้กรรมการบริหารพรรคต่อไป

..........................................

"กกต."พร้อมรับลงทะเบียนองค์กรเสนอชื่อส.ว.

การเมือง  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
กกต,สว

15 -14 ต.ค.กกต.กทม.พร้อมเปิดรับลงทะเบียนองค์กรเสนอชื่อ ส.ว. แจ้งเตือนให้เตรียมเอกสารให้ครบ เลือกประเภทให้ชัดเจน ป้องกันการเสียสิทธิ์ เสียโอกาส

             12 ตุลาคม 2561 15 -14 ต.ค.นี้. กกต.กทม.พร้อมเปิดรับลงทะเบียนองค์กรเสนอชื่อ ส.ว. แจ้งเตือนให้เตรียมเอกสารให้ครบ เลือกประเภทให้ชัดเจน ป้องกันการเสียสิทธิ์ เสียโอกาส

            น.ส.สง่า ทาทอง รองผอ.การเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมห้องประชุมชั้น 3 ศูนย์ราชการฯ ซึ่งจัดเตรียมเป็นสถานที่เปิดรับลงทะเบียนองค์กรที่มีสิทธิ์แนะนำชื่อบุคคล เพื่อสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ( ส.ว.) ซึ่งมีความพร้อมเปิดรับการลงทะเบียนในวันที่ 15 -24 ต.ค.นี้ โดย น.ส.สง่า กล่าวว่า ขณะนี้มีหลายองค์กรได้เข้ามาขอเอกสาร และบางส่วนได้นำเอกสารมาให้สำนักงานกกต.ฯ ตรวจสอบความถูกต้องไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงวันที่จะมายื่นได้ไม่ปัญหา เนื่องจากเอกสารที่ใช้ประกอบการยื่นมีจำนวนมาก

             ดังนั้นจึงขอฝากประชาสัมพันธ์ให้องค์กรที่จะมายื่นของจดทะเบียน เตรียมเอกสารให้พร้อม ตรวจสอบให้ชัดว่าองค์กรของตนเองถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ต้องอธิบายวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล ที่สำคัญคือ รายงานทางการเงิน และรายงานการประชุมย้อนหลัง 3 ปี ประเด็นสำคัญองค์กรที่จะมาลงทะเบียนจะต้องเลือกเพียง 1 ประเภทเท่านั้น ต้องเลือกให้ถูกประเภทว่าเราเป็นองค์ประเภทใด เพราะหากเลือกผิดจะถือว่าเสียสิทธิ์ และเสียโอกาส

             น.ส.สง่า กล่าวอีกว่า หลังรับลงทะเบียนองค์กรแล้ว กกต.กทม.จะใช้เวลาในการตรวจสอบคุณสมบัติองค์กร 7 วัน จากนั้นจะส่งให้ กกต.กลาง พิจารณา 20 วัน เพื่อประกาศรายชื่อ หากองค์กรใดไม่ได้รับการประกาศรายชื่อ สามารถยื่นโต้แย้งได้ภายใน 3 วัน

"เจ๊หน่อย" มาวิน นำ "เพื่อไทย" ก๊วนอีสาน-เสื้อแดงหนุน

การเมือง  :  5 ต.ค. 2561
เจ๊หน่อย,นำทัพเพื่อไทย,เพื่อธรรม,สมชาย วงสวัสดิ์,ดันนั่งนายกฯ

"เจ๊หน่อย" มาวิน นำ "เพื่อไทย" ก๊วนอีสาน-เสื้อแดง หนุน ด้าน "สมชาย" ถูกดันเป็นนายกฯ ในนาม "เพื่อธรรม"

             4 ต.ค.61-แหล่งข่าวจากแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีความเป็นไปได้สูงที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย อาจจะได้เป็นผู้นำพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า เนื่องจากแกนนำพรรคเพื่อไทยได้มีการหารือในทางลับถึงรายชื่อแคนดิเดททั้งหมดแล้วว่า เมื่อคนในตระกูลชินวัตรจะไม่ลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้คุณหญิงสุดารัตน์ถือว่าโดดเด่นกว่าแคนดิเดทคนอื่นๆ

          เนื่องจากคุณหญิงสุดารัตน์มีฐานเสียงส.ส.กทม.ในมือคอยสนับสนุน ขณะที่แคนดิเดทคนอื่นๆ อาทิ นายจาตุรนต์  ฉายแสง นายโภคิน พลกุล และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนานั้น แม้ว่าแต่ละคนจะมีจุดเด่นของตัวเอง แต่บางคนถือว่ามีความเป็นตัวของตัวเองสูงเกินไป รวมทั้งไม่มีฐานเสียงสนับสนุน ขณะที่นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล ถือว่าอดีตส.ส.ให้ความเคารพ แต่ที่ผ่านมามีธุรกิจมากมายที่ต้องดูแล และไม่เคยแสดงความจำนงว่าต้องการจะมาเป็นผู้นำพรรคเพื่อไทยเลย

        ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีภายในพรรคขณะนี้ว่า คุณหญิงสุดารัตน์ได้รับแรงสนับสนุนจากคุณหญิงพจมาน ชินวัตร อดีตภริยานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จึงยิ่งทำให้เสียงคัดค้านลดน้อยลงไปอีก ขณะที่ปัญหาเรื่องอดีตส.ส.หลายกลุ่มโดยเฉพาะในภาคอีสานคัดค้านคุณหญิงสุดารัตน์นั้น เวลานี้ถือว่าจบลงด้วยดี เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นความเข้าใจผิดว่า คุณหญิงสุดารัตน์ให้การดูแลแค่เฉพาะภาคกทม.เท่านั้น ดังนั้น หลังจากที่คุณหญิงสุดารัตน์ได้เข้ามาบริหารพรรค จึงมีการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นคณะทำงานชุดต่างๆ โดยไม่ได้มีแค่ภาคกทม.เท่านั้น และให้อดีตส.ส.ที่ใกล้ชิดเข้าไปช่วยเหลือเมื่อมีการร้องขอมาอีกด้วย ทำให้อดีตส.ส.จากหลากหลายภาคให้การยอมรับมากขึ้นแล้วในเวลานี้

        แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า สำหรับกลุ่มอดีตส.ส.ที่เป็นคนเสื้อแดงนั้น ที่ผ่านมาก็ถูกมองว่าไม่ได้รับการสนับสนุนจากคุณหญิงสุดารัตน์ แต่ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีเพราะได้ให้คนใกล้ชิดเข้าไปดูแลและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่มาตลอด ทำให้ขณะนี้อดีตส.ส.ที่เป็นคนเสื้อแดงเริ่มหันมาให้การสนับสนุนคุณหญิงสุดารัตน์ด้วยเช่นกัน 

         ขณะที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ นั้น ขณะนี้มีความเป็นไปได้สูงที่นายสมชายจะถูกเสนอชื่อเป็น 1 ใน 3 ของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯ ในส่วนของพรรคเพื่อธรรม จึงทำให้การประชุมนัดสำคัญของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมาหลายครั้งนายสมชายไม่ได้เดินทางมาร่วมประชุมด้วย

 .........................................

จับตา !! "โอ๊ค" ลงสนาม ตามรอย "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์"

เจาะประเด็นร้อน  :  20 ชั่วโมงที่ผ่านมา
โอ๊ค,พานทองแท้,ชินวัตร,ทักษิณ,ยิ่งลักษณ์,ลงสนาม,ตามรอย,เพื่อไทย,เพื่อธรรม,โหวตโน,สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์

มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่ "โอ๊ค" จะเป็น "ชินวัตร" คนต่อไปที่ถูกส่งลงสนามการเมือง ?

                  การเมืองระอุขึ้นอีกขั้น เมื่ออัยการสั่งฟ้อง “โอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ข้อหาสมคบและร่วมกันฟอกเงิน กรณีรับเช็คจำนวน 10 ล้านบาท จากเงินที่กรุงไทยปล่อยกู้ให้แก่กลุ่มกฤษดามหานคร

          “ไหนๆ ก็ถูกการเมืองเล่นงานแล้ว ทำไมโอ๊คไม่ลงมาเล่นการเมืองบ้าง” คำพูดของวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวให้กำลังใจโอ๊ค ก่อนไปฟังคำสั่งอัยการ

 

จับตา !! 

                  นอกจากวัฒนา ยังมีสาย “ฮาร์ดคอร์” ในพรรคอีกส่วนหนึ่งที่มีความคิดเช่นเดียวกันนี้

                  ขณะที่เมื่อจับอารมณ์จาก “โอ๊ค” ก็จะเห็นว่าก็มีความคึกคักมากขึ้น โดยเฉพาะที่เขาโพสต์ลงเฟซบุ๊กในวันก่อนที่จะไปฟังคำสั่งอัยการ

   

จับตา !!   

              “เอาคดีปักมันไว้ มันจะได้ไม่อยู่ให้รำคาญใจ ช่วงเลือกตั้ง..!! คือเสียงคำรามครั้งสุดท้าย ก่อนที่อัยการจะเรียกตัวผมไปฟังคำสั่งคดีฯ ครับ555555 ฝันไปเถอะครับลุงฉุน..!!” จั่วหัวข้อความในเฟซบุ๊กของโอ๊คเมื่อคืนวันที่ 9 ตุลาคม

                  และข้อความเข้มๆ ต่อมา "3 วันก่อน ผมบินออกนอกประเทศ เพื่อไปเยี่ยมคุณพ่อที่ฮ่องกงจริงครับ พอบินออกไปปุ๊บก็เฮกันลั่นตึก... บอกเลือกตั้งครั้งหน้าเบาแล้ว เดี๋ยวครอบครัวมันก็เผ่นไปกันหมดบ้าน..!! นอกจากเราจะไม่เผ่นกันแล้ว ผมยังจะชวนทุกคนในบ้านมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคฯ กันด้วยครับ เมื่อก่อนมีพ่อเป็นคนเดียว คราวนี้ผมจะชวนมากันให้หมด จะได้ไม่ต้องเอาข้อกฎหมายมากล่าวหากัน ว่าคนนอกเข้ามาบงการ ต้องยุบพรรคฯ อย่างโน้นอย่างนี้

                  ผมบินไปพบพ่อเพื่อบอกกับพ่อว่า ผมกำลังใจเต็มร้อยที่จะสู้ และขอว่าพอกันทีสำหรับการอยู่อย่างหวาดกลัว เฝ้าแต่รอฟังว่าเมื่อไหร่เผด็จการฯ จะเริ่มต้นปรองดองอย่างจริงจัง รอว่าเมื่อไหร่จะเลิกหาเรื่อง เอาคดีมาปักนักการเมืองเพื่อต่อรอง ให้ยอมทำนู่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา หลอกลวงคนไทยว่าขอเวลาไม่นาน หลอกให้รอมาจนจะครบ 5 ปีแล้ว ก็ยังให้รอต่อไป

                  ลุง...อยากให้ผมไปนัก-ผมก็จะอยู่ ไม่อยากให้ผมไปช่วยหาเสียง-ผมก็จะไปมันทุกจังหวัด ผมจะทำทุกอย่างในกรอบของกฎหมาย เพื่อสนับสนุนทุกองค์กร และทุกพรรคการเมือง ที่อยู่ในฝั่งประชาธิปไตย ให้รวมพลังกันเอาชนะการสืบทอดอำนาจของฝ่ายเผด็จการฯ ให้ได้..!!"

                  สรุปความได้ว่า 1.จะไม่หนีคดีไปต่างประเทศ 2.จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคทั้งบ้าน และ 3.จะไปช่วยหาเสียงทุกจังหวัด

                  มีบางคนตีความว่า นี่คือการส่งสัญญาณว่าโอ๊คกำลังจะเดินตามรอย “พ่อ” และ “อาปู” หรือไม่ ?

 

จับตา !! 

 

จับตา !! 

                  ถามว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหนที่ “โอ๊ค” จะเป็น “ชินวัตร” คนต่อไปที่ถูกส่งลงสนามการเมือง ?

                  ก็ต้องบอกว่า ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย !!

 

จับตา !! 

                  สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยตอนนี้ อยู่ในภาวะลำบากพอสมควร หากไม่ต้องการให้ลำบากยิ่งไปมากกว่านี้ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรจะต้องทำให้ได้เสียงเกินครึ่งให้ได้

                  หากได้เสียงเกินครึ่ง แม้จะไม่มากพอในการเลือกนายกฯ แต่ก็มากพอที่จะกำหนดตัว “ประธานสภาผู้แทนฯ” ซึ่งหมายถึงประธานรัฐสภาได้

                  หากประธานสภาเป็นของฝั่งเพื่อไทย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” คงไม่สามารถกลับมาเป็นนายกฯ ได้ ยกเว้นมีการต่อรองและเกิด “สูตรใหม่" ทางการเมืองขึ้น

                  ลำพังเพื่อไทยพรรคเดียว ภายใต้กติกาที่ถูกเตะตัดขา ไม่มีทางทำได้แน่นอน พรรคเพื่อไทยจึงต้องหากลยุทธ์เพื่อต่อสู้

                  จึงปรากฏออกมาเป็นพรรคตระกูล “เพื่อ” เพื่อกระจายผู้สมัครเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้ ส.ส.ให้มากขึ้น (อ่านต่อ...ยุทธศาสตร์ 2 ขา !! "เพื่อไทย - เพื่อธรรม")

 

จับตา !! 

                  สำหรับพรรคเพื่อไทย คำนวณกันว่าจะได้ ส.ส.เขตเกือบๆ 200 บวกปาร์ตี้ลิสต์อีกประมาณ 20 ที่นั่ง พรรคเพื่อธรรมน่าจะสามารถแบ่งคะแนนจากพรรคเพื่อไทยไปได้บ้างในพื้นที่ที่ฐานเสียงเข้มแข็ง เช่นในภาคเหนือตอนบนและภาคอีสาน น่าจะเก็บคะแนนมาได้ประมาณ 20-30 เสียง

                  ส่วน “พรรคเพื่อชาติ” ตอนนี้อนาคตยังไม่ชัดเจน เพราะวันนี้เห็นชัดแล้วว่าแกนนำคนเสื้อแดงไม่เอาด้วยกับ “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช. ที่วันนี้ไม่มีทั้งสิทธิเป็นสมาชิกพรรคและสิทธิสมัคร ส.ส.

                  พรรคนี้จะมีอนาคตหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่า “ทักษิณ” จะยังให้ความสำคัญกับจตุพรอยู่หรือไม่ รวมไปถึง “ยงยุทธ ติยะไพรัช” แกนนำพรรคเพื่อชาติอีกคนที่ถูกระบุว่าถูกตัดสิทธิลง ส.ส.ไม่ได้ตลอดชีวิต จากคดีทุจริตเลือกตั้ง 

                  แม้จะเสียงโต้แย้งเล็ดลอดออกมาว่ายงยุทธยังมีสิทธิลงสมัคร ส.ส. แต่ขณะเดียวกันก็บอกว่ายงยุทธ จะไม่ลงสมัคร ส.ส.

                  ลักษณะของยงยุทธ ก็ใกล้เคียงกับกรณี 4 รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ คือ มีบางคนตีความทางกฎหมายว่าทั้ง 4 คนไม่มีสิิทธิสมัคร ส.ส. ทั้ง 4 รัฐมนตรีก็เลือกที่จะบอกว่า จะไม่ลงสมัคร ส.ส. แทนที่จะบอกว่าเขาสมัคร ส.ส.ไม่ได้เพราะขาดคุณสมบัติ จากที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะมีการสวมวิญญาณ “ศรีธนญชัย” ในการตีความกฎหมาย

                  อาจจะต้องมีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า ครั้งหนึ่งมีหัวหน้าและเลขาธิการพรรคการเมืองพรรคหนึ่งไม่ลงสมัคร ส.ส. ทั้งๆ ที่พรรคนั้นก็ส่งผู้สมัคร

                  วกกลับที่เพื่อพรรคเพื่อไทย นอกจากพรรคตระกูล “เพื่อ” แล้ว อีกส่วนที่น่าจะผูกแน่นอยู่กับฝั่งพรรคเพื่อไทย คือ พรรคประชาชาติ ของ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” กับ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” ที่มีฐานที่มั่นอยู่ที่ชายแดนภาคใต้ พรรคเสรีรวมไทย ของ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส” และพรรคอนาคตใหม่ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”

                  “วันนอร์” ตั้งเป้า ส.ส.ไว้ที่ 20 ที่นั่ง ในความเป็นจริงก็น่าจะอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่ง พรรคเสรีรวมไทยก็เช่นกัน ขณะที่พรรคอนาคตใหม่ ต้องรอดูกระแสช่วงใกล้เลือกตั้งอีกครั้ง โดยเฉพาะการบุกเข้าไปที่กลุ่ม “เฟิร์สโหวตเตอร์” หรือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ที่ครั้งนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 7 ล้านคน ว่าจะสามารถเจาะไปได้มากน้อยแค่ไหน

                  รวมกันเบ็ดเสร็จ ก็น่าจะใกล้เคียง 250 สร้างความกังวลให้ฝั่ง คสช.พอสมควร

                  นี่ยังไม่นับพรรคที่พร้อมจะเปลี่ยนข้าง หากดีลลงตัวอย่างพรรคภูมิใจไทยของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคชาติไทยพัฒนา ของ “ลูกท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา

                  “เกมยุบพรรค” ไพ่อีกใบที่เอาไว้ขู่พรรคเพื่อไทย ถึงวันนี้พรรคเพื่อไทยเริ่มกังวลน้อยลง เมื่อมีการมองเห็นช่องทางสู้หากโดนยุบพรรค

                  นั่นคือช่องทาง “โหวตโน”

                  รัฐธรรมนูญมาตรา 92 กำหนดเอาไว้ว่า ถ้าเขตเลือกตั้งไหนที่ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใดได้รับคะแนนมากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใด หรือคะแนน “โหวตโน” ให้จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่และให้ กกต.รับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งใหม่ โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งเดิมทุกรายไม่มีสิทธิลงสมัครอีก

                  ดูจากปรากฏการณ์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ทุกจังหวัดในภาคอีสานมีเสียงโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า ก็น่ากังวล

                  “ถ้ามีการยุบพรรคในช่วงที่เราไม่สามารถย้ายพรรคได้ คือเหลือเวลาไม่ถึง 90 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง ฝั่ง คสช.ก็คงต้องรับมือกับการโหวตโน” แหล่งข่าวในพรรคเพื่อไทยกล่าว

                  เมื่อตัดสินใจเดินแบบไม่ต้องกังวลกับเกมยุบพรรค นอกจากการเลือกหัวหน้าพรรคในวันที่ 28 ตุลาคม นี้ ซึ่งจะเป็นจุดสำคัญจุดแรกของพรรค ที่ “ทักษิณ” ต้องตัดสินใจว่าจะให้ใครขึ้นมา จะเป็น “คุณหญิงหน่อย” สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่กำลังกลับมาแรงอีกครั้งเพราะได้ไฟเขียวทั้งจากคนในและคนนอกประเทศที่ช่วยเคลียร์ปัญหาภายในให้ หรือไม่

                  อีกจุดที่สำคัญที่สุดสำหรับพรรคเพื่อไทย คือ การเลือกคนที่จะเป็น “นายกฯเบอร์ 1” ของพรรค

คนที่เป็นหัวหน้าพรรคจะเป็นหนึ่งในสามของคนที่จะอยู่ในบัญชีนายกฯ ของพรรคแน่ แต่จะเป็นเบอร์หนึ่งหรือไม่ ไม่แน่

                  ไม่แน่ ถึงเวลานั้นอาจเห็นชื่อ “พานทองแท้ ชินวัตร” มาเป็นเบอร์หนึ่งในบัญชีนายกฯ พรรคเพื่อไทยก็ได้

                  หากเป็นแบบนั้น แสดงว่า “ทักษิณ” เลือกที่จะเล่นเกมแรงอีกครั้ง และหมายถึง “โอ๊ค” พร้อมที่จะเดินตามรอย “พ่อ” และ “อาปู”

               

จับตา !! 

 

จับตา !! 

 

จับตา !! 

 

จับตา !! 

 

จับตา !! 

(อ่านต่อ..."วันนี้เหนื่อยมากๆ...")

               ปลายธันวาคม หรือ ต้นมกราคม ได้คำตอบแน่ !!

โดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์

 

ศึกทะลุฟ้า ตระกูล "คนโคราช"

พรรคภูมิใจไทย,พลพีร์ สุวรรณฉวี,ค่ายสีน้ำเงิน,เลือกตั้ง 2562,สนามการเมืองโคราช,เมองดคราช,เมืองย่าโม,ตระกูลการเมือง,สส,เลือกตั้ง สส

ช่วงนี้ค่ายสีน้ำเงินเขาฮอตจริงไรจริง ยิ่งในพื้นที่โคราช ยิ่งมีเต็มหน้าตัก จนอาจมากกว่าทุกจังหวัดก็ได้ และนี่คืออีกดาวเด่นความหวังของพรรคภูมิใจไทยเขาล่ะ!

          พักนี้สภากาแฟถามหาผู้ชายร่างอวบแห่งบัวใหญ่ “ภิรมย์ พลวิเศษ” ไม่รู้ว่าหายหน้าไปไหน แถมข่าวคราวจากกลุ่มสามมิตร ก็พลอยเงียบไปด้วย ผิดกับค่ายภูมิใจไทยที่มีข่าวต่อเนื่อง 

สุวรรณฉวี” สีน้ำเงิน

          ตระกูลการเมืองในโคราชอาจมากกว่าทุกจังหวัดเพราะเป็นจังหวัดใหญ่ อาทิเช่น ลิปตพัลลภเชิดชัยสุวรรณฉวีรัตนเศรษฐ์ด่านขุนทด และอัตถาวงศ์ 

          เลือกตั้ง 2562 สนามเลือกตั้งนครราชสีมา เดิมที่มี 15 เขต ก็หายไป เขต เหลือ 14เขต กกต.โคราช ได้จัดการแบ่งเขตใหม่โดยทำไว้ รูปแบบ เตรียมปิดประกาศให้ประชาชนและกลุ่มการเมืองต่างๆ ได้แสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึงตั้งแต่ 4-13 ตุลาคม 2561

          จู่ๆ “พลพีร์ สุวรรณฉวี” อดีต ส..นครราชสีมา ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาท้วงทิงติงว่ามี 4-5 เขตเลือกตั้งที่ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจจะเอื้อให้นักการเมืองบางพรรคหรือไม่?

ศึกทะลุฟ้า ตระกูล

พลพีร์ สุวรรณฉวี

          พลพีร์” บุตรชายของ ร..ไพโรจน์-ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี มีน้องชาย-พีรพร สุวรรณฉวี ที่เคยลงสมัคร ส..มาแล้ว

          ที่มั่นสำคัญของพลพีร์ ก็คือ ห้วยแถลง และจักราช ที่เป็นฐานเสียงเดิมของบิดา พลพีร์ลงสนามในนามพรรคเพื่อแผ่นดิน ก่อนจะย้ายไปพรรคชาติพัฒนา

          เลือกตั้ง กุมภาพันธ์ 2557 พลพีร์ย้ายจากชาติพัฒนาไปอยู่พรรคเพื่อไทย ชนะแต่การเลือกตั้งโมฆะ และเพิ่งเปิดตัวกับพรรคภูมิใจไทยไปเมื่อไม่กี่วันมานี้

          เหตุผลลึกๆ ที่ต้องซบค่ายสีน้ำเงิน อาจเกี่ยวพันกับการเมืองท้องถิ่นโคราชมากกว่าเรื่องอื่น

หมอแหยง” แรงฤทธิ์

         ต้นปีนี้ “เสี่ยหนู” ยกขบวนพลพรรคสีน้ำเงินประกาศชักธงรบต่อหน้าย่าโมก่อนพรรคอื่น แถมโชว์ตัวว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.นครราชสีมาแต่ไก่โห่

          นั่นคือ “หมอแหยง” หรือ “นพ.สำเริง แหยงกระโทก” อดีตนายก อบจ.โคราช ซึ่งสมัยที่แล้วหมอแหยงพ่าย “มาดามนก” ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ประมาณ หมื่นคะแนน

ศึกทะลุฟ้า ตระกูล

นพ.สำเริง แหยงกระโทก

          มาคราวนี้แนวร่วมกลุ่มการเมืองในโคราชที่เคยหนุน “มาดามนก” เกิดวงแตก สายสุวัจน์ก็หนี สายเพื่อไทยก็ห่าง สายเสื้อแดงก็เมิน จึงเป็นโอกาสของหมอแหยง

          เมื่อเสี่ยหนูมาจับมือกับ กำนันประนอม โพธิ์คำ คนดังวังน้ำเขียว และตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” ก็เป็นพลังการเมืองที่จะสนับสนุนให้หมอแหยงกลับมาเป็นนายก อบจ.โคราชอีกครั้ง

          ผู้มากบารมีบุรีรัมย์วางแผนยึด นายก อบจตามเส้นทางยุทธศาสตร์สาย 24 ไล่ตั้งแต่บุรีรัมย์ สุรินทร์ และนครราชสีมา 

          ไม่แปลกหรอกที่มาดามนก จะกระเตงลูกชายมาอยู่ค่ายสีน้ำเงิน 

แป้งมันพันล้าน

          ทุกครั้งที่เสี่ยหนู อนุทิน ไปหาเสียงแถวโคราชก็มักจะโปรโมท “เสี่ยแป้งมันพันล้าน” หรือ “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” ประธานบริหาร บริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮง จำกัด ซึ่งจะลงสมัคร ส..ในสีเสื้อภูมิใจไทยสมัยหน้า

ศึกทะลุฟ้า ตระกูล

วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล

          ชาวบ้านรู้จักเสี่ยแป้งมันพันล้านในนาม “กำนันป้อ” ผู้มีบทบาททางสังคมหลายอย่าง อาทิ กรรมการสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ.เสิงสาง และกำนัน ต.กุดโบสถ์ อ.เสิงสาง

          ปี 2557 (เลือกตั้งโมฆะ) “กำนันป้อ” ส่งลูกชาย กฤษฎิ์หิรัญ หวังศุภกิจโกศล สวมเสื้อเพื่อไทย ลงสนามเขต 10 เอาชนะ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต ส..หลายสมัย

          ก่อนหน้านั้นตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” เคยมีบทบาทการเมืองในโคราช โดย “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” (เจ้าของโรงงานแป้งมันเอี่ยมบูรพา อ.วัฒนานคร จ.สระแก้วเป็นส..นครราชสีมา มาสองสมัย และสามีของจิตรวรรณคือ “สมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” ก็เคยเป็น ส..นครราชสีมา

          เสี่ยแป้งมันพันล้านเป็นจุดขายของค่ายสีน้ำเงินตามยุทธศาสตร์เจาะทีละเขต ยึดทีละเมือง

กลไกเลือก "ส.ว." วิธีสืบทอดอำนาจอีกฉบับของ "คสช."

พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา

กลไกเลือก "ส.ว." วิธีสืบทอดอำนาจอีกฉบับของ "คสช." : คอลัมน์...  ขยายปมร้อน  โดย...  ขนิษฐา เทพจร   


          หลังจากที่ “คณะรัฐมนตรี (ครม.)” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมา แล้วขั้นตอนต่อไป คือ กระบวนการนำร่าง พ.ร.ฎ.ขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งปกติ “นายกฯ” ในฐานะนายไปรษณีย์ จะไม่ชักช้าในกระบวนการดังกล่าวเพราะเป็นเรื่องสำคัญทางการเมืองที่ฝ่ายบริหารไม่ควรประวิงเวลา

          และหากดูตามแผนงานที่อยู่ในขอบข่ายของ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” ตามที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงรายละเอียด จะพบไทม์ไลน์กระบวนการได้มาของส.ว. ตามมาตรา 269 (1) (ก) ที่เป็นหน้าที่ของกกต. ต้องจัดให้มีการเลือก ส.ว. ตามกระบวนการ 3 ระดับ คือ ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ เพื่อให้ได้รายชื่อ "ว่าที่ ส.ว.200 คน" มอบให้ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)”

          โดยงื่อนไขทางด้านเวลานั้น กกต.ต้องส่งรายชื่อว่าที่ส.ว.200 คนที่มาจากการเลือกกันเอง ก่อนการเลือกตั้งส.ส. ไม่น้อยกว่า 15 วัน ดังนั้นหากตั้งฐานวันเลือกตั้งไว้ที่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาอย่างช้าที่สุด คือ 9 กุมภาพันธ์ 2562 แต่กกต.เร่งรัดเวลาและตั้งเป้าจะส่งรายชื่อภายในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562

          นอกจากนั้นยังไม่เงื่อนไขด้านเวลาที่กำหนดให้ “คสช.” ต้องเลือกว่าที่ ส.ว.จาก 200 ให้เหลือ 100 คน แบ่งเป็นส.ว.ตัวจริง 50 คน และส.ว.ในบัญชีสำรอง 50 คน ให้เสร็จภายใน 3 วันนับจากวันประกาศผลเลือกตั้ง ส.ส. ดังนั้นความน่าจะเป็นที่สังคมจะได้เห็นบัญชีส.ว. ตามแผนงาน กกต. ที่ครม. เห็นชอบ คือ ปลายเดือนเมษายน 2562

          เหตุที่ต้องเป็นเดือนเมษายนนั้น ถือว่าเป็นประเด็นที่หลายคนสงสัยว่า การประกาศผลเลือกตั้งจะยื้อไปถึงปลายเดือนเมษายนเชียวหรือ?

 
          ซึ่งในความน่าจะเป็นนั้นเกิดขึ้นได้เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 85 วรรคสี่ กำหนดให้กกต.ประกาศผลเลือกตั้งส.ส.ภายใน 60 วัน แต่ต้องเป็นไปภายใต้ 3 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.เชื่อว่าผลเลือกตั้งนั้นสุจริต 2.ผลเลือกตั้งเชื่อได้ว่าเที่ยงธรรม และ 3.มีจำนวนเลือกตั้งภายในเขตที่ทั้ง 2 ข้อก่อนหน้านั้นรวมกันมากกว่าร้อยละ 95 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด หมายถึงต้องเลือกตั้งบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม ปราศจากการร้องเรียน เกินกว่า 333 เขตจากทั้งหมด 350 เขตเลือกตั้ง

          ดังนั้นเมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นวันที่ 24 กุมภาพันธ์2562 เวลาประกาศรับรองผลหากเข้าทั้ง 3 ปัจจัยข้างต้นแล้ว วันที่ครบ 60 วันจะอยู่ประมาณ วันที่ 24 เมษายน 2562

          ขณะที่ส.ว. ที่มาโดยวิธี “เลือกโดยคสช.” ผ่านคณะกรรมการสรรหา จำนวน 194 คน แม้ขั้นตอนว่าด้วยวิธีการสรรหาจะยังไม่ถูกเปิดเผยแต่เข้าใจว่าคงยึดไทม์ไลน์เวลาเดียวกับแผนงานที่กกต.เสนอแต่ที่มา ของ ส.ว. ที่มาจากการ “แต่งตั้ง โดยคสช.” จำนวน 194 คน ล่าสุด “คนของรัฐบาล–คสช.” ไม่ยอมเปิดเผย กระบวนการนั้นว่าจะมีรูปแบบไหน หรือ 12 อรหันต์ ที่คสช. จะเลือกเป็นตัวแทนคัดสรรว่าที่ส.ว.จะมีคุณสมบัติอย่างไร?
  

          ซึ่งเชื่อว่าเวลานี้สังคมคงรอจับตาแล้วว่า “คนที่คสช.จะเลือก” ไว้วางใจและฝากความหวังได้แค่ไหนว่าจะเลือกคนที่มีคุณสมบัติ และมีภาวะรับผิดชอบที่ทำงานเพื่อประชาชนมากกว่าเข้ามาทำงานตอบแทนกลุ่มผลประโยชน์ และหากคสช. ยิ่งปิดทำกระบวนการสรรหาแบบลับๆ อาจเป็นจุดที่ทำให้ “สังคมไทย” ลดความศรัทธา ต่อภาวะ “ความเป็นผู้นำ” ที่สถานการณ์เปลี่ยนผ่านทางการเมือง ต้องเปิดเผย โปร่งใส และคำนึงถึงผลประโยชน์ชาติ–ประชาชน มากกว่าสิ่งอื่น

          ส่วนส.ว. อีกเซตที่มาโดยตำแหน่ง 6 ตำแหน่ง คือ ปลัดกระทรวงกลาโหม, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาทหารบก, ผู้บัญชาทหารเรือ, ผู้บัญชาทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะไปเจอกันวันที่ “หัวหน้าคสช.” นำรายชื่อส.ว. ทูลเกล้าฯ ตามเงื่อนไข ไม่เกิน 3 วันหลังกกต. ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส.

          แต่ไฮไลท์ของประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องว่าด้วยกระบวนการได้มา "ส.ว.3 น้ำ" ที่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมดโดย “คสช.” เท่านั้น แต่เป็น “เงื่อนไขด้านเวลา” ที่ "รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560" ฉบับของ “กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ตั้งใจเขียนให้ออกมาในแนวทางนั้น ทั้งเงื่อนไขให้ กกต. ส่ง รายชื่อ “ว่าที่ส.ว.” ที่มาจากการเลือกตั้งกันเอง 200 คน ให้คสช.ก่อนเลือกตั้งส.ส. ไม่น้อยกว่า 15 วัน และเงื่อนไขให้คสช. เลือกบัญชีส.ว.250 คน และสำรอง 50 คนให้เสร็จ หลังวันประการผลเลือกตั้งส.ส. ไม่ช้ากว่า 3 วัน

          เท่ากับว่า “คสช.” จะมีเวลาเฟ้นหา “ส.ว.” เพื่อมาค้ำจุนอำนาจของตัวเองเกือบ 3 เดือน ซึ่งระยะเวลาที่ว่านั้นปัจจัยหลายอย่างคงเกิดขึ้นได้ทั้งการ “เจรจา” -“ต่อรอง” -“แลก” หรือ “เรียก” เพื่อ "ผลประโยชน์" ซึ่งประวัติศาสตร์ทางการเมืองเคยเกิดขึ้นและมีให้เห็นทั้ง สภาของนักการเมือง และ สภาว่าด้วยการปฏิรูป

          และยิ่งกระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว.ยังเป็นระบบปิด ไม่เปิดเผยแม้กระทั่งขั้นตอน รวมถึงไม่ปล่อยให้สังคมได้ตรวจสอบแบบนี้ “พล.อ.ประยุทธ์” จะปฏิเสธว่า “คสช.” ไม่สืบทอดอำนาจของตัวเองในการเมืองสมัยหน้าได้อย่างไร?

 

ยุทธศาสตร์ 2 ขา !! "เพื่อไทย - เพื่อธรรม"

เพื่อไทย,เพื่อธรรม,เพื่อชาติ,เพื่อ,กติกาใหม่,สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์,ยงยุทธ ติยะไพรัช,จตุพร พรหมพันธุ์

เพื่อไทย เพื่อธรรม...ยุทธศาสตร์ 2 ขา สู้กติกาเลือกตั้งใหม่

                ด้วยกติกาใหม่ครั้งแรกในโลก คือ การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเพื่อเลือก ส.ส.ทั้งสองระบบ หรือชื่อเรียกทางการที่ให้เกิดอาการงุนงงสงสัย คือ “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ทำให้ทุกพรรคการเมืองต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มารับมือ

                พูดกันตามตรงกันต้องบอกว่ากติกานี้คิดขึ้นมาเพื่อ “เตะตัดขาพรรคใหญ่” โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย เพื่อไม่ให้มีโอกาสได้ ส.ส.เกินครึ่งหนึ่งของสภาอย่างที่เคยทำได้

                แต่แน่นอนว่าในกติกาใหม่นี้ นอกจาก “พรรคใหญ่” ที่เสียเปรียบและต้องคิดหาสารพัดหนทางเพื่อมาต่อสู้ ในส่วนที่ไม่ใช่พรรคใหญ่ก็ต้องหาหนทางของตัวเองเช่นกัน

                สำหรับพรรคเพื่อไทยที่ทั้งคนในและคนนอกพรรคมองตรงกันว่า ไม่ว่ากติกาจะเปลี่ยนไปอย่างไร พรรคนี้ก็คงได้ ส.ส.มาเป็นอันดับหนึ่งเหมือนเดิม เพียงแต่จะเป็นที่หนึ่งแบบไหน เป็นที่หนึ่งแล้วจะได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลหรือไม่ กลยุทธ์ในการต่อสู้จึงเป็นเรื่องสำคัญ

                ด้วยกติกาใหม่คนในพรรคเพื่อไทยก็ยอมรับว่าครั้งนี้น่าจะยากที่พรรคจะได้ ส.ส.มาเกินครึ่งคือ 250

                ดูจากสถิติการเลือกตั้งที่ผ่านมา นับล่าสุดที่การเลือกตั้งปี 2554 ครั้งที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” มาถือธงนำ ครั้งนั้นพรรคเพื่อไทยชนะมาแบบถล่มทลาย ได้ ส.ส.เขต 204 ที่นั่ง และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อีก 61 ที่นั่ง รวมเป็น 265 เสียง

 

ยุทธศาสตร์ 2 ขา !!

                คิดจากฐานคะแนนเก่า โอกาสที่จะรักษาที่นั่ง ส.ส.เขต 204 เสียงเดิมไว้ น่าจะยาก เพราะอดีต ส.ส.จำนวนหนึ่งโดนพลังดูดไปแล้ว ขณะที่ในส่วน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จากสูตรคำนวณคะแนนแบบใหม่ ที่เอาคะแนนที่พรรคได้จากผู้สมัครทุกเขตจากทั่วประเทศไปรวมกัน แล้วหารออกมาเป็นจำนวน ส.ส. ที่พรรคสามารถมีได้ โดยลบจำนวน ส.ส.เขตที่ได้ไปแล้ว ทางพรรคเพื่อไทยประเมินว่าพรรคน่าจะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มมาอีกอย่างมากไม่เกิน 20-30 คน

                บวกกันแล้ว ที่นั่ง ส.ส.มากที่สุดที่ทางพรรคเพื่อไทยจะได้ทั้ง 2 ระบบ น่าจะไม่เกิน 220 ที่นั่ง ไม่ถึงครึ่ง !!

                แต่เป้าหมายของพรรคเพื่อไทยคือต้องการเสียงมากกว่าครึ่ง เพื่อเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

                ยุทธศาสตร์ที่มีการเคาะออกมาล่าสุด คือ ยุทธศาสตร์ 2 ขา

                เดิมยุทธศาสตร์ 2 ขาของเพื่อไทย คือ ขาในสภาและขามวลชน แต่ 2 ขาครั้งนี้หมายถึง 2 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อธรรม

 

ยุทธศาสตร์ 2 ขา !!

 

ยุทธศาสตร์ 2 ขา !!

                มีความชัดเจนมากขึ้นหลังการประชุมพรรคเพื่อธรรมที่เชียงใหม่เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา เมื่อ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง อดีตรองนายกฯ ของพรรคพลังประชาชน และอดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เป็นหัวหน้าพรรค “นลินี ทวีสิน” อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นรองหัวหน้าพรรค และ “พงศกร อรรณนพพร” อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคพลังประชาชน เป็นเลขาธิการพรรค และมีข่าวว่า “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวอดีตนายกฯ ทักษิณ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังพรรคนี้

                จากข้อมูลของ กกต. มีการจดทะเบียนตั้งพรรคเพื่อธรรม เมื่อ 23 สิงหาคม 2553 มี พล.ต.ต.จรัญ ชิตะปัญญา ซึ่งถูกระบุว่าเป็นเพื่อนทักษิณ เป็นหัวหน้าพรรค นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งก็ไม่ยากที่จะโยงมาที่พรรคเพื่อไทย

                “ทางพรรคหวังจะเอาพรรคเพื่อธรรมมาเป็นพรรคสำรองกรณีถูกยุบพรรค ช่วงหนึ่งทางพรรคมีความคิดว่าจะให้อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยทั้งหมดย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อธรรม แล้วปล่อยพรรคเพื่อไทยทิ้งไว้ แต่หลังถกกันแล้วหาคำอธิบายกับประชาชนไม่ได้ ที่จะย้ายออกจากพรรคทั้งที่พรรคยังไม่ถูกยุบ ตอนหลังแนวคิดย้ายพรรคจึงจบไว้” แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทยเล่าถึงเป้าหมายการใช้พรรคเพื่อธรรมในการเลือกตั้งครั้งหน้า

                แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า แต่ในเมื่อมีพรรคเพื่อธรรมขึ้นมาแล้ว จึงคิดกันว่าน่าจะใช้ประโยชน์จากพรรคเพื่อธรรมในการเก็บคะแนนเพื่อให้ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ด้วย ซึ่งจะสามารถนำมาเติมในส่วนของพรรคเพื่อไทยที่ขาดไปได้

                “อดีตผู้สมัครของพรรคมีมาก ใครไม่มีพื้นที่ลงก็ให้ไปลงที่พรรคเพื่อธรรม ซึ่งผู้สมัครกลุ่มนี้อาจจะไม่ได้รับเลือกเป็น ส.ส.เขต แต่จะสามารถเก็บคะแนนรวมจากทั่วประเทศได้ไม่น้อย”

                แน่นอนพรรคเพื่อไทยหวังว่าพรรคเพื่อธรรมอาจจะเก็บ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มาได้สัก 20-30 คน เมื่อมารวมกับพรรคเพื่อไทยอาจจะได้ถึงครึ่งหรือใกล้เคียง

                สำหรับพรรคเพื่อชาติ อีกพรรคที่มีชื่อโผล่ขึ้นมาในจังหวะนี้ และมีการผูกโยงมาเป็นอีกสาขาของพรรคเพื่อไทยนั้น ในความเป็นจริงดูเหมือนจะไม่ใช่

 

ยุทธศาสตร์ 2 ขา !!

                มีข้อมูลวงในระบุว่า แนวคิดเรื่องพรรคเพื่อชาตินี้ มาจากไอเดียของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” อดีตประธานสภาผู้แทนพรรคพลังประชาชน ที่โดนคดีทุจริตเลือกตั้งจนทำให้พรรคพลังประชาชนถูกยุบ โดยยงยุทธได้ไปหารือกับ “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช. และมีการพูดคุยกับแกนนำ นปช.คนอื่นและชักชวนไปอยู่พรรคเพื่อชาติ แต่ดูเหมือนแกนนำคนอื่นๆ จะไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็น เหวง โตจิราการ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก่อแก้ว พิกุลทอง โดยทุกคนยังยืนยันที่จะอยู่กับพรรคเพื่อไทย

                ยงยุทธ ติยะไพรัช ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ยอมรับเรื่องแนวคิดในการทำพรรคเพื่อชาติ โดยบอกว่า เขาและจตุพร มีแนวคิดตรงกันว่าอยากทำพรรคที่มีความเป็นกลาง เป็นพื้นที่ให้ทุกฝ่ายสามารถมาอยู่ได้ โดยที่ผ่านมาได้มีการหารือกับทางฝ่ายเสื้อเหลืองด้วยจตุพรเล่าว่าได้คุยกับ “พุทธะอิสระ” ด้วย

                “ผมได้คุยกับหลายคน มีคุณจตุพร มีเพื่อนที่เป็นเสื้อเหลืองด้วยมาคุยกันว่าเราถึงจุดนี้ได้อย่างไร สภาพสังคมแบ่งข้างที่ไทยติดกับดักนี้มาเป็นสิบปีทำไมต้องบังคับให้เลือกข้าง ทำไมไม่มีพรรคที่ทุกฝ่ายมาร่วมกันได้ เรามีแนวคิดอยากให้มีพรรคที่เป็นกลาง แต่เวลาจำกัด เราก็ไปหาดูว่าชื่อพรรคไหน ไปเจอชื่อพรรคนี้(พรรคเพื่อชาติ)ก็โดนใจชื่อเพราะดี ก็เลยไปคุยกันในวง จะเอาพรรคนี้มาเป็นพรรคที่ตอบโจทย์ทางความคิดของพวกเรา”

                “คุณจตุพรกับผมคิดตรงกัน ที่ผ่านมาเราสูญเสียไปมาก วันนี้ถ้าเราไม่ยอมถอย เอาแต่เรื่องเลือกตั้ง เป็น ส.ส. เป็น รมต. เลือกตั้งเสร็จก็ยังแบ่งข้างกันเหมือนเดิม บ้านเมืองเดินต่อไม่ได้”

                ยงยุทธ บอกว่า ชื่อพรรคเพื่อชาตินั้นเป็นชื่อเดิมที่มีการจดทะบียนไว้หลายปีแล้ว ไม่ใช่ตั้งใจให้ชื่อพ้องพรรคเพื่อไทย เพื่อธรรม ซึ่งก็ยังไม่แน่ใจว่าคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเดิมจะเห็นด้วยหรือไม่ ต้องไปคุยกับกรรมการบริหารพรรคเพื่อชาติก่อน ถ้าเห็นตรงกันก็เดินหน้า แต่ถ้าไม่ก็หาพรรคอื่น คาดว่าปลายเดือนตุลาคมจะมีความชัดเจน

                “ตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้ ยังไม่ใช่พรรคเรา และผมยังไม่ได้ไปเป็นสมาชิกพรรค”

                อย่างไรก็ตาม สำหรับจตุพรนั้น อยู่ระหว่างถูกตัดสิทธิเป็นสมาชิกพรรคและถูกตัดสิทธิลงสมัคร ส.ส.เป็นเวลา 10 ปี หลังจากโดนจำคุก

                ทั้งนี้ ตามข้อมูลของ กกต. พรรคเพื่อชาติ ยื่นตั้งพรรคไว้เมื่อ 18 กันยายน 2556 มีนายเถลิงยศ บุตุคำ และน.ส.รัชชสรา แก้วเกิดมี เป็นเลขาธิการพรรค อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลว่าแกนนำพรรคนี้คือ “สงคราม กิจเลิศไพโรจน์” แต่ยงยุทธ แย้งว่า วันนี้ สงคราม ยังเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอยู่

                นั่นคือในส่วนของพรรคเพื่อไทย พรรคใหญ่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ยุทธศาสตร์ 2 ขา !!

                ส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้น เป็นอีกพรรคที่จะได้รับผลกระทบ แต่เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีแรงกดดันทางการเมืองเช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย จึงดูเหมือนว่าไม่ได้มีการคิดหายุทธศาสตร์แก้อย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนเพื่อไทย

                หากจะมีก็คือพรรครวมพลังประชาชาติไทยของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” แต่ก็ดูเหมือนจะมาแย่งคะแนนกันมากกว่า

                ในส่วนของพรรคขนาดกลางอย่างพรรคภูมิใจไทยที่ตั้งเป้า ส.ส.ให้มากกว่าครั้งที่แล้วที่มีอยู่ 34 ที่นั่ง เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ดูเหมือนตอนนี้จะแอบซุ่มใช้ประโยชน์จากกติกาใหม่ ด้วยการสะสมอดีตผู้สมัคร ส.ส. ที่คะแนนดีๆ มาไว้ในพรรค เพราะแม้ว่าผู้สมัครกลุ่มนั้นจะไม่ได้ ส.ส.เขต แต่ก็สามารถรวมมาเป็นคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ได้

                สำหรับพรรคใหม่ หากเป็นพรรคเล็กที่ไม่มีฐานคะแนนเดิมอยู่เลย จะยิ่งลำบากกับกติกาใหม่ เพราะนอกจากจะไม่มีโอกาสได้ ส.ส.เขตแล้ว โอกาสที่จะสะสมคะแนนรวมให้ได้ถึง 7 หมื่นคะแนนเป็นอย่างน้อยเพื่อให้ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์สักคนก็ไม่ง่าย

                พรรคใหม่ที่อาจจะมีโอกาสอยู่บ้าง คือ พรรคอนาคตใหม่ ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” กับพรรครวมพลังประชาชาติไทยของ “สุเทพ” แต่การที่มีบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว แม้กระแสพรรคจะแรง แต่หากผู้สมัคร ส.ส.เขตไม่เด่น ก็ลำบาก

                ส่วนพรรคใหม่อย่าง “พรรคพลังประชารัฐ” มีการตั้งความหวังไว้ที่พรรคอันดับสอง คือแซงพรรคประชาธิปัตย์ให้ได้ ก็ต้องรอดูว่าผลจากพลังที่ไปดูดอดีต ส.ส.ที่คะแนนดี รวมถึงนักการเมืองท้องถิ่นมา จะช่วยให้สมหวังได้หรือไม่

                หลังประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งช่วงปลายเดือนธันวาคม หรือต้นมกราคมปีหน้า จะได้เห็นหมากเกมชัดๆ ของแต่ละพรรค !!

โดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์  

 

มาเลเซียเมินจีนปล่อยอุยกูร์ 11 คนที่หนีจากไทยไปตุรกีแล้ว

ต่างประเทศ ข่าวต่างประเทศ  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
(AFP-แฟ้มภาพไม่เกี่ยวกับเรื่อง )
อุยกูร์,ตุรกี,มาเลเซียส่งอุยกูร์,เมินจีน

ทางการมาเลเซียปล่อยตัวมุสลิมอุยกูร์ 11 คนที่หลบหนีจากไทย แม้จีนขอให้ส่งตัวกลับ 

                    ชาวมุสลิมอุยกูร์ 11 คนที่หลบหนีจากห้องขังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสงขลา เมื่อ 25 พฤศจิกายน 2560 ก่อนเข้าไปในมาเลเซีย แล้วถูกจับกุมฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย ล่าสุด อัยการสูงสุดมาเลเซียตัดสินใจยกฟ้องทุกข้อหาด้วยเหตุผลมนุษยธรรม และส่งตัวไปยังประเทศตุรกี ถึงที่หมายแล้ว หลังออกจากมาเลเซียเมื่อวันอังคาร  

                     ฟาห์มี อับดุล โมอิน ทนายของชาวอุยกูรณ์กล่าวว่า การตัดสินใจมีขึ้นหลังจากทีมทนายเขียนหนังสือถึงอัยการสูงสุดมาเลเซียขอให้ถอนฟ้อง ชายอุยกูร์เหล่านี้อ้างว่ามาจากเตอร์กิสถาน ซึ่งมีชุมชนชาวอุยกูร์ขนาดใหญ่อยู่ในตุรกี พวกเขาจึงต้องการไปตุรกี 

                    กลุ่มฮิวแมนไรทส์วอทช์ แสดงความยินดีกับการตัดสินใจของมาเลเซีย และว่าหากส่งกลับจีน ชาย 11 คนนี้จะเผชิญกับการคุมขัง ทรมานหรือชะตากรรมเลวร้ายยิ่งกว่าอย่างแน่นอน 

 

มาเลเซียเมินจีนปล่อยอุยกูร์ 11 คนที่หนีจากไทยไปตุรกีแล้ว

                    รัฐบาลมาเลเซียชุดก่อน ภายใต้นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค เคยเนรเทศชาวอุยกูร์ 29 คนกลับจีน อ้างว่าพัวพันกลุ่มสุดโต่ง ส่วนชาวอุยกูร์ 11 คนกลุ่มล่าสุด รัฐบาลปักกิ่งก็เคยร้องขอให้ส่งกลับเขตปกครองตนเองซินเจียงเช่นกันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ โมฮัมหมัด ขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลใหม่ในเดือนพฤษภาคม มาเลเซียยึดท่าทีต่างไปจากเดิม  

                   ดร.มหาธีร์ยกเลิกโครงโครงสร้างพื้นฐานที่บริษัทจีนหนุนหลัง รวมถึงรถไฟและท่อส่งก๊าซ รวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ และการส่งกลับอุยกูร์โดยเพิกเฉยคำร้องขอของปักกิ่งอาจทำให้ความสัมพันธ์มึนตึงขึ้นอีก                   

                     จีนถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนชนกลุ่มน้อยนับถืออิสลาม ในเขตปกครองตนเองซินเจียงทางตะวันตกไกล รวมถึงการซ้อมทรมาน กดขี่ทางศาสนาและวัฒนธรรม 

                    สหประชาชาติระบุในรายงานว่า มีชาวมุสลิมในซินเจียงราว 1 ล้านที่เคยถูกกวาดจับเข้าค่ายล้างสมอง ซึ่งชาวอุยกูร์อ้างว่าเป้าหมายของทางการจีนคือใส่อัตลักษณ์ความเป็นจีนให้คนรุ่นใหม่แทนความเป็นอุยกูร์

.....................................................

12 ตุลาคม 2561



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 12/10/2018 เวลา : 22.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

สุรศักดิ์
........................................
ครับ 'แม้ว' กับพวกเขาช่างคิดกันจริงๆ ก้าวล้ำหน้ากว่าใครๆ 1 ก้าวเสมอ

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สุรศักดิ์ วันที่ : 12/10/2018 เวลา : 22.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/surasakc
เชิญอ่านบทความใหม่ "มาออกกำลังกายเผาผลาญไขมันแบบนี้ซิ ดีต่อหัวใจด้วย !!"  กรุณาคลิกลิงก์บรรทัดบนได้เลย 

กลยุทธ์รวมพรรคพันธมิตร และการแตกพรรคย่อยหลายๆ พรรค สู้ศึกครั้งนี้
ไม่เลวทีเดียวครับ กลยุทธ์นี้ แต่จะชนะหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ !!

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน