*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 4934
  • จำนวนผู้ชม : 3189550
  • จำนวนผู้โหวต : 1678
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1678 คน
<< พฤศจิกายน 2018 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 9 พฤศจิกายน 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 191 , 09:17:38 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         สถานการณ์ในพรรคเพื่อไทยยังรวนเร เรรวนไม่หยุดหย่อนสักที แล้วก็มีข่าวคนไม่เอา 'หญิงหน่อย' ดังท้ายนี้

9 พ.ย.61 นายไทกร พลสุวรรณ อดีตแกนนำกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค แสดงความคิดเห็นกรณีมีกระแสข่าวเกิดความขัดแย้งในพรรคเพื่อไทย (พท.) ถึงขั้นที่บรรดาแกนนำอาจจะยื่นใบลาออกจากพรรค เพราะไม่พอใจการบริหารงานของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เด็ก‘ดูไบ’ฟัดกันนัว! สะพัด‘บิ๊กพท.’งัดข้อ‘หญิงหน่อย’แห่ลาออก ‘ภูมิธรรม’ยันข่าวปล่อย) ว่า น่าจะเชื่อผมนะ...!

         นอกจากนั้น ข่าวยังรายงานอีกว่า 'หญิงหน่อย' กำลังจะไปหรือไปดูไบแล้วด้วย ซึ่งบ่งชี้ถึงอำนาจของ 'คนดูไบ' ว่ายังมีอยู่เหนือ

พรรคเพื่อไทยเช่นเคย

 

 

อุดรอยร้าวเพื่อไทย! ‘ไทกร’เชียร์ดัน‘จาตุรนต์’กุมบังเหียน ล้างคาวพรรคตระกูลชิน

อุดรอยร้าวเพื่อไทย! ‘ไทกร’เชียร์ดัน‘จาตุรนต์’กุมบังเหียน ล้างคาวพรรคตระกูลชิน

วันศุกร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 08.06 น.

อุดรอยร้าวเพื่อไทย! ‘ไทกร’เชียร์ดัน‘จาตุรนต์’กุมบังเหียน ล้างคาวพรรคตระกูลชิน

9 พ.ย.61 นายไทกร พลสุวรรณ อดีตแกนนำกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค แสดงความคิดเห็นกรณีมีกระแสข่าวเกิดความขัดแย้งในพรรคเพื่อไทย (พท.) ถึงขั้นที่บรรดาแกนนำอาจจะยื่นใบลาออกจากพรรค เพราะไม่พอใจการบริหารงานของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เด็ก‘ดูไบ’ฟัดกันนัว! สะพัด‘บิ๊กพท.’งัดข้อ‘หญิงหน่อย’แห่ลาออก ‘ภูมิธรรม’ยันข่าวปล่อย) ว่า น่าจะเชื่อผมนะ...!

ผมเคยเสนอให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยมีความกล้าหาญ มีความเป็นอิสระ ในการเลือกหัวหน้าพรรค หรือผู้นำพรรค โดยไม่ต้องเกรงใจใคร หรือครอบครัวใด และผมยังเสนอต่อไปด้วยว่าบุคคลที่เหมาะสมกับการเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในเวลานี้มากที่สุด คือ ท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ซึ่งท่านได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าในสถานการณ์ยากลำบากของพรรคและมวลชน ท่านจาตุรนต์ได้ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ร่วมต่อสู้ ไม่ทอดทิ้งไปไหน แตกต่างจากคุณหญิงสุดารัตน์ที่หลบซ่อนไม่ร่วมทุกข์ ร่วมสู้กับพรรคและมวลชน

หลายคนมองท่านจาตุรนต์เป็นคนที่อดีตนายกฯทักษิณและคนในครอบครัวของท่านสั่งการไม่ได้ หรือสมาชิกพรรคฯมองว่านี่คือข้อเสียของท่านจาตุรนต์ ซึ่งหากท่านจาตุรนต์เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยก็จะสามารถลบภาพของพรรคเพื่อไทยที่ถูกมองว่าเป็นพรรคของทักษิณหรือเป็นพรรคของตระกลูชินวัตรไปได้ในระดับหนึ่ง

ผมยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะจบลงแบบไหน ถึงแม้ผมกับพรรคเพื่อไทยจะอยู่กันคนละพรรค มีจุดยืนทางการเมืองแตกต่างกัน แต่ในฐานะที่เราเชื่อมั่นในประชาชนเหมือนกัน เชื่อมั่นในแนวทางประชาธิปไตยเหมือนกัน ผมก็ขอให้กำลังใจ และขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี

 

 

เด็ก‘ดูไบ’ฟัดกันนัว! สะพัด‘บิ๊กพท.’งัดข้อ‘หญิงหน่อย’แห่ลาออก ‘ภูมิธรรม’ยันข่าวปล่อย

เด็ก‘ดูไบ’ฟัดกันนัว! สะพัด‘บิ๊กพท.’งัดข้อ‘หญิงหน่อย’แห่ลาออก ‘ภูมิธรรม’ยันข่าวปล่อย

วันศุกร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 07.40 น.

เด็ก‘ดูไบ’ฟัดกันนัว! สะพัด‘บิ๊กพท.’งัดข้อ‘หญิงหน่อย’แห่ลาออก ‘ภูมิธรรม’ยันข่าวปล่อย

9 พ.ย.61 นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกระแสข่าวเกิดความขัดแย้งภายในพรรค เนื่องจากไม่พอใจการบริหารงานของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย จนทำให้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ว่า ไม่มีความขัดแย้งในพรรคเพื่อไทย ตนจะเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับพรรคจนกว่าพรรคจะถูกยุบ ความเห็นเหมือนหรือเห็นต่างกันในพรรคเป็นเรื่องธรรมดาของระบอบประชาธิปไตย

“ขอยืนยันอีกครั้งว่าไม่มีความขัดแย้งใดๆ ถือเป็นข่าวปล่อยที่หวังทำลายความสามัคคีของพรรคเพื่อไทย” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าว

ก่อนหน้านี้ มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ขณะนี้ได้เกิดปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทยอย่างหนัก เนื่องจากไม่ยอมรับในตัวของคุณหญิงสุดารัตน์ โดยแกนนำพรรคในส่วนที่เป็นกรรมการบริหารพรรค นำโดยนายภูมิธรรม และนายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรค เกิดความไม่พอใจคุณหญิงสุดารัตน์ ที่อ้างคำสั่งจากดูไบ ซึ่งนายภูมิธรรม ระบุว่าตนเองก็ได้รับคำสั่งจากดูไบเช่นกัน จึงไม่ทำตามในสิ่งที่คุณหญิงสุดารัตน์ สั่งการ นอกจากนี้ยังมีกรรมการบริหารพรรคเกิดความไม่พอใจ เนื่องจากยังไม่มีผู้รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ

รายงานข่าวก่อนหน้านี้ ยังระบุว่า นายภูมิธรรม พร้อมด้วยนายจาตุรนต์ และนายประยุทธ์ ศิริพานิช อดีต ส.ส.มหาสารคาม ได้ยื่นใบลาออกจากพรรคเพื่อไทยแล้ว เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการทำงานของคุณหญิงสุดารัตน์ และจะมีกรรมการบริหารพรรคยื่นใบลาออกตามมาอีก ขณะเดียวกันคุณหญิงสุดารัตน์ ได้เดินทางไปยังดูไบแล้ว

‘วิษณุ’จ่อถาม‘ปปช.’10ข้อ  ปมกก.สภาฯแจงทรัพย์สิน

‘วิษณุ’จ่อถาม‘ปปช.’10ข้อ ปมกก.สภาฯแจงทรัพย์สิน

วันศุกร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“วิษณุ”รอถกป.ป.ช.ปมยื่นทรัพย์สิน ทำกรรมการ-ประธานสภามหาวิทยาลัยแห่ไขก๊อก เผยมีคำถามเข้ามากว่า 10 ข้อ ปัดใช้ม.44 ด้านอดีตโฆษก กรธ.แนะทางออกให้ป.ป.ช.ถกรัฐบาลแก้กฎหมายลูก ยันในรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดประเด็นนี้ มาเพิ่มตอนร่างกฎหมายลูก และปปช.กำหนดในประกาศเอง

หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ออกประกาศกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา 102 พ.ศ. 2561 ระบุให้นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภา และอธิการบดีของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) แจงหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก พร้อมกับมีกรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มยื่นใบลาออกต่อเนื่อง เพราะไม่เห็นด้วยกับประกาศของปปช.ดังกล่าว ตามที่เสนอข่าวนั้น

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ตนไปหารือกับคณะกรรมการ ปปช.หลังเกิดปัญหากรรมการสภามหาวิทยาลัย และอีกหลายองค์กรทยอยลาออก ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยกับกรรมการปปช.นัดแล้วแต่ยังไม่ได้พบ เพราะปปช.ขอเวลาเตรียมข้อมูลบางอย่าง ซึ่งไม่ได้เจาะจงว่าต้องพูดคุยกับประธาน ปปช.เท่านั้น แล้วแต่ว่าจะมอบหมายใครมา และกรณีนี้มีคำถามเข้ามาจำนวนมาก ประมาณ 10 ข้อ

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีพระเถระชั้นผู้ใหญ่และองคมนตรีที่เข้าไปเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยจำเป็นต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินตามประกาศ ป.ป.ช.นี้ด้วยหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ตามเนื้อหาในกฎหมายถ้าดำรงตำแหน่งก็ต้องยื่น แต่เมื่อถามว่า ส่วนตัวคิดว่าต้องแก้ในส่วนไหนบ้าง รองนายกฯปฎิเสธที่จะตอบคำถาม เพราะเป็นอำนาจของป.ป.ช. และเรากำลังจะคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ถามต่อว่า ส่วนตัวได้หาทางออกไว้แล้วใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า เตรียมทางเข้า เมื่อถามอีกว่า มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรา 44 อีกครั้งในการแก้ไขกฎหมายนี้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่เคยคิดเรื่องนั้น เพราะอยู่ที่ป.ป.ช.จะมีวิธีการอย่างไร อำนาจอยู่ที่ประธาน ป.ป.ช.จะวินิจฉัย ส่วนจะมีทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่ายหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ ตนไม่กล้าพูด รู้อย่างเดียวตนต้องยื่น

ด้านนายอุดม รัฐอมฤต อดีตโฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)กล่าวว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมการและนายกสภามหาวิทยาลัยไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าต้องให้แจงบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน แต่เป็นการเขียนระเบียบของป.ป.ช.โดยการตีความคำว่าผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงที่กำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่มีในบทนิยามคำว่าผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงให้หมายรวมถึงกรรมการและผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานของรัฐ หรือตำแหน่งเทียบเท่าตามที่ป.ป.ช..ประกาศ

ทั้งนี้ ตอนที่กรธ.ยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ไม่ได้บัญญัติคำว่ากรรมการเอาไว้ แต่มีการเพิ่มเติมขึ้นมาในชั้นการพิจารณาของกรรมาธิการฯในสนช. จึงทำให้ป.ป.ช.ตีความว่า กรรมการสภามหาวิทยาลัย เสมือนเป็นบอร์ดของหน่วยงานรัฐ แต่เมื่อเทียบกับบอร์ดของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ จะมีอำนาจในการพิจารณาค่อนข้างมากกกว่ากรรมการสภามหาวิทยาลัย ที่จะมีอำนาจด้านวิชาการมากกว่าเชิงผลประโยชน์เป็นตัวเงิน จึงเป็นปัญหาทำให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยต่างๆ ตัดสินใจลาออก เพราะไม่อยากยุ่งยากในการกรอกข้อความ ซึ่งถ้าเทียบกับค่าตอบแทนที่ได้รับ ก็ไม่คุ้มค่า ซึ่งบุคคลเหล่านั้นส่วนใหญ่ได้รับเชิญเข้าไปเป็นกรรมการ เพราะสถาบันการศึกษาต้องการได้ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ถ้าปล่อยไว้ จะกลายเป็นปัญหาของสภาบันการศึกษา ดังนั้น หากจะแก้ปัญหานี้ ต้องให้รัฐบาลหารือป.ป.ช.ปรับแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

“คงไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ อย่างมากที่สุดคือ แก้กฎหมายลูก เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่ากรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ไม่ได้มีคำนี้ในรัฐธรรมนูญ มาเพิ่มตอนกฎหมายลูก ถ้าแก้แค่ประกาศป.ป.ช. ก็เป็นเรื่องหารือระหว่างรัฐบาล กับป.ป.ช.ว่าเจตนารมณ์เห็นแล้วว่าการให้คนที่ถูกเชิญให้ไปช่วยงาน ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน จะวุ่นวายกันใหญ่ คนที่ไม่ประสงค์จะยื่น เขาไม่ได้เดือดร้อนอะไรในเรื่องที่ไม่ต้องดำรงตำแหน่งเหล่านี้ กลายเป็นเรื่องของรัฐที่จะให้ความช่วยเหลือ และแน่นอนว่าคนที่เราไปเชิญให้มาเป็นนายกฯสภา กรรมการสภา ซึ่งทำงานในรูปกรรมการ ดังนั้น ผมคิดว่าตรงนี้ถ้าแก้ตัวกฎหมายลูกได้จะเป็นเรื่องดีที่สุด”นายอุดม กล่าว

และว่า แม้ไม่ได้กำหนดให้นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัยแจงบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน แต่ กรรมการ ป.ป.ช.มีอำนาจตรวจสอบบุคคลเหล่านี้ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐได้อยู่แล้วหากมีข้อสงสัยก็สั่งให้ยื่นบัญชีได้ กรณีกรรมการและนายกสภามหาวิทยาลัยนี้ ไม่ได้ยื่นบัญชีต่อป.ป.ช.เหมือนข้าราชการทั่วไปที่ยื่นแล้วให้ป.ป.ช.ตรวจสอบ แต่เป็นการยื่นที่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณอีกด้วย จึงทำให้ไม่มีใครอยากเข้ามาทำงานตรงนี้ และจะเป็นปัญหาต่อสถาบันอุดมศึกษา ทำให้มีคนออกมาค้าน

กวนน้ำให้ใส

กวนน้ำให้ใส

สารส้ม
วันศุกร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 02.00 น.

ยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน หน้าที่และความรับผิดชอบ

ดูทั้งหมด

เกิดประเด็นร้อนแรงในวงการผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาและองค์กรหน่วยงานของรัฐ

หลังประกาศกำหนดตำแหน่งผู้ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ทำให้กรรมการสภามหาวิทยาลัย และอีกหลายองค์กรของรัฐ ทยอยลาออกจากการเป็นกรรมการ เนื่องจากต้องแจ้งและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

ส่วนในแวดวงสาธารณสุข ก็มีข่าวว่า กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) 4 ราย จะยื่นขอลาออกจากตำแหน่ง

1. เรื่องเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินในขณะนี้ มี 2 ระดับ ได้แก่

ระดับแรก “ยื่น” คือ ยื่นรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.

ระดับต่อมา “เปิดเผย” คือ รายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.นั้น จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนด้วย

ในกฎหมายเดิม และประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดตำแหน่งผู้ยื่นบัญชีทรัพย์สินฉบับเดิม กำหนดแค่เพียงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. สว. เท่านั้น ที่เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน

แต่ในกฎหมาย-ประกาศฉบับใหม่ เพิ่มเติมตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ, ผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ให้ ป.ป.ช.เปิดเผยบัญชีรายการทรัพย์สินที่ยื่นให้สาธารณชนรับทราบด้วย

โดย “ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง” ตามมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ป.ป.ช. ระบุว่า ผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูง หมายความว่า ผู้ดํารงตําแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรมหรือส่วนราชการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลซึ่งมิใช่ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองสําหรับข้าราชการพลเรือน และปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพสําหรับข้าราชการทหาร และผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ และให้หมายความรวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดกรุงเทพมหานคร กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หัวหน้าหน่วยงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่รวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐ ผู้ดํารงตําแหน่งอื่น ตามที่กฎหมายกําหนด หรือผู้ซึ่งดํารงตําแหน่งเทียบเท่าตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กําหนด

2. “ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง” จึงครอบคลุมหน่วยงานราชการ-รัฐวิสาหกิจ-องค์กรอิสระจำนวนมาก

บางส่วน จากเดิมแค่ “ยื่น” แต่ตอนนี้ต้อง “เปิดเผย” บัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน

ยกตัวอย่าง

หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรม หัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดกรุงเทพมหานคร ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลปกครอง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา

กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ เลขาธิการ ผู้จัดการกองทุนต่างๆ ได้แก่ กองทุนการออมแห่งชาติ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนประกันชีวิต กองทุนประกันวินาศภัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กองทุนยุติธรรม กองทุนสงเคราะห์ กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย

ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ สังกัดของรัฐ นายกสภา กรรมการสภา อธิการบดี รวม 40 แห่ง

ผู้บริหารองค์การมหาชน ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ ผู้อำนวยการ กองทุนต่างๆ เช่น กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ คุรุสภา สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย

ประธานกรรมการ กรรมการ เลขาธิการ กสทช.

ประธานกรรมการนโยบาย กรรมการนโยบาย กรรมการบริหาร ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

ประธานกรรมการ กรรมการ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ฯลฯ

3. ขอสนับสนุนความคิดเห็นของคุณเสนาะ สุขเจริญ บรรณาธิการศูนย์ข่าวสืบสวน สำนักข่าวอิศรา ที่ว่า “เปิดบัญชีทรัพย์สิน : อย่ากลัวการส่องไฟ” โดยแจกแจงความเห็นสนับสนุนการให้ยื่นและเปิดเผยเป็นข้อๆ ว่า

“1. การกำหนดให้ ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงยื่นและเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณชนเป็นสิ่งที่ควรทำมานานแล้ว และป.ป.ช. ดำเนินการเป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 2561 ที่ระบุให้ ป.ป.ช. กำหนดตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน

2.ผู้ออกมาเคลื่อนไหวในเชิงไม่เห็นด้วยและเตรียมขอลาออกจากกรรมการเพื่อไม่ต้องการยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน เป็นนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยบางแห่ง ถือเป็นตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่ต้องยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ในอดีตบางคนเป็นกรรมการฯหลายแห่งวนเวียนไปตามวาระจากแห่งนี้ไปแห่งนั้น (คนดี คนเก่งมีน้อย?) มีรายได้ตอบแทนจากงบประมาณของรัฐหรือไม่

3.รู้หรือไม่ว่า ก่อนหน้านี้มีข่าว กรรมการมหาวิทยาลัยบางคนเป็นผู้อุปถัมภ์มหาวิทยาลัย เป็นพ่อค้า ผู้รับเหมา มีผลประโยชน์ทับซ้อน เอาบริษัทของตนเองมาเป็นคู่สัญญากับมหาวิทยาลัยนับสิบสัญญามูลค่านับพันล้านบาท ขณะเดียวกันก็มีข่าวบริษัทของผู้บริหารบางแห่งเป็นคู่สัญญากับมหาวิทยาลัยด้วย?

4.ประชาคมในองค์กรหรือสถาบันอุดมศึกษา ควรจะมีสิทธิรู้และหรือตรวจสอบทรัพย์สิน ความโปร่งใสของผู้บริหารและผู้กำกับ (ซึ่งมักจะเป็นพวกเดียวกัน?) หรือไม่?

5.นอกจากตำแหน่ง อธิการบดี และรองอธิการฯ ควรกำหนดให้ “คณบดี” สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ทุกแห่งยื่นและเปิดเผยบัญชีฯของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ไม่บรรลุนิติภาวะด้วยหรือไม่?

6.สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชุดปัจจุบันหลายคนได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดีจากมหาวิทยาลัยของรัฐต้องยื่นและเปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน บางคนรวยเงียบๆ มีทรัพย์สินนับร้อยล้านบาท ไม่เห็นท่านเหล่านั้นมีปฏิกิริยาอย่างไรที่ต้องเปิดเผยทรัพย์สิน

7.ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงบางคนแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะไม่ชอบการทุจริตทุกรูปแบบ ต้องปฏิรูปประเทศทุกด้าน สนับสนุนให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง แต่พอกฎหมายในเชิงป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ กระทบต่อตนเองกลับใช้อีกตรรกะหนึ่งในการอธิบายคัดค้าน ทำให้เห็นว่าภายใต้หลักการเดียวกันใช้กับคนกลุ่มหนึ่ง (เจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งอื่น) ได้ แต่กำลังจะใช้กับคนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้?”

4. ขอให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งที่ไม่สะดวกจะยื่นบัญชีทรัพย์สินและเปิดเผยตามกฎหมายใหม่ ก็ไม่ควรจะไปว่ากล่าวท่านเหล่านั้น หรือเพ่งเล็งในทางเสียๆ หายๆ ถ่ายเดียว เพราะการยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินนั้น แม้จะสุจริต แต่ก็มีภาระต้นทุนการดำเนินการและมีโอกาสจะผิดพลาดโดยสุจริตก็เป็นไปได้ ซึ่งมีผลผูกพันในทางกฎหมาย อาจจะต้องขึ้นโรงขึ้นศาลต่อไปในภายภาคหน้า ซึ่งบางคนอาจจะไม่พร้อม โดยเหตุที่เข้ามารับตำแหน่งก่อนหน้านี้ ก็เพราะต้องการจะทำงานเพื่อส่วนรวมเหมือนงานอาสาสมัคร แต่เมื่อแก้ไขกติกาใหม่ ค่อยเห็นว่าไม่สะดวกที่จะทำงานต่อไปแล้ว ก็จึงลาออก แบบนี้ จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ควรจะไปต่อว่าให้เสียหาย

ควรให้เวลาในการลาออกไปเสีย แล้วรีบสรรหาคนใหม่ ที่มีคุณสมบัติและความพร้อมทำงานในตำแหน่งเหล่านั้น ทั้งหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมายใหม่

สารส้ม

 

'สุเทพ'สั่งปรับหลักสูตรรองรับความต้องการ ตั้งเป้าปี62รับนักเรียนเพิ่มเป็น45%

'สุเทพ'สั่งปรับหลักสูตรรองรับความต้องการ ตั้งเป้าปี62รับนักเรียนเพิ่มเป็น45%

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 16.24 น.

8 พ.ย.61 ที่วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวระหว่างเป็นประธานการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษารัฐและเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทั่วประเทศ ว่า ตนได้กำชับให้ผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน น้อมนำพระราโชบายของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ การมีทัศนคติที่ดีและถูกต้อง , มีพื้นฐานชีวิตที่ดี มีความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย , มีงานทำ มีอาชีพ และเป็นพลเมืองที่ดี ไปสู่การปฏิบัติ โดยขอให้ทุกวิทยาลัยอาชีวศึกษารัฐและเอกชน ไปคิดหาวิธีการขับเคลื่อนให้สอดคล้องกับบริบทของตนเอง ถ่ายทอดไปสู่ครู นักเรียน และกำหนดตัวชี้วัดในการประเมินผลที่ชัดเจน

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันให้สถานศึกษานำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มาสอดแทรกเพื่อสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้เรียนระดับอาชีวะฯ โดยให้ถือเป็นแนวทางปฏิรูปอาชีวศึกษา อย่างไรก็ตาม ในปีการศึกษา 2562 เป็นต้นไป อาชีวะจะมุ่งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษา และสร้างความเข้มแข็งให้สถานศึกษา ที่สำคัญการพัฒนาอาชีวะในยุค 4.0 มี 2 Q ที่ต้องคำนึงถึง นั่นคือ Quality (คุณภาพ) และQuantity (ปริมาณ) ซึ่งการไปถึงเป้าหมายดังกล่าวจะต้องเปลี่ยนใหม่หมด ทั้งการบริหาร ผู้บริหารอาชีวะต้องปรับวิสัยทัศน์ ต้องมีภาวะผู้นำอย่างสูง และต้องเชื่อมประสานโน้มน้าวให้ภาคเอกชนมาช่วยเราเพื่อสร้างทุนมนุษย์ให้มากขึ้น เพราะเรากำลังอ่อนแอ มีปัญหาการขาดครูแาชีวะฯกว่า 18,000 อัตรา ตรงนี้ก็ต้องแก้ไขด้วยการสนับสนุนให้ครูได้มีโอกาสไปเรียนรู้หาประสบการณ์ในสถานประกอบการให้มากขึ้นเพื่อนำมาถ่ายทอดสู่ผู้เรียนได้

ขณะเดียวกัน ขอให้สำรวจหลักสูตรที่เปิดสอนด้วยว่า หลักสูตรใดไม่ตอบโจทย์ของตลาดแรงงานก็ให้ปรับปรุง หรือยกระดับให้มีมาตรฐานสูงขึ้น และจะต้องสอดคล้องกับการพัฒนาอุตสหกรรม S-Curve และ New S Curve ด้วย รวมถึงจัดการเรียนการสอนเน้นแบบแอคทีฟเลิร์นนิ่ง โดยจุดเน้นสำคัญของผู้เรียนสายอาชีวะ จะต้องมีทักษะคิดวิเคราะห์ มีคุณธรรม มีวินัย ,มีสมรรถนะในการประกอบอาชีพ และมีเส้นทางอาชีพ (Career Path)

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ได้กำชับนโยบายการรับนักเรียน นักศึกษาสังกัด สอศ.ในปีการศึกษา 2562 โดยตั้งเป้าจะเพิ่มผู้เรียนให้ได้ 45% จากเดิม 40% ตามนโยบายรับบาล และเชื่อว่าจะสามารถทำได้ เพราะจากการคาดการณ์ผู้จบการศึกษาระดับมัธยม ปีการศึกษา 2561 จำนวน 726,624 คน จะศึกษาต่อ 653,962 คน แบ่งเป็น สายสามัญ 359,679 คน สายอาชีพ 294,283 คน โดยเป็นวิทยาลัยรัฐ 182,455 คน และวิทยาลัยเอกชน 79,456 คน ขณะที่ผู้ที่ไม่ศึกษาต่อ 72,662 คน คาดว่าเทียบโอนประสบการณ์ 30,000 คน จึงขอให้ผู้บริหารสถานศึกษา ไปศึกษาข้อมูลเหล่านี้ รวมถึงดูกลุ่มที่ออกกลางคัน ก็จะเป็นอีกกลุ่มเป้าหมายหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เรียนอาชีวะได้ อย่างไรก็ตาม การวางแผนการรับนักเรียนจะให้มีการหารือกันระดับจังหวัด โดยมีอาชีวศึกษาจังหวัด (อศจ.) เป็นตัวกลาง และตนจะเดินสายประชุมมอบนโยบายและแนวปฏิบัติ 5 ภูมิภาค ในช่วงเดือน ธ.ค.นี้

 

กลับบ้านไป‘บวช’เถอะ! ‘เทือก’โดนอีก ถูกไล่กลางตลาดดังแปดริ้ว (ชมคลิป)

กลับบ้านไป‘บวช’เถอะ! ‘เทือก’โดนอีก ถูกไล่กลางตลาดดังแปดริ้ว (ชมคลิป)

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 15.34 น.

กลับบ้านไป‘บวช’เถอะ! ‘เทือก’โดนอีก ถูกไล่กลางตลาดดังแปดริ้ว (ชมคลิป)

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 8 พ.ย.61 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.) พร้อมทีมงาน ได้ลงพื้นที่เดินคารวะแผ่นดิน เป็นวันที่ 14 ที่ตลาดบ่อบัว อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา โดยมีประชาชนมาจับจ่ายซื้อสินค้าจำนวนมาก มีพ่อค้าแม่ค้าบางรายเรียกให้ซื้อสินค้า และมีกลุ่มแฟนคลับเข้ามาขอถ่ายภาพ พร้อมสวมกอดให้กำลังใจ

ทั้งนี้ นายสุเทพ ได้เดินแจกใบสมัครเชิญชวนให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชาติไทย ในช่วงถนนชุมพล และถนนพานิช ตลอดเส้นทางได้เดินแวะเข้าไปทักทายตามร้านค้าต่างๆ โดยระหว่างที่นายสุเทพ นำคณะเดินอยู่นั้น ได้มีเสียงพ่อค้าแม่ค้าบางรายตะโกนตามหลังมาว่า “ไอ้พวกที่ทำให้ไม่มีจะกิน ออกไปซะ ” รวมทั้ง “กลับบ้านไปเถอะไป ไม่อายบ้างเหรอ กลับบ้านไปบวชเถอะ”

อย่างไรก็ตาม ไม่มีเหตุการณ์บานปลาย เนื่องจากมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ และทหารกว่า 20 นาย คอยตามสังเกตการณ์ เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น

ขอบคุณคลิปจากเฟซบุ๊ค ลุงบอย ไม่ใส่เสื้อ

 

 
หายไปไหนมา! 'อ้อย บีเอ็ม' นักธุรกิจค้ากามผู้โด่งดังที่หลายคนรู้จักเคยเรียกใช้บริการ

หายไปไหนมา! 'อ้อย บีเอ็ม' นักธุรกิจค้ากามผู้โด่งดังที่หลายคนรู้จักเคยเรียกใช้บริการ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 12.54 น.

คนรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จัก "อ้อย บีเอ็ม" เจ้าของธนาคารอารมณ์ หรือธุรกิจค้ากามที่ลือชื่อในอดีต ผู้โด่งดังและเคยทรงอิทธิพลต่อผู้ชายในสังคมชั้นสูง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "แม่เล้า" เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา "อ้อย บีเอ็ม" ที่มีชื่อและนามสกุลจริงว่า "จินตนา บุนนาค" เพิ่งให้สัมภาษณ์นิตยสารฉบับหนึ่งที่เรียบเรียงโดย "คิง เคนนี่" ลงในเว็บไซต์ https://www.cops-magazine.com ใช้หัวข้อว่า "ดิฉันเป็นผู้เจียระไนอัญมณีที่มีชีวิต" โดยมีเนื้อหาจากการสัมภาษณ์ 'อ้อย บีเอ็ม' ที่น่าสนใจดังนี้ 

หายหน้าจากสังคมไปนานจนหลายคนคิดว่าอำลาวงการเรียบร้อยแล้ว

จินตนา บุนนาค เจ้าของตำนานธนาคารอารมณ์ฉายา "อ้อย บีเอ็ม" โผล่ออกมายืนยันด้วยตัวเองว่า "ในชีวิตไม่เคยคิดเลิกจากวงการนี้ จะหยุดก็ต่อเมื่อหัวใจหยุดเต้น"

เธอเป็นใคร เด็กรุ่นใหม่อาจไม่เคยได้สัมผัส แต่หากเป็นนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจรุ่นใหญ่คงไม่มีใครปฏิเสธความเป็นมืออาชีพของหญิงแกร่งคนนี้ที่ถูกยกระดับให้เป็น "เจ้าแม่" ผู้กว้างขวางของธุรกิจบริการทางเพศยากหาใครเทียบเคียง

หญิงผู้ทรงอิทธิพลต่อผู้ชายหลายระดับคนนี้ เป็นชาวกรุงที่มีชีวิตพลิกผันตั้งแต่อายุ 16 ปี เมื่อเข้าไปเป็นคนรับใช้ในบ้าน "จอมพลผ้าขาวม้าแดง" จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ทำให้ได้รู้จักสาวงามมากหน้าหลายตาเข้าไปขอความช่วยเหลือผู้นำประเทศอยู่เป็นประจำ เธอจึงมีโอกาสจัดคิวบรรดาสาวตกยากเข้าพบผู้เป็นนายกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้จินตนาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าผู้หญิงตอนอายุเพียง 18 ปี

จินตนานำประสบการณ์เข้าไปทำงานเป็นผู้จัดการต้อนรับไนท์คลับในเครือของสุรพล พรทวีวัฒน์ ราชาไนท์คลับคนดัง อาศัยที่ตัวเองเป็นคนคุยเก่งดูแลแขกดี และสามารถจัดเด็กหน้าตาจิ้มลิ้มให้กับลูกค้าจนติดกันงอมแงม ก่อนไปเปิดธุรกิจค็อกเทลเลาจน์ แฮร์รอด ข้างโรงหนังโอเอ พาเด็กสาวหลากหลายอาชีพเข้าสังกัดเธอ ไม่ว่าจะเป็นนางงาม ดารา นางแบบ นักร้อง นักศึกษา เพราะเธอสามารถปลุกปั้นส่งเสียให้เจริญก้าวหน้าได้หลายวงการจนได้ดิบได้ดีไปจำนวนไม่น้อย

"อยู่วงการนี้มา 52 ปี เห็นคนอึ๊บกันมาหลายล้านคู่แล้ว ทุกวันนี้ยังคอยให้คำปรึกษา แนะนำอยู่เบื้องหลัง สมาชิกก็ดิฉันมีทุกระดับ แต่คงเปิดเผยไม่ได้ ทุกสาขาอาชีพของผู้นำไม่ว่าภาครัฐ ภาคเอกชน บางคนเคยเป็นรัฐมนตรีใช้บริการวันหนึ่ง 2-3 คน จนปากเบี้ยว หมดแรง ดิฉันต้องไปให้คำปรึกษาแนะนำว่า ทำอย่างไรที่จะไม่เสียสุขภาพ แนะเด็กที่ควรจะปฏิบัติงานควรอยู่ในกรอบแค่ไหน เด็กในสังกัดสำคัญ ต้องเทรน เริ่มต้นด้วยการไปตรวจโรค มารยาทต้องดี ดิฉันเป็นผู้เจียระไนอัญมณีที่มีชีวิต เพราะฉะนั้นเป็นอะไรที่มันละเอียด ใครที่ทำได้สุดจะเก่ง อารมณ์มนุษย์ยังทำเป็นเงินได้ ทำเป็นปัจจัย เหมือนลูกหนังลูกเดียวหยุดคนทั้งโลกได้ ต้องเก่งกาจขนาดไหน ต้องหาความร่วมมือ บังเอิญดิฉันทำงานอยู่กับสิ่งกำเนิดของมนุษย์ ต้องคิดค้นให้ดีที่สุด เพราะดิฉันอยู่กับสิ่งนี้มากว่า 50 ปีแล้ว" จินตนาเปิดใจ

 

 

เธอเปรียบเทียบว่า เด็กสมัยนี้ไม่มีระเบียบ เพราะมันเยอะไป สมัยก่อนเด็กมีมารยาทดีมาก ได้ฮอร์โมนบัณฑิต ดูเรียบร้อยมาก มีทุกอาชีพ หนีร้อนมาพึ่งเย็น บางคนหมดอนาคต เราก็มาเจียระไนใหม่เหมือนเพชรพลอย แต่ก่อนก็เป็นแค่ก้อนดินดำ ๆ เอามาเจียระไน ถึงได้ชื่อว่า เป็นการเจียระไนอัญมณีที่มีชีวิต ให้พวกเขาออกมาสวยงาม สามารถให้ทุกคนมาแชร์ฮาร์ทด้วยกันได้ เด็กหลายคนได้ดิบได้ดี มีผู้ใหญ่เอาไปเลี้ยงดู ปัจจุบันก็มีชื่อเสียงมีหน้ามีตาในสังคมพอสมควร เราก็ดีใจเหมือนครูส่งลูกศิษย์ถึงฝั่ง บางครั้งชีวิตเขาอาจจะไม่เจอเงินหมื่น พอมาอยู่ตรงนี้ได้รับคำแนะนำก็ได้เงินเยอะ

"ดิฉันคนเดียวช่วยเด็กได้ประมาณ 5 หมื่นกว่าคน ได้ดีเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่ได้ดีเพราะตัวเขาเอง กลุ่มพวกนี้หมุนเวียนเห็นงานที่ได้เงินง่าย ทำให้มือเติบ เด็กพวกนี้จริง ๆ มีเงินเดือน 6-7 หมื่นบาท หรือเป็นแสนทั้งนั้น ถ้าเขาเก็บจริง เลี้ยงด้วยทุนตัวเองก็สบาย แต่หลายคนได้เงินเร็วก็ใช้เร็ว บางคนทำงานเก็บกดเลยระบายออกด้วยการใช้จ่ายฟุ่มเฟื่อย สมัยก่อนจะต่างกับสมัยนี้ รุ่นนั้นไม่มีเด็กคนไหนติดยา แต่ยุคนี้บางคนเต้นโคโยตี้ด้วยความกล้าก็ต้องเสพยาให้เกินความคึกคะนอง ไม่ควรอย่างยิ่ง ชีวิตคนเราอย่าไปฝากไว้กับยาเม็ดเดียว ไม่ควรจริง ๆ"

"ชีวิตไม่เคยโดนจับค้าประเวณี ไม่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าแม่ ดังตั้งแต่มาทำไนท์คลับทำให้เจอคนหลายระดับ เป็นหัวหน้าผู้หญิงพาร์ตเนอร์มาก่อน ส่วนฉายามาจากเรื่องบังเอิญ เพราะขับบีเอ็มไปรับใช้ผู้ใหญ่ บางทีขับรถพาสมาชิกไปแชร์ฮาร์ทกัน ก็เลยบอกต่อกันว่า ถ้าจะเลือกใช้ของจริง รู้จริง ต้องอ้อย บีเอ็ม ไม่มีย้อมแมว แต่ก็ต้องเลี่ยงบาลีจะเอาแบบแม่บ้าน หรือนางงาม ทุ่มทุนสร้างหรือเปล่า บางคนครั้งหนึ่งล้านนึงก็มี เขามีเงินแต่เขาจีบไม่ได้ เราจีบให้เขาได้ ดารา นางงาม แนะนำให้รู้จักได้ บางรายโชคดีได้เป็นสิบล้านเขาเอาไปเลี้ยงดูเลย" จินตนาเล่าประสบการณ์การชีวิต

จินตนายืนยันว่า ผู้หญิงคนไหนผ่านการแนะนำจากเธอ ตัวเธอได้แค่เปอร์เซ็นต์ ถ้าล้านบาทก็ได้ 3 แสนบาท วันหนึ่งทำงานได้ 5 หมื่นกว่าบาท เดือนตก 4-5 แสนบาท แต่ก็ต้องใช้เพื่อไปหาวัตถุดิบที่ดีที่สุด จะมีแต่เก่า ๆ ไม่ได้ ทุ่มทุนสร้างเหมือนกัน ทั้งผู้หญิงผู้ชายถือเป็นผู้มีพระคุณสำหรับเรา ถ้าไม่มี 2 สิ่งนี้ คงทำไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เองเธอถึงยอมทุ่มลงทุนกว่า 70 ล้านบาท สร้างอาณาจักรเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ชื่ออีลิท บนถนนพระราม 9  ไว้เตรียมต้อนรับประชุมเวิลด์แบงก์ จ้างพนักงานสาวทั้งหมด 2,000 คน เพื่อคัดเหลือ 600 คนไว้ต้อนรับ เอา 50 เลาจน์มารวมเป็นเลาจน์เดียว สุดท้ายเจ๊งกันเป็นแถว

 

 

"มันเป็นอีโมชั่นแบงก์ ธนาคารอารมณ์ คิดชื่อเอง เปิดตัวท่ามกลางการคัดค้านจากกระแสสังคมยุคนั้น แต่ดิฉันไม่สน เพราะมันเป็นสัญลักษณ์สื่อให้กลุ่มเวิลด์แบงก์เขารู้ เพราะก่อนจะมาประชุมเขาต้องส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจก่อน 4-5 เดือน ระดับมหาเศรษฐีของโลกก็จะมาดูว่าจะใช้เงินอย่างไร พอดีวันนึงไปงานศพของปาน บุนนาค เจอนักข่าวถามพี่อ้อยตอนนี้มีโครงการจะทำอะไรเลยตอบไปว่า พี่จะทำธนาคารอารมณ์ ให้คนอารมณ์ไม่ดีมาฝาก ดิฉันเป็นคนชอบคุยสนุก เพราะอยู่กับสังคมไฮโซ และโซเซในเวลาเดียวกัน อยู่กับคนทุกระดับ วันนี้ก็ไม่ได้หายไปไหน แต่อยู่เบื้องหลัง ทำงานระดับชาติ ระดับสากลแล้วก็ต้องอยู่เบื้องหลัง ถ้าอยู่เบื้องหน้าคนเดียวมันก็ไม่ไหว"

เธอบอกว่า จริง ๆ แล้วอ้อย บีเอ็ม เป็นเหมือนตำนานไปแล้ว แม้วันนี้ยังเป็นที่ปรึกษา แต่ไม่จำเป็นต้องไปโอ้อวดตัวเอง เราคิดว่า เป็นงานหนึ่งที่ท้าทาย เป็นงานที่ไม่เสียหาย ทั้งชีวิตไม่เคยบังคับขู่เข็ญให้ใครมาทำงาน เราช่วยเหลือเขา เขาช่วยเหลือเรา ฝ่ายชายช่วยเหลือเรื่องเงิน ฝ่ายชายช่วยเหลือเรื่องอารมณ์ผ่องถ่ายให้ไม่มีปัญหาก็จบ

"ถึงวันนี้ใครอยากจะก้าวขึ้นมาแทนก็ยินดีและพร้อมจะแนะนำ หลายคนอาจเป็นได้ แต่นิดหน่อย เพราะไม่ได้สร้างฐานจากเด็กจนโต เป็นลักษณะฉาบฉวยมากกว่า พอไปเจอคนดี ๆ ก็ยอมไปเป็นเมียเขาแล้ว หายไปจากวงการ แต่เราทำต่อเนื่องเป็นจิ๊กซอว์ต่อกัน ต้องไปที่นั่นไปที่นี่"

เป้าหมายในอนาคตของจินตนา เธอวางเป้าไว้ คือไม่อยากให้เด็กอยู่ข้างถนน ให้เงินเดือนเป็นระบบระเบียบ สร้างคุณธรรมชักนำไปสู่ความเจริญของงาน คนที่จะทำงานในด้านนี้ต้องเข้าใจงานด้านนี้ด้วย สังคมไม่ยอมรับ แต่ก็ใช้เขาทุกวัน จริง ๆแล้ว ไม่จำเป็นต้องยอมรับ ถามว่า ภาคกลางคืน กับภาคกลางวัน หนี้เสียของใครมากกว่ากัน ทำธุรกิจเอาแค่หนี้เสีย หนี้ที่ทำให้ประชาชนต้องใช้เงินอีกเยอะแยะของใครมากกว่ากัน ต้องยอมรับเมื่อถึงเวลา เพราะอะไร ทุกวินาทีมีคุณค่าไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลย ไม่อย่างนั้นสร้างประเทศไม่ได้ หลายประเทศที่เจริญเพราะวินาทีหนึ่งมีเงิน รายได้ของประเทศคนที่มีรายได้เป็นวินาทีก็มีแล้ว คือ ทีวี นาที ก็โทรศัพท์ นอกนั้นประชาชนต้องเสียนาทีละเท่าไร นักธุรกิจต้องเสียวินาทีละเท่าไร ไม่มีใครคิดแบบนี้

"ดิฉันอยู่กับคนทุกสาขาอาชีพเคยมานั่งคุยกัน น่าที่จะทำให้มันเก็บภาษีได้ไม่ว่าจะทางตรง หรือทางอ้อม ไม่จำเป็นต้องไปบอกประเทศไทยเปิดเสรี จะไปพูดเพื่ออะไร ก็รู้อยู่แล้ว ทำให้มันถูกต้องตามกฎหมาย มีรายได้วันนึงเท่าไหร่ หลายคนติดการเรียน ขาดทุนเล่าเรียน เราก็ช่วยได้ ต้องมีคนแนะนำ ความฝันของดิฉัน คืออยากเห็นให้มีหน่วยงานพิเศษ ข้าราชการชั้นผู้น้อยไม่ต้องมาไล่จับผู้หญิงโสเภณี ไม่โก้เลย ทำงานระบบบริษัท พนักงานที่มาทำเป็นลักษณะบริษัท ระบบนายทุนไม่มี แต่ละแห่งเหมือนเซเว่นอีเลฟเว่น ทุกจุดมีป้ายผ่านการกลั่นกรองแล้ว รัฐต้องดูแลเป็นพิเศษ"อ้อย บีเอ็มวาดความฝัน

 

 

"ปัจจุบันทำไม่ได้ เพราะเจ้าของกิจการก็ไม่ดูแลเด็ก ไม่คำนึงเลยว่า เป็นรายได้เลี้ยงชีพกิจการคุณได้ แต่คุณไม่ดูแลคนที่ทำเงินให้คุณเลย มีมาตรการอะไรมั้ย ไม่มีมีเลย ขอให้เด็กมาทำงานให้คุณได้ แล้วก็ตัดเงินเดือนเขา ข่มขู่เขา ทุกแห่งยังมีคนคุ้มกันอีก เหมือนเสียภาษี 3-4 ต่อ ความจริงเสียเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ อย่างแผนโบราณชั่วโมงละ 200 บาท แต่เด็กได้แค่ 50 บาท มันไม่คุ้ม ทำให้เด็กคิดทำอย่างอื่น อย่างเด็กอาบอบนวด หรือทำงานเลาจน์ วันนึงได้วันละ 2,000 บาท เดือนนึงก็ตก 60,000 บาท ทิปอีกเท่าไหร่ ถ้าปฏิบัติงานดี แล้วเรามีคนแนะนำเขามั้ยว่า ควรจะเก็บมั้ย เด็กวันนี้ ถ้าทำตรงนี้ไม่ดีก็ไปที่อื่นแล้ว กลายเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย สิ่งเร้าเย้ายวนก็เยอะ"

"เด็กได้เงินมาก็ไปเที่ยวปรนเปรอในบาร์ผู้ชาย แข่งขันไปซื้อดริงก์ให้ผู้ชาย อนาคตถึงควรทำให้เป็นระบบมีองค์กรกลางคอยควบคุม ทำเป็นหัวข้อการท่องเที่ยวด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์แห่งประเทศไทย เพราะอารมณ์ของมนุษย์ทั่วโลกเหมือนกันหมด ต่างกันแค่ภาษา อยากให้งานภาคกลางคืนมีคนยอมรับได้ ไม่ใช่ดูถูก จริง ๆ เขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้ขโมยจิ๋มใครไปขาย ตำรวจอย่าไปเอาเรื่องเขามากนะบอกให้รู้ด้วย เขาใช้ทุนตัวเอง สร้างอนาคตตัวเอง อวัยวะส่วนหนึ่งเอามาแลกเงินตราเลี้ยงชีวิต ต้องดูแล เขาอยู่หน่วยใน ในท้อง ยอมเสี่ยงกับคน เรื่องจริงเป็นอย่างนั้น อยากให้ทุกคนเข้าใจ" เจ้าแม่ธนาคารอารมณ์ฝากแนวคิด

"ในชีวิตไม่เคยคิดเลิกจากวงการนี้ จะหยุดก็ต่อเมื่อหัวใจหยุดเต้น ทุกวันนี้มีคนเยอะมาก เราก็ต้องเปลี่ยนเวอร์ชั่นบ้าง ไม่คิดแข่งขันกับใคร เปลี่ยนระบบให้ดีกว่าเดิม ไม่ใช่อีหรอบเดิมมาเหมือนมัดมือชก พนักงานทำด้านนี้อยู่เฉย ๆ กินน้ำแก้วเดียวได้เงิน 100 บาทต้องเอาใจแขกเป็นพิเศษ ไม่ใช่จู่ ๆ มานั่งเดี๋ยวหายเข้าห้องน้ำเสพมั่ง สูบมั่ง ต้องไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ต้องเปลี่ยน ระบบ นายทุนต้องหาย ถ้านายทุนมากไปก็ไปกดราคาเด็ก ความลับไม่ลับอีกต่างหาก ความสุขไม่กี่นาทีความทุกข์ทั้งปีก็เยอะ มีตัวอย่าง วันหน้าเป็นใหญ่เป็นโตขึ้นมาก็คุย คนนี้ชั้นเคยเอามาแล้ว มันก็ไม่ดี แต่เราก็ต้องแนะนำผู้บริโภคด้วยว่า ไม่ควรให้นามบัตร หรือบอกตำแหน่งหน้าที่การงาน เด็กพวกนี้มีผู้สมรู่ร่วมคิด มีผัวกันทุกคน วันหลังก็ต้องมีการแบล็กเมล์แน่นอน หากไถเงินไม่ได้ก็เป็นเรื่อง แต่เด็กในสังกัดอ้อย บีเอ็ม ไม่เคยมี ให้ข่าวยังไม่ได้ด้วย”

"ชีวิตของเธอจึงยิ่งกว่านวนิยายที่เขียนเท่าไรก็ไม่มีวันจบ กลายเป็นตำนานเจ้าแม่ที่ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำลูกค้าระดับวีไอพี .... ของจริง ของแท้ ต้อง "อ้อย บีเอ็ม" !!!

 


**"คุณยายแม่เล้า" โผล่ถ่ายรูปกับพระในวัย 70 ปี**

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมาเวลา 18.25 น. "อ้อย บีเอ็ม" ก็ได้โผล่หน้ามาให้เห็นอีกโดยผ่านทางเฟซบุ๊กของผู้ที่ใช้ชื่อว่า "Supoj Inwang" ในสภาพวัยชรา 70 ปี โดยยื่นถ่ายรูปคู่กับพระสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งเจ้าของเฟซบุ๊กได้โพสต์ข้อความมีเนื้อหาว่า

"...หญิงชราท่านนี้ เจ้าของตำนานธนาคารอารมณ์ ผู้โด่งดังและเคยทรงอิทธิพลต่อผู้ชายในสังคมชั้นสูง ในนาม #อ้อยบีเอ็ม ปัจจุบันเธอเดินดินอย่างไร้เรี่ยวแรง อาศัยรถแท็กซี่ในการเดินทาง วันนี้บังเอิญได้พบเจอกับคุณโยมจิตรา บุนนาค หรือ อ้อย บีเอ็ม ในวัยชรา 70 กว่าปี ได้สนทนาเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิต ได้รับสัจธรรมมากมาย เธอเคยทำงานในบ้านจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่ยังสาว จึงทำให้รู้จักผู้หญิงสวยๆ มากมายที่มาขอความช่วยเหลือจากท่าน นั่นจึงเป็นจุดแรก ที่ทำให้เธอมีโปรไฟล์ของผู้หญิงเหล่านั้นอยู่ในมือ และแนะนำให้แก่บุคคลสำคัญผู้มีอันจะกินที่อยากจะอุปการะอีกมากมาย

...ไฮโซหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่กลัดมัน ย่อมยกให้เธอเป็นดั่งแม่ของนางฟ้า ....หลังจากที่เธอออกมาเป็นผู้จัดการราชาไนท์คลับ ยิ่งทำให้เธอกอบโกยได้เงินหลักร้อยล้าน ...ยุคที่รุ่งเรืองที่สุดนั้น เธอได้ออกมาเปิดคลับวีไอพีชื่อ อีลิท ลงทุนกว่า 70 ล้านบาท มีผู้หญิงเป็นพนักงานกว่า 2,000 คน ด้วยการวางแผนผิดพลาด กับเศรษฐกิจฟองสบู่แตก จึงทำให้หมดเนื้อหมดตัว ...แม้แต่บ้านเธอก็ยังไม่ยอมให้ไปส่ง ขอลงที่ใกล้ๆแถวนั้น และนั่งแท็กซี่ไป อาตมาก็เลยช่วยค่าแท็กซี่ไป 200 บาท เธอถึงกับน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว..

สัจธรรมของชีวิต มีลาภ ย่อมมีเสื่อมลาภ มียศ ย่อมมีเสื่อมยศ มีสุข ย่อมมีทุกข์ มีสรรเสริญ ย่อมมีนินทา ...มีเงินมากแค่ไหน วันหนึ่งก็มีหมดได้ มีอำนาจแค่ไหน วันหนึ่งก็หมดสิ้นอำนาจ เคยใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย วันหนึ่งความทุกข์ก็ต้องมาเยือน มีคนห้อมล้อมสรรเสริญ วันหนึ่งเขาก็อาจนินทาว่าร้ายเรา

...ชราธมฺโมมฺ หิ ชรํ อนตีโต เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะคงความหนุ่มสาวไปตลอดไม่ได้ ...วันนี้เรามีเรี่ยวแรง ให้หมั่นสร้างความดี วางแผนชีวิตให้ดี.... ขออนุโมทนาคุณโยมอ้อย ที่ถ่ายทอดประสบการณ์เป็นธรรมทาน #ปล.อาตมาไม่ได้ขับรถนะจ๊ะ โยม(!) ผู้ชายคนถ่ายรูปขับให้
...........................

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก "คิง เคนนี่" เว็บไซต์ https://www.cops-magazine.com/topic/15329/?fbclid=IwAR1q7jU2YGOEyeU6nhWbkY2O0r4Lx9zEF1pVPLQkEHgwT6zQMWbnn3Nvixs

 

 

หญิงชราท่านนี้ เจ้าของตำนานธนาคารอารมณ์ ผู้โด่งดังและเคยทรงอิทธิพลต่อผู้ชายในสังคมชั้นสูง ในนาม #อ้อยบีเอ็ม ปัจจุบันเธอเดินดินอย่างไร้เรี่ยวแรง อาศัยรถแท็กซี่ในการเดินทาง

วันนี้บังเอิญได้พบเจอกับคุณโยมจิตรา บุนนาค หรือ อ้อย บีเอ็ม ในวัยชรา 70 กว่าปี ได้สนทนาเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิต ได้รับสัจธรรมมากมาย 
...เธอเคยทำงานในบ้านจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่ยังสาว จึงทำให้รู้จักผู้หญิงสวยๆมากมายที่มาขอความช่วยเหลือจากท่าน นั่นจึงเป็นจุดแรก ที่ทำให้เธอมีโปรไฟล์ของผู้หญิงเหล่านั้นอยู่...

ดูเพิ่มเติม
 
ทีโอทีปิ๊งไอเดีย!! ดัดแปลงตู้โทรศัพท์ไม่ใช้แล้ว เป็นตู้แบ่งปันเสื้อผ้า-ของใช้

ทีโอทีปิ๊งไอเดีย!! ดัดแปลงตู้โทรศัพท์ไม่ใช้แล้ว เป็นตู้แบ่งปันเสื้อผ้า-ของใช้

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 19.21 น.

8 พ.ย.61 บนเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า Rach Chanee ได้แชร์ไอเดียดีๆโดยระบุว่า " ทีโอที นำตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ไม่ได้ใช้งานมาดัดแปลงทำเป็นตู้แบ่งปันแจกจ่ายเสื้อผ้าของใช้ให้ประชาชนบริเวณหน้าประตูทางเข้า ทีโอที แจ้งวัฒนะ ซอย 5 ช่วงเที่ยงวันนี้คะ...โดยจะแบ่งปันเดือนละครั้ง " 

พร้อมกับอัพเดทล่าสุดว่า ตู้แบ่งปันนี้จะให้บริการเดือนละ 1 ครั้ง ครั้งต่อไปจะมีขึ้นในวันที่ 28 พ.ย.61 ที่ ทีโอที แจ้งวัฒนะ (TOT) ซอยแจ้งวัฒนะ 5 กรุงเทพฯ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
...................................................
 
9 พฤศจิกายน 2561
 
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน