*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5003
  • จำนวนผู้ชม : 3205807
  • จำนวนผู้โหวต : 1688
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1688 คน
<< พฤศจิกายน 2018 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 374 , 10:51:00 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ข่าวการเมืองวันนี้เยอะมากเชียวครับ  'แนวหน้า' นำเสนออยู่เต็มหน้าข่าวทีเดียว จึงต้องขอให้คุณๆเลือกคลิกอ่านรายละเอียด

ตามหัวข้อข่าวด้วยครับ

         สำหรับ 'ไอ้ปึ้ด' คงจะดีใจที่เห็นข่าว 'วัน อยู่บำรุง' จะลงสมัครเลือกตั้งส.ส.ในนามพรรค 'เพื่อไทย' แล้วก็คงจะ 'นอนมา' ตาม

ฟอร์ม

 

เรือนนี้แค่ 21 ล.บาทเท่านั้น 1 ในหลายๆเรือนของ 'แม้ว' 

(คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

การเมือง

 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11  ถัดไป
 
...............................................
 
เคลียร์ปมร้อน!'พรรณิการ์'แจง5ข้อไล่เครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่พ้น'อนาคตใหม่'

เคลียร์ปมร้อน!'พรรณิการ์'แจง5ข้อไล่เครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่พ้น'อนาคตใหม่'

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 10.05 น.

29 พ.ย.61 น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ กล่าวชี้แจงกรณีคำสั่ง กก.บห.พรรคอนาคตใหม่ มีมติยุติการปฏิบัติหน้าที่ของรักษาการคณะกรรมการเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ หรือ New Gen Network (NGN) 5 ข้อดังนี้

1.มติดังกล่าวเป็นประกาศภายในของพรรคอนาคตใหม่ จึงไม่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณะ เพราะถือว่าเป็นการดำเนินการปกติที่จะมีประกาศแต่งตั้งหรือยุติการทำงานของผู้ดำรงตำแหน่งภายในพรรค อย่างไรก็ตาม ประกาศดังกล่าวไม่ถือเป็นความลับ

2.ก่อนหน้านี้ได้มีการมอบหมายให้แผนกกฎหมายและแผนกบัญชีตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการบริหารจัดการและใช้จ่ายงบประมาณไม่เหมาะสมของรักษาการกรรมการ New Gen Network (NGN) และได้มีการนำผลการตรวจสอบพร้อมหลักฐานเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค หลังจากการอภิปรายตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วคณะกรรมการบริหารพรรคจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ของรักษาการกรรมการเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่หรือ New Gen Network (NGN) ของส่วนกลางโดยทันที

3.อย่างไรก็ตาม กิจกรรมต่างๆ ของเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่หรือ New Gen Network (NGN) ทั่วประเทศยังคงเดินหน้าต่อไปตามปกติ โดยมีสำนักเลขาธิการเป็นผู้ดูแลตามข้อบังคับพรรค

4.คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติไม่ระบุรายละเอียดพฤติกรรมการใช้งบประมาณที่ไม่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อปัจเจกบุคคลในระยะยาว อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการนำเรื่องดังกล่าวออกไปวิพากษ์วิจารณ์ในที่สาธารณะ พรรคก็จำเป็นจะต้องเปิดเผยรายละเอียดและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เมื่อได้รับการยินยอมจากอดีตรักษาการกรรมการเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่หรือ New Gen Network (NGN) ที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว เพื่อแสดงความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

5.พรรคขอยืนยันว่า พรรคไม่สามารถเพิกเฉยต่อการใช้งบประมาณไม่เหมาะสม หรือการทุจริตในทางใดๆ ได้ เนื่องจากงบประมาณของพรรคทุกบาททุกสตางค์ล้วนมาจากค่าบำรุงสมาชิกและเงินบริจาคจากผู้สนับสนุน ที่ต้องการเห็นพรรคเป็นสถาบันการเมืองที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเพื่อประโยชน์สูงสุดของสาธารณชน

...................................
 
'นายกฯ'ชวนเยอรมนีลงทุนในไทย ย้ำร่วมกันขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์20ปี

'นายกฯ'ชวนเยอรมนีลงทุนในไทย ย้ำร่วมกันขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์20ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 10.43 น.
 

“นายกฯ” ส่งเสริมการลงทุนในไทย ย้ำร่วมกันขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ชี้ปี 62 ไทยเป็นเจ้าภาพอาเซียน พร้อมส่งเสริมให้ยั่งยืนทุกมิติ

29 พ.ย.61 พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 15.30 น. เวลาท้องถิ่น ณ กรุงเบอร์ลิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้กล่าวสุนทรพจน์ (Keynote speech) ในกิจกรรม Thai - German Business Forum : Asia-Europe Partnership for the Future ณ โรงแรม Hilton เบอร์ลิน

โดยได้ประชาสัมพันธ์ถึงโอกาสในทางธุรกิจ และการลงทุนในไทยของภาคเอกชนเยอรมนี ซึ่งกิจกรรมนี้มีบุคคลสำคัญของเยอรมนีเข้าร่วมหลายท่าน ซึ่งนายกฯ ได้ย้ำถึงความสำคัญของเยอรมนี หุ้นส่วนสำคัญของไทยในยุโรปโดยไทยและเยอรมนีมีความสัมพันธ์ระหว่างกันมายาวนานถึง 156 ปี เยอรมนีเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยใน EU เป็นประเทศผู้ลงทุนลำดับต้นต้นของไทย ลงทุนในไทยกว่า 866 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 28,649 ล้านบาท มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยกระดับศักยภาพทางการผลิตของไทยมาโดยตลอด และรัฐบาลไทยประกาศนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง โดยใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ควบคู่ไปกับการพัฒนาและยกระดับบุคลากร ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของแนวคิดอุตสาหกรรม 4.0 ของเยอรมนี

นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนนักลงทุนภาคเอกชนเยอรมนี ร่วมลงทุนในไทยตามแนวนโยบายของรัฐบาลในการเดินหน้าขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีโดยเป็นยุทธศาสตร์ที่ให้ความสำคัญต่อการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานมีเป้าหมายให้ไทยเป็นระเบียงเศรษฐกิจแห่งเอเชียโดยเฉพาะการเชื่อมโยงการคมนาคมและขนส่งอย่างไร้รอยต่อภายในกลุ่มประเทศอาเซียนบนภาคพื้นทวีปและจะเชื่อมโยงไปสู่เอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ ในอนาคตอีกทั้งประเทศไทยได้ปฏิรูปกฎหมายและปรับปรุง กฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกให้การดำเนินธุรกิจ ตลอดจนลดขั้นตอนการขออนุญาตในการลงทุนในไทยจนเห็นผลในการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจของธนาคารโลกปี 2562 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 30 จาก 190 ประเทศ

นอกจากนี้การที่ไทยจะเป็นประธานอาเซียนในปี 2562 นั้น ไทยพร้อมจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความยั่งยืนในทุกมิติให้อาเซียนเป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางมองไปสู่อนาคตร่วมกัน และหวังว่าจะเห็นการเติบโตทางการค้าการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นระหว่างไทยและเยอรมนี

 
 
นับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง  อย่าลืมนโยบาย‘ลดเหลื่อมล้ำ’

นับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง อย่าลืมนโยบาย‘ลดเหลื่อมล้ำ’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้วสำหรับ “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)” ซึ่งประชาชนจะได้ลงคะแนนเสียงเลือกคณะผู้บริหารประเทศและผู้ออกกฎหมายด้วยตนเองหลังจากที่ “เว้นวรรคประชาธิปไตย” มากว่า 4 ปี โดยหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอีก รัฐบาลทหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็จะปลดล็อกทางการเมืองเต็มรูปแบบ ให้พรรคต่างๆ หาเสียงได้ในอีกไม่นานหลังจากนี้ เพื่อปูทางไปสู่วันเข้าคูหากาบัตร 24 ก.พ.2562

“ความเหลื่อมล้ำ” ช่องว่างระหว่างคนฐานะดีกับฐานะด้อยในสังคมไทยที่ค่อนข้างห่างกว้างนั้นเป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงมานานและยังไม่มีรัฐบาลไหนแก้ได้อย่างจริงจัง “รวยกระจุกจนกระจาย” ยังเป็นวลีที่อยู่คู่คนไทย ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้มีการจัดเสวนาเรื่อง “ตั้งโจทย์-ตอบอนาคต : วาระการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง” ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) โดยมีนักวิชาการมาฝากประเด็นไปถึงนักการเมืองให้ช่วยคิดนโยบายลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

อาทิ ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอแนะว่า 1.การใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐต้องเน้นสวัสดิการสังคมมากขึ้น เช่น การศึกษา สาธารณสุข การอุดหนุนกลุ่มเปราะบางอย่างผู้พิการ ผู้สูงอายุ 2.ตามหาคนจนให้ถูกตัวและสร้างระบบฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อที่การจัดสรรงบประมาณจะได้ทำอย่างมีประสิทธิภาพ

3.ปฏิรูปการใช้จ่ายงบประมาณด้านการศึกษา เช่น โรงเรียนที่มีลักษณะพิเศษการจัดสรรงบประมาณก็ต้องแตกต่างจากโรงเรียนปกติ หรือเพิ่มงบประมาณรายหัวให้กับเด็กด้อยโอกาส ยกระดับโรงเรียนให้มีคุณภาพดีใกล้เคียงกันเพื่อลดปัญหาการต้องเดินทางไปเรียนไกลบ้าน การประเมินผลงานครูควรมาจากผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กมากกว่างานเอกสาร

รวมทั้ง “โรงเรียนขนาดเล็ก” จะทำอย่างไร? ต้องยุบรวมหรือไม่? แล้วถ้ายุบจะมีผลกระทบต่อการเดินทางของนักเรียนหรือเปล่า? หากมีจะแก้ไขอย่างไร? ในทางเศรษฐศาสตร์ต้องยอมรับว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีต้นทุนการศึกษาต่อหัวค่อนข้างสูง แต่ก็ต้องไปดูรายละเอียดปลีกย่อยของแต่ละพื้นที่ และควรยกระดับศูนย์เด็กเล็กแต่ละท้องถิ่นให้มีคุณภาพ เพื่อเตรียมตัวให้เด็กปฐมวัยพร้อมสำหรับการเรียนรู้ในระดับสูงขึ้นต่อไป

4.ดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ประกันสังคม แม้ปัจจุบันจะมี “มาตรา 40” ให้แรงงานที่ไม่ได้อยู่กับสถานประกอบการสมัครใจเป็นผู้ประกันตน แต่พบว่าได้รับความสนใจค่อนข้างน้อย 5.การบริหารภาครัฐต้องเน้นประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องใช้จ่ายงบประมาณ 6.ส่งเสริมการออมโดยเฉพาะในกลุ่มคนระดับล่าง เพื่อเตรียมตัวดำรงชีพหลังเกษียณ แต่อุปสรรคคือไม่สามารถไปออมในตลาดทุนได้ ดังนั้นอาจต้องหาแนวทางอื่น

7.ขยายการเก็บภาษีไปถึงรายได้ที่ยังไม่ถูกจัดเก็บ เช่น กำไรจากเงินปันผลหุ้น กำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์ หรือผู้มีรายได้สูงบางกลุ่มที่ยังไม่ถูกนำเข้าสู่ระบบภาษี 8.ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ควรเก็บแบบแยกรายได้ ระบบปัจจุบันที่ใช้อยู่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เช่น คน 2 คนมีรายได้เท่ากัน คนหนึ่งมีรายได้ทางเดียวก็ถูกคิดภาษีในอัตราเดียว อีกคนมีรายได้หลายทางซึ่งรายได้แต่ละทางคิดภาษีแตกต่างกัน ทำให้ทั้ง 2 คนเสียภาษีไม่เท่ากัน

9.ปฏิรูประบบลดหย่อนภาษี ให้เหมาะสมกับธุรกิจแต่ละประเภท รวมถึง “ยุติการลดหย่อนภาษีในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)” เพราะพบว่าคนที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มคนรายได้สูง แต่ “หากจะไม่ยุติเพราะต้องการให้ประชาชนทั่วไปนำเงินมาออมในตลาดทุน ก็ควรจำกัดเพดานการ
ลดหย่อน” เช่น ให้เฉพาะคนที่มีรายได้ไม่เกิน5 แสนบาทต่อปีเท่านั้น เป็นต้น

10.เสริมสร้างศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพราะ อปท. อยู่ใกล้ประชาชนในพื้นที่มากที่สุด รู้ว่าใครเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไร “มุ่งกระจายอำนาจ” นอกจากการเมืองแล้ว “กระจายอำนาจการคลัง” ให้มีรายได้มั่นคงเพียงพอ เช่น “แก้ไขกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับที่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยให้ลดการยกเว้นที่ดินเกษตรกรรมรวมถึงบ้านหลังหลักจาก 50 ล้านบาท เหลือ 5 ล้านบาท”เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีบ้านหรือที่ดินมูลค่าเกินดังกล่าว หากไม่ลดเพดานยกเว้นลงก็แทบจะเก็บภาษีนี้ไม่ได้เลย

11.แก้ปัญหาการถือครองที่ดินแบบกระจุกตัว อีกสาเหตุหนึ่งที่ต้องแก้ไขกฎหมายภาษีที่ดินฯ ฉบับ สนช. เพราะอัตราภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่า จำกัดเพดานไว้ที่ร้อยละ 3 ไม่จูงใจให้คนที่ถือครองที่ดินมากๆ ยอมปล่อยที่ดินออกมาเนื่องจากราคาที่ดินเพิ่มร้อยละ 4-5 จึงอาจมองว่ายังคุ้มค่าที่จะครอบครองที่ดินไว้ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอจากภาคประชาชน เช่น ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้าเก็บตามจำนวนที่ดินที่ถือครอง จัดระบบการใช้ประโยชน์ที่ดินรัฐในรูปโฉนดชุมชน จัดตั้งธนาคารที่ดินเพื่อช่วยคนมีรายได้น้อยเข้าถึงที่ดิน

ขณะที่ รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมในประเด็นการกระจายอำนาจว่า “อย่าอ้างแต่ท้องถิ่นทุจริตฝ่ายเดียว เพราะราชการส่วนกลางก็มีข่าวฉาวไม่ต่างกัน” เช่น ทุจริตเงินสงเคราะห์คนจน โดยเชื่อว่าถ้าประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากพอจะควบคุมผู้บริหารท้องถิ่นได้เอง “การผูกขาดทางเศรษฐกิจ” ที่มีปัญหาเพราะจำนวนมาก “ผูกขาดด้วยกฎระเบียบที่อิงกับ
ภาครัฐ” การผูกขาดแบบนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

นอกจากนี้ก็มีเรื่องที่ดิน เพราะต้องไม่ลืมว่า “ประเทศไทยมีคนอีกมากที่ต้องพึ่งพาการเกษตร ซึ่งคนเหล่านี้อายุมาก ยากจะปรับเปลี่ยนสู่ยุค 4.0 ได้”การมีที่ดินพอให้ประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองจึงจำเป็น “ที่ดินก็ต้องมีคุณภาพด้วย” ไม่ใช่แจกอย่างเดียว สุดท้ายเมื่อเพาะปลูกไม่ได้ก็ต้องขาย อีกทั้ง “การแก้ปัญหาคนจนต้องดูเป็นรายกลุ่มไม่ใช่นโยบายเหมารวม” ภาครัฐมีกำลังคนจากหน่วยงานต่างๆ มากมายทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นกระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ อยู่แล้ว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นภาระงบประมาณมาก

ทางด้าน นายจักรชัย โฉมทองดี ตัวแทนองค์กร Oxfam กล่าวว่า ในขณะที่หลายคนเชื่อกันว่าความร่ำรวยมาจากการขยันทำงานและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แต่ในความเป็นจริงของโลก “คนรวย 1 ใน 3 มาจากมรดก และอีก 1 ใน 3 มาจากธุรกิจที่ผูกขาดโดยได้สิทธิพิเศษจากรัฐ” นอกจากนี้ “จากการสอบถามคน 10 ประเทศ ประเทศละ 1,200 คน ส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าความขยันจะยกระดับชีวิตของตนเองได้” สะท้อนภาพโครงสร้างที่ทำให้ผู้คนสิ้นหวัง

ผู้แทน Oxfam เสนอแนะว่า “สิทธิแรงงาน” เป็นอีกประเด็นที่หากปรับปรุงให้ดีขึ้นจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำลงได้ เช่น ร้านฟาสต์ฟู้ดเจ้าหนึ่งที่มีสาขาทั่วโลก ในเดนมาร์กพบว่าค่าจ้างพนักงานอยู่ที่ 20 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง มากกว่าสหรัฐอเมริกาที่รายได้พนักงานในงานเดียวกันอยู่ที่ 8.9 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งความแตกต่างอยู่ที่ในเดนมาร์กมีกลไกให้พนักงานต่อรองกับนายจ้างดีกว่าในสหรัฐ

หรือจะเป็น “ค่าจ้างที่เพียงพอต่อการดำรงชีพพื้นฐาน (Living Wage)” และ “ค่าจ้างที่เท่าเทียมของหญิงและชายในงานเดียวกัน”ที่ยังพบปัญหานี้อยู่ในประเทศไทย ตลอดจน“สิทธิของแรงงานข้ามชาติ” ที่ในเวทีโลกให้ความสำคัญ และมีผลต่อการส่งออกสินค้าของไทยด้วย!!!

 
ล้างบาง'ตม.'! 'บิ๊กโจ๊ก'สั่งสอบวินัย9ตำรวจ ประทับตรา'ผู้ต้องหาต่างด้าว'เข้าประเทศ

ล้างบาง'ตม.'! 'บิ๊กโจ๊ก'สั่งสอบวินัย9ตำรวจ ประทับตรา'ผู้ต้องหาต่างด้าว'เข้าประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 10.29 น.

29 พ.ย.61 พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “ล้างบาง ตม. ประทับตรา เอาผู้ต้องหาเข้าประเทศ”

สอบวินัย 5 ตำรวจ ตม. คลองลึก 4 ตำรวจ ตม. เชียงแสน รวม 9 นาย ประทับตราอนุญาตให้ต่างด้าวมีหมายจับเข้าประเทศ เอื้ออำนวย ไร้ซึ่งการตรวจสอบ นำต่างด้าวเข้าประเทศผิดวัตถุประสงค์

“บิ๊กโจ๊ก” ตั้งกรรมการสอบวินัย 5 ตำรวจ ตม.ด่านตวจคนเข้าเมืองคลองลึก จ.สระแก้ว เอื้ออำนวยหญิงสัญชาติลาว เข้าออกประเทศไทยพำนับในประเทศ กระทั่งเวลาที่ได้รับสิทธิ์อนุญาตใกล้หมด จึงเดินทางออกไป แล้วกลับเข้ามาใหม่ซ้ำๆ ผ่านการอนุมัติจากตำรวจทั้ง 5 นาย

ขณะที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย 4 ตำรวจ ประทับตราอนุญาตให้ผู้ต้องหาต่างด้าวมีหมายจับ เข้าออกประเทศไทย ไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจน เอื้ออำนวยผิด วัตถุประสงค์ หากพบสาวไปถึงใคร ให้คณะกรรมการรายงานโดยเร็ว

“หากตำรวจนายใด” เป็นผู้เคยประทับดวงตรา ตรวจสอบพบย้อนหลัง ถูกลงโทษทันที

 
ยูเครนเตือนเสี่ยงสูง  เกิดสงครามเต็มรูปแบบกับรัสเซีย

ยูเครนเตือนเสี่ยงสูง เกิดสงครามเต็มรูปแบบกับรัสเซีย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เคียฟ/มอสโก (เอเอฟพี/รอยเตอร์) - ประธานาธิบดีเปโตร โปโรเชนโก ของยูเครน เตือนว่า ยูเครนกำลังเสี่ยงเกิดสงครามเต็มรูปแบบกับรัสเซีย เพราะรัสเซียได้เพิ่มกำลังพลบริเวณพรมแดนอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ผู้นำรัสเซียระบุการที่ยูเครนประกาศกฎอัยการศึกเป็นความคิดที่สะเพร่า

ประธานาธิบดีโปโรเชนโกให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ว่า ไม่อยากให้คิดว่าเป็นเรื่องสนุกหรือเป็นเพียงเกม รายงานข่าวกรองเผยว่า
ขณะนี้กำลังพลรัสเซียที่ประจำการบริเวณพรมแดนด้านยูเครนเพิ่มขึ้นอย่างมาก จำนวนรถถังเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า ยูเครนกำลังเสี่ยงเกิดสงครามเต็มรูปแบบกับรัสเซีย ขณะเดียวกันศาลในไครเมียที่ผนวกเข้ากับรัสเซียตั้งแต่ปี 2557 ได้สั่งควบคุมตัวลูกเรือยูเครน 12 คน เป็นเวลาสองเดือนเพื่อรอการพิจารณาคดี ลูกเรือที่บาดเจ็บ 3 คน ก็ถูกสั่งควบคุมตัวสองเดือนเช่นกัน ที่เหลือให้ขึ้นศาลในวันอังคาร คำสั่งดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ยูเครน-รัสเซียตึงเครียดยิ่งขึ้นไปอีก โดย นายพาฟโล คลิมกิน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศยูเครน เปรียบลูกเรือทั้ง 24 คน คือเชลยศึก เพิ่มระดับการคุกคามอย่างเป็นอันตราย และหวังว่ายุโรปจะเพิ่มการช่วยเหลือยูเครนและเพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซีย

ด้านทำเนียบเครมลินเผยแพร่บทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน กับนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี เมื่อวันอังคาร โดยผู้นำรัสเซียวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อการที่ยูเครนประกาศกฎอัยการศึกเป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันพุธที่ 28 พ.ย. นี้เป็นต้นไป ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกของประเทศซึ่งมีพรมแดนติดกับรัสเซีย โดยปูตินมองว่าประธานาธิบดีโปโรเชนโก ใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อหาเสียงกับประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนมี.ค. ปีหน้ามากกว่า ผู้นำรัสเซียวิจารณ์กฎอัยการศึกของยูเครนว่าเป็นการตัดสินใจที่ไร้ซึ่งการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเยอรมนีจะสามารถโน้มน้าวอีกฝ่ายในเรื่องนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ปูตินเลี่ยงกล่าวโดยตรงถึงกรณีที่เกิดขึ้น

ขณะที่มีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ขู่จะยกเลิกการประชุมสุดยอด กับประธานาธิบดีปูติน ของรัสเซีย ที่คาดว่าจะมีขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอด จี20 ที่อาร์เจนตินา ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ และเขากำลังรอรายงานฉบับเต็มเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

รัสเซียกล่าวหาลูกเรือยูเครนทั้ง 3 ลำ ว่าล่วงล้ำน่านน้ำรัสเซียและไม่สนใจคำเตือนของหน่วยยามฝั่ง ระหว่างเผชิญหน้ากันบริเวณสะพานข้ามช่องแคบเคิร์ช ที่ทะเลอาซอฟ นอกชายฝั่งคาบสมุทรไครเมียเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จนเกิดการเผชิญหน้าและมีทหารยูเครนได้รับบาดเจ็บ เหตุเจ้าหน้าที่รัสเซียบุกยึดยึดเรือยูเครน 3 ลำ ที่รัสเซียอ้างว่าล่องเข้าทะเลอาซอฟอย่างผิดกฎหมายครั้งนี้ ถือเป็นการเผชิญหน้าทางทะเลครั้งใหญ่ครั้งแรก นับจากสองประเทศเกิดความขัดแย้งเรื่องคาบสมุทรไครเมีย ทางตะวันออกของยูเครนที่เคลื่อนไหวแยกตัวไปเข้ากับรัสเซียในปี 2557 มีคนเสียชีวิตในการสู้รบกว่า 10,000 คน

จากแม่ค้าสู่เกษตรกรสวนส้มหนองคาย สายพันธุ์'บางมด-เขียวดำเนิน'เปรี้ยวหวานโดนใจ!

จากแม่ค้าสู่เกษตรกรสวนส้มหนองคาย สายพันธุ์'บางมด-เขียวดำเนิน'เปรี้ยวหวานโดนใจ!

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 16.50 น.

28 พ.ย.61 ล่องเรือชมสวนส้ม ที่ปลูกในเนื้อที่กว่า 60 ไร่ ทั้งส้มบางมดและส้มเขียวดำเนิน ซึ่งเจ้าของสวนบอกพื้นที่จังหวัดหนองคาย ปลูกส้มได้ดี 18 เดือนให้ผลผลิตแล้ว ที่สำคัญให้ผลผลิตสมบูรณ์ตลอดทั้งปี ในขณะที่สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองคาย เผยพื้นที่จังหวัดหนองคายปลูกส้มได้ผลผลิตดี เตรียมสำรวจเกษตรกรที่ต้องการปลูกส้มในพื้นที่ของตนเอง

นางสาวฤดี พวงจำปา อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 115 หมู่ 6 ต.พานพร้าว อ.ศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย เกษตรกรที่ปลูกส้มรายใหญ่ที่สุดในจังหวัดหนองคาย เปิดเผยถึงที่มาในการทำสวนส้ม ว่า ปกติตนประกอบอาชีพขายส่งผลไม้ทุกชนิดไปที่ สปป.ลาว มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีแล้ว วันหนึ่งได้มีแนวคิดว่าหากเรามาปลูกผลไม้ใกล้ๆ ในพื้นที่จังหวัดหนองคายก็จะทำให้ประหยัดค่าขนส่งและได้ผลไม้ที่สดใหม่ จึงได้หาพื้นที่ปลูกจนได้ที่ดินในจุดนี้ (ต.พานพร้าว อ.ศรีเชียงใหม่)

เมื่อศึกษาข้อมูลทุกด้านแล้วพบว่าสามารถปลูกส้มได้ จึงได้ทดลองปลูกดู โดยเริ่มต้นจากการปลูกในพื้นที่ 40 ไร่ เมื่อเห็นว่าได้ผลดีก็ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอีก 20 ไร่ รวมเป็นพื้นที่ปลูกส้มทั้งหมด 60 ไร่ ส้มที่ปลูกมี 2 ชนิดคือส้มบางมด พื้นที่ปลูก 40 ไร่ และส้มเขียวดำเนิน พื้นที่ปลูก 20 ไร่ ซึ่งส้มทั้ง 2 ชนิดมีความแตกต่างกัน ส้มบางมดจะมีรสชาติหวานมีรสเปรี้ยวเล็กน้อย ส่วนส้มเขียวดำเนินมีรสชาติหวานเพียงอย่างเดียว อยู่ที่ว่าใครจะชอบรสชาติแบบไหน ส้มที่ปลูกจะมีรสชาติดีและเข้มข้น ซึ่งเป็นผลมาจากดินที่จังหวัดหนองคายเป็นดินที่ดีมาก ปลูกเพียง 18 เดือนก็สามารถให้ผลผลิตได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งปกติส้มจะให้ผลผลิตในปีที่ 3 ขึ้นไป

นางสาวฤดี กล่าวต่อไปอีกว่า เดิมนั้นตนจะรับส้มที่จังหวัดปทุมธานี และที่จังหวัดกำแพงเพชรมาขายส่งต่อไปยัง สปป.ลาว ค่าช้าจ่ายเฉพาะค่าขนส่งจะตกอยู่ที่กิโลเมตรละ 3 บาทแล้ว และจะต้องซื้อหมดทั้งสวน ไม่สามารถเลือกซื้อตามขนาดที่ต้องการได้ หากจะเลือกเป็นขนาดต้องไปซื้อที่ตลาด แต่เมื่อมาปลูกที่หนองคายแล้ว ก็จะส่งตามลูกค้าต้องการได้ หากลูกค้าขายได้ดีและต้องการปริมาณมากๆ เราก็สามารถเก็บส่งให้ได้ทันที หากขายไม่ได้เราก็สามารถลดจำนวนลงได้ แต่หากเราไปซื้อส้มมาจากที่อื่นก็ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า 3 – 4 วัน เผื่อระยะเวลาที่เราจะเอารถไปรับ เผื่อระยะเวลาในการเก็บส้ม รวมไปถึงระยะเวลาในการส่งไป สปป.ลาว ด้วย

เมื่อให้เปรียบเทียบระหว่างการปลูกเองกับการไปซื้อมาขายต่อ นางสาวฤดี กล่าวว่า ถ้าเราไปซื้อมาขายเราจะกำหนดราคาเองไม่ได้ เขาขายราคาเท่าไหร่เราก็ต้องซื้อในราคานั้น ซึ่งราคาตลาดในช่วงนั้นอาจจะไม่สอดคล้องกัน ทำให้เราซื้อมาขายต่อไม่ได้ แต่เมื่อปลูกเองเราสามารถกำหนดราคาให้เหมาะสมกับราคาส้มที่ส่งมาจากแขวงต่างๆ ใน สปป.ลาว หรือส่งมาจากประเทศอื่นได้ ราคาส้มที่เราส่งอาจจะแพงกว่าส้มที่ปลูกในประเทศ แต่รสชาติของเราดีกว่า จึงทำให้สามารถขายแข่งได้

ทางด้านนายเวียน ธรรมสอน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ/หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า สำหรับภาพรวมของจังหวัดหนองคาย สามารถปลูกไม้ผลได้หลายชนิด เช่นที่อำเภอสังคม สามารถปลูกเงาะ ส่วนอำเภอทางด้านใต้คืออำเภอรัตนวาปี ก็จะสามารถปลูกทุเรียนได้ ส่วนส้มเป็นพืชที่ค่อนข้างใหม่ ที่เกษตรกรได้นำมาทดลองปลูกดู ปรากฏว่าได้ผลดี ส้มที่ปลูกให้ผลผลิตดีและรสชาติดี ซึ่งจังหวัดหนองคายได้เปรียบในเรื่องของดินที่มีโปแตสเซียมสูง ทำให้ผลไม้ที่ปลูกมีรสชาติดี สวนส้มที่ปลูกในจังหวัดหนองคายจึงได้เปรียบสวนส้มที่ปลูกในพื้นที่อื่น ๆ ในเรื่องของความสดและความอร่อย

สำหรับการส่งเสริมเกษตรกรให้หันมาปลูกส้มนั้น นายเวียน กล่าวว่า หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังศึกษาดูว่า มีความเป็นไปได้ที่จะขยายผลการปลูกส้มไปมากน้อยขนาดไหน ซึ่งการส่งเสริมการปลูกไม้ผลชนิดอื่นนั้น ที่ได้มีการดำเนินการไปแล้วก็ทั้งมะพร้าวน้ำหอม เงาะ และทุเรียน ส่วนการปลูกส้มยังเป็นไม้ผลชนิดใหม่ที่มีการปลูกในหนองคาย มีเกษตรกรที่ปลูกน้อยราย ขณะนี้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังหาข้อมูลอยู่ว่าจะมีเกษตรกรกลุ่มใดที่ให้ความสนใจมาปลูกส้ม ส่วนปัญหาของการปลูกส้มนั้นหากเป็นสวนใหม่จะไม่มีปัญหาโรคแมลง และหากเจ้าของสวนมีการดูแลรักษาดี ก็จะไม่มีปัญหาโรคแมลงเช่นกัน

 
 
 
 
 
 
 
 
 
............................................
 
เที่ยวดินแดนมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ข้ามสะพานช่องแคบลำน้ำแม่แจ่มอุทยานฯออบหลวง

เที่ยวดินแดนมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ข้ามสะพานช่องแคบลำน้ำแม่แจ่มอุทยานฯออบหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 10.49 น.

29 พ.ย.61 เที่ยวอุทยานแห่งชาติออบหลวงดินแดนมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ชมภาพเขียนโบราณอายุ กว่า 8 พันปี ชมวิว 360 องศาฯ ท้องฟ้าสีครามตัดกับ ผืนป่าเขียวขจีและถ่ายรูปบนหน้าผามีรูปร่างคล้ายภูกระดึง บนดอยหัวช้าง พร้อมทดสอบความกล้าเดินผ่านบนสะพานข้ามช่องเขาขาด บนหน้าผาออบหลวง ขณะที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติออบหลวง เผยเตรียมสร้างทางเดิน Sky Walk ทำจากกระจกบนสะพานข้ามช่องแคบออบหลวง ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์สุดหวาดเสียว 

ออบหลวง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวถูกสร้างด้วยธรรมชาติ ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติออบหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นช่องแคบเขาขาดที่มีหน้าผาหิน ขนาบลำน้ำแม่แจ่ม ทำให้เกิดหุบผาลึก ความลึกของหน้าผาวัดจากสะพาน ออบหลวงถึงระดับน้ำปกติประมาณ 32 เมตร ส่วนแคบสุด 2 เมตร ความยาวของช่องแคบประมาณ 300 เมตร โดยธรรมชาติได้สร้างสรรความน่าพิศวงให้กับแผ่นดินส่วนนี้อย่างมหัศจรรย์ คำว่า ออบ เป็นภาษาท้องถิ่นหมายถึงช่องแคบ หลวง หมายถึง ใหญ่ ออบหลวง คือชื่อเฉพาะที่ใช้เรียกช่องแคบหิน ขนาดยักษ์ ที่มีลำน้ำแม่แจ่มบีบตัวแทรกผ่านไป ไหลคดเคี้ยวผ่านช่องเขาขาด ตรงออบหลวงช่องเขานี้มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชัน และแคบมากบีบทางน้ำไหล 

ดังนั้นแม่น้ำตรงนี้จึงเชี่ยวจัด มีเสียงน้ำกระทบหน้าผา ดังสนั่นแต่รอบ ๆ บริเวณชายน้ำด้านเหนือปกคลุมไปด้วยหมู่ไม้น้อยใหญ่  สีเขียวขจีของใบไม้จะติดกับสีน้ำตาลของหน้าผาบริเวณช่องเขาขาด ทางเดินเข้าทุกปกคลุมไปด้วย อุโมงค์ต้นไม่ไผ่สร้างความร่มรื่นสบายตา เดินขึ้นไปบนหน้าผาของออบหลวง จะมีสะพานเชื่อมช่องเขาขาด สำหรับนักท่องเที่ยวยืนชมความงดงามแห่งทัศนียภาพของออบหลวง และทดสอบความกล้าเดินเท้าข้ามผ่านสะพาน เส้นทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติดอยผาช้าง ระยะทาง 1.2 กิโลเมตร ซึ่งเป็นดินแดนมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จุดแรกจะพบกับหลุมฝังศพสมัยโลหะตอนปลายหรือยุคสำริด ซึ่งบริเวณดอยผาช้างด้านตะวันตก มีเพิงผาคล้ายถ้ำเคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์โบราณก่อนประวัติศาสตร์ บนผนังมีภาพวาดช้างด้วยสีขาวและสีแดงไว้ 

จากการสำรวจของนักโบราณคดี กรมศิลปากรยืนยันว่าเป็นครั้งแรกที่พบภาพเขียนโบราณ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนในเขตจังหวัดเชียงใหม่ พบครั้งแรกเมื่อปี 2527 สันนิษฐานว่าภาพเขียนนี้มีอายุไม่ต่ำกว่า 7,500 - 8,500 ปี 

เมื่อเดินลัดเลาะตามทางเดินขึ้นไปตามเส้นทางจะเป็นดอยผาช้าง ซึ่งหินแกรนิตชนิด มิคมาไทด์ ก้อนใหญ่ มีสีน้ำตาลดำ ความยาวประมาณ 300 เมตร สูงประมาณ 80 เมตร จากระดับพื้นดิน มีลักษณะเหมือนช้างตัวใหญ่นอนหมอบอยู่ บนยอดดอยผาช้างเป็นจุดชมวิว 360 องศา มองลงไปรอบจะเห็นในช่วงฤดูฝนจะเห็นผืนป่าเขียวขจี และจะมองเห็นสายธารแม่แจ่ม ไหลคดเคี้ยวซอกซอนผาหินหายลับไปทางทิศตะวันออก ส่วนทางทิศเหนือของดอยผาช้าง จะเป็นจุดชมวิวที่มีหน้าผายื่นนออกไปคล้ายภูกระดึงโดยนักท่องเที่ยวมักนิยมไปยืนถ่ายรูปเป็นที่ระลึก 

ด้านนายอารีย์ พวงกิ่งแก้ว หัวหน้าอุทยานแห่งชาติออบหลวงเปิดเผยว่า ช่วงฤดูหนาวอากาศที่ออบหลวงกำลังเย็นสบายอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 14-18 องศาฯ ประมาณกลางเดือนธันวาคมอากาศจะหนาวที่สุดอุณหภูมิจะอยู่ที่ 7-9 องศาเซลเซียส ซึ่งช่วงนี้ทางอุทยานแห่งชาติออบหลวง ได้จัดเตรียมบ้านพักรับรองและลานกางเต้นท์สามารถรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมากางเต้นท์ตั้งแคมป์ปิ้ง โดยทางอุทยานฯได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ทางอุทยานแห่งชาติออบหลวง ได้เตรียมจัดสร้างทางเดินเท้า Sky Walk ทำจากกระจกบนสะพานข้ามช่องแคบออบหลวงให้นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบสัมผัสประสบการณ์สุดหวาดเสียว 

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจจะไปเที่ยวอุททยานแห่งชาติออบหลวง สามารถ เดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 108 สายเชียงใหม่-ฮอด ประมาณ 88 กิโลเมตร เมื่อถึงอำเภอฮอดให้เลี้ยวขวาบริเวณวงเวียนไปทางอำเภอแม่สะเรียง ตามถนนหมายเลข 108 ไปอีกประมาณ 17 กิโลเมตร ก็จะถึงอุทยานแห่งชาติออบหลวง ‭

 
 
 
 
 
 
 
.......................................................
 
 
 
 
  1. หน้าหลัก
  2.  
  3. เจาะข่าวเด่น
  4.  
  5. หามบุญทรงส่งผ่าตัด!อยู่ในความดูแลรพ.ตำรวจ อธิบดีคุกเผยป่วยหนักมากควรทำ...

หามบุญทรงส่งผ่าตัด!อยู่ในความดูแลรพ.ตำรวจ อธิบดีคุกเผยป่วยหนักมากควรทำนานแล้ว

จากกรณีพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาเปิดเผยได้รับรายงานจากกรมราชทัณฑ์ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้ต้องขังในคดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีอาการป่วยด้วยโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน จำเป็นต้องส่งตัวไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ เนื่องจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีอุปกรณ์ในการผ่าตัดนั้น

 

“อาการป่วยด้วยโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนเป็นอันตราย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจะมีโอกาสเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้ และต้องใช้เวลารักษายาวนาน ในสมัยโบราณผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าวจะไม่เข้ารับการผ่าตัด จากประสบการณ์ป่วยด้วยโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนของตนเอง ยังต้องเข้ารับการรักษานาน 6-8 เดือน โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญใช้วิธีจัดกระดูกร่วมกับการทำกายภาพบำบัด”

 

ต่อมาพ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวในกรณีดังกล่าวด้วยว่านายบุญทรง ป่วยจริง เป็นโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน มีอาการชาที่แขนจนถึงปลายเท้า ที่ผ่านมาถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจหลายครั้ง ในลักษณะของการเข้าๆ ออกๆ และเคยพักรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ 1-2 คืน แล้วนำตัวกลับมารักษาอาการที่ทัณฑสถานโรงพยาบาล จึงไม่ใช่การนำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลภายนอกแบบถาวร โดยแพทย์มีความเห็นให้รักษาด้วยการผ่าตัดกระดูกต้นคอ และนัดให้เรือนจำส่งตัวนายบุญทรงออกไปผ่าตัดในวันที่ 27 พ.ย.นี้

 

ล่าสุดวานนี้(28พ.ย.) อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงอาการของนายบุญทรง อีกครั้งว่า เมื่อตอนค่ำของวันที่27 พ.ย.ทางเจ้าหน้าที่เรือนจำได้นำตัวนายบุญทรงไปส่งให้อยู่ในความดูแลของโรงพยาบาลตำรวจ พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ 2 นายควบคุมเพื่อป้องกันการหลบหนี ซึ่งการส่งตัวไปเนื่องจากแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ได้มีหนังสือขอตัวมาเพื่อนำไปรักษาตามหลักมนุษยธรรม ขณะที่กรมราชทัณฑ์ก็มีหน้าที่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปควบคุมตัวผู้ต้องขังไว้เพื่อไม่ให้หลบหนี

“นายบุญทรง ควรจะได้รับการผ่าตัดก่อนหน้านี้นานแล้ว เพราะมีอาการเจ็บป่วยหนักมาก แต่เท่าที่ทราบขณะนี้เบื้องต้นแพทย์นำตัวนายบุญทรงไปที่โรงพยาบาลเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนทำการผ่าตัด ซึ่งเชื่อว่าถึงที่สุดแล้วก็คงจะต้องผ่าตัดแต่คงต้องรอความพร้อมรอเตียงและแพทย์เจ้าของไข้ผู้ที่ทำการรักษาด้วย”

 ..............................................

29 พฤศจิกายน 2561

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน