*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5003
  • จำนวนผู้ชม : 3205807
  • จำนวนผู้โหวต : 1688
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1688 คน
<< พฤศจิกายน 2018 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 30 พฤศจิกายน 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 426 , 19:02:37 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หงุดหงิดสื่อถามเรื่องแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นเรื่องแรก อีกเรื่องก็พาดพิงไปถึงการศึกษา

ซึ่งก็คงจะหมายถึงรัฐมนตรี นายแพทย์ ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ที่ชอบพูดสวนทางกันเรื่อยมา เพราะมีอะไรก็น่าจะพูดกันในที่ประ

ชุมค.ร.ม. แต่กลับไปพูดผ่านสื่ออยู่ข้างนอก และประเด็นที่นายกฯพูดแรง คือ "ถ้าลำบากทำงานก็ไม่ต้องทำ จะได้หาคนอื่นมา

ทำแทน"

         รายงานช่วงหนึ่ง คือ "ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวช่วงหนึ่งว่า “ขอร้องอย่าพูดอะไรที่เป็นความขัดแย้ง ถ้าคนของเราไปพูดทำให้

เกิดความขัดแย้งใช้ไม่ได้ เรื่องปัญหาการศึกษาไปพูดทำไมข้างนอกให้มาบอกรัฐบาล ไปพูดทำไมในเมื่อตัวเองทำงานอยู่กับรัฐบาล ไป

พูดเอาดีเข้าตัวอยู่ข้างนอก ผมไม่อยากเอ่ยชื่อ ถ้าลำบากที่ทำงานกับผมก็ไม่ต้องทำ จะได้หาคนอื่นมาทำแทน อยู่มา 4 ปีพูดสวนทาง

อยู่ได้ ก็น่ารำคาญเหมือนกัน”

         โอ้โฮ ... นายกฯพูดอย่างนี้ก็ไล่กันชัดๆ

 

Teerakiat.jpg

นายแพทย์ ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์

 

 

 

"นายกฯ" ฟิวขาดไล่คนในรัฐบาล

การเมือง  :  3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
นายกฯ,ประยุทธ์,ประยุทธ์ จันทร์โอชา,ไล่คนในรัฐบาล

"ประยุทธ์" จวกบางคนในรัฐบาล จ้อปัญหาการศึกษา เอาดีเข้าตัวอยู่ข้างนอก ใช้ไม่ได้ ไม่มาบอก ไล่ส่ง "ถ้าลำบากทำงานด้วย ก็ไม่ต้องทำ"

              เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 10.15 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 5/2561 โดยมีการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ชื่อ "สภาพัฒน์"

              ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวช่วงหนึ่งว่า “ขอร้องอย่าพูดอะไรที่เป็นความขัดแย้ง ถ้าคนของเราไปพูดทำให้เกิดความขัดแย้งใช้ไม่ได้ เรื่องปัญหาการศึกษาไปพูดทำไมข้างนอกให้มาบอกรัฐบาล ไปพูดทำไมในเมื่อตัวเองทำงานอยู่กับรัฐบาล ไปพูดเอาดีเข้าตัวอยู่ข้างนอก ผมไม่อยากเอ่ยชื่อ ถ้าลำบากที่ทำงานกับผมก็ไม่ต้องทำ จะได้หาคนอื่นมาทำแทน อยู่มา 4 ปีพูดสวนทางอยู่ได้ ก็น่ารำคาญเหมือนกัน”

              นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เราต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะประเทศไทยเป็นของประชาชนและของเราทุกคน ข้าราชการจึงต้องเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ใครอยากเสนออะไรก็บอกได้ ตนคิดว่าทุกคนดีกับตนอยู่แล้ว ทุกเรื่องอยู่ที่นายกฯ และอำนาจก็อยู่ที่นายกฯ จึงต้องกลั่นกรองมีแผนงาน คิดและตัดสินใจ ไม่ใช่อะไรก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวเซ็นเอกสารอย่างไร ไม่ได้เซ็นง่ายขนาดนั้น ดังนั้นนายกฯ คนต่อไปอาจจะไม่ใช่ตนก็ได้ ต้องใช้อำนาจนายกฯ ให้ถูกต้อง

              ทั้งนี้นายกฯ กล่าวช่วงหนึ่งว่า การเดินทางเยือนเยอรมนีที่ผ่านมา ช่วงแรกนายกฯเยอรมนีเขาก็มีท่าทีแข็งกร้าว แต่หลังๆก็มีท่าทีที่อ่อนลง ตนไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างเขาอยู่แล้ว ตนพูดเรื่องประเทศไทยไปเยอะ ตอนหลังนางอังเกลา แมร์เคล ก็เป็นเพื่อนกัน เขาก็รับตนได้ในแบบบ้าๆบอๆของตน ซึ่งเขาได้ถามตนว่า การเป็นทหารกับนายกฯต่างกันหรือไม่ ตนตอบไปว่า เป็นนายกฯก็เหนื่อยเหมือนกันเพราะปัญหามีเยอะ สรุปว่าเขาเข้าใจและยินดีที่เรามีการเลือกตั้ง แต่พอตนกลับมาที่ประเทศก็ถูกสื่อถามว่า เยอรมนีถามรุกไล่เรื่องการเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ.62 หรือไม่ ทำไมไม่ถามว่ามีว่าข้อตกลงอะไรที่ทำกับเยอรมันบ้าง สื่อถามไม่สร้างสรรค์ ตนไม่ได้รังเกียจแต่รำคาญ ซึ่งตนต้องขอโทษที่บ่นในวันนี้ แต่มีอะไรต้องพูดหมด

"นายกฯ" ซัดนักการเมืองเอาแต่แบบเดิม

การเมือง  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เลือกตั้ง,ประยุทธ์,นายกฯ,ด่ากราด

เข้าใจผมนะ !! "ประยุทธ์" ด่ากราดกลางวงยุทธศาสตร์ ปมแบ่งเขตเลือกตั้ง "จะตายห่าหมดหรือไง" จวกนักการเมืองเอาแต่แบบเดิม แขวะถ้าประชาชนไม่เลือกก็จบ

 

             เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 10.15 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 5/2561 โดยมีการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ชื่อ "สภาพัฒน์"

             ทั้งนี้ นายกฯกล่าวช่วงหนึ่งว่า หลายอย่างวันนี้ยังมีปัญหา ตนกลับมาก็ไม่ได้พัก ไม่ได้ไปเที่ยวไหน ตามจี้ตูดถามกันทุกเรื่อง ตนจึงต้องพูดในทุกเรื่อง ถ้าฟังตนบ่นก็อย่าเพิ่งเบื่อกัน เพราะตนจะบ่นเป็นครั้งสุดท้ายจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ ที่ผ่านมารัฐบาลอื่นไม่ทำอะไร เพราะกลัวเสียคะแนนเสียง อย่างเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

             “สื่อข้างนอกก็ถามกันอย่างเดียว เรื่องการแบ่งเขต จะตายห่ากันให้หมดหรืออย่างไร ก็ไม่รู้กับไอ้เรื่องซังกะบ๊วยพวกนี้ ก็ว่ากันไปตามกติกาจะผิดหรือถูกผมไม่รู้ กติกาว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น ผมจะไปรู้อะไร นายกฯ จะรู้เรื่องการแบ่งเขตหรือไม่เกี่ยวหรอก ใครได้ใครเสียก็ว่าไป วันนี้เขาแบ่งด้วยอะไร เขาแบ่งด้วยประชากรที่เพิ่มขึ้นกับเรื่องของพื้นที่ วันนี้เปลี่ยนไปเท่าไหร่แล้ว 4-5 ปี กูจะเอาแบบเดิมตลอด ติดพื้นที่แบบเดิมตลอด ไม่ว่าจะปรับอย่างไร ตั้งอย่างไร แก้อย่างไร ถ้าคนไม่เลือกเลยพรรคไหนก็ไม่ได้ทั้งนั้น ก็แล้วแต่โชคชะตาก็แล้วกัน ประเทศไทยไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว เหลือแต่คนในห้องนี้คงเข้าใจผมนะ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

"นายกฯ" ลั่นเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย !!

การเมือง  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกฯ,เลือกตั้ง,กกต

"ประยุทธ์"เผยเดินหน้าสู่ปชต.เป็นไปตามกำหนดเวลา ชี้หากเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องกกต. ปัดสั่งแบ่งเขตเลือกตั้ง ยันไม่ได้อยู่ข้างฝ่ายไหน ลั่นห้ามจยย.วิ่งบนทางเท้าเด็ดขาด

              เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 11.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ว่า 4 ปีที่ผ่านมา บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย มีเสถียรภาพ ทำให้คนเข้ามาเที่ยว และประชาชนทำงานได้ ดังนั้นจึงขออย่าทำให้เกิดความขัดแย้ง เพราะตนไม่อยากให้เกิด และไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้น เชื่อว่าทุกคนรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ส่วนการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยนั้นจะเป็นไปตามกำหนดเวลา หากจะมีการเปลี่ยนแปลง ก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เช่นเดียวกับการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ก็เป็นเรื่องของ กกต.ที่มีการบอกกันว่าเป็นการแบ่งเขตเพื่อเข้าข้างฝ่ายนั้น หรือฝ่ายนี้ ตนไม่ได้อยู่ฝ่ายใด และไม่ได้สั่งการใดๆ ดังนั้น กกต.จึงปรับเปลี่ยนการแบ่งเขต โดยดูระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจำนวนประชากรเปลี่ยนแปลงไป เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบ เสียเปรียบ แต่ถ้าทุกคนยืนยันจะเอาแบบเดิม แล้วประเทศชาติจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

              "การแบ่งเขต ไม่ว่าจะเข้าพรรคใครก็ตาม ถ้าประชาชนไม่เลือกก็จบ อย่าดูถูกประชาชนเขา ประเทศนี้ไม่ได้อยู่ด้วยคนไม่กี่คน แต่อยู่ด้วยประชาชนทั้งประเทศ มีนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบาย พร้อมให้ประชาชนมีส่วนร่วม ด้วยการรับฟังความคิดเห็น ประชาธิปไตยต้องประกอบด้วย ธรรมาภิบาล กระบวนการที่เป็นสากล และความพร้อมของประชาชน ที่จะเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นต้องสร้างการรับรู้ให้ทุกภาคส่วนได้เข้าใจว่าอะไรคือประชาธิปไตย เนื้อในของประชาธิปไตยอยู่ที่ใด เพื่อที่จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ และแผนแม่บท ให้ไทยเป็นประเทศที่พ้นกับดักรายได้ปานกลาง ในอนาคตก็ให้คนรุ่นใหม่ได้ทำต่อไป" นายกฯ กล่าว

              พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อที่วันหน้าทุกคนจะได้สบายใจ ว่าจะใช้งบประมาณอย่างไร มิเช่นนั้นทุกคนจะพูดถึงแค่การใช้งบประมาณ แต่ไม่ได้พูดถึงวิธีการหาเงิน ทั้งนี้ ยุทธศาตร์ชาติ จะต้องทำให้เรียบร้อยภายในเดือนมกราคม 2562  โดยทุกภาคส่วนต้องนำไปปฏิบัติ ตามข้อกำหนดใน 20 ปี ข้างหน้าที่อะไรจะเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเน้นความสำคัญที่ 5 ปีแรก

              "วันนี้เราต้องแก้ไขปัญหารถติด การจราจร และต้องแก้ไขปัญหาคนขี่จักรยานยนต์บนทางเท้า ซึ่งต้องห้ามไม่ให้ขี่ ต้องไม่มีจักรยานยนต์บนทางเท้า เพราะถือเป็นสิทธิของประชาชน รถต้องวิ่งบนถนน เช่นเดียวกับปัญหายาเสพติด จะต้องเฝ้าระวัง และแจ้งเตือน และสื่อมวลชนก็ไม่ควรนำเสนอภาพใบหน้าผู้แจ้งเบาะแสมากนัก เพราะจะทำให้คนไม่กล้าแจ้งเบาะแสเข้ามา เราต้องรักษาสิทธิซึ่งกันและกัน" นายกฯ กล่าว

แบ่งเขต "เลือกตั้ง" ไม่กระทบ "ชทพ."

การเมือง ข่าวการเมือง  :  2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
การเมือง,เลือกตั้ง,แบ่งเขต,กกต,ชทพ,พรรคชาติไทยพัฒนา,วราวุธ ศิลปอาชา,สส,ปลดล็อก,คสช,ประกบ

"วราวุธ" ระบุ ผลแบ่งเขตเลือกตั้งไม่กระทบ ชทพ. ลั่น ต้องได้ ส.ส. สุพรรณบุรียกจังหวัด ตั้งเป้า 20 ส.ส. เขต

               30 พ.ย. 61  นายวราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึงผลการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส. ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศ ว่า พรรคชาติไทยพัฒนาไม่มีปัญหาต่อเขตเลือกตั้งที่ประกาศ

               เนื่องจากไม่ว่าเขตเลือกตั้งจะออกมาเป็นลักษณะใด พรรคมีความพร้อมและเตรียมเดินหน้าสู่การเลือกตั้งเต็มที่ โดยเฉพาะพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ที่เป็นพื้นที่หลักของพรรค และตั้งเป้าจะได้ ส.ส. ยกจังหวัด ทั้ง 4 เขต ส่วนตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งใน จ.สุพรรณบุรี ขณะนี้วางบุคคลที่เหมาะสมไว้เบื้องต้น แต่ต้องรอฟังความเห็นจากประชาชนในพื้นที่ และนำรายละเอียดให้ที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. พิจารณาอีกครั้ง

               นายวราวุธ ยังกล่าวถึงการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. ในพื้นที่อื่นๆ ด้วยว่า หลังจากการแบ่งเขตของ กกต. พบว่าบางจังหวัดมีผู้สมัครที่มีเขตพื้นที่ทับซ้อน ดังนั้น พรรคจึงทำการสำรวจความเห็นของประชาชนในพื้นที่ว่าเขตเลือกตั้งใดผู้สมัครคนใดได้รับความนิยมสูงสุด และนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสรรหา เพื่อคัดเลือกในขั้นตอนสุดท้าย และจะประกาศผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคให้ได้อย่างเร็วที่สุดภายในเดือนธันวาคม

               "พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นพรรคขนาดกลาง การแบ่งเขตเลือกตั้งในพื้นที่หลักๆ ไม่กระทบมากนัก ดังนั้น ตามเป้าหมายที่พรรคจะได้ ส.ส. เขต 20 ที่นั่ง เชื่อว่าจะได้ตามเป้าแน่นอน และเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศปลดล็อกให้ทุกพรรคการเมืองเดินหน้าหาเสียง พรรคพร้อมเดินหน้าเต็มที่ แม้มีกระแสข่าวว่าฝ่ายความมั่นคงเตรียมแผนที่จะส่งเจ้าหน้าที่ตามประกบผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคการเมือง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งผมไม่ได้กังวล เพราะหน้าที่ของผมมีเพียงอย่างเดียวคือ เดินหน้าหาเสียงเลือกตั้ง" นายวราวุธ กล่าว

คสช.ไม่เกี่ยวแบ่งเขตเลือกตั้ง !!

การเมือง  :  6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
บิ๊กป้อม,เลือกตั้ง,คสช,แบ่งเขตเลือกตั้ง

"พล.อ.ประวิตร" ยัน คสช.ไม่เกี่ยวแบ่งเขตเลือกตั้ง ระบุเป็นไปไม่ได้จะได้เขตทั้ง 84 พรรค เชื่อไม่เกิดบอยคอต เมินพรรคการเมืองไม่ร่วมหารือ 7 ธ.ค.นี้

               เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2561 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองออกมาวิจารณ์การแบ่งเขตเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ต้องไปถาม กกต. ตนไม่ไม่ทราบ และไม่ได้เกี่ยวข้อง ส่วนที่มีการอ้างว่าเป็นเพราะคำสั่ง คสช. ที่ 16/2560 ให้อำนาจ กกต.มากเกินไปนั้น การที่ต้องมีคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากมีคนไปร้องเรียนว่าต้องให้อำนาจกับ กกต. ในการแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้เกิดความเรียบร้อย เกรงไม่ทันเวลา

               เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์การแบ่งเขตของ กกต.เพื่อไปเอื้อประโยชน์ ทำให้หลายฝ่ายไม่สบายใจกับการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนไม่รู้ แต่ทุกคนก็อยากจะได้เขตของตัวเอง พอได้เขตของตัวเองก็ว่าดี พอไม่ได้ก็บอกไม่ดี ทุกพรรคไม่ใช่ว่าจะได้กันหมด ก็มีทั้งได้แล้วไม่ได้ จะไปเอาใจทุกพรรคก็ไม่ได้

               เมื่อถามว่า มีการมองว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต.เป็นไปตามใบสั่งของคสช. พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คสช.ไม่ใช่คนไปแบ่งเขตเลือกตั้ง ไม่ได้เกี่ยวข้อง ยืนยันไม่ได้ไปก้าวก่ายการทำงานของ กกต. ถือเป็นเรื่องธรรมดาเขตที่ตัวเองอยากได้แต่ได้ก็ดี ถ้าไม่ได้ก็ร้อง มี 84 พรรค จะได้ทุกพรรคหรือไม่ก็เป็นไปไม่ได้

               เมื่อถามว่า เป็นห่วงว่าจะมีการบอยคอตการเลือกตั้งหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่กลัวไม่มีการบอยคอต พรรคที่ออกมาร้องมีเพียงไม่กี่พรรค ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ก็ไม่ได้ว่าอะไร ส่วนที่มีพรรคการเมืองไม่เข้าร่วมการหารือในวันที่ 7 ธันวาคมนี้นั้น คงไม่กระทบกับแนวทางของ คสช.ที่ได้วางไว้ ถ้าไม่มาก็อย่ามา จะไปง้อทำไม

               แต่ข้อสอบก็อยากให้มาคุยกัน มีเรื่องอะไรที่สงสัยก็จะได้ถาม คสช.และกกต. ซึ่งการพูดคุยกันครั้งก่อนที่ตนเป็นประธานพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้มาเข้าร่วมหารือ แต่ก็ไม่เห็นมีอะไร ซึ่งยืนยันว่ามีการเลือกตั้งอยู่แล้ว และได้สัญญากับต่างประเทศเอาไว้แล้วว่าจะมีการเลือกตั้ง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ก็อยากเลือกตั้ง

               พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวถึง สำหรับผลโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลับมีคะแนนนำอยู่นั้น ถือเป็นเรื่องดี ก็อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ทุกอย่างจะได้จบ เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ซึ่งขณะนี้เขาก็ใช้นโยบายประชาธิปไตย เพื่อไม่ให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง ซึ่งก็คือความสงบมาแล้ว 4-5 ปี เชื่อว่าเดินมาถูกทางแล้ว ซึ่งหากประชาชนอยากได้ใครเป็นผู้นำก็ไปเลือกเอา

               "ผมอยากให้นายกอยู่บริหารบ้านเมืองอีก 4 ปี เพราะท่านทำงานดีและทำในทุกเรื่องเพื่อประชาชนให้อยู่ดีกินดี ให้ทำอีก 4 ปี เผื่อทุกอย่างเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ตอนนี้ก็ถือว่าประเทศดีขึ้นมากแล้ว" พล.อ.ประวิตร กล่าวและว่า

               สำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบนั้นตนดำเนินการทั้งประเทศอยู่แล้ว แต่จะเน้นในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบมากที่สุดก่อน แล้วค่อยไปหาพื้นที่ที่มีปัญหาน้อย ซึ่งเสียงตอบรับจากประชาชนก็ดี มีประชาชนร้องไห้ดีใจเมื่อได้โฉนดที่ดินกลับคืนมา เนื่องจากกู้เงินมาเพียงแค่ 40,000 บาท แต่กลับต้องใช้หนี้ถึง 400,000 บาท แต่ยังไม่ได้โฉนดคืน เจ้าหน้าที่ก็ต้องไปพูดคุยให้ ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินการไปมากแล้ว เราจะพยายามแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้หมดไป

ยัน "ลำปาง - เชียงใหม่ - ลพบุรี" อยู่เพื่อไทย

การเมือง,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร,อดีต สส,ย้ายพรรค,ฟังหูไว้หู

"ชูศักดิ์" ยัน "ลำปาง - เชียงใหม่ - ลพบุรี" อยู่เพื่อไทย ส่วน "วราเทพ" ยังไม่ได้คุยกัน ชี้ เจ้าตัวขาดคุณสมบัติ

               23 พ.ย. 61  เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ พรรคเพื่อไทย  นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวระบุอดีต ส.ส. จ.ลำปาง เชียงใหม่ ลพบุรี และกำแพงเพชร รวมถึงตัว นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ จะย้ายไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า

               คิดว่าเรื่องนี้ข่าวคงจะสับสนไปถึงวันที่ 26 พ.ย. นี้ เพราะเป็นวันสุดท้ายที่บุคคลที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งจะต้องเข้าสังกัดพรรคการเมือง หากการเลือกตั้งจะเกิดในวันที่ 24 ก.พ. 62 จริง

               ทั้งนี้ ตระกูลจันทสุรินทร์ ยืนยันกับตนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า ข่าวที่ออกมานั้นไม่จริง เขายังคงอยู่พรรคเพื่อไทยในพื้นที่ลำปาง ส่วนนางทัศนีย์ บูรณุกรณ์ อดีต ส.ส. เชียงใหม่ ก็ยังอยู่กับพรรค ส่วนนายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส. ลพบุรี ก็โทรมายืนยันว่า ยังอยู่กับพรรค ที่พอจะมีความชัดเจนอยู่บ้างคือกรณี นายเดชณัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ บุตรชาย นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มาลาออกจริง และตัวท่านก็ได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้ว

               ส่วนกรณี นายวราเทพ ตนยังไม่เจอท่าน แต่ก็เรียนแบบตรงไปตรงมาว่า ท่านติดในเรื่องคุณสมบัติความเป็นสมาชิกพรรค คุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร ส.ส. ตนจะไม่พูดมากไปกว่านี้ แต่หลายคนใน จ.กำแพงเพชร ก็บอกว่า ยังเป็นสมาชิกพรรค หากรัฐบาลนี้ต้องการปฏิรูปการเมือง อย่าให้การเลือกตั้งครั้งนี้ หรือพรรคการเมืองที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ กลายเป็นพรรคแบบสามัคคีธรรมในอดีต การกระทำใดๆ ที่เป็นการดึงคนภายใต้เงื่อนไขต่างๆ เช่น เงื่อนไขทางคดี ไม่น่าจะเกิดขึ้น

               เมื่อถามว่า หากพื้นที่กำแพงเพชร อดีต ส.ส. ย้ายพรรคจริง พร้อมส่งคนลงสู้ใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ก็เป็นหน้าที่ของพรรคอยู่แล้ว แต่ขณะนี้จะไปหรือไม่ไปอย่างไรเราไม่ชัดเจน คงต้องฟังแบบฟังหูไว้หูก่อนในขณะนี้

ยัน

ยัน

 

ชป. โวยแบ่งเขต "เลือกตั้ง" พิสดาร

การเมือง ข่าวการเมือง  :  3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
การเมือง,ปชป,โวย,แบ่งเขต,เลือกตั้ง,พิสดาร,บัตรผี,เตือน,พรรคประชาธิปัตย์

ปชป. เตือน "เลือกตั้ง" 5 ข้อต้องระวัง ซัด กกต. แบ่งเขตพิสดาร

               เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 ที่ พรรคประชาธิปัตย์  นายธนา ชีรวินิจ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และนายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล อดีต ส.ส. สุโขทัย ร่วมกันแถลงถึงกรณีการแบ่งเขตเลือกตั้งในจังหวัดสุโขทัย ว่า เป็นไปตามแบบที่ 4 ซึ่งไม่ใช่ตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วางไว้

               ทั้งที่เราได้ยื่นหนังสือให้ทบทวนแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล เนื่องจากมีนักการเมืองอาวุโสที่อยู่ในซีกรัฐบาลเข้าแทรกแซงพยายามผลักดันให้ใช้แบบที่ 4 โดยทำให้ประชาชนในพื้นที่สับสน และมีพรรคการเมืองที่ได้เปรียบ ประกอบกับรองเลขาธิการ กกต. ระบุว่า แบบที่ประชาชนส่งมาให้ กกต. ใหญ่แบ่งเขตเลือกตั้งได้ดีกว่า กกต. จังหวัดส่งมาเสียอีก

               จึงอยากถามกลับไปยัง กกต. ว่า การแบ่งเขตไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจะต้องพิจารณาภูมิศาสตร์และจำนวนประชากร อีกทั้งยังมีรายละเอียดแนวเส้นของการแบ่งเขต ซึ่งตนไม่รู้ว่าจะมีประชาชนคนไหนที่มีความชำนาญในการแบ่งเขตเลือกตั้งดีกว่า กกต. ถ้าบุคคลนั้นจะมีความสามารถจริง ก็อาจจะใกล้ชิดกับผู้ที่กุมอำนาจรัฐ หรือมีความสามารถในการนำข้อมูลจำนวนประชากรและพื้นที่ เพื่อดำเนินการในการแบ่งเขตได้เหนือกว่า กกต.

               นอกจากนี้ นายธนาได้นำรูปภาพแผนผังการแบ่งเขตเลือกตั้งเมื่อปี 2557 ของจังหวัดสุโขทัย ที่มี 3 เขต โดยแบ่งตามภูมิศาสตร์และจำนวนประชากรใกล้เคียงกัน และเป็นที่ยอมรับของทุกคน แต่การแบ่งเขตล่าสุด เมื่อวันที่ 29 พ.ย. กกต. ได้แบ่งเขตของสุโขทัยเป็น 3 เขต ก็จริง แต่ในเขตเลือกตั้งที่ 2 อยากถามว่า มีการแบ่งเขตที่อัปลักษณ์อย่างนี้หรือไม่ เพราะลักษณะการแบ่งเขตทอดยาวขึ้นไป และมีจุดติ่งซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อที่ไปเชื่อมต่อและมีภูเขา หากประชาชนจะเดินทางไปเขตเลือกตั้งจะทำให้ไม่สะดวก รวมทั้งไม่สะดวกกับเจ้าหน้าที่ กกต. จะควบคุมการเลือกตั้งอย่างไร

               การแบ่งเขตครั้งนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เราเคยพูดว่า มีพรรคการเมืองบางพรรคที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลใช้วิธีการดึงตัวนักการเมืองเข้าพรรค ด้วยการบอกว่าสามารถขีดเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งได้ตามต้องการ เพราะฉะนั้นจากปัญหาการแบ่งเขตที่เกิดขึ้น เราจะพบว่ามีหลายสิบจังหวัดที่มีปัญหาลักษณะเดียวกับสุโขทัย ทางพรรคจึงได้ให้อดีต ส.ส. แต่ละจังหวัดได้รวบรวมรายละเอียดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งจัดทำภาพประกอบว่าการแบ่งเขตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง เพื่อรายงานให้พรรคทราบ เช่น จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดยโสธร เป็นต้น

               ขณะที่ นายสัมพันธ์ กล่าวว่า ตนรู้ข่าวมาก่อนว่าจะมีการแบ่งเขตผ่าอำเภอกงไกรลาศออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน และก่อนที่ กกต. จะประกาศ ได้มีนักการเมืองใหญ่ในจังหวัดสุโขทัยบางคน ซึ่งพยายามจะตัดส่วนเพื่อให้ตนเองได้เปรียบ และหวังที่จะได้ ส.ส. ในจังหวัดทั้ง 3 เขต ทั้งๆ ที่เราได้มีหนังสือทักท้วงให้ใช้แบบเดิม ซึ่งเป็นแบบที่ 4 เหมือนกัน แต่เป็นแบบที่ 4 ที่ถูกต้อง โดยเป็นแบบที่ใช้กับการเลือกตั้ง ปี 2554 ซึ่งได้รับการเห็นชอบจากทุกพรค แต่สุดท้ายก็ออกมาแบบที่มีการเสนอเข้าไปเงียบๆ ซึ่งประชาชนในพื้นที่เรียกว่า แบบพิสดาร ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน เพราะเส้นทางคมนาคมไม่ได้เชื่อมโยงอย่างแท้จริง

               นายสัมพันธ์ กล่าวต่ออีกว่า ที่ผ่านมาพูดตลอดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องระวังใน 5 ข้อ ได้แก่ 1. พลังดูด 2. แบ่งเขตเลือกตั้ง 3. การพิมพ์บัตร 4. โกงการเลือกตั้ง ซึ่งจะบอกว่าหนักกว่าแบ่งเขตเลือกตั้ง พูดไว้เลย แม้กระทั่งในจังหวัดสุโขทัยการเรียกรวมตัว จ่ายเงินเต็มไปหมด ซึ่งต้องรีบทำเสร็จก่อน พ.ร.ป.ส.ส. จะประกาศใช้ในวันที่ 11 ธันวาคม นี้ รวมทั้งมีการให้ผู้นำหมู่บ้านเก็บบัตรประชาชนของทุกบ้านทุกหลังคาเรือน โดยอ้างว่าจะนำไปทำบัตรประชารัฐหรือบัตรคนจน ถ้าใครไม่ให้ถือว่าอยู่ฝ่ายตรงข้าม และ 5. ผู้ตรวจการเลือกตั้งที่อาจจะเอาคนของตัวเองเข้าไป

               “รอบนี้ไม่ใช่พิมพ์บัตรเบอร์เดียวทั้งประเทศ แต่เป็นเบอร์ใครเบอร์มัน พิมพ์บัตรเลือกตั้งสุโขทัยมีสามเขต ลงเขตใครเขตมัน ผู้สมัครเป็นร้อย ถามว่าประชาชนจะสับสนหรือไม่ กกต. จะทำให้รัดกุมอย่างไร เพราะมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ซึ่งมีพิมพ์บัตรปลอม บัตรผี ผมเจอมาแล้ว ปี 48 นับสองวันสองคืนไม่เสร็จ” นายสัมพันธ์ กล่าว

ปราบโกงให้ปราศจากปมคาใจ

ACT,ขยายปมร้อน,ปราบโกง,คอรัปชั่น

ปราบโกงให้ปราศจากปมคาใจ : คอลัมน์...  ขยายปมร้อน  

          นับเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ ในห้วงวันเวลาที่การหย่อนบัตรเลือกตั้งกำลังคืบใกล้เข้ามาทุกขณะ เมื่อองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) หรือในชื่อย่อว่า ACT จับมือ

          มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มูลนิธิเพื่อคนไทย ร่วมกันทำ “โพลต้านโกง” เพื่อดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ผลักดันนโยบายต้านคอร์รัปชั่นของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดช่วงเวลาทั้งก่อน และหลังการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

          “ประมนต์ สุธีวงศ์” ประธาน ACT บอกว่า อยากให้พรรคการเมืองได้ยินเสียงประชาชนที่จะสะท้อนในเรื่องของการต้านโกง และพรรคการเมืองต่างๆ นำไปจัดทำเป็นนโยบายและแนวปฏิบัติ จึงนับเป็นโอกาสของพรรคที่จะประกาศนโยบายหาเสียง เพราะพรรคการเมืองเองก็ควรจะมีนโยบายด้านนี้อย่างจริงจังกันเสียที

          กิจกรรมของ ACT และภาคีเครือข่าย จะสำรวจความเห็นประชาชนผ่านโพลล์ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ มีนัดแถลงผลการสำรวจครั้ง แรกเพื่อให้ทันเวลาพรรคการเมืองนำไปพัฒนาเป็นนโยบายหาเสียง ประมนต์ย้ำว่า “พรรคการเมืองจะต้องทำจริงให้เห็นผลหลังเลือกตั้งด้วย”

          “เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อธิบายว่า การทำโพลล์ครั้งนี้ ประชาชนทั่วไปคือประชากรเป้าหมาย จำนวนตัวอย่างไม่น้อยกว่า 3,000  ตัวอย่างกระจายไปทั่วประเทศ โดยใช้สัดส่วนกลุ่มผู้มีโอกาสเลือกตั้งครั้งแรกกับกลุ่มที่เคยเลือกตั้งมาแล้ว 6:1 ว่าด้วยความคาดหวังในการขับเคลื่อนนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นของพรรคการเมืองและนักการเมืองใน 3 ด้านด้วยกันคือ 1.การขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศ 2.การขับเคลื่อนการทำงานของพรรคการเมือง และ 3.การปฏิบัติตนของพรรคการเมือง ระยะเวลาดำเนินโครงการ 30 วัน เริ่มไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ไปสิ้นสุดวันที่ 15 ธันวาคม

          นอกจากนี้ยังได้จัดการสำรวจผ่านออนไลน์ ทางเว็บไซต์ www.แจกการบ้านนักการเมืองต้านโกง.com ในช่วงวันที่ 1-14 ธันวาคมที่จะถึงนี้ คาดว่าจะได้จำนวนประชากรเป้าหมายอย่างน้อย 5,000 คน ซึ่งจะได้แบ่งปันข้อมูลข่าวสารเพื่อกระจายผลโพลล์ออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ผ่านช่องทางออนไลน์ของภาคีเครือข่ายต่างๆ คาดว่าจะรวมเสียงประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 8,000 ตัวอย่าง ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มีความน่าเชื่อถือทางสถิติ

          เสาวณีย์บอกว่า ผลการสำรวจครั้งล่าสุดพบว่าประชาชนร้อยละ 99 ไม่ทนต่อการคอร์รัปชั่น ร้อยละ 86 ระบุพร้อมจะมีส่วนร่วมในการป้องกันและต่อต้านการโกง

          ชื่อโพลต้านโกง แต่ก็มีภารกิจแตกต่างจากการสำรวจทั่วๆ ไป โดย “วิเชียร พงศธร” ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทยย้ำว่า กระบวนการทำงานไม่ได้จบลงแค่รายงานวิเคราะห์ผล เพราะยังมีเรื่องติดตามพันธสัญญานักการเมืองอย่างต่อเนื่องหลังเลือกตั้ง โดยเครือข่ายภาคประชาชนจะร่วมกันขยายผลใน 3 ด้าน คือ 1.ช่วยแชร์โพลล์ออนไลน์ให้เข้าถึงประชาชนมากที่สุดในช่วงวันที่ 1-14 ธันวาคม 2.ร่วมกระจายผลโพลล์หรือข้อเสนอของประชาชนในวงกว้างในหลายรูปแบบให้เกิดพันธสัญญาสู้โกงของพรรคการเมืองในช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเข้าใกล้ในช่วงวันการเลือกตั้งมากแล้ว และ 3.ร่วมติดตามตรวจสอบ “คำสัญญานักการเมือง” ต่อเนื่องหลังเลือกตั้ง

          การเคลื่อนไหวของ ACT และภาคีเครือข่ายครั้งนี้ สังคมควรจะต้องเป็น “ผู้ให้การสนับสนุนหลัก” เลยทีเดียว เพราะไม่เช่นนั้นก็ป่วยการที่จะพร่ำเพ้อถึงเรื่องปฏิรูป  ประเทศ ปฏิรูปการเมือง

          ยิ่งต้องอาศัย “พรรค-นักการเมือง” ขับเคลื่อนเป็นนโยบายออกมาด้วยแล้ว ถ้าไม่ได้แรงเชียร์จากประชาชนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะที่ยากโหดหิน ให้หัวหมู่ทะลวงฟัน ลงมือปฏิบัติการ ขันอาสาเป็นหนูเอา “กระดิ่งไปผูกคอแมว” ก็ยากจะเดินทางไปได้ใกล้เป้าหมายสูงสุด

          เพราะว่ากันตามจริง ก็อย่างที่รู้ๆ กันว่า ถ้าหากปราศจากความร่วมมือจาก พรรค-นักการเมืองแล้วไซร้ สุดท้าย ขบวนการต้านโกงก็เหนื่อยเปล่า เสียเงิน เสียเหงื่อ และจบด้วยเสียความรู้สึก

          เมื่อ ACT ขันอาสานำภาคีทำศึกใหญ่แล้ว นอกจากแรงใจจากภาคประชาสังคมแล้ว นาทีนี้ ก็ควรเป็นอย่างที่องค์กรต้านโกงตั้งโจทย์มา กล่าวคือไล่เลียงตั้งแต่การวาง นโยบาย และตามด้วยการเกาะติดทวงถาม ถ้าทำได้แบบเจ้าหน้าที่ทวงหนี้ หรือไฟแนนซ์ตามยึดรถเลยได้ยิ่งดี ในเวลาเดียวกัน ก็ควรมี “ธรรมนูญต้านโกง” เคียงขนานเป็นเงาติดตามพรรค-นักการเมืองไปด้วย กล่าวคือ...

          1.รัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ นอกจากออกกฎหมายเพื่อสนับสนุนการปราบคนชั่วฉ้อราษฎร์บังหลวงแล้ว ยังมีพันธกิจตรวจสอบฝ่ายบริหารไปพร้อมกันด้วย ถ้ามีแนวโน้มเป็นสภาฝักถั่ว ก็ต้องออกแรงกดดันกันเป็นระลอก ลงเดินถนนไล่กังฉิน สังคมควรจะยกย่องสรรเสริญ

          2.การบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการทุจริตอย่างเข้มข้น ทั้งออกกฎหมายที่ควรจะออกมาใหม่ และเฝ้าระวังพวกสนิมเกิดแต่เนื้อใน หาช่องแก้กฎหมายผ่อนคลายเพื่อค้ำชูระบบอุปถัมภ์กันในสภา(เช่น กฎหมายปราบโกง 7 ชั่วโคตร นิรโทษคดีประพฤติมิชอบ)

          3.องค์กรอิสระ ต้องอิสระจริงๆ ไม่ถูกแทรกแซงด้วยอิทธิพลใดๆ ทั้งอำนาจและผลประโยชน์ หน่วยไหนที่ยังมีกรรมการเป็นหนอนบ่อนไส้ ต้องพร้อมโละตั้งใหม่ ขณะเดียวกันก็ออกกฎสร้างเครือข่ายให้ครอบคลุมการตรวจสอบตั้งแต่ระดับชาติลงไปถึงท้องถิ่น

          4.สร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นให้ได้ สำหรับกระบวนการประมูลโครงการขนาดใหญ่ ไม่ให้เกิดแจกจ่ายงุบงิบกันในหมู่คณะทุนใหญ่ในละครฉากใหญ่อันดูสมจริงว่าแข่งขันเสรี แต่หลังโรงเป็นบ่อเพาะปัญหาสังคมที่เรียกกันว่า ความเหลื่อมล้ำ

          5.หามาตรการหรือออกกฎหมาย หยุดยั้งอามิสสินจ้าง ใต้โต๊ะ ตามน้ำ ในนาม “คอมมิชชั่น” ที่ฝังรากลึกลงในหน่วยงานหลักๆ ของชาติ อย่างที่เห็นกันอยู่ว่า สินบนโรลส์รอยซ์ ตอนนี้ได้หายลับเข้ากลีบเมฆไปเสียเฉยๆ เช่นเดียวกับ อาวุธยุทธภัณฑ์ ไอพ่นขับไล่ รถถัง เรือดำน้ำ ที่กำลังจะมาประจำการอ่าวไทย ที่กลายเป็นเขตทหารห้ามเข้า แตะต้องไม่ได้ไปเสียแล้ว ทั้งๆ ที่สังคมยังเคลือบแคลงสงสัย อย่างเรือเหาะนั่นปะไร คงคาใจกันไปชั่วลูกหลาน

          เหล่านี้ เป็นแค่ตัวอย่างระดับ “ออเดิร์ฟ” เรียกน้ำย่อย เพราะภารกิจกวาดล้างขบวนการฉ้อราษฎร์บังหลวง ที่ฝังรากหยั่งลึกลงในทุกอณูเนื้อสังคมนั้่น หนักหนาสาหัสซ้อนทับเป็นภูเขาเลากา 

          ยิ่งต้องวิงวอนร้องขอ “พวกเดียวกัน” มาปราบปรามกันเองด้วยแล้ว...ยิ่งหวังยาก

คนไทยถามหา...นโยบาย"เสรีภาพในโลกออนไลน์"

โลกออนไลน์

คนไทยถามหา...นโยบาย"เสรีภาพในโลกออนไลน์" : รายงาน  โดย... ทีมข่าวรายงานพิเศษ

 

          สิทธิและเสรีภาพของคนไทย กำลังอยู่ในช่วงวิกฤติ หลังรัฐบาล คสช.กำลังจะประกาศใช้กฎหมายใหม่ เรียกกันสั้นๆ ว่า กฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ หรือชื่อเต็มว่า “ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์”

          โดยสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือ การให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้ที่ทำงานภายใต้อำนาจของ คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) มีสิทธิเข้าไปล้วงลึกหรือเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ของชาวบ้านอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ รวมถึงข้อมูลที่ใช้ติดต่อสื่อสารทั้งทางไปรษณีย์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์สื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และระงับยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

คนไทยถามหา...นโยบาย


          ถ้าพิจารณาจากหลักการทั่วไป ดูเหมือนไม่น่าเป็นห่วง เพราะปัจจุบันเกือบทุกประเทศก็มีกฎหมายคล้ายๆ กันนี้ โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องขอคำสั่งศาลก่อน

          แต่ในร่างกฎหมายของไทยฉบับนี้ ได้ยกเว้นให้อำนาจพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ คือ การยื่นขอคำสั่งศาลนั้น อาจไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ หรือที่เรียกว่า "ยกเว้น" หากกรณีจำเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่ดำเนินการในทันทีจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง

          นั่นคือประเด็นที่เครือข่ายภาคประชาชนและนักวิชาการต่างพากันออกมาโจมตีคัดค้านอย่างรุนแรง เนื่องจากข้อยกเว้นนี้จะทำให้เสรีภาพของคนไทยที่เคยมีอยู่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง บางคนเปรียบเทียบว่า

          กฎหมายนี้คือการให้อำนาจรัฐเข้ามาเปิดดูและยึดครองกระเป๋าตังค์ของเราได้ตลอดเวลา บางคนเปรียบเปรยว่าไม่ใช่แค่กระเป๋าตังค์ แต่รวมถึงของทุกอย่างในห้องนอนของเรา เพียงแค่อ้างว่า “สงสัย” หรือ “มีความจำเป็นเร่งด่วน” โดยไม่ต้องมีหลักฐานแน่นหนา ?

          หลายฝ่ายเรียกร้องให้ปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาในส่วนนี้ โดยเฉพาะการขอร้องให้รัฐบาล คสช.ยุติความร้อนรนที่จะผลักดันประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ไปก่อนเช่น สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ สมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ ฯลฯ เดินทางไปยื่นหนังสือที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขอให้ทบทวนเนื้อหากฎหมายนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2561

คนไทยถามหา...นโยบาย

          ประชาชนคนไทยรู้ดีว่ากฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นมาก เพราะภัยคุกคามในโลกออนไลน์กำลังเป็นปัญหาใหญ่ เช่น การโจมตีเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ภัยก่อการร้าย การขโมยเจาะข้อมูลทางทหาร การโจมตีระบบการเงินหรือธนาคาร การคุกคามสถาบัน การคุกคามความมั่นคงของประเทศ ฯลฯ

          แต่ที่คนไทยยังเป็นห่วงและรู้สึกไม่สบายใจอย่างมากคือ การกำหนดนิยามความหมายของคำว่า “ภัยคุกคามทางไซเบอร์” ให้รวมถึง การโพสต์หรือแชร์เนื้อหาข้อความต่างๆ รวมถึงรูปภาพและคลิปวิดีโอในโปรแกรมเฟซบุ๊ก ไลน์ ไอจี แม้กระทั่งการส่งข้อความเอสเอ็มเอสในมือถือหรือคอมพิวเตอร์ก็โดนไปด้วย

          เมื่อเป็นกฎหมายสำคัญเกี่ยวข้องกับคนไทยทุกคน จึงเสนอกันว่า รัฐบาล คสช.ควรจะ รอให้มีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ให้เป็นผู้ตัดสินอย่างรอบคอบ และเปิดรับฟังเสียงตัวแทนของประชาชนทุกฝ่ายอย่างแท้จริง เพราะท่านนายกรัฐมนตรี “บิ๊กตู่” ให้คำสัญญาหนักแน่นไปแล้วว่า ต้นปี 2562 มีเลือกตั้งแน่นอน

          อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ พรรคการเมืองทั้งพรรคใหญ่เก่าแก่ พรรคใหม่ พรรคกลาง พรรคเล็ก ต่างยังไม่มีใครพูดถึงนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ ว่าจะเอาอย่างไร จะสนับสนุนหรือคัดค้าน ทั้งที่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ระดับนโยบายแห่งชาติ รวมถึงความข้องเกี่ยวกับนานาประเทศที่จะมาเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยด้วย

          ย้อนไปในอดีต ช่วงที่ประเทศฝั่งยุโรปก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาครั้งแรกตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 จุดมุ่งหมายคือการรวมตัวของกลุ่มคนที่เข้ามาเสนอตัวเป็นตัวแทนของประชาชนผ่านระบบเลือกตั้ง โดยหลักการสำคัญของพรรคการเมืองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคือ การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นในเรื่องการเมือง การปกครอง การเรียกร้องความชอบธรรมต่าง เรียกร้องนโยบายต่างๆ หรือเพื่อแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล หรือท้าทายอำนาจของรัฐบาลที่พวกเขาเห็นว่ากำลังทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่

คนไทยถามหา...นโยบาย

          ในช่วงแรกของการหาเสียงเลือกตั้งนั้น พรรคการเมืองเกือบทุกพรรคในฝรั่งเศสหรืออังกฤษที่เป็นต้นแบบประชาธิปไตย มักหาเสียงโดยชูหลักการสำคัญ 3 ประการที่คุ้นเคยกันดี คือการเรียกร้องสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ในเรื่อง การมีเสรีภาพ (Freedom) ความเสมอภาค (Equality) และภราดรภาพ (Fraternity) จนถูกนำไปใส่เป็นหลักปรัชญาพื้นฐานในรัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

          รวมถึงประเทศไทยด้วยก่อนที่จะเปิดให้มีเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นครั้งแรก ได้มีการประกาศรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเมื่อปี พ.ศ. 2489 ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า

          “บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในร่างกาย ทรัพย์สิน การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา การศึกษา อบรม การชุมนุมสาธารณะ การตั้งสมาคม การตั้งคณะพรรคการเมือง การอาชีพ...”


          ผ่านไปแค่ 80 ปี พรรคการเมืองไทยส่วนใหญ่ที่พยายามประกาศว่าเป็นตัวแทนของประชาชนในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงต้นปี 2562 ต่างพากันลืมเลือนหลักการเรื่องนี้ไปเกือบหมด แทบจะไม่มีใครประกาศนโยบายชัดเจน ว่าจะสนับสนุนเสรีภาพในโลกออนไลน์ของคนไทย หรือสนับสนุนอำนาจการจัดการความมั่นคงทางไซเบอร์ เนื่องจากทั้ง 2 เรื่องมีความสำคัญไม่น้อยกว่ากัน

          “คม ชัด ลึก” ส่งทีมรายงานพิเศษไปสอบถามตัวแทนผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตว่า อยากเห็นพรรคการเมืองไทยแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

          “ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ” ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ แสดงความเห็นว่า นโยบายเรื่องสิทธิเสรีภาพกับความปลอดภัยในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตถือเป็นเรื่องสำคัญ ตอนนี้พรรคการเมืองทั่วโลกต้องมีนโยบายชัดเจนให้แก่ประชาชนหรือคนไปลงคะแนนเสียงได้รับทราบ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงในสาธารณูปโภค รวมถึงการคุ้มครองด้านเศรษฐกิจด้วย

          “อย่าลืมว่าตอนนี้คนไทยทำธุรกรรมทางการเงิน การค้า ธุรกิจต่างๆ ผ่านทางเครือข่ายออนไลน์ การออกกฎหมายข้องเกี่ยวกับสิทธิหรือข้อมูลของคนไทยในเรื่องนี้ ต้องเป็นระดับนโยบายแห่งชาติ เป็นเรื่องพื้นฐานทางเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ที่พรรคการเมืองควรมีจุดยืนชัดเจนว่า ถ้าเป็นรัฐบาลแล้วจะมีนโยบายเรื่องนี้อย่างไร จะคุ้มครองความปลอดภัยให้คนที่ทำธุรกิจหรือมาค้าขายผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างไร เพราะตอนนี้คนไทยมี 70 ล้านคน และใช้โทรศัพท์มือถือทั้งประเทศ 65 ล้านเครื่อง ธุรกิจธุรกรรมต่างๆ ใช้มือถือทั้งนั้น ถ้ามีกฎหมายให้อำนาจยึดมือถือได้ ก็ควรกำหนดเป็นนโยบายพรรคตอนหาเสียงให้ชัดเจน คนที่ไปเลือกตั้งจะได้รู้ว่าตัวเองจะเลือกพรรคที่มีนโยบายเรื่องนี้อย่างไร”

          ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นกล่าวต่อว่า โดยส่วนตัวแล้วอยากเห็นพรรคการเมืองแสดงจุดยืน 2 เรื่องให้ชัดเจนคือ 1.เรื่องของความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เกี่ยวกับระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ จะมีนโยบายจัดการอย่างไรให้ปลอดภัยจากการถูกคุกคามทั้งในประเทศไทยและจากต่างประเทศ จะมีนโยบายในการสร้างระบบป้องกันอย่างไร ส่วนเรื่องที่ 2. คือ การให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทย ข้อมูลส่วนตัวต่างๆ จะเป็นอย่างไร อำนาจเหล่านี้ควรเป็นอิสระจากอำนาจรัฐบาล เพราะเป็นสิทธิพื้นฐานของคนไทยทุกคน

          ขณะที่ “ดร.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ” อดีตประธานคณะกรรมการสืบสวนป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวยอมรับว่า พรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันดูเหมือนยังไม่ค่อยเข้าใจหรือไม่กล้าพูดถึงนโยบายประเทศในด้านนี้มากนัก ทั้งที่เป็นเรื่องเกี่ยวพันถึงสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของคนไทย

          “การรักษาความมั่นคงทางไซเบอร์เป็นเรื่องจำเป็น แต่การที่รัฐจะให้อำนาจเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของคนไทยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อยากถามว่า โทรศัพท์มือถือใครไม่มีข้อความหรือภาพล่อแหลม หรือเชิงลามกบ้าง คลิปโป๊ คลิปลามกที่ส่งต่อๆ กันมาก็ถูกเก็บอยู่ในมือถือทั้งนั้น ทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ หรือถ้าคิดแง่ร้าย เจ้าหน้าที่ยึดมือถือเราไปแล้วแอบยัดใส่เข้าไป เหมือนคดียัดยาบ้า พวกเราจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นในต่างประเทศ จึงให้ความสำคัญมากๆ ว่าจำเป็นต้องมีหมายศาล เพื่อกลั่นกรองหลักฐานชั้นหนึ่งก่อนว่ามีความน่าสงสัยนะ ก่อนให้อำนาจเจ้าหน้าที่มายึดมือถือเราไปตรวจ”

          ดร.วุฒิพงศ์ เสนอความเห็นเพิ่มเติมว่า พรรคการเมืองควรแสดงจุดยืนออกมาในรื่องนี้เลยว่า ถ้าได้รับเลือกเป็นรัฐบาลแล้วจะประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ตามที่รัฐบาล คสช.กำหนดไว้ หรือจะยกเลิกแล้วให้มีการร่างกฎหมายใหม่ หรือทำประชาพิจารณ์ใหม่ โดยเฉพาะอยากเห็นนโยบายที่บอกว่าหากเจ้าหน้าที่กลั่นแกล้งหรือใช้อำนาจหน้าที่ไม่ชอบ จะมีนโยบายในการจัดการอย่างไร การรักษาระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ต้องมีหลักจริยธรรมหรือจรรยาบรรณในการทำงานสูงกว่าคนทั่วไป

          ต้องติดตามต่อไปว่า หากรัฐบาล คสช. เปิดให้พรรคการเมืองหาเสียงได้อย่างเต็มที่ จะมีพรรคการเมืองไหนประกาศนโยบายในเรื่องนี้อย่างชัดเจนบ้าง เพราะตอนนี้คนไทยไม่ได้สนใจแค่เรื่องบัตร 30 บาท แจกเงินคนจน แจกเงินคนชรา หรือให้เรียนฟรีอีกต่อไปแล้ว แต่ยังสนใจในเรื่องสิทธิเสรีภาพในโลกออนไลน์ เพราะเกี่ยวพันถึงเรื่องเศรษฐกิจ รายได้ อาชีพ สังคม ความมั่นคง

          “เสรีภาพ” เป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด แต่ต้องเป็นเสรีภาพที่ไม่ไปละเมิดหรือทำความเสียหายให้แก่ผู้อื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม

          รอดูว่าช่วงหาเสียงเลือกตั้งโค้งสุดท้าย จะมีพรรคการเมืองไหนคิดนโยบายเรื่องนี้ได้ถูกอกถูกใจบ้าง เพราะตอนนี้ดูเหมือนสถานการณ์ยังไม่ตึงเครียด แม้ว่ารัฐบาล คสช. ประกาศพักยก ขอกลับไปปรับปรุงกฎหมายนี้อีกครั้งก็ตาม...

 

จับพ่อญี่ปุ่นโชว์ดริฟต์ปิกอัพบนถนนข้างภูเขาแชร์คลิปโซเชียล

ดริฟต์,ญี่ปุ่น,ดริฟต์รถ,พ่อญี่ปุ่น

ตำรวจญี่ปุ่นส่งอัยการดำเนินคดีชายวัย 31 ปีในจังหวัดฟุกุโอกะ แชร์คลิปดริฟต์รถ 

                    คุณพ่อชาวญี่ปุ่นวัย 31 ปี จากเมืองโซอิดะ จังหวัดฟุกุโอกะ ถูกจับกุมดำเนินคดีหลังจากพบว่าเขาแชร์คลิปดริฟต์รถบนถนนสาธารณะ บนอินสตาแกรม โดยลูกชายวัยประถมเป็นคนบันทึกคลิป และโพสต์เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 

 


                    ผู้ต้องหาซึ่งข่าวไม่ได้เปิดเผยชื่อ บอกพนักงานสอบสวนว่าอยากให้คนเห็นเทคนิคการขับรถของเขาและรู้สึกมีความสุขที่เห็นจำนวนผู้ติดตามบนอินสตาแกรมเพิ่มขึ้น 
                    บนบัญชีอินตาสแกรมของเขา พบคลิปวิดีโอดริฟต์รถกว่า 20 คลิป นับตั้งแต่กันยายนปีที่แล้ว
                    แต่เป็นคนที่เห็นคลิปของเขาบนอินสตาแกรมนั่นเองที่โทรแจ้งตำรวจ 

 

 

                    ตำรวจแจ้งข้อหาละเมิดกฎจราจร จากการปรับแต่งรถกระบะเล็กเกินขนาดที่กำหนด เพื่อให้ติดล้อใหญ่และดริฟต์บนถนนได้ เมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้ 

'อุตตม' ปรับทักษะแรงงาน รองรับโลกเปลี่ยน!

เศรษฐกิจ  :  4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
อุตตม,กระทรวงอุตสาหกรรม,Factory 40

กระทรวงอุตฯ เผยนโยบายดันผู้ประกอบการอุตสาหกรรม 4.0 พร้อมเดินหน้าพัฒนาแรงงานทั้งระบบ รองรับเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

'อุตตม' ปรับทักษะแรงงาน รองรับโลกเปลี่ยน!

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Factory 4.0 : อุตสาหกรรมมั่นคง ของแรงงานไทย” ณ สำนักงานเทศบาลตาบลแพรกษา จังหวัดสมุทรปราการ ว่า ปัจจุบันการแข่งขันทางการค้าและระบบเศรษฐกิจโลกมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งมาจากปัจจัย ด้านความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมทาให้ทุกภาคส่วน เริ่มมีการนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในการทางานตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยอีกปัจจัยที่ทางกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความสาคัญและเล็งเห็นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ การพัฒนาแรงงานภาคอุตสาหกรรม ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ที่นาเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการ ดาเนินธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม โดยการปรับเปลี่ยนทักษะ (Re-skill) และเพิ่มทักษะ (Up-skill) ฝีมือและความ ชานาญทั้งในเชิงคุณภาพและมาตรฐานของแรงงานไทย ให้สอดรับกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

'อุตตม' ปรับทักษะแรงงาน รองรับโลกเปลี่ยน!

นายอุตตม กล่าวต่อว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เล็งเห็นถึงความสาคัญในพัฒนาภาคอุตสาหกรรมในเรื่อง Factory 4.0 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมที่เป็นกลไกหลัก ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรัฐจะให้การสนับสนุนส่งเสริมให้ภาคเอกชน มีประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้น ช่วยลดต้นทุนและความยุ่งยากในการใช้บริการกับภาครัฐลง การพัฒนาชุมชน การส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และการดูแลองค์ประกอบสาคัญ ของเศรษฐกิจฐานราก รวมไปถึงการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ อีกทั้งยังคงมุ่งเน้นเรื่อง การพัฒนาแรงงานควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมไปถึงการสร้างงานและอาชีพเสริมโดยเฉพาะผู้สูงวัยในภาคการผลิตที่จะกลับสู่ชุมชน คนเหล่านี้ต้องอยู่ได้โดย “ไม่เป็นภาระลูกหลาน” ซึ่งจะเน้นการทางานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน

นอกจากนี้ปัจจัยความสาเร็จของการช่วยยกระดับชุมชน คือ การส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการโรงงานสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ให้ดีขึ้นเพื่อให้ธุรกิจเกิดความเข้มแข็ง มีแรงขับเคลื่อนเสมือนหัวรถจักรที่จะช่วยดึงภาคชุมชนและสิ่งแวดล้อมรอบข้างให้เข้มแข็งเช่นกัน ดังนั้น ภาคเอกชนจะเป็นกลไกในการช่วยเหลือชุมชน ส่วนภาครัฐจะเป็นผู้ส่งเสริมและสนับสนุน เชิงนโยบาย ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงแรงงานและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้การขับเคลื่อนและพัฒนาด้านแรงงานภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้ครอบคลุมในทุกมิติทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม 3 กลุ่ม ได้แก่

1. การพัฒนากาลังคนในระดับอาชีวะ เน้นผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมมีส่วนร่วม และสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรในระดับอาชีวะร่วมกับภาครัฐและภาคการศึกษาให้สอดคล้อง กับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น โครงการสัตหีบโมเดล Kosen โมเดล Flex Campus โมเดล ที่มุ่งเน้นการพัฒนาแบบผสมผสาน ทั้งการทดลอง การฝึกงานทั้งใน และต่างประเทศเพื่อให้มีประสบการณ์ในสถานการณ์จริงและการบรรยายเชิงทฤษฎี ให้ความรู้ ด้านเทคโนโลยีที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

'อุตตม' ปรับทักษะแรงงาน รองรับโลกเปลี่ยน!

2. การพัฒนาแรงงานภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับผลิตภาพและประสิทธิภาพ ของอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เตรียมตัวเข้าสู่ Thailand 4.0 ซึ่งมีการดาเนินการอย่างครบวงจร ตั้งแต่ การอบรมพัฒนาแรงงานให้มีความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีเฉพาะ การพัฒนาทักษะแรงงานแบบ Multi-Functional Skill การสร้างนักฝึกอบรม และผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภาพไปพร้อมกับวางแผนกาลังคน ตลอดจนการสนับสนุนการกาหนดมาตรฐานและวางแนวทางการพัฒนาฝีมือแรงงานตามสมรรถนะหลัก (Core Competency) มีการบ่มเพาะสมรรถนะหลักในอนาคตที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม รองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ Industry 4.0 โดยในปี 2562 เฉพาะในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมเองจะมีการพัฒนาแรงงานประมาณ 70,000 คน และหากนับการได้มีการดาเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2560 – 2562 จะมีการพัฒนาแรงงานรวมถึง 210,000 คน

3. การพัฒนาแรงงานสูงอายุหลังเกษียณ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับแรงงานสูงอายุหลัง การเกษียณ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการใหม่วัยเกษียณ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่ม ผู้เกษียณอายุ ในช่วงอายุ 55 – 60 ปีที่มีความตั้งใจที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ ให้สามารถเขียนโมเดลธุรกิจอย่างง่าย มีเครือข่ายเชิงธุรกิจ และเกิดความภูมิใจในการประกอบธุรกิจของตนเอง นายอุตตม กล่าวสรุป โดย วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดปาฐกถา ในหัวข้อ “Factory 4.0 : อุตสาหกรรมมั่นคงของแรงงานไทย” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล แสดงความคิดเห็นและมุมมองที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาแรงงานภาคอุตสาหกรรมและการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวไกลสู่อนาคต ณ สานักงานเทศบาลตาบลแพรกษา สมุทรปราการ

 ..........................................................

30 พฤศจิกายน 2561

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 30/11/2018 เวลา : 20.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1 ถูกใจความคิดเห็นนี้ (0)

redribbons07
.............................................
ยังหาตัวคนปล่อยข่าวล่วงหน้ายังไม่ได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
redribbons07 วันที่ : 30/11/2018 เวลา : 19.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07

การแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของกกต.

ปกติเรื่องนี้ไม่เคยถุกหยิบยกประเด็นในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา

แต่ครั้งนี้ข่าวออกมาก่อนการแบ่งเขตที่กกต.ประกาศ

ดังนั้นรอบนี้การแข่งขันกันหาเสียงน่าจะมีความเข้มข้นมาก

เพื่อช่วงชิงตำแหน่งสส.เข้าพรรคตัวเอง


.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน