*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5073
  • จำนวนผู้ชม : 3224342
  • จำนวนผู้โหวต : 1696
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1696 คน
<< ธันวาคม 2018 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 28 ธันวาคม 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 743 , 20:51:35 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน vinitvadee , feng_shui โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

 

อุตุฯเตือน ฉ.4 "อากาศแปรปรวน"

พยากรณ์อากาศ,อากาศหนาวเย็น,อุณหภูมิลดลง,กรมอุตุฯ,อากาศแปรปรวน

กรมอุตุฯประกาศ ฉบับที่ 4 ประเทศไทยตอนบนอากาศแปรปรวน และคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ ช่วงวันที่ 27 ธ.ค. 61 - 2 ม.ค.62

              ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "อากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน และคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้(ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2561 - 2 มกราคม 2562)" ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2561

              บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงระลอกใหม่จากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมถึงประเทศเวียดนามตอนบนแล้ว คาดว่าจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือในคืนนี้ (27 ธ.ค. 61) และจะแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนในช่วงวันที่ 28 ธ.ค. 2561- 2 ม.ค. 2562 ประกอบกับจะมีคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือ จะทำให้มีผลกระทบดังนี้

              ในช่วงวันที่ 27-29 ธันวาคม 2561 ประเทศไทยตอนบน จะมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้น

              ส่วนในช่วงวันที่ 29 ธันวาคม 2561 - 2 มกราคม 2562 อากาศจะหนาวเย็นลง อุณหภูมิลดลง 5-7 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง โดยเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงไว้ด้วย

              สำหรับภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปจะมีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักไว้ด้วย ส่วนบริเวณอ่าวไทยจะมีคลื่นลมแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 29 ธันวาคม 2561 - 2 มกราคม 2562

              ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลสภาพอากาศ ข่าวและประกาศเตือนภัย ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา https://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

              ประกาศ ณ วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561 เวลา 05.00 น.

ปม "นาฬิกาหรู" ไม่จบ !!

การเมือง ข่าวการเมือง  :  2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
การเมือง,ชาญชัย อิสระเสนารักษ์,อดีต สส,นครนายก,พรรคประชาธิปัตย์,ปปช,นาฬิกาหรู,ความผิดสำเร็จ,บิ๊กป้อม,ลาออก,ถอดถอน,คสช,เปิดช่องโกง

ปม "นาฬิกาหรู" โกหก ปชช. "ชาญชัย" ชี้ ความผิดสำเร็จ แนะ "บิ๊กป้อม" ลาออก - ถอดถอน 5 ป.ป.ช. จวก คสช. ออก ก.ม. ย้อนแย้ง เปิดช่องโกง ตัด ม.103/7 ทิ้ง กลัวถูกสอบ

               เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 61  นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส. นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเสียงข้างมาก 5 : 3 ให้ข้อกล่าวหาคดีนาฬิกาหรู 25 เรือน ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ตกไป ว่า

               กรณีนี้สรุปแล้ว ป.ป.ช. ไม่ได้แสวงหาข้อเท็จจริง แต่ไปแสวงหาเพื่อหาคำตอบแก้ตัวให้กับ พล.อ.ประวิตร ไม่มีปัญญาหาข้อเท็จจริงของนาฬิกาทั้ง 25 เรือน นั่นคือความเสื่อมและนำไปสู่ความหายนะขององค์กร ป.ป.ช. เอง เพราะโดยหลักการซื้อนาฬิกายี่ห้อหรูดังๆ เช่นนี้ ต้องมีการระบุตัวผู้ซื้อเพราะมีการรับประกัน บริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายต้องมีหลักฐานและต้นทางก็ล้วนเป็นประเทศที่ร่วมในสัญญาป้องกันและปราบปรามการทุจริตและการฟอกเงิน การที่ ป.ป.ช. อ้างว่าไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ เป็นการโกหกประชาชน กรรมที่ทำไว้จะส่งผลต่อจริยธรรม คุณธรรม ในการตรวจสอบของนักการเมือง ข้าราชการในอนาคตทั้งระบบ เพราะทุกคนจะอ้างกรณีนี้ว่า เพื่อนให้ ยืมเพื่อนมา โดยยึดคดีของ พล.อ.ประวิตร เป็นบรรทัดฐานอ้างได้ ทำไมเรื่องนี้ ป.ป.ช. ไม่ส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้พิจารณาเหมือนกับคดีอื่นๆ อาทิ คดีอดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่ถูกยึดทรัพย์และติดคุกมาแล้ว

ชี้ความผิดสำเร็จ แนะ “บิ๊กป้อม” ลาออก เดินหน้าภาค ปชช. ถอดถอน 5 ป.ป.ช.

               “ซึ่งกรณีของ พล.อ.ประวิตร แม้จะบอกว่า ยืมเพื่อนมา แล้วเมื่อถูกจับได้ แล้วบอกว่าเอาไปคืนแล้ว ก็ต้องมีความผิด เพราะถือว่าเอามาใช้ได้รับประโยชน์แล้ว และได้ทำความผิดสำเร็จแล้ว ซึ่งกฎเกณฑ์รับของเกิน 3,000 บาท ยังมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายอยู่ แต่ ป.ป.ช. กลับแถลงออกมาขัดสายตาประชาชน อย่างนี้ ป.ป.ช. ควรยุบไปเลยหรือไม่ แล้วอย่างนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่ระบุจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก ในเมื่อพวกพ้องน้องพี่ของท่านทำตัวเช่นนี้ แล้วจะเป็นการปฏิรูปได้อย่างไร แบบนี้เป็นตัวถ่วงการพัฒนาประเทศ ถ้าผมเป็น พล.อ.ประวิตร คงจะลาออกจากตำแหน่งไปตั้งแต่ 8 เดือนที่แล้ว จะไม่เดินไป ขาลากไป ไม่อยู่ให้คนเขามาด่าอย่างนี้ ท่านเป็น ท. ทหารอดทน สามารถพลีชีพให้บ้านเมืองได้ แต่เรื่องแบบนี้ ท่านควรจะพิจารณาตัวเอง สิ่งที่ผมพูดอยากให้มีการดำเนินการต่อไป ที่พูดไม่ได้เกลียดอะไร พล.อ.ประวิตร แต่อยากให้ ป.ป.ช. รื้อคดีและนำคดีขึ้นสู่ศาลคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป ที่ผ่านมา ผมคิดว่าจะไม่ลง ส.ส. เลย แต่วันนี้เมื่อเกิดปัญหานี้ขึ้น ผมจะขอลงในระบบบัญชีรายชื่อ หากสามารถเข้าไปอยู่ในสภาฯ ได้ ผมจะจับพวกคุณเข้าคุกให้ได้ ยืนยัน กรณีนาฬิกาหรูนี้ไม่จบ เพราะมีภาคประชาชนสอบถามมามาก ตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 45 ให้ประชาชนเข้าชื่อ 2 หมื่นชื่อเพื่อถอดถอน ป.ป.ช. ทั้ง 5 คนได้ ซึ่งตนก็เป็นหนึ่งในเครือข่ายภาคประชาชนชี้เป้าปราบโกง เราจะดำเนินการต่อกับเครือข่ายภาคประชาชนอื่นที่เห็นตรงกัน” นายชาญชัย กล่าว

จวก ป.ป.ช. - คสช. ออก ก.ม. ย้อนแย้ง เปิดช่องโกง

               นายชาญชัย กล่าวถึงกรณี ป.ป.ช. มีคำสั่งให้ยกเลิกการยื่นแบบแสดงบัญชีรายรับรายจ่ายของโครงการ (บช.1) ต่อกรมสรรพากร ว่า ป.ป.ช. มีคำสั่งนี้ เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยให้มีผลย้อนตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค. 2561 โดยเฉพาะยกเลิกการบังคับใช้มาตรา 103/7 ทำให้เอกชนที่ประมูลงานของรัฐกับหน่วยงานรัฐไม่ต้องยื่นบัญชีหนึ่ง (บช.1) เกี่ยวกับรายรับรายจ่ายแก่กรมสรรพากร เป็นการแก้ไขเพื่อทำลายสาระสำคัญของกฎหมาย ป.ป.ช. และเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนร่วมทำการทุจริตเพิ่มขึ้น โดยกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 103/7 ออกโดยสภาผู้แทนราษฎรในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ เราเห็นชอบให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินกับบริษัทเอกชนที่รับงานของรัฐที่ต้องแจ้งบัญชีรายรับรายจ่าย และห้ามมิให้เบิกเงินสดจากธนาคารเพื่อนำเงินมาวิ่งเต้นใต้โต๊ะ รวมถึงตรวจสอบการทำราคากลางและการเลี่ยงภาษี เพื่อเอาผิดกับนักการเมืองทุกระดับ ข้าราชการขี้โกง และเอกชนที่หากินกับงบประมาณแผ่นดินโดยฉ้อราษฎร์บังหลวง ทั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช. เคยมีคำสั่ง ที่ 69/2557 เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2557 เน้นย้ำเรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขการทุจริตประพฤติมิชอบให้ยึดใช้กฎหมาย ป.ป.ช. อย่างเข้มงวด รัดกุม

แฉแก้ไข ก.ม. ป.ป.ช. ตัด ม.103/7 ทิ้ง กลัวถูกสอบเส้นทางเงินแม่น้ำ 5 สาย

               “โดยเฉพาะ ข้อ 3. ของคำสั่ง คสช. ที่ 69/2557 เมื่อยึดคำสั่งนี้ ยังถือว่า การใช้มาตรา 103/7 ยังเป็นกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ ถามว่า ทั้ง คสช. รัฐบาล สนช. และ ป.ป.ช. พวกท่านทำงานกันอย่างไร ถึงมีคำสั่งมาบังคับใช้กฎหมาย แต่มีผลย้อนแย้ง สับสนจนมั่วกันเอง และกระทบถึงกระบวนการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน ฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และวาระแห่งชาติที่ คสช. อ้างเป็นผลงานหลัก แต่พวกท่านทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ กลับกลัวการตรวจสอบเส้นทางการเงินของตัวเองหรือพวกพ้องใช่หรือไม่ จึงออก พ.ร.บ. ป.ป.ช. ฉบับ พ.ศ. 2561 ให้ยกเว้นการตรวจสอบเส้นทางการเงินทุจริตจากการใช้งบประมาณแผ่นดินที่มาจากเงินภาษีประชาชน” นายชาญชัย กล่าว

ปชป. ชูนโยบาย "ไม่เกรงใจใคร ปะ-ฉะ-ดะ ยาเสพติด"

การเมือง  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ปชป,พรรคประชาธิปัตย์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,มาร์ค,เลือกตั้ง 62,นโยบาย,ยาเสพติด

ปชป. เปิดตัวนโยบาย "ไม่เกรงใจใคร ปะ-ฉะ-ดะ ยาเสพติด" ด้าน "ผู้การฯแต้ม" เล็งติดดาบ ป.ป.ส. มีอำนาจสอบสวนส่งฟ้องอัยการ ไม่ผ่านตำรวจ พร้อมผุด "อาสาป้องกันยาเสพติด"

               นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ หรือ ผู้การแต้ม ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตหลักสี่-จตุจักร และนายอันวาร์ สาและ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ปัตตานี แถลงเปิดนโยบายหาเสียงเลือกตั้งเรื่องยาเสพติด ภายใต้สโลแกน “ไม่เกรงใจใคร ปะ-ฉะ-ดะ ยาเสพติด” 

               โดย พลตำรวจตรี วิชัย กล่าวว่า สมัยเป็นตำรวจดูแลเรื่องยาเสพติดในพื้นที่ กทม. ดังนั้นเมื่อมาทำงานกับพรรคฯ จึงเสนอตัวแก้ไขเรื่องดังกล่าว ซึ่งนโยบาย ปะ ฉะ ดะ เริ่มจาก 

               1.การยกระดับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ให้มีอำนาจสอบสวนเทียบเท่าตำรวจ โดย ป.ป.ส. สามารถทำสำนวนส่งอัยการฟ้อง ไม่ต้องผ่านตำรวจ นอกจากจะเป็นการแบ่งเบางานตำรวจ เหมือนกับที่มี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แบ่งงานจากกองปราบแล้ว ยังเป็นการคานอำนาจรัฐและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดได้ดียิ่งขึ้น ครอบคลุมไปยังเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันต้องยกระดับ ป.ป.ส. ให้มีทุกจังหวัด เพราะ ป.ป.ส. มีข้อมูลยาเสพติดมากกว่าตำรวจ จึงต้องให้อำนาจเขา

               2.เพิ่มโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง เพราะถ้าเจ้าหน้าที่รัฐไม่เกี่ยว ปัญหาจะไม่เพิ่มขึ้น อีกทั้งต้องดำเนินการทางวินัยกับผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น 

               3.ผู้เสพจับซ้ำต้องย้ำคุก หมายถึง หากได้รับการบำบัดแล้วครั้งหนึ่ง แต่ถูกจับอีก ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะอ้างเป็นผู้ป่วยไม่ได้อีก 

               4.ตั้งอาสาป้องกันยาเสพติด คล้ายกับตำรวจบ้านหรือตำรวจชุมชน โดยจะมีเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือน 

               5.เพิ่มศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติดให้ครบครอบคลุมพื้นที่ และเพิ่มคุณภาพในการบำบัดให้ดียิ่งขึ้น เมื่อออกมาแล้วผู้บำบัดจะได้คืนสู่สังคม โดยครั้งแรกจะไม่มีประวัติ เพื่อให้สามารถไปทำงานได้อีก 

               สำหรับคำว่า ปะ หมายถึง ดำเนินการ / ฉะ คือ ปราบปรามทุกรูปแบบ ไม่กลัวผู้มีอิทธิพล / ดะ คือ ไม่เลือกหน้า

               ด้านนายอันวาร์ บอกว่า ขณะนี้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้รุนแรง ทำให้ชาวบ้านทุกข์หนัก เพราะต้องเจอสี่คูณร้อย ระบาด ตั้งแต่เยาวชน ครอบครัว อีกทั้งขยายไปยังกลุ่มผู้นำท้องถิ่น บางพื้นที่ผู้นำศาสนาก็เอาด้วย ซึ่งผู้เสพที่เสพมาเป็นระยะนาน จะมีปัญหาระบบขับถ่ายไม่สามารถควบคุมได้ ถือว่าร้ายแรงมาก ประกอบกับในชุมชนก็ยังมีธุรกิจรับต้มและขาย ซึ่งกลายเป็นธุรกิจหนึ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ จึงเห็นว่าปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว ทั้งนี้ มาตรดังกล่าวเชื่อว่าจะแก้ปัญหาได้ในทุกพื้นที่ไม่ เฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะบังคับใช้กฏหมาย และทำอย่างจริงจัง พร้อมเตือนเจ้าหน้าที่รัฐ ว่าจะเอาโทษถึงที่สุด

               ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อตอนเป็นรัฐบาลได้มีโอกาสพูดคุยกับวัยรุ่นชายที่อยู่ในสถานบำบัด ที่เข้าๆออกๆอยู่หลายครั้ง ว่าปัญหาเริ่มมาจากอะไร ซึ่งก็ได้คำตอบว่า เริ่มจากการเสพ แล้วกลายเป็นผู้ค้า ผู้ครอบครอง เพราะต้องหาเงินไปซื้อยา วนเวียนอยู่ในวงจรเดิมๆ และ “ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่เกี่ยวข้อง ปัญหาจะแก้ไขได้” / หลังจากนั้นตนก็ไม่มีเวลาทำนโยบายเพิ่มเติม แต่วันนี้ผ่านมา 6-7 ปี ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาใหญ่ในใจประชาชน  จึงต้องจัดการกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคให้ความสำคัญสุงสุด และถ้าพรรคฯ มีโอกาสทำ จะไม่เกรงใจใคร ไม่เช่นนั้นปัญหาจะไม่หมดไป

ปชป. ชูนโยบาย

 

"ดีเอสไอ" ถกแผนรับมืออาชญากรรมไซเบอร์

การเมือง  :  6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ดีเอสไอ,อาชญากรรมไซเบอร์

ดีเอสไอ ประชุมร่วม 7 หน่วยงาน รับมืออาชญากรรมไซเบอร์ปี 62 ตั้งทีมปิดเว็บไซต์ ตัดสัญญาณเครือข่าย ตรวจสอบ ISP พร้อมเตือนปชช.ซื้อสินค้าออนไลน์ต้องเช็คที่มาให้ชัด

 

              วันที่ 28 ธ.ค.61 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สมาคมธนาคารไทย และกรมประชาสัมพันธ์ จัดประชุมหารือมาตรการในการป้องกันและปราบปรามเว็บไซต์ที่ขัดต่อความเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีต่อประชาชน เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยไซเบอร์ และสร้างการรับรู้แก่ประชาชนในเรื่องการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

              พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ตลอดปี 2561 ที่ผ่านมากองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดีเอสไอ ได้สืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่าแนวโน้มคดีอาชญากรรมต่าง ๆ มักจะนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดมากขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงบุคคลที่เป็นเป้าหมายได้สะดวกรวดเร็ว มีการใช้ระบบเก็บข้อมูลใน Cloud เพื่อการปกปิดแหล่งที่ตั้งของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย และปิดบังอำพรางตัวตนที่แท้จริงใช้การชำระเงินผ่านระบบ e-wallet หรือเงินสกุลดิจิตอล เช่น บิทคอยน์ และที่เลวร้ายที่สุดคือประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมโดยไม่รู้ตัว และผู้บริสุทธิ์บางคนเป็นเครื่องมือขององค์กรอาชญากรรม เช่น การถูกแอบอ้างชักชวนให้เปิดบัญชี หรือการทำธุรกรรมทางการเงินเพื่อปกปิดและถ่ายโอนผลประโยชน์ จึงหารือที่ประชุมในวันนี้ เพื่อผนึกกำลังประสานความ ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในด้านการป้องกันและปราบปรามเว็บไซต์ที่มีพฤติการณ์ดังกล่าว และคุ้มครองประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งจากการหารือได้ข้อสรุปมาตรการปิดกั้นเว็บไซด์ การทำงานเชิงรุกเป็นทีม การตัดโครงข่ายของ กสทช. การเปิดเวทีให้เยาวชนมีส่วนร่วม การควบคุมการให้บริการอินเทอร์เน็ต การตรวจสอบ ISP มาตรการในการควบคุมร้านเกมส์ในการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้งาน (Log File)

              พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้สรุปข้อมูลการรับเรื่องร้องเรียนในรอบปีที่ผ่านมา และขอแจ้งเตือนประชาชนถึงรูปแบบการกระทำความผิด และวิธีการป้องกันเพื่อให้รู้เท่าทันอาชญากรรมรูปแบบต่างๆ ในปี 2562 เช่น การซื้อขายสินค้า/บริการ การชำระเงิน การโฆษณาโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประเภทต่างๆ ที่ไม่มีอยู่จริง (Fraudulent) ประชาชนควรใช้ความระมัดระวัง และตรวจสอบการมีอยู่จริงของผู้ขายสินค้าหรือบริการ หากเกิดความสงสัยหรือไม่แน่ใจต้องทำการตรวจสอบกลับไปยังหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลการจำหน่ายสินค้าหรือให้บริการประเภทนั้นๆ ก่อนตัดสินใจ, การหลอกลวงให้เข้าเว็บไซต์ปลอมที่ทำเลียนแบบเว็บไซต์จริง (Phishing) เพื่อมุ่งหวังเงิน โดยจะหลอกให้ผู้เสียหายกรอกข้อมูลสำคัญส่วนบุคคล โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางธนาคาร จากนั้นคนร้ายจะนำข้อมูลดังกล่าวไปทำธุรกรรมทางการเงินแทนผู้เสียหาย ดังนั้น ไม่ควรรีบเร่งดำเนินการหรือคีย์ข้อมูลสำคัญ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการธุรกรรมทางด้านการเงินการธนาคารใด ๆ ผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่ไม่น่าไว้ใจ และทำการตรวจสอบความถูกต้องของระบบการทำธุรกรรมเกี่ยวกับการเงินการธนาคารทุกครั้ง อย่าหลงเชื่อการขอข้อมูลธุรกรรมง่าย ๆ

              อธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังต้องระวังการหลอกลวงว่าเป็นบุคคลอื่นโดยการปลอมอีเมล์ (Fake Mail) และการเข้าถึงข้อมูลอีเมล์ โดยไม่ชอบ (Hack Mail) ให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน กรณีนี้จะมีการจัดทำอีเมล์ปลอมที่มีชื่อ (Account) เหมือนอีเมล์จริง หรือการลักลอบเข้าถึงหรือทำการยึดอีเมล์ (Account) ของบุคคลอื่นโดยมิชอบ และทำการหลอกลวงบุคคลที่ติดต่อทางอีเมล์ว่า มีความจำเป็นต้องการใช้เงิน เกิดเหตุการณ์เดือดร้อน และขอยืมเงินบุคคลที่อยู่ในอีเมล์ ทำให้ผู้ได้รับการร้องขอช่วยเหลือทางการเงินเกิดความเสียหายจำนวนมาก ดังนั้นประชาชนควรดำเนินการตรวจสอบกลับไปยังตัวบุคคลเจ้าของอีเมล์ที่ได้รับการติดต่อมาก่อนให้ความช่วยเหลือทุกครั้ง, การกระทำความผิดโดยการเผยแพร่หรือส่งต่อภาพลามกอนาจาร หรือเผยแพร่หรือส่งต่อข้อความอันเป็นเท็จที่จะทำให้บุคคลอื่นถูกดูหมิ่น เกลียดชังอันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และกฎหมายอาญา ประชาชนควรใช้วิจารณญาณและความรอบคอบ ก่อนทำการเผยแพร่หรือส่งต่อ โดยเฉพาะการใช้ช่องทางผ่านโซเซียลต่างๆ, การหลอกลวงผู้หญิงหรือเพศอื่นด้วยการพูดคุยผ่านโปรแกรมแชท หรือการส่งข้อความในลักษณะทำให้เหยื่อเชื่อว่าตกหลุมรักและไว้ใจ จากนั้นจะขอยืมเงินหรือหลอกให้ส่งยาเสพติดหรือทำสิ่งผิดกฎหมาย (Romance Scam) ประชาชนจึงควรใช้วิจารณญาณและความรอบคอบ และการรับจ้างเปิดบัญชีเงินฝาก เข้าข่ายการกระทำความผิดในฐานะตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดอาญา

              ทั้งนี้หากประชาชนมีข้อมูลเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำความผิดในลักษณะข้างต้น สามารถติดต่อผ่าน 5 ช่องทาง ดังนี้ 1.การติดต่อด้วยตนเองที่กรมสอบสวน 2. ติดต่อผ่านเว็บไซต์ www.dsi.go.th 3. การยื่นหนังสือที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ 4. ติดต่อผ่านสายด่วนหรือ Call Center 1202 (โทร.ฟรีทั่วประเทศ) และ 5. การติดต่อผ่านศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษทั้ง 10 เขต โดยข้อมูลเบาะแสที่ประชาชนแจ้งเข้ามาจะถูกเก็บข้อมูลเป็นความลับ และหน่วยอื่น ได้แก่ กสทช. ติดต่อผ่านสายด่วนหรือ Call Center 1200 , กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ติดต่อผ่านสายด่วนหรือ Call Center 1212 ,ปปง. ติดต่อผ่านสายด่วนหรือ Call Center 1710, กรมประชาสัมพันธ์ โทร. 02-6182323 , สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ติดต่อผ่านสายด่วนหรือ Call Center 1111 กด 77 และกระทรวงวัฒนธรรม ติดต่อผ่านสายด่วนหรือ Call Center 1765

"นายกฯ" แวะ "บ้านราชวิถี" ให้กำลังใจหลานๆ

การเมือง ข่าวการเมือง  :  23 ชั่วโมงที่ผ่านมา
การเมือง,พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์,ประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกฯ ลุงตู่,แวะ,ก่อนกลับบ้าน,สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี,เลี้ยง,ไอศกรีม,เฟซบุ๊ก

"นายกฯ" แวะ "บ้านราชวิถี" ก่อนกลับบ้าน เลี้ยงไอศกรีม - มอบของเล่นเด็ก พร้อมบริจาคหนังสือห้องสมุด สั่งดูแลพิเศษ "เด็กปากแหว่งเพดานโหว่"

               เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 61  นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 16.30 น. ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เสร็จสิ้นภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล และเดินทางกลับบ้าน

               นายกฯ ได้แวะที่สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี นำไอศกรีมไปเลี้ยงเด็กๆ 51 คน และนำของเล่นไปมอบให้ด้วย พร้อมบริจาคหนังสือให้กับห้องสมุดบ้านราชวิถี ทั้งนี้ นายกฯ ได้ขอให้ทีมงานไปดูเด็กคนหนึ่งที่ นายกฯ สังเกตเห็นว่า มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ เพื่อดูเรื่องการผ่าตัดรักษาและดูแลเป็นพิเศษ การเดินทางครั้งนี้เป็นการไปส่วนตัว เพราะเห็นว่าเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยไม่ได้มีการกำหนดไว้ล่วงหน้า

               ทั้งนี้ นายกฯ ยังได้โพสต์ภาพระหว่างที่ไปพบกับเด็กๆ ผ่านทางเฟซบุ๊ก "ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha" พร้อมข้อความว่า "ใกล้ #ปีใหม่2562 แวะมาเยี่ยมเด็กๆ มอบของขวัญ แล้วก็เลี้ยงไอศกรีมกันนิดหน่อย ให้กำลังใจหลานๆ"

"รัฐบาล"จ่ายมัดจำ "พปชร."สานต่อ!

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,ขยายปมร้อน,พรรคพลังประชารัฐ

คอลัมน์...  ขยายปมร้อน  โดย...  สำนักข่าวเนชั่น

          ถอดรหัสคำปราศัย ของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคอีสาน “พรรคพลังประชารัฐ” เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นำเดินสายหาเสียงประกาศก้อง “พลังประชารัฐ” จะชนะ ส.ส.เพชรบุรี แบบเหมาจังหวัด !!!

          “สุริยะ” บอกเองว่า ได้รับฟังความเห็นจาก “คนเมืองเพชร” ต่างตัดพ้อเป็นเสียงเดียวกันว่าปัญหาสำคัญ คือ ชาวบ้านไม่ได้รับการดูแลจากผู้แทนที่เขาเคยเลือก !!!

          การร้องขอให้ช่วยเหลือสินค้าราคาเกษตรตกต่ำ และการขยายถนน หรืออะไรที่เป็นปัญหาจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่ได้รับการตอบสนอง

          ถ้าจำกันได้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เคยนำคณะไปประชุม “ครม.สัญจรเพชรบุรี” เมื่อมีนาคม 2561 และลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วม เมื่อสิงหาคม 2561 รวมแล้ว 2 ครั้ง ในปีเดียว

          หัวหอกทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ถึงขนาดต่อสายถึง อดีต ส.ส.เพชรบุรี บางคนให้เสนอโครงการขึ้นมาให้รัฐบาลพิจารณา ก่อนที่ “ประยุทธ์” และคณะจะลงไป

          เรียกว่า “รัฐบาล” ยื่นชิ้นปลามันอันเขื่องให้ แต่สุดท้าย กินไม่เป็น !!! คนที่เคยเป็นถึงผู้แทนคนเมืองนี้มาไม่รู้กี่สมัย กลับปล่อยโอกาสทองหลุดลอย ไม่มีโปรเจกต์อะไรหลุดออกมาจากมันสมองของคนที่ชนะเลือกตั้งแบบผูกขาดมาไม่รู้กี่สมัย !!!

          งานนี้ทำเอา หัวหอกทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ถึงกับควันออกหู อุตส่าห์เปิดโอกาสให้เมืองนี้ได้ยกระดับและพัฒนา ด้วยความที่ “เพชรบุรี” มีศักยภาพเต็มเปี่ยม ทุกด้าน ทั้งท่องเที่ยว วัฒนธรรม อาหารการกิน

          แต่คนที่เคยเป็นถึงผู้แทนแบบผูกขาดเมืองนี้ กลับหัวตื้อ คิดอะไรไม่ออก !!! น่าเสียดายแทน “คนเมืองเพชร” จริงๆ

          ตรงกันข้ามกับอดีตผู้แทนบางคน ใช้โอกาสนี้บอก “พล.อ.ประยุทธ์” ตอน “ครม.สัญจร” ตามคิวที่ “ผู้นำรัฐบาล” นัดคุยกับผู้นำท้องถิ่น ถึงปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ว่าต้องทำอะไร แก้ตรงไหนบ้าง

          จะว่าไป ปัญหานี้ คงไม่ได้มีแค่ “เมืองเพชร” เท่านั้น ที่ผู้แทนไร้น้ำยา แก้ปัญหาให้ชาวบ้านไม่ได้

          ลองนึกดูดีๆ ที่บ้านคุณ บ้านผม ใครที่ได้รับเลือกเป็นผู้แทน เป็นมากี่สมัย แล้วรู้สึกไหมว่าบ้านเกิดเราเจริญขึ้นได้จริง เพราะคนเป็นผู้แทนที่ถูกเลือกคนนั้น คนในพื้นที่บางคน ตั้งแต่เด็กจนโตก็ยังไม่เคยเห็นหน้าคนที่ได้รับเลือกเป็นผู้แทนเลย !!!

          ผู้แทนประเภท “เสาไฟฟ้า” ชะล่าใจมาตลอด เที่ยวนี้อาจจะไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมา จะตีเนียนเกาะกระแสพรรคแบบเดิม โดยไม่ลงพื้นที่ ช่วยชาวบ้าน อาจต้องนั่งน้ำตาตก

          ยิ่งในช่วงที่ผ่านมา “รัฐบาลประยุทธ์” เร่งประเคนเงินผ่านทุกสรรพโครงการสวัสดิการของรัฐ แบบถึงมือชาวบ้านด้วยแล้ว ยิ่งเป็นคุณต่อ “พลังประชารัฐ” เต็มๆ !!!

          ล่าสุด “รัตนา จงสุทธานามณี” ที่คาดว่าจะเป็นผู้สมัคร “ส.ส.เชียงราย” ในนาม “พลังประชารัฐ” ขึ้นป้ายหาเสียง พร้อมข้อความสนับสนุนนโยบายรัฐบาล เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, โครงการรถไฟเด่นชัย-เชียงราย, เพิ่มเงินอสม.และผู้สูงอายุ เป็นเดือนละ 1,000 บาท

          แค่นี้ก็ชัดแล้วว่า กลยุทธ์ชิงคะแนนเสียง “เลือกตั้ง” ของ “พลังประชารัฐ” จะใช้ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ที่เป็นนโยบาย “รัฐบาลประยุทธ์” เป็นหมัดเด็ด 

          เท่าที่เห็นสิทธิประโยชน์ของบัตรฯ วันนี้เป็นแค่น้ำจิ้ม

          คนคิดเขาวางไว้เป็นสเต็ปหมดแล้ว จะปล่อยของในรัฐบาลนี้แค่ไหน จะปล่อยช่วงเลือกตั้งเท่าไร และถ้า “พลังประชารัฐ” ได้รับเลือกตั้งเข้ามา จะเพิ่มเติมอะไรให้อีก

          บรรดาอดีต ส.ส.อีสานที่เข้ามาอยู่ “พลังประชารัฐ” เห็นแล้วว่า บัตรฯ ใบนี้ ทรงอานุภาพในพื้นที่แค่ไหน ว่ากันว่า ถ้าเอาเรื่องอบรมมาบอกชาวบ้าน ว่าจะได้เงินเพิ่ม

          เรียกว่า มาพรึ่บ !!! อย่างอื่นจูงใจชาวบ้านแบบนี้ไม่มีอีกแล้ว พูดง่ายๆ ชาวบ้านติดชนิดที่ขาดไม่ได้อีกแล้ว

          “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พลังประชารัฐทำต่อแน่ และทำให้มากขึ้น ไม่ใช่ทำเท่านี้ เพราะเป็นสิ่งที่คนไทยควรมีมานานแล้ว พลังประชารัฐ จะตอบสนองตรงนี้ให้ทุกกลุ่ม ทุกอายุ นอกจากนี้ นโยบายยังมีอีกเยอะ” อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ปราศรัยบนเวทีโรงยิมเนเซียม สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่

          คงไม่ผิด ถ้าจะเรียกว่า “รัฐบาลประยุทธ์” ได้จ่ายมัดจำ ซื้อใจชาวบ้าน แทน “พลังประชารัฐ” ผ่านโครงการต่างๆ ไปแล้ว

          ที่เหลือ เป็นหน้าที่ของ “พลังประชารัฐ” ไปสานต่อช่วงหาเสียงเอาเองแคมเปญง่ายๆ ที่จะได้เห็นคือ เลือก “พลังประชารัฐ” มีเงินในบัตรฯ เพิ่มแน่ !!!

          แต่เพิ่มเท่าไร เพิ่มให้ส่วนไหน ถึงเวลาที่เหมาะสมเดี๋ยวรู้เอง เหมือนเหตุผล ลาออกของ “4 รัฐมนตรี” นั่นแหละ

 

สหบาทา! 'ประชารัฐ-ประยุทธ์'เข้าทาง ทักษิณ!

พรรคพลังประชารัฐ,รักแผ่นดิน,ทักษิณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ชินวัตร

คอลัมน์... รักแผ่นดิน  โดย... ฅนไท  ที่มา... หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

          ถูกรับน้องใหม่ทางการเมืองจน ”น่วม” สำหรับพรรคพลังประชารัฐ ทั้งประเด็นการจัดระดมทุนที่มี”โพย”หน่วยงานของรัฐ “หลุด”ว่อน ว่าเป็นการท้าทายต่อการทำผิดกฎหมายหรือไม่ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การระดมทุน ที่พรรคการเมืองทุกพรรคสามารถกระทำได้ แต่อยู่ที่ใช้อำนาจหน้าที่ให้หน่วยงานของรัฐมาสนับสนุนพรรคการเมือง อันผิดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองหรือไม่

          ถัดมาไม่กี่วัน มีคลิปหนุ่มยโสธรโผล่มา live ผ่าน FB ว่า จะไปรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องสมัครสมาชิกพรรคพลังประรัฐเสียก่อน พร้อมกับได้รับเงิน 100 บาท แต่คราวนี้โชคดีของพลังประชารัฐ เพราะจับได้ว่าหนุ่มคนนั้นเป็นลูกชายแกนนำคนเสื้อแดงยโสธร และไม่ใช่การใช้หลักฐานของตัวเองมาโชว์ ไปเอาของคนอื่นที่อาจจะเข้าข่าย “ใส่ร้าย” ซึ่งผิดกฎหมายเลือกตั้งด้วย

          ไล่เลี่ยกัน สมศักดิ์ เทพสุทิน เจ้าของฉายา รัฐมนตรีเรียงหิน จุดพลุเปิดประเด็น “เลือกพลังประชารัฐเท่ากับสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี” เหมือนหวังดี ประสงค์ร้าย ในขณะที่สถานการณ์ถูกรุมจากทั้งขั้วเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ที่ยกประเด็นต่อต้านการสืบทอดอำนาจของทหาร เพื่อสร้างกระแสดิสเครดิตพลังประชารัฐ สมศักดื์เรียงหินกลับ “ยิงเข้าประตูตัวเอง” พอ ๆ กับการโพล่งในวันเปิดตัวเข้าพลังประชารัฐว่า “รัฐธรรมนูญนี้ร่างขึ้นมาเพื่อเรา” สรุปหลายสิ่งที่สมศักดิ์ ออกมาพูดล้วนเข้าทาง “ทักษิณ ชินวัตร” ชนิด “ไม่จงใจ?”

          หมัดล่าสุด เจอหม่อมอุ๋ย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ออกมาสกัด พลเอกประยุทธ์ด้วยการร่ายยาว 8 ข้อ ที่ไม่ควรให้ลุงตู่ เป็นนายกรัฐมนตรีรอบสอง ที่เข้าทาง ทักษิณ ชินวัตร อย่างยิ่ง จนทำให้ อดคิดไม่ได้ว่า ชื่อของหม่อมอุ๋ย อาจจะเข้าป้าย เป็น 1 ใน 6 แคนดิเดต ผู้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ขั้วทักษิณ จาก 2 พรรคการเมืองหรือไม่ (ต้องติดตามกันต่อไป) เพราะทั้งเพื่อไทยและไทยรักษาชาติ จนถึงบัดนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะเสนอชื่อใครในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรี พรรคละ 4 ชื่อ ที่พรรคยังมีท่าทีไม่ต้องรอคนแดนไกลเคาะ

          ยกตัวอย่างประเด็นที่ทั้ง “พลังประชารัฐ -พลเอกประยุทธ์” ถูกสหบาท อยู่ในขณะนี้ เป็นเพียง”หนังตัวอย่าง” ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคพลังประชารัฐ กำลังเจออีกในช่วงโค้งสุดท้ายหลายเรื่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะทั้งพลเอกประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ ถูกมองเป็นศัตรูและอุปสรรคในการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองเนื่องจากลงมาในสนามแข่งขันด้วย

          แต่จะเป็นบทพิสูจน์ว่า ตัวพลเอกประยุทธ์ และพลังประชารัฐจะบริหารราชการแผ่นดินไหวไหม แต่ถ้าฝ่ามรสุมเหล่านี้ซึ่งต้องบอกว่าเป็น “กระบวนการ”สหบาทา ในผลประโยชน์ทางการเมืองร่วมของทุกพรรคการเมืองไม่ได้ นั่นคือการเปิดทางให้ “ระบอบทักษิณ”กลับมาอีกครั้ง

เร่งระบายรับปริมาณรถออกจากกรุงเทพฯ

อาชญากรรม ข่าวอาชญากรรม  :  2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
อาชญากรรม,ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล,สภาพการจราจร,หลวงหมายเลข 304,หนาแน่น,ชะลอตัว

"ศรีวราห์" ขึ้น ฮ. สำรวจสภาพการจราจร "วังน้ำเขียว - ลำตะคลอง" รถเริ่มหนาแน่น "ถ.มิตรภาพ ช่วงสระบุรี" ฝนตก รถเริ่มชะลอตัว ผิดคาด "สายเอเชีย ช่วงชัยนาท" ถนนโล่ง

               เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 61  พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะทำงาน เดินทางไปตรวจสภาพการจราจรเส้นทาง ถนนทางหลวงหมายเลข 304 ตั้งแต่ อ.กบินทร์บุรี - อ.นาดี - วังน้ำเขียว โดยขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจมุมสูง

               จากการสำรวจพบว่า มีปริมาณรถหนาแน่น เคลื่อนตัวได้สลับหยุดนิ่ง ท้ายแถวสะสมยาวหลายกิโลเมตร ส่วนฝั่งขาเข้าปริมาณรถน้อย เคลื่อนตัวได้ตามปกติ ขณะที่การจราจรถนนมิตรภาพ ช่วงลำตะคอง คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก รถเคลื่อนตัวได้ตามปกติ ยังเคลื่อนตัวได้ แม้จุดนี้จะมีการก่อสร้างถนนมอร์เตอร์เวย์ แต่ก็มีการชะลอตัวช่วงขึ้นเนินคลองไผ่ เจ้าหน้าที่ได้มีการเปิดช่องทางพิเศษ กม.79 - 89+600 เพื่อเร่งรองรับปริมาณรถที่จะเคลื่อนตัวมาในช่วงค่ำนี้

               ต่อมาได้ลงพื้นที่ตรวจจุดบริการประชาชนของเทศบาลตำบลคลองไผ่ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน พร้อมกล่าวว่า การก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์บริเวณนี้เรียบร้อยดี ผู้รับเหมาคืนผิวจราจรแล้ว และไฟส่องสว่างมีเพียงพอ ส่วนเรื่องอุบัติเหตุเท่าที่ได้รับรายงานมีอุบัติเหตุบ้างเล็กน้อย ไม่สามารถยืนยันได้ว่าสถิติจะลดลง เพราะเป็นเรื่องของอุบัติเหตุ แต่รับประกันว่าประชาชนที่เดินทางจะได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น แต่กังวลเรื่องสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย อาจจะกระทบต่อการจราจรในบางเส้นทาง ฝากเตือนประชาชนขอให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ

               พ.ต.อ.เอกราช ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง กล่าวว่า ขณะนี้รถจากกรุงเทพมหานครเริ่มชะลอตัวสะสมบริเวณทางเข้าต่างระดับบางปะอิน ตำรวจทางหลวงได้มีการเปิดช่องทางพิเศษ กม.58 - 85 เพื่อระบายรถฝั่งเข้าจังหวัดสระบุรี และรองรับรถชุดใหม่ที่จะออกจากกรุงเทพมหานคร ขณะที่จังหวัดสระบุรีเตรียมเปิดช่องทางพิเศษเพื่อผลักดันรถเข้าสู่ถนนมิตรภาพ หากมีปริมาณรถมากก็เตรียมเปิดช่องพิเศษ 4 จุด คือ ทับกวาง - เทพประทาน กลางดง - ปากช่อง หนองสาหร่าย - คลองไผ่ และเลี่ยงเมืองโคราช

               พ.ต.อ.เอกราช กล่าวต่อว่า การจราจรบริเวณทางหลวงหมายเลข 304 ติดขัดมากกว่าถนนมิตรภาพ เนื่องจากบางช่วงที่ขึ้นเขารถสามารถวิ่งได้เพียง 1 - 2 ช่องทาง แต่เมื่อผ่านเขาผางามแล้ว รถจะเริ่มสามารถเคลื่อนตัวได้ตามปกติ จะมีติดสะสมเป็นช่วงๆ เท่านั้น โดยปีนี้ได้มีการเน้นห้ามรถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่ง แต่จะอนุญาตให้รถที่บรรทุกน้ำมันวิ่งได้โดยไม่ต้องขออนุญาต

ถ.มิตรภาพ ช่วงสระบุรี มีฝนตก รถเริ่มชะลอตัว

               เมื่อเวลา 18.00 น. รายงานข่าวแจ้งว่า ถนนมิตรภาพบริเวณบนเขามุ่งหน้า จ.สระบุรี มีฝนตกลงมา ทำให้รถเคลื่อนตัวได้ช้าลง โดยในบางช่วงที่เป็นเนินเขารถเริ่มชะลอตัว เนื่องจากถนนลื่นและเส้นทางลาดชัน แต่อย่างไรก็ดี พอพ้นช่วงลาดชันก็เคลื่อนตัวได้เรื่อยๆ

ผิดคาด สายเอเชีย ช่วงชัยนาท ถนนโล่งมาก

               เมื่อเวลา 18.30 น. รายงานข่าวแจ้งว่า ถนนสายเอเชีย ช่วงแยกเข้า จ.ชัยนาท ปริมาณรถน้อย ทำความเร็วได้ดี ไม่มีรถสะสม ทั้งฝั่งขาเข้าและออก ซึ่งผิดจากที่คาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่แรก และไม่มีฝนตก

 ................................................

28 ธันวาคม 2561

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 29/12/2018 เวลา : 10.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

feng_shui
.......................................
กำเสี่ย เซ็งลี้ฮ้อ ตั้วถั่ง

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
feng_shui วันที่ : 28/12/2018 เวลา : 22.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน