*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5192
  • จำนวนผู้ชม : 3256083
  • จำนวนผู้โหวต : 1709
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1709 คน
<< มกราคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 4 มกราคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 464 , 20:47:58 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

link : ปลุกโค่น‘บิ๊กตู่’!‘หญิงหน่อย’ลั่นขอมากกว่า250เสียงสกัดส.ว.โหวตแย่งเก้าอี้นายกฯ

สวัสดี 4 มกราคม 2562 ครับ

         

          สถาบันพระปกเกล้าฯนำผลสำรวจของตัวออกเผยแพร่หลายต่อหลายประเด็น จนมีความยาวมากทีเดียว แต่สำหรับความ

เห็นของผมเองที่มีต่อสถาบันนี้ ก็ยังไม่เต็มใจยอมรับอยู่นั่นเอง เพราะคนในสถาบันนี้หลายรายมี connection กับสาย 'ทักษิณ'

อย่างเหนียวแน่นมาก่อนนั่นเอง ทั้งนี้ ผมก็นึกของผมไปเองทั้งเพ ปราศจากหลักเกณฑ์ใดๆทั้งสิ้นครับ

 

 

เตือน ! "ปาบึก"แช่ตัวเกิดอุทกภัยใหญ่

ข่าวทั่วไป  :  3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ปาบึก,สมิทร ธรรมสโรช,ภาคใต้,พายุ

"สมิทธ"ยันเป็นพายุลูกแรกก่อตัวในอ่าวไทยในรอบ 100 ปีรุนแรงรองแฮเรียต จับตาขึ้นฝั่งแช่ตัวอยู่ทำเกิดอุทกภัยใหญ่ ให้เฝ้าระวังดินถล่มเพราะพื้นที่เขาอุ้มน้ำได้ไม่นาน 

                   4 มกราคม 2562  นายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เปิดเผยว่าเป็นเรื่องดีมากที่นายกรัฐมนตรี ออกมาสั่งการโดยตนเอง ทำให้ทุกหน่วยงานตื่นตัวกันมาก 

                   เตรียมรับมือวางมาตรการต่าง ๆ ช่วยเหลือประชาชนไว้ล่วงหน้า  จาก พายุ ปาบึก ที่จะเข้า 16 จังหวัดภาคใต้ในระดับสูงสุด โดยขึ้นฝั่งในช่วงเย็นวันนี้(4 ม.ค.)เพราะจะเป็นอันตรายต่อประชาชน ตนดูจากสถิติเก่า ๆ พบว่าพายุ ปาบึกเป็นพายุลูกแรกก่อตัวใกล้อ่าวไทยในรอบ 100 กว่าปีแตกต่างจากพายุลูกอื่น ๆ ซึ่งจัดอันดับความรุนแรง พายุเกย์ อันดับแรกที่รุนแรงที่สุดได้สร้างความสูญเสีย ผู้คนล้มตาย มากที่สุดทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก รองลงมา พายุแฮเรียต เข้าแหลมตะลุมพุก ทำให้มีคนตายเป็นจำนวนมาก เพราะเข้าโดยตรงไม่รอเหมือนพายุปาบึก จึงรุนแรงกว่า ส่วนอันดับสาม คือพายุปาบึก และอันดับสี่ พายุลินดา เคยเกิดขึ้นแล้ว

                   ตอนนี้พายุปาบึกมีความเร็วลม 95 กมต่อชม.เมื่อขึ้นฝั่งจะส่งผลให้เกิดอุทกภัย มีพายุฝนลมแรงพอสมควร จะเป็นฝนตกหนัก ต้องระวังจะถึงฝั่งเย็นนี้ ยังไม่รู้ว่าจะเป็นตามที่หน่วยงานคาดหรือไม่ ว่ามาแล้วทะลุออกไปทางฝั่งอันดามัน  ซึ่งโอกาสเสียหายมีแน่นอน บ้านพัง ดินโคลนถล่มต้องระวังให้มาก เตรียมอพพยชาวบ้านที่อยู่เชิงเขาเพราะภาคใต้เป็นพื้นที่ภูเขา ดินอุ้มน้ำได้ไม่นาน 

                  "พายุ ปาบึก  เมื่อขึ้นฝั่งจะลดลงไม่พัฒนาตัว แต่ลักษณะของอิทธิพลจะแช่ตัวอยู่กี่ชั่วโมงก่อนทราบทะลุอันดามัน หากแช่อยู่จะเป็นอุทกภัยใหญ่ของภาคใต้ มีดินโคลนถล่ม ต้องระวังติดตามให้มากเพราะมาก่อตัวในอ่าวไทย จากกระแสน้ำอุ่นส่งผลขณะนี้สภาพอากาศทั่วโลกมีปัญหา ประเทศฟิลิปินส์ ญี่ปุ่น มีพายุแรงด้วย ทางแถบสหรัฐฯและยุโรป อากาศหนาวมาเร็วขึ้นกว่าทุกปีถึงเดือนครึ่ง"นายสมิทธ กล่าว

                   สำหรับอิทธิพลจากพายุปาบึก ไม่ส่งผลถึงกรุงเทพ จะไม่มีฝนตก โดยกรุงเทพ มีความหนาวเย็นมากขึ้น ในสองอาทิตย์นี้ มีอุณหภูมิ 18-19 องศา  ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน อากาศจะหนาวเย็นขึ้น โดยเฉพาะยอดดอยอุณหภูมิ ติดลบ มีแม่คะนิ้ง ก็คือหิมะ ขนาดเล็กๆ จากละอองน้ำเกาะยอดหญ้าส่วนเดือนก.พ.อากาศจะร้อนแล้ว โดยคาดการณ์ปีนี้สภาพอากาศของไทย เป็น ลานินญา 

นครฯอ่วมอีกน้ำท่วมเมืองระลอกใหญ่

ข่าวทั่วไป  :  6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
พายุปาบึก

"กรมชลฯ"เร่งพร่องน้ำระวังล้นสปิลเวย์ เขื่อนใหญ่ 3 แห่ง เขื่อนกลาง 19 แห่ง  เตือนชาวนครฯเจอน้ำท่วมเมืองระลอกใหญ่ คาดเป็นจุดศูนย์กลางพายุขึ้นแผ่นดิน

                 4 มกราคม 2562  นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังประชุมทางไกลไปยังสำนักงานชลประทาน 16 จังหวัดภาคใต้ เพื่อเตรียมการรับสถานการณ์อุทกภัยจากอิทธิพลพายุ ปาบึก  

                 โดยกล่าวว่า ขณะนี้ศูนย์กลางพายุ ปาบึก อยู่จากห่างฝั่ง 200 กม.จะเคลื่อนที่ความเร็ว25 กม.ต่อชม.ความเร็วรอบจุดศูนย์กลาง เพิ่มจาก 65 กม.เป็น 75 กม.ต่อชม. ยังเป็นพายุโซนร้อน ไม่ถึงพายุไต้ฝุ่น โดยคาดว่าใช้เวลา ไม่เกิน 8-9 ชม. เข้าถึงฝั่งที่จ.นครศรีธรรมราช - สงขลา ช่วงเย็นวันนี้โดยขึ้นฝั่ง ประมาณ 4-5 โมงเย็น ดูจากเส้นทางพายุขยับลงต่ำกว่าเดิม จากคาดสองวันก่อนจะมาขึ้นจ.สุราษฎ์ธานี ตอนนี้แนวต่ำลงมา คาดว่าจะมีฝนตกหนักมากกว่า 123 มม.ที่อ.จะนะ นาทวี และอ.เทพา 154 มม.อ.สบ้าย้อย 200 กว่ามม.จนถึงจ.ปัตตานี ฝนตกกว่า 100 มม.

                  ปัจจุบันรัศมีความกว้างของพายุปาบึก เข้ามาถึงฝั่งแล้ว แต่ตัวศูนย์กลางยังมาไม่ถึงโดยจะถึงเย็นนี้และเที่ยงคืนจะหนักที่สุด โดยตัวพายุอยู่ในศูนย์กลางของแผ่นดิน ที่จ.นครศรีธรรมราช ฝนหนักประมาณ 300 มม.ทำให้เกิดน้ำท่วมเขตเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช ประมาณ 3-5 วัน และจังหวัดใกล้เคียงไปถึงฝั่งอันดามัน ซึ่งได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ กว่า 1,170 รายการและสะพานแบลรีย์ หากถนนถูกตัดขาด

                  พร้อมกันนี้นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯได้สั่งการให้ระดมทรัพยากรต่าง ๆ ลงพื้นที่เสี่ยง ตั้งศูนย์เฝ้าระวังสูงสุด24 ชม.แจ้งเตือนประชาชนอย่างทันท่วงที ได้ตั้งรองอธิบดีกรมชลประทาน 4 ท่านลงไปดูแลทุกพื้นที่เพื่อลดความเสีนหายให้น้อยที่สุด พร้อมกับผอ.-หัวหน้าสำนักชลประทาน ต้องอยู่ประจำจุดจนกว่าสถานการณ์คลี่คลาย พร้อมกับติดตามข้อมูลข่าวสารกับทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการสื่อสารได้ตลอดเวลาทุกสภาพอากาศเตรียมใช้ช่องทางผ่านวิทยุมือถือ ไว้กรณีสัญณานโทรศัพท์ล่ม โดยพายุนี้ทำให้มีฝนหนักถึงวันที่ 6 ม.ค.มีปริมาณฝนตกกระจัดกระจายทั่วภาคใต้ และมีฝนตกบางส่วน จ.ประจวบคีรีขันธ์ 

                   อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าได้ทำการประเมินน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำ 14 จังหวัดภาคใต้ และ2 จังหวัด เพชรบุรี กับประจวบคีรีขันธ์ุ  เขื่อนใหญ่ ๆ มีน้ำกว่า 80-90 % พบว่าเขื่อนใหญ่เฝ้าระวังน้ำล้นสปินเวลย์ มี 3 เขื่อน เช่นเขื่อนแก่งกระจาน เพชรบุรี เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี  

                  ส่วนเขื่อนขนาดกลาง เฝ้าระวังน้ำล้น 19 แห่ง เช่น เขื่อนคลองท่างิ้ว จ.ตรัง เขื่อนห้วยน้ำใส จ.ตรัง เขื่อนบ้านพรุเตย จ.ตรัง เขื่อนเสม็ดจวน จ.นครศรีธรรมราช เขื่อนห้วยอ่างหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขื่อนยางชุม จ.ประจวบฯ เขื่อนห้วยวังเต็ม จ.ประจวบฯ เขื่อนห้วยไทรงาม จ.ประจวบฯ เขื่อนห้วยมงคล จ.ประจวบฯ เขื่อนป่าบอน จ.พัทลุง เขื่อนคลองหัวช้าง จ.พัทลุง เขื่อนป่าพะยอม จ.พัทลุง เขื่อนบ้านกระหร่างสาม จ.เพชรบุรี เขื่อนทุ่งขาม เพชรบุรี เขื่อนห้วยสงสัย เพชรบุรี เขื่อนหาดส้มแป้น ระนอง เขื่อนคลองหลา สงขลา เขื่อนบางทรายนวล สุราษฎ์ธานี เขื่อนห้วยลึก กระบี่ ได้เพิ่มการระบายน้ำแล้ว 

                  ทั้งนี้ได้เตรียมการพร่องน้ำไว้ล่วงหน้าพร้อมกับคาดการณ์ปริมาณฝนที่จะเข้ามาตั้งแต่ช่วงวันที่30 ธ.ค.61 ที่พายุเริ่มก่อตัว จนวันที่1 ม.ค.62 พายุมีเส้นทางเข้าไทยโดยตรงได้ประเมินอัตราการไหลเข้าเขื่อนจากพายุปาบึก เช่นเขื่อนรัชชประภา มีน้ำไหล 240 ล้านลบ.ม.ยังมีช่องว่างเพียงพอรับได้ ส่วนเขื่อนบางลาง คาดว่าเข้าอีก 40 ล้านลบ.ม. และเขื่อนปราณบุรี ได้พร่องน้ำ ระบายเพื่มเป็น100ลบ.ม.ต่อวินาที หรือ วันละ 8 ล้าน ลบ.ม.โดยไม่กระทบด้ายท้ายเขื่อน ส่วนเขื่อนแก่งกระจาน ยังรับน้ำได้อีก 96 ล้านลบ.ม.

                     นายทองเปลว กล่าวว่าประเมินว่ากระแสลมแรงจากพายุ ปาบึก อาจส่งผลทำให้บ้านเรือนพัง สิ่งปลูกสร้างได้รับความเสียหาย แต่เป็นระดับปานกลาง ไม่แรงมากเหมือนพายุเกย์ ที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดและรองลงมาเป็นพายุแฮเรียต ส่วนความแรงลมของพายุ ปาบึก อันดับสาม และจะมีฝนหนักมาก 300 มม.ในช่วง 3 วัน จากที่ผ่านมาฝนตกหนักมาก ที่จ.นครศรีธรรมราช สูงสุด 288 มม.คราวนี้ฝนถึง 300 มม.มีผลกระทบน้ำท่วมมากในพื้นที่เทศบาลเมืองนครฯ แต่พายุนี้ย้อนจากอ่าวไทย ฝนตกจากปลายน้ำ การระบายยังทำได้ แต่อาจมีอุปสรรคจากระดับคลื่นซัดเข้าฝั่งที่สูงเป็นปัจจัยกระทบการระบายน้ำได้ ซึ่งได้เตรียมพร่องลำน้ำไว้ก่อนด้วย โดยได้พร้อมรับมือมาก่อนตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค. 61 เนื่องจากศูนย์น้ำอัจฉริยะ ได้พบพายุและประเมินสสถานการณ์ล่วงหน้า พร่องน้ำเขื่อน ลำน้ำ วันที่ 31 ธ.ค.61 ดังนั้นแม้ฝนจะตกมากก็เป็นไปตามแผน อยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้ โดยไม่ประมาทเพราะกรมชลฯมีความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ทุกครั้ง 

เลื่อนเลือกตั้ง? และบทสรุปที่แน่ชัด..

เลื่อนวันเลือกตั้ง,วิษณุ เครืองาม,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,คสช,นายกฯ,เลือกตั้ง

โดย...  สำนักข่าวเนชั่น

          ช่วงต้อนรับศักราช 2562 มีกระแสข่าวว่าจะมีการเลื่อนวันเลือกตั้งจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ออกไป จนเกิดความสับสนในกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้แสดงความเห็นในมุมมองของตัวเองกันหลากหลาย แต่ผู้ที่มีบทบาทชัดเจนในด้านนี้คือรัฐบาลและกกต.นั้นน่าจะไขคำตอบนี้ได้ชัดที่สุด

          ผลการประชุมครม.ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ยืนยันว่า พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จะยังไม่ออกภายในวันที่ 2 มกราคม ตามกำหนดการเดิมที่มีการตั้งไว้ และยังบอกไม่ได้ว่าจะเป็นเมื่อไร เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่จะทำให้เร็วที่สุด ในส่วนของรัฐบาลนั้น ยังไม่ได้มีการพูดถึงการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป ยังคงเป็นไปตามโรดแม็พเดิมที่วางไว้ ซึ่งอย่างเร็วที่สุดคือในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ส่วนจะช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์

          ล่าสุดช่วงเช้าวันที่ 3 มกราคม วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ตอบในเรื่องนี้ก่อนไปหารือกับ กกต.ว่า “ต้องเข้าใจอย่างนี้ เรื่องการเลือกตั้งอย่างไรต้องอยู่ใน 150 วัน คือไม่เกินวันที่ 9 พฤษภาคม และวันเลือกตั้ง จริงๆ ไม่ได้กระทบอะไรกับพระราชพิธีฯ การหาเสียงก่อนนั้นก็ไม่กระทบอะไร แน่นอนว่าต้องเกิดความสงบเรียบร้อย

          แต่พอหลังจากเลือกตั้ง มีกิจกรรมทางการเมืองที่จะต้องทำหลายอย่าง เมื่อลิสต์ออกมา 10 อย่าง แต่ละอย่างจะทำสะเปะสะปะไม่ได้ รัฐธรรมนูญกำหนดเวลาไว้หมดแล้ว พอเป็นอย่างนั้น ต้องดูว่าวันเหล่านั้นไปตรงล็อกกับพระราชพิธีฯ หรือไม่ ถ้าตรงล็อก เราจะขยับพระราชพิธีฯ ไม่ได้ แล้วเราจะขยับวันเวลากิจกรรมทางการเมืองก็ไม่ได้


          ฉะนั้นอาจจะต้องยกเอาวันเลือกตั้งออกไปจากเดิมเสีย เพื่อคำนวณกิจกรรมไม่ให้ไปทับซ้อน โดยเราจะทำอย่างนี้ได้ ก็ต่อเมื่อเอาปฏิทินวันเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ มาวาง แล้วไล่ดูไปว่าจะมีการทำกิจกรรมทางการเมืองอะไรทับซ้อนบ้าง ซึ่งกิจกรรมเหล่านั้นไม่ได้กำหนดเองส่งเดช แต่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ทั้งสิ้น ตอนนั้นกำหนดโดยที่เราไม่มีพระราชพิธีฯ บัดนี้ต้องเอาปฏิทินพระราชพิธีฯ ทับลงไปอีก แล้วจะมองเห็นความทับซ้อนเกิดขึ้นทันที

          เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครจะหนีใคร แล้วถ้าอย่างนั้นก็มีปฏิทินแผ่นที่สามทับลงไปว่า ขยับอย่างนี้ได้หรือไม่ แล้วจะเห็นว่าไม่มีอะไรทับซ้อน ดังนั้นขยับแล้ว วันใดเป็นวันที่เหมาะที่สุด ต้องเร็วที่สุดไม่ขยับแล้วช้า และต้องไม่ทับซ้อน ก็เท่านั้น ก็อาจจะไม่ต้องขยับก็ได้ ถ้าสมมุติว่า เมื่อทับลงไปแล้ว กกต.ปรับอะไรบางอย่างได้ แต่ถ้าปรับไม่ได้ก็ต้องมีการขยับ”

          เหตุผลทั้งหมดถูกไขออกมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน หลัง กกต.และวิษณุพบกัน โดยเนติบริกรแถลงว่า ได้นำรายละเอียดขั้นตอนพระราชพิธีฯ มาแจ้งต่อ กกต. เพราะจากเดิมทราบเพียงว่าจะมีพระราชพิธีฯ ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม แต่ในรายละเอียดก่อนหน้านั้นประมาณ 15 วัน จะมีพิธีการสำคัญที่จำเป็นต้องดำเนินการ รวมถึงหลังพระราชพิธีฯ แล้วก็จะยังมีกิจกรรมต่างๆ ต่อเนื่องอีกประมาณ 15 วันเช่นกัน

          “หากยึดวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 24 กุมภาพันธ์ กกต.ต้องประกาศผลภายใน 60 วัน คือไม่เกินวันที่ 24 เมษายน จากนั้นภายใน 15 วันจะต้องเสด็จฯ ไปทรงเปิดการประชุมสภานัดแรก ซึ่งจะตรงกับวันที่ 8 พฤษาคม เมื่อ กกต.ทราบขั้นตอนต่างๆ แล้วก็จะนำไปประกอบการพิจารณากำหนดวันเลือกตั้งที่เหมาะสมต่อไป โดยในจุดนี้รัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเพราะมีอำนาจเพียงนำพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งส.ส. ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น ซึ่งเดิมคาดว่าจะประกาศในวันที่ 2 มกราคม แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ พ.ร.ฎ.ดังกล่าวกลับลงมา ขณะนี้จึงถือว่าอยู่ในพระราชอำนาจ ซึ่งรัฐบาลได้ทูลเกล้าฯ ไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2561”

          รองนายกฯ กล่าวอีกว่า การที่ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งฯ ยังไม่ประกาศในราชกิจจาฯ ทำให้ กกต.ไม่สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นข้อดี เพราะจะทำให้ กกต.มีเวลาเตรียมการได้มากขึ้น ลำพังวันเลือกตั้งจะมีเมื่อไรนั้นไม่ได้มีผลต่อพระราชพิธีฯ แต่ถึงอย่างไรการเลือกตั้งต้องมีก่อนพระราชพิธีฯ แน่ เพราะอยู่ในช่วง 150 วันหลังวันที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มีผลบังคับใช้ หรือระหว่างวันที่ 11 ธันวาคม 2561-9 พฤษภาคม 2562

          ส่วนข้อห่วงใยว่าอาจจะมีความโกลาหลทับซ้อน จึงเสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปให้พ้นพระราชพิธีฯ นั้นทำไม่ได้ เพราะวันอาทิตย์สุดท้ายคือวันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งจัดการเลือกตั้งไม่ได้เพราะตรงกับพระราชพิธีฯ จะเลื่อนออกไปไม่ได้ เพราะจะเกินกรอบ 150 วัน ซึ่งเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถใช้มาตรา 44 เข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

          “ถ้าจะใช้กำหนดวันเลือกตั้งเดิมคือ 24 กุมภาพันธ์ ก็ไม่กระทบกับพระราชพิธีฯ เรื่องการหาเสียงก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะรัฐบาลมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย แต่สิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วงคือระยะเวลาหลังการเลือกตั้งที่ยังมีกิจกรรมทางการเมืองอื่น โดยเฉพาะกำหนดที่ กกต.ต้องประกาศผลการเลือกตั้ง ในวันที่ 24 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการทำน้ำอภิเษก กิจกรรมการเมืองกับกิจกรรมพระราชพิธีฯ จึงต้องไม่ทับซ้อนกัน ในความเห็นส่วนตัวเห็นว่าการประกาศผลรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส. ที่เหมาะสมควรจะเกิดขึ้นหลังพระราชพิธีฯ คือวันที่ 20 พฤษภาคม อย่างไรก็ตาม หาก กกต.จะยืนยันจัดการเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ก็ทำได้ แต่ระยะเวลาในการหาเสียง ก็จะน้อยลง" รองนายกฯ ระบุ

          ส่วนความเป็นไปได้ที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 10 มีนาคม หรือ 17 มีนาคม รองนายกฯ กล่าวว่า “ไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับ กกต. ผมได้บอกรายละเอียดกับกกต.ไป เชื่อว่า กกต.คงมีคำตอบในใจเพื่อจะนำไปหารือกัน เพราะก่อนหน้านี้ กกต.หารือกันแล้วว่าจะเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เมื่อ กกต.เห็นกรอบกระราชพิธีฯ 3 วันยังยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ แต่พอทราบรายละเอียดเพิ่มเติม กกต.จึงรับไปหารือเพิ่มเติม ไม่กล้าบอก กกต.ว่าวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ไม่เหมาะสมที่จะจัดวันเลือกตั้ง เดี๋ยวสื่อจะเอาไปพาดหัวว่าผมมาสอนมวย ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ กกต.จะต้องไปพิจารณากันเอาเอง แต่ถึงอย่างไรการเลือกตั้งจะต้องมีก่อนพระราชพิธีฯ”

          แหล่งข่าวจากคนใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผยว่า ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์หารือเกี่ยวกับวันเลือกตั้งกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า การเลือกตั้งต้องอยู่ในกรอบ 150 วัน ฉะนั้นกิจกรรมทางการเมืองและการเลือกตั้งทั้งหมดต้องเสร็จสิ้นก่อนวันพระราชพิธีฯ และอย่างน้อย 15 วันก่อนวันพระราชพิธีฯ ไม่ควรมีกิจกรรมใดๆ ทางการเมืองและการเลือกตั้ง 

          แหล่งข่าวกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์มีสองแนวทางที่มอบให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องหารือและสรุปโดยเร็วที่สุดดังนี้ 1.เลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 แต่ขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องและติดตามมา ขอให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน ดำเนินการได้หรือไม่ 2.หากการเลือกตั้งเกิดขึ้นหลังวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 โดยล่าช้าออกไปบ้าง แต่ขั้นตอนต่างๆ ขอให้ดำเนินการเหมือนข้อ 1 ตรงนี้ขอให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องหารือกัน

          แหล่งข่าวกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า แนวทางใดที่พอจะดำเนินการได้ให้ดำเนินการ และต้องมี ส.ส.475 คนให้ได้ก่อนเพื่อให้เปิดประชุมรัฐสภาได้ ส่วนกิจกรรมการเมืองและผลที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนั้น ควรเกิดขึ้นหลังกลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป

          ต่างๆ นานาในข้างต้น พอจะอนุมานได้แล้วว่าปฏิทินการเมืองไทยจะออกในรูปแบบใด

 

 

สถาบันพระปกเกล้าฯเผยเกินครึ่งไม่ค่อยเชื่อมั่นเลือกตั้งสุจริต

การเมือง  :  2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เลือกตั้ง,สถาบันพระปกเกล้า,สำรวจ

สถาบันพระปกเกล้าฯแถลงผลสำรวจครั้งที่ 2 เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ระบุ ประชาชน ร้อยละ 53.5 ไม่ค่อยเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม

          สถาบันพระปกเกล้า เผยผลสำรวจประชาชนครั้งที่ 2 เกี่ยวกับการเลือกตั้ง พบประชาชนมีความสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นอย่างมาก โดยคนอีสานและอาชีพข้าราชการให้ความสนใจมากที่สุด และตัดสินใจเลือก ส.ส.ที่นโยบาย แต่ประชาชนเกินครึ่งถึงร้อยละ 53.5 ไม่ค่อยเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งจะสุจริตและเที่ยงธรรม โดยสาเหตุจากการซื้อสิทธิขายเสียง ทุจริต ใช้อำนาจหรืออิทธิพลแทรกแซง

           วันนี้(4 ม.ค.) สถาบันพระปกเกล้า ได้แถลงผลสำรวจครั้งที่ 2 เรื่อง "การรับรู้ เกณฑ์การตัดสินใจและการยอมรับผลการเลือกตั้งของประชาชน" โดยสถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินโครงการจับตาการเลือกตั้ง 62 (Election'62 Watch) ซึ่งในโครงการประกอบไปด้วยกิจกรรมในหลายส่วน อาทิ การรวบรวมผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งของสถาบันพระปกเกล้า การจัดทำและรวบรวมบทความและบทสัมภาษณ์ต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง การจัดทำสื่อความรู้เพื่อรณรงค์และส่งเสริมการเลือกตั้ง รวมทั้งการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเลือกตั้ง

       ในการนี้สถาบันพระปกเกล้าได้จัดทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น 5 ครั้ง จำแนกเป็นในเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมาจำนวน 1 ครั้ง สำหรับครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 และจะมีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนอีก 3 ครั้งในช่วงวันที่ 25 มกราคม , 4 กุมภาพันธ์ และ 14 กุมภาพันธ์ รวมทั้งสิ้น 5 ครั้ง

       ในการสารวจความคิดเห็นครั้งที่ 2 เรื่อง “การรับรู้ เกณฑ์การตัดสินใจ และการยอมรับผลการเลือกตั้งของประชาชน” ได้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 26-30 ธันวาคม 2561 จากการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,540 ตัวอย่าง ซึ่งใช้หลักความน่าจะเป็นในทางสถิติบนฐานข้อมูลจำนวนประชากร จำแนกตามเพศ อายุ และเขตการปกครอง (ในและนอกเขตเทศบาลเมือง/นคร) ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และเพื่อให้แน่ใจว่าผลที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างนั้นจะสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีของคนทั้งประเทศได้ จึงได้มีการทำการถ่วงน้าหนัก (Weighted) เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ของประชากรในแต่ละพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง สำหรับวิธีการศึกษาใช้การสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว (Face to face interview) และการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ทั้งนี้ กำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95.0 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (standard error : S.E) ไม่เกิน 1.4

    ในการสอบถามความคิดเห็นครั้งนี้สามารถแบ่งคำถามได้เป็น 5 ส่วน ได้แก่

   ส่วนที่ 1 : ความสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งและช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

    ส่วนที่ 2 : ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งระบบใหม่

    ส่วนที่ 3 : เกณฑ์การตัดสินใจเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต

   ส่วนที่ 4 : ความมุ่งมั่นในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562

   ส่วนที่ 5 : ความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562

      สถาบันพระปกเกล้า ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายในทุกจังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 1,540 ตัวอย่าง แบ่งเป็นผู้ตอบแบบสอบถามเพศชาย ร้อยละ 50.1 เพศหญิง ร้อยละ 49.9 ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุระหว่าง 18 – 25 ปี ร้อยละ 12.6 อายุระหว่าง 26 – 35 ปี ร้อยละ 18.1 อายุระหว่าง 36 – 45 ปี ร้อยละ 23.6 อายุระหว่าง 46 – 60 ปี ร้อยละ 28.6 อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 17.1 การศึกษาระดับประถม ร้อยละ 24.2 ระดับมัธยม ร้อยละ 43.5 ระดับอุดมศึกษา ร้อยละ 32.3 ประกอบอาชีพในภาครัฐ ร้อยละ 18.3 ภาคเอกชน ร้อยละ 24.2 ภาคเกษตรกรรมและภาคแรงงาน ร้อยละ 46.0 กาลังศึกษา ร้อยละ 4.8 และอื่นๆ (เช่น เกษียณ แม่บ้าน อาชีพอิสระอื่นๆ) ร้อยละ 6.8 อาศัยอยู่ในเขตเมือง (กทม./เทศบาลนคร/เทศบาลเมือง) ร้อยละ 37.3 อยู่ในเขตนอกเมือง (เทศบาลตาบล/อบต.) ร้อยละ 62.7 และเป็นผู้ตอบแบบสอบถามที่มีภูมิลาเนาในกรุงเทพฯ ร้อยละ 8.6 ภาคเหนือ ร้อยละ 17.8 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 33.2 ภาคกลางและตะวันออก ร้อยละ 26.2 และภาคใต้ ร้อยละ 14.2

   ส่วนที่ 1 : ความสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งและช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

    ประชาชนมีความสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นอย่างมาก

    เมื่อสอบถามประชาชนว่ามีความสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้เพียงใดจากคะแนนเต็ม 10 ประชาชนร้อยละ 52.6 ให้คะแนนความสนใจต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ตั้งแต่ 8 คะแนนขึ้นไป มีเพียงร้อยละ 8.7 เท่านั้นที่ให้คะแนนความสนใจต่ากว่า 5 คะแนน และค่าเฉลี่ยของความสนใจโดยภาพรวมอยู่ที่ 7.39 คะแนน

    และเมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้คะแนนความสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งสูงที่สุดที่ 7.81 คะแนน รองลงมาเป็นผู้ตอบแบบสอบถามในภาคเหนือ 7.69 คะแนน ภาคกลางและตะวันออก 7.21 คะแนน ภาคใต้ 7.10 คะแนน และกรุงเทพฯ 6.10 คะแนน ตามลำดับ

     ส่วนความแตกต่างของความสนใจระหว่างคนกลุ่มต่างๆ พบว่า ผู้ชายมีความสนใจมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย คนอายุระหว่าง 36-60 ปีมีความสนใจมากกว่าคนช่วงอายุอื่นๆ คนที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าให้ความสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งมากกว่าคนที่มีระดับการศึกษาน้อยกว่า และกลุ่มข้าราชการให้ความสนใจสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอาชีพอื่นๆ

        ประชาชนส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารทางการเมืองทางโทรทัศน์ (ฟรีทีวี)

    เมื่อสอบถามประชาชนถึงช่องทางการติดตามข่าวสารทางการเมือง พบว่า ประชาชนร้อยละ 57.4 ระบุว่าติดตามข่าวสารทางการเมืองทางโทรทัศน์ (ฟรีทีวี) มากที่สุด รองลงมาร้อยละ 26.0 ระบุว่าติดตามทางอินเตอร์เน็ต/โซเชียลมีเดีย ร้อยละ 6.5 ติดตามผ่านการพูดคุยกับคนอื่นๆ และมีเพียงร้อยละ 3.6 เท่านั้นที่ติดตามทางหนังสือพิมพ์

       เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ น่าสนใจว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 72.9 ระบุว่า โทรทัศน์ (ฟรีทีวี) เป็นช่องทางที่ใช้ในการติดตามข่าวสารทางการเมืองมากที่สุด ในขณะที่ผู้ตอบที่มีอายุ 18-25 ปีที่ตอบว่าติดตามข่าวสารทางการเมืองทางโทรทัศน์ (ฟรีทีวี) มากที่สุดมีเพียง ร้อยละ 44.8 เท่านั้น ในทางกลับกัน มีผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพียงร้อยละ 10.3 เท่านั้น ที่ระบุว่าติดตามข่าวสารทางการเมืองทางอินเตอร์เน็ต/โซเชียลมีเดียมากที่สุด ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุ 18-25 ปีที่ระบุว่าติดตามข่าวสารทางการเมืองทางอินเตอร์เน็ต/โซเชียลมีเดียมากที่สุดมีถึงร้อยละ 42.8

       ในส่วนของการติดตามข่าวสารทางการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งนั้น พบว่า ประชาชนในทุกกลุ่มอายุส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารผ่านทางฟรีทีวี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ติดตามผ่านทางฟรีทีวีถึงร้อยละ 72.9 และ ลำดับรองลงมาพบว่าประชากรทุกกลุ่มติดตามข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประชากรอายุระหว่าง 18-25 ปีที่มีติดตามถึงร้อยละ 42.8

แสดงการติดตามข่าวสารทางการเมืองเกี่ยวกับ การเลือกตั้งผ่านช่องทางต่างๆ จำแนกตามกลุ่มอายุ

กลุ่มอายุ ฟรีทีวี การพูดคุยกับบุคคลอื่น หนังสือพิมพ์ โซเชียลมีเดีย อื่นๆ
18-25 44.8% 7.2% 2.6% 42.8% 2.6%
26-35 53.4% 5.0% 3.2% 30.5% 7.9%
36-45 55.4% 5.0% 3.3% 33.1% 3.3%
46-60 59.1% 7.9% 4.4% 19.6% 9.0%
60 ปีขึ้นไป 72.9% 7.6% 4.2% 10.3% 5.0%

 

    ส่วนที่ 2 : ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งระบบใหม่

   ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งของประชาชนยังเท่าๆ เดิมและใกล้เคียงกันในแต่ละภาค

    เมื่อสอบถามประชาชนเกี่ยวกับ จำนวน ส.ส. ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ประชาชนร้อยละ 61.4 ทราบว่า ส.ส. แบบแบ่งเขตมีจานวน 350 คน (เพิ่มขึ้นจากผลสารวจครั้งแรก ร้อยละ 2.3) ในขณะที่ประชาชน ร้อยละ 67.5 ทราบว่า ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อมีจำนวน 150 คน (ลดลงจากผลสำรวจครั้งแรก ร้อยละ 3)

     เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ประชาชนในภาคเหนือ มีความรู้เรื่องจานวน ส.ส. แบบแบ่งเขตสูงกว่าประชาชนในภาคอื่นๆ (ร้อยละ 65.7) รองลงมาเป็นประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 65.6) ประชาชนในเขตกรุงเทพฯ (ร้อยละ 65.2) ประชาชนในภาคใต้ (ร้อยละ 60.6) และประชาชนในภาคกลางและตะวันออก (ร้อยละ 52.6) ตามลำดับ

     เมื่อพิจารณาจำแนกตามกลุ่มอายุ พบว่า ประชาชนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ยังคงมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตสูงกว่าประชาชนในกลุ่มอายุอื่นๆ (ร้อยละ 43.7) รองลงมาเป็นประชาชนที่มีอายุระหว่าง 18 – 25 ปี (ร้อยละ 41.5) และประชาชนที่มีอายุระหว่าง 36 – 45 ปี เป็นกลุ่มที่เข้าใจถูกต้องในเรื่องของจานวน ส.ส. แบบแบ่งเขต (ร้อยละ 64.7) รองลงมาได้แก่ กลุ่มประชาชนที่มีอายุระหว่าง 46 – 60 ปี (ร้อยละ 64.3) ตามลำดับ

แสดงการรับรู้ต่อจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขต จำแนกตามกลุ่มอายุ

กลุ่มอายุ ความเข้าใจ
เข้าใจ “ถูก”  เข้าใจ “ผิด”
18-25 58.5% 41.5%
26-35 59.5% 40.5%
36-45 64.7% 35.3%
46-60 64.3% 35.7%
60 ปีขึ้นไป 56.3% 43.7%

     ส่วนความรู้เกี่ยวกับจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อนั้น ประชาชนในภาคใต้มีความรู้ในเรื่องนี้สูงกว่าภาคอื่นๆ (ร้อยละ 72.1) รองลงมาเป็นประชาชนในภาคเหนือ (ร้อยละ 71.2) ประชาชนในเขตกรุงเทพฯ (ร้อยละ 69.9) ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 69.5) และประชาชนในภาคกลางและตะวันออก (ร้อยละ 59.3) ตามลำดับ

      เมื่อพิจารณาจำแนกตามกลุ่มอายุ พบว่า ประชาชนที่มีอายุระหว่าง 26-35 ยังคงมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อสูงกว่าประชาชนในกลุ่มอายุอื่นๆ (ร้อยละ 35.8) รองลงมาเป็นประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 35.4) ในขณะที่ประชาชนที่มีอายุระหว่าง 36 – 45 ปี เป็นกลุ่มที่เข้าใจถูกต้องในเรื่องของจานวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ (ร้อยละ 70.0) รองลงมาได้แก่ กลุ่มประชาชนที่มีอายุระหว่าง 46 – 60 ปี (ร้อยละ 69.3) ตามลำดับ

 

แสดงการรับรู้ต่อจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ จำแนกตามกลุ่มอายุ

กลุ่มอายุ ความเข้าใจ
เข้าใจ “ถูก”  เข้าใจ “ผิด”
18-25 67.2% 38.8%
26-35 64.2% 35.8%
36-45 70.0% 30.0%
46-60 69.3% 30.7%
60 ปีขึ้นไป 64.6% 35.4%

    ส่วนที่ 3 : เกณฑ์การตัดสินใจเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต

   การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนจะตัดสินใจเลือกผู้สมัครโดยพิจารณาจากนโยบายของพรรค

    เมื่อถามประชาชนว่าจะตัดสินใจเลือกผู้สมัคร ส.ส. เขตในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยพิจารณาจากปัจจัยเรื่องใดมากที่สุด ประชาชนร้อยละ 35.4 ระบุว่าจะพิจารณาจากนโยบายของพรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัด ร้อยละ 26.5 ระบุว่าจะพิจารณาจากตัวผู้สมัครในเขตของตน ร้อยละ 21.5 จะพิจารณาจากพรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัด และร้อยละ 16.5 จะพิจารณาจากชื่อนายกรัฐมนตรีที่พรรคการเมืองนำเสนอ

       เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค น่าสนใจว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในแทบทุกภาคจะตัดสินใจเลือกผู้สมัครโดยพิจารณาจากนโยบายของพรรคมากที่สุด ยกเว้นภาคตะวันตะวันออกเฉียงเหนือเพียงภาคเดียวที่มีผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าจะใช้ปัจจัยเรื่องตัวผู้สมัครในเขตในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้ตอบที่จะใช้ปัจจัยเรื่องนโยบายพรรคในการเลือกผู้สมัคร (ร้อยละ 35.0 vs ร้อยละ 30.7)

แสดงเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขต จำแนกตามภาค (แยกกรุงเทพมหานคร)

ภาค ผู้สมัครในเขต พรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัด นโยบายของพรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัด ชื่อนายกรัฐมนตรีที่พรรคการเมืองนำเสนอ
กทม. 15.2% 34.8% 50.0% 0.0%
เหนือ 25.2% 17.9% 37.6% 19.3%
ตะวันออกเฉียงเหนือ 35.0% 20.1% 30.7% 14.3%
กลางและตะวันออก 23.8% 20.0% 35.6% 20.5%
ใต้ 20.6% 23.4% 35.3% 20.6%

        เมื่อพิจารณาจาแนกเป็นกลุ่มอายุ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ในแทบทุกภาคจะตัดสินใจเลือกผู้สมัครโดยพิจารณาจากนโยบายของพรรคมากที่สุด โดยเรียงลาดับจากกลุ่มประชากรอายุ 36-45 ปี รองลงมาได้แก่ กลุ่มอายุ 18-25 ปี และ กลุ่มอายุ 26 – 35 ปี คิดเป็นร้อยละ 40.3 , 37.1 และ 35.1 เรียงตามลำดับ

แสดงเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขต จำแนกตามกลุ่มอายุ

กลุ่มอายุ ผู้สมัครในเขต พรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัด นโยบายของพรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัด ชื่อนายกรัฐมนตรีที่พรรคการเมืองนำเสนอ
18-25 20.6% 25.8% 37.1% 16.5%
26-35 26.9% 22.2% 35.1% 15.8%
36-45 27.6% 17.1% 40.3% 14.9%
46-60 29.5% 20.5% 35.0% 15.0%
60 ปีขึ้นไป 23.9% 25.4% 29.2% 21.6%

   ส่วนที่ 4 : ความมุ่งมั่นในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562

   ประชาชนส่วนใหญ่ตั้งใจจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562

    เมื่อถามว่า หากมีการเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ท่านจะออกไปใช้สิทธิหรือไม่ ประชาชน ร้อยละ 86.8 ตอบว่า จะออกไปใช้สิทธิอย่างแน่นอน ร้อยละ 12.0 ตอบว่ายังไม่แน่ใจ และมีเพียงร้อยละ 1.3 เท่านั้นที่ตอบว่าจะไม่ไปสิทธิอย่างแน่นอน

     คนกรุงเทพฯ เริ่มไม่ค่อยแน่ใจว่าจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562

      เมื่อพิจารณาข้อมูลเป็นรายภาค พบว่า ประชาชนมากกว่าร้อยละ 90 ใน 3 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระบุว่าจะไปเลือกตั้งอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม มีประชาชนในกรุงเทพฯ เพียงร้อยละ 59.8 เท่านั้นที่ระบุว่าตั้งใจที่จะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 (น้อยกว่าสัดส่วนจากการสารวจครั้งที่ 1 ถึงร้อยละ 34.9) ถึงแม้ว่าจะมีประชาชนในกรุงเทพฯ เพียงร้อยละ 5.3 ที่ระบุว่าจะไม่ไปเลือกตั้งอย่างแน่นอน แต่มากกว่าหนึ่งในสาม (ร้อยละ 34.8) ระบุว่ายังไม่แน่ใจ

แสดงความมุ่งมั่นในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562
จำแนกตามภาค (แยกกรุงเทพมหานคร)

ภาค ไปแน่นอน ไม่ไปแน่นอน ยังไม่แน่ใจ
กทม. 59.8% 5.3% 34.8%
เหนือ 93.8% 1.5% 4.7%
ตะวันออกเฉียงเหนือ 91.8% 0.8% 7.4%
กลางและตะวันออก 82.4% 2.2% 15.3%
ใต้ 92.7% 1.4% 5.9%

          เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ พบว่า ประชาชนที่มีอายุระหว่าง 46-60 ปี ตั้งใจออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากที่สุด (ร้อยละ 91.1) ในขณะที่ผู้เลือกตั้งหน้าใหม่ (อายุ 18-25 ปี) และผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นสองช่วงวัยที่มีผู้ตอบว่าจะออกไปใช้สิทธิอย่างแน่นอนน้อยกว่าผู้ตอบในช่วงอายุอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 81.5 และร้อยละ 81.7 ตามลำดับ

แสดงความมุ่งมั่นในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 จำแนกกลุ่มอายุ

อายุ ไปแน่นอน ไม่ไปแน่นอน ยังไม่แน่ใจ
18-25 81.5% 2.1% 16.4%
26-35 87.8% 0.0% 12.2%
36-45 89.0% 1.9% 9.1%
46-60 91.1% 0.7% 8.2%
60 ปีขึ้นไป 81.7% 4.2% 14.1%

        ส่วนที่ 5 : ความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562

      ประชาชนเกินครึ่งยังไม่เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่ “สุจริตและเที่ยงธรรม”

       เมื่อสอบถามประชาชนว่ามีความเชื่อมั่นแค่ไหนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่ “สุจริตและเที่ยงธรรม” ประชาชนร้อยละ 53.5 ตอบว่าไม่ค่อยเชื่อมั่นและไม่เชื่อมั่นเลย ในขณะที่ประชาชนเพียงร้อยละ 46.5 ตอบว่าค่อนข้างเชื่อมั่นและเชื่อมั่นอย่างมาก

       นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบเป็นรายภาค พบว่า มีเพียงภาคเหนือและภาคใต้เท่านั้นที่ประชาชนมากกว่าครึ่งหนึ่งค่อนข้างเชื่อมั่นและเชื่อมั่นอย่างมากว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่ “สุจริตและเที่ยงธรรม” ในขณะที่ประชาชนร้อยละ 64.7 ในกรุงเทพฯ และร้อยละ 62.7 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังไม่ค่อยเชื่อมั่นและไม่เชื่อมั่นเลยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่ สุจริตและเที่ยงธรรม

แสดงความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้ง จำแนกตามภาค (แยกกรุงเทพมหานคร)

ภาค เชื่อมั่นอย่างมาก ค่อนข้างเชื่อมั่น ไม่ค่อยเชื่อมั่น ไม่เชื่อมั่นเลย
กทม. 5.3% 30.1% 34.6% 30.1%
เหนือ 27.7% 30.3% 33.9% 8.0%
ตะวันออกเฉียงเหนือ 5.3% 32.0% 43.9% 18.8%
กลางและตะวันออก 13.1% 33.9% 35.4% 17.6%
ใต้ 14.2% 45.2% 32.0% 8.7%

         เมื่อพิจารณาเรื่องความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้ง พบว่าในทุกกลุ่มอายุไม่ค่อยเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งในครั้งนี้ โดยกลุ่มที่ไม่มีความเชื่อมั่นสูงที่สุด คือ กลุ่มประชากรที่มีอายุช่วง 36-45 ปี

แสดงความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้ง จำแนกตามกลุ่มอายุ

ภาค เชื่อมั่นอย่างมาก ค่อนข้างเชื่อมั่น ไม่ค่อยเชื่อมั่น ไม่เชื่อมั่นเลย
18-25 16.9% 34.4% 36.9% 11.8%
26-35 8.2% 35.5% 37.6% 18.6%
36-45 10.7% 35.3% 39.4% 14.6%
46-60 12.9% 31.3% 36.5% 19.3%
60 ปีขึ้นไป 16.0% 34.0% 36.6% 13.4%

     เมื่อถามต่อไปว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับในผลการเลือกตั้งครั้งนี้

  • ร้อยละ 35.6 ตอบว่า การจัดการเลือกตั้งของ กกต. ที่สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความยุติธรรม
  • ร้อยละ 11.6 ตอบว่า ผลการเลือกตั้งตรงตามที่ประชาชนเลือก สะท้อนความต้องการของเสียงส่วนใหญ่
  • ร้อยละ 10.6 ตอบว่า ประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจานวนมาก การมีส่วนร่วมของประชาชน
  • ร้อยละ 6.1 ตอบว่า ความเป็นกลางของรัฐบาล
  • ร้อยละ 4.3 ตอบว่า ได้คนดี รัฐบาลดี นโยบายดี

    ส่วนสิ่งสำคัญที่อาจทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับในผลการเลือกตั้งครั้งนี้

  • ร้อยละ 31.0 ตอบว่า การทุจริต มีการโกงการเลือกตั้ง
  • ร้อยละ 18.1 ตอบว่า การซื้อสิทธิขายเสียง แจกเงินหรือสิ่งจูงใจเพื่อชนะการเลือกตั้ง
  • ร้อยละ 5.5 ตอบว่า การใช้อำนาจหรืออิทธิพลแทรกแซงการเลือกตั้ง
  • ร้อยละ 4.2 ตอบว่า พรรคการเมืองแข่งขันกันแบบเอารัดเอาเปรียบ

 

น้ำขึ้นเร็วกว่าที่คาด! สั่งอพยพ ปชช. แหลมตะลุมพุกด่วนที่สุด

คลิปเด็ด  :  9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

 

 

เนื่องด้วยอิทธิพลของพายุปาบึก เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีการแจ้งเตือนให้ ปชช. พื้นที่แหลมตะลุมพุก อพยพอย่างเร่งด่วน

นครศรีธรรมราช - เนื่องด้วยอิทธิพลของพายุปาบึก โดยเมื่อเวลา 10.15 น.ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และน้ำขึ้นเร็วกว่าที่คาด และจำเป็นต้องมีการสั่งอพยพประชาชนในหมู่บ้านแหลมตะลุมพุก อย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ผู้ใช้เฟซบุ๊ก คาเธ่ย์ หมี ได้อัพเดทสถานการณ์ล่าสุด โดยโพสต์คลิปและข้อความระบุว่า 

" แหลมตะลุมพุก รีบอพยพเร่งด่วน !!

ให้ออกจากพื้นที่ทั้งหมดทุกคน เอาชีวิตให้รอดก่อนที่คลื่นใหญ่จะมาถึงบ่ายๆนี้ #พายุปาบึก 10.15 น. รถแจ้งเตือน​ ปชช.ที่ไม่ยอมออกจากหมู่บ้าน​ ตะลุมพุก​ ให้เร่งอพยพด่วนทั้งหมด​ หลังน้ำและพายุ ได้ขึ้นฝั่งเร็วกว่าที่คาดไว้ #นครศรีธรรมราช /@ittipatNationTV "

 
วิดีโอที่ฝังไว้
ittipat pinrarod@ittipatNationTV 

ระดับน้ำเริ่มสูงขึ้น​ ต่อเนื่อง​ ท่วมหมู่1​บ้านแหมตะลุมพุก​

เลือกตั้ง! ต้องสะเด็ดน้ำ

พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พลทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์,แม่ทัภาค4,ชายแดนใต้,เลือกตั้ง

คอลัมน์...  ถอดรหัส ลายพราง  โดย...  พลซุ่มยิง

          เปิดศักราชใหม่ปีแห่งการรอคอยและคาดหวังว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น หลังตกอยู่ในวังวนความขัดแย้งทางการเมืองและรัฐประหารมายาวนาน ภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนถึงทุกวันนี้

          ชัดเจนแล้วว่าการเลือกตั้งจะยังไม่เกิดใน 24 กุมภาพันธ์นี้ ด้วยเหตุผลความจำเป็นต้องขยับเพื่อไม่ให้กิจกรรมทางการเมืองซ้ำซ้อนกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคมนี้ แต่ยังคงอยู่ในกรอบคือไม่เกินวันที่ 9 พฤภาคม ซึ่งทำให้สองพรรคใหญ่ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ออกอาการ ‘หนาวๆ ร้อนๆ’ กับผลพวงที่จะตามมา คือ ส.ส. มีโอกาสย้ายสังกัดพรรคได้อีกระลอก

          เนื่องจากหากพิจารณาตามข้อเท็จจริงยังไม่เห็นผู้นำทางการเมืองคนใด มีเสียงตอบรับจากประชาชนได้ดังเท่า พล.อ.ประยุทธ์ เพราะมีจุดแข็ง 2 เรื่อง คือไม่ปรากฏภาพผลประโยชน์ทับซ้อนและการเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ ถือเป็นวัฒนธรรมการเมืองไทย น่าจะเป็นปัจจัยหลักทำให้พลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นพรรคกำลังมาแรงในขณะนี้

          หน่วยงานความมั่นคงเชื่อว่าการเลือกตั้งในปีนี้ ‘ดุเดือด’ เพราะเป็นการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองครั้งสำคัญระหว่างพรรคที่เรียกตัวเอง ฝ่าย ‘ประชาธิปไตย’ ที่กำลังตกเป็นรองฝ่ายที่ถูกกล่าวหา ‘ฝักใฝ่เผด็จการ’ โดยมีประชาชนเป็นผู้ตัดสินแพ้-ชนะจะส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของแต่ละฝ่าย

          เหตุลอบวางระเบิดหลายจุดที่ จ.สงขลา ก่อนสิ้นปี 2561 เพียงไม่กี่วัน คือสัญญาณเตือนรัฐบาลและคสช.ต้องทบทวนแผนรักษาความปลอดภัยอีกรอบ ตั้งแต่มาตรการสกัดกั้นตามแนวชายแดน จุดตรวจ และการดูแลพื้นที่ภายในเขตเมืองควบคู่กับการประกบบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของ คสช.ทั้งหมด

          แม้หน่วยงานความมั่นคงจะให้น้ำหนักการก่อเหตุเป็นเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะอยู่ระหว่างรอยต่อการพูดคุยสันติสุข ซึ่งฝ่ายมาเลเซียพยายามกดดันฝ่ายผู้เห็นต่างให้เข้าร่วมกระบวนการพูดคุยกับไทย แต่ยังไม่ทิ้งประเด็นการเมือง ทั้งนี้ไม่ว่ามูลเหตุจะเกิดจากกรณีใดก็ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันเพื่อสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลและคสช.

          พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 4 เพิ่มระดับความเข้มข้นทั้งงานเชิงรับและเชิงรุก ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด เพื่อดูแลพื้นที่ให้เกิดความปลอดภัยทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง ตลอดจนประสานงานด้านการข่าวกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวบุคคลต้องคดีแอบข้ามเข้ามาฝั่งไทย อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

          ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำชับหน่วยความมั่นคงดูแลพื้นที่รับผิดชอบตลอดในห้วง 6 เดือนต่อจากนี้ให้เกิดความเรียบร้อย โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาสำคัญ คือ 1.ช่วงเดือนมกราคมจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง รวมถึงการนับคะแนนเลือกตั้ง 2.ห้วงเวลา กกต.พิจารณาข้อร้องเรียน การให้ใบเหลือง-ใบแดงในการเลือกตั้ง และการประกาศผลการเลือกตั้งส.ส.

          และ 3.เปิดการประชุมรัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรี จัดตั้งครม. ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อการส่งมอบงานของรัฐบาลเก่าและคสช.ให้แก่ครม.ชุดใหม่ หลังเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับหน้าที่ จากนั้นอีก 15 วัน แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และจะเริ่มการทำหน้าที่อย่างเป็นทางการ

          “พล.อ.ประวิตร เน้นย้ำฝ่ายความมั่นคงให้ความสำคัญงานด้านการข่าว บูรณาการทำงานให้มีเอกภาพ เพื่อป้องกันปัจจัยภายในและภายนอกประเทศอาจส่งผลกระทบการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนโดยรวม ให้กระบวนการจัดการเลือกตั้ง ต้องทำให้สะเด็ดน้ำในทุกขั้นตอน เพื่อเกิดความโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก” แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงระบุ

          ขณะบริเวณตามแนวชายแดนให้กองกำลังทั้ง 4 ทัพภาค ประสานข้อมูลงานด้านการข่าวกับหน่วยงานเกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังและเข้มข้นมาตรการสกัดกั้นขบวนการลักลอบนำเข้าอาวุธสงครามตามจุดผ่านแดนและช่องทางธรรมชาติไม่ให้เข้ามาถึงพื้นที่ชั้นในตลอดจนปฏิบัติการกวาดล้างผู้มีอิทธิพล ซุ้มมือปืนในทุกพื้นที่

          รัฐบาลคสช.หวังให้การเลือกตั้งครั้งนี้เปลี่ยนแปลงการเมืองภายใต้ระบอบรัฐประหาร หรือระบอบเผด็จการทางทหาร เป็นระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ให้เป็นที่ยอมรับของคนภายในและภายนอกประเทศ เพื่อรองรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่จะมาถึงในเร็ววันนี้ ตลอดจนถึงการแสดงบทบาทในฐานะประธานอาเซียนของไทย

 

อ่านจากวิกิพีเดียกันเถิดว่าทำไมเลื่อนเลือกตั้ง

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก,เลื่อนเลือกตั้ง

คอลัมน์... เด็ดยอด โดย... รักษ์ ปักธงไทย

          พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีเก่าแก่ ซึ่งเป็นงานมหามงคลที่สำคัญต่อคนไทยและประเทศชาติ

          พระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีมาแล้ว 11 ครั้ง จากกษัตริย์ 9 พระองค์ ซึ่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 12 ในวันเดียวกัน เดือนเดียวกันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ห่างกัน 69 ปี โดยจะมีวันฉัตรมงคลวันเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

          พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำหรับผู้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ เพื่อดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์อย่างสมบูรณ์

          รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อขึ้นเสวยราชสมบัติ ได้ทรงทำพระราชพิธีนี้อย่างสังเขป เมื่อปี พ.ศ. 2325 ครั้งหนึ่งก่อน


          จากนั้นได้ทรงตั้งคณะกรรมการสอบสวนแบบแผนโดยถี่ถ้วน แล้วตั้งขึ้นเป็นตำรา จากนั้นก็ทรงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแบบเต็มพิธี ตามตำราอีกครั้ง เมื่อปี พ.ศ. 2328 และได้ใช้เป็นแบบแผนตามตำรากับรัชกาลต่อมาจนถึงปัจจุบัน


          สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ผ่านการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว จะมี “พระบาท” นำหน้าพระนาม โดยหลังประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ในวันที่เดียวกันนั้นของปีถัดไป จะกลายเป็น "วันฉัตรมงคล” วันสำคัญนี้ของในหลวง 2 พระองค์เป็นวันเดียวกัน


          สำหรับขั้นตอนการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วยขั้นตอนหลักสำคัญ 5 ขั้นตอน ได้แก่


          ขั้นตอนที่ 1 พิธีเชิญน้ำจากแหล่งน้ำสำคัญ มาเสกทำพระพุทธมนต์และน้ำเทพมนต์ เพื่อเตรียมน้ำอภิเษกและน้ำสรงพระมุรธาภิเษก ซึ่งตักมาจากแม่น้ำสายสำคัญของประเทศ และมาตั้งพิธีเสกที่พุทธเจดียสถานและวัดสำคัญต่างๆ ประกอบด้วย


          1.แม่น้ำป่าสัก ณ ตำบลท่าราบ ไปทำพิธีเสกน้ำที่พระพุทธบาท อันเป็นมหาเจดียสถานอยู่ในมณฑลประเทศที่ตั้งกรุงละโว้และกรุงศรีอยุธยา

          2.ทะเลแก้วและสระแก้ว แขวงเมืองพิษณุโลก ไปทำพิธีในพระวิหารพระพุทธชินราช วัดพระศรีมหาธาตุ จ.พิษณุโลก อันเป็นมหาเจดียสถานอยู่ในโบราณราชธานีฝ่ายเหนือ

          3.น้ำโชกชมภู่ น้ำบ่อแก้ว น้ำบ่อทอง แขวงเมืองสวรรคโลก ไปทำพิธีที่วัดพระมหาธาตุ เมืองสวรรคโลก อันเป็นมหาเจดียสถานโบราณราชธานีครั้งสมเด็จพระร่วง (ปัจจุบันอยู่ในเขต จ.สุโขทัย)

          4.แม่น้ำนครไชยศรี ที่ตำบลบางแก้ว ไปทำพิธีที่พระปฐมเจดีย์ เมืองนครไชยศรี อันเป็นโบราณมหาเจดีย์ตั้งแต่สมัยทวารวดี

          5.บ่อน้ำวัดหน้าพระลาน บ่อวัดเสมาไชย บ่อวัดเสมาเมือง บ่อวัดประตูขาว ห้วยเขามหาชัย และน้ำบ่อปากนาคราช ในเมืองนครศรีธรรมราช ไปทำพิธีที่วัดพระมหาธาตุ เมืองนครศรีธรรมราช อันเป็นมหาเจดียสถานอยู่ในโบราณราชธานีนครศรีธรรมราช

          6.บ่อทิพย์ เมืองนครลำพูน ไปทำพิธีที่วัดพระมหาธาตุหริภุญไชย อันเป็นมหาเจดียสถานในแว่นแคว้นโบราณราชธานีทั้งหลายในฝ่ายเหนือ คือ นครหริภุญไชย นครเขลางค์ นครเชียงแสน นครเชียงราย นครพะเยา และนครเชียงใหม่

          7.บ่อวัดธาตุพนม ทำพิธีเสกที่พระธาตุพนม เมืองนครพนม มณฑลอุดรอันเป็นมหาเจดียสถานอยู่ในประเทศที่ตั้งโบราณราชธานีโคตรบูรหลวง

          นอกจากนี้ ยังได้ตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปตั้งทำพิธี ณ วัดสำคัญในมณฑลต่างๆ อีก 10 มณฑล ได้แก่
          1. วัดบรมธาตุ เมืองชัยนาท มณฑลนครสวรรค์
          2. วัดมหาธาตุ เมืองเพชรบูรณ์ มณฑลเพชรบูรณ์
          3. วัดกลาง เมืองนครราชสีมา มณฑลนครราชสีมา
          4. วัดสีทอง เมืองอุบลราชธานี มณฑลอีสาน
          5. วัดยโสธร เมืองฉะเชิงเทรา มณฑลปราจีนบุรี
          6. วัดพลับ เมืองจันทบุรี มณฑลจันทบุรี
          7. วัดตานีนรสโมสร เมืองตานี มณฑลปัตตานี
          8. วัดพระทอง เมืองถลาง มณฑลภูเก็ต
          9. วัดพระธาตุ เมืองไชยา มณฑลชุมพร
          10. วัดพระมหาธาตุ เมืองเพชรบุรี มณฑลราชบุรี


          รวมสถานที่ที่ทำน้ำอภิเษกทั้งหมด 17 แห่ง และน้ำอภิเษกนี้ ยังคงใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้


          ขั้นตอนที่ 2 พระราชพิธีจารึกดวงพระราชสมภพและพระปรมาภิไธยพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะเสด็จขึ้นครองราชสมบัติลงพระสุพรรณบัฏ


          ขั้นตอนที่ 3 พระราชพิธีโสรจสรงพระมุรธาภิเษก รับน้ำพระพุทธมนต์และน้ำเทพมนต์ เพื่อสรงสนานพระองค์และสรงสนานพระเศียรด้วยสหัสธารา อันเป็นการชำระและบังเกิดสิริสวัสดิมงคลยิ่งโดยโบราณราชประเพณี


          ขั้นตอนที่ 4 พระราชพิธีถวายพระราชสมบัติอันบริบูรณ์ในพระราชอาณาจักร ประมวลเป็นประมาณมาทั้งอัฐทิศแด่พระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงรับไว้อภิรักษ์ และอภิบาลให้เป็นอาณาประโยชน์แก่พสกนิกร


          ขั้นตอนที่ 5 พระราชพิธีถวายดวงพระบรมราชสมภพ พระปรมาภิไธย พระมหาราชครูพราหมณ์ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องมงคลสิริเบญจราชกกุธภัณฑ์ แสดงพระราชฐานะสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าโดยสมบูรณ์ ทรงรับเครื่องมงคลสิริเบญจราชกกุธภัณฑ์ แล้วจึงมีพระราชดำรัสดังพระปฐมบรมราชโองการ


          โดยในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ในวันนั้นได้มีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”


          และพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ตรงกับช่วงวันเวลาเดียวกัน คือ 4/5/6 ในปี 2562 ...2 รัชกาล ห่างกัน 69 ปี จึงมีวันฉัตรมงคลเดียวกัน


          ดังนั้นก่อนวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4-5-6 พฤษภาคม 2562 ตามโบราณราชประเพณีต้องมีพระราชพิธีสำคัญหลายขั้นตอน นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม และเมษายน จวบจนถึง 4-5-6 พฤษภาคม 2562 ดังที่กล่าวข้างต้น


          ขั้นตอนสำคัญตามโบราณราชประเพณี และพระราชพิธีศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ ควรราบรื่นสมพระเกียรติ และหน้าตาของประเทศ


          เลื่อนเลือกตั้งไปสักเดือน คงไม่กระไร ไม่ต้องโวยวายจะเป็นจะตาย มีสติ และเปิดตามองโบราณราชประเพณีของชาติเรา ด้วยหัวใจพองโตกันเถิด จะมีสักกี่หนกันเชียวในตลอดชีวิตของคนไทยคนหนึ่ง...คิดสิคิด

 ...................................

"สุดารัตน์" ลั่นไม่คิดปิดทาง " ชัชชาติ" แคนดิเดตชิงนายกฯ

การเมือง  :  9 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สุดารัตน์,ชัชชาติ,แคนดิเดตนายกฯ,ไม่คิดปิดทาง,เพื่อไทย,ทำงานเป็นทีม

"หญิงหน่อย" ขอ ปชช.เลือกตั้งให้ดี ใช้ "เพื่อไทย" ไขกุญแจคืนความสุขแท้จริง สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน ย้ำร่วม "ชัชชาติ" ทำงานเป็นทีมไม่คิดแข่งกันเพราะชวนเข้ามาทำงานเอง

        วันที่ 4 ม.ค. 2562 - เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ผ่านมา ที่ศูนย์ประสานงานเลือกตั้ง เขต 8 กทม. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้เดินทางมาเป็นประธาน เปิดศูนย์ประสานงานเลือกตั้ง เขต 8 กทม. ลาดพร้าว-วังทองหลาง พร้อมแนะนำตัวผู้สมัครพรรคเพื่อไทยเขต 8 ร.ท.(หญิง) สุณิสา ทิวากรดำรง หรือหมวดเจี๊ยบ โดยมีอดีตรัฐมนตรีและสมาชิกพรรคมาร่วมงานและแสดงความยินดีคับคั่ง อาทิ นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรค , น.ส.ภูวนิดา คุนผลิน อดีต ส.ส.ลาดพร้าวหลายสมัย และอดีตเลขานุการ รมว.ต่างประเทศ 

 ...................................................

4 มกราคม 2562

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน