*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5131
  • จำนวนผู้ชม : 3240988
  • จำนวนผู้โหวต : 1703
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1703 คน
<< กุมภาพันธ์ 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 261 , 19:51:41 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สิงห์นอกระบบ , vinitvadee โหวตเรื่องนี้

                        11 กุมภาพันธ์ 2562

          มาถึงตรงนี้ ประเด็น 'ทษช.' ก็ทำให้แตกกระเจิงกันไปคนละทิษละทาง พรรคเพื่อไทยที่เป็นพรรคแม่ก็ปฏิเสธ

ความเกี่ยวข้องรับผิดชอบ จนล่าสุดมีการฟอร์มตัวกรรมการบริหารเสียใหม่ ดังข่าวออนไลน์ท้ายนี้

 

เปิดโฉม 14 กก.บห.ไทยรักษาชาติ

Breaking news  :  40 นาทีที่ผ่านมา

 

กรรมการบริหารพรรค,ไทยรักษาชาติ

ดูกันให้ชัด 14 กรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ

          หากในที่สุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) จะส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ 14 คน ต้องเว้นวรรคการเมืองเป็นเวลา 10 ปี โดยโฉมหน้า 14 คนประกอบด้วย

1.ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ

2.นายฤภพ ชินวัตร รองหัวหน้าพรรคคนที่ 1

3.นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร รองหัวหน้าพรรคคนที่ 2

4.นายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ รองหัวหน้าพรรคคนที่ 3

5.นพ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล รองหัวหน้าพรรคคนที่ 4

6.รศ.ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ กรรมการบริหารพรรค

7.นายจุลพงศ์ โนนศรีชัย กรรมการบริหารพรรค

8.นายมิตติ ติยะไพรัช เลขาธิการพรรค ลูกชายนายยงยุทธ ติยะไพรัช แกนนำพรรคเพื่อไทย

9.นายต้น ณ ระนอง รองเลขาธิการพรรคคนที่ 1

10.นายวิม รุ่งวัฒนจินดา รองเลขาธิการพรรค

11.นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ รองเลขาธิการพรรคคนที่ 3

12.นายพงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ

13.นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ นายทะเบียนสมาชิกพรรค

14.นางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ เหรัญญิกพรรค

 

เปิดโฉม 14 กก.บห.ไทยรักษาชาติ

 

 

 

"หญิงหน่อย" ไม่ยุ่ง ไทยรักษาชาติ

Breaking news  :  2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เจ๊หน่อย,ทษช,พท,เป้าเกมการเมือง,ไทยรักษาชาติ,เพื่อไทย

"หญิงหน่อย" ไม่ยุ่ง ไทยรักษาชาติ-ไม่เชื่อ "พท." ตกเป็นเป้าเกมการเมืองรายต่อไป ลั่นเดินหน้าแข่งด้วยนโยบาย

          วันที่ 11 ก.พ. 62 - คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) รับรองบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอให้เป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้ง ว่า เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น ส่วนการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคยังเดินหน้าตามทิศทางและนโยบายที่กำหนด


          ส่วนกรณีที่เกี่ยวกับการเสนอเรื่องให้ กกต. พิจารณายุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) นั้น คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบและพรรคเพื่อไทยไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพรรคดังกล่าว แม้สมาชิกพรรค ทษช. จะเคยเป็นอดีตสมาชิก หรือ ส.ส.ของพรรคไทยรักไทยก็ตาม แต่ก็ได้อธิบายความจำเป็นไปแล้วว่า ตามหลักเกณฑ์รัฐธรรมนูญ ทำให้บ้านเล็กลง ทำให้เข้าต้องออกจากพรรคไป

          ส่วนสถานการณ์ที่เกิดกับทษช.จะกระทบกับการรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลอนาคตหรือไม่นั้น คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ตนไม่ได้มองแบบนั้น และในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรค วันนี้ต้องเทิดทูนดำรงไว้ซึ่งสถาบัน ชาติ ศาสตร์ กษัตริษ์ เมื่อมีพระบรมราชโองการมาแล้ว ทุกฝ่ายต้องน้อมรับไว้เหนือเกล้า และถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ดังนั้นทุกคนก็ต่างทำหน้าที่ นำเสนอนโยบาย แนวคิดเพื่อบ้านเมือง สำหรับพรรคเพื่อไทยพูดอยู่เสมอว่าจะนำแนวคิดทั้งหมดไปสู่การที่จะทำให้ประเทศชาติสงบสุขอย่างมีอนาคต 

          ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่ากรณีที่เกิดกับพรรคไทยรักษาชาติจะทำให้พรรคเพื่อไทยตกเป็นเป้าของเกมเลือกตั้ง เพราะต้องแข่งกับพรรคพลังประชารัฐ นั้น ตนยืนยันว่าการแข่งขันทางการเมืองเป็นสิ่งปกติ และพรรคเพื่อไทยพร้อมแข่งขันด้วยนโยบาย

          "ดิฉันยังไม่ได้คุยกับแกนนำหรือคนในพรรคไทยรักษาชาติ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ส่วนประเด็นที่เกิดขึ้นกับพรรคดังกล่าว ไม่ขอก้าวก่าย" คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว. 

"ร.10" รับสั่งต้องทำให้ปชช.มีความสุข

การเมือง  :  2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ร10,ประยุทธ์,นายกฯ,ต้องทำให้ปชช,มีความสุข,งานพระราชนิพนธ์,ร6,หลักราชการ

"ประยุทธ์" เผย "ร.10" รับสั่ง ต้องทำให้ ปชช. มีความสุข แนะ "ผู้ว่าฯ-นายอำเภอ-นักปกครอง" อ่าน งานพระราชนิพนธ์ "ร.6" เรื่อง "หลักราชการ"

          วันที่ 11 ก.พ. 62 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวตอนหนึ่งหลังเป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการสร้างการรับรู้สู่ชุมชน ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรับสั่งกับตนให้เป็นแนวทางการทำงานว่าต้องทำให้ประชาชนมีความสุข มีทางออก ถือว่าครอบคลุมทั้งหมด รวมถึงสังคมต้องมีระเบียบวินัย ทุกคนพร้อมทำงานจิตอาสา ทำความดีเพื่อสังคม และประเทศชาติและทุกคนต้องเคารพกฎหมาย ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับเดียวกันไม่มีการเลือกปฏิบัติ

          ทั้งนี้ ในช่วงท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ได้หยิบหนังสือเล่มพร้อมกับแนะนำให้กับผู้ว่าราชการ นายอำเภอและนักปกครองทั้งหมดจะต้องอ่านหนังสือฉบับนี้ ที่ชื่อว่า "หลักราชการ" พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งจัดพิมพ์ไว้สำหรับแจกข้าราชการในโอกาสตรุษสงกรานต์ เมื่อ พ.ศ. 2457 ตนได้อ่านแล้ว หนังสือดีๆ บางคนก็ไม่อ่าน ชอบไปอ่านอะไรที่สมัยใหม่ ในโอกาสที่วันนี้ผู้ว่าฯ มาฟังตนพูดโดยตรงก็ขอยกตัวอย่างเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งท่านทรงรับสั่งในเรื่องของวุฒิการศึกษา เรื่องวิชาการท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ซึ่งคุณวิเศษเหล่านี้จะขอพัฒนาพอสังเขปดังนี้ สำหรับศิษย์ อาจารย์และข้าราชการ 1.เรื่องความสามารถ 2.ความเพียร 3.ความไหวพริบ 4.ความรู้เท่าถึงการณ์ 5.ความซื่อตรงต่อหน้าที่ 6.ความซื่อตรงต่อคนทั่วไป 7.ความรู้จักนิสัยคน 8.ความรู้จักผ่อนผัน 9.ความมีหลักฐาน และ 10.ความจงรักภักดี ซึ่งพระราชนิพนธ์เล่มนี้มุ่งเน้นให้สติผู้ที่มีวิชาความรู้หรือการศึกษาสูงว่า ควรต้องมีคุณวิเศษหรือคุณธรรมความดีงามทั้ง 10 ข้อดังกล่าวประกอบกันด้วย จึงจะทำให้เจริญก้าวหน้าและเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งแนะนำให้ทุกคนไปศึกษาเรียนรู้ได้จากทั้งหนังสือที่เป็นรูปเล่มและหนังสือออนไลน์ และนำไปประยุกต์ใช้จริงในชีวิต

      อย่างไรก็ตามหนังสือทุกเล่มมีดีหมดจะอ่านมาก อ่านน้อย อ่านตอนพักหรืออ่านก่อนนอนก็จะทำให้จิตใจเราดีขึ้น วันนี้ตนเอาธรรมะมาอ่านหลายเล่ม ทำอย่างไรให้ใจเย็น ทำอย่างไรให้พูดจาดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ยิ้มหวานๆ อย่างที่เขาต้องการก็อะลุ่มอล่วย แต่ถ้ามากไปก็เกินและผิด วันหน้าพอตึงแล้วก็ดึงกลับมาไม่ได้ แต่วันนี้ก็อะลุ่มอล่วยกันไปหลายอย่าง ทั้งเรื่องป่าและการจรจร ถ้าไม่อะลุ่มอล่วยก็จะเกิดปัญหา นั้นคือหลักการของผู้ปกครองที่ต้องทำให้ได้ทั้ง 10 ข้อที่กล่าวมา ทั้งหมดที่ทำมา ตามตามพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ มีสิ่งดีทั้งหมด แล้วเราจะรู้สึกว่า เราทำพอแล้วหรือยัง แต่ถ้าเราไปอ่านเรื่องอื่นๆ ก็ไม่ได้ใจ เขาเรียกว่าไม่ได้ทำดีต่อใจตัวเอง.

"บิ๊กตู่" ติง "เว็บฯรัฐบาล" ยาวเกินไปไม่มีใครดู

การเมือง  :  2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
นายกฯ,เว็บฯรัฐบาล,เนื้อหายาวเกินไป,แนะท้องถิ่น,กระจายข่าว

"บิ๊กตู่" ติงเว็บฯรัฐบาล เนื้อหายาวเกินไป ไม่มีคนดู แนะท้องถิ่น กระจายข่าว สร้างการเรียนรู้ นำนโยบายสู่ปชช.

          วันที่ 11ก.พ. 62 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวตอนหนึ่งหลังเป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการสร้างการรับรู้สู่ชุมชน ในระดับพื้นที่ ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดมีความสำคัญ รวมถึงนายอำเภอ ปลัดอําเภอ ปลัดอบต. ท่านคือหน่วยงานที่ต้องจับมือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อย่าให้เขาไม่รู้อะไรเลย สมมุติตัวเองไม่รู้คนข้างล่างก็ไม่รู้อีก แล้วจะไปยังไง พูดให้ตายก็ไม่เกิดประโยชน์ขึ้นมา ตนพูดให้ข่าว ผ่านโซเชียล เว็บไซด์ อะไรออกไปก็ไม่เปิด ไม่อ่าน ไม่ดู

          ตนจึงติติงว่าเว็บไซต์รัฐบาลบางทีก็ยาวเกินไป หากมีเนื้อหาเป็นตอนๆ เวลาจะดูเรื่องนี้อย่างไร มีสาระอะไร ใครอยากรู้เรื่องนี้ก็กดเฉพาะเรื่องนี้ ไม่ใช่ยาว 50 หน้าทีเดียวไม่มีใครเขาตามดูหรอก เพราะคนอ่านหนังสืออ่านโซเชียลไม่มีใครเกิน 15 นาที และวันหน้าจะยิ่งน้อยกว่านี้ลงไปอีกเพราะโซเชียลไปเร็ว คนก็คิดเร็วตามนั้นเห็นแต่ปัญหาเห็นแต่ผลที่ต้องการแต่ไม่สนใจวิธีทำ เพราะมีเทคโนโลยีในการช่วยทำทั้งหมด 

          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ระดับพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ผู้ว่าฯ ต้องเผยแพร่ข้อมูล ผ่านช่องทางทางเว็บไซต์สื่อออนไลน์ สถานีวิทยุ สถานี โทรทัศน์ และหอกระจายข่าว ของหมู่บ้าน เป็นต้น หอกระจายข่าวที่เห็นก็ได้ประโยชน์ ใช้หาเสียงไม่ได้ไปว่าใครทั้งนั้น ต้องใช้สร้างการเรียนรู้ นำข่าวสารนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลสู่ประชาชน ไม่ใช่เอาอะไรพูดไปเรื่อย หอกระจายข่าวหมู่บ้าน 7 หมื่นแห่ง อย่าให้เสีย เลือกกระจายข่าวให้ทั่วถึงทั่วประเทศ สร้างกระบวนการเรียนรู้ ไม่ใช่บอกเขาไม่เก่งไม่ฉลาด ต้องนำไปถูกแถลงในเรื่องที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องความขัดแย้ง หรือปลูกฝังเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพราะอาจจะส่งผลเสียมากมายทั้งที่บางเรื่องไม่ใช่ข้อเท็จจริง. 

"บิ๊กตู่" สยบรอยร้าว "ผบ.เหล่าทัพ" ลั่นซี้ปึ๊ก

การเมือง  :  4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ประยุทธ์,บิ๊กตู่,นายกฯ,ผบเหล่าทัพ,ซี้ปึ๊ก,คำสั่งปลด,แคนดิเดตนายกฯ,พปชร,สยบข่าวลือ

"บิ๊กตู่" สยบข่าวลือคำสั่งปลด "ผบ.เหล่าทัพ" เป็นไปไม่ได้ ลั่นซี้ปึ๊กเป็นพี่น้องกันหลายสิบปี อุบนั่งแคนดิเดตนายกฯ พปชร. จะคว้าชัยเลือกตั้งหรือไม่ เป็นเรื่องพรรค

         เมื่อวันที่ 11 ก.พ.62 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า วันนี้ต้องแก้ปัญหาเรื่องของข่าวลือและข่าวเท็จ ข่าวปลอมที่มีมากมาย โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายมาก จึงฝากสื่อมวลชนให้ช่วยกันแก้ไขด้วย ทั้งนี้ ไม่ทราบเหตุผลว่ามีการปล่อยข่าวปลอมเพราะอะไร เช่น การปล่อยข่าวว่ามีการปลดผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย หากเป็นความจริง ตนจะต้องแจ้งอยู่แล้วเรื่องการโยกย้ายหรือออกคำสั่งจะต้องผ่านขัดตอนต่างๆ ไม่สามารถใช้ ม.44 แต่งตั้งหรือปลดใครได้ทุกตำแหน่ง เพราะจะใช้ม.44 เฉพาะคนที่มีปัญหาเท่านั้น ที่แล้วมาตนก็ไม่เคยมีปัญหากับใครทั้งสิ้น

         "ขอสื่ออย่าเขียนว่าสถานการณ์ในเหล่าทัพนั้นไม่ดี เพราะมันดีมาโดยตลอด เป็นพี่น้องกันมาตั้งนานแล้วหลายสิบปี ถือเป็นภาระความผูกพัน ถ้าทุกคนต่างทำความดีก็ต้องส่งเสริมซึ่งกันและกันหากไม่ดีและเขาไม่ชอบผม ผมก็ต้องยอมรับ โดยต้องยอมรับซึ่งกันและกัน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่า

          เมื่อถามว่า ตอนนี้นายกฯ เป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคพลังประชารัฐแล้ว บทบาทหลังจากนี้ต่อผู้บัญชาการเหล่าทัพจะเป็นอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็วางบทบาทว่าไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในการแต่งตั้งของกองทัพ เพราะมีการเสนอมาผ่านกระทรวงกลาโหม ตนเพียงแค่อนุมัติและเซ็นทูลเกล้าฯ เท่านั้น การคัดกรองเป็นเรื่องของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง หากไม่ดีก็จะถูกโยกย้าย แต่คนที่จะขึ้นมาถึงข้างบนนั้น ก็ถือว่าร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว

 เมื่อถามว่า หลังจากตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคพลังประชารัฐ มั่นใจว่าพรรคจะได้รับชัยชนะหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องของพรรคที่ดำเนินการ ที่พรรคเสนอชื่อตนก็ขอบคุณ ส่วนตนจะได้เป็นนายกฯ อีกหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของพรรค แต่วันนี้ตนขอทำงานในส่วนของรัฐบาล เพราะถือว่าสำคัญที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะไม่มั่นใจว่าในวันหน้าหลายอย่างที่ทำอยู่จะได้รับการสืบสานหรือไม่ เราควรจะห่วงเรื่องนี้มากกว่า

         เมื่อถามว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมารู้สึกอึดอัดใจหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่อึดอัดอะไรเลย จะอึดอัดอะไรล่ะ.

"ปชป."ไม่หวั่นกระแสรัฐประหารเดินหน้าหาเสียง

การเมือง  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ปฎิวัติ,รัฐประหาร,ประชาธิปัตย์,อภิสิทธิ์

"อภิสิทธิ์"ไม่หวั่นกระแสรัฐประหารย้ำพรรคปชป.เดินหน้าหาเสียง-เสนอนโยบายให้ปชช.ตอบปม "วิฑูรย์" ไม่พอใจลำดับ บช.รายชื่อ เป็นปกติ-เชื่อไม่เกิดรอยร้าว พอใจผลหาเสียง

                     11 กุมภาพันธ์ 2562  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ต่อการเดินหน้าทางการเมือง เพื่อนำเสนอนโยบายและแนวทางแก้ปัญหาให้ประชาชน ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง  

                     โดยไม่คำนึงถึงกระแสข่าวที่จะมีการเกิดปฏิวัติหรือรัฐประหาร ตามที่มีข่าวลือหรือกระแสวิจารณ์ในสังคม

                     "ประเด็นที่เป็นข่าวลือ ยอมรับว่าเป็นรายละเอียดที่ซับซ้อนและค่อนข้างหวั่นไหว แต่พรรคประชาธิปัตย์มีหน้าที่นำเสนอนโยบายและแนวทางแก้ปัญหาให้ประชาชน ดังนั้นพรรคยืนยันจะเดินหน้าทำหน้าที่ของพรรคต่อไป" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

                     นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวปฏิเสธให้ความเห็นต่อกรณีที่มีบุคคลยื่นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณายุบพรรคไทยรักษาชาติ จากกรณีทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ด้วยเหตุของการเสนอชื่อบุคคลในบัญชีนายกฯ ที่พรรคไทยรักษาชาติจะสนับสนุนหลังการเลือกตั้ง เนื่องจากกระบวนการพิจารณาเป็นขั้นตอนที่ กกต. พิจารณาภายใต้กติกา ส่วนประเด็นการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่พรรคไทยรักษาชาติต้องพิจารณา

                     นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายวิฑูรย์​ นามบุตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค ลำดับที่ 40 ไม่พอใจการจัดลำดับดังกล่าว ว่าเป็นปกติที่จะมีความพอใจหรือไม่พอใจของบุคคล แต่เชื่อว่าประเด็นดังกล่าวไม่ทำให้เกิดปัญหาภายในพรรคเพราะเป็นสิ่งที่หารือร่วมกันได้ แต่จนถึงขณะนี้ตนยังไม่ได้พูดคุยกับนายวิฑูรย์เนื่องจากงานยุ่ง

                     "การลงพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ต่าง ๆ ประชาชนต้อนรับอย่างอบอุ่น แม้ในบางพื้นที่ เช่น ภาคใต้ จะมีการแข่งขันสูง และมีพรรคการเมืองลงแข่งขัน กว่า 30 พรรคการเมือง แต่ผมเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้รับเลือกตั้งจากประชาชนเกิน 100 ที่นั่ง และได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งแน่นอน ส่วนพื้นที่กทม.​ที่ส่งผู้สมัครหน้าใหม่ลงพื้นที่ ถือเป็นสิ่งที่น่าพอใจเพราะคนรุ่นใหม่ลงพื้นที่จนตัวดำ และเกือบจะหน้าไม่ได้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

มะรุม มะตุ้ม ยุบแล้ว...ยุบอีก?

เจาะประเด็นร้อน  :  1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ยุบพรรค,ยุบพรรคการเมือง,พรรคไทยรักษาชาติ,พรรคเพื่อไทย

หากพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบจริง ตามที่คนไทยวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ แปลว่านี่คือพรรคที่ 3 ของเครือข่ายสีแดง ที่ต้องประสบพบเจอชะตากรรมพักยาวอยู่บ้าน

          เฮ้อ...ถอนหายใจยาวๆ กับการเมืองไทยช่วงนี้ ที่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ก็พากัน “ใจหาย” เช้า “ใจคว่ำ” ดึก กันเป็นทิวแถวนับแต่วันศุกร์ที่ 8 ก.พ ที่ผ่านมา

          เรามาถึงจุดๆ นี้กันได้อย่างไร ยังคงเป็นคำถามของทุกฝ่าย

          แต่ฝ่ายที่อาจจะกำลังตีอกชกหัวตัวเอง กับเรื่องราวพลิกที่คว่ำคะมำหงายครั้งนี้มากที่สุด เห็นจะเป็นคนที่เรารู้ว่าใคร คนที่อยู่แดนไกลนั่นแหละ

          เพราะถ้านับนิ้วดูแล้ว หากพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบจริงตามที่คนไทยวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ แปลว่านี่คือพรรคที่ 3 ของเครือข่ายสีแดง ที่ต้องประสบพบเจอชะตากรรมพักยาวอยู่บ้าน งดกิจกรรมทางการเมืองอีกหลายปี

          ถึงตรงนี้ เลยต้องขอย้อนรอยกลับไปยังหน้าประวัติศาสตร์ ว่าที่ผ่านมามีพรรคเครือข่ายสีแดง ต้องเจอคดียุบพรรคมาเท่าไหร่

ยุบหนอ ยุบพรรค

          คร่าวๆ ให้เข้าใจง่าย อย่างที่รู้กันว่า ปัจจุบันเรามี  “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560” หรือ พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ ที่นักกฎหมายหลายคนระบุว่าเป็นแบบ "ตั้งพรรคยาก ยุบพรรคง่าย"

          โดยเฉพาะในส่วนของการยุบพรรค ปรากฏว่าการยุบพรรคการเมืองจะเกิดขึ้นเมื่อ คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำผิด

          สำหรับ หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น คือ         

          (1) กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

         (2) กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

         (3) กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 20 วรรคสอง มาตรา 28 มาตรา 30 มาตรา 36 มาตรา 44 มาตรา 45 มาตรา 46 มาตรา 72 หรือมาตรา 74

         (4) มีเหตุอันจะต้องยุบพรรคการเมืองตามที่มีกฎหมายกำหนด

          สำหรับเคสของไทยรักษาชาตินี้ บทลงโทษหากศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการไต่สวนแล้ว มีหลักฐานข้อใดตามนี้ก็จะสั่งยุบพรรคการเมือง จะส่งผลให้ “กรรมการบริหารพรรคต้องเว้นวรรคการเมืองเป็นเวลา 10 ปี” ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 94 แห่ง พ.ร.ป.พรรคการเมือง ยังไม่นับรวมถึงกรณีที่อาจมีการยื่นเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในอนาคต

2549 สามพรรค สามพ่าย

          ถ้าเอาบริบทการเมืองไทยช่วงสิบกว่าปีมานี้ คนไทยได้ยินและรู้จักคำว่า “ยุบพรรค” ตัดสิทธิ์ทางการเมือง นับจากช่วงปี 2549 โดยขณะนั้น เราใช้ "พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541"

          เวลานั้นมีพรรคที่จ่อถูกยุบ 2 กลุ่ม รวม 5 พรรค กลุ่มแรกคือ พรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และ พรรคแผ่นดินไทย กลุ่ม 2 คือ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า

          ทั้งหมดถูกฟ้องร้องเป็นจำเลยในข้อกล่าวหา “เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย และกระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ”

          อย่างไรก็ดี ตามที่รู้กันว่าคดีในกลุ่มที่ 2 รอดหมดครบทุกคน เหลือเพียงแต่กลุ่ม 1 ที่โดนยุบเรียบร้อยไป 3 พรรค จึงขอเล่าย่อๆ ดังนี้

          สืบเนื่องจากช่วงปี 2549 ท่ามกลางวิกฤตการณ์การเมืองไทย จนรัฐบาลไทยรักไทยโดย นายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร มีการยุบสภาเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2549 และจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549

          ต่อมา สุเทพ เทือกสุบรรณ ขณะเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ร้องเรียน กกต. ว่าพรรคไทยรักไทยได้จ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงเลือกตั้งเพื่อหนีเกณฑ์ 20 เปอร์เซ็นต์ และปลอมแปลงเอกสารฐานข้อมูลสมาชิกพรรค ขณะที่พรรคไทยรักไทยร้องเรียนกลับว่าถูกพรรคประชาธิปัตย์จ้างพรรคเล็กใส่ร้ายพรรคตน

          กกต. ขณะนั้น มีความเห็นว่าทั้ง 5 พรรค (ภายหลัง 2 พรรคในกลุ่มที่ 2 รอด) กระทำความผิดตามมาตรา 66 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ 2541 และได้ส่งสำนวนต่ออัยการสูงสุดเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องทั้ง 5 พรรค

          แต่ปรากฏว่า เกิดมีเหตุรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 โดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) จึงได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540

          ส่งผลให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดเก่าถูกยกเลิกไปด้วย “และได้ตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่มีจำนวน 9 คน” และออกประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 กำหนดให้ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ยังคงบังคับใช้ต่อไป 

          สำหรับคำร้องให้ยุบพรรคไทยรักไทยและอีก 2 พรรคเล็ก คือ พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย นั้นสืบเนื่องจากการที่มีการกล่าวหาว่า พรรคไทยรักไทยได้จ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงเลือกตั้งเพื่อหนีเกณฑ์ 20 เปอร์เซ็นต์ และปลอมแปลงเอกสารฐานข้อมูลสมาชิกพรรค

          โดยเกณฑ์ 20 เปอร์เซ็นต์นั้นมาจากกติกาเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดว่า เขตเลือกตั้งใดที่มีผู้สมัคร ส.ส.แค่คนเดียว ผู้สมัครที่จะได้รับเลือกตั้งเป็น สส.จะต้องได้คะแนนเกินร้อยละ 20

          โดยตามที่ ในการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เมื่อ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ได้ประกาศบอยคอตการเลือกตั้ง ด้วยการไม่ส่งสมาชิกพรรคลงสมัคร ทำให้บางเขตเลือกตั้งโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ มีผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทยเพียงคนเดียว ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2540 ได้กำหนดเงื่อนไขว่า กรณีเขตเลือกตั้งใด มีผู้สมัคร ส.ส.เพียงคนเดียว จะต้องได้คะแนนเกินร้อยละ 20 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น  ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงเงื่อนไขดังกล่าว พรรคไทยรักไทยจึงติดต่อว่าจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กให้ส่งสมาชิกพรรคลงสมัครด้วย
          ที่สุดเรื่องราวดำเนินมาจนข้ามปี จนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยสั่งยุบพรรคไทยรักไทยตามข้อกล่าวหา พร้อมๆ กับ พรรคพัฒนาชาติไทย และ พรรคแผ่นดินไทย และตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค 5 ปี

          ปีนั้น จบกันที่ตัวเลขไป 3 พรรค 3 พ่าย สังเวยกฎ 20% โดยเฉพาะกรรมการบริหารพรรค 111 คนของพรรคไทยรักไทย ที่ต้องเว้นวรรคทางการเมือง จนเกิดเป็นคำเรียกว่า “บ้านเลขที่ 111”

          อย่างไรก็ดี น่าสนใจมากที่ภายหลังช่วงปี 2559 ปรากฏว่าวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 ศาลฎีกาได้มีคำตัดสินคดีจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง โดยสรุปเป็นข้อยุติว่าไม่มีคนของพรรคไทยรักไทยคนใดกระทำผิดกฎหมายแม้แต่คนเดียว

          แต่เรื่องนี้ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเป็นคนละเรื่องกัน ไม่สามารถจะพูดได้ว่าใครถูกหรือใครผิด และไม่รู้ด้วยว่า เรื่องนี้ใครถูกหรือใครผิด ที่ผ่านมามีหลายกรณีที่ข้อหาเดียวทำความผิดกรณีเดียวกันฟ้องได้ทั้งอาญาและแพ่ง แต่ปรากฏว่าคดีอาญาผิดแต่คดีแพ่งไม่ผิด

          ส่วนเรื่องการยุบพรรคถือว่าจบไปแล้วแม้จะเป็นกรรมเดียว วาระเดียว แต่มูลเหตุและเหตุผลที่ใช้ในการพิจารณาคนละหลักกัน

2551 สามแพ้ สามพรรค 

          เวลาผ่านมาอีกเพียงปีเศษเท่านั้น ปรากฏว่าเมืองไทยเดินทางมาถึงคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2551 อีกครั้ง

          โดยเป็นคดีที่ พรรคชาติไทย, พรรคมัชฌิมาธิปไตย และ พรรคพลังประชาชน ถูกฟ้องเป็นจำเลยอันเนื่องมาจากกรณีทุจริตการเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550

          โดยคำร้องให้ยุบพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยสรุปคือ กกต.พบการทุจริต จนมีการให้ใบแดงและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง มณเฑียร สงฆ์ประชา ผู้สมัครรับเลือกตั้งและรองเลขาธิการพรรคชาติไทย กับ สุนทร วิลาวัลย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งและรองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย

          โดยเหตุที่ยุบทั้งพรรค แม้ว่าหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคคนอื่นในทั้งสองพรรค ไม่มีส่วนรู้เห็นต่อการกระทำผิดของทั้งสองคนก็ตาม

          แต่การที่ทั้งสองคนต่างก็เป็นกรรมการบริหารพรรคเสียเอง กกต.จึงพิจารณาตามกฎหมายว่า ถ้าการกระทำดังกล่าวปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบแล้วไม่ได้ยับยั้งหรือแก้ไข เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

          ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการซึ่งให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงให้ยุบพรรคและตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี

          ส่วนคำร้องให้ยุบพรรคพลังประชาชนมีว่า กกต.ได้ให้ใบแดงและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ ยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ส.ส.แบบสัดส่วน ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา เนื่องจากพบว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งที่จังหวัดเชียงราย ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง พิพากษายืนตามมติของ กกต. และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของยยงยุทธเป็นเวลา 5 ปี

          ที่สุดวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยกรณีอัยการสูงสุดมีคำร้องให้ยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยมีคำสั่งให้ยุบพรรคทั้ง 3 พรรค รวมทั้งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งต่อกรรมการบริหารพรรคมีกำหนด 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญคำสั่งให้ยุบพรรค

          ปีนั้น จบกันที่ตัวเลขไป 3 พรรค 3 แพ้ สังเวยคำตัดสินทุจริตเลือกตั้ง โดยคราวนี้เรียกรวมกันว่า "บ้านเลขที่ 109" ที่รวมเอาอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน, พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ตามคำวินิจฉัยในคดียุบพรรคการเมือง

          โดยตัวเลข 109 มาจาก พรรคพลังประชาชน จำนวน 37 คน, พรรคชาติไทย จำนวน 43 คน และ พรรคมัชฌิมาธิปไตย จำนวน 29 คน

          เฉพาะกับพรรคพลังประชาชน เราต่างก็รู้กันว่า พรรคนี้ก็เหมือนเป็นพรรคไทยรักไทยเดิม เพราะภายหลังคดียุบพรรคการเมืองเนื่องจากการเลือกตั้ง 2 เมษายน พ.ศ. 2549 กลุ่มไทยรักไทย (เดิมคือ พรรคไทยรักไทย) มีมติที่จะส่งอดีต ส.ส.เก่า สมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน เพื่อลงรับเลือกตั้งครั้งใหม่ หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

 2562 สองพรรค สองลุ้น

          คงจำกันได้ เมื่อพรรคพลังประชาชนสลายโต๋ ที่สุดนักการเมืองในพรรคก็มารวมตัวกันใหม่ในนาม “พรรคเพื่อไทย” แถมยังชนะเลือกตั้งปี 2554 ได้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิง แต่ก็มีเหตุให้ต้องระเห็จไปต่างประเทศอีกคน

          กระทั่งเมื่อปี่กลองเลือกตั้งเริ่มกลับมาอีกครั้ง คนไทยก็ได้รู้จักกับกลยุทธ์แตกแบงค์พันเป็นแบงค์ร้อย เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง เราจึงได้รู้จักกับ “พรรคไทยรักษาชาติ”

          ว่ากันว่าทางหนึ่ง เป็นยุทธวิธีจัดตั้งพรรคเครือข่าย หรือพรรคสำรอง เทคนิคแก้เกมระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม

          อีกทางหนึ่งคือ “พรรคเพื่อไทย” อาจจะหวาดหวั่นว่าจะถูก “ยุบพรรค” เข้าสักวัน หลังจาก “พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา” เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งคณะกรรมการไต่สวนกรณี “ทักษิณ” ครอบงำพรรคเพื่อไทย ทั้งที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค รวมถึงกรณี 8 แกนนำพรรคเพื่อไทย แถลงข่าว 4 ปี โจมตีการบริหารงานของ คสช.

          ดังนั้น ทางรอดหนึ่ง จึงหมายถึงการตั้งพรรคไทยรักษาชาติขึ้นมา

          แต่แล้ว!!! หลังจากการเสนอบัญชีนายกฯ ของพรรคไทยรักษาชาติ ที่ทำเอาทั่วโลกตะลึง ที่สุดหลายคนวิเคราะห์ว่า ผลคือมันจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพรรคไทยรักษาชาติเท่านั้น แต่กำลังส่งผลไปถึงพรรคเพื่อไทยด้วย และอาจถูกยุบพรรคทั้งคู่ (อ่าน จ่อชงยุบพรรคแพ็คคู่ "ไทยรักษาชาติ - เพื่อไทย" http://www.komchadluek.net/news/politic/361958

 

มะรุม มะตุ้ม ยุบแล้ว...ยุบอีก?

          แต่นาทีนี้ กับพรรคไทยรักษาชาติ น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะมีระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร พ.ศ.2561 อยู่แล้ว

          โดยข้อหนึ่งระบุว่าห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใดนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ยังต้องลุ้นกันว่าความผิดในเรื่องนี้ ต้องรับโทษถึงขั้นไหน (อ่าน เปิดเส้นทาง "ไทยรักษาชาติ"หลังเผชิญวิกฤติ "บิ๊กเซอร์ไพรส์" http://www.komchadluek.net/news/scoop/362031)

 

มะรุม มะตุ้ม ยุบแล้ว...ยุบอีก?

          เราคนไทยรอดูกันว่า กกต.ชุดใหญ่จะมีการประชุมเรื่องนี้ว่ายังไง

          แต่อย่างที่รู้ ว่านี่คืออีกพรรคที่ถูกมองว่าเป็นพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะชื่อย่อของพรรค ทษช. ถูกมองว่าสื่อถึงอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และเต็มไปด้วยสมาชิกพรรคที่มาจากพรรคเพื่อไทยจำนวนมาก

          แล้วจะไม่ให้คนบางคนถอยหายใจได้อย่างไร ก็ยุบหาย ยุบหาย ถ้าเป็นหัวสิวก็ว่าไปอย่าง แต่นี่มันหัวใจชัดๆ

 .................................................

11 กุมภาพันธ์ 2562

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน