*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5365
  • จำนวนผู้ชม : 3290580
  • จำนวนผู้โหวต : 1712
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1712 คน
<< มีนาคม 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 283 , 10:20:36 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ATM_Decor โหวตเรื่องนี้

          มีรายงานข่าวว่า : 

1 มี.ค.62  นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย  ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Suthep Thaug-

suban"  ระบุว่า มีคนถามผมว่าทำไม ไม่ก้าวข้ามทักษิณไปซะที... จะเล่าให้ฟังครับ 

เมื่อย้อนไปเมื่อปี 2543-44 การเมืองไทยมีอัศวินม้าขาวมาดดูดี ชื่อทักษิณ ชินวัตร เกิดขึ้นมา เปิดตัวด้วยภาพของนักธุรกิจที่คิดใหม่

ทำใหม่ คนก็เชื่อมั่นกันไปว่า “รวยแล้วจะไม่โกง” เกิดเป็นกระแส “เห่อของใหม่” จนชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย

“จนมาถึงวันที่ “จับได้ไล่ทัน” ก็พบว่า “โกงเก่ง” เป็นคำที่ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล นิยามและอธิบายไว้ว่า“โกงกันหลากหลายรูปแบบ

ทั้งผิดกฎหมาย และไม่ผิดกฎหมาย ทั้งที่แก้กฎหมายให้ไม่ผิดก็มี มีเล่ห์เหลี่ยมสูง แยบยลในการประพฤติอันมิชอบ”

         คนไทยเคยฝากความหวังไว้กับทักษิณ เพราะคนนำทักษิณเข้าสู่การเมือง คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง คนซื่อ(บื้อ) อีกทั้งเชื่อว่า

เพราะมีความสามารถจึงประสพความสำเร็จจนร่ำรวย แต่ต่อมาก็พากันผิดหวังเมื่อประจักษ์ความจริงว่า ที่แท้แล้วคือจอมโกงอย่างที่

ประเทศไทยไม่เคยมีมาก่อน แล้วยังไม่ยอมยุติจนถึงปัจจุบัน.

 

ไทยตอนบนอากาศร้อน! เหนือ-กลาง-อีสาน-ตะวันออกมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง

ไทยตอนบนอากาศร้อน! เหนือ-กลาง-อีสาน-ตะวันออกมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 07.14 น.

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์ประเทศไทยตอนบนอากาศร้อน ปชช.ดูแลสุขภาพทั่วทุกภาคอุณหภูมิสูง 35-37 องศาเซลเซียส 

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานลักษณะอากาศทั่วไป ประจำวันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2562 พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนโดยทั่วไป โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นในตอนกลางวันไว้ด้วย 

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับมีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมบริเวณดังกล่าว ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนอากาศร้อนโดยทั่วไป กับมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.

ภาคเหนือ อากาศเย็นในตอนเช้ากับมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 15-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-39 องศาเซลเซียส ตอนบนของภาค ลมตะวันตก ความเร็ว 10-15 กม./ชม. ตอนล่างของภาค ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม. 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา และชัยภูมิ อุณหภูมิต่ำสุด 20-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม. 

ภาคกลาง อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-38 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม. 

ภาคตะวันออก อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร 

+ ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร 

+ ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร 

+ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. 

รองโฆษกฯเผย'บิ๊กตู่'ยังฟิต  ปัดลาป่วย-ชี้แค่พบแพทย์ตามนัด

รองโฆษกฯเผย'บิ๊กตู่'ยังฟิต ปัดลาป่วย-ชี้แค่พบแพทย์ตามนัด

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 09.31 น.

1 มี.ค. 62 พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีอาการป่วยถึงกับต้องลาป่วยไม่ปฏิบัติภารกิจในวันนี้ว่า ไม่ได้มีอะไรน่าวิตกกังวลตามที่มีกระแสข่าว เป็นเพียงการตรวจสุขภาพทั่วไปตามปกติ ที่แพทย์ได้มีนัดหมายไว้ล่วงหน้านานแล้ว โดยเฉพาะด้านสายตา ซึ่งใช้ในการอ่านหนังสือมากมาตลอดหลายปี  ส่วนสภาพร่างกายด้านอื่น ยังคงฟิตและแข็งแรงดี ไม่ส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่อย่างแน่นอน 

ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า นายกรัฐมนตรี จะกลับมาทำงานตามปกติ ในวันจันทร์ที่ 4 มี.ค.นี้.

'กำนัน'เล่าทำไมไม่ก้าวข้ามทักษิณ! เพราะชูอัศวินตัวใหม่ทำท่าจะเสียสละแต่ร้ายกว่าเดิม

'กำนัน'เล่าทำไมไม่ก้าวข้ามทักษิณ! เพราะชูอัศวินตัวใหม่ทำท่าจะเสียสละแต่ร้ายกว่าเดิม

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 08.19 น.

1 มี.ค.62  นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย  ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Suthep Thaugsuban"  ระบุว่า มีคนถามผมว่าทำไม ไม่ก้าวข้ามทักษิณไปซะที... จะเล่าให้ฟังครับ 

เมื่อย้อนไปเมื่อปี 2543-44 การเมืองไทยมีอัศวินม้าขาวมาดดูดี ชื่อทักษิณ ชินวัตร เกิดขึ้นมา เปิดตัวด้วยภาพของนักธุรกิจที่คิดใหม่ทำใหม่ คนก็เชื่อมั่นกันไปว่า “รวยแล้วจะไม่โกง” เกิดเป็นกระแส “เห่อของใหม่” จนชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย

“จนมาถึงวันที่ “จับได้ไล่ทัน” ก็พบว่า “โกงเก่ง” เป็นคำที่ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล นิยามและอธิบายไว้ว่า“โกงกันหลากหลายรูปแบบ ทั้งผิดกฎหมาย และไม่ผิดกฎหมาย ทั้งที่แก้กฎหมายให้ไม่ผิดก็มี มีเล่ห์เหลี่ยมสูง แยบยลในการประพฤติอันมิชอบ”

มาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ทักษิณเขารู้จริตคนไทยดี จึงใช้แผนชูอัศวินตัวใหม่ขึ้นมาด้วยมุกเก่าคือ รวย ไม่โกง เปลี่ยนแปลงประเทศ เป็นตัวร้ายตัวใหม่มาเสนอหน้า แทบจะถอดแบบทักษิณ ทำท่าจะเสียสละ สัญญาจะทำให้ประเทศดีขึ้นแต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะยิ่งร้ายกาจกว่าเดิม เพราะมีจุดยืนแข็งกร้าวชัดเจน ด้วยการออกมาวิจารณ์ในเรื่อง ขนบประเพณี ศาสนา ทหาร หรือแม้แต่เรื่องของสถาบันฯที่คนไทยส่วนใหญ่เขายกไว้เหนือหัวเหนือเกล้า นี่ยังไม่นับพรรคการเมืองเก่าใหม่ ที่แตกแบงค์พันเป็นแบงค์ร้อย ด้วยแผนแยกกันเดิน แล้วรวมกันตี

ทำทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ เพื่อให้ได้กลับมามีอำนาจเช่น ผ่านกฏหมายนิรโทษกรรมตอนดึกสงัด สั่งการเผาบ้านเผาเมืองโดยมีคลิปเป็นหลักฐานคาตา บงการจำนำข้าวจนเสียหายไป5แสนล้าน ล่าสุดก็คือการดึงเอาสถาบันมาเกี่ยวข้องกับการเมือง

เชื่อเถอะครับ “ทักษิณยังอยู่” แม้ว่าตัวจะหนีไปต่างประเทศก็ยังคงวนเวียนไม่ไปไหน เราต้องเรียนรู้บทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่“เจ็บแล้วต้องรู้จักจำให้ดี”

ผมเล่าให้ฟังถึงเหตุผลที่คนไทย “ไม่ควรยอม” ก้าวข้ามทักษิณ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกระหว่าง “เอาทักษิณ” กับ “ไม่เอาทักษิณ”

ราชกิจจาฯประกาศให้ 6 ตำบล อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม

ราชกิจจาฯประกาศให้ 6 ตำบล อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 09.25 น.

1 มี.ค. 62 เว็บไซด์ราชกิจจานุเบกษาประกาศกฎกระทรวงกำหนดให้พื้นที่ตำบลบํางกะเจ้า ตำบลบางกอบัว ตำบลบางน้ำผึ้ง ตำบลบางยอ ตำบลบางกระสอบ และ ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดงจังหวัดสมุทรปราการ เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ลงนามโดยพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“เป็นสิทธิ์ของนายกรัฐมนตรีที่จะไปร่วมดีเบตหรือไม่ แต่ก็เสียดายและไม่อยากให้สร้างค่านิยมที่ผิด เพราะการประชันวิสัยทัศน์เป็นเรื่องที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ ในการเห็นแง่มุมของผู้อาสาตัวเข้ามา ไม่ใช่การแข่งประดิดประดอยถ้อยคำ อีกทั้งมีหลายเรื่องที่ต้องแลกเปลี่ยน ซักถามในเรื่องของนโยบายจุดยืนทางการเมือง เพราะเรื่องเหล่านี้จะมีผลในการบริหารประเทศต่อไปในอนาคต”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ปชป.ยกทัพบุกภาคอีสาน  ‘มาร์ค’การันตี  นโยบายพรรคทำได้จริง

ปชป.ยกทัพบุกภาคอีสาน ‘มาร์ค’การันตี นโยบายพรรคทำได้จริง

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปชป.ยกทัพบุกภาคอีสาน

‘มาร์ค’การันตี

นโยบายพรรคทำได้จริง

พปชร.อ้อนโคราชขอยกจว.

‘สุริยะ’ลั่นอีสานเกิน60ที่นั่ง

ศาลตัดสิทธิ์เพื่อนไทยทั้งพรรค

กกต.ชี้คุณสมบัติ“อุตตม” ครบถ้วน นั่งหัวหน้า พปชร. ไม่ขัดกฎหมายพรรคการเมือง จ่อถกปม“บิ๊กตู่”“อภิสิทธิ์”ยกทีมปชป.ช่วยหาเสียง“ร้อยเอ็ด”แนะปชช.แยกนโยบาย“อันไหนจริง-อันไหนเลียนแบบ”ย้ำทุกนโยบายมาจากการลงพื้นที่ตลอด 5 ปี “สุวิทย์” อ้อนคนโคราชเลือกพปชร.ยกจังหวัด สานต่อพัฒนานครต้นแบบภูมิภาค“สุริยะ”โวอีสาน ต้องได้สส.เกิน 60 ที่นั่ง ขณะ“เรืองไกร”เงิบ ศาลปกครองไม่รับฟ้องร้องให้เพิกถอนมติ

กกต.ยุบทษช.สั่งจำหน่ายคดี ปชช.บุกร้องยุบ’อนค.’ชี้มีพฤติกรรมล้มล้างการปกครอง

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการกกต.กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องการยุบพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)จากกรณีเสนอชื่อพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้งที่ขาดคุณสมบัติ และการจัดโต๊ะจีนระดมทุนของพรรคว่า ในส่วนคำร้องยุบพรรค และคุณสมบัตินั้น อยู่ระหว่างการดำเนินการ เพื่อจะให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเสนอต่อ กกต.พิจารณา

กกต.ชี้คุณสมบัติ’อุตตม’ครบ

“กรณีของการระดมทุนนั้น ไม่ใช่การตรวจสอบ เพื่อนำไปสู่การยุบพรรค ซึ่งเป็นการตรวจสอบว่าเงินที่ได้รับจากการระดมทุนนั้น มีเอกสารครบถ้วนถูกต้อง และรับมาจากผู้บริจาคที่สามารถบริจาคได้ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ซึ่งเราจะดูเอกสารหลักฐานตามนี้แต่เราจะไม่ไปตรวจสอบว่าผู้ที่แจ้งความประสงค์จะสนับสนุนแล้วไม่สนับสนุนเป็นเพราะเหตุใด เป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติหรือไม่ จะตรวจสอบเฉพาะได้เงินสนับสนุนมาเท่าไหร่ มีเอกสารยืนยันถูกต้องหรือไม่เท่านั้น”เลขาธิการ กกต.กล่าว

ส่วนกรณีที่มีการร้องว่านายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค พปชร.ขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค พปชร.เนื่องจากเป็นหัวหน้าพรรคก่อนการสมัครเป็นสมาชิกพรรค ขัดต่อข้อบังคับพรรค และกฎหมายพรรคการเมืองนั้น พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวว่า กกต.ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและกฎหมายแล้ว มีมติว่านายอุตตมมีคุณสมบัติครบถ้วน และได้มีการแจ้งให้ผู้ร้องทราบแล้ว

“บิ๊กตู่”ซุ่มทำงานก่อนหลบ ว.5

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ว่าพล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีภารกิจใดๆนอกทำเนียบรัฐบาล โดยได้ให้การต้อนรับ นางแคร์รี หล่ำ (Carrie Lam) ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงเข้าเยี่ยมคารวะโอกาสเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกง และช่วงบ่าย ให้การต้อนรับ นายคิม เช พง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีประจำประเทศไทย

เวลา 13.50น.พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลโดยไม่มีกำหนดการนอกทำเนียบฯอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด คนใกล้ชิดแจ้งว่าพล.อ.ประยุทธ์ไปทำภารกิจส่วนตัว(ว.5)ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ปกติพล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยออกจากทำเนียบฯในเวลาราชการ นอกจากมีภารกิจภายนอกเพียงเท่านั้น

เพจ’นายกฯ’แอบเปลี่ยนสถานะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้เปลี่ยนสถานะตัวเอง จาก“เจ้าหน้าที่รัฐ”มาเป็น“บุคคลสาธารณะ”คาดว่าเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาวิจารณ์ว่าพล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งขาดคุณสมบัติการถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐตามที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติยื่นร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ส่วนในอินสตาแกรมของพล.อ.ประยุทธ์ ได้โพสต์ภาพสุนัขตัวโปรด พันธุ์บลูด็อกข้อความว่า“เสือมาส่ง”ด้วย

‘อภิสิทธิ์’ยกทีมปชป.บุก‘ร้อยเอ็ด’

ที่ จ.ร้อยเอ็ด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมด้วยนายอิสสระ สมชัย นายสุทัศน์ เงินหมื่น แกนนำพรรคฯภาคอีสานลงพื้นที่พบประชาชนจ.ร้อยเอ็ดโดยขึ้นรถแห่รณรงค์รอบเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดไปยังศูนย์ประชุมสาเกตฮอลล์ เชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง พร้อมขอเสียงสนับสนุนพรรคและผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง7 เขต ซึ่งก่อนขึ้นเวทีปราศรัย พี่น้องประชาชนชาวร้อยเอ็ด ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นทั้งมอบดอกไม้ พวงมาลัยดอกดาวเรืองและผ้าข้าวม้าผูกต้อนรับ ขอกอด และขอถ่ายรูป บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักเป็นกันเอง

แนะแยกนโยบาย‘จริง-เลียนแบบ’

โดย นายอภิสิทธิ์ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยกล่าวขอบคุณการต้อนรับที่อบอุ่นของชาวร้อยเอ็ดและปราศรัยตอนหนึ่งว่าขณะนี้จะมีการแข่งขันนโยบายของทุกพรรคการเมือง ประชาชนต้องแยกแยะให้ดีว่าพรรคไหนเป็นของจริง พรรคไหนเป็นของลอกเลียน หลายนโยบายที่พรรค เป็นผู้เริ่มต้น และเปิดตัวมาก่อน แต่มีหลายพรรคออกมาพูดทีหลังแถมทั้งเกทับด้วย ซึ่งนโยบายของพรรคมาจากการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนและการทำงานมาตลอด5ปี แม้ไม่มีสภาและได้กำชับลูกพรรคทุกคน ไม่ให้หยุดทำงาน ต้องลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด

“ทุกนโยบายของประชาธิปัตย์ มีการคำนวณตัวเลขทั้งหมดโดยแต่ละนโยบาย มีความชัดเจนว่าต้องใช้เม็ดเงินเท่าไหร่ ทุกนโยบายผ่านการศึกษาแล้วว่าเงินที่จะนำมาใช้จ่าย นำมาจากไหน หรือ เงินที่จะหารายได้ให้ประเทศ หารายได้เข้ารัฐจะมาจากที่ใด ดังนั้นเลือกประชาธิปัตย์ นโยบายแก้จน สร้างคน สร้างชาติ เกิดขึ้นจริง”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

พปชร.อ้อนคนโคราช เลือกยกจว.

ที่ จ.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)นำโดย นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นางวลัยพร รัตนเศรษฐและนายองอาจ ปัญญาชาติรักษ์ กรรมการบริหารพรรค(กก.บห.)ลงพื้นที่ช่วย นายเกษม ศุภรานนท์ ผู้สมัครส.ส.เขต1และนายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ผู้สมัครส.ส.เขต 4หาเสียงโดยได้เข้ากราบสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี(ย่าโม)เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนหาเสียง

โดยนายสุวิทย์ย้ำว่าทุกครั้งที่เข้าพื้นที่นครราชสีมาจะมากราบสักการะท้าวสุรนารี ขอกำลังใจ ให้ทำงานได้สำเร็จจ.นครราชสีมาเป็นเมืองหลวงของภาคอีสาน พรรคจึงตั้งใจอยากให้ประชาชนคนโคราชเลือกผู้สมัครสส.ของพรรคทั้ง14 เขต เป็นตัวแทนเข้าไปสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาให้โคราช บ้านเกิดพล.อ.ประยุทธ์ให้ดีกว่านี้ ยิ่งใหญ่กว่านี้

ชูโคราชฐานคมนาคมใหญ่สุด

“สิ่งที่ท่านทำให้โคราชมากมาย สร้างระบบเครือข่ายคมนาคมโลจิสติกส์ที่ใหญ่ที่สุด และที่สำคัญจะมีท่าเรือบก เป็นระบบเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค เป็นศูนย์ซ่อมและบำรุงรักษารถไฟที่ใหญ่ที่สุดด้วย นี่คือศักยภาพของโคราชที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำไว้ให้ ซึ่งพรรคจะผลักดันต่อ ให้แล้วเสร็จ และจะทำให้โคราชเป็นนครต้นแบบของภูมิภาคที่มีความเจริญ เติบโต มั่งคั่ง ไม่แพ้เมืองฉงชิ่นในจีน หรือเมืองมหานครใหญ่ในโลก ขอให้คนโคราชมั่นใจ ว่าพรรคพลังประชารัฐจะทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น เราทำจริง เราทำได้ พล.อ.ประยุทธ์ ทำมาแล้ว และจะทำต่อ พรรคพลังประชารัฐ จะมาโคราช จนกว่าคนโคราช จะเลือกพรรคยกจังหวัด”นายสุวิทย์ ย้ำ

‘สุริยะ’ลั่นจะทำให้ราคาข้าวดีที่สุด

ขณะที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคอีสาน พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)กล่าวว่า จ.นครราชสีมา มีสส.14 คนและเป็นหนึ่งในเมืองหลวงภาคของภาคอีสาน พรรคจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คาดหวังได้ส.ส.ทุกเขตจึงต้องมารับฟังปัญหาของประชาชนและมานำเสนอนโยบายพรรคของเราว่า เราจะทำอะไรให้พื้นที่ วันนี้ได้รับฟังมาหลายเรื่องและตอบสนองที่จะทำให้ เพราะสิ่งที่ประชาชนชาวภาคอีสานสะท้อนมา คือภาคการเกษตร นโยบายราคาข้าวว่าพรรค เราจะสามารถช่วยให้ได้อย่างไรซึ่งพรรคได้เตรียมการไว้แล้ว ในการจะทำให้ราคาข้าวดีที่สุด

ประกาศอีสานต้องได้เกิน60ที่นั่ง

นายสุริยะยังกล่าวตอบโต้ที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานยุทธศาสตร์หาเสียงพรรคเพื่อไทยพาดพิงว่าที่นายสุริยะ เงียบไประยะหลังเพราะยอมแพ้แล้วว่า ไม่ทราบ ร.ต.อ.เฉลิมกลัวอะไรตน ถึงได้ติดตามความเคลื่อนไหวขนาดนี้ทั้งที่ปาก ก็บอกไม่ให้ราคา แต่คอยติดตามตลอด ในฐานะแกนนำพรรคมีหน้าที่ดูและในหลายเรื่อง ทั้งนโยบายของพรรค ที่จะต้องตอบสนองประชาชนในทุกพื้นที่ ไม่ได้มีเวลาในการลงพื้นที่ตลอดเวลา แต่ได้พูดคุยกับ ส.ส.ในพื้นที่อีสานตลอด ไม่ได้หายไปไหน

“ร.ต.อ.เฉลิมไม่ต้องห่วง ไม่ต้องสร้างข่าว ให้ส.ส.อีสานหวั่นไหว เขาไม่หวั่นไหวหรอก ส่วนเรื่องยอมแพ้ ไม่มีทางอย่างแน่นอนเพราะยังยืนยันว่าพื้นที่อีสานจะต้องได้ 60 ที่นั่งขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ต้องห่วงผมมาก แต่ขอให้เอาเวลาไปห่วง นายวัน อยู่บำรุง ผู้สมัคร สส.เขตบางบอน ลูกชายให้ชนะเลือกตั้งจะดีกว่า”นายสุริยะกล่าว

ตร.จับมือทำลายป้าย’แรมโบ้อีสาน’

ส่วนกรณีนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน ผู้สมัครสส.นครราชสีมา เขต 10 หมายเลข2 พรรคพลังประชารัฐแจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจ สภ.เสิงสาง อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมาว่าถูกมือดีทำลายป้ายหาเสียงและขโมยป้ายหายไปกว่า 100 ป้าย ตั้งแต่เดือนมกราคม ล่าสุด เมื่อค่ำวันที่27กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เสิงสาง สามารถจับตัวกลุ่มคนร้าย ที่ลงมือทำลายป้ายหาเสียงของนายสุภรณ์ได้ 3 คน เป็นชายไทยอยู่ในพื้นที่ ต.บ้านราษฎร์ อ.เสิงสาง อายุระหว่าง 18 - 21 ปี เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าตั้งวงดื่มสุราและมีอาการมึนเมา จึงคึกคะนองก่อเหตุทำลายป้ายหาเสียงที่ติดตั้งอยู่ภายในบ้านห้วยเตย ต.บ้านราษฎร์ จำนวน1 ป้าย แต่ยืนยันว่าไม่มีใครอยู่เบื้องหลังหรือหวังผลทางการเมืองแต่อย่างใด

สั่งเอาผิด-ถ้าพบหวังผลการเมือง

ต่อมานายสุภรณ์ ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจและขอเข้าไปสอบถามถึงเหตุผลจากผู้ที่ก่อเหตุถึงสาเหตุการกระทำ ขณะบรรดาญาติผู้ก่อเหตุจำนวนหนึ่งได้มาเยี่ยม ผู้ถูกจับกุมและได้เข้ากล่าวขออภัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับนายสุภรณ์โดยขอร้องไม่ให้เอาเรื่อง ยืนยันว่า เป็นการกระทำโดยความคึกคะนอง ไม่ได้หวังผลทางการเมือง ซึ่งนายสุภรณ์ก็รับปากว่าหากผลการสืบสวนของตำรวจออกมาชัดเจนว่า เกิดจากความคึกคะนองก็จะไม่เอาเรื่อง จากนี้ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของตำรวจ หากผลออกมาว่าเกี่ยวข้องกับการเมือง เป็นการกระทำโดยมีผู้อยู่เบื้องหลัง สั่งการเพื่อหวังผลทางการเมืองก็ต้องให้ตำรวจจัดการตามกฎหมาย เอาผิดอย่างเด็ดขาด

สุวัจน์ไม่ติดใจตั้งบิ๊กป้อมคัดส.ว.

ด้านนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนากล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการคัดเลือก ส.ว.หลังตั้งพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมเป็นประธานกรรมการคัดสรรว่า เชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปตามกลไกของรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องมีคณะกรรมการสรรหา คิดว่าขณะนี้สังคมได้แสดงความคิดเห็นและได้ติดตามประเด็นเหล่านี้และผู้ที่มีหน้าที่ในการสรรหาส.ว.ก็คงรับทราบอยู่ สิ่งที่สำคัญอยู่ที่ปลายทาง

“เมื่อได้ ส.ว.มาแล้วจะปฎิบัติหน้าที่อย่างไรเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีบทเฉพาะกาลอยู่ 5ปีในช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ บทบาทของส.ว.จะมีบทบาทพิเศษซึ่งผู้ที่ได้คัดสรรก็ต้องเข้าใจจุดนี้ สังคมคาดหวัง ติดตาม ผมเชื่อว่าดุลพินิจ ส.ว.สำคัญมากในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่ กับการทำหน้าที่ของ ส.ว.เมื่อได้รับการแต่งตั้ง เพื่อทำหน้าที่ให้เกิดการยอมรับ สมกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ”นายสุวัจน์ ย้ำ

‘เรืองไกร’เงิบศาลปค.ไม่รับฟ้อง

ขณะที่ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.)ที่ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)นายทะเบียนพรรคการเมืองและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ซึ่งคดีดังกล่าวนายเรืองไกรได้ยื่นฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนมติของกกต.ในการประชุมครั้งที่18/2562 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์2562ที่ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ ศาลปกครองกลางพิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมืองจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐตามมาตรา3แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.2542รวมทั้งมติในการประชุมครั้งที่18/2562ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ เป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560ถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครองก็ตาม

แต่โดยที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92วรรคหนึ่งบัญญัติให้กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมือง หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงถือว่าการพิจารณายุบพรรคการเมือง มีกฎหมายเฉพาะกำหนดให้อยู่ในอำนาจการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการกระทำของกกต.และนายทะเบียนพรรคการเมืองซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลปกครองจึงไม่อาจรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาได้ ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ยื่นยุบ’อนาคตใหม่’ส่อล้มล้าง

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)นายบุญถาวร ปัญญาสิทธิ์ ทีมงานประชาชนและปกป้องรัฐธรรมนูญ เข้ายื่นหนังสือ ขอให้ กกต.ดำเนินการพิจารณาส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคอนาคตใหม่ ตามมาตรา 92 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพราะมีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กรณีที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ใช้วาทกรรมที่ส่อว่า มีเจตนาดังกล่าวหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2554 รวมไปถึงการประกาศยกเลิก มาตรา112แห่งประมวลกฎหมายอาญาและ ล่าสุดกับคำให้สัมภาษณ์ที่ระบุว่า จะสานต่อภารกิจของคณะราษฎร์ให้สำเร็จซึ่งต้องถามนายธนาธรว่าหมายถึงอะไร

นายบุญถาวรกล่าวอีกว่า ในการยื่นคำร้องครั้งนี้ดำเนินการในฐานะคนไทยที่รักประเทศโดยใช้สิทธิตามตามมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญโดยได้เตรียมเอกสารประกอบคำร้องยาวกว่า20หน้าให้กกต.ได้พิจารณาด้วย ทั้งหมดคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและปรากฏตามสื่อมวลชนไม่ได้ปรุงแต่งใดๆ พร้อมทราบว่า หลังจากนี้ อีก 3วันจะมี2องค์กรเตรียมจะเข้ายื่นคำร้องให้ตรวจสอบพรรคอนาคตใหม่ ในความผิดเดียวกันโดยทราบว่า มีหลักฐานที่ชัดเจนกว่านี้

ศาลตัดสิทธิ์’เพื่อนไทย’206คน

วันเดียวกัน ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำพิพากษายกคำร้องในคดีที่ นายอุมัธ หวังสาสุข ผู้สมัครสส.เขต1 จ.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อนไทย ยื่นฟ้องผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่1 เพื่อขอคืนสิทธิการเป็นผู้สมัคร เนื่องจากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1จ.ฉะเชิงเทรา ไม่ประกาศรายชื่อนายอมัธ ให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยศาลเห็นว่า หนังสือแจ้งแต่งตั้งตัวแทนประจำจังหวัดของพรรคเพื่อนไทยฉบับลงวันที่9และวันที่ 28ม.ค.ไม่ได้ลงนามโดยหัวหน้าพรรคเพื่อนไทยหรือ โดยผู้ได้รับมอบอำนาจจากหัวหน้าพรรคไม่ชอบด้วย พรป.พรรคการเมืองการเมืองมาตรา35วรรคสอง ประกอบประกาศนายทะเบียนพรรคการเมืองเรื่องการจัดตั้งสาขาพรรค การเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสาขาพรรค หรือคณะกรรมการสาขาพรรคและการแต่งตั้งหรือเปลี่ยนแปลงตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด 2560 ข้อ 12

ไม่ตั้ง’สาขา-ตัวแทนพรรค’ตจว.

นอกจากนั้น การประชุมใหญ่พรรคเพื่อนไทยเพื่อแก้ไขข้อบังคับพรรคและเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคการเมืองต้องแจ้งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบเพื่อลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของการประชุมใหญ่ของพรรคก่อนลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามพ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 มาตรา 38 ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองได้วินิจฉัยว่า การประชุมใหญ่พรรคเพื่อนไทย วันที่ 15 ธ.ค. 61 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแจ้งผู้เกี่ยวข้องทราบแล้ว คำวินิจฉัยดังกล่าวยังไม่ถูกเพิกถอนจึงมีผลใช้บังคับอยู่ จากเหตุผลดังกล่าวจึงถือได้ว่า พรรคเพื่อนไทยไม่ได้ดำเนินการจัดตั้งสาขาพรรคหรือแต่งตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด จึงไม่สามารถส่งสมาชิกสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ทุกเขตเลือกตั้ง ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 145 และไม่มีสิทธิส่งสมาชิกสมัครรับเลือกตั้งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. 2561 มาตรา 56 นายอุมัธ ย่อไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขต ดังนั้นที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 ฉะเชิงเทรา ไม่ประกาศรายชื่อให้เป็นผู้สมัครจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

จากคำพิพากษาดังกล่าวของศาลฎีกามีผลให้ผู้สมัครส.ส.ระบบเขตของพรรคเพื่อนไทยที่ส่งสมัครทั้งสิ้น154เขตเลือกตั้งจะไม่ได้รับการคืนสิทธิให้เป็นผู้สมัคร ขณะเดียวกันในส่วนของส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 52คน ที่ก่อนหน้านี้กกต.ประกาศรับรองให้เป็นผู้สมัคร ทางกกต.ก็คงต้องประกาศถอนบัญชีผู้สมัครของพรรคเพื่อนไทยออก

 

'นก สินจัย'เซลฟี่กับนายกฯ พร้อมแคปชั่น‘ไปให้สุด แล้วหยุดที่ลุงตู่’

'นก สินจัย'เซลฟี่กับนายกฯ พร้อมแคปชั่น‘ไปให้สุด แล้วหยุดที่ลุงตู่’

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 07.29 น.

1 มี.ค 62  "นก สินจัย" เปล่งพานิช ผู้จัดละคร และนักแสดงชื่อดัง ได้โพสต์ภาพผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว"noksinjai" ที่ถ่ายเซลฟี่ร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร่วมกับนักร้อง นักแสดงชื่อดัง กบ ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ที่โรงเรียนกำเนิดวิทย์ และสถาบันวิทยสิรินเมธี ปตท.จังหวัดระยอง

พร้อมระบุข้อความว่า “ไปให้สุด แล้วหยุดที่ลุงตู่ รายการศาสตร์พระราชา ศุกร์นี้”

 
 
 
 
ปชป.แจงยิบ!ที่มารายได้นโยบายหาเสียง 13 เรื่อง 5 ด้าน รวมใช้เงินเกือบ 4 แสนล้านต่อปี

ปชป.แจงยิบ!ที่มารายได้นโยบายหาเสียง 13 เรื่อง 5 ด้าน รวมใช้เงินเกือบ 4 แสนล้านต่อปี

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 10.16 น.

เว็บไซต์ ปชป. แจงยิบที่มารายได้นโยบายหาเสียง 13 เรื่อง 5 ด้าน รวมใช้เงินเกือบ 4 แสนล้านต่อปี  ยันคุ้มค่า ไม่ทำชาติเสียหาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์ (www.democrat.or.th) ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของรายได้ ความคุ้มค่า และผลกระทบความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายที่หาเสียงไว้ในเวปไซต์ โดยระบุว่า เป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 57 ที่บัญญัติว่า การกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาให้คำนึงถึงความเห็นของสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด นโยบายใดที่ต้องใช้จ่ายเงิน การประกาศโฆษณานโยบายนั้น อย่างน้อย้องมีรายการ ดังต่อไปนี้

1) วงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ 2) ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย และ 3) ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย โดยทางพรรคระบุที่มาของรายได้ที่จะใช้ดำเนินโครงการตามนโยบายที่หาเสียงจาก 6 แหล่ง ประกอบด้วย 1 ปรับลดงบประมาณบางรายการ เช่น งบกลาง รายการสำรองจ่ายฉุกเฉิน สำนักนายกรัฐมนตรี การลดงบประมาณโครงการเดิมที่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน เป็นต้น 2 ภาษีใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้มีรายได้สูง 3 เงินกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 4 การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี 5 รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และ 6 เงินร่วมทุนจากเอกชนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ

สำหรับการดำเนินโครงการตามนโยบายหาเสียงพรรคประชาธิปัตย์ ได้แบ่งออกเป็น 5 ด้าน รวมใช้งบประมาณทั้งหมด 392,015 ล้านบาท มีรายละเอียดดังนี้ การศึกษา 62,348 ล้านบาท สวัสดิการสังคม 148,928 ล้านบาท เกษตรคุณภาพ 130,000 ล้านบาท แรงงาน 50,000 ล้านบาท สาธารณสุข 739 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณที่ใช้ ประโยชน์ความคุ้มค่า เป็นรายนโยบายทั้ง 13 เรื่องด้วย โดยทุกนโยบายยืนยันว่าไร้ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย แต่มีบางนโยบายที่งบประมาณจะเพิ่มสูงขึ้น อาทิ ประกันรายได้แรงงานขั้นต่ำ ใช้งบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 2.66 ล้านคน หลุดพ้นจากความยากจน ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำต่อวันทำงานเพิ่มขึ้น

โดยไม่ทำให้รายจ่ายของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญอีกทั้งไม่เป็นภาระเพิ่มขึ้นของนายจ้าง ผู้ประกอบการ ซึ่งรัฐบาลอาจต้องรับภาระมากขึ้นหากแรงงานไหลเข้าระบบมากขึ้น และ เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดใช้งบประมาณ 17,832 ล้านบาท เพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้รับสิทธิค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูทุกเเดือนจำนวน 1,000 บาทต่อเดือน แบบถ้วนหน้า ตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ 8 ขวบ โดยเดือนแรกจะได้รับ 5 พันบาท ซึ่งเมื่อดำเนินโครงการครบ 8 ปี รัฐบาลจะต้องใช้เงินเพิ่มเป็นประมาณ 59,000 ล้านบาทต่อปี รวมถึงการประกันรายได้พืชผลเกษตรใช้งบประมาณ 1 แสนล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรที่มีอาชีพสวนยางพารา ปาล์น้ำมัน ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง มีหลักประกันในอาชีพเกษตรกรรม มีรายได้ที่มั่นคง แต่หากพืชผลเกษตรตามโครงการนี้มีราคาตกต่ำที่สุดพร้อมกันในรอบปี รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณ 350,000 ล้านบาทต่อปี เป็นต้น

ศธ.จัดหนัก24โจ๋  ฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย1ล.  ยังไม่นับรวมเงินทำขวัญ

ศธ.จัดหนัก24โจ๋ ฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย1ล. ยังไม่นับรวมเงินทำขวัญ

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ศธ.จัดหนัก24โจ๋

ฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย1ล.

ยังไม่นับรวมเงินทำขวัญ

ไล่ล่าอีก3หนีกบดานตจว.

เร่งล่าอีก 3 แก๊งงานบวช บุกสกรัมครู-นร.โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เจอ 6 ข้อหาหนัก เหมือนพรรคพวก พบเบาะแสหนีกบดานต่างจังหวัด ด้านรมว.ศธ.สั่งฝ่ายกฎหมาย เตรียมฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย 1 ล้าน ทั้งทรัพย์สินพัง ค่าใช้จ่ายในการจัดสอบใหม่ทั้งหมด ไม่รวมค่าทำขวัญให้ผู้เสียหาย ย้ำใครทำอะไรไว้ต้องรับผิดชอบ

 

จากกรณีกลุ่มชายฉกรรจ์ 24 ราย บุกเข้าทำร้ายร่างกายครู นักเรียนในโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เขตจอมทอง กทม. ระหว่างการสอบ GAT/PAT ก่อนถูกจับกุมดำเนินคดี 6 ข้อหาหนัก โดยตำรวจคุมตัวฝากขังศาลอาญาธนบุรี ซึ่งศาลไม่ให้ประกันตัว เนื่องจากเป็นพฤติการณ์ที่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย เกรงไปยุ่งเหยิงพยาน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์. พ.ต.ท.ณรงค์ฤทธิ์ ทองแพ รอง ผกก.สส.สน.บางขุนเทียนกล่าวว่า จากการสอบสวนขยายผลพบ นอกจากผู้ต้องหาทั้ง 24 คนแล้ว ยังมีผู้ต้องสงสัย ซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนอยู่ร่วมขณะก่อเหตุอีก 3 คน โดยพบหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกไว้ได้ว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 คนร่วมบุกเข้าไปภายในโรงเรียนวัดสิงห์ แม้จะไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายผู้เสียหายหรือผู้บาดเจ็บโดยตรง แต่ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำผิดดังกล่าว ขณะนี้ตำรวจทราบชื่อและตัวตนของผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 คนแล้ว และรวบรวมพยานหลักฐานยื่นขออำนาจศาลอาญาธนบุรีอนุมัติออกหมายจับเพิ่มเติม ทราบว่าหลังเกิดเรื่องทั้ง 3 คนหนีออกนอกพื้นทีไปซ่อนตัวอยู่ตามต่างจังหวัด

ด้านพ.ต.ท.สนธิขัย กลีบบัว รอง ผกก.สอบสวน สน.บางขุนเทียนเปิดเผยว่า วันนี้เชิญตัวกลุ่มนักเรียน 2-3 คน ซึ่งเป็นผู้เสียหายมาสอบปากคำเพิ่ม โดยมีเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพเข้าร่วมด้วย สำหรับอีก 3 คนที่ถูกออกหมายจับเพิ่ม ถูกดำเนินคดีทั้งหมด 6 ข้อหาคือ ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, ร่วมกันทำร้ายร่างกาย, ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการ ไม่กระทำการ โดยใช้กำลังประทุษร้าย ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และเครื่องดื่มแอลกฮอล์ ในวัด หรือสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา ตอนนี้ยังไม่ได้รับการประสานหรือติดต่อจากทั้ง 3 รายว่าจะเข้ามอบตัวเมื่อใด

ส่วนนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการประเมินค่าเสียหายจากการกระทำของผู้ต้องหา 24 คน ที่บุกเข้าทำลายข้าวของและทำร้ายร่างกายนักเรียนกว่า 200 คนซึ่งมีการทดสอบความถนัดวิชาชีพครู หรือ PAT 5ว่า ขณะนี้ทราบตัวเลขความเสียหายที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)จะใช้รจัดทดสอบความถนัดวิชาชีพครู หรือ PAT 5 รอบพิเศษเหตุสุดวิสัย ในวันที่ 5 มีนาคม ที่สนามสอบโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม ให้นักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งรอบแรกตัวเลขความเสียหายอยู่ที่ 7 แสนบาท แต่ตนให้ไปดูใหม่ว่าถ้ารวมค่าเสียหายอื่นอีกทำให้มูลค่าความเสียหายอาจมากถึง 1 ล้านบาท เพราะในจำนวนนี้ ยังไม่รวมค่าทำขวัญให้ผู้ที่ถูกทำร้าย และค่าเสียหายอื่นอาทิ ค่าจัดสอบ ค่าทรัพย์สินราชการที่เสียหาย ค่าจ้างครูคุมสอบ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ตนให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาเรื่องการฟ้องแพ่ง เพราะตนไม่อยากให้นักเรียน หรือครูที่ได้รับบาดเจ็บไปฟ้องร้องค่าทำขวัญส่วนตัวเอง คงจะลำบาก จึงให้ฝ่ายกฏหมายดูว่าจะให้ สทศ.ฟ้องให้ผู้เสียหาย ให้ผู้จัดสอบ หรือโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายได้หรือไม่

“ภายใน 2 สัปดาห์ ฝ่ายนิติกรน่าจะได้ข้อสรุปว่าใครจะเป็นผู้ฟ้องแพ่ง และจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง คนไทยใจอ่อนพอเห็นเขาติดคุก แต่ว่าเป็นเรื่องที่เราต้องดำเนินการ ใครทำอะไรไว้ ความรับผิดชอบอย่างน้อยสาธารณชนต้องรู้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นใครจะรับผิดชอบ” รมว.ศธ. กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ เป็นวันสุดท้ายที่สทศ. เปิดให้นักเรียนที่ได้รับผลกระทบ 248 คนมาลงทะเบียนเเจ้งความจำนงขอสอบ PAT5 ใหม่วันที่ 5 มีนาคม เวลา 13.00-16.00 น.ที่โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม โดยมีคนมาลงทะเบียนเเล้วกว่า 50 คน

ล่ม!!!'ทรัมป์-คิม'ซัมมิตรอบ2 ไม่มีการลงนามร่วมกัน-ไร้คืบปลดนิวเคลียร์

ล่ม!!!'ทรัมป์-คิม'ซัมมิตรอบ2 ไม่มีการลงนามร่วมกัน-ไร้คืบปลดนิวเคลียร์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 14.59 น.

28 ก.พ.62 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน การประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และนายคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ที่มีขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ที่โรงเรมโซฟิเทล เลเจนด์ เมโทรโพล ในเขตใจกลางกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม 

โดยทรัมป์ เผยกับสื่อว่า กระบวนการปลดนิวเคลียร์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องรอบคอบอย่างมาก เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ถูกต้อง เขาจะไม่มีรีบร้อนในเรื่องนี้ ขณะนี้เขายังพูดถึงผลที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ไม่ได้ แต่บอกได้ว่าจะประสบความสำเร็จอันน่าทึ่งร่วมกับประธานคิมและเกาหลีเหนือ ความสัมพันธ์ของสองฝ่ายแข็งแกร่งมาก หากมีความสัมพันธ์ที่ดีก็จะมีสิ่งดี ๆ ตามมา และมีการเสนอความคิดดี ๆ มากมายระหว่างมื้อค่ำเมื่อวานนี้ด้วย 

ขณะที่นายคิม ตอบคำถามสื่อผ่านล่ามว่า ยังเร็วเกินไปที่จะการันตีประเด็นใดเกี่ยวกับข้อตกลงเรื่องการปลดนิวเคลียร์ แต่โดยส่วนตัวเขาเชื่อว่าผลการพบหารือครั้งนี้จะเกิดผลที่ดี พร้อมกล่าวด้วยว่า ยินดีอย่างยิ่งหากสหรัฐจะตั้งสำนักงานผู้แทนทางการทูตในกรุงเปียงยาง ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาความสัมพันธ์ให้เป็นปกติระหว่างสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่สังเกตว่าการพบหารือในวันที่ 2 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายนั้น เสร็จสิ้นเร็วกว่ากำหนดการเกือบ 2 ชั่วโมง และไม่มีพิธีลงนามในข้อตกลงตามที่ทำเนียบขาวประกาศก่อนหน้านี้ 

ทำเนียบขาวสหรัฐแถลงว่า การประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐและเกาหลีเหนือครั้งนี้เสร็จสิ้นลงโดยที่ยังไม่มีข้อตกลงเป็นรูปธรรม และจะมีการหารือกันอีกในอนาคต

 
 
 
 

 ........................................................

 
Manager Online
 

เกษม ศิริสัมพันธ์, โลกกว้าง - ทางแคบ

 

คุณจำลองกับคุณทักษิณ

เผยแพร่: 30 ส.ค. 2547 17:38   โดย: เกษม ศิริสัมพันธ์

คุณทักษิณไม่รู้จักคนอย่างพล.ต.จำลอง ศรีเมือง เสียแล้ว !


แต่เมื่อพูดไปแล้ว ก็ไม่ได้คิดว่าคำพูดนั้นจะสร้างศัตรูเพิ่มขึ้น !

มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยสอนไว้ว่า อยู่ในวงการเมืองอย่าได้สร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น ! ท่านอธิบายให้เหตุผลไว้ว่า การเมืองเป็นเรื่องของความขัดแย้งอยู่แล้ว มี แบ่ง“เรา” มี “แบ่ง”เขา กันโดยธรรมชาติ ฉะนั้นให้มีศัตรูเท่าที่จำเป็นดีกว่า ! อย่าเที่ยวไปสร้างศัตรูไว้ทุกทิศทุกทาง !

มิฉะนั้นวันดีคืนดีเราจะมีศัตรูอยู่รอบตัว ! แล้ววันหนึ่งศัตรูเหล่านี้ก็อาจรวมตัวกันเข้า หันมารุม “กินโต๊ะ” เราก็ได้ !

เป็นที่แน่นอนว่า คุณทักษิณเป็นคนไม่เชื่อในคติดังกล่าว ! 

ท่านเชื่อมั่นตัวเองว่าเป็นคนระดับมหาบุรุษ ! ไม่เกรงกลัวผู้ใดทั้งนั้น ! ไม่ว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม !

ใครขืน “แหลม” เข้ามา ! ท่านเป็น “แหลม” ตอบ กลับไป !

เริ่มต้นเมื่อฝ่าย”มหา“จำลอง ประกาศชักจูงและสนับสนุน ดร.มานะ มหาสุวีระชัย ให้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. โดยเห็นว่า ดร.มานะมีคุณลักษณะครบถ้วน เป็นผู้ว่าฯ กทม. “ในฝัน” ของคุณจำลอง

แต่คุณจำลองมองข้ามคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของ ดร.มานะ คือ เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ถึงแม้จะเคยอยู่พลังธรรมซึ่งทั้งคุณจำลองและคุณทักษิณเคยเป็นหัวหน้าพรรคก็ตามที 

แต่เมื่อพลังธรรมสลายตัวลงแล้ว ดร.มานะ ก็ไม่รักษาเนื้อรักษาตัว คอยเดินเข้าพรรคไทยรักไทย แต่เลือกไปอยู่กับประชาธิปัตย์ นี่เป็นตรา”บาป” ที่ติดตัวคุณมานะ ซึ่งคุณทักษิณ และบรรดา ส.ส. ส.ก.และ ส.ข. ของพรรคไทยรักไทยในกรุงเทพฯ ให้อภัยไม่ได้ !

ตรา “บาป” เรื่องนี้ ได้ลามไปถึงตัวคุณจำลอง ที่บังอาจเห็นคนที่เคยอยู่ประชาธิปัตย์ เป็น ผู้ว่าฯ กทม. “ในฝัน” !

แต่ในชั้นนี้ คุณทักษิณยังไม่แสดงท่าทีอะไร คงปล่อยให้บรรดา “ลูกหาบ” ในพรรคไทยรักไทย แสดงปฎิกิริยา ไม่เห็นด้วยกับการที่คุณจำลองไปสนับสนุนคนเคยอยู่ประชาธิปัตย์ อย่าง ดร.มานะ !

ต่อมาฝ่ายคุณจำลอง ก็ให้คำอธิบายว่า ที่ต้องสนับสนุน ดร.มานะในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.คราวนี้ ก็เพื่อเป็นแรง”ถ่วง” นายกรัฐมนตรีทักษิณ ซึ่งกำลังลืมตัวเสียแล้ว !

ถึงตรงนี้ คุณทักษิณก็มีปฎิกิริยาตอบโต้ ! แต่ก็ยังเป็นการตอบโต้ที่ไม่รุนแรงเท่าใดนั ก !

คุณทักษิณพูดด้วยสำเนียงทันสมัยยุคนี้ว่า คุณจำลองได้ “เปลี๊ยนไป๋” เสียแล้ว ! ไม่ใช่คุณจำลองคนเดิมนั่นเอง !

ฝ่ายคุณจำลองก็ไม่ยอมราข้อ ! ไม่ยอมถอยทัพ ! กลับอธิบายขยายความว่า ที่ต้องสนับสนุน ดร.มานะ ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.คราวนี้ ก็เพื่อเป็นการ “ไถ่บาป” ที่เป็นผู้ชักนำให้คุณทักษิณเข้ามาสู่วงการเมือง 

ถึงจุดนี้ ถ้าเป็นผู้นำทางการเมืองคนอื่น ก็คงยอมนิ่ง ไม่พูดจาโต้ตอบให้เรื่องลุกลามรุนแรงยิ่งขึ้น !

หรือดียิ่งไปกว่านั้น คุณทักษิณก็ควรหาทางพบกับคุณจำลอง พูดจาปรับความเข้าใจกันเสีย 
เพราะสองคนนี้ก็มีความสัมพันธ์กันมาทั้งในอดีตและปัจจุบัน 

ในอดีตคุณจำลองก็เป็นคนพาคุณทักษิณขึ้นเวทีการเมืองเป็นครั้งแรก แถมยังยกตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังธรรมให้คุณทักษิณอีกด้วย ! และในปัจจุบันคุณจำลองก็ยังมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาคนหนึ่งของนายกรัฐมนตรีทักษิณเสียด้วย !

แต่คุณทักษิณเป็นคนไม่ยอมลดราวาศอกให้ใครทั้งนั้น ! จึงตอบนักข่าวว่า คุณจำลองเป็นเพียงแค่”คนรู้จัก” กันเท่านั้น ! ไม่เคยมีความสัมพันธ์อะไรเป็นพิเศษกันเลย !

พูดแบบนี้เมื่อแปลไทยเป็นไทยแล้ว ก็หมายความว่าคุณทักษิณได้ลบคุณจำลองออกจากชีวิตของตนทั้งหมดแล้ว ! ไม่ยอมทิ้งเยื่อใยให้เหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว !

ถ้าพูดตามภาษาชาวบ้าน ก็ต้องบอกว่า ตัดเป็นตัดตายกันแล้ว ! แม้นตายลงก็ไม่ยอมเผาผีกันแล้ว !

แต่เรื่องยังไม่จบแค่นี้ ต่อมาคุณทักษิณอาจได้คิดว่าได้ใช้ไม้แรงเกินไปแล้ว ! จึงบอกกับนักข่าวว่า เรื่องคุณจำลองนั้นไม่ต้องห่วง ! ขอให้รอการเลือกตั้งผู้ว่า ฯ กทม.ผ่านไปก่อน แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลับเหมือนเดิม !

คล้ายกับว่าที่คุณจำลองพูดจาพาดพิงถึงคุณทักษิณ นั้น เป็นเพียงกลยุทธ์ในการหาเสียงช่วย ดร.มานะเท่านั้นเอง ! ผ่านการเลือกตั้งไปแล้วคุณจำลองก็คงเหมือนเก่าตามเดิม !

นี่เองเป็นเหตุที่ได้บอกแต่ตอนต้นว่า คุณทักษิณไม่รู้จักคุณจำลองเสียแล้ว !

คุณจำลองไม่ใช่คนง่ายๆอย่างที่คุณทักษิณคิดหรอก !

คุณจำลองเป็นคนขนาดไหนให้ลองไปถามพล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของเมืองไทย ดูก็ได้ !

คุณสุจินดา ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งสั้นที่สุด ไม่ใช่เพราะฤทธิ์เดชของคุณจำลองหรอกหรือ ?

จริงอยู่ต้นทุนการเมืองของคุณจำลองในปัจจุบันได้ลดน้อยถอยลงไปมากแล้ว !

แต่ก็ไม่ควรมองข้ามพลังของคุณจำลองเป็นอันขาด !

ยิ่งไปกว่านั้นกระแสการเมืองปัจจุบันของคุณทักษิณกำลังอยู่ในช่วงขาลง และคุณจำลองมีความสามารถส่วนตัวที่จะใช้พลัง ซึ่งถึงแม้จะลดน้อยถอยลงมามากแล้วก็ตามที หนุนกระแส “รู้ทันทักษิณ” และกระแส “เบื่อหน่ายทักษิณ “ทำให้กระแสดังกล่าวเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นมาก็ได้ !

ฐานะทางการเมืองของคุณทักษิณขณะนี้ ก็ใช่ว่าจะมั่นคงแน่นหนาเสียทีเดียว ดังนั้นเมื่อต้องเจอกับกระแส “ต้าน” ที่มีคุณจำลองร่วมอยู่ด้วย ถ้าไม่ถึงล้ม ก็คงต้องเซไปบ้างเหมือนกัน !

อย่างน้อยราคาที่เคยคุยว่า จะทำให้ไทยรักไทยได้ที่นั่งหลังเลือกตั้งคราวหน้าถึง 400 กว่าที่นั่ง ยากที่จะเป็นจริงขึ้นมาได้ !

อันที่จริงถึงตอนนี้ คุณทักษิณเริ่มรู้ตัวเหมือนกัน ! จึงปฎิเสธว่า ไม่เคยพูดว่าในการเลือกตั้งคราวหน้า จะทำให้ไทยรักไทยได้มกกกว่า 400 ที่นั่ง !

แต่ผู้คนทั่วไป ต่างมีความทรงจำอย่างแม่นยำว่า ครั้งหนึ่งคุณทักษิณเคยคุยว่า หลังเลือกตั้งคราวหน้าพรรคไทยรักไทยจะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว เพราะมีที่นั่งในสภาได้เกิน 400 ที่นั่งแล้ว !

แต่ไม่เป็นไร ! คุณทักษิณมีสิทธิเปลี่ยนคำพูดได้ ! แสดงว่าคุณทักษิณก็รู้ๆอยู่เหมือนกันว่า หลายสิ่งหลายอย่างมันได้เปลี่ยนไปแล้ว ! ไม่เหมือนเดิม ! และไม่ง่ายเหมือนเดิมเสียแล้ว !

กลับมาที่เรื่องคุณจำลอง ! อันที่จริงคุณจำลองกับคุณทักษิณเป็นคนมีแนวคิดทางการเมืองและทางสังคม ต่างกันแบบยืนกันคนละขั้วทีเดียว !

คุณจำลองเป็นหัวขบวนที่สำคัญคนหนึ่งของพวก “ญาติธรรม” แห่งสำนักสันติอโศก 

ฉะนั้นคุณจำลองจึงมีแนวคิดเน้นหนักในเรื่องความสมถะเรียบง่าย และความสันโดษ เฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความสันโดษในการบริโภค !

ขนาดอาบน้ำ ยังมีจิตสำนึกกำหนดให้ใช้น้ำได้เพียงครั้งละ 5 ขันเท่านั้น !

แต่คุณทักษิณยืนอยู่คนละมุม ตรงข้ามกับของคุณจำลองทีเดียว ! มีภูมิหลังเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ ! เชื่อมั่นในหลักเศรษฐกิจการตลาด ซึ่งเป็นพลังสำคัญที่สร้างและเสริมกระแสบริโภคนิยมในสังคมปัจจุบัน

นอกจากนี้การที่คุณทักษิณเป็น CEO ระดับเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้คุณทักษิณมี
บุคลิกไปในเชิงอำนาจนิยม เชื่อมั่นในตัวเอง และไม่รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกับของตนเป็นประจำ !

คนที่เป็น CEO และเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่อย่างคุณทักษิณ จะไปเสียเวลานั่งฟังความคิดเห็นของเสียงนกเสียงกาในอาณาจักรชินวัตรได้อย่างไร !

แต่การเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศผิดกับการเป็น CEO ของอาณาจักรชินวัตร !

ขนาดจิ้งจกส่งเสียงร้องทัก นายกรัฐมนตรียังต้องตะแคงหูฟังเลย !

แต่เมื่อคุณจำลองไปจูงมือคุณทักษิณออกมาจากอาณาจักรชินวัตรให้ก้าวขึ้นมาบนเวทีการเมืองนั้น คุณจำลองคงไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างดังกล่าวมาแล้ว 

คุณจำลอง คงเห็นแต่เพียงว่าคุณทักษิณเป็นผู้นำทางธุรกิจ สามารถเป็นกำลังของการเมืองแนวใหม่ได้ จึงชักชวนให้ก้าวเข้าสู่วงการเมือง ขนาดยอมยกพรรคพลังธรรมให้คุณทักษิณทีเดียว 

แต่คุณทักษิณอยู่ในพรรคพลังธรรมด้วยความอึดอัดจนอยู่ไม่ได้ เพราะแนวคิดของคุณทักษิณไปคนละทางกับพลังธรรม ซึ่งเป็นพรรคที่คุณจำลองตั้งขึ้นมาตามแนวคิดและอุดมคติ

ของขบวนการ “ญาติธรรม”

ส่วนไทยรักไทยนั้นเป็นพรรคตามแนวคิดและอุดมคติของคุณทักษิณ ที่เชื่อมั่นในเศรษฐกิจการตลาด และถือว่าลัทธิบริโภคนิยมเป็นอุดมการณ์สุดยอดของมนุษยชาติทีเดียว !

ฉะนั้น บุคลิก อุดมคติ และพฤติกรรมของคนสองคนนี้จึงห่างกัน เกือบจะเรียกได้ว่าอยู่ตรงกันข้ามกันเลยทีเดียว ! เหมือนน้ำกับน้ำมัน ไม่มีทางจะกลมกลืนเข้ากันได้เลย !

การแยกทางกันระหว่างคุณจำลองกับคุณทักษิณจึงหลีกเลี่ยงไม่พ้น แทนที่ทั้งสองคนนี้จะสามารถจูงมือเดินร่วมกันได้ต่อไป ! ก็คงต้องหันหน้าเข้าปะทะกัน โดยไม่มีทางประสานรอยร้าวได้เลย !



หมายเหตุ ต้องเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า แม้ว่าบทความเรื่องนี้จะปรากฏใน ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 31 เดือนนี้ แต่บทความนี้ได้เขียนก่อนรู้ผลการเลือกตั้งผู้ว่า ฯกทม.เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 29

เปิดแฟ้มย้อนรอย : เส้นทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตร (3)

Submitted on Mon, 2006-03-13 06:17

บทวิเคราะห์ชิ้นนี้เขียนขึ้นโดยกองบรรณาธิการนิตยสาร "อาทิตย์" นิตยสารวิเคราะห์ข่าวการเมืองอันโด่งดัง ที่มีชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ เป็นบรรณาธิการ เมื่อ 11ปีก่อน เป็นเรื่องจากปกที่วิเคราะห์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในจังหวะแรกที่เขาก้าวเท้าเข้ามาสู่วงการเมือง ในวันนั้นไม่มีใครคิดว่า เขาจะใช้เวลาไต่บันไดไปเป็นนายกฯ ได้ในช่วงเวลาเพียง 6 ปีต่อมา

ความน่าสนใจของบทวิเคราะห์ชิ้นนี้อยู่ที่ มันได้ตอบและยืนยันความจริงวันนี้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็น ไม่ว่าจะเป็นการซุกหุ้น สไตล์การบริหาร การเล่นกับรัฐธรรมนูญ

 เรื่องราวเหล่านี้หลายคนอาจจะลืมเลือนไปแล้ว "ประชาไท" จึงอยากพาผู้อ่านย้อนอดีตไปรู้จักกับ ทักษิณ ชินวัตร ผ่านบทความชิ้นนี้ แต่ด้วยความยาว จึงได้แบ่งการนำเสนอออกเป็นตอนๆ ทั้งหมด 4 ตอน 1.สายสัมพันธ์กับนายกรัฐมนตรีก่อนที่จะถึงพรรคพลังธรรม 2.การตีราคาทักษิณตามสายตาของพลตรีจำลอง3. พิสูจน์แล้ว...ว่า "แรด" ยังวิ่งหนี และ ตอนที่ 4.เส้นทางการเมืองทักษิณ "เทวดาห้าห่วง" เป็นตอนจบ โปรดติดตาม

คิดเสียว่า นี่คือการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ราวกับฟังม็อบพันธมิตรฯ ไฮด์ปาร์ค หน้าเวที

 

 เส้นทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตร

จากนิตยสาร "อาทิตย์" ฉบับที่ 919 วันที่ 20 -26 มกราคม 2538

 

ตอนที่ 3

 พิสูจน์แล้ว...ว่า "แรด" ยังวิ่งหนี

 ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน คือวันที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เริ่มทำงาน จนกระทั่งถึงต้นเดือนมกราคม 2538 ประเด็นเรื่องการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา114 และ 166 ว่าด้วยคุณสมบัติรัฐมนตรีในการมีสัมปทานกับรัฐนั้น...มีระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น...มันน้อยเกินกว่าที่ทักษิณจะแสดงความดี เด่น ดัง หรือมีเวลาพอที่จะสร้างความสง่างามให้กับตำแหน่งที่ได้รับ

ในแต่ละนาที...ดูเหมือนทักษิณพยายามอย่างยิ่งที่จะแสดงถึง "ราคา" ของสมญานาม "อัศวินแห่งคลื่นลูกที่ 3"ที่คนชั้นกลางตาไม่ดีตั้งฉายาให้กับเขา เขาใช้จังหวะที่ โมฮัมหมัด ซาอิด โคจา กำลังสร้างแรงกดดันให้กับคนไทยบางกลุ่มในกรณีเพชรซาอุฯสะบัดฝ่ามือใส่อุปทูตซาอุดิอาระเบียหลายฉาด ไม่ว่าด่าสวนทันที หรือไม่ว่าเรียกมายื่นบันทึกช่วยจำที่กระทรวงการต่างประเทศ เขาพยายามสร้างบารมีของนักธุรกิจแสนล้านเพื่อแสดงความแตกต่างจากรัฐมนตรีธรรมดา ด้วยการออกเงินเช่าเหมาเครื่องบินชาแลนเจอร์แบบเช่าเหมาลำด้วยเงินของเขาเอง เดินทางไปเยือนนานาประเทศ เขาพยายามเน้นราคาในการเป็นภาพพจน์ของประเทศ ในการประเดิมงานใหญ่ประชุมเอเปคที่กรุงโกบอร์ ประเทศอินโดนีเซีย ด้วยการเปิดแถลงข่าวด้วยตัวเองและหอบหิ้วนักข่าวไปดูความคล่องตัวของเขาในงานระดับชาติ เขาเอาคอลัมนิสต์ชื่อดังอย่าง "ฉลามเขียว" ไทยรัฐ ไปบันทึกรายละเอียดการเคลียร์ข้อกล่าวหาระหว่างเขากับนายกรัฐมนตรีฮุนเซ็นของกัมพูชาถึงกรุงพนมเปญ เขาแทบไม่ใช้อธิบดีกรมสารนิเทศออกมาแถลงข่าวอย่างปกติ แต่รับอาสาทำหน้าที่แทนโฆษกกระทรวงต่างประเทศด้วยตัวเอง เขาพยายามระงับความประหม่าในการทรุดลงภาวนาตามพิธีกรรมของพระจีน ในการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เขาพยายามสร้างค่าให้กับนักข่าวกระทรวงการต่างประเทศ ด้วยการติดตั้งโทรทัศน์และดึงเอาสัญญาณไอบีซีมาให้ผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงได้ชมกันอย่างเพลิดเพลิน ยิ่งกว่านั้นเขายังใช้ลีลานักธุรกิจที่คุ้นเคยกับวิธีเข้าหาข้าราชการในการรับสัมปทาน ด้วยการคลุกคลีกับข้าราชการกระทรวงต่างประเทศอย่างตีนติดดิน รวมทั้งปรับระบบการติดต่อของสถานทูตไทยทั่วโลกให้ทันสมัยด้วยระบบสื่อสารล้ำยุค ฯลฯ

แต่ดูเหมือนว่า...ระยะเวลามันสั้นเกินไป สั้นเกินกว่าที่เขาจะสร้างความเป็นคลื่นลูกใหม่ในวงการการเมือง หรือก้าวไปสู่จุดสูงสุดทางการเมืองในฐานะแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี...รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านวาระ ในวันที่ 4 มกราคม 2538 โดยเสียงเอกฉันท์จากทั้งวุฒิสมาชิกและผู้แทนราษฎร...บัญญัติของรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไม่เพียงแต่กระทบกระเทือนต่อคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีการต่างประเทศที่เขาดำรงสถานะอยู่ มันอาจจะสามารถตีความ "ปิดกั้น" โอกาสที่จะผุดเกิดทางการเมืองของเขาในวันข้างหน้าอีกด้วย...ตราบใดที่เขายังไม่ขายหุ้น และยังไม่หย่าเมีย...

บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรานี้ส่งผลกระทบต่อเขาเร็วมาก มากพอที่บรรดาประชาชนที่สังเกตการณ์ยังพอจะจำได้ถึงคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่ประกาศก่อนการเสนอชื่อทักษิณเอาไว้ว่า "หากรัฐธรรมนูญใหม่มีผลปังคับใช้...บุคคลจะต้องปรับตัวให้เข้ากับกฎหมาย" ไม่ผิดอะไรกับรองนายกรัฐมนตรีบัญญัติ บรรทัดฐาน ออกโรงมายืนยันในระยะเวลาเดียวกันคือในช่วงปลายเดือนตุลาคมว่า "กฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะมีผลบังคับใช้ในวันข้างหน้า...ไม่มีข้อยกเว้นเรื่องสัมปทานก่อนหน้าเป็นนายกรัฐมนตรี...กฎหมายแก้ไม่ได้ ก็ต้องแก้ไขเรื่องตัวบุคคลเท่านั้นเอง..."

จนกระทั่งต้นปี 2538 บัญญัติ บรรทัดฐาน ก็ยังเน้นย้ำในการให้สัมภาษณ์ช่วงปีใหม่ว่า เขาคาดว่าทักษิณ ชินวัตรจะต้องลาออกจากรัฐมนตรี เมื่อใดก็ตามที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้...

อันที่จริงประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้าที่จะมีการเสนอชื่อทักษิณเป็นรัฐมนตรีการต่างประเทศ นอกจากประเด็นเรื่องไอบีซี แคมโบเดีย พัวพันรัฐประหารแล้ว ประเด็นนี้ยังถูกหยิบยกมาพิจารณาและนำมาวิจารณ์จากหลายๆฝ่ายไม่ว่า ปรีชา สุวรรณทัต, มีชัย ฤชุพันธุ์, ชวน หลีกภัย, บัญญัติ บรรทัดฐาน และวิษณุ เครืองาม ฯลฯ

ส่วนใหญ่นั้นจะออกความเห็นในลักษณะที่...เชื่อกันว่า...ถ้าหากทักษิณ ชินวัตร ไม่ออกจากรัฐมนตรี เขาก็คงหาทางทำสิ่งที่เรียกว่า "การปรับตัว" ให้เข้ากับกฎหมายรัฐธรรมนูญค่อนข้างแน่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร "ผู้นำแห่งปี 2000 "ถึงกับกล่าวไว้ว่า "ถ้าคุณทักษิณอยากเป็นรัฐมนตรี ท่านก็ควรหย่ากับภรรยาจะได้หมดปัญหา"

การปรับตัวเข้ากับกฎหมายตามคำพูดจาของนายกรัฐมนตรี บัญญัติ บรรทัดฐาน ดูจะถูกอธิบายด้วยการหย่าขาดจากภรรยาหรือขายหุ้นตัวเองออกไปให้หมด และต้องขายอย่างโปร่งใสแสดงให้เห็นความสุจริตว่าไม่ได้เอาหุ้นไปฝากใคร...แต่ปรากฏว่าในการวิจารณ์ทำนองนี้ ทักษิณได้ยืนกรานเหมือนกับตอบโต้ว่า...เขาจะไม่หย่าภรรยา และจะไม่ขายหุ้นเด็ดขาด...พฤติกรรมเช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายคาดกันว่าเขาเลือกหนทาง "ลาออก" บางรายถึงกับมองว่าการยืนกรานครั้งนี้เป็นความสง่างามไปเลยทีเดียว ด้วยการวิจารณ์ว่าการเลือกภรรยาแทนที่จะเลือกตำแหน่งนั้น...คือรักแท้...

แต่ดูเหมือนว่า...พลตรีจำลอง ศรีเมือง นั้น เขากลับคิดไปอีกทาง พลตรีจำลอง ศรีเมือง พยายามยืนยันต่อสาธารณะหรือต่อคนใกล้ชิดว่า ถึงแม้นรัฐธรรมนูญผ่านวาระ 3 และประกาศใช้ ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังไม่ "หมดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี" แต่ดูเหมือนว่าความมั่นใจของเขาไม่ได้มีเหตุผลใดๆ มารองรับ นอกจากการกล่าวถึง "บทเฉพาะกาล" อย่างสะเปะสะปะ บทเฉพาะกาลนั้นไม่ได้ครอบคลุมถึงรัฐมนตรี แต่ครอบคลุมและยกเว้นเวลาให้เฉพาะ ส.ส. และวุฒิสมาชิก แม้นว่ามีหลายฝ่ายจะแสดงข้อความคัดค้านความเห็นนี้ด้วยเหตุผล แต่พลตรีจำลอง ก็ได้มีเหตุผลใหม่มาคัดค้าน...นอกจากรีวายน์เทปกลับไปกลับมา

บนความเคลื่อนไหวที่ดูไม่มีเหตุผลรองรับนั้น น่าตั้งข้อสังเกตไปถึงเรื่อง "เหตุผลทางการเมือง" มากกว่า ว่าไปแล้วบรรยากาศก่อนหน้าตั้งทักษิณเป็นรัฐมนตรีการต่างประเทศและหลังจากนั้นเป็นต้นมา ภาวะการเมืองเต็มไปด้วยความผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่พรรคความหวังใหม่ไม่ยอมรับมติคณะรัฐมนตรีในกรณีรัฐธรรมนูญมาตรา 198 -199 ในทางการเมืองนั้นอาจจะก่อให้เกิดภาวะใดๆ ขึ้นมาก็ได้ ที่จะทำให้ระยะเวลาการเป็นรัฐมนตรีของทักษิณ ชินวัตรไม่สั้นแค่ 3 เดือน อาทิ ถ้าหากนายกรัฐมนตรีเกิดตัดสินใจยุบสภาขึ้นมาโดยปัจจุบันทันด่วน รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขใหม่ตกไป สถานะความเป็นรัฐมนตรีของทักษิณก็คงอยู่ยาว อย่างน้อยก็มีเวลาในการเป็นรัฐบาลชั่วคราวและจากไปอย่างสง่างามหรือคาดกันเอาไว้ว่า แม้นว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านสภาฯ ก็ยังสามารถหารายละเอียดของข้อกฎหมายมาแก้ปัญหา สร้างระยะเวลาให้ทักษิณอยู่ได้อีกหลายอึดใจ หรืออาจจะเป็นปีๆ ค่อยแสวงหาจังหวะใหม่ๆ สร้างผลงานชิ้นโบแดงสักครั้งก่อนลาออก

ถ้ามองวิธีการแก้ปัญหาของพลตรีจำลองตามเส้นทางการเมืองที่ผ่านมา...บุคลิกการตัดสินใจแก้ปัญหาแบบ "วันต่อวัน" หรือ "วินาทีต่อวินาที" นั้น เป็นบุคลิกเฉพาะตัวเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือการ "เสี่ยง" แล้วไปคิดแก้ไขผลแห่งการเสี่ยงในวันข้างหน้า ตาดีได้ตาร้ายเสีย...

จังหวะเวลานั่นเอง...ที่ดูจะทำให้สมาชิกคนสำคัญในพรรคพลังธรรมมั่นใจว่า การเป็นรัฐมนตรีของทักษิณ ชินวัตร คงจะจากไปพร้อมกับความสง่า ในฐานะนักการเมืองผู้มาจากนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ หากรัฐธรรมนูญผ่านสภาฯ ก็ยังมีเวลาเล่นอีกหลายเรื่องจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการ ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา กินระยะเวลาเป็นเดือนๆไปแล้ว ถ้าหากมีการเสนอ "ตีความ" รัฐธรรมนูญขึ้นมา เป็นไปได้ที่จะต้องใช้ระยะเวลาตีความเป็นปีๆ ตามลักษณะขององค์กรเฉพาะกิจที่กว่าจะประชุมกันแต่ละทีต้องรอคอยผู้ทรงคุณวุฒิให้มากันพร้อมหน้าพร้อมตา ที่สำคัญที่สุดก็คือ...หากจะต้องเข้าสู่การพิจารณาการชี้ผิดชี้ถูกนั้น...จะต้องใช้อัตราเสียง 8 ต่อ10 ในบรรดาตุลาการรัฐธรรมนูญ แค่ 3 เสียงแสดงความไม่เห็นด้วยขึ้นมา...มติของตุลาการรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ก็ไม่มีผล...

ดูเหมือนว่า...การตั้งรับของพรรคพลังธรรมในกรณีของทักษิณ ชินวัตร นั้น...จะเริ่มต้นขึ้นมาจากการใช้ "กลุ่มกบฏ 23"เป็นตัวตั้ง เริ่มจากรากฐานที่มองว่า กลุ่ม 23 พยายามแสวงหาจุดโค่นล้มกรรมการบริหารในพรรคพลังธรรมเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้บรรดาสมาชิกคนสำคัญของพรรคพลังธรรมรวมทั้งพลตรีจำลอง ศรีเมือง จึงไม่ค่อยได้ให้ค่ากับ "ศัตรูที่มองไม่เห็น" นั่นก็คือ "ความชอบธรรมทางการเมือง" และ "สายตาของสาธารณะชน" ต่อการดิ้นรนของพรรคพลังธรรมในเรื่องนี้

ยุทธวิธีที่จะรักษาทักษิณ ชินวัตร เอาไว้ให้ได้จึงถูกกำหนดออกมาในแบบ "ใช้เล่ห์เหลี่ยมสู้กับเล่ห์เหลี่ยม" มุ่งที่จะปิดกั้นตอบโต้กับกลุ่ม 23 จนมองไม่เห็นปัญหาอื่นๆ แม้กระทั่งภาพพจน์และความเสื่อมโทรมของพรรค สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกคำนวณอยู่ในราคาค่าใช้จ่ายหรืออาจจะประเมินว่าหักลบกลบหนี้กับความกตัญญูของทักษิณแล้ว...ยังน่าจะเหลือกำไรพอสมควร ก็เลยเริ่มชักธงยุทธวิธียืนกรานว่า...ทักษิณไม่ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญใหม่...ด้วยเหตุนี้...ต้องมีการตีความ

สำหรับทักษิณเอง...ดูเหมือนว่า "สนามรบทางธุรกิจ" ที่เขาผ่านมาจนเป็นเศรษฐีอันดับ 15 ของเอเชียนั้น จะทำให้เขาประเมิน "สมรภูมิทางการเมือง" ไม่ต่างกันมากนัก ไม่ว่าการแสดงปฏิกริยาทันทีต่อสื่อมวลชนที่โจมตีเขาก่อนหน้าจะได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่า..."ผู้ที่ต้องการให้ผมลาออกจากรัฐมนตรีก็คือผู้ที่พยายามต่อต้านไม่ให้ผมเป็นรัฐมนตรี"

ในสายตาของทักษิณและพลตรีจำลอง ศรีเมือง หรือสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ น่าจะมีมุมมองคล้ายๆกัน คือ มองเห็นแต่ "ศัตรูทางการเมือง" หรือ "ศัตรูทางธุรกิจ"ของตัวเองเป็นหลัก ไม่ได้มองไปถึงปัญหา "ความชอบธรรมทางการเมือง" ไม่ยอมรับเสียงต่อต้านจำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นจากสาธารณะ เกิดขึ้นอย่างบริสุทธ์ใจ...นั่นก็คือเขาเหล่านี้ไม่ได้มองไปว่า "เขานั่นแหล่ะคือศัตรูตัวฉกาจของเขาเอง" ทันทีที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ ทักษิณแสดงให้เห็นว่า...เขาต้องการ "มิตร"โดยเฉพาะมิตรในสภาฯ มากเท่าไหร่ยิ่งดี...ในวันที่ 16 พฤศจิกายน ทักษิณเดินดิ่งเข้าไปพบปะกับ ส.ส.กลุ่ม 16 และปีกเทิดไทของณรงค์ วงศ์วรรณ โดยไม่พะวงถึงภาพพจน์ความเป็นคนละฝ่ายระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านหรือมารกับเทพที่พรรคพลังธรรมเคยยึดถือในบางคน เขาใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมงในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดความเห็น ทักษิณ ชินวัตร ประสบความสำเร็จในการแสวงหามิตรที่เป็นนักการเมืองได้ไม่ยาก อย่างที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า ก่อนหน้าที่เขาจะกระโดดเข้าสู่วงการการเมืองนั้น นักการเมืองจำนวนไม่น้อยถือหุ้นราคาพาร์ของบริษัทชินวัตรไม่แพ้สื่อมวลชนบางรายถือโทรศัพท์มือถือเซลลูลาร์900  ของบริษัทชินวัตร

ส่งสุข ภัคเกษม คีย์แมนส.ส.ฝ่ายค้าน พรรคชาติไทย ได้ลุกขึ้นพูดในสภาฯช่วงพิจารณารัฐธรรมนูญ โดยพยายามเหลือเกินที่จะสรรเสริญ ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็น "ผู้เสียสละ" ในทางการเมือง เรียกร้องให้รัฐสภาอย่าปิดทาง "คนดี" โดยเน้นย้ำทำนองที่ "ความดี" นั้นก็คือ "การประสบความสำเร็จทางธุรกิจ" หรือ"ความรวย" นั่นเอง...

แม้นว่าทักษิณจะไม่ได้ตีราคา การสรรเสริญของส่งสุขออกมาให้เห็น แต่พจมาน ชินวิตร ได้ให้ราคาของส่งสุขไว้ชัดเจน ในการบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคเหนือ เมื่อส่งสุขถูกขอร้องให้ออกมาร้องเพลง 1 เพลงในอัตราการบริจาค 1 ล้านบาทสำหรับเพลงนั้น นี่ขนาดแค่ 1 เพลง...ก็พอจะเห็นได้ว่า ราคาสำหรับมิตรภาพของคนอย่างประธานบริษัทชินวัตรนั้น...สูงเพียงใด แน่นอนว่าคนอย่างพลตรีจำลอง ศรีเมือง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือสุธรรม แสงประทุม...ฯลฯ...ย่อมต้องเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะมันเป็นเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นเท่านั้น..

การแสวงหามิตรที่เป็นนักการเมืองในสภาฯของทักษิณนั้น แม้นว่าจะเป็นไปโดยปกติก็ตาม แต่มันน่าจะส่งผลในหลายๆ ทางให้กับเขา อันดับแรก มันก่อให้เกิดข่าวคราวในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะ ส.ส.กลุ่มภาคเหนือ มีหลายส่วนที่เชื่อว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ทักษิณ ชินวัตร จะให้ความสนับสนุนกับพรรคการเมืองที่ชื่อว่า "ไทยก้าวหน้า" ขอแต่เพียงให้ณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นหัวหน้าพรรค ทักษิณอาจจะอยู่ในพรรคการเมืองนี้ หรืออาจจะอยู่พรรคพลังธรรมต่อไป หรืออาจจะอยู่พรรคประชาธิปัตย์ก็แล้วแต่ แต่ภายใต้สายสัมพันธ์ระหว่างทักษิณและณรงค์ ก็ไม่ต่างอะไรกับสายสัมพันธ์ระหว่างอำนวย วีรวรรณ กับพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ หรือไม่ต่างอะไรกันกับพรรคชาติไทย กับพรรคสามัคคีธรรมก่อนที่จะรวมตัวสนับสนุนพลเอกสุจินดา คราประยูรเป็นนายกรัฐมนตรี

ในสายตาพลพรรคฝ่ายค้านประเภทเกล็ดแตกลายงาและเสียวฟัน (เขี้ยวลากพื้น) ทั้งหลาย ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่พรรคพลังธรรมไม่ใช่พวกสายวัด ไม่ใช่พวกนุ่งห่มม่อฮ่อมที่พูดคุยด้วยยาก ไม่ใช่บุคคลประเภทที่ทำให้เชาวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ เกลียดเข้ากระดูกดำ...แบบพลตรีจำลอง ศรีเมือง ทักษิณ เป็นมหามิตรผู้มีน้ำใจกว้างขวาง เป็นเพียงผู้อาศัยพรรคพลังธรรมเป็นที่ยืนเท่านั้น...ด้วยเหตุนี้เป็นเรื่องไม่แปลกเลย ในขณะที่ ส.ส.อนาคตก้าวไกล ก้าวหน้าเต็มไปด้วยเกียรติยศและสูงส่งด้วยสิทธิสตรีอย่างสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จะพยายามประกาศสนับสนุนทักษิณ ชินวัตร,ส่งสุข ภัคเกษม ซึ่งอยู่กันคนละราคา คนละบุคลิก คนละเรื่องกับสุดารัตน์จึงกลายเป็น "พันธมิตร" กันอย่างแนบแน่น กลายเป็น "คนกลุ่มเดียวกัน" โดยมี "ทักษิณ ชินวัตร" เป็นจุดร่วม ไม่แปลกอะไรเลยที่เนวิน ชิดชอบ จะแสดงความเห็นใจทักษิณ และเบี่ยงข้างในการให้ความเห็นกรณีคุณสมบัติของทักษิณว่า...น่าจะให้ตุลาการรัฐธรรมนูญตีความก่อน

ในปัญหาที่จะทำให้ทักษิณชอบใจนั้น...ไม่มีคำว่ามารหรือเทพแบ่งอีกต่อไปแล้ว ไม่มีความแตกต่างเรื่องแนวคิดหรืออุดมการณ์ใดๆมากั้นขวางต่อการศิโรราบต่อบุรุษผู้มีเงินตรานับแสนล้านบาท คนรุ่นใหม่ในพรรคพลังธรรมต่างดาหน้าเข้าเอาบ่ารับฝ่าเท้าของทักษิณ ชินวัตร อย่างกระตือรือร้น โดยมีคนรุ่นเก่าหรือ ส.ส.ที่ถูกประณามว่าไร้คุณภาพและเป็นมาร ช่วยกันยกก้นเพื่อเผชิญหน้ากับกฎหมายรัฐธรรมนูญ เนวิน ชิดชอบ, ส่งสุข ภัคเกษม, ณรงค์ วงศ์วรรณ ได้ประสานมือเข้ากับสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, สุธรรม แสงประทุม, พลตรีจำลอง ศรีเมือง, สฤต สันติเมทนีดล, ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ฯลฯ... นั้นก็คือ "ราคา" ของทักษิณ ชินวัตร โดยแท้...ทักษิณ คงจะไม่เสียเวลามากนักกับ ส.ส.ปีกเทอดไท หรือกลุ่ม 16 หรือ ส.ส.อีกหลายรายถ้าหากกฎหมายไม่ได้ระบุว่า จะต้องให้เสียง ส.ส.ถึง 36 คนในการเข้าชื่อเพื่อเสนอให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตีความมาตราดังกล่าว  40 กว่าเสียงของพรรคพลังธรรมดูน่าจะหวั่นใจพอสมควรกับยุทธวิธียืดเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเล่นกับประเด็นนี้...ที่มองอย่างไรก็ตาม มันไม่พ้นจากความพยายาม "ปรับกฎหมายเข้าตัวบุคคล, ไม่ต่างอะไรจากการแก้กฎหมายต่ออายุพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเคยก่อให้เกิดวิกฤตต่อบ้านเมืองและศีลธรรมครั้งใหญ่มาแล้ว

ถ้าหากกลุ่ม 23 รวมตัวกันได้จริง...พลังธรรมก็จะเหลือพลังเพียง 20 กว่าเสียง...ไม่พอแน่ที่จะเล่นเกมนี้...พลตรีจำลอง ศรีเมือง ได้พยายามป่าวประกาศพร้อมกับลูกพรรคพลังธรรมว่า "นายกรัฐมนตรี" น่าจะเป็นผู้นำมาตราดังกล่าวให้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตีความแทน...แต่ถ้าหากนายกรัฐมนตรีไม่ทำ พรรคพลังธรรมจะหาทางดำเนินการต่อไป...มันคงเป็นเรื่องน่ากระอักกระอ่วนใจ ถ้าหากปล่อยให้ถึงจุดนั้น จุดที่ "สายวัด" แห่งพรรคพลังธรรมเข้าชื่อร่วมกับ"กลุ่ม 16"เสนอให้มีการตีความคุณสมบัติทักษิณ ชินวัตร ตามรัฐธรรมนูญ...แต่ก็ยังเป็นโชคดี...นอกจากนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย จะเคยแสดงให้เห็นสายใยแบบ "ตัวต่อตัว" กับทักษิณ ชินวัตร และสายใยที่มีมานานแล้วในการประกาศตัวเป็น "จำเลยที่ 1"ยุทธศาสตร์การรักษาเสถียรภาพเอาไว้ให้ได้ของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ "ทำอย่างไรจะให้พรรคร่วมรัฐบาลกอดเกี่ยวกันได้บนบาดแผลของทุกฝ่าย...เพื่อจะนำไปสู่ความพยายามยืดเวลาเพื่อรักษาบาดแผลของตัวเอง..."

ตามหลังไหล่ขอพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนี้ เต็มไปด้วยเลือดแห้งๆ และน้ำหนองที่รินไหลมาจากกรณี สปก.4-01 และยังไม่ทันที่แผลจะเริ่มตกสะเก็ดดี ปัญหาสปอร์ตคอมเพล็กซ์ก็กำลังทยอยรุกไล่ตามมาเรื่อยๆ...ถ้าประชาธิปัตย์ปล่อยให้ตัวเองเต็มไปด้วยแผลส่งกลิ่นฟุ้งอยู่เช่นนี้...ความเหม็นของแผลทั้งหลายอาจจะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค ตัดใจถีบหัวเรือทิ้ง เพื่อฟื้นฟูภาพพจน์ของพรรคตัวเองใหม่ได้ไม่ยาก สำหรับพรรคชาติพัฒนานั้น...ยังเป็นพรรคใหม่ ถึงแม้นจะไม่มีแผลตามตัวตามไหล่มากนัก แต่หน้าตาไม่ค่อยหมดจด...เขาแห่งความเป็นมารยังไม่หดไปจากหัว ที่สำคัญที่สุดก็คือ "ท้องว่าง" คงจะต้องใช้ระยะเวลาพอประมาณที่จะทำให้โครงการรถไฟฟ้ามหานครคลอดได้สำเร็จ เส้นทางรถไฟด่วนเชียงใหม่ - กรุงเทพฯเสร็จสิ้น สนามบินหนองงูเห่าเดินหน้าไปได้พอเห็นหน้าเห็นหลัง..ฯลฯ มีแต่พรรคพลังธรรมเท่านั้น...ที่แผลนั้นแม้จะมีมากพอสมควร แต่ไม่ใช่แผลลึก อาจจะถอดใจเด้งตัวออกจากรัฐบาลถ้าหากกลิ่นแรงขึ้นมา ด้วยเหตุนี้ สายใยความสัมพันธ์ระหว่าง ชวน - ทักษิณ บวกกับยุทธศาสตร์รักษาป้อมค่ายชวน 4 นายกรัฐมนตรีจงได้กระทำการแบบอัศจรรย์ขึ้นมาในทันที...นั้นก็คืออาศัยมติคณะรัฐมนตรีเห็นควรส่งกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรานี้ให้ตุลาการรัฐธรรมนูญตีความ...นั่นก็คือการช่วยย้ำแผลให้พลังธรรมลึกและเน่าขึ้น

ชวน หลีกภัย นั้นโดยดีกรีแล้วไม่ใช่ "นิติศาสตรบัณฑิต" จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพียงอย่างเดียว เขายังสอบได้เนติบัณฑิตและทำการว่าความมาหลายสิบปี...ประวัติเช่นนี้เป็นเรื่องยากที่เขาจะกลายเป็น "ผู้ไม่รู้กฎหมาย" หรือ "อ่านกฎหมายไม่เข้าใจ" นอกจากเป็นนักกฎหมายแล้วเขายังเป็นนายกรัฐมนตรี...มีอำนาจเพียงพอที่จะทำการ "วินิจฉัย" ด้วยตัวเอง ใช้เจตนารมณ์ของตัวเองอธิบายเจตนารมณ์ของกฎหมาย และยุติเรื่องเอาไว้แค่ดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี... "บรรทัดฐานทางการเมือง" ก็จะเกิดขึ้นโดยไม่ยุ่งยากแต่อย่างใด และมันจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ต่างอะไรเลยจาก "เจตนารมณ์" ของผู้ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรานี้ที่ผ่านสภามาโดยเสียงสนับสนุนท่วมท้นกว่า 500 เสียง คัดค้านเพียง 1 เสียงเท่านั้น

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ "คุรุแห่งกฎหมาย" ได้อธิบายถึงรัฐธรรมนูญมาตรานี้ว่า ... "มันไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรเลย มันเป็นหลักการสำคัญของกฎหมายทั่วไปและหลักกฎหมายสากลที่นานาชาตินำมาใช้ว่าด้วย คอนฟลิก ออฟ อินเตอร์เรสต์ หรือความขัดแย้งทางผลประโยชน์"

รัฐธรรมนูญมาตรานี้ไม่ได้ "กีดกันคนดี" ไม่ว่าวงการใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าวงการธุรกิจ, วงการทหาร, วงการข้าราชการ หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย...กฎหมายกีดกันเฉพาะไม่ให้คนเหล่านี้ "จับปลาสองมือ" คืออยากเป็นรัฐมนตรีแต่เสียดายตำแหน่งทางทหาร อยากเป็นรัฐมนตรีแต่ยังเสียดายตำแหน่งทางราชการ อยากเป็นรัฐมนตรีแต่ยังเสียดายหุ้นส่วนในบริษัทและยังเสียดายภรรยา...ทักษิณ ชินวัตร พยายามดิ้นรนครั้งใหญ่และหลายครั้งกระทั่งต่อหน้านักข่าวสิงคโปร์ที่ถามในเรื่องนี้ เขาตอบคำถามนี้ว่า "ขณะนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า การขัดรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร จริงๆ แล้วบริษัทชินวัตรไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรงกับรัฐบาล เป็นเพียงการร่วมทุน" และ "การถือหุ้น 50 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ถือว่าเป็นการผูกขาดเพราะหุ้นนั้นสามารถซื้อขายได้ตลอดเวลา"

ในต้นเดือนธันวาคมเขายืนกรานด้วยว่า "คำว่าสัมทานกับรัฐนั้น ที่จริงเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลทำสัญญากับบริษัท ซึ่งบริษัทเป็นนิติบุคคล ทำงานในรูปคณะกรรมการ ไม่ได้หมายความว่า ผมเพียงคนเดียวไปทำสัญญากับรัฐ ส่วนการถือหุ้น 50 เปอร์เซ็นต์นั้น ตรงนี้ไม่มีใครยืนยันได้ว่าเป็นเท่าไหร่ถึงจะถูกต้อง ถึงจะไม่ขาดคุณสมบัติ 49 เปอร์เซ็นต์ หรือ 24 เปอร์เซ็นต์ หรือไม่มีสักหุ้นเดียว"

ทักษิณ ชินวัตร ก็คล้ายๆกับ ชวน หลีกภัย นั่นแหล่ะ...เขาไม่ใช่เป็นคนที่ "ไม่รู้กฎหมาย" เขามียศนำหน้าเป็นพันตำรวจโท เป็นด็อกเตอร์ทางวิชาการบริหารกระบวนการยุติธรรม เคยผ่านการทำสำนวนคดีและใช้กฎหมายมานาน เขาจะไม่รู้ไม่ชี้เลยหรือว่า กฎหมายตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วยกิจการมหาชนที่ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ งัดขึ้นมาอธิบายนั้นบัญญัติชัดเจนในปี 2535 ว่า หุ้นจำนวน 25 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าถือโดยใคร กี่ราย แต่ถ้าหากรวมกันแล้วอยู่ในอัตรา 25เปอร์เซ็นต์ ก็มีความหมายถึงการมีฐานะครอบงำในกิจการนั้นๆ... นี่คือมาตรฐานที่ยืนยันความเป็นความตายของหุ้น 51 เปอร์เซ็นต์ของทักษิณและภรรยาชัดเจนอยู่แล้ว

แต่ทักษิณและชวน หลีกภัยก็มีความเหมือนกันมากกว่าความเป็นนักกฎหมายธรรมดาๆ...นั้นก็คือ "ดิ้นเก่ง" ด้วยกันทั้งคู่ ทักษิณกำหนดเอาไว้ว่าวันที่ 10 มกราคมนี้นั้น เขาจะเปิดการแถลงข่าวใหญ่ ให้หมดข้อข้องใจว่าเขาจะเอาอย่างไรกับความสับสนทางการเมืองที่เกิดขึ้นเพราะตัวเขาครั้งนี้ บรรดานักสังเกตการณ์ทางการเมืองฟันธงเปรี้ยงลงไปเลยว่า...การแถลงข่าวในวันที่ 10 มกราคมนั้นจะต้องออกมาในรูป "การลาออก" และอ้างสปิริต อ้างศักดิ์ศรีติดตามมาแน่ๆ ...เพราะก่อนหน้านั้นทักษิณได้ยืนยันเสียงแข็งว่า...เขาจะไม่ปรับตัวใดๆ เพื่อเป็นรัฐมนตรี

นักข่าวหลายรายรอคอยข่าวนี้พร้อมๆ กับข่าวสปอร์ตคอมเพล็กซ์ที่จะมีการตัดสินใจในวันเดียวกัน...บ่ายวันที่ 10 มกราคม ทักษิณแถลงว่า เขาได้ประกาศแนวทางออกมา 3 แนวทางสำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้คือ 1. เสนอให้หัวหน้าพรรคพลังธรรมพิจารณาอนุมัติให้เขาลาออก ถ้าหากเห็นว่าเขาขาดคุณสมบัติ 2. ถ้าหากไม่อนุมัติให้เขาลาออกต้องหามติพรรคให้แน่ชัดว่า จะเคลียร์ความสับสนในเรื่องนี้ให้เขาได้อย่างไร 3. ถ้าหากหามติพรรคมาไม่ได้ก็ขอให้แจ้งให้เขาทราบ เพื่อเขาจะได้พิจารณาอีกที

สรุปให้สั้นๆ ในวินาทีนั้น นักข่าวบุรุษและสตรีแจ้งต่อหนังสือพิมพ์ตัวเองว่า "ทักษิณไม่ลาออก"...นั่นคือคำอธิบายที่สั้นที่สุด ได้ใจความที่สุด ไม่ต้องเสียเวลาวกวน

พลตรีจำลอง ศรีเมือง เก็บใบลาออกของทักษิณเอาไว้ในแฟ้มเดียวกับใบลาออกของรัฐมนตรีทุกรายที่จะต้องเซ็นเอาไว้ให้กับหัวหน้าพรรคตามประเพณีและเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันเดียวกัน ชวน หลีกภัย รับลูกนี้มาเล่นแบบสบายๆ ด้วยการเพิ่มความชอบธรรมให้กับการเบี่ยงประเด็นครั้งนี้ โดยแทนที่จะเสนอให้ตีความคุณสมบัติของ ดร.ทักษิณ เพียงคนเดียว แต่กลับให้ตีความรัฐมนตรีทุกคนว่าขาดคุณสมบัติหรือเปล่า...ข้ออ้างก็คือ "เพื่อจะสร้างบรรทัดฐานทางการเมือง" ส่วนรองนายกรัฐมนตรีบัญญัติ หลบหน้าผู้สื่อข่าว เพราะเขาทำท่าว่าจะสร้างบรรทัดฐานเอาไว้แล้วล่วงหน้าด้วยความเชื่อว่า ทักษิณจะลาออกจากรัฐมนตรีทันทีที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้...บรรทัดฐานของเขาโดนทำลายเพราะ "คาดผิด" เขาคงประเมินทักษิณเอาไว้แค่ระดับ "ช้างอย่างบาง" เท่านั้น

ในขณะที่ อำนาจ ชนะวงศ์ โฆษกพรรคพลังธรรมได้แบกนามสกุลแมกไซไซออกมาแสดงศรัทธาต่อความ "แกร่ง" ของทักษิณด้วยคำว่า "การที่ ดร.ทักษิณ ยืนหยัดมาได้ทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่ถูกแรงเสียดสีมาโดยตลอดถือว่านี่คือ...สปิริต...ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพันตำรวจโททักษิณจะเป็นนักการเมืองที่ดีและยิ่งใหญ่ในอนาคต"

สปิริตในความหมายที่ อำนาจ ชนะวงศ์ ระบุ ก็ไม่น่าจะแปลต่างออกไปจากการ "คิด" ความ "แกร่ง" หรือการยกย่องตรา "ห้าห่วง" ของทักษิณผู้ร่อนมาจากวงการเมืองไม่ผิดอะไรกับเทวดาที่ร่วงจากอากาศสู่ภาคพื้น...

"สปิริต" ที่หนาและแกร่งเต็มที่นี้เอง ที่สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อธิบายในเวลาต่อมาว่า... "ถ้าหากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า คุณทักษิณขาดจากคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี...ถึงเวลานั้นท่านจะแสดงสปิริตโดยลาออกทันที..." ว่าไปแล้ว "สปิริต" ในความหมายที่สุดารัตน์กล่าวมานี้ ก็คงไม่ต่างอะไรจากจำเลยหรือนักโทษที่แสดงสปิริตติดคุกทันทีที่ศาลฎีกายืนยันโทษ

................................................................

1 มีนาคม 2562

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน