*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5192
  • จำนวนผู้ชม : 3256059
  • จำนวนผู้โหวต : 1709
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1709 คน
<< มีนาคม 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 203 , 19:36:54 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ 

          ขณะที่กกต.ทำหน้าที่ตรวจสอบคนลงเลือกตั้งอยู่นั้น แต่ตัวเองก็ถูกคนฟ้องร้องระงมไปด้วย รบกวนสมาธิการทำงานของ

กกต.มากทีเดียว จึงน่าจะมีมาตรการช่วยให้กกต.ทำหน้าที่ได้สะดวกขึ้น เช่น หากใครจะร้องเรียนก็ทำได้แบบเงียบๆ จนกว่าการเลือก

ตั้งจะผ่านพ้นไปเสียก่อน ทำนองนี้ เป็นต้น

  

 

  • 08 day - 03 hours - 50 min - 25 sec

 

"คนอยากเลือกตั้ง" บุกทวงงาน กกต.

การเมือง  :  3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
พปชร,ยุบพรรค,โบว์ คนอยากเลือกตั้ง,โบว์ ณัฏฐา,คนอยากเลือกตั้ง,กกต

กลุ่มคนอยากเลือกตั้งรวมพลกดดัน กกต. เร่งพิจารณายุบพรรค พปชร. ชี้พฤติกรรมหัวหน้าคสช.ส่อเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง ซัดหากไม่ได้คำตอบก่อนเลือกตั้ง กกต.ควรลาออก

               ที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันที่ 15 มี.ค.62 กลุ่มคนรวมพลคนทวงงาน กกต. นำโดย น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ คนอยากเลือกตั้ง และนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เดินทางมายื่นหนังสือถึงกกต.เรียกร้องให้ทำหน้าที่เพื่อการเลือกตั้งที่เป็นธรรม และขอให้ไม่เพิกเฉยต่อข้อมูลการทุจริตและปัญหาการจัดการการเลือกตั้งต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในสื่อหลักและสื่อออนไลน์

               น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า วันนี้มาในฐานะรวมพลคนทวงงาน กกต. เพราะใกล้ถึงวันเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว และอีกไม่ถึง 10 วัน จะถึงวันเลือกตั้งทั่วไป ดังนั้นอยากให้ กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ให้เสร็จสิ้นก่อนวันเลือกตั้ง ซึ่งสามารถใช้บรรทัดฐานเดียวกับการยื่นยุบพรรคไทยรักษาชาติ ตนเห็นว่าพรรค พปชร. สมควรจะถูกยุบ เนื่องจากการเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ให้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นอาศัยสิทธิเสรีภาพที่ได้มาจากรัฐธรรมนูญให้มีผลย้อนกลับมาทำลายหลักการพื้นฐาน บรรทัดฐาน คุณค่า และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ยังสามารถใช้อำนาจในฐานะหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44 ออกคำสั่งโยกย้ายข้าราชการ ใช้งบประมาณโดยปราศจากการตรวจสอบและอนุญาตโดย กกต. ชวนให้คิดว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายเลือกตั้งที่ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้สมัครและแคนดิเดตก็เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์และโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งจะมีผลทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม การกระทำดังกล่าวจึงเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบบประชาธิปไตยอย่างชัดเจน

               ขอให้ กกต.ไม่เพิกเฉยต่อข้อมูลความไม่ชอบมาพากลอื่นๆ ที่มีการเผยแพร่หลายร้อยกรณี เช่นที่ปรากฎในเพจ CSI LA และกรณีปัญหาต่อผู้มีสิทธิลงคะแนนในต่างแดน ที่จะส่งผลต่อการเสียสิทธิจำนวนมหาศาล พวกเราจึงมายื่นพูดถึงสำนักงานกกต. โดยขอให้คำบอกกล่าวของตนถือว่าได้เป็นการนำความให้ปรากฎต่อ กกต. แล้ว กกต. หมดเวลาศรีธนญชัยแล้ว อย่าทำให้ประชาชนเจ็บปวดมากไปกว่านี้ น.ส.ณัฏฐา กล่าว

               ด้าน นายวิญญัติ กล่าวว่า ตนเคยยื่นร้องให้ กกต.พิจารณายุบพรรคพลังประชารัฐ แต่ผ่านมา 1 เดือนไม่มีความคืบหน้า กกต.พิจารณาเพียงเรื่องโต๊ะจีนระดมทุน และก็ไม่ตรงกับประเด็นที่ยื่นถาม กกต.ไป ส่วนกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีคำวินิจฉัยคุณสมบัติ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เป็นการทำเกินอำนาจหน้าที่ เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจชี้ขาด แต่มีหน้าที่เพียงเป็นบุรุษไปรษณีย์ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด ดังนั้นในความเห็นของตนประเด็นดังกล่าวจึงยังไม่เป็นที่ยุติ ขณะที่ กกต.มีอำนาจในการวินิจประเด็นดังกล่าว แต่ไม่ใช้อำนาจพิจารณายื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค พปชร. ทั้งที่ควรปฎิบัติหน้าที่ให้รวดเร็ว หาก กกต.ไม่เร่งวินิจฉัยเรื่องนี้ให้ชัดเจนก่อนวันเลือกตั้งล่วงหน้า 17 มี.ค.นี้ ตนถือว่า กกต.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งตนจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป หาก กกต.ยังไม่มีคำตอบให้ก่อนวันที่ 24 มี.ค. กกต.ทั้งชุดก็ควรลาออกไปได้แล้ว เพราะถือว่าการเลือกตั้งส่อไม่สุจริตเที่ยงธรรม

หน้าแรก / การเมือง
ศุกร์ 15 มีนาคม 2562

ชพน.เปิดตัว5คาราวานขอเสียง ชวนคนกรุงไปเลือกตั้งโค้งสุดท้าย

15 มีนาคม 2562
 340

"ชาติพัฒนา" เปิดตัว 5 คาราวาน ขอเสียง-ชวนคนกรุงไปเลือกตั้งโค้งสุดท้าย "สุวัจน์" เผยกทม.ตอบรับดี เพราะนโยบายไม่ขัดแย้ง เตรียมจัดปราศรัยใหญ่โคราช 18 มี.ค. ​ลั่นเพื่อป้องกันแชมป์ หลังหลายพรรคเริ่มเจาะฐานเสียง

ที่สวนเบญจศิริ แกนนำพรรคชาติพัฒนา นำโดยนายสุวัจน์​ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรค, นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรค, นายดล เหตระกูล เลขาธิการพรรค พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคชาติพัฒนา และผู้สนับสนุน กว่า 500 คน ร่วมเปิดตัวเคลื่อนคาราวานคนรุ่นใหม่ และ กลุ่มการเมืองผู้หญิงของพรรค รณรงค์หาเสียงและเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกไปใช้สิทธิในวันที่ 24 มีนาคม ทั่วพื้นที่กทม.

โดยนายสุวัจน์ ให้สัมภาษณ์ว่าพื้นที่กทม. พรรคชาติพัฒนามีกระแสและได้รับการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี เพราะนโยบายและจุดยืนของพรรคที่ไม่ขัดแย้งและไม่สร้างปัญหา ดังนั้นพรรคจึงจัดกิจกรรมรณรงค์เลือกตั้งช่วงโค้งสุดท้ายในพื้นที่กทม.​เพื่อย้ำถึงเจตนารมณ์และแนวนโยบายของพรรคเพื่อเสนอเป็นตัวเลือกให้ประชาชนในพื้นที่กทม. อย่างไรก็ตามตนไม่สามารถประเมินว่าพื้นที่กทม. จะได้จำนวน ส.ส.เข้าสภาฯ หรือไม่ แต่เชื่อว่าระบบเลือกตั้งที่ทุกคะแนนมีความหมายจะทำให้พรรคมีคะแนนสะสมเพื่อนำไปคำนวณเสียงให้ได้มาซึ่งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

"พรรคชาติพัฒนาถือเป็นมวยรองในพื้นที่กทม. จึงสู้แบบไม่กดดัน ทั้งนี้พรรคเชื่อว่าการเลือกตั้งที่จะมาถึง ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก ดังนั้นพรรคชาติพัฒนาจึงจัดกิจกรรมเพื่อเชิญชวนให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวและใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพราะผมเชื่อว่าหลังเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม ประเทศไทยจะได้รับชัยชนะ ทั้งด้านเศรษฐกิจ เสถียรภาพของบ้านเมือง" นายสุวัจน์​กล่าว
ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ยังกล่าวถึงกรณีที่หลายพรรคการเมืองเริ่มเจาะเสียงในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ด้วยว่า ในวันที่ 18 มีนาคม พรรคชาติพัฒนาจะขอป้องกันแชมป์ให้เต็มที่ ผ่านการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ ที่อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อนำเสนอนโยบายและจุดยืนทางการเมือง ซึ่งตนเชื่อว่าในวันดังกล่าวจะเป็นวันที่พรรคชาติพัฒนาสร้างประวัติศาสตร์การปราศรัยในพื้นที่ได้ ขณะที่การตอบรับพรรคจากพื้นที่ต่างๆ พบว่ากระแสตอบรับดี บางพื้นที่มีประชาชนร่วมฟังเวทีปราศรัยหลักหมื่นคน อย่างไรก็ตามประเด็นที่เกิดขึ้น ยังไม่ใช่สิ่งการันตีว่าพรรคจะได้รับเลือกตั้ง แต่เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนตื่นตัวทางการเมือง

นายสุวัจน์ กล่าวปฏิเสธถึงการทำข้อตกลงร่วมงานทางการเมืองกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่หลังเลือกตั้ง ระบุเพียงว่า ตนได้เจอหัวหน้าพรรคการเมืองในเวทีดีเบต ซึ่งทุกพรรคมุ่งแต่การนำเสนอนโยบายของพรรค ดังนั้นจึงไม่มีเวลาที่จะหารือถึงการจับมือกันทางการเมือง เบื้องต้นตนเชื่อว่ากระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจะเกิดขึ้นหลังวันที่ 24 มีนาคม

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงมุมมองของการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นายสุวัจน์ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่โค้งสุดท้ายของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทุกพรรคการเมืองต้องเข้าหาประชาชน เพื่อนำเสนอนโยบายและจุดยืนด้านต่างๆ

เมื่อถามย้ำว่าพล.อ.ประยุทธ์​ใช้งบประมาณแผ่นดินเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าช่วยเพิ่มคะแนนให้พรรคพลังประชารัฐ ฐานะพรรคการเมืองที่เสนอชื่อเป็นแคนนิเดตนายกฯ นายสุวัจน์ ปฏิเสธที่ให้ความเห็น ระบุเป็นสิ่งที่อยู่ในจุดที่ประชาชนพิจารณาได้ ส่วนพรรคชาติพัฒนายืนยันว่าไม่มีปัญหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการเปิดตัวคาราวานพรรคชาติพัฒนา มีจุดเริ่มต้นที่สวนเบญจศิริ ย่านอโศก และกระจายเดินขบวนด้วยเท้าพร้อมเครื่องขยายเสียง ออกไปยังกทม.​5 สาย ทั้งนี้ในกิจกรรมดังกล่าว พรรรคยังเปิดตัวสโลแกนโค้งสุดท้ายยของการหาเสียงเลือกตั้ง จำนวน 3 สโลแกน คือ ไม่มีข้อแม้ มุ่งแก้ปัญหา, การเมืองนิ่ง เศรษฐกิจแน่น​ และ เคารพกติกา ฟังเสียงคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้นายสุวัจน์ กล่าวขยายความในสโลแกนชิ้นใหม่ ด้วยว่า เป็นการแสดงจุดยืนทางการเมืองของพรรคชาติพัฒนา ที่ไร้ปัญหา และไม่ขัดแย้ง รวมถึงไม่เป็นพรรคการเมืองที่เป็นเงื่อนไขนำไปสู่ปัญหาต่างๆ อย่างไรก็ตามไม่มีนัยยเพื่อสื่อถึงสถานการณ์การเมืองช่วงปัจจุบัน ตามที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าสถานการณ์ทางการเมืองไม่เป็นไปภายใต้กติกา กฎหมาย และรัฐธรรมนูญ

"7 พรรค" ดีเบต ชูนโยบายปฏิรูปการศึกษา

การเมือง  :  6 นาทีที่ผ่านมา
ดีเบต,7 พรรค,ไทยพีบีเอส

ดีเบตเวทีไทยพีบีเอส "7 พรรค" โชว์วิสัยทัศน์ใครพร้อมเป็น "รมว.ศธ." ขณะที่โพลชี้อยากให้รัฐบาล เพิ่มโทษคอร์รัปชั่น - ลดหนี้ให้คนมีกิน

              ที่ Convention Hall ชั้น 2 สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ถ.วิภาวดีรังสิต วันที่ 15 มี.ค.62 เมื่อเวลา 16.30 น. ไทยพีบีเอส ร่วมกับภาคีเครือข่าย เชิญตัวแทน 7 พรรค ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ (ดีเบต) ในนโยบายด้านต่างๆ ที่จะเป็นตัวเลือกให้กับประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยรูปแบบการจัดดีเบตนั้น ให้ภาคประชาชน ได้ตั้งถามเกี่ยวกับนโยบายแต่ละด้าน อาทิ การศึกษา , การกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น และการจัดรัฐสวัสดิการ ซึ่งให้ผู้แทนแต่ละพรรคมีเวลาตอบคำถามคนละ 2 นาที โดยให้มีนักวิชาการ 3 คน ประกอบด้วย นายสมเกียรติ์ ตั้งกิจวานิชย์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) , ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงค์นาธาสวัสดิ์ นักวิชาการเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม และ ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมตั้งคำถามสด จากพรรคการเมืองด้วย

              ซึ่งคำถามแรกเรื่องการศึกษาว่า หากได้จังตั้งรัฐบาลใครจะเป็น รมว.ศึกษาธิการ และใน 100 วันแรกจะเลือกแก้ปัญหาใดก่อน และมีกลไกใหม่อะไรที่จะนำมาพัฒนาครูทั้งใน-นอกระบบ เพื่อตอบโจทย์ในอนาคตได้ โดยจากการจับสลากลำดับตอบ นายวราวุธ ศิลปอาชา จากพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ตอบเป็นคนแรกระบุว่า ตนจะขอเข้ามาเป็น รมว.ศึกษาธิการเอง เพราะตนเป็นนักการเมืองที่แก่ที่สุดในรุ่นใหม่ และก็เป็นนักการเมืองที่เด็กที่สุดในรุ่นใหญ่ เป็นคน 2 น้ำ ดังนั้นตนก็จะรู้ความต้องการของคนรุ่นใหม่และก็จะเข้าใจถึงข้อจำกัดของระบบราชการ โดยในช่วงของ 100 วันแรกนั้น ตนก็จะทำให้กระทรวงการศึกษามีความต่อเนื่องในการทำงาน พร้อมเสนอให้ตั้งสภาพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ให้อยู่เหนือกระทรวงศึกษา โดยสภาแห่งนี้ก็จะประกอบไปด้วยครูอาจารย์ นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองรวมทั้งผู้ประกอบการ ขณะที่การจัดพัฒนาครูนั้นก็จะต้องช่วยลดภาระครู ซึ่งตนเชื่อว่าการสร้างสภาพัฒนาการศึกษาแห่งชาตินี้ จะแก้ปัญหาแก้ปัญหาทั้งครูนักเรียนผู้ปกครองและได้เรียนในสิ่งที่ใช่ นักเรียนได้ใช้ในสิ่งที่เรียน

              ขณะที่ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ จากพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) ระบุว่า ส่วนของใครจะมาเป็นรัฐมนตรีนั้นก็คงจะต้องรอให้มีการเลือกตั้งเสียก่อน ขณะที่ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้คือการทำให้เด็กไทยได้เข้าสู่ระบบการศึกษาดังนั้นบังคับก็มีนโยบายที่จะสร้างสภาพแวดล้อม การศึกษาคือจะต้องมีการปรับหลักสูตรในลักษณะหลักสูตรออนไลน์เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสได้เลือกที่จะเรียน มากกว่าที่จะถูกบังคับให้เรียน และก็จัดให้มีศูนย์การเรียนรู้ตามอำเภอต่างๆ และเน้นทำให้เด็กไทยสามารถที่จะพูดได้ 2 ภาษาเพื่อจะส่งเสริม เรื่องของการลงทุนการท่องเที่ยว

              ด้านนายเกียรติ สิทธีอมร จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระบุว่า ในอดีตคนของพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยได้นั่งเป็น รมว.ศึกษาธิการ ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คงต้องรอให้เราได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลเสียก่อนจึงจะบอกได้ว่าใครที่จะมาเป็นรมวศึกษาธิการ ส่วนการแก้ปัญหานั้น ก็จะแก้ปัญหาในเรื่องของการลดภาระของครู ในลักษณะของนโยบายการคืนครูให้นักเรียนโดยจะพัฒนาครูให้มีความเก่ง มีความสามารถยิ่งขึ้นด้วยการอบรมวิชาการด้านใหม่ๆ ซึ่งเราก็จะต้องพัฒนาครูให้ทั้งเก่งและดี รวมทั้งช่วยครูลดภาระในการปรับโครงสร้างหนี้ให้ครู

              นายนพดล ปัทมะ จากพรรคเพื่อไทย (พท.) ก็ระบุว่าส่วนตัวก็พร้อมที่จะอาสาพรรคมาเป็นรมว.ศึกษาธิการ เอง เพราะตนเป็นคนร่างนโยบายการศึกษาของพรรค และพื้นฐานตนก็เป็นเพียงเด็กบ้านนอกที่มีโอกาสได้รับการศึกษาในต่างประเทศ จึงเข้าใจในระบบการศึกษาอยู่ และนโยบายที่จะทำทันทีก็คือสร้างโอกาสให้คนได้เรียนฟรีเป็นเวลา 15 ปี เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กเข้ามาสู่ในระบบการศึกษาได้มากขึ้น และการยกระดับศูนย์เด็กเล็กให้เป็นศูนย์เด็กเล็กอัจฉริยะ ทั้งให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษาออนไลน์ด้วย เพราะคิดว่าจะลดเรื่องความเหลื่อมล้ำ โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนออนไลน์มากขึ้น และการปรับหลักสูตรจากการท่องจำไม่เป็น หลักสูตรสำหรับศตวรรษที่ 21 คิด-วิเคราะเพื่อสร้างสรรค์ รวมทั้งการปรับลดเรื่องเบี้ยปรับของหนี้ กยศ.ด้วย ขณะที่เรื่องของภาษาเราก็จะให้เด็กได้รับการศึกษาทั้งในภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน

              ขณะที่นายภราดร ปนิศนานัยทกุล จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า ใครจะมาเป็น รมว.ศึกษาธิการนั้น ตนคิดว่าจะเป็นใครก็ได้ แต่มีเงื่อนไขข้อเดียวคือ รัฐมนตรีนั้นจะต้องอยู่เหนือการเมือง จะต้องไม่ใช่เด็กโควต้าของพรรคการเมือง เพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐมนตรี นโยบายก็จะถูกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ส่วน 100 วันแรกในการแก้ปัญหา ที่พรรค ภท. จะทำทันที คือการสร้างความเท่าเทียมกันในการศึกษาระหว่างชนบทกับในเมือง สร้างระบบการเรียนออนไลน์ แบบ Sharing University ให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้ ภายใต้นโยบาย ให้นักเรียนได้ไปเรียนเพื่อเป็นคนดี เรียนฟรีออนไลน์เพื่อเป็นคนเก่ง

              นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ จากพรรคเศรษฐกิจใหม่ กล่าวว่า ถ้าพรรคตนได้มีโอกาสร่วมรัฐบาลและถ้าเลือกได้ ก็อยากเลือกเป็นรัฐมนตรี 2 กระทรวง คือ คลัง และศึกษาธิการ ส่วนการแก้ปัญหานั้นก็ต้องแก้ในเรื่องของข้อจำกัดงบประมาณก่อน และในเรื่องของการวัดคุณภาพนั้นก็อยากจะให้ดูจากผลการศึกษาของเด็ก เช่นเวลาที่เด็กเข้าไปสอบแข่งขันในสถานบันการศึกษาใดแล้วแพ้ นั่นแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการสอนที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างรวดเร็ว

              สุดท้าย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวว่า สำหรับคำถามที่ว่าใครจะมาเป็นรมวศึกษาธิการนั้น พรรค อนค. ก็ตกลงกันแล้วว่าจะเป็น ครูจุ๊ย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ซึ่งเป็นนักวิชาการอิสระด้านการศึกษาเคยเป็นครูและยังเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งเรารอมานานแล้วไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่จะให้มี รมว.ศึกษาธิการที่เคยเป็นครูมาก่อน ส่วนการเข้าไปแก้ปัญหานั้นสิ่งแรกที่จะเข้าไปทำก็คือการสร้างสิ่งแวดล้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้กับ ครูที่จะทำหน้าที่ของตนเอง และลงไปฟังปัญหาของครูรุ่นใหม่ที่จะปลดล็อคได้ทันทีโดยที่ยังไม่ต้องใช้งบประมาณ ต่อไปก็คือการยกเลิกโครงการที่ไม่จำเป็น ขณะที่กลไกในการพัฒนาครูนั้นเราจะมีโครงการที่เรียกว่า Master teacher คือเป็นครูพี่เลี้ยง ครูสอนดี ครูสอนเก่ง ที่ต้องมีความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ซึ่งจะแตกต่างจากวิทยฐานะที่เราทำกันอยู่ในปัจจุบันโดยจะลดชั่วโมงการสอนในห้องเรียนและเพิ่มชั่วโมงการฝึกอบรมทักษะให้กับครูรุ่นใหม่หรือครูที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดห่างไกลได้มีวิธีการสอนที่ดีสำหรับนักเรียนต่อไปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ในเรื่องของคุณภาพการศึกษาต่อไป

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อมาถึงคำถามเรื่องของการเมือง ในหัวข้อการกระจายอำนาจนั้น ก็ปรากฏว่าผู้แทนพรรคการเมืองทั้งหมดก็ได้แสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือ เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ ปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ควรจะต้องดำเนินการ ขณะที่หลายพรรคก็กล่าวถึงการปรับสัดส่วนจัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นเพิ่มขึ้นจากที่ปัจจุบันได้รับจัดสรร 29% ก็ให้ เพิ่มขึ้นได้ถึง 35% ตามความต้องการของท้องถิ่นที่จะนำไปพัฒนาด้วย ส่วนจะประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติหรือไม่ แต่ละพรรค ก็มีความเห็นแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด

              ซึ่งนอกจากการดีเบตแสดงวิสัยทัศน์ ในเรื่องของการแก้ปัญหาสำคัญอย่างการศึกษาการกระจายอำนาจแล้วในระหว่างการดีเบตยังได้เปิดให้ประชาชนที่ได้รับชม ร่วมกันแสดงความคิดเห็น ทำเป็นโพลสะท้อนด้วย เมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามา ปัญหาใดต้องการให้แก้มากที่สุด ซึ่งผลโพลตั้งแต่เริ่มการดีเบต จนถึงช่วงเวลา 18.00 น. ปรากฎว่า อันดับที่ 1 ประชาชนต้องการให้มีการเพิ่มโทษคอรัปชั่น อันดับที่ 2 การลดหนี้ ให้มีกิน อันดับที่ 3 การสร้างท้องถิ่นให้เข้มแข็ง

การเมือง ข่าวการเมือง  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
การเมือง,วิโรจน์ เปาอินทร์,พรรคเพื่อไทย,พท,กกต,ภูมิธรรม เวชยชัย,พรรครวมพลังประชาชาติไทย,รปช,สุเทพ

พท. เข้าพบ กกต. ขอความชัดเจนมาตรการป้องกันทุจริตเลือกตั้ง ข้องใจการควบคุมจำนวนบัตร ชี้ ต้องเปิดเผยให้ชัด พร้อมร้อง กกต. สอบ "สุเทพ - รปช." หาเสียงผิดกฎหมาย

 

               สำนักคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 15 มี.ค. 62  เวลา 13.30 น.  พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) นำทีมกฎหมายของพรรค เข้าพบเจ้าหน้าที่ กกต. เพื่อขอหารือมาตรการป้องกันการทุจริตเลือกตั้งและการรักษาความปลอดภัยให้กับบัตรลงคะแนน และหีบบัตรเลือกตั้ง เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มามีการทุจริตหลายรูปแบบ ทั้งการเวียนเทียนลงคะแนน และเปลี่ยนหีบบัตร ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้มีการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งหลายแห่ง จึงต้องการทราบว่า กกต. มีมาตรการตรวจสอบกรณีการพิมพ์บัตรเกิน และบัตรปลอมอย่างไร

               นายภูมิธรรม เวชยชัย กล่าวว่า ขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียง 1 สัปดาห์ ก็จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการเลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ กกต. ควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้อย่างทั่วถึง เพราะขณะนี้บรรยากาศยังเป็นไปด้วยความเงียบเหงา นอกจากนี้ตัวอย่างที่พบจากการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรสะท้อนให้เห็นว่าการเตรียมการยังไม่เพียงพอ ดังนั้น ในการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตวันที่ 17 มี.ค. นี้ จึงอยากให้ กกต. เตรียมความพร้อมให้ชัดเจนว่าหลังลงคะแนนหีบบัตรจะถูกส่งไปจัดเก็บไว้ที่ไหน มาตรการป้องกันจะต้องเปิดเผยอย่างชัดเจน รวมถึงสื่อมวลชนและประชาชนจะมีโอกาสเข้าไปร่วมตรวจสอบได้อย่างไร เพราะตามกฎหมายต้องประกาศให้ชัดเจนก่อนการเลือกตั้ง 10 วัน

               "สำหรับประเด็นบัตรเลือกตั้งควรเปิดเผยให้ชัดว่าจัดพิมพ์ออกมากี่ใบ เป็นบัตรที่พิมพ์เกินสำหรับกรณีเกิดความเสียหายกี่ใบ และบัตรทั้งหมดจะถูกตรวจสอบและควบคุมอย่างไร รวมถึงการนำบัตรคะแนนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร และเลือกตั้งล่วงหน้ามานับรวมว่ามีกระบวนการอย่างไร นอกจากนี้พรรคยังมีข้อห่วงใยไม่สบายใจกรณีโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียและการแสดงออกในหลายรูปแบบว่ามีการใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขตอันอาจส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งหรือมีการใช้อิทธิพลเข้าไปคุกคามในพื้นที่ต่างๆ ตลอดจนการซื้อเสียง จึงต้องการเข้ามาสอบถาม กกต. ว่ามีมาตรการตรวจสอบอย่างไรเพื่อทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์และยุติธรรม" นายภูมิธรรม กล่าว

               นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทยยังยื่นคำร้องขอให้ กกต. ตรวจสอบ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ที่ประกาศจะนำคลิปการชุมนุมของ กปปส. มาเผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. เป็นต้นไป ซึ่งเห็นว่าเข้าข่ายการใส่ร้ายและจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทย แม้เป็นการนำภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งฯ มาเผยแพร่ แต่ก็เป็นการกระทำเพื่อต้องการทำลายคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยโดยตรง รวมถึงเป็นการปราศรัยหาเสียงในลักษณะก้าวร้าว รุนแรง ปลุกระดม โดยการกระทำของนายสุเทพอยู่ในการรับรู้ของกรรมการบริหารพรรค รปช. พรรคเพื่อไทยจึงยื่นคำร้องให้ กกต. ดำเนินการกับนายสุเทพและพรรค รปช. รวมทั้งขอเรียกร้องไปยังนายสุเทพให้หาเสียงอย่างสุภาพบุรุษ ไม่ใช้วิธีการสกปรก ซึ่งเป็นการรื้อฟื้นให้ความขัดแย้งกลับมาอีกครั้ง เพราะนายสุเทพมีส่วนสำคัญในการสร้างความขัดแย้งจนนำไปสู่การรัฐประหารในปี 2557 จึงไม่ควรสร้างความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ด้วยวิธีการเดิมๆ

พท. จี้ กกต. เผยข้อมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้ง

พท. จี้ กกต. เผยข้อมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้ง

พันธกิจพรรคการเมืองใหญ่ วาระขับเคลื่อนเศรษฐกิจ4.0

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคชาติพัฒนา,พรรคภูมิใจไทย,พรรคอนาคตใหม่,พรรคเพื่อไทย,อุตตม สาวนายน,อนุทิน ชาญวีรกูล,สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

โดย...  เกศินี แตงเขียว สำนักข่าวเนชั่น 

          ที่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วันที่ 13 มีนาคม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เชิญตัวแทน 6 พรรคการเมืองใหญ่ ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.), พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.), พรรคเพื่อไทย (พท.), พรรคภูมิใจไทย (ภท.), พรรคชาติพัฒนา (ชพน.), พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ร่วมดีเบตแสดงวิสัยทัศน์ การตอบข้อซักถาม ภายใต้หัวข้อการขับเคลื่อนเรื่องที่ประชาชนและเอกชนให้ความสนใจ ซึ่งการดีเบต ได้ให้ผู้แทน 6 พรรคการเมืองแสดงวิสัยทัศน์ ตอบคำถามที่แต่ละคนจับสลากได้ โดยคำถามแต่ละคนนั้นไม่ซ้ำกัน และลำดับพรรคในการตอบคำถามก็จะจับสลากก่อน-หลังในแต่ละรอบ

          โดยคำถามเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้น พรรคอนาคตใหม่ ที่วันนี้มี วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่ปรึกษาทีมเศรษฐกิจเป็นผู้แทนพรรคได้ตอบเป็นคนแรก 

          คำถามมีว่า พรรคจะดำเนินการปกป้องและดูแลผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและธุรกิจของไทยอย่างไรภายใต้ยุคการค้าเสรี ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มกีดกันทางการค้า และสงครามการค้ากำลังเกิดขึ้น 


          วีระยุทธ : ในส่วนของการค้าเสรี พรรคอนาคตใหม่ได้ศึกษาวิจัยแล้วพบว่า อย่างไรก็ยืนยันที่จะอยู่บนเวทีพหุภาคี ไม่ว่าจะเป็น AEC, WTO ซึ่งไทยก็เป็นประเทศกำลังพัฒนา การที่จะต่อรองกับประเทศใหญ่ต้องอยู่บนเวทีพหุภาคีที่จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาที่สามารถต่อรองร่วมกันได้ ส่วนการเซ็นสัญญาทวิภาคีก็ยังมีความจำเป็นต่อเนื่อง แต่ทวิภาคีโดยตัวของมันเองนั้นมีความเสี่ยงสูง ดังนั้นก็จะต้องทำด้วยความรอบคอบกว่าปกติ


          การพัฒนาเศรษฐกิจ พรรคมองว่าโจทย์หลักทางเศรษฐกิจของไทยมี 3 ข้อ 1.จะทำอย่างไรที่จะผลักดันหรือกระตุ้นให้ทุนใหญ่ ยักษ์ใหญ่ที่อยู่ในประเทศสามารถที่จะออกไปเติบโตเพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถเติบโตขึ้นมาโดยพัฒนาและเรียนรู้ด้วยตนเองได้ 2.จะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตข้ามชาติได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ 3.จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้เป็นของตัวเองได้ พรรคเห็นว่าโจทย์ทั้ง 3 ข้อนี้เป็นจุดสำคัญที่จะทำให้อีก 5-10 ปีประเทศไทยสามารถทะยาน เดินหน้าต่อไปได้และยั่งยืน

        ซึ่งนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ที่จะตอบโจทย์ 3 ข้อนี้ก็คือ เสนอให้มีการจัดการทุนผูกขาดอย่างจริงจังและชัดเจน โดยการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าฯ อย่างจริงจัง ซึ่งจะต้องมีการตีความ เพราะที่ผ่านมาปัญหาของกฎหมายดังกล่าวคือ คำว่า “อำนาจเหนือตลาด” นั้นแคบเกินไปซึ่งจะต้องมีการปรับตัวใหม่ ให้เหมาะกับธุรกิจประเภทใหม่ๆ หรือธุรกิจอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการสื่อสารสารสนเทศ ที่จะทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมีพื้นที่หายใจและสามารถเติบโตได้ นอกจากนี้ยังมีนโยบายการขนส่งสาธารณะด้วย

          อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ตอบคำถามเรื่อง พรรคมีแนวทางการปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างไรในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระยะยาว รวมทั้งการจัดการแรงงานให้มีความพอเพียงกับความต้องการของประเทศจากขยายตัวในอนาคตที่จะปรับตัวสูงขึ้น


          “คน” คือเรื่องที่สำคัญที่สุด เรื่องเทคโนโลยีเราหาได้มีเงินทุนก็ซื้อได้แต่เรื่อง “คน” ต้องใช้เวลาพัฒนา ขณะที่การพัฒนาคนนั้นต้องตอบโจทย์ให้ตรงจุดด้วยว่าประเทศไทยที่จะปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจนั้นต้องการบุคลากรอย่างไร แรงงานในกลุ่มต่างๆ ของอุตสาหกรรม ของภาคบริการ และภาคการเกษตร ควรมีคุณสมบัติ มีทักษะอย่างไร ดังนั้นแนวทางพรรคพลังประชารัฐจึงมุ่งเน้นการพัฒนาแรงงานให้ตอบโจทย์ภาคเศรษฐกิจที่กำลังปรับตัว ซึ่งเศรษฐกิจที่กำลังปรับเปลี่ยนต้องขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ด้วยขีดความสามารถที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มสูงได้ ประเทศไทยถึงจะแข่งขันได้ในเวทีโลกแล้วสามารถเติบโตได้อย่างไม่กระท่อนกระแท่น เช่น แรงงาน

          วันนี้ที่เราขาดมากคือ “แรงงานอาชีวะ” ในระดับของสายอาชีพ ตรงนี้ พรรคพลังประชารัฐเสนอว่า เราจะต่อยอดสร้างเครือข่ายของมหาวิทยาลัย และของภาคเอกชนเพื่อพัฒนาอาชีวะให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรม ภาคบริการ ภาคเกษตร เป้าหมายของประเทศ เรียกว่า “อาชีวะที่มีความหวังเห็นอนาคต” โดยมาร่วมกันทำหลักสูตร ไม่ใช่มหาวิทยาลัยเขียนอย่างเดียว ดังนั้นเมื่อวันแรกอาชีวะ หรือนักศึกษาเดินเข้ามาต้องตอบโจทย์ได้เลยว่าอนาคตอยู่ตรงไหน ความต้องการของประเทศไทยเป็นอย่างไร เมื่อจบมาทำงานมีรายได้และตรงความต้องการของประเทศ ขณะที่ภาคเอกชนจะเข้ามาช่วยตั้งโจทย์ และภาครัฐสนับสนุนการเข้าถึงไม่วาจะเป็นเงินทุน หรือเทคโนโลยี นอกจากนี้ในส่วนของแรงงานในโรงงานก็ต้องปรับทักษะด้วย

          ในอนาคตจะมีระบบโรโบติกส์ ระบบอัตโนมัติเข้ามา ซึ่งไม่ใช่เรื่องต้องน่าตกใจแต่ประเทศไทยต้องพร้อมที่จะเอาเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้เข้ามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องเสริม-ปรับเปลี่ยนทักษะของแรงงานที่มีอยู่ให้ตรงตามโจทย์นั้นด้วย เพราะสิ่งที่จะดึงดูดให้ต่างประเทศเข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วน ลงทุนในประเทศได้ สิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดคือประเทศไทยมีแรงงานรองรับในระยะยาวหรือไม่

          อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตอบคำถามเรื่อง การแก้ปัญหากฎหมายไทยที่มีความซ้ำซ้อน และความไม่เป็นสากลอยู่มาก เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีกฎหมายที่ตัวเองถือไว้โดยไม่พิจารณาแบบบูรณาการรอบด้าน และขาดการมีส่วนร่วมภาคเอกชนในการมองกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะภาคธุรกิจอย่างไร
แนวคิดและภารกิจของพรรคภูมิใจไทยในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งคือ “ทลายทุกข้อจำกัด ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน เพื่อปากท้องพี่น้องประชาชน” ซึ่งทุกวันนี้ที่ภาคเอกชนทั่วไป และประชาชนทั่วไป มีอุปสรรคใหญ่ๆ ในการทำมาหากินและสร้างรายได้ คือติดข้อจำกัดข้อกฎหมาย เช่นภาคเอกชนจะขอสร้างอะไรสักอย่างต้องไปยื่นใบขออนุญาต 7-10 หน่วยงาน จะลงทุน รับออเดอร์ผลิตของส่งออกก็ติดเรื่องมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งเคยประสบมาสมัยที่อยู่ภาคเอกชน รับออเดอร์เข้ามานึกว่าจะช่วยบ้านเมืองเอาเงินต่างชาติเข้าประเทศ แต่ปรากฏว่าคนในประเทศเราเอง ระบบราชการประเทศเราเองไม่ตอบโจทย์ ไม่สนับสนุน แทนที่จะได้เงินกลับผลิตไม่ได้ ใบอนุญาตไม่ออก สุดท้ายต้องเสียค่าปรับให้เขา (ต่างประเทศ) 


          นี่คือตัวอย่างความถดถอยและความไม่พยายามที่สร้างภาครัฐให้สนับสนุนประชาชนในทุกรูปแบบตราบใดที่เขายังหาหรือสร้างรายได้ หรือทำธุรกิจลงทุนให้แก่ประเทศไทยต้องติดข้อกฎหมายข้อจำกัด กฎหมายทุกฉบับในประเทศไทยบอกว่าให้รัฐมนตรีใช้ดุลพินิจเป็นผู้รักษากฎหมาย นี่คือต้นเหตุของการคอร์รัปชั่น ทุกอย่างพัวพันอยู่ตรงนี้ บางทีเรื่องกรณีเดียวกันคนหนึ่งตัดสินอย่างหนึ่ง อีกรายตัดสินอีกอย่างหนึ่ง แล้วต่างชาติที่ไหนจะกล้ามาลงทุน เช่นเซ็นสัญญาภาครัฐไปแล้ววันหนึ่งก็ยกเลิก หรือจะทำอะไรสักอย่างแล้วต้องไปขออนุญาตแต่ไม่มีข้อกำหนดเวลาว่าจะอนุมัติได้ภายในวันใด ดังนั้นหาก พรรคภูมิใจไทยเข้ามาก็จะแก้ปัญหาด้วยการเช็กลิสต์ เราจะไล่ดูว่าสิ่งที่จะทำมีทุนพอหรือไม่ มีการออกแบบที่ดีหรือไม่ มีกำลังการผลิตที่ถูกต้องหรือไม่ จะบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างไร จ้างคนงานอย่างไร จ้างคนไทยแค่ไหน ซึ่งเราจะถือว่าคนที่เข้ามาลงทุนประกอบกิจการ ต้องมีเจตนาที่ดี แต่ถ้าทำผิดจากการเช็กลิสต์ไม่ต้องพูดกัน สิ่งที่พรรคเข้ามาแล้วตั้งใจจะทำที่สุด คือเข้ามาเที่ยวนี้ไม่มีวาระอื่น ไม่มีเรื่องการเมือง ไม่มีการแสวงหาอำนาจใดๆ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญใดๆ เราจะทำอย่างเดียวคือ ทลายข้อจำกัดของกฎหมายทุกอย่างเพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถทำมาหากินได้สะดวก

          พรรคภูมิใจไทยเสนออยู่อย่างเดียว เข้ามาทลายทุกข้อจำกัด มีข้อจำกัด กฎหมายตรงไหน มาร่วมกันทำ ซึ่งคำถามก็บอกอยู่แล้วว่าขาดการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการ ต้องเริ่มตั้งแต่รัฐธรรมนูญเขียนมาขาดการมีส่วนร่วมของการเมือง ก็เป็นอย่างนี้แหละครับ เหมือนกับครับ คนที่มีอำนาจต้องการถืออำนาจไว้ในมือให้มากที่สุด เพื่อจะได้ใช้ดุลพินิจ เพื่อจะบอกว่าอันนี้จะให้ อันนี้จะไม่ให้ แล้วคนที่เดือดร้อนก็คือเอกชน โดยที่ไม่ทราบว่าคนที่เดือดร้อนที่สุดคือประชาชนที่เลือกพวกเราเข้ามา

          สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ได้ตอบคำถาม เรื่องการพัฒนาทำให้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของไทย (ICT) ทั้งหมด มีคุณภาพทัดเทียมประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม เพื่อดึงดูดความสามารถในการแข่งขันจากต่างชาติมาสู่ไทยเพื่อให้ไทยมีโอกาสก้าวสู่เวทีโลก

          เรามีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน Information Technology วันนี้ประทศไทยก็ตื่นตัวและปรับตัวมาก ขณะที่ภาคธุรกิจเอกชนก็เช่นกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นโครงสร้างหลัก เช่น การลงทุนต้องมีสนามบิน มีมอเตอร์เวย์ มีท่าเรือ แต่เรื่อง Information Technology หรือเรื่อง IT ที่สำคัญซึ่งทุกประเทศทั่วโลกเขาไปสู่จุดนี้แล้วก็คือการพัฒนาโครงข่าย 5G เพราะระบบนี้จะเป็นการพัฒนาพื้นฐานเทคโนโลยีสมัยใหม่ในทุกๆ ด้าน เช่นคนต่างจังหวัดที่ต้องเดินทางไกลไปรับการรักษาพยาบาล แล้วโรงพยาบาลต่างจังหวัดอาจขาดแคลนหมอ เป็นช่องว่างระหว่างคนจนกับความรวย แต่ถ้ามีเทคโนโลยี 5G เราจะสามารถรับการรักษาทางไกลได้ ดังนั้นจากนี้ไป 2 ปีเราจะส่งเสริมให้มีการพัฒนาโครงการ 5G ให้นำมาใช้ นอกจากนี้ในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนต่างๆ ในเทคโนโลยี คิดว่าเรายังให้ความสำคัญ เชิญมาลงทุนในรูปแบบของการประมูล ให้ผลตอบแทนรัฐเท่าใด รัฐยังเอาตัวเงินเป็นตัวตัดสินใจแทนที่จะมองในเรื่องว่าเมื่อได้โครงข่าย ได้คลื่นอย่างนี้ไปแล้ว จะพัฒนาอย่างไรให้เกิดประโยชน์อย่างไรต่อการลดช่องว่างระหว่างคนจน-คนรวย ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษา การสาธารณสุข

       ถ้าคิดในมุมนี้ประเทศจะได้อะไรมากกว่า ที่บอกว่าคุณเสนอมาหมื่นล้าน สองหมื่นล้านแล้วเอาเกณฑ์นี้เป็นการตัดสินใจ ซึ่งเกณฑ์แบบนี้ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าที่ผ่านมาเราก็ไม่ประสบผลสำเร็จแล้วก็ต้องมาเจรจากับผู้รับสัมปทานหรือผู้ลงทุน ดังนั้นวันนี้เมื่อจะไป 5G แล้ว ผมคิดว่าทางรัฐน่าจะมีวิธีคิดเน้น “Indirect Benefits” มีกรอบที่ก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศจริงๆ แบบรัฐได้ประโยชน์ สังคมได้ประโยชน์ เศรษฐกิจธุรกิจได้ประโยชน์มากกว่าที่จะเห็นตัวเงิน รวมทั้งการดูเรื่องสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ด้วย

          อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบคำถาม เรื่องการพัฒนาพื้นที่ EEC, SEC ยังเป็นปัจจัยสำคัญหรือไม่ของพรรคประชาธิปัตย์ ในการใช้เป็นตัวขับเคลื่อนประเทศ

          เรื่องขีดความสามารถหากถามว่าเราต้องทำอะไรบ้าง เรื่องหลักๆ จะต้องประกอบด้วย 1.การเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีที่หมายถึงการรื้อกฎหมายและระบบกฎหมายให้เกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้น ซึ่งจะเสริมให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่ธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเชื่อมโยงกับโลกและมีความสำคัญในเวทีโลกได้ 

          2.เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของเวทีโลก การดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการค้าในเชิงรุก การพิจารณาถึงข้อตกลงความร่วมมือต่างๆ ที่จะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์รวมไปถึงการทำยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของประเทศไทยที่จะไปเชื่อมโยงแต่ละภูมิภาคที่มีความแตกต่างกันทั้งภูมิภาคอาเซียน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป หรือการเชื่อมโยงกับตลาดใหม่ๆ อย่างแอฟริกา

          3.การพัฒนา “คน” เป็นหัวใจสำคัญที่จะรองรับเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 4.เราจำเป็นต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโครงสร้างประเทศเราไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างมากในระบบเศรษฐกิจไทย

       "ขณะที่ปีนี้ประเทศไทย จะเป็นประธานอาเซียน บทบาทของการเป็นประธานอาเซียนต้องเร่งผลักดันวาระซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เริ่มต้นไว้ที่เรียกว่า Connectivity เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้อย่างแท้จริงไม่ว่าจะเป็นระบบคมนาคม ระบบถนน ระบบราง ระบบการเชื่อมโยงด้านพลังงาน ระบบโทรคมนาคม ซึ่งการผลักดันเรื่องนี้ควรที่จะไปเจรจากับทางจีน ซึ่งมีแนวคิด หนึ่งแถมหนึ่งเส้นทาง ที่ผ่านมาอาเซียนไม่เคยไปต่อรองกับจีนในฐานะอาเซียนที่จะทำให้การเชื่อมโยง 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกันแล้วตอบสนองเป้าหมายของอาเซียนซึ่งจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลาง"

         สำหรับตลาดเดิมของเรา ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป หรือสหรัฐฯ เราต้องตระหนักว่าขณะนี้ธุรกิจที่จะต้องส่งออกไปยังประเทศดังกล่าวต้องมีการปรับมาตรฐานหลายอย่างให้เป็นไปตามาตรฐานสากล ดังนั้นธุรกิจใดก็ตามซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่ส่งออกไปยังตลาดเหล่านี้ก็จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการที่จะให้ปรับตัวเข้าสู่มาตรการต่างๆ ได้ โดยเรามีบทเรียนมาแล้วจากธุรกิจการบิน ธุรกิจประมง ที่สุดท้ายทำให้เราเป็นฝ่ายตั้งรับ ส่วนตลาดใหม่ๆ ช่องทางที่จะส่งเสริมให้ประเทศไทยมีความโดดเด่น ก็จะต้องทำงานค่อนข้างละเอียดเป็นการเฉพาะ เช่น เมื่อสมัย พรรค ปชป. เป็นรัฐบาล เราผลักดันเรื่องธุรกิจก่อสร้างให้เข้าไปในตลาดใหม่อย่างอินเดีย ตะวันออกกลางได้ หรือหากประเทศตะวันออกกลาง มีความต้องการเรื่องของความมั่นคงทางอาหารเราก็สามารถเจาะตลาดเหล่านั้นโดยการนำจุดแข็งของไทยที่มีแหล่งอาหารที่มีความอุดมสมบูรณ์ได้ ส่วนคำถามเรื่อง EEC , SEC นั้น ประเทศไทยไม่ได้มีแต่ EEC แต่เราต้องวางเป้าหมายให้ชัดว่า พื้นที่ EEC ควรเป็นพื้นที่ที่ดึงธุรกิจใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับโลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่อิงกับเทคโนโลยีในอนาคต ธุรกิจพลังงานสะอาด เป็นต้น ขณะที่ในส่วนของ พรรค ปชป. เห็นว่าต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบราง ถนน ทางเรือ ด้วยเพื่อที่จะต้องดูว่าจะเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ๆ ได้อย่างไร และจะจัดตั้ง 12 มหานครทั่วประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางการตอบโจทย์ เช่น ขอนแก่น จะเป็นศูนย์กลางรองรับการทำธุรกิจด้านตะวันออก หรืออย่างพม่าเปิดพื้นที่มา แต่สุดท้ายแล้วเป้าหมายคือ ประโยชน์ใดที่ประชาชนและธุรกิจจะได้รับ มากกว่าการที่มองว่าการลงทุนขนาดใหญ่มีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น

           สุดท้าย "นายโภคิน พลกุล" แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ตอบคำถาม เรื่องแนวทางการปฏิบัติช่วง 3-5 ปีข้างหน้าต่อการวางแผนด้านผังเมืองพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วนว่า เรื่องผังเมืองเป็นปัญหามาโดยตลอด ขณะที่ปัจจุบันเรามีเขตเศรษฐกิจชายแดน มีเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น EEC และเรามีเมืองหลัก มีเมืองรอง เราก็ต้องสร้างเมืองหลักๆ ในแต่ละภาคให้โดดเด่นขึ้นแล้วเชื่อมกับเมืองรองต่างๆ ดังนั้นการวางผังเมืองทั้งหมดต้องคำนึงถึงเรื่องเหล่านั้นด้วย ตัวอย่างการจัดผังเมืองใหม่ในพื้นที่ EEC ที่ต้องผ่านสิ่งแวดล้อมเยอะแยะสุดท้ายก็ไปใช้ ม.44 (อำนาจตามรธน.ชั่วคราว) ขณะที่เราสามารถที่จะดูภาพรวมแล้วมองเรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมลงไปในชุมชนได้ เช่น ชุมชนที่ปลูกข้าวก็ให้คนมาลองดำน้ำ ทำที่พักเป็นโฮมสเตย์ได้ ขณะที่การปรับผังเมืองเราควรต้องคำนึงถึงคนตัวเล็กให้มากที่สุดเพราะคือเศรษฐกิจฐานราก แต่ทุกวันนี้คนตัวใหญ่ปรับผังเมืองง่าย ตรงนี้เขียวอยู่ก็เอาตรงนี้ไปลงแล้วขอเป็นสีม่วง ประเภทนี้ระบบอำนาจนิยมทำให้คนที่เป็นทุนใหญ่ ทุนเส้นสายทำอะไรก็ได้หมด แต่คนตัวเล็กแถมไม่มีเสียงใดๆ เลย

       "ถ้าจะทำให้การแข่งขันดีขึ้น ปัจจัยต่างๆ มีดังนี้คือ 1.ผลิตภาพ เราจะยกระดับได้อย่างไร คนตัวใหญ่ที่มีศักยภาพไปถึงต่างประเทศได้ ไม่ต้องห่วง แต่คนตัวเล็กๆ จะลำบาก เราควรดูแลเรื่องจัดงบประมาณใหม่ งบที่ไม่จำเป็นทั้งหลายอย่างซื้อรถถัง ซื้อเรือดำน้ำ วันนี้ยังไม่จำเป็น เอาสิ่งนี้มาสร้างการแข่งขันให้แข็งแรง 2.ปรับการศึกษาปรับทักษะคนในระบบแรงงาน เรียนรู้สิ่งใหม่ที่จะนำไปทำงาน โดยระบบที่ยังเป็นอุปสรรคที่พูดกันอยู่คือระบบกฎหมาย ระบบราชการ ไม่เอื้อให้คนทำงานได้อย่างรวดเร็วสะดวก ประหยัด สิ่งแรกที่ต้องทำ คือกีโยตินกฎหมาย จากกฎหมายที่มีเกี่ยวกับเรื่องใบอนุญาตอยู่มาก 1,500-1,600 ใบ ก็ปรับเหลืออยู่ 200-300 ใบที่จำเป็นจริงๆ การแข่งขันจะสู้ไม่ได้ถ้าคิดแล้วยื่นวันนี้แล้วอีก 8 เดือนถึงจะได้ใบอนุญาต ดังนั้นข้อมูลข่าวสารราชการจำเป็นต้องเปิดเผยให้ถึงกัน ถ้าข้อมูลไม่ถึงคนทำธุรกิจก็ลำบาก และระบบราชการเองก็เอาตัวเองเป็นเซ็นเตอร์ ไม่ใช่ประชาชนเป็นเซ็นเตอร์ และไม่มีความเป็นมืออาชีพ เช่น 6 เดือนย้าย 1 ปีย้ายก็จะช่วยประชาชน-ภาคเศรษฐกิจไม่ได้ นี่ผมพูดจากแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีที่เขียนอยู่นี้ สิ่งเหล่านี้เราต้องร่วมกันแก้ไขแล้วเดินไปข้างหน้าด้วยกัน"

จุดยืน ปชป. -"ลุงตู่" ไม่สะเทือน

กระดานความคิด,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา

คอลัมน์...  กระดานความคิด   โดย...  ร่มเย็น 

    
          ชัดถ้อยชัดคำสำหรับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งโพสต์คลิปวิดีโอลงบนเฟซบุ๊ก “ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อแน่นอน เพราะการสืบทอดอำนาจ เท่ากับสร้างความขัดแย้ง” และยังขึ้นพูดบนเวที THE STANDARD DEBATE “ชัดๆ เลยนะครับ ผมไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อแน่นอน” แค่นั้นไม่พอยังขนกรรมการบริหารพรรคมาแถลงข่าวยืนยันอีกว่าไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ แต่ถามว่า คำประกาศของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง จะส่งผลให้เกิดการพลิกผันถึงขนาดดับฝัน พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ บอกได้เลยว่าไม่ถึงขนาดนั้น แม้ว่าจะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น   นายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งยากขึ้นบ้าง เพราะขาดเสียงจากพรรคประชาธิปัตย์ โหวตสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา

          แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้ออกแบบไว้แล้วโดยเฉพาะเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ คือ 1.ให้สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) มีสิทธิลงมติเห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ไม่เคยมีที่ให้ ส.ว.มาร่วมโหวตเลือกนายกฯ ด้วย และวุฒิสมาชิกมีจำนวน 250 คน ซึ่งมาจากการคัดเลือกของ คสช.ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงมีเสียงสนับสนุนอยู่ในมือเห็นๆ อยู่แล้ว 250 เสียง และ 2.บุุคคลที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องได้เสียงสนับสนุนมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา ซึ่งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในบทเฉพาะกาล รัฐสภาประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 คน และสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 250 คน รวม 750 คน ดังนั้น บุคคลที่จะได้เป็นนายกฯ ต้องได้เสียงสนับสนุนจากรัฐสภา 376 เสียงขึ้นไป ในส่วน พล.อ.ประยุทธ์ก็ไปหาคะแนนเสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎรอีก 126 เสียง ก็จะได้ 376 เสียง และพรรคพลังประชารัฐซึ่งเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ในบัญชีชื่อนายกฯ ตามโพลล์ทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ก็น่าจะได้ประมาณ 100 ที่นั่ง ก็หาเสียงจากพรรคการเมืองอื่นอีกในสภาผู้แทนฯ ประมาณ 26 เสียง มาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้เป็นนายกฯ แล้ว ในขณะที่พรรคการเมืองอื่น ต้องไปหาคะแนนเสียงในสภาผู้แทนฯ ถึง 376 เสียง(เพราะไม่มีเสียง ส.ว. 250 เสียง คอยสนับสนุน) บุคคลที่พรรคการเมืองนั้นสนับสนุนจึงจะได้เป็นนายกฯ ซึ่งไม่มีทางหาได้อยู่แล้ว ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกนั่นเอง ที่ออกแบบให้เป็นการเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งทำให้พรรคการเมืองได้คะแนนเฉลี่ยกันไป ไม่ให้พรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงจำนวนมากจนเป็นพรคการเมืองขนาดใหญ่

          อย่างไรก็ตามมีการแย้งในเรื่องที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกฯ ต่อแน่ โดยมองตรงประเด็นที่ว่า รัฐบาลจะอยู่ได้ต้องมีเสียงสนับสนุนรัฐบาลในสภาผู้แทนฯ เป็นเสียงข้างมากด้วย อย่างน้อยต้องเกินครึ่งคือ 251 เสียง (และถ้าจะให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ ต้องได้ถึง 270-280 เสียง เผื่อเกิดการหักหลังในสภาผู้แทนฯ) ไม่ใช่มีแค่ 126 เสียงในสภาผู้แทนฯ เพื่อโหวตสนับสนุนนายกฯ เท่านั้น ดังนั้นพรรคพลังประชารัฐซึ่งคาดว่าจะได้ ส.ส. 2 ระบบ รวมกันราวๆ 100 ที่นั่ง หากต้องการตั้งรัฐบาลก็ต้องหาเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนฯ อีกราวๆ 150-200 เสียง แต่เมื่อพรรคพลังประชารัฐไม่สามารถจับมือกับฝั่งพรรคเพื่อไทยและพรรคเครือข่ายได้ ฉะนั้นก็จะเหลือ “ประชาธิปัตย์” เพียงพรรคเดียวเท่านั้น (ไม่นับภูมิใจไทย ชาติพัฒนา ชาติไทยพัฒนา ที่พร้อมร่วมทุกขั้วอยู่แล้ว) นี่คือความสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะกลายเป็น “ตัวแปรที่แท้จริง” หลังการเลือกตั้ง โดยยุทธศาสตร์ของพรรคคือ พรรคที่ได้คะแนนลำดับ 2 อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตามโพลล์คาดว่าจะได้ ส.ส.เขตและ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์รวมกันประมาณ 100-120 ที่นั่ง แต่หากใครจะตั้งรัฐบาล จะขาดพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เลย ฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็จะมีอำนาจต่อรองสูงสุด โดยเฉพาะในฝั่งพลังประชารัฐ เพราะไม่มีทางที่พรรคประชาธิปัตย์จะไปจับมือกับพรรคเพื่อไทยได้อยู่แล้ว เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ประกาศชัดว่า ตราบเท่าที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถออกมาจากการครอบงำของกลุ่มคนเล็กๆ ที่มีผลประโยชน์กับประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ไม่อาจร่วมงานด้วยได้ ในขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ก็สวนทันควันว่าไม่ขอร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน

          ด้วยเหตุนี้ เมื่อพรรคพลังประชารัฐจำเป็นต้องตั้งรัฐบาลเพื่อสกัดพรรคเพื่อไทย ก็ต้องจับมือกับพรรคเล็กอื่นทุกพรรค รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ด้วย...และนี่จึงเป็นโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถต่อรองให้ “อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ แทน พล.อ.ประยุทธ์ ได้ ถ้าพรรคพลังประชารัฐไม่ยอม การเมืองก็มีโอกาสติดล็อก ไม่มีฝ่ายใดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้เลยทั้งสองฝั่ง และนี่คือแผนลึกของพรรคประชาธิปัตย์กับยุทธศาสตร์พรรคอันดับ 2 ที่ไม่ใช่แค่ร่วมรัฐบาล แต่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกฯ ไปพร้อมกันเลย 

          แต่คนที่แย้งแบบนี้ คงลืมคิดไปว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกฯ และจัดตั้งรัฐบาลใหม่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนฯ คือมีเสียง ส.ส.สนับสนุน ไม่ถึง 251 เสียง  แต่เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วจะมีอำนาจต่อรองสูงในการดึงพรรคการเมืองต่างๆ มาสนับสนุนในภายหลัง นี่ยังไม่รวมถึงการพร้อมที่จะเกิด “งูเห่า” ในสภา ผู้แทนยกมือโหวตสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในเรื่องต่างๆ เพราะแม้ว่าสุดท้ายอาจถูกขับออกจากพรรค แต่ก็รัฐธรรมนูญฉบับนี้เองที่ให้ ส.ส.หาพรรคการเมืองใหม่สังกัดได้ภายใน 30 วัน ซึ่งพรรคพลังประชารัฐก็พร้อมที่จะอ้าแขนรับ ส.ส.เหล่านั้น อยู่แล้ว เพื่อรัฐบาลจะได้มีความแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพมากขึ้น

คมชัดลึก กับ ต้น วรเทพ https://youtu.be/iOlNJao_gqE

 
................................................................
 
15 มีนาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน