*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5313
  • จำนวนผู้ชม : 3280746
  • จำนวนผู้โหวต : 1712
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1712 คน
<< มีนาคม 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 20 มีนาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 207 , 19:47:00 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         นักธุรกิจเจ้าสัวใหญ่เจ้าของบริษัทสหพัฒนพิบูลย์ “บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา”  วัย 82 ปี มองว่า หากนายกฯคนต่อไปไม่ใช่

'บิ๊กตู่' แล้ว จะทำให้ประเทศไทยต้องล้าหลังไปอีกหลายปี ซึ่งจากเนื้อหาตามข่าวก็น่าเชื่อถือได้โดยแท้ ลองติดตามอ่านกันนะครับ

 

 

"เจ้าสัวสหพัฒน์"ชี้"ประยุทธ์"พลาดนายกฯไทยล้าหลัง

การเมือง  :  2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ประยุทธ์,เจ้าสัวสหพัฒน์,เลือกตั้ง

ลุ้นนายกฯคนที่ 30 "'เจ้าสัวสหพัฒน์"ชี้ประยุทธ์เป็นนายกฯนโยบายเดินหน้า ถ้าต้องเริ่มใหม่ ไทยอาจล้าหลังเป็นเรื่องน่าเสียดาย แนะผู้นำหลัง 24 มี.ค.ทำมากกว่าพูด

                         20 มีนาคม 2562   เข้าโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง แน่นอนว่าหลายภาคส่วนตั้งตาคอยและลุ้นกับ “ผลคะแนน” ที่จะออกมาหลังปิดหีบเลือกตั้ง 24 มี.ค.นี้ “พรรคการเมือง” ใด และ “ใคร?” จะก้าวขึ้นมาเป็น “นายกรัฐมนตรี” คนที่ 30 เป็นผู้นำบริหารประเทศให้เจริญเติบโตทัดเทียมนานาประเทศ

                         หนึ่งในผู้ที่เกาะติดการเลือกตั้ง ต้องยกให้ “นักธุรกิจ” เพราะการเมือง นโยบายทางการเมืองล้วนมีผลต่อการผลักดันเศรษฐกิจ ธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุน ค้าขาย กำลังซื้อ ฯลฯ

                         กรุงเทพธุรกิจ สัมภาษณ์พิเศษ “บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” ประธานเครือสหพัฒน์ วัย 82 ปี ในฐานะยักษ์ใหญ่สินค้าอุปโภคบริโภคของไทย ที่ทำรายได้เฉียด 3 แสนล้านบาทต่อปี

                         “บุณยสิทธิ์” ขับเคลื่อนธุรกิจมากว่า 60 ปี ผ่านการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย เผชิญเหตุการณ์ปฏิวัติ รัฐประหาร การบริหารประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศภายใต้ “นายกรัฐมนตรี” มาถึง 18 คน ตั้งแต่สมัย “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” นายกฯคนที่ 11 จนถึง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯคนที่ 29

                         ทว่าความกังวลมีมากกว่านั้น หาก “นายกฯลุงตู่” (ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ไม่ได้คะแนนเสียงเกิน 100 หรือมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาล และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัย เพราะนั่นหมายถึง ความมีเสถียรภาพทางการเมือง ความต่อเนื่องด้านนโยบายเศรษฐกิจ การลงทุนของประเทศอาจต้อง “แตะเบรก” จนฉุดประเทศให้ล้าหลังไปอีก 10 ปี เพราะหากพรรคการเมือง “ต่างขั้ว” ได้ขึ้นมาบริหารประเทศ อาจเห็นการรื้อรัฐธรรมนูญ ไม่สานต่อนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้การลงทุนชะงักได้ แน่นอนย่อมกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างยากหลีกเลี่ยง

                         บุณยสิทธิ์ยังวิเคราะห์ การเมืองไว้หลายแง่มุม เริ่มจากพรรคพลังประชารัฐได้คะแนนเสียง 120-150 เสียง และ “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ จะปลุก “ความเชื่อมั่น” นักลงทุน หนุนให้การลงทุนใส่เกียร์เดินหน้า ถ้าน้อยกว่า 100 เสียง แต่พรรคลุงตู่ (พลังประชารัฐ) สามารถจัดตั้ง “รัฐบาลผสม” อาจมีความยุ่งยากจนฉุดเศรษฐกิจให้ชะงัก

                         ขณะเดียวกันปี 2562 ไทยยังมีภารกิจใหญ่รออยู่เบื้องหน้า คือการเป็น “ประธานอาเซียน” ขับเคลื่อนภูมิภาคให้โตยั่งยืนในอนาคต หลังจาก 10 ปีที่แล้วในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเกิดความปั่นป่วน รวมถึงการจัด “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ในเดือนพ.ค.ที่จะถึงนี้้

                         “ถ้าพรรคพลังประชารัฐได้ 150 เสียง ธุรกิจจะเร่งเครื่องยนต์หมด เพราะเชื่อมั่นว่านโยบายต่างๆจะถูกสายต่อ ถ้าไม่ใช่พรรคนี้อาจต้องปล่อยคันเร่ง หรือแตะเบรก”

                         หากปัจจัยภายในประเทศ การเมืองมีเสถียรภาพ การบริหารประเทศราบรื่น ปัจจัยภายนอกเศรษฐกิจโลกไม่ผันผวนมาก เจ้าสัวสหพัฒน์ คาดว่าเศรษฐกิจ(จีดีพี)ปี 2562 จะเติบโตได้ถึง 4% แต่ถ้าการเมืองเกิดความยุ่งยาก แม้ว่า “ลุงตู่” ยังเป็นนายกฯ จีดีพีอาจโต 1-2% ซึ่งถือว่าเก่งแล้ว กลับกันหากพลิกเป็นพรรคอื่นจัดตั้งรัฐบาล เขาประเมินว่า เศรษฐกิจจะโต 0% (ไม่โต)

                         “หากลุงตู่ ได้เป็นนายกต่อ เป็นโอกาสของเมืองไทยที่จะเดินหน้านโยบายต่างๆ ถ้าต้องเริ่มใหม่ ไทยอาจล้าหลังเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะประเทศจะเสียโอกาสในการพัฒนา เพราะวันนี้ไทยยังต้องแข่งขันกับอินโดนีเซีย เวียดนาม เพื่อดึงต่างชาติเข้ามาลงทุน”

                         และยังมองย้อนไป 5 ปี การบริหารประเทศของ “พล.อ.ประยุทธ์” ว่ามีผลงานเป็นที่ประจักษ์ไม่น้อย ไฮไลท์สำคัญยกให้การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี ยกระดับการค้าการลงทุนไทยผงาดทัดเทียมนานาประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาค “อาเซียน” ยังไม่มีใครชูประเด็นนี้แข่งกับไทย ดึงทุนต่างชาติ “จีน-ญี่ปุ่น” ให้เข้ามาลงทุนเพิ่ม ยังทำให้ยักษ์ใหญ่ของโลก “สหรัฐ-ยุโรป” ต้องตบเท้าเข้ามาลงทุนตาม ขณะที่นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ยังยกระดับการค้าและธุรกิจไทยให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัล สอดรับการเปลี่ยนแปลงของกระแสเศรษฐกิจธุรกิจโลก

                         นอกจากนี้นโยบาย “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือบัตรคนจน ยังผันเงินไปยังประชากรฐานราก ผู้มีรายได้น้อยให้มีกำลังจับจ่ายใช้สอยสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน เป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดมูลค่า 8 แสนล้านบาท เติบโตได้ถึง 4% หลังจากติดลบร่วม 2 ปี เป็นต้น

                         การบริหารประเทศ 5 ปีที่ผ่านมาของนายกลุงตู่จึงให้คะแนน 90 คะแนนขึ้นไป

                       “การชูอีอีซี เป็นนโยบายที่ดี กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ขยายต่อไปยังภูมิภาคอื่น ทำให้ต่างชาติมองเศรษฐกิจไทยเจริญก้าวหน้าไปมาก ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้ประชาชนฐานรากมีเงินใช้ เศรษฐกิจหมุนเวียนดีขึ้น และนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทำให้บริบทของประเทศเปลี่ยนไป”

                         ขณะที่หลายฝ่ายมองเกมการเมือง กรณีพล.อ.ประยุทธ์นั่งเก้าอี้นายกฯต่อเป็นการ “สืบทอดอำนาจ” เสี่ยบุณยสิทธิ์ให้ทรรศนะว่า หากมองย้อนอดีต “รัฐบุรุษ” ของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น “จอมพลสฤษดิ์” เข้ามาแก้ปัญหาประเทศให้น้ำไหล ไฟสว่าง ประชาชนมีงานทำ สร้างถนนหนทางต่างๆ “ป๋าเปรม-พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ประธานองคมนตรี รัฐบุรุษ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 เป็นยุคโชติช่วงชัชวาลย์ เพราะมีการขุดเจาะพลังงาน ฯ บุคคลเหล่านี้ล้วนผ่านยุค “รัฐประหาร” และสามารถพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโตก้าวหน้า ซึ่งตนเห็นด้วยตัวเองทั้งสิ้น

                         “เวลาเข้าไปทำงานบริหารประเทศ จะรู้ว่าทำครึ่งๆกลางๆไม่ได้ หากเปรียบเป็นการค้าขาย เหมือนการขี่หลังเสือ ลงไม่ได้ ต้องทำต่อ ไม่ใช่ไม่อยากลงนะ แต่สถานการณ์คาบเกี่ยวประเทศจะดีขึ้นหรือแย่ลง จะลงได้อย่างไร และเหมือนการขับเครื่องบิน ต้องบินต่อเนื่อง ไม่ใช่ขึ้นสูงแล้วจบ แต่ต้องดึงให้ถึงเพดานบิน”

                         ทั้งนี้ การเมืองในไทย ไม่ว่าจะเกิดรัฐประหาร หรือระบอบประชาธิปไตย สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการเห็นสูงสุด คือ “การพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า”

                         อย่างไรก็ตาม การบริหารประเทศไม่ได้อยู่ที่คะแนนเสียงเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับคนทำงาน ทีมงานที่มีฝีมือ ด้วย หากเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องมาทำงาน ประเทศไทยจะยิ่งเสี่ยง เพราะขณะนี้โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยน มีคนหลายรุ่น ทั้งผู้สูงอายุ คนรุ่นใหม่ฯ ทำให้การขับเคลื่อนประเทศต้องมีผู้นำที่มี “วิสัยทัศน์” มองการณ์ใกล้และไกลเป็น มีประสบการณ์การทำงาน เข้าใจบริบทและสถานการณ์ประเทศในแต่ละช่วง

                         ส่วนการที่ “คนรุ่นใหม่” ให้ความสนใจเข้ามาเล่นการเมือง ถือเป็นเรื่องดี ควรเลือกทางเดินให้ถูกต้อง ค่อยๆปูพื้นฐานทีละขั้น สร้างชื่อเสียงเพื่อเติบโตในเส้นทางนี้

                         “ฉันติดตามการเมืองมากว่า 60 ปี ผ่านผู้นำบริหารประเทศในยุคเฟื่องฟู มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆมากมา การบริหารประเทศ มีความยุ่งยากเหมือนกับการบริหารธุรกิจ แม้ว่าขนาดของธุรกิจจะเล็กกว่าก็ตาม แต่สิ่งที่เหมือนกันคือต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มองลึก มองไกลให้เป็น เพราะการบริหารจัดการแต่ละช่วงแตกต่างกัน ขณะที่เวลานี้ไทยต้องแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงต้องการผู้นำมีประสบการณ์ เพื่อไม่ให้หล่นประเทศหล่นจากอันดับจากที่ 2 ในอาเซียนไปเป็นที่ 3-4 ตามหลังประเทศอื่น”

                         ยังทิ้งท้ายว่า หลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค. ผู้นำประเทศที่ดี ควรมีคุณธรรม จริยธรรม ไม่คอร์รัปชัน และต่อต้านการทุจริต มีวิสัยทัศน์ ทำงานให้มากกว่าพูด

 
การเมือง  :  3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
บิ๊กตู่,ตัดสินอนาคต,ยินดีเป็นสะพาน,ให้ประชาชนตัดสิน

"บิ๊กตู่" เผย อนาคตอยากให้ใครทำต่อ แล้วแต่ ปชช. ระบุยินดีเป็นสะพานให้ก้าวไปข้างหน้า

          วันที่ 20 มี.ค.62 เวลา 13.00 น. ที่อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าและการก่อสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ ที่ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ

          โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ได้รับคำเตือน ว่าให้พูดเพราะ ก็จะพยายามพูดให้เพราะมากที่สุด ทั้งนี้เรื่องประชาธิปไตยและการเลือกตั้งก็ไปว่ากันมา ยืนยันว่ามาครั้งนี้เพื่อตรวจราชการ หลังจากที่ได้เดินทางไปแล้วหลายพื้นที่ ขออย่าให้ใครมาทำให้เกิดความแตกแยกอีก เพราะในวันนี้ในโซเชียลมีเดีย มีทั้งรัก ทั้งชัง ทั้งชอบ และเกลียดนายกฯ บ้างด่านายกฯ แต่หลายสิ่งสามารถทำได้ในรัฐบาลนี้ ในอนาคตอยากให้ใครทำต่อ ก็สุดแล้วแต่ท่าน

         "ผมยินดีจะเป็นสะพาน ให้ทุกคนก้าวข้ามไปข้างหน้า ผมไม่ได้ต้องการเป็นใหญ่โตอะไร และไม่ต้องการที่จะพูดให้เกิดความขัดแย้ง เชื่อว่าทุกคนและชาวต่างชาติ คงจะเข้าใจ สำหรับประเทศไทย ขอให้มีความสงบสุขคืนกลับมา ทุกคนจะให้ได้หรือไม่ ใครจะไปด้วยกันขอให้ยกมือขึ้น ขอให้ทุกคนเดินหน้าไปด้วยกัน เพื่อความสำเร็จ เพราะวันนี้เราต้องการให้ทุกคนมีความสุขรอยยิ้ม แต่อนาคตก็สุดแล้วแต่ว่าประชาชนจะพิจารณา" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

          นายกฯ กล่าวว่า ขอให้รักกัน เขาจะได้มั่นใจและกล้ามาลงทุน ยืนยันจะไม่ตัดงบประมาณในการสร้างสนามทดสอบยานยนต์ พร้อมชูกำปั้นมือขวาเพื่อให้สัญญา และกล่าวกับผู้ประกอบการชาวต่างชาติว่า connected together, move together เพราะเรื่องเศรษฐกิจคือเศรษฐกิจ เรื่องการเมืองคือการเมือง ขอคนไทยอย่ารังเกียจชาวต่างชาติที่มาลงทุน เพราะต้องสร้างโอกาส เพื่อก้าวเข้าสู่ประเทศนวัตกรรม เพราะโลกมันเชื่อมโยงกัน แต่จะให้ใครทำต่อก็สุดแล้วแต่ประชาชนว่าจะให้ใครเข้ามา โดยวันนี้ได้ดูโซเชียลมีทั้งคนทั้งรักทั้งเกลียดทั้งชังทั้งด่า และมีแต่คนพูดเก่งว่าจะทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่คนที่ทำคือตนเอง        

          จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้ชมการทดสอบสมรรถนะของยานยนต์ ก่อนจะเดินทางไปพบปะประชาชน กว่า 1 หมื่นคนที่ โรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร โดยก่อนจะขึ้นรถนายกฯยังได้หันมาบอกสื่อมวลชนด้วยว่าให้ถ่ายภาพรวม อย่าถ่ายแต่หน้าตนเอง เพราะเปิดทีวีเห็นแต่หน้าตนเองก็เบื่อเหมือนกัน

          ต่อมา ที่พระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร นายกฯ ได้เข้ากราบนมัสการพระธรรมมังคลาจารย์ (วิ.) เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร อายุ 94 ปี ซึ่งท่านเจ้าอาวาสได้มอบพระพุทธรูปหลวงพ่อพุทธโสธรจำลองหน้าตักกว้าง 7 นิ้วเพื่อให้เป็นของขวัญวันคล้ายเกิดแก่ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมอำนวยพรให้โชคดีมีสุขภาพที่แข็งแรง

         ทั้งนี้ นายกฯ กล่าวว่า ได้กราบอธิษฐานขอพรจากองค์หลวงพ่อพุทธโสธรขอให้ประเทศชาติปลอดภัยประชาชนมีความสุข ปราศจากความเดือดร้อน และขอให้สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ปลอดภัยและขอเวลาทำงาน สิ่งสำคัญทุกคนจะต้องร่วมมือกันเพื่อทำงานให้ประเทศเดินต่อไปข้างหน้า ทั้งนี้ในเรื่องของการท่องเที่ยวปัจจุบันเรามีนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลกำลังจะทำเชื่อมโยงการท่องเที่ยวอย่างมีระบบ.

"บิ๊กแป๊ะ" สั่งจับตากลุ่มป่วน บิดเบือนข้อมูลศึกเลือกตั้ง

อาชญากรรม  :  2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ผบตร,จักรทิพย์,บิ๊กแป๊ะ,สั่งฝ่ายข่าว,จับตากลุ่มป่วน,บิดเบือนข้อมูล,ศึกเลือกตั้ง

"จักรทิพย์" สั่งฝ่ายข่าวจับตากลุ่มป่วน บิดเบือนข้อมูลศึกเลือกตั้ง เชื่อทุกคนอยากเลือกตั้ง ใครก่อกวนเป็นมุมลบ

คลิปที่ 1

          ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) วันที่ 20 มีนาคม พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมดูแลความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 24 มีนาคม ว่า ในส่วนของตร.สั่งการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายในวาระประจำปีฯ กลับไปปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งเดิม ตามที่มีคำสั่งกกต.แต่งตั้งชุดเคลื่อนที่เร็ว ดูแลความปลอดภับความสงบเรียบร้อยประจำหน่วยเลือกตั้งต่างๆก่อน จนกว่าภารกิจตามคำสั่งกกต.จะเสร็จสิ้น ให้คงทำหน้าที่ในตำแหน่งเดิมก่อนเดี๋ยวจะสับสนแล้วค่อยไปรายงานตัวตำแหน่งใหม่ได้ภายหลัง

 

คลิปที่ 2

          สำหรับสถานการณ์ด้านความสงบเรียบร้อยนั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า เมื่อเช้าสอบถามจาก พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ภ.9 ทราบว่าในพื้นที่ภาคใต้ก็ยังไม่มีอะไรปกติดี ที่ห่วงคือเรื่องจราจร โดยจากวันเลือกตั้งล่วงหน้า พบปัญหาการจราจรจึงสั่งการผู้บังคับบัญชาหน่วยที่เกี่ยวข้องไปจัดการแล้ว ทั้งที่ในวันที่ 24 มี.ค.สั่งกำชับ ทุกพื้นที่ให้ดูแลเรื่องการรักษาความปลอดภัยและการจราจรให้เรียบร้อย

          พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวถึงเอกสารสั่งการหน่วยทหารทำไอโอสนับสนุนพรรคการเมืองที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าเป็นเอกสารปลอมว่า ยังไม่เห็นเรื่องนี้ ที่ผ่านมาของปลอมบิดเบือนข้อมูลมีมาตลอด เมื่อรองนายกฯระบุว่าของปลอมก็ตามนั้น ที่ผ่านมาติดตามโซเชียล เพจบิดเบือนมาตลอด พวกนี้บางทีเป็นพวกป่วน ดำเนินคดีจับกุมไปก็เยอะ ทั้งนี้สถานการณ์ทั่วไปจากการประเมินยังทั่วไป ต้องรอดูของจริง

          “สันติบาลก็ยังไม่รายงานอะไรว่ามีอะไรต้องกังวล เราผ่านเลือกตั้งมาพอสมควรกลุ่มก่อกวนมีบ้างตั้งแต่วันเลือกตั้งล่วงหน้า แต่ตอนนี้ผมมองว่า ทุกคนอยากเลือกตั้ง ใครมาก่อกวนเป็นลบแน่ ส่วนสถานการณ์หลังเลือกตั้งต้องดูอีกที ยังไม่ถึงจะมีกลุ่มไม่พอใจหรือไม่ เราก็จับตาแต่ยังไม่ถึง ฝ่ายข่าวจับตากลุ่มป่วนอยู่” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ระบุ.

คลิปที่ 3

 

ปปง.เตือน "หาเสียงผิดกฎหมาย" เข้าข่ายความผิดฟอกเงิน

การเมือง  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ปปง,ตั้งศูนย์ตรวจจับ,ซื้อเสียงเลือกตั้ง,คมชัดลึก

ปปง.ตั้งศูนย์ปฏิบัติการเลือกตั้ง. จับตาพรรคการเมือง-ผู้สมัครซื้อเสียง เตือนหาเสียงผิดกฎหมายเข้าข่ายความผิดฟอกเงินโดนยึด อายัดทรัพย์ พ่วงคดีอาญา

         20 มี.ค.62-พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ รักษาราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยว่า ปปง.ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติงานการเลือกตั้งส.ส.ขึ้นเพื่อดำเนินการประสานและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งส.ส.ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ซึ่งตามมาตรา 73 วรรคหนึ่งและวรรคสาม บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นส.ส. ด้วยวิธีการจัดทำให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด และเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้เงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ชุมชนสมาคมมูลนิธิวัดสถานศึกษาสถานสงเคราะห์หรือสถาบันอื่นใด ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดมูลฐานกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินด้วย

           พล.ต.ต.ปรีชา กล่าวว่าศูนย์ปฏิบัติงานการเลือกตั้งฯ มีหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางประสานรับและส่งเรื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์เกี่ยวกับพฤติกรรมการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งส.ส. และรวบรวมข้อมูลหรือหลักฐานเพื่อขยายผลในการดำเนินการตามกฎหมาย และรับหรือส่งรายงานหรือข้อมูลเกี่ยวกับคดีเพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

               ปปง.เตือน

          “ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานจากกกต. เพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของพรรคการเงินหรือผู้สมัครคนใด ซึ่งการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเลือกตั้งฯ ดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อดำเนินการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เมื่อมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการซื้อเสียงเลือกตั้งเข้ามาที่ศูนย์ จะถูกส่งให้ กกต.ตรวจสอบ โดยกกต.จะส่งเรื่องไปยังกกต.จังหวัดในพื้นที่ถูกร้องเรียนสืบสวนข้อเท็จจริง หากมีมูลความผิดกกต.ก็จะดำเนินการทางอาญาและส่งเรื่องให้ปปง.ดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงินต่อไป” รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง. กล่าว

"มาดามเดียร์" มั่นใจ"ประยุทธ์"นำความสงบกลับมาหลัง ลต.

การเมือง  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
มาดามเดียร์,ประยุทธ์,ทหาร

"มาดามเดียร์" ช่วยผู้สมัคร ส.ส. เขตสายไหมหาเสียงโค้งสุดท้าย มั่นใจ"พล.อ.ประยุทธ์"นำความสงบกลับมาหลังเลือกตั้ง ยันทหารไม่เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชารัฐ

           “มาดามเดียร์” ช่วยผู้สมัคร ส.ส. เขตสายไหมหาเสียงโค้งสุดท้าย มั่นใจ”พล.อ.ประยุทธ์”นำความสงบกลับมาหลังเลือกตั้ง ไม่ทราบเอกสารข้อสั่งการกองทัพเป็นของจริงหรือไม่ ยืนยันทหารไม่เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชารัฐ

          น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี หรือมาดามเดียร์ ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่ตลาดชุมชนวัดเกาะสุวรรณาราม เขตสายไหม ช่วยนายอิทธิพัทธ์ เศรษฐยุกานนท์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 11 หาเสียงกับพ่อค้าแม่ค้า และประชาชน โดยตลอดเส้นทางมีประชาชนให้การต้อนรับ เข้ามาทักทาย มอบดอกไม้ พวงมาลัย รวมถึงถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกจำนวนมาก โดยมาดามเดียร์ได้บอกว่าขณะนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งการลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครในเขตสายไหมวันนี้พบว่ามีเสียงตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี จึงขอเชิญชวนให้ทุกคนออกมาร่วมกันใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ

        น.ส.วทันยา กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่เอกสารของหน่วยงานทหารที่ขอให้สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ ว่า เรื่องนี้เป็นคนละภาคส่วนกัน และยังไม่ทราบว่าเอกสารดังกล่าวเป็นของจริงหรือไม่ แต่ยืนยันทหารไม่เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชารัฐ และทุกวันนี้ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐเองเราตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ และที่ผ่านมาภายในพรรค ตนก็ไม่เคยเจอหรือทำงานร่วมกับผู้แทนจากกองทัพ ซึ่งในวันที่ 24 มีนาคม ที่จะมีการเลือกตั้งถือว่าเป็นวันประชาธิปไตย ที่ประชาชนจะตัดสินใจ โดยทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน และมองว่าการเมืองเป็นสิทธิส่วนบุคคลไม่มีใครสามารถไปสั่งหรือบังคับกันได้

        ทั้งนี้ น.ส.วทันยา บอกว่าวันนี้พรรคพลังประชารัฐมีความพร้อมและมั่นใจในตัวของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าจะเป็นผู้เดียวที่สามารถนำความสงบกลับมาได้ภายหลังการเลือกตั้ง และจะเห็นว่าวันนี้แม้ว่าการเลือกตั้งจะยังไม่เกิดขึ้น แต่การใส่ร้าย และรากเง้าของความขัดแย้งเริ่มปรากฎบ้างแล้ว ดังนั้นพรรคพลังประชารัฐเรามั่นใจว่าจะเป็นทางเลือกและทางออกที่ดีให้กับประชาชนได้ ส่วนหลังเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐจะร่วมมือกับพรรคใดในการจัดตั้งรัฐบาลยังเร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องนี้ แต่ยืนยันพรรคพลังประชารัฐไม่ต้องการทะเลาะกับใคร ซึ่งหลังเลือกตั้งหากพรรคได้รับความไว้วางใจและมีจำนวน ส.ส.มากพอที่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ วันนั้นค่อยมาว่ากันอีกครั้ง

 

"บิ๊กตู่" อ้อน 68 ล้านคนจับมือพา "นายกฯ" เดินต่อ

 
การเมือง ข่าวการเมือง  :  1 วันที่ผ่านมา
การเมือง,นายกฯ,บิ๊กตู่,ประยุทธ์,อ้อน,เลือกตั้ง

"บิ๊กตู่" ชี้ ประเทศจะดีขึ้นถ้าสานต่อยุทธศาสตร์ ระบุ 5 ปี หนักสุด เก็บสิ่งที่ทิ้งเรี่ยราด ซัด พวกจ้อเศรษฐกิจไม่ดี ตกเลข เลอะเทอะ

               เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 มี.ค. 62  ภายหลังตรวจและติดตามการก่อสร้างอาคารด่าน Border Control Facilities (BCF) ฝั่งไทย บริเวณเชิงสะพานฝั่งไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวระหว่างพบปะประชาชนประมาณ 1 หมื่นคน ว่า

               ประเทศจะต้องดียิ่งขึ้น หากมีการสืบสานตามยุทธศาสต์ชาติ วันนี้บ้านเมืองเจริญเติบโตมากขึ้น เราจึงต้องสร้างโอกาส แต่สิ่งที่ยังมีความกังวล คือ รายได้ รัฐบาลจึงได้ดูแลทุกคน แต่จะให้รวยขึ้นทีเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น อย่าไปเชื่อคำคน วันนี้อยากขอให้ทุกคนมีรอยยิ้ม ไม่ใช่ตื่นขึ้นมาก็จะทะเลาะกัน รัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อให้คนไทยมีรอยยิ้มมา 5 ปี และจะไม่ยอมให้ใครมาทำเรื่องเก่าๆ อีก พอได้แล้ว การเมืองคือการเมือง ประชาธิปไตยคือประชาธิปไตย การเลือกตั้งก็ทำกันไป

               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม บ้านเมืองต้องสงบ จึงขอคำสัญญาจากประชาชนทุกคน ขอให้เอาความสุขสงบคืนสู่ประเทศ จะให้ได้หรือไม่ ถึงใครไม่ให้ก็จะทำให้ทุกคนอยู่ดี แม้ไม่ชอบ นายกฯ ก็จะทำ ใครด่าว่าอย่างไร ก็จะทำให้ วันนี้ต้องลดความขัดแย้งให้ได้ โดยดูว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทั้งนี้ หลายอย่างแล้วเสร็จในรัฐบาลนี้ ถ้ายังขัดแย้งกันอีก ทุกอย่างก็จะไม่เกิดขึ้น ความสำเร็จต่างๆ ขึ้นอยู่กับผู้นำ ซึ่งต้องมีความเอาใจใส่ ส่วนใครจะเป็นต่อไป ก็ไม่รู้ แต่ต้องเอาใจใส่แบบตน ที่แม้พูดไม่เพราะบ้าง ก็ขออภัย เสียงดัง หน้างอบ้าง ก็ต้องขอโทษ แต่พื้นฐานส่วนตัวเป็นคนใจดี

               “วันนี้ใครๆ ก็อยากเป็น นายกฯ รู้หรือไม่ว่า 5 ปีที่ผ่านมา ผมเป็น นายกฯ แบบไหน เป็นทุกหน้าที่ หนักสุดคือ เป็นพนักงานเก็บขยะ เก็บสิ่งที่ทิ้งเรี่ยราดไว้ทั้งหมด ทั้งปัญหาหมักหมม ความเดือดร้อนต่างๆ ทุกอย่างต้องทำต่อ 5 ปีที่ผ่านมา แก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมทั้งหมด กลับไปดูได้ ถ้าเป็นทหารต้องเรียกว่า ถูกวางกับระเบิดไว้มาก ผมจึงต้องรื้อสร้างใหม่ ทำบ้านเมืองให้สะอาด ลดการคอร์รัปชันจนเหลือศูนย์ วันนี้ทุกคนจึงต้องร่วมมือกับผม แต่ก็เป็นเรื่องของท่านที่จะไปเลือกตั้ง เลือกตั้งก็ว่ากันมา ผมไม่ว่าอะไร ดีบ้างไม่ดีบ้าง ก็ต้องหากันมา แต่เราต้องหารัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ที่จะทำให้ทุกจังหวัดเดินไปพร้อมกัน เพราะทุกคนคือ คนไทย เลือดสีเดียวกัน ผมทำทุกอย่างให้เดินหน้าอย่างสงบมาแล้ว 5 ปี เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้งที่ทุกคนต้องการ”

               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีมหามงคลที่จะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 10 เราต้องอยู่กันแบบนี้ ใครจะมารื้อระบบนี้ไม่ได้ ทุกคนต้องยอมตาย จะให้ใครมารื้อไม่ได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ข้าราชการมีหน้าที่รับใช้ประชาชน ไม่ใช่เจ้านาย ประชาชนเข้าหาไม่ต้องหมอบกราบ ขอให้ข้าราชการทำตัวติดดิน สร้างความสัมพันธ์ที่ดีเพื่อลดความขัดแย้ง เราต้องพิจารณาให้ดีกับคำว่าประชาธิปไตยของบ้านเรา นายกฯ ไม่บังอาจแนะนำพวกท่าน แต่ทุกคนต้องเอาปัญหาในอดีตมาดู อะไรไม่ดีก็อย่าทำ ประวัติศาสตร์ที่ดีคือความภาคภูมิใจ

               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ใครที่บอกว่าจะรื้อทำใหม่ทั้งหมด นั่นหมายถึงเราต้องกลับมาเริ่มต้นทำใหม่ ดังนั้น ไม่ใช่ใครพูดจะให้ก็ยิ้มหวานไปหมด อย่าไปฟังคนที่ออกมาพูดเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจไม่ดี คนพวกนี้ตกเลข เลอะเทอะ บัญญัติไตรยางค์ผิด ขอให้ทุกคนจับมือกันเพื่อเดินไปข้างหน้า นำพาประเทศนำ นายกฯ ผ่านสนามทุ่นระเบิด กองขยะ วันนี้พูดในฐานะ นายกฯ ยังขนาดนี้ ถ้าพูดในฐานะอื่นคงอันตรายไปอีก เพราะมีคนจ้องจะด่าทั้งวัน คนจะเกลียดก็เกลียดไป ไม่ว่าอะไร แต่อย่างไรก็จะทำงานให้ โดยพร้อมจะทำหน้าที่เก็บขยะให้ทุกคนอยู่แล้ว วันนี้พร้อมนำพาทุกคนสู่ชีวิตที่ดีกว่า เหมือนเพลงวันใหม่ที่แต่งขึ้น เราทนมา 40 - 50 ปี แล้ว ขอให้ทนอีกหน่อย เชื่อว่าไม่นาน เพราะอีก 3 - 4 ปี ทุกอย่างจะเกิดขึ้น เราได้ปลูกต้นไม้ต้นแรกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว วันนี้เริ่มผลิดอกออกผล เราจึงพร้อมปลูกต้นอื่นต่อไป

               “เราจะทำตัวเป็นคนหล่ออย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องทำงาน แม้จะมีคนฟังบ้าง ไม่ฟังบ้าง แต่ก็ยังดี วันนี้เดินทางบ่อยมาก ไม่สบาย เจ็บคอ ก็ต้องโด๊ปยา แต่ผมทนได้ ขอเพียงกำลังใจจากประชาชน ให้ผมได้หรือไม่ ขอแค่ความรัก ส่วนเรื่องอื่นเป็นเรื่องของทุกคน สำหรับผม 4 ห้องหัวใจมีให้กับ 68 ล้านคน หัวใจของผมต้องใหญ่มาก และจะใหญ่ได้ก็ด้วยความรักจากทุกคน ก็จะมีหัวใจดวงเดียวกัน เราต้องหาผู้นำที่เข้มแข็ง แต่ถ้าชอบเสียงหวาน ก็เลือกมา ซึ่งผมเองพูดหวานก็เป็นนะครับ แล้วเจอกันอีกเมื่อชาติต้องการ”

               จากนั้นได้มีการเปิดเพลง “จับมือกันไว้” ของเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ โดย พล.อ.ประยุทธ์ เดินทักทายประชาชนโดยรอบบริเวณ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

 

 

 

 

"ทีนิวส์" ออกแถลงการณ์ ยืนยัน "ธนาธร" เป็นอันตราย

 
การเมือง  :  6 มี.ค. 2562
 
"ทีนิวส์" ออกแถลงการณ์ ยืนหยัดอุดมการณ์ ยืนยัน "ธนาธร" เป็นอันตราย

          จากกรณีพรรคอนาคตใหม่ไปแจ้งความดำเนินคดีกับสำนักข่าวทีนิวส์ ล่าสุดสำนักข่าวทีนิวส์ ได้ออกแถลงการณ์ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ยืนหยัดอุดมการณ์ ยืนยัน "ธนาธร" เป็น อันตราย พร้อมโพสต์ข้อความระบุว่า แถลงการณ์สำนักข่าวทีนิวส์ ยืนหยัดอุดมการณ์ ยืนยัน "ธนาธร" เป็น อันตราย

          สำนักข่าวทีนิวส์ก่อตั้งขึ้นมาและทำหน้าที่สื่อมวลชนมาด้วยจุุดยืนที่ชัดเจน คือ การนำเสนอข่าวสารที่วางอยู่บนความคิดว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันหลักของสังคมไทย มาอย่างช้านาน

          ที่ผ่านมายามประเทศไทยเราเกิดวิกฤติครั้งแล้วครั้งเล่า หากเป็นเพราะเรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นหลักร่วมรวมใจของสังคม ร้อยรัดสังคมไทย คนไทย ให้ผ่านพ้นวิกฤติมานับครั้งไม่ถ้วน

          และแม้ว่าจะมีบางความคิด ความเห็นที่แตกต่าง แต่กระนั้นหากความคิดและความเห็นที่แตกต่างกันนั้นอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายที่มีอยู่ สังคมไทยเราก็ยอมที่จะให้สามารถแสดงความคิดและดำเนินกิจกรรมต่างๆได้ตามกรอบของกฏหมาย

          ดังที่ผ่านมา ปรากฏการดำเนินการของ นาย "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ได้เคยร่วมก่อตั้ง ให้ทุน สนับสนุนนิตยสาร "ฟ้าเดียวกัน" ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดว่ามีการนำเสนอเนื้อหาที่วิพากษ์ วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์โดยเปิดเผย และ นาย "ปิยะบุตร แสงกนกกุล" เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่อาศัยฐานะของนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย วิพากษ์วิจารณ์การดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ก็ยังสามารถทำได้แม้จะไม่ใช่ฉันทามติของคนในสังคมก็ตาม ทั้งนั้นทั้งนี้เพราะบุคคลและกลุ่มบุคคลเหล่านี้ ต่างรู้ในข้อกฏหมาย และจงใจดำเนินการความคิดความเห็นที่แตกต่างไม่ให้ผิดกฎหมายที่มีอยู่

          ทั้งๆที่โดยพื้นหลังและเจตนาแล้ว บุคคลและกลุ่มบุคคลเหล่านี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าตนเองและพวกมีจุดยืนทางการเมืองที่อยู่คนละฝั่งกับการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

          แม้นายธนาธร และพรรคอนาคตใหม่จะพูดเสมอต่อสาธารณะว่ามีจุดยืน ต้องการทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย ต้องการต่อต้านเผด็จการทหาร ต้องการต่อต้านรัฐประหาร แต่ในอีกทางหนึ่ง นายธนาธร กลับสนับสนุนโดยเปิดเผยให้มีหนังสือที่มีเนื้อหา "ต่อต้าน" สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งนายธนาธรจะอ้างว่าเป็นการดำเนินการของกองบรรณาธิการ ไม่เกี่ยวกับตน แต่ถ้านายธนาธรไม่ได้มีความคิดต่อสถาบันในแนวทางเดียวกัน ทำไมถึงไม่แสดงการทักท้วง ห้ามปราม ซึ่งสามารถทำได้ในฐานะผู้ก่อตั้งและให้ทุนสนับสนุน

          ถ้านายธนาธรไม่ได้มีความคิดในทางลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ทำไมถึงไม่ปฏิเสธการร่วมงานทางการเมืองกับนายปิยะบุตร ที่เคยแสดงความเห็นว่า "กษัตริย์มีพระราชดำรัสสดกับประชาชนไม่ได้ สิ่งที่กษัตริย์จะตรัสต่อประชาชน ควรเป็นสิ่งที่ยกร่างโดยฝ่ายบริหาร" แต่กลับร่วมกับนายปิยะบุตร ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่และนายปิยะบุตรเป็นถึงเลขาธิการพรรค

          พฤติกรรมของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยะบุตร แสงกนกกุล ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ เป็นที่ชัดเจนว่ามีจุดยืนอยู่คนละฝั่งกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่ตรงข้ามกับเสียงส่วนใหญ่ของสังคมไทยที่ยังรักและจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ หรืออาจเรียกง่ายๆว่ามีความคิดแบบ "ต่อต้านสถาบันฯ" หรือ "ชังเจ้า" (anti-royalism) เห็นว่า การดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างที่เป็นมาโดยตลอดในสังคมไทยไม่สามารถไปด้วยกันได้กับการเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง กระทั่งจะต้องมีการดำเนินการลดทอนสถานะและอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งในทางรัฐธรรมนูญ ทางกฏหมาย และทางวัฒนธรรม (ดังที่มีความพยายามดำเนินการตลอดมา)เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ โดยแท้จริง

          ซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุผลที่นายธนาธร นายปิยะบุตร เปลี่ยนจากเดิมที่เคยเป็นเพียงนักเคลื่อนไหวทางสังคม มาเป็นนักการเมืองตั้งพรรคอนาคตใหม่ เพื่อใช้รัฐสภาเป็นช่องทางในการขับเคลื่อนความคิดของตนและกลุ่ม ซึ่งสังคมและสื่อมวลชนพึงต้องสามารถตรวจสอบและตั้งข้อสังเกตได้ต่อพฤติกรรมและความคิดต่างๆที่ "คาบลูกคาบดอก" (เช่น การบอกว่าจะสานต่อภารกิจ2475) และที่อาจจะเป็น "อันตราย" ต่อสังคมทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต นั่นไม่นับถึงพฤติกรรม ความสัมพันธ์ การดำเนินกิจกรรมที่เคยมีกับกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรม "ล้มเจ้า" และหลบหนีคดีมาตรา 112 อยู่ที่ต่างประเทศ

          นอกจากนี้ การพูดของนายธราธรอาจเป็น "อันตราย" ในประเด็นศาสนา เพราะขาดการศึกษาและการทำความเข้าใจปัญหาสังคมอย่างลึกซึ้ง รอบด้าน ทำให้นายธนาธรได้แสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน โดยก่อให้เกิดเข้าใจผิด เช่น เรื่องปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่นายธนาธรกล่าวว่า "รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ เพราะทำให้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แก้กันไม่จบ" และ "ผู้คนที่อยู่ใน 3 จังหวัด แง่หนึ่งก็เหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง" ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากรัฐอุปถัมภ์พุทธศาสนา และ พี่น้องใน 3 จังหวัคภาคใต้ก็อยู่กันอย่างเป็นปกติสุข ไม่เคยอยู่ในสถานะพลเมืองชั้นสองแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด ซึ่งการพูดที่ผิดพลาดในประเด็นละเอียดอ่อนเหล่านี้ของนายธนาธร อาจเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างศาสนาและอาจทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นได้ และนับได้ว่าเป็นอันตรายต่อสังคมยิ่ง

          จากจุดยืนของสำนักข่าวทีนิวส์ที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น การที่พรรคอนาคตใหม่ฟ้องสำนักข่าวทีนิวส์ว่าใส่ร้ายและหมิ่นประมาทนายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่นั้น(แม้ว่าจะเป็นการ "เลือกปฏิบัติ" อย่างชัดเจนเพราะมีความจงใจฟ้องเฉพาะสำนักข่าวทีนิวส์เพียงสำนักเดียวเพื่อไม่ให้สำนักข่าวทีนิวส์รายงานข่าวนายธนาธรต่อประชาชน) ซึ่งสำนักข่าวทีนิวส์ถือว่าได้ทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่พึงมีต่อสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างเต็มที่และตรงไปตรงมา อันเป็นเรื่องที่ดีที่ข้อเท็จจริงและความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับพฤติกรรมของนายธนาธร นายปิยะบุตร และพรรคอนาคตใหม่ที่มีเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งหมดจะได้นำเสนอในการพิจารณาในชั้นศาล และจะปรากฎต่อสาธารณะต่อไป ซึ่งสำนักข่าวทีนิวส์จะไม่เปลี่ยนแปลงในจุดยืนนี้ และจะทำหน้าที่สื่อมวลชนด้วยจุดยืนนี้ตลอดไป

          ส่วนนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพรรคอนาคตใหม่ เมื่ออาศัยอำนาจทางกฏหมายอาญา และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเลือกตั้งในลักษณะนี้แล้ว ถึงวันนี้ก็ไม่ควรพูดความจริงเพียงด้านเดียวกับประชาชน โดยอ้างแค่อุดมการณ์อันสวยหรูของประชาธิปไตย อ้างความคิดต่อต้านเผด็จการ แต่กลับไม่พูดถึง "เจตนาแท้จริง" ของตน ว่าตนเองมีความตั้งใจต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไร? ว่าตนเองมีความตั้งใจต่อกลุ่มบุคคลที่มีเจตนา "ล้มเจ้า" และคนที่เคยมีหมายจับมาตรา 112 ที่เคยร่วมกิจกรรมกันมาก่อนหน้านี้อย่างไร? ก็แสดงกันให้ชัดเจนต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบข้อมูลทั้งหมดก่อนวันเลือกตั้งและจะได้ตัดสินใจว่าควรจะเลือกพรรคการเมืองที่มีจุดยืนและอุดมการณ์ที่อยู่ตรงกันข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่

สำนักข่าวทีนิวส์

...................................................

20 มีนาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน