*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5309
  • จำนวนผู้ชม : 3280051
  • จำนวนผู้โหวต : 1712
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1712 คน
<< เมษายน 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 194 , 11:21:44 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         รายงานข่าว เรื่อง : 'พีระพันธุ์'ชำแหละโคตรโง่'โฮปเวลล์' กี่ครั้งแล้วที่ทำสัญญาโง่ๆของผู้มีอำนาจภาครัฐ น่าสนใจมากครับ เพราะ

มีสาระการแก้ไข ป้องกัน 'ค่าโง่' ที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่หยุดหย่อน

         ชื่อ'พีระพันธุ์'ในข่าว คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ

         โอ้โฮ ! ข่าว : รถเกี่ยวข้าวสุดเฟี้ยวฝีมือคนไทย ติดเครื่องเสียง-แอร์-เครื่องเสียงเอาใจวัยโจ๋ น่าจะเป็น unseen Thailand อีกเรื่องหนึ่ง

ก็น่าจะได้ เพราะเครื่องเกี่ยวข้าวที่ผลิตขึ้นมาแทนที่จะเป็นเครื่องจักรกลการเกษตรใช้งานตามวัตถุประสงค์หลัก แต่ดันทำเสียจนดูเหมือนโรง

ยี่เกหรือเวทีคอนเสิร์ตไปเสียได้นี่ คงไม่มีใครเหมือน/ไม่เหมือนใครในโลกนี้เป็นแน่


 

 

'พีระพันธุ์'ชำแหละโคตรโง่'โฮปเวลล์' กี่ครั้งแล้วที่ทำสัญญาโง่ๆของผู้มีอำนาจภาครัฐ

'พีระพันธุ์'ชำแหละโคตรโง่'โฮปเวลล์' กี่ครั้งแล้วที่ทำสัญญาโง่ๆของผู้มีอำนาจภาครัฐ

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 09.46 น.

26 เม.ย.62  นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โพสต์ข้อมูลเรื่อง "โคตรโง่โฮปเวลล์...!!??!!" โดยมีเนื้อหาดังนี้

โคตรโง่โฮปเวลล์...!!??!!

ค่าโง่อีกแล้ว...คราวนี้ไม่ใช่ค่าโง่ธรรมดา แต่เป็น “โคตรโง่” ครับ!!!

ไม่รู้กี่ครั้งแล้วที่เราต้องเสียค่าโง่ให้กับการทำสัญญา โง่ๆของผู้มีอำนาจในหน่วยงานภาครัฐ 

ตอนต้นๆของรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ก็เกือบเสียค่าโง่ในกรณี “ค่าโง่คลองด่าน” แต่ก็มีความพยายามจากหลายๆฝ่ายรวม ทั้งผมด้วย ที่พยายามส่งความคิดเห็นไปถึงรัฐบาลและผู้เกี่ยว ข้อง สุดท้ายรัฐบาลยอมถอยทั้งๆที่มีมติ ครม. ไปแล้วว่าให้ชำระ “ค่าโง่คลองด่าน” ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเช่นกัน มาตอนนี้ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของรัฐบาลชุดปัจจุบันกลับจะต้องมาทิ้งท้ายด้วยการเสียค่า “โคตรโง่” ให้กับมหากาพย์โฮปเวลล์ เพราะเป็นเงินประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท แต่มีคนบอกผมว่าเมื่อ คำนวณดอกเบี้ยถึงปัจจุบันรวมเข้าด้วยแล้วจะเป็นจำนวนเงิน เกือบสามหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว ลองคำนวณดูกันนะครับ

ราต้องเสียค่าโง่จากการทำสัญญาของหน่วยงานของ รัฐในชั้นอนุญาโตตุลาการมาแล้วนับร้อยๆคดีมั้งครับ แต่ไม่ ค่อยเป็นข่าว หากตรวจสอบดูน่าจะพบว่าเราเสียเงินแผ่นดินไป กับความ “โง่” หรือ “แกล้งโง่” ของบรรดาผู้มีอำนาจภาครัฐ ที่ทำสัญญาหรือ ลงนามในสัญญาต่างๆเป็นเงินนับหมื่นล้าน บาทแล้ว หากรวมค่า “โคตรโง่” ครั้งนี้ด้วยจะเป็นเงินอีกเท่าไร

คดีเริ่มต้นที่โด่งดังที่สุด คือ คดี “ค่าโง่ทางด่วน” ที่เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2544-2548 ในฐานะเป็นประธานคณะ กรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ของสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ผมและคณะกรรมาธิการได้เข้า ไปตรวจสอบ พบว่าเป็นมหากาพย์โกงชาติฉบับแรกที่มีการวาง แผนอย่างแยบยล เปลี่ยน “เงินใต้โต๊ะ” มาเป็น “เงินบนโต๊ะ” โดยอาศัยเงื่อนไขของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทาง ศาลเป็นเครื่องมือจากการ “ผิดสัญญา” ของภาครัฐ

ผมและคณะกรรมาธิการฯ ใช้เวลาตรวจสอบ สอบสวน และรวบรวมพยานหลักฐานคดี “ค่าโง่ทางด่วน” เป็นปีๆ ตรวจสอบเอกสารหลักฐานสูงท่วมหัวอย่างละเอียด โชคดีที่เรามีพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนที่ทำงานเพื่อ ประโยชน์ของประเทศชาติอย่างสุดความสามารถ คือ ท่านอัยการอิสระ หลิมศิริวงษ์ ต้องขอชื่นชมท่านด้วย

ท่านได้ขอรายงานผลการสอบสวนของคณะกรรมาธิการฯ ไปเป็นพยาน หลักฐานเพื่อประกอบการต่อสู้คดีที่ชี้ให้เห็นว่า ที่มาของสัญญาและพฤติการณ์แห่งคดีส่อไปในทางทุจริต ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้วเมื่อที่มาของสัญญาและประเด็นข้อ พิพาทเกิดจากการกระทำทุจริตจึงนับได้ว่าเป็นการกระทำอันขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนจนสุดท้ายศาลฎีกามีคำ พิพากษาให้ภาครัฐชนะคดี แต่จะมีใครเกี่ยวข้องต้องรับผิดฐานทุจริตตามคำพิพากษาของ ศาลฎีกาบ้าง จะมีเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องหรือจะ มีบุคคลอื่นๆที่เกี่ยวข้องในภายหลังต้องรับผิดด้วยหรือไม่นั้น จนวันนี้ยังไม่มีคำตอบ

กรณี “ค่าโง่ทางด่วน” นี้ถือได้ว่าศาลฎีกาได้วางหลัก เกณฑ์สำคัญทางกฎหมายไว้ว่า การเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐ ในกรณีเกี่ยวกับสัญญาหรือการทำทุจริตใดๆหากเป็นผลจาก การทุจริตแล้ว ไม่อาจมีผลบังคับหรือฟ้องร้องดำเนินคดีได้เพราะ เป็นการขัดต่อความสงบ เรียบร้อยของประชาชน!!!

หลายคนสงสัยว่าเหตุใดเราจึงต้องเสียค่าโง่จากการทำสัญญา ของหน่วยงานของรัฐบ่อยๆ มีที่มาอย่างไร จะแก้ไขได้หรือไม่ที่มาของปัญหา

ปัญหา “ค่าโง่” เริ่มจากการนำระบบอนุญาโตตุลาการ มาใช้กับสัญญาภาครัฐที่รัฐทำกับเอกชน ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545

แต่เดิมเวลามีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาก็จะต้อง นำคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรม ซึ่งภาคเอกชนมีความเห็นว่ากว่าจะหา ข้อยุติหรือมีคำพิพากษาได้ก็ใช้เวลามาก กระทรวงยุติธรรมใน อดีตจึงคิดนำระบบอนุญาโตตุลาการเข้ามาใช้แก้ไขปัญหาข้อ พิพาทเบื้องต้นในระหว่างเอกชนด้วยกัน นั่นคือการนำบุคคล ที่สามที่คู่กรณีหรือคู่พิพาทต่างเลือกให้มาทำหน้าที่เป็น อนุญาโตตุลาการฝ่ายละหนึ่งคน และมีอีกหนึ่งคนที่ตกลงร่วม กันเป็นคนกลาง รวมสามคนเป็นคณะอนุญาโตตุลาการ ทำหน้าที่ชี้ขาดว่าใครถูกใครผิด ซึ่งตามปกติต่างฝ่ายก็จะปกป้อง ผลประโยชน์ของฝ่ายตนอย่างเต็มที่ จึงไม่มีปัญหา “ค่าโง่” ในคดีพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันเอง

ต่อมามีความคิดที่จะออกกฎหมายรองรับระบบ อนุญาโตตุลาการ และมีความพยายามที่จะนำระบบอนุญาโต ตุลาการมาใช้กับสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชนด้วย อ้างว่าหากไม่ทำเช่นนี้แล้ว ต่อไปจะหาคนรับงานภาครัฐยากขึ้น เพราะหากมีข้อพิพาทต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรมแล้วก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่คดีจะเสร็จ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งและพยายามชี้ ให้เห็นถึงช่องโหว่ที่จะนำไปสู่การทุจริตที่ถูกกระบวนการตามกฎหมายจำนวนมหาศาล

อย่างไรก็ตาม ห้ามไม่อยู่ ต้านไม่ไหว เมื่อกระทรวง ยุติธรรมในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2545 สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร สถานะปัจจุบันก็คือ พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ครับ

ขณะนั้นมีความพยายามที่จะดำเนินการโดยเร่งรีบ ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณากฎหมายดังกล่าว ผมในฐานะกรรมาธิการฯ ได้เห็นความไม่ปกติหลายประการ เช่น จะให้คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการผูกพันศาลเลย ผมกับกรรมาธิการอีกหลายท่านได้โต้แย้ง เพราะเป็นการล่วง ละเมิดอำนาจศาล ถ้าให้คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ผูกพันศาลเลยเช่นนี้แล้ว จะต้องขึ้นศาลทำไมอีก สุดท้ายก็แก้ไขปรับลดระดับลงให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยเอง ได้ด้วย

แต่ประเด็นสำคัญคือการกำหนดให้สัญญาภาครัฐอยู่ ในระบบอนุญาโตตุลาการด้วย ประเด็นนี้ต้านไม่อยู่ครับ มีความดึงดันจะให้ผ่านให้ได้ เสียงข้างน้อยจึงต้องแพ้มติไป จึงเป็นที่มาของมาตรา 15 ของพ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ว่า

“มาตรา 15 ในสัญญาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชนไม่ว่าเป็นสัญญาทาง ปกครองหรือไม่ก็ตาม คู่สัญญาอาจตกลงให้ใช้วิธีการ อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทได้ และให้สัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวมีผลผูกพันคู่สัญญา”

มาตรา 15 นี้คือจุดเริ่มต้นของปัญหา “ค่าโง่” ในเมืองไทยเราทุกกรณี

หากเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันแล้ว คู่สัญญา ทั้งสองฝ่ายต่างก็จะปกป้อง ผลประโยชน์ของตนเต็มกำลัง ความสามารถ ไม่ยอมแพ้กันง่ายๆ แต่ในกรณีสัญญาภาครัฐ ไม่มีใครเป็นเจ้าของผลประโยชน์ภาครัฐที่แท้จริง ในขณะที่ผลประโยชน์ได้เสียมีมูลค่านับร้อยนับนับหมื่นล้าน บาท จะมีเจ้าหน้าที่รัฐกี่คนที่ทุ่มใจกับประโยชน์ของรัฐ ไม่ไป “ฮั้ว”เพื่อประเคนเงินให้เอกชนอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้

อย่างไรก็ตามแม้จะไม่สามารถระงับการนำ กรณีพิพาทระหว่าง รัฐกับเอกชนเข้าสู่ระบบอนุญาโตตุลาการได้ แต่คณะกรรมาธิการก็ยังสามารถที่จะวางกรอบการทำหน้าที่เพื่อป้องกัน การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของคณะอนุญาโตตุลาการ ที่มีอำนาจชี้ขาดผลประโยชน์มหาศาลได้เหมือนศาลว่าหากใช้อำนาจหน้าที่ไม่ถูกต้องหรือไม่สุจริต ให้มีความรับผิดทั้งแพ่ง และทางอาญาด้วยเช่นกัน โดยกำหนดไว้ในมาตรา 23 ดังนี้

“มาตรา 23 อนุญาโตตุลาการไม่ต้องรับผิดทางแพ่งในการกระทำตามหน้าที่ในฐานะ อนุญาโตตุลาการ เว้นแต่จะกระทำการโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้คู่พิพาท ฝ่ายใดฝ่าย หนึ่งเสียหาย”

อนุญาโตตุลาการผู้ใด เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์ สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อ กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในหน้าที่ ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน สิบปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้ง ปรับ

ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์ อื่นใดแก่อนุญาโตตุลาการเพื่อจูงใจ ให้กระทำการ ไม่กระทำ การหรือประวิงการกระทำการใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสิบปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้ง จำทั้งปรับ”

เพราะฉะนั้น พวกอนุญาโตตุลาการที่ไม่สุจริตจะต้องมี ความผิดต่อไปด้วยนะครับ เราจะทำอย่างไรดีกับค่า “โคตรโง่โฮปเวลล์”

เท่าที่ทราบเกี่ยวกับคดี “โคตรโง่โฮปเวลล์” ในขณะนี้ มีเพียงว่าศาลปกครองสูงสุดมี คำพิพากษาให้ภาครัฐ ชดใช้เงินให้กับโฮปเวลล์เป็นเงินประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท บวกดอกเบี้ยอีกจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยกลับคำพิพากษาของ ศาลปกครองกลางที่วินิจฉัย ยกฟ้องเพราะโฮปเวลล์ยื่นฟ้องขาด อายุความ แต่ผมยังไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดของ เหตุผลและข้อวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดได้ในขณะนี้ว่าเหตุใดจึงเห็นต่างจากศาลปกครองกลาง จึงยังไม่อาจแสดงความ เห็นได้มากนัก อย่างไรก็ตาม ผมมีข้อสังเกตุและข้อเสนอ ดังนี้ครับ

ข้อสังเกตุ

1) ไม่เคยปรากฎสัญญาระหว่างภาครัฐกับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เป็นต้นเรื่องของปัญหา ให้สาธารณะรับทราบหรือตรวจสอบได้ว่ามีเนื้อหาข้อตกลงใน สัญญาอย่างไร มีการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน หรือเอื้อต่อการผิด สัญญาของภาครัฐ หรือส่อไปในทางทุจริตหรือไม่ เหตุใดการบอกเลิกสัญญาของภาครัฐจึงกลายเป็นการบอกเลิกสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ทั้งๆที่ตามที่ปรากฎเป็นข่าวและตาม ข้อเท็จจริงนั้นโฮปเวลล์เป็นฝ่ายผิดสัญญาทำงานล่าช้าและไม่ เสร็จตามกำหนดและควรจะต้องเป็นฝ่ายเสียค่าปรับให้รัฐ

2) เรื่อง “โคตรโง่โฮปเวลล์” นี้มีการดำเนินการมาอย่าง เงียบมากทั้งในชั้นอนุญาโตตุลาการและในชั้นศาลปกครอง ผิดจากกรณีอื่นๆที่จะมีการรายงานความคืบหน้าเป็นระยะๆบ้าง ไม่มีใครทราบแน่ชัดในรายละเอียดในขณะนี้ว่าอนุญาโต ตุลาการในกรณี “โคตรโง่โฮปเวลล์” นี้ มีคำชี้ขาดว่าภาครัฐ บอกเลิกสัญญากับโฮปเวลล์โดยไม่ชอบธรรมอย่างไร และโฮปเวลล์ มีความเสียหายรวมทั้งสิ้นถึงประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท จริงหรือไม่

3) ไม่เคยมีการตรวจสอบเลยว่ามีพฤติการณ์ใดแห่ง คดีที่มีลักษณะเป็นการกระทำทุจริตหรือเข้าข่ายที่ภาครัฐจะต่อสู้ทางกฎหมายอื่นต่อไปอีกได้หรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นที่มาของสัญญา การร่างสัญญา ข้อตกลงและเงื่อนไขของสัญญา

ข้อเสนอ

1) ให้เปิดเผยสัญญาระหว่างภาครัฐกับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัดต่อสาธารณะโดยด่วน และต้องรีบตรวจ สอบสัญญาดังกล่าวว่ามีลักษณะที่เอื้อประโยชน์หรือส่อไปใน ทางทุจริต รวมทั้งพฤติการณ์ต่างๆของผู้เกี่ยวข้องที่นำไป สู่การผิดสัญญา และในการต่อสู้คดี ว่ามีลักษณะที่ไม่สุจริตหรือ ไม่ เพื่อหาแนวทางที่จะนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาล ยุติธรรม อีกครั้ง เช่นเดียวกันกับกรณี “ค่าโง่ทางด่วน” และ “ค่าโง่คลองด่าน”

2) แก้ไขมาตรา 15 ของ พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ที่ไม่มีความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทได้จริง และเป็นการเอื้อต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น ทำให้รัฐเสียหายอย่าง มหาศาลในช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นว่า “มาตรา 15 ห้ามมิให้นำวิธีการอนุญาโตตุลาการมาใช้ ในการระงับข้อพิพาทในสัญญาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชนไม่ว่าเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ก็ตาม”

3) เร่งออกกฎหมาย “ความรับผิดในการทำสัญญา ของหน่วยงานของรัฐ” มีหลักการให้ผู้ยกร่างและผู้ตรวจสอบ ร่างสัญญาของรัฐ รวมทั้งผู้ลงนามในสัญญา ต้องรับผิดต่อความ เสียหายของรัฐที่เกิดจากข้อสัญญาที่เสียเปรียบหากพบว่ามีการทุจริต หรือจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนเกิด ความเสียหายแก่รัฐ
เร่งมือเถอะครับ ก่อนความเสียหายจะบานปลายไปมากกว่านี้

'จตุพร'ขึ้นศาลสืบพยาน คดีนปช.ก่อการร้ายนัดสุดท้าย

'จตุพร'ขึ้นศาลสืบพยาน คดีนปช.ก่อการร้ายนัดสุดท้าย

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 11.11 น.

26 เม.ย.62  ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมแกนนำ นปช. เดินทางมาศาลนัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย คดี นปช. ก่อการร้าย หมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้องแกนนำและแนวร่วม นปช. กับพวกรวม 24 คน กรณีพวกจำเลยปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. - 20 พ.ค. 2553 เพื่อกดดัน ต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ประกาศยุบสภา 

ซึ่งในวันนี้ มีนางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธานที่ปรึกษานปช.ได้มาให้กำลังใจเพื่อนๆ ด้วย โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ว่า “มาสังเกตการณ์และประเมิณสถานการณ์” 

โดยนายจตุพร ให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับวันนี้มีจำเลย 2 คน คือตัวเองกับนายณัฐวุฒิ จะเป็นสองปากสุดท้าย  หลังจากนั้นศาลจะนัดฟังคำพิพากษาอีกครั้ง ซึ่งในระยะเวลาที่ผ่านมาทุกคนมีเจตนาที่จะต่อสู้และยึดแนวทางประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขเท่านั้น ไม่ยึดระบบอื่น ในขณะนั้นก็ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา ดังนั้นเรื่องราวอื่นๆ ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาได้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรกันหมดทุกคน และมีการซักถามตอบกลับเป็นจำนวนหลายครั้ง ตนมั่นใจในคดีนี้ เชื่อว่าสุดท้ายแล้ว กระบวนการยุติธรรมจะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในแผ่นดินรัชกาลที่ 10 นี้

รถเกี่ยวข้าวสุดเฟี้ยวฝีมือคนไทย ติดเครื่องเสียง-แอร์-เครื่องเสียงเอาใจวัยโจ๋

รถเกี่ยวข้าวสุดเฟี้ยวฝีมือคนไทย ติดเครื่องเสียง-แอร์-เครื่องเสียงเอาใจวัยโจ๋

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 08.58 น.

ไอเดียเก๋! แปลงโฉมรถเกี่ยวข้าวเอาใจวัยรุ่นยุค 4G ฝีมือคนไทย ติดเครื่องเสียง ไฟ แสง สี สุดตระการตา แถมติดแอร์ คลายร้อนไร้ฝุ่นควัน พร้อมอุปกรณ์ทันสมัย กล้องวงจรปิด รอบคัน เอาใจคนงานท่ามกลางแสดงแดด

26 เม.ย.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหน้างานวันมะม่วงและของดีอำเภอปากท่อประจำปี 2562 หน้าที่ว่าการอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี นักท่องเที่ยวและชาวอำเภอปากท่อ ต่างให้ความสนใจยืนชมรถเกี่ยวข้าว รถเกี่ยวข้าวโพด ที่ตั้งตระหง่านตาอยู่ที่บริเวณซุ้มเกษตรการผู้เพราะปลูกข้าวและทำนาข้าว โดยรถเกี่ยวข้าวที่มีความสวยสุดอลังการ ทั้งการตกแต่งรถ ตัวรถ และห้องที่นั่งคนขับมีการตกแต่งประดับเครื่องเสียงเปิดเพลงอย่างโดนใจ ทำเอาบรรดาผู้ที่ชื่นชอบการตกแต่งรถ และเครื่องเสียงต่างให้ความสนใจมาเยี่ยมชมกันไม่ขาดสาย ซึ่งเป็นสีสันภายในงานครั้งนี้

สำหรับรถเกี่ยวข้าวสุดทันสมัยเป็นผลงานการผลิตของฝีมือช่างคนไทย และผลิตในประเทศไทย ที่ออกแบบเป็นรถเกี่ยวข้าว หรือนำไปเกี่ยวข้าวโพด ถั่วเขียว ซึ่งเป็นการลดปริมาณแรงงานคน ทำให้ผลผลิตได้ค่อยข้างเต็มร้อยไม่ตกหล่น สามารถเก็บเกี่ยวได้ที่ทั้งหมดอย่างละเอียด

นายรังสิมันต์ ทรัพย์แก้ว หรือ ช่างเล็ก นายช่างประจำบริษัทไทยเจริญการช่าง ตั้งอยู่เลขที่ 24 หมู่ 8 ต.ไทยใหญ่ อ.ไทยน้อย จ.นนทบุรี เปิดเผยว่า จากปัญหาการเก็บเกี่ยวผลผลิตเกษตรกรประสบกับปัญหาเรื่องการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เก็บเกี่ยวไม่ทันเกิดความเสียหาย ประกอบกับเกิดฝนตกติดต่อกัน เราได้ผลิตรถเกี่ยวข้าวมานานกว่า 30 ปีแล้ว เราได้พยายามพัฒนารถเกี่ยวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยในคณะนี้มาเป็นองประกอบ เพื่อทำให้รถเกี่ยวข้าวหรู มีสไตล์ และเป็นที่โดนใจคอคนรักรถ มีการออกแบบห้องคนขับติดกระจกใส ติดแอร์ปรับอากาศ ติดเครื่องเสียงอย่างสุดอลังการ มีกล้องรอบคันที่ช่วยดูเรื่องการเก็บเกี่ยวผลผลิต ที่สำคัญทำให้คนขับเกิดความปลอดภัย ป้องกันฝุ่นละอง และควันตากเครื่องยนต์ และที่สำคัญแก้ไขสภาพอากาศที่กำลังร้อนจัด ในขณะขับรถ อีกทั้งยังมี มีประโยชน์หลายอย่าง อาทิ ระบบเกียร์ขับเคลื่อนที่แบบแบ็กโฮ ระบบขับเกียร์ไฮโดรลิค ระบบเลี้ยวอิสระ 2 ทาง ตัวถังแยกชิ้น ประกอบด้วยแสตนเลส มีระบบส่งข้าวแบบโซ่ลำเลียง อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันประมาณ 2-2.5 ลิตร ต่อ ไร่ ซึ่งทางบริษัทได้อาศัยรูปแบบของรถแบ็คโฮ มีการใช้อะไหล่ต่างๆ เช่น ระบบตัวเดิน มาพัฒนาการทำงาน หลังได้ทดลองมานานหลายปีจนประสบผลสำเร็จ ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นผู้ออกใบรับรองให้ในการพิสูจน์เรื่องการเก็บเกี่ยวต่างๆ และที่เกี่ยวข้องด้วย 

ปัจจุบันนอกจากจะมีรถเกี่ยวข้าวแล้วเรายังมีรถเกี่ยวข้าวโพดที่ออกมาเป็นเมล็ด และยังมีรถไถพรวนดิน จากการพัฒนาที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา จนมีการส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศเพื่อนบ้านแล้วหลายคัน อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย เมียนม่า และที่สำคัญพื้นที่ของอำเภอปากท่อ มีเกษตรกรจำนวนมาก มีลูกค้าหลายรายสนใจที่จะซื้อรถเกี่ยวกันพอสมควร

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ประโยชน์ของรถคันนี้สามารถช่วยเกี่ยวข้าวในสภาพข้าวล้ม ข้าวตั้ง หรือถูกน้ำท่วมก็สามารถนำรถเกี่ยวข้าวได้หมด มีสีสันสดใส ห้องคอนโทนติดแอร์ และเครื่องเสียงเพื่อให้คนขับได้มีความสุขไปกับการทำงานได้ตลอดทั้งวัน ไม่เกิดความเครียดระหว่างทำงาน ส่วนราคาถ้าเป็นรถเกี่ยวที่มีห้องแอร์คันเล็กราคาประมาณ 2.1 ล้านบาท ถ้าเป็นรุ่นคันใหญ่ประมาณคันละ 2.6 ล้านบาท สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลรายละเอียดของรถเกี่ยวข้าวสามารถโทรมาได้ที่  082-994-4380

นายมานพ แก้วคง อายุ 61ปี ชาวชุมชนใน อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี กล่าวว่า ตนเองชื่นชอบรถเกี่ยวข้าวในลักษณะนี้เป็นอย่างมาก มายืนดูติดต่อกัน 3 วันแล้ว ตัวรถสวย แปลกไม่เคยเห็น คิดว่าการทำงานต้องออกมาอย่างสมบูรณ์ สมกับราคาอย่างแน่นอน 

 
 
 
 
 
 
.................................................
 
26 เมษายน 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน