*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5899
  • จำนวนผู้ชม : 3771502
  • จำนวนผู้โหวต : 1720
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1720 คน
<< พฤษภาคม 2019 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 400 , 18:47:19 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน soultraveller , สิงห์นอกระบบ และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         เชิญชมพระพุทธรูปภปร.วัดบวรนิเวศ ที่ทางวัดนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.10 ในพระราชพิธี

บรมราชาภิเศกที่เพิ่งผ่านมากันอีกครั้งให้ชื่นใจเถิดนะครับ

 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เป็นพระราชโอรสพระองค์เดียว ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชสมภพ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 ทรงเป็นสยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่ 3 ของไทย

ทรงมีพระเชษฐภคินี คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระขนิษฐา 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

มีพระราชธิดา 2 พระองค์ คือ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ และมีพระราชโอรส 1 พระองค์ คือ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ

เนื่องด้วยสนพระราชหฤทัยด้านการทหารนับแต่ทรงพระเยาว์ และยังทรงพระวิริยะอุตสาหะในการเพิ่มพูนความรู้ และพระประสบการณ์อยู่เสมอ โดยทรงเข้าศึกษาในระดับเตรียมทหารที่โรงเรียนคิงส์ ประเทศออสเตรเลียในปี พ.ศ. 2513 จากนั้นทรงเข้าศึกษาในวิทยาลัยการทหารชั้นสูงที่วิทยาลัยการทหารดันทรูน กรุงแคนเบอร์ราในปี พ.ศ. 2515 หลักสูตรของวิทยาลัยการทหารแห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 ภาค คือ ภาควิชาการทหาร รับผิดชอบและดําเนินการโดยกองทัพบกออสเตรเลีย ส่วนอีกภาคหนึ่งเป็นการศึกษาวิชาสามัญ ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ เมื่อทรงสําเร็จการศึกษาแล้วยังทรงศึกษาเพิ่มเติมในหลักสูตรการทหารของหน่วยงานต่างๆ อยู่เสมอ

ทรงเข้าศึกษาอบรมหลักสูตรการบินต่างๆ ทั้งหลักสูตรบินเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป เฮลิคอปเตอร์แบบโจมตี หลักสูตรการฝึกบินเครื่องบินปีกติดลําตัว เครื่องบินขับไล่ หรือหลักสูตรนักบินพาณิชย์ ทรงสอบได้ใบอนุญาตนักบินพาณิชย์เอก และทรงได้รับใบอนุญาตเป็นกัปตันเครื่องบินโบอิ้ง 737 โดยทรงเป็น “เจ้าฟ้านักบินขับไล่ไอพ่น” พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี

เมื่อมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิติยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธ สยามมกุฎราชกุมาร”

ตลอดระยะเวลาที่ทรงดํารงพระราชอิสริยยศ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนมาโดยตลอด อาทิ เสด็จฯ ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านศาสนา มูลนิธิการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยพระองค์พระราชทานให้กับเยาวชนทั้งชาย และหญิงที่เรียนดี ประพฤติดี แต่มีฐานะยากจนทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ปวงชนชาวไทยทั้งผองปลาบปลื้มปีติ ภายหลังผ่านความโศกเศร้าอาลัยจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พิธีมหามงคลเริ่มขึ้นภายหลังจากเสร็จการพระราชพิธีทรงบําเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (ครบ 50 วัน) ถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เวลา 19.16 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จออก ณ ห้อง UPPER MAIN CR.M (ห้อง วปร.) พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระราชวโรกาสให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้า ฯ เพื่อกราบบังคมทูลอัญเชิญองค์รัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นรัชกาลที่ 10 พระองค์มีพระราชดํารัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์ ความว่า

“ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทยเชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง”

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานับประการด้วยความวิริยะอุตสาหะ มุ่งมั่นตั้งใจอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย พระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ ทั้งที่ทรงปฏิบัติแทนพระองค์ และทรงปฏิบัติในส่วนพระองค์เองล้วนเป็นไปเพื่อประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้ามั่นคง และเพื่อประชาชนชาวไทยได้มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
 
........................................................

มั่นใจ "พปชร." รวมเสียงเกิน 251

การเมือง  :  3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์,พลังประชารัฐ,พปชร,ปชป,พท,เพื่อไทย,ประชาธิปัตย์

"พุทธิพงษ์" มั่นใจ พปชร. รวมเสียงเกิน 251 เชื่อจัดตั้งรัฐบาลเร็ว เสียงปริ่มน้ำไม่มีปัญหา ฟันธง "ปชป." ไม่จับมือ "เพื่อไทย"

               ที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันที่ 9 พ.ค.62 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางมารับหนังสือรับรองการเป็น ส.ส. และให้สัมภาษณ์ถึงการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ว่า หลังจากที่ กกต. รับรอง ส.ส.แบบแบ่งเขต และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อแล้ว เรามั่นใจว่าในช่วงระยะเวลาอันใกล้จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งมั่นใจว่าพปชร.จะรวบรวมเสียง ส.ส.ได้ เกิน 251 เสียง เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ส่วนการพูดคุยเจรจากับพรรคอื่นๆนั้น เราต้องให้เกียรติทุกพรรค พรรคเรามีแนวทางในการทำงานอยู่แล้ว ในส่วนของพรรคขนาดใหญ่และพรรคขนาดเล็กอื่นๆที่มีการทำงานที่ใกล้เคียงกัน ก็เชื่อว่าในระยะเวลาอันใกล้จะมีการพูดคุยกันให้เรียบร้อยมากขึ้น

               ส่วนการทาบทามพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมรัฐบาลนั้น นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า เราก็ต้องให้เกียรติ เพราะพรรคประชาธิปัตย์มีวัฒนธรรมและแนวทางการทำงานเป็นตัวของตัวเอง เป็นสถาบันทางการเมือง ในวันที่ 15 พ.ค. พรรคประชาธิปัตย์จะเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ คงจะมีมติพรรคต่อไป ซึ่งจะต้องคอยดูความชัดเจน แต่ตนเชื่อว่าทุกคนในพรรคจะยึดมติพรรคเป็นข้อสรุป อย่างไรก็ตามยอมรับว่าคาดการณ์ได้ยากว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมีมติอย่างไร เพราะดูจากผู้เสนอตัวเป็นหัวหน้าพรรคทั้ง 4 คน มีความแตกต่างกัน แต่ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องคอยและเคารพการตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์

               นายพุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า ในเบื้องต้นจะต้องรวบรวมเสียง ส.ส. ให้เกิน 251 เสียง เพื่อให้เกิดเสถียรภาพในการทำงาน โดยในครั้งแรกจะมีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเราจะต้องรวบรวมเสียงของพรรคแนวร่วมให้ได้ 251 เสียง เพราะการเลือกประธานสภาฯจะสะท้อนความเข้มแข็งของผู้ที่จะจัดตั้งรัฐบาล ส่วนตำแหน่งรองประธานสภาฯยังไม่มีการลงรายละเอียด รวมถึงการทำงานของสภาฯในอนาคตก็จะต้องมีเสียงเกิน 251 เสียง ซึ่งการที่มีเสียง ส.ส.ใกล้เคียงกัน หรือเสียงปริ่มน้ำนั้น ก็จะทำให้ ส.ส.ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น การทำงานของสภาต้องเคร่งครัดมากขึ้น เนื่องจากตัวเลขไม่ต่างกันมาก ซึ่งเชื่อว่าหากมี ส.ส. 251 เสียงขึ้นไปน่าจะทำงานได้ ไม่น่าจะมีปัญหา ส่วนการเจรจาต่อรองทางการเมืองนั้น ก็เป็นเรื่องปกติ ที่ก่อนการทำงานจะต้องมีการพูดคุยเจรจากันไป ซึ่งคงจะใช้เวลาเล็กน้อย ในการทำความเข้าใจกัน

               เมื่อถามว่าหากพรรคเพื่อไทยพลิกสถานการณ์ตั้งรัฐบาลได้ นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ทุกอย่างก็คงเกิดขึ้นได้ เพราะทุกคนได้รับเลือกตั้งมาตามตัวเลขที่ กกต.รับรอง แต่เชื่อมั่นว่าแนวทางการทำงาน แนวทางที่ได้มีการดำเนินการไปแล้วรวมทั้งแนวคิดที่เราตั้งใจไว้ ก็จะทำให้หลายๆพรรคต้องตัดสินใจ ว่าประเทศต้องเดินทางไปทางไหน ซึ่งเราก็ยังมั่นใจว่า พรรคพลังประชารัฐเป็นทางเลือกสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ ทั้งนี้คิดว่าทุกคนจะต้องยึดมั่นการทำงานในอนาคต ไม่ใช่คิดเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลวันนี้พรุ่งนี้ ต้องคิดถึงอนาคตว่าจะเดินอย่างไรให้เข้มแข็งและมีเสถียรภาพ ทั้งนี้หากทุกคนคิดถึงประโยชน์ของประเทศและการบริการแผ่นดินในระยะยาวเชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

"อุตตม" เผยรวมเสียงตั้งรัฐบาลยังไม่ยุติ

การเมือง  :  3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
พลังประชารัฐ,พปชร

"อุตตม" เผยรวมเสียงตั้งรบ.ยังไม่ยุติ อยู่ระหว่างประสาน ปัดไม่ได้ยินข่าว "ปชป.-ภท." เคือง อ้อมแอ้มกอด "กระทรวงศก." ไว้หมด ลั่นดีลไม่ลงตัว ไม่เกี่ยวต่อรองตำแหน่ง

               วันที่ 9 พ.ค.62 เวลา 13.00 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่า พปชร.รวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ ยังไม่มีอะไรเป็นข้อยุติ ในการดำเนินการของพรรคนั้น กรรมการบริหารพรรค มีมติให้ตนและนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค เป็นผู้ประสานงาน เจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล และจนถึงขณะนี้ ก็กำลังอยู่ในระหว่างการประสานงานกับพรรคอื่นๆอยู่ สุดท้ายผลเป็นอย่างไร ก็จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

               เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกระทรวงเศรษฐกิจ ว่าพรรค พปชร.ควรปล่อยให้พรรคร่วมอื่นๆบ้าง นายอุตตม กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ไปถึงขั้นนั้นจนมีข้อยุติ ว่าใครจะได้กระทรวงใด ทุกอย่างยังอยู่ในขั้นของการหารือ เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิ่งรับรอง ส.ส.จึงยืนยันว่ายังไม่มีเรื่องนี้

               เมื่อถามถึงกระแสข่าวความไม่พอใจของพรรค ปชป.ที่พรรค พปชร.เอากระทรวงเศรษฐกิจไปทั้งหมด จึงมีแผนจะแยกตัวจัดตั้งรัฐบาลแข่ง โดยร่วมกับพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา นายอุตตม กล่าวว่า ยังไม่ได้ยินข่าวนี้ แต่การดำเนินการของเราก็ยังคงเดินหน้าต่อไป ตอนนี้ยังไม่เห็นเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น

               เมื่อถามว่า พรรคพปชร. จะเก็บกระทรวงเศรษฐกิจไว้ทั้งหมดใช่หรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พรรคจะต้องหารือกันในพรรค รวมถึงพรรคร่วม การแบ่งงานถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ และยอมรับว่าเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่ เพราะพรรค พปชร.ได้แถลงนโยบายในด้านนี้ต่อประชาชนแล้ว ดังนั้น พรรคพปชร.จึงให้ความสำคัญในเรื่องเศรษฐกิจมาก โดยต้องขับเคลื่อนให้ได้ ส่วนใครจะได้เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงใดนั้น เรายังไม่ได้หารือกันถึงตรงนั้น

 

11 พรรคเล็ก ยันร่วมรัฐบาล "พปชร."

การเมือง  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
11 พรรคเล็ก,พปชร,พรรคพลังประชารัฐ

11 พรรคเล็ก ยันร่วมรัฐบาล กับ "พปชร." หนุน "บิ๊กตู่" เป็นนายกฯอีกสมัย "สุรทิน" ซัดพรรคที่จ่อฟ้องคดี "กกต." แจก ส.ส.พรรคเล็ก ใจแคบ ยันไม่มีทางไปร่วมงานด้วย

              วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองขนาดเล็ก ที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองให้เป็น ส.ส. ต่อการตัดสินใจทางการเมืองและการร่วมงานกับพรรครัฐบาล ว่า พรรคการเมืองขนาดเล็ก 11 พรรค ยืนยันจะร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐแน่นอน

              โดยนายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ กล่าวยืนยันหลังรายงานเป็น ส.ส. ต่อการเข้าร่วมกับพรรคการเมืองที่ได้จัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้มติของพรรคประชาธิปไตยใหม่จะไม่รวมเสียงกับพรรคการเมืองขนาดเล็ก อีก 12 พรรคที่ได้ส.ส. พรรคละ 1 ที่นั่ง ตามที่นายมงคงกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้ ส่วนพรรคการเมืองที่เตรียมไปยื่นร้องเอาผิดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีคำนวนณ ส.ส.​ให้พรรคการเมืองขนาดเล็กนั้น ตนมองว่าเป็นคนที่ไม่มีน้ำใจและตนจะไม่ไปร่วมงานด้วยแน่นอน

              ขณะที่นายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย กล่าวยืนยันว่าแกนนำพรรคเล็กจำนวน 10 พรรค ได้แก่ พรรคไทยรักธรรม, พรรคพลังธรรมใหม่, พรรคพลเมืองไทย, พรรคประชาธรรมไทย, พรรคประชานิยม, พรรคครูไทยเพื่อประชาชน, พรรคพลังไทยรักไทย, พรรคไทยศรีวิไลย์, พรรคประชาภิวัฒน์ และพรรคพลังชาติไทย เห็นร่วมกันว่าจะไปร่วมงานพรรคพลังประชารัฐ เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฐานะแคนนิเดตนายกฯของพรรคพลังประชารัฐ ให้เป็นนายกฯ โดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี

              นายพิเชษฐ ยังกล่าวถึงกรณีที่ลูกพรรคประชาธรรมไทยยื่นร้องให้ยุบพรรค เพราะตนขาดคุณสมบัติ ว่า ไม่มีปัญหา เพราะกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงโทษเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปีเพราะแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จนั้น ตนพ้นโทษดังกล่าวแล้ว อีกทั้งก่อนการสมัครรับเลือกตั้ง กกต. ตรวจสอบคุณสมบัติผ่านแล้ว

              ส่วนทิศทางของพรรคเพื่อชาตินั้น นายอารี ไกรนรา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ กล่าวภายหลังรายงานตัวถึงจุดยืนาทงการเมืองของพรรคเพื่อไทย โดยยืนยันว่าจะอยู่ข้างประชาธิปไตย ซึ่ง ส.ส.ทั้ง 5 คนมีความเห็นร่วมกันและเป็นไปในทิศทางเดียว ขณะที่มีกระแสข่าวว่าส.ส.พรรคเพื่อชาติบางคนจะไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐนั้น ตนไม่สนใจและยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ

              "จุดยืนในวันนี้ยังไม่ไปไหน หากจะมีการเปลี่ยนแปลงต้องพูดกันระหว่างแกนนำพรรคและส.ส.ของพรรคอีกครั้ง" นายอารี กล่าว

               เมื่อถามว่า หัวหน้าและเลขาฯพรรคจะต้องออกไปพูดคุยกับพรรคร่วมด้วยตัวเองเลยหรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า ปัจจุบันนี้สามารถทำได้หลายวิธี สามารถโทรคุยกันก็ได้ เพราะพวกเรารู้จักกันทั้งหมด ดังนั้น การติดต่อพูดคุยจึงไม่ใช่เรื่องยาก และก็ได้ติดต่อพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่วันนี้อาจต้องมาพูดคุยกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ว่าใครบ้างที่สนใจจะมาร่วมงานกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลกับพรรค พปชร.

               เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเข้ามาร่วมพิจารณาจัดตั้งรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า ตอนนี้เป็นเรื่องของพรรค แต่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นบุคคลที่พรรคเสนอให้เป็นนายกฯ เมื่อถึงเวลาที่สมควร ก็จะว่ากันอีกที

               เมื่อถามว่า ตอนนี้ประเมินว่า พปชร.รวมกับพรรคร่วมแล้ว จะได้ส.ส.เท่าใด นายอุตตม กล่าวว่า ต้องรอให้ได้ข้อยุติก่อน ตนไม่อยากพูดถึงตัวเลขในตอนนี้ แต่เรามั่นใจเช่นเดิมว่าพรรค พปชร.จะสามารถพูดคุย หารือ เจรจากับพรรคอื่นๆ เพื่อตั้งรัฐบาลได้ เพราะต้องรอให้การเจรจายุติก่อน เรายังคาดการณ์ตัวเลขไม่ได้ เพราะหากไปพูดว่าได้เกิน 250 เสียงแล้ว ก็จะไม่ดีต่อพรรคที่อยากเข้ามา อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เริ่มมีการพูดคุยกันหลายพรรค แต่ยังไม่ขอเอ่ยชื่อ เพราะเป็นการพูดคุยที่ยังไม่มีข้อยุติ

               เมื่อถามว่าคาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้จะแล้วเสร็จเมื่อใด นายอุตตมกล่าวว่า ถ้าเป็นไปตามโรดแม็พ หวังว่าคงไม่นาน เราก็หวังอยากเห็นประเทศเดินหน้าได้ เห็นรัฐบาลใหม่เข้ามา จึงอยากขอเวลาอีกซักระยะหนึ่งเพื่อเจรจา ส่วนจะแล้วเสร็จภายในเดือนนี้หรือไม่นั้น ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ แต่อยากให้จบภายในเดือนนี้ ตามที่ทุกคนคาดหวัง

               เมื่อถามว่าจะต้องรอมติพรรค ปชป.ที่จะเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ในวันที่ 15 พ.ค.นี้ หรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า ยังไม่แน่ใจว่ามติของพรรค ปชป.จะเป็นอย่างไร จึงต้องรอฟัง

               เมื่อถามว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่พรรควางตัวไว้คือนายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา ใช่หรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า เป็นส่วนหนึ่งของการหาหรือภายในพรรค แต่ยังไม่มีข้อยุติว่าจะเป็นใคร ซึ่งมีหลายคนที่ดูไว้ โดยเฉพาะนายสุชาติ ถือว่ามีศักยภาพ แต่ก็ต้องหารือกันภายในพรรค ให้เกิดความชัดเจนอีกครั้ง

               เมื่อถามว่า ตอนนี้มีกี่พรรคที่ตอบรับร่วมรัฐบาลแล้ว นายอุตตม กล่าวว่ากำลังหารืออยู่ อย่าพึ่งไปพูดว่ามีกี่พรรค เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่เราทำงานทุกวัน เมื่อใกล้เวลา ก็จะมีความชัดเจนเอง และจะแจ้งสื่อให้ทราบ ซึ่งตอนนี้เชื่อว่าทุกพรรคก็รอจังหวะอยู่ เพราะ กกต.เพิ่งรับรอง ส.ส. จึงยังไม่มีใครออกมาพูดถึงเรื่องโควต้า แต่หลังจากนี้ ก็จะเริ่มมาคุยกัน ถึงตอนนั้นความชัดเจนก็จะเกิดขึ้น

               เมื่อถามว่า ที่ยังไม่ชัดเจนเพราะยังติดขัดเรื่องการต่อรองตำแหน่งกันหรือไม่นายอุตตม กล่าวว่า ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะไม่มีการติดขัดเกี่ยวกับการต่อรองตำแหน่ง เชื่อว่าพรรคที่มาคุยกัน ต่างต้องการให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ จึงเชื่อว่าเราจะสามารถสร้างความเข้าใจร่วมกันว่าการหาหรือเจรจา

               ด้าน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า วันที่ 14-15 พ.ค.พรรคจัดให้มีการสัมมนาส.ส.พรรคทั้งหมด ที่โรงแรมเดอะซายน์ พัทยา จ.ชลบุรี ทั้งส.ส.แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ เป็นการอบรมเป็นการภายใน เชิญวิทยากร บุคคลต่างๆมาให้ความรู้การเป็นส.ส.ต้องเดินไปอย่างไร ทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง

ปชป. ฮึ่ม จัดชุดใหญ่เอาผิด กกต.

การเมือง ข่าวการเมือง  :  1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
การเมือง,ราเมศ รัตนะเชวง,สมชัย ศรีสุทธิยากร,กกต,ศร,พรรคประชาธิปัตย์,ปชป,สส,ปปช

ปชป. ซัด กกต. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ แจก ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเล็กคะแนนไม่ถึง 7 หมื่น ขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ - ก.ม. เลือก ส.ส.

               9 พ.ค. 62 ที่ พรรคประชาธิปัตย์  นายราเมศ รัตนะเชวง รักษาการกรรมการบริหารพรรค และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้สมัคร ส.ส. สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์ และอดีต กกต. ได้แถลงข่าวโต้แย้งผลการคำนวณสัดส่วน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของ กกต.

               นายราเมศ ระบุว่า การคำนวณจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ของ กกต. ที่ใช้สูตรให้พรรคการเมืองที่ไม่มีสิทธิ์จะได้รับการจัดสรรปันส่วนให้ได้รับจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ทั้งที่ไม่มีจำนวน ส.ส. ที่จะพึงมีได้ตามกฎหมายนั้น พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขอเรียนว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (ศร.) พรรคน้อมรับ ซึ่งข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยเป็นประเด็นสาระสำคัญคือ มาตรา 128 ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พ.ศ. 2561 ไม่ขัดกับบทญัตติรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 91 เพียงเท่านั้น โดยการแถลงวันนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการท้วงติง กกต. เพื่อให้รับทราบประเด็นปัญหา ตามหลักการความถูกต้อง กกต. ที่ว่าจะต้องสุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม เพราะการประกาศผลคำนวณคะแนนจัดสรรจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ขัดแย้งกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 91 และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.ฯ มาตรา 128 และไม่ถูกต้องด้วยหลักการ

               การกระทำที่ขัดแย้งกับหลักการในกฎหมายชัดเจน คือ การขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 91 โดยเจตนารมณ์กฎหมายข้อดังกล่าวการได้มาของจำนวน ส.ส. ในสภานั้น ต้องสะท้อนคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชน โดยจำนวนเสียงของประชาชนจะกำหนดจำนวน ส.ส. ที่แต่ละพรรคการเมืองพึงจะมี มาตรา 91 ระบุชัดว่า พรรคการเมืองจะมี ส.ส. มากกว่าที่จะพึงมีนั้นไม่ได้ โดยพรรคการเมืองที่จะมี ส.ส. ได้มากกว่าจำนวนจะพึงมี กฎหมายยอมในเรื่องเดียวคือพรรคการเมืองนั้นได้รับการเลือกตั้ง ส.ส. ระบบเขต มากกว่าจำนวน ส.ส. พึงมีที่พรรคนั้นจะได้ ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็คือพรรคเพื่อไทย แต่ถ้าพรรคการเมืองใดไม่มีจำนวน ส.ส. ที่พึงจะมีแล้วพรรคนั้นไม่มีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญฯ ที่จะได้รับการจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ถ้าพรรคใดได้ ส.ส. เขต จำนวนต่ำกว่าจำนวน ส.ส. พึงมี จึงจะได้รับการจัดสรรสัดส่วน ส.ส. บัญชีรายชื่อ นี้ไปให้ครบเต็มตามจำนวนที่พึงจะมีนั้น แต่จะไปจัดจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ให้พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงมาไม่ถึง 71,168.5141 คะแนน ไม่ได้ ซึ่งตัวเลขคะแนนนั้น กกต. คำนวณไว้สำหรับการจัดสรรจำนวน ส.ส. 1 คน ให้พรรคการเมือง ดังนั้น ถ้าคะแนนได้เท่าจำนวนนั้นพรรคจึงมีสิทธิ์ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 คน

               ขณะที่รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 91 ระบุให้นำจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ทั้งหมดมาจัดสรรให้พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตต่ำกว่าจำนวน ส.ส. ที่พึงจะมี สมมติว่าพรรคหนึ่งมีสัดส่วน ส.ส. พึงมีได้ 5 คน แล้วเลือกตั้งได้ ส.ส. เขต มาแค่ 3 คน พรรคนั้นยังมีสิทธิ์ได้รับการจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อ อีกแค่ 2 คน เท่านั้น ซึ่งมาตรา 91 (4) ยังระบุต่อไปด้วยว่า ...แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมี ส.ส. เกินจำนวนที่จะพึงมี... โดยเป็นสาระสำคัญหลักที่รัฐธรรมนูญฯ ร่างมาเพื่อสะท้อนคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชน และมาตรานี้จะทำให้ กกต. มีปัญหาได้ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ชอบ - ไม่ชอบต่อการคำนวณจำนวน ส.ส. ซึ่งหากพรรคใดไม่มีสัดส่วนคะแนนถึงจำนวนที่จะให้มี ส.ส. พึงมีได้แล้วจัดสรรเช่นนั้นก็อาจจะปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ

               นอกจากนี้ ในส่วนที่ กกต. บอกว่าดำเนินการ มาตรา 128 พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.ฯ โดย มาตรา 128 (5) ระบุหลักเกณฑ์ชัดไว้เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 91 ว่า ให้นำจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ทั้งหมดมาจัดสรรให้พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตต่ำกว่าจำนวน ส.ส. ที่พึงจะมี และปิดท้ายเหมือนกันว่า แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมี ส.ส. เกินจำนวนที่จะพึงมี โดยที่ กกต. อ้างว่าใช้ มาตรา 128 (6) ในการคำนวณเพื่อจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ให้กับพรรคเล็ก กกต. ดูกฎหมายไม่ครบ เพราะกฎหมายข้อนั้นระบุว่า ในการจัดตาม (5) ถ้าปรากฏว่ายังจัดสรรจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ไม่ครบ 150 คน ให้พรรคการเมืองที่มีเศษจากการคำนวณมากที่สุด ได้รับการจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อ เพิ่มอีก 1 คน ตามลำดับจนครบจำนวน 150 คน ความหมายคือ เฉพาะพรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส. ที่พึงมี ดังนั้น พรรคใดที่คะแนนเสียงไม่ถึง 71,168 คะแนน กกต. ไม่มีสิทธิ์นำไปตั้งต้นในการจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ให้โดยเอกสารการชี้แจงของ กกต. ในหน้าที่ 12 ขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ และขัดต่อ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.ฯ ซึ่งพรรคการเมืองที่มีคะแนนเสียงถึงตามเกณฑ์ 71,168 คะแนน มีเพียง 16 พรรค เท่านั้น พรรคลำดับที่ 17 - 27 ไม่มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรรด้วย เช่น พรรคไทรักธรรม ได้คะแนนเสียง 33,754 คะแนน ซึ่งคะแนนนั้นตามเกณฑ์ 1 คน ก็ยังไม่ได้แล้ว กกต. ไปจัดสรรให้กับพรรคการเมืองลำดับที่ 17 - 27 นี้ ขัดต่อกฎหมายชัดเจนมาก

               "ที่ กกต. บอกว่าหลักเกณฑ์นี้คิดมาดีแล้ว เป็นหลักเกณฑ์หลักการที่บอกว่าทำให้คะแนนไม่ตกน้ำ ท่านทราบหรือไม่ จากการคิดคำนวณของ กกต. ในครั้งนี้ คะแนนไม่ได้ตกน้ำแต่ตกทะเลไปเป็นล้าน นี่คือสิ่งที่ กกต. ต้องยอมรับว่าข้ออ้างและเหตุผลรับฟังไม่ได้โดยสิ้นเชิง คะแนนที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องเสียไปจากการคำนวณครั้งนี้กว่า 200,000 คะแนน และมีพรรคการเมืองอื่นอีกที่เสียคะแนนไปหลายแสนคะแนน รวมกันแล้วเป็นหลักล้าน ผมไม่ทราบว่าการคำนวณสัดส่วนแบบนี้ประโยชน์จะเกิดขึ้นกับใคร ประโยชน์จะเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองใด แต่ที่แน่นอนประชาชนที่ลงคะแนนเสียงให้กับพรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส. ที่พึงมี เขาจะเสียคะแนนของเขาไปทันที ผิดไปจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง" นายราเมศ ระบุ

               นายราเมศ กล่าวว่า กกต. ถือได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อมีการปฏิบัติหน้าที่ ที่ไม่ชอบ บุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่นั้นก็มีกฎหมายคุ้มครองอยู่ โดยในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้นหากใช้สูตรคำนวณปกติพรรคจะได้ตัวเลขที่ 21 - 22 คน ดังนั้น ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ของพรรคที่อยู่ในลำดับที่ 20 - 21 ที่น่าจะได้รับผลกระทบจากการคำนวณนี้ คือผู้เสียหายโดยตรงที่จะใช้สิทธิ์เรียกร้องเรื่องนี้ได้ ดังนั้น จากผลกระทบนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะใช้กระบวนการต่างๆ ทั้งตามรัฐธรรมนูญฯ และกฎหมายเรียกร้องความเป็นธรรมให้ถึงที่สุด

               ยืนยันว่า การออกมาท้วงติงคัดค้านครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากความเห็นแก่ตัว เห็นประโยชน์ของตนเอง แต่ออกมาท้วงติงเพื่อให้การดำเนินการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เป็นไปตามกระบวนการครรลองหลักกฎหมาย หลักรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง

               เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะยื่นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ และยื่น กกต. เรียกร้องสิทธิ์ใช่หรือไม่ และจะดำเนินการเมื่อใด นายราเมศ กล่าวว่า ก็มีหลายช่องทาง ซึ่งบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับผลกระทบต่อสิทธิ์นั้นสามารถยื่นได้ด้วยช่องทาง 1. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการใช้กฎหมายริดลอนสิทธิเสรีภาพหรือไม่ 2. กระบวนการต่างๆ ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีหน้าที่สำคัญเช่นกันที่จะส่งผ่านกระบวนการไม่เป็นธรรมครั้งนี้ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาเรื่องวิธีการคำนวณ เป็นประเด็นเพียงว่า พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.ฯ มาตรา 128 ไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 91 ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาดังกล่าวไม่ได้มารองรับการกระทำของ กกต. นั้นที่จะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ผลจากการปฏิบัติหน้าที่มิชอบของ กกต. ครั้งนี้ กกต. ต้องรับผิดชอบ ส่วนเราจะดำเนินการตามช่องทางต่างๆ เมื่อใดจะแถลงให้ทราบอีกครั้ง ซึ่งก็อาจจะต้องรอหลังการประชุมเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่

               เมื่อถามย้ำว่า การยื่นเรียกร้องสิทธิ์และดำเนินการเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ครั้งนี้ จะทำในนามของพรรคประชาธิปัตย์ หรือในส่วนของผู้สมัคร ส.ส. ที่ได้รับผลกระทบ นายราเมศ กล่าวว่า ทำทั้ง 2 ทาง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งจะต้องปรึกษาหารือกันเพื่อหาช่องทางเรียกร้องความเป็นธรรมทั้งระบบ โดย กกต. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากปฏิบัติหน้าที่มิชอบด้วยกฎหมาย แน่นอนช่องทางจะมีตามมาอีกมากมาย

               นายสมชัย ได้กล่าวประเมินการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ในการใช้สูตรคำนวณจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ครั้งนี้ว่า ในการตรวจการบ้าน กกต. ครั้งนี้ ซึ่งดูจากเอกสารชี้แจงของ กกต. 14 หน้า ที่แถลงข่าวนั้น ตนให้คะแนน 50% จากเอกสารชี้แจงมีความถูกต้องในหลักการเพียง 7 หน้า แต่การบ้านข้อนี้มีคนช่วยทำเยอะมาก ช่วยติว ช่วยไกด์ มีคนแนะนำ แต่ท่านยังทำผิดอีก ดังนั้น คะแนนสมควรให้ต่ำกว่า 50% ซึ่งวิธีการจัดสรรของ กกต. มีผู้ได้รับผลกระทบ โดยการคำนวณควรมี 16 พรรค เท่านั้นที่จะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ และมีเพียง 14 พรรค ที่จะได้รับการจัดสรร ส่วนที่หายไป 2 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย เพราะได้จำนวน ส.ส. เขตเกินกว่า ส.ส. ที่พึงจะมี กับพรรคประชาชาติ ที่ ส.ส. พึงจะมีนั้นเขาจะได้ 6.7 โดยได้ ส.ส. เขตไปแล้ว 6 คน ดังนั้น เศษที่เหลือจึงไม่ถึง 1 คน ทำให้ 2 พรรคนี้ ก็จะไม่มีโอกาสได้รับการจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อ อีก โดย 14 พรรคที่จะได้รับสิทธิ์จัดสรรนั้น คือการจัดสรรจากจำนวนเต็มให้ก่อนแล้วก็จะเริ่มดูจากเศษส่วนที่เรียงจากเศษส่วนมากที่สุด ไปหาเศษส่วนน้อยที่สุด ซึ่งมี 7 พรรค ที่ได้รับกระทบสิทธิ์จากการมีส่วนได้ - เสียจากการคำนวณของ กกต. ที่อาจจะแย้งกับรัฐธรรมนูญฯ ทั้งพรรคพลังประชารัฐ , พรรคอนาคตใหม่ , พรรคประชาธิปัตย์ , พรรคภูมิใจไทย , พรรคเสรีรวมไทย , พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรครวมพลังประชาชาติไทย

 ......................................................

9 พฤษภาคม 2562


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน