*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5378
  • จำนวนผู้ชม : 3294357
  • จำนวนผู้โหวต : 1712
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1712 คน
<< พฤษภาคม 2019 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 182 , 10:18:50 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         'หญิงหน่อย' ก็แสบมิใช่เล่น พอชวนพรรคอื่นมาร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคของตัวไม่สำเร็จ ก็เลยด่าส่งหาว่า 'ตระบัดสัตย์'

เลยทีเดียว แต่ 'หญิงหน่อย' ไม่ใช่ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อไม่ใช่หรือครับ เพราะฉะนั้น เราคงไม่ได้เห็นบทบาทของ

เธอในสภาตลอดวาระสภานี้

          ในโปสเตอร์ของ'หญิงหน่อย' มีรูปของผู้ชายสองคนกำลังจูบกัน แล้วถ้าหากมีพรรคมาร่วมกับพรรคของ 'หญิงหน่อย' แล้ว

ล่ะก็ รูปผู้ชายจูบกันคงต้องเปลี่ยนเป็น ... แทนนะครับ

         ผลโพลของสำนักนิด้า ชี้ว่าเสียงส่วนใหญ่บอกว่าคสช.น่าจะไปตั้งนานแล้ว กลุ่มนี้คงเป็นกลุ่มที่อยากได้ฝ่าย 'เพื่อไทย'

แต่ที่จริงแล้วปชช.ก็เป็นห่วงว่ากลุ่มที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะไม่ใช่ของจริงเสียมากกว่า

ชมสด!!! เลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฏรคนที่1และคนที่ 2

ชมสด!!! เลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฏรคนที่1และคนที่ 2

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 09.12 น.

ชมสด!!! เลือกรองประธานรัฐสภา

26 พ.ค.62 ติดตามชมถ่ายทอดสดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 (สมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 1) เพื่อเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 และรองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่ 2 ณ ห้องประชุมทีโอที



 
แบ่งเค้กก้อนใหญ่! พปชร.จัดให้'เสี่ยหนู”สมใจ 6 เก้าอี้-ปชป.ยังคุยไม่จบ

แบ่งเค้กก้อนใหญ่! พปชร.จัดให้'เสี่ยหนู”สมใจ 6 เก้าอี้-ปชป.ยังคุยไม่จบ

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 07.00 น.

26 พ.ค.62 มีรายงานว่า การประชุมสภาฯเพื่อเลือกประธานสภาฯเมื่อวานนี้(25 พ.ค.)เป็นการต่อรองทางการเมืองระหว่างพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีที่ยังไม่ลงตัว  โดยเบื้องต้นพรรคประชาธิปัตย์ ยังอยู่ที่ 6 ตำแหน่งคือรองนายกรัฐมนตรี รมว.พาณิชย์ รมว.เกษตรฯ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รมช.ศึกษาธิการ และรมช.มหาดไทย

ขณะที่แหล่งข่าวจากพรรคพปชร.ยอมรับว่า มีความพยายามต่อรองตำแหน่งรมว.มหาดไทยจากพรรคปชป.ด้วย โดยต้องการสลับกับกระทรวงอื่น

ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ค่อนข้างลงตัวจะได้ 6 ตำแหน่งเท่ากัน คือ รองนายกฯ รมว.คมนาคม รมว.สาธารณสุข รมว.ท่องเที่ยวและกีฬารมช.เกษตรและสหกรณ์ และรมช.มหาดไทย ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา เบื้องต้นยังได้อยู่ 2 ตำแหน่งคือรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและรมช.เกษตรและสหกรณ์

สำหรับกระทรวงที่เหลืออยู่ประมาณ 15 ตำแหน่งจะเกลี่ยให้กับโควต้าของพรรคพปชร.และพรรคขนาดเล็ก เช่น พรรครวมพลังประชาชาติไทย อาทิ รมว.มหาดไทย รมว.คลัง รมว.กลาโหม รมว.แรงงาน รมว.วัฒนธรรม รมว.อุตสาหกรรม รมว.ต่างประเทศ รมว.ยุติธรรม รมว.พลังงาน รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ส่วน 11 พรรคเล็กอาจจัดสรรในส่วนของประธานคณะกรรมาธิการชุดสำคัญต่างๆ

สกู๊ปแนวหน้า : เข้าใจ‘วัยรุ่น-คนยุคใหม่’  แก้ปมการเมือง‘2วัยขัดแย้ง’

สกู๊ปแนวหน้า : เข้าใจ‘วัยรุ่น-คนยุคใหม่’ แก้ปมการเมือง‘2วัยขัดแย้ง’

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ผลการเลือกตั้งมันต่างจากที่โพลล์หรือนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็น ผลเลือกตั้งสะท้อนคน 3 กลุ่ม 1.กลุ่มผู้จงรักภักดีต่อพรรคเพื่อไทยหรือคุณทักษิณ (ชินวัตร) 2.กลุ่มคนมีอายุพรรคพลังประชารัฐเรียกว่าอนาคตเก่า 3.กลุ่มคนหนุ่มสาวพรรคอนาคตใหม่ แต่ในอนาคต 2 กลุ่มหลังนี้คือคนสำคัญมากของประเทศไทย และนับวันในอนาคตกลุ่มไหนมากขึ้น?..คนแก่! ไม่ใช่คนหนุ่ม

ความต้องการและโลกทัศน์ของคน 2 กลุ่มหลังนี้ต่างกันมาก คนสูงอายุมีแนวคิดอนุรักษ์นิยมทางการเมือง พรรคพลังประชารัฐถึงคะแนนมาเยอะมาก และในอนาคตคนกลุ่มนี้จะมีมากขึ้น เกิดความแตกต่างด้านความคิดระหว่างคนหนุ่มกับคนแก่ ในบ้านก็แตกต่างกันแล้ว ฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่”

ตอนหนึ่งจากคำกล่าวของ นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในงานเสวนา “เดินหน้าเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้ง” เมื่อต้นเดือนเม.ย. 2562 พูดถึง “ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)” เมื่อ 24 มี.ค. 2562 ซึ่ง 2 พรรคการเมืองเกิดใหม่อย่าง “พลังประชารัฐ-อนาคตใหม่” ได้รับคะแนนเสียงจำนวนมาก พร้อมๆ กับการเกิด “วิวาทะทางความคิด” ระหว่างผู้สูงวัยกับคนรุ่นใหม่

กลางเดือนพ.ค. 2562 ที่อาคารสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีการจัดเสวนา “WHY WE POST : เข้าใจโลกใหม่ของวัยรุ่นยุควุ่นเน็ต” โดย สสส. ร่วมกับสำนักพิมพ์บุ๊คสเคป (Book Scape) เกรียงไกร วชิรธรรมพร ผู้เขียนบทละครซีรี่ส์ “ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น” กล่าวถึงประเด็น “คนต่างวัยกับมุมมองชีวิตที่แตกต่างกัน” ยกตัวอย่างง่ายๆก็เช่น “การฟังเพลง” คนรุ่นเก่า รุ่นกลางและรุ่นใหม่ โตมากับนักร้องและเพลงที่ไม่เหมือนกัน

ดังนั้นสิ่งที่จะพบเห็นคือเมื่อคนรุ่นสูงอายุมาฟังเพลงของคนรุ่นกลาง หรือคนรุ่นกลางไปฟังเพลงของคนรุ่นใหม่ก็อาจรู้สึกว่าไม่ไพเราะเอาเสียเลย หรือ “ความฝันในอนาคต” หากย้อนไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนตอนที่ไปศึกษาชีวิตวัยรุ่นเพื่อนำมาเขียนบทซีรี่ส์ฮอร์โมน วัยรุ่นยุคนั้นบอกว่าอยากเป็นศิลปินดารานักร้อง แต่เมื่อไม่นานนี้ที่ไปถามวัยรุ่นยุคปัจจุบัน พบว่าความฝันของวัยรุ่นยุคนี้คือการเป็น “ยูทูบเบอร์ (Youtuber)” อันหมายถึงการทำอะไรก็ได้ อาทิ รีวิวสินค้า เล่นวีดีโอเกมโชว์ผ่านเว็บไซต์ยูทูบ (Youtube) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้ใหญ่อาจจะไม่เข้าใจ

“ประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่เรามีก็ไม่เหมือนกัน ผู้ใหญ่อาจจะโตมาในยุคที่คนนี้มันโกงอย่างนั้นอย่างนี้ เด็กไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นมันเป็นอย่างไร แต่เด็กก็จะรู้สึกว่ามันผ่านมานานแล้วนะ เรากำลังจะพูดถึงการแก้ไขด้วยวิธีการนี้นะ ทำไมพ่อแม่ไม่ฟัง? พ่อแม่เอาแต่คิดว่านี่มันพวกของคนนี้เดี๋ยวก็จะอย่างนี้ พอประสบการณ์ทางการเมืองไม่เหมือนกัน การคุยกันบนโต๊ะกินข้าวที่บ้านคือหายนะ ไม่ว่าจะเป็นเรากับพ่อเรา หรือลูกเรากับเรา มันจะไม่ตรงกันเลยแล้วมันยากที่จะจูนกันได้ คนที่จูนกันได้คือคนที่ฟังกันเท่านั้น” เกรียงไกร กล่าว

ขณะที่ อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร “บล็อกนัน (Blognone)” สำนักข่าวที่เน้นนำเสนอด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) กล่าวถึงเว็บไซต์สังคมออนไลน์อย่าง “เฟซบุ๊ค (Facebook)” ที่พบว่า “วัยรุ่นใช้งานน้อยลง” โดยหันไปใช้สื่อออนไลน์อื่นๆ แทน เช่น “ทวิตเตอร์ (Twitter)” ส่วนหนึ่งเพราะ “พ่อแม่หันมาใช้เฟซบุ๊คมากขึ้น..แต่วัยรุ่นต้องการพื้นที่ที่ไม่มีพ่อแม่ตามมาถึง” นอกจากนี้ในยุคหลังๆ “ผู้คนหันมาคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวมากขึ้น” เห็นได้จาก “การคุยในแอพพลิเคชั่นไลน์ (Line)” ที่เป็นกลุ่มปิดแทนการโพสต์บนหน้าเฟซบุ๊ค เป็นต้น

อีกทั้ง “วัยรุ่นมีการเรียนรู้และปรับตัวในการใช้สื่อออนไลน์” เช่น ในอดีตอาจมีข่าววัยรุ่นหญิงถูกล่อลวงทางอินเตอร์เนตอยู่บ่อยครั้งแต่ระยะหลังๆ พบข่าวทำนองนี้ลดน้อยลงไป ส่วนหนึ่งพบว่า “คู่สนทนามีการพิจารณารายละเอียดกันมากขึ้น” อาทิ ดูประวัติที่แสดงบนสื่อออนไลน์ว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใดก่อนเลือกว่าจะคุยกันต่อหรือไม่ หรือการ “ไม่ออกตัวแรงเวลามีดราม่า” เวลามีข่าวบันเทิง ดาราคนแรกออกมาให้ข่าวก่อนแล้วฝ่ายคู่กรณีออกมาตอบโต้ เพราะไม่มีใครอยาก “เงิบ” เมื่อพบในภายหลังว่าข้อเท็จจริงเป็นคนละเรื่องกับที่ออกตัวไปแล้ว

พรรณราย โอสถาภิรัตน์ อาจารย์สาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ยกตัวอย่างไม่นานนี้กรณี “นักศึกษา มธ.รังสิต ไม่พอใจที่ชุมชนใกล้หอพักเปิดเพลงเสียงดัง” หากดูความเห็นในเฟซบุ๊คกับทวิตเตอร์จะพบข้อแตกต่าง “นักศึกษาเล่าให้ฟังว่ารู้สึกอบอุ่นเป็นพวกเดียวกันเมื่อดูความเห็นในทวิตเตอร์ แต่ในเฟซบุ๊คเขาจะเห็นความเห็นที่หลากหลายกว่า” เพราะนักศึกษามีแนวโน้มไปใช้ทวิตเตอร์กันมาก จึงมีความเห็นไปในทางเดียวกัน ถึงกระนั้นวัยรุ่นก็เลือกใช้และดูสื่อออนไลน์อย่างหลากหลาย

“ในแง่นี้ก็น่าสนใจว่าพอผู้ใหญ่มาพ่อแม่มาเขาเลิกใช้เฟซบุ๊คไปเลยหรือเปล่า? ก็ไม่ได้เลิก เขาก็เห็นทุกด้าน เห็นหลายๆ ด้าน อย่างเฟซบุ๊คที่นักศึกษายังเลิกเล่น
ไม่ได้เพราะพ่อแม่ก็คงอยากให้ใช้ เวลาเลือกใช้ภาพเขาก็รู้ว่าจะต้องเลือกโพสต์ภาพแบบไหนเพราะจะมีเพื่อนที่เป็นเพื่อนของพ่อแม่ด้วย หรือในทวิตเตอร์เองวัยรุ่นก็มีหลายบัญชีและมีวิธีการใช้ที่ซับซ้อนมาก เขาจะต้องรู้ว่าจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่ติดตามอย่างไร ใครที่คิดว่าการเล่นสื่อเหล่านี้เป็นเรื่องฉาบฉวย เราพูดได้ว่ามันไม่ใช่ แต่บางทีเราอาจไม่ได้ให้คุณค่าว่ามันเป็นความรู้หรือเปล่า?” อาจารย์พรรณราย ระบุ

มุมมองจากผู้กำกับดูแล นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า เหตุแห่งความขัดแย้งมาจาก “คน 2 วัยถือชุดความจริงคนละชุดกัน” คนรุ่นใหม่อาจหวังว่าจะสู้กันยาวๆ รอให้คนรุ่นเก่าล้มหายตายจากแล้วสังคมจะเปลี่ยนแปลง ส่วนคนรุ่นเก่าเมื่อรู้ว่าเหลือเวลาชีวิตอีกไม่มากจึงต้องรีบเผด็จศึกด้วยการจัดระเบียบโครงสร้างอำนาจต่างๆ เพื่อรักษาสิ่งที่ยึดถือให้ยังดำรงอยู่

“ถ้ารัฐยังยึดแนวคิดซึ่งไม่สอดรับกับความเป็นจริงในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย อย่างไรการเปลี่ยนแปลงก็จะเกิด เพียงแต่จะเกิดอย่างไม่สงบสุขแค่นั้นเอง เพราะเราไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แล้วอย่างที่บอกคือคนรุ่นใหม่เขาก็รอวันที่โลกมันจะเปลี่ยนไป การจะหมุนโลกย้อนกลับมันคงเป็นไปไม่ได้ ถ้าถามผมว่าจะทำอย่างไร ผมเข้าใจว่าผู้มีอำนาจควรเปิดกว้างและศึกษา แล้วหาอนาคตร่วมกัน เราพูดถึงอนาคต 10-20 ปีข้างหน้า ไม่ใช่อนาคตของคนที่ออกยุทธศาสตร์เพราะคงตายไปหมดแล้ว คนที่อยู่เผชิญทุกข์และสุขคือคนรุ่นนี้” นพ.ประวิทย์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

เส้นใต้บรรทัด

เส้นใต้บรรทัด

จิตกร บุษบา
วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 02.00 น.

สภาพและสภา...ที่น่าอนาถใจ!!

ในยุคที่คนมีสื่ออยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ฯลฯ “ความในใจ” ของคนต่อเรื่องต่างๆ พร้อมที่จะพรูพรั่งออกจากปลายนิ้ว เพื่อประกาศให้รู้ว่าตนคิดอะไรหรือรู้สึกอะไรอยู่

ดังเช่นวานนี้ 100% ของสื่อประเภทนี้ ในกลุ่มที่สนใจ “การเมือง” ล้วนบอกถึงความรู้สึก “เบื่อหน่าย-สะอิดสะเอียน” ภาพการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ตนได้เห็น

ใครจะคิดล่ะว่า 5 ปี หลังการเข้าควบคุมอำนาจของ คสช. ตั้งรัฐบาล และยืดเวลาของการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า จนได้เวลาเลือกจริง จนถึงวันเปิดประชุมสภา ปัญหาตามมาให้เห็นและฟ้องภาพ “ความโกลาหล” ให้ประชาชนพร่ำบ่นเสียดายในการปฏิรูป เลือกตั้ง และเช่าห้องประชุมทีโอที เพื่อให้คนพวกนี้มา “ป่วน” กันเล่น

อย่าคิดนะว่า ปัญหาวุ่นวายทางการเมืองจะจบลงแค่นี้ มองไกลจากวันนี้ไปข้างหน้ากันดีกว่า

1) ผมได้วิเคราะห์ไว้ในรายการ “หน้าหนึ่งที่เมืองไทย” ทางช่องฟ้าวันใหม่ 18.30-20.30 น. หลายครั้งว่า การเลือกที่จะ “รับรอง สส. ” ไปก่อน เพื่อให้เปิดสภาได้ของ กกต. จะก่อให้เกิดปัญหาในภายหลัง นี่เกิดปัญหาแล้ว กรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจที่ กกต. ส่งเรื่องให้ศาลชี้ขาดว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่ จากกรณีการถือหุ้น วี-ลัค มีเดีย เปิดช่องให้ธนาธร “มีพื้นที่เล่น” ไล่ประเด็นมาตั้งแต่ ผู้มีอำนาจเลือกใช้ไม้นี้กับผม เห็นชัดว่าเขากำลังจนตรอก หวาดกลัว สิ้นหวัง (ซีนอารมณ์ต้องมี) แล้วเอาเรื่องนี้ไปเทียบกับกรณีของนายดอน ปรมัตถ์วินัย ทันที (ทำไมดอนไม่ผิด ทำไมธนาธรผิด) ยังไม่รวมเรื่องการปล่อยกู้ให้พรรค ที่คนวงนอกนั่งเถียงกันว่า มันเป็น “รายได้” หรือไม่ แล้วจะเอาผิดธนาธร หรือพรรคอนาคตใหม่ ผิดขั้นไหน ขั้นต้อง “ยุบพรรค” เลยหรือเปล่า เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นทั้งคุณและโทษต่อตัวธนาธรทั้งสิ้น ทว่า มีมุมให้ธนาธรกับพวกหยิบขึ้นมา “เล่น” ได้ไม่รู้จบ

2) อย่าลืมว่า ยังมีกรณีการยื่นให้ศาลวินิจฉัยว่าการคำนวณจำนวน สส. ระบบบัญชีรายชื่อ ตามสูตรที่ กกต. คำนวณ จนมีพรรคเล็กๆ ได้ สส. กันไปมากมาย และแห่เข้าหนุนพรรคพลังประชารัฐในบัดดลนั้น ท้ายที่สุด ศาลจะตัดสินอย่างไร ตัดสินว่าถูกแล้ว บางพวกก็จะบอกว่า ศาลไม่ยุติธรรม ตัดสินว่าไม่ถูก ก็กระทบไปถึงเสถียรภาพของการจัดตั้งรัฐบาลไหม ยังไม่รวมอีกว่า การร้องเรียนเรื่องทุจริตการเลือกตั้ง สส. เขตในหลายๆ เขต ยกตัวอย่างเช่น ในเขตของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่ประจวบคีรีขันธ์ ที่ยื่นเรื่องไปอย่างเงียบๆ ไม่อยากให้เป็นข่าว หรือที่พัทลุง ซึ่งนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ไปร้องไว้นานแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้า ยังไม่รู้ว่า สส. เขตจะถูกสอยอีกกี่คน หรือจะถูกเพิกเฉย หรือจะตัดสินให้เป็นคุณแก่พรรคพลังประชารัฐ ที่ กกต. ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดว่า ช่วยพรรคพลังประชารัฐอยู่ใช่ไหม หากมีการสอยกันขึ้น จะมีมากน้อยแค่ไหน และกระทบกับฝ่ายใดไหม เพราะสองฝ่ายเสียงก้ำกึ่งกันเหลือเกิน อาจทำให้สถานการณ์ฝ่ายรัฐบาลพลิกได้ หากต้องเลือกตั้งซ่อมใหม่อีกล่ะ ผลจะออกมาอย่างไร และไปกระทบกับ สส. ระบบบัญชีรายชื่อ ให้ต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ด้วยหรือไม่ นี่คือความยุ่งยาก วุ่นวาย ที่มาจากกติกาที่สร้างปัญหา และจากการทำงานของ กกต. ที่กลายเป็นองค์กร “ต้องสงสัย” ว่าเดินหมากให้มีการตั้งรัฐบาลให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาแก้ปัญหาอื่นเอาทีหลัง

3) ยังมีประเด็น “การถือหุ้น” ในบริษัทที่มีหนังสือบริคณห์สนธิ จดแจ้งเจตนาที่จะผลิตสื่อ ที่มีคนไปยื่นเรื่องร้องเรียนไว้อีก ในท้ายที่สุดเรื่องนี้จะมีบทสรุปอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อจำนวน สส. ในสภาหรือไม่ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจส่งผลถึงความวุ่นวายในวันข้างหน้า

4) ครั้นดูการชิงไหวชิงพริบในการ “จัดตั้งรัฐบาล”ก็จะเห็นเลยว่า พรรคพลังประชารัฐ ทำทุกวิถีทางที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ รวมถึงใช้กระแสสังคมและสื่อในเครือข่าย “ไล่ต้อน” พรรคประชาธิปัตย์ ให้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ เพื่อเป็นปัจจัยให้พรรคภูมิใจไทยได้ข้อสรุปในการร่วมรัฐบาลไปด้วย ซึ่งเล่นบทรอให้ ปชป. ตัดสินใจก่อน

5) ทันทีที่เห็นมติพรรคประชาธิปัตย์ เสนอ นายชวน หลีกภัย ชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็จะเป็นประธานรัฐสภาไปด้วยในตัว ก็เป็นสัญญาณที่ชัดแล้วว่า ประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลพลังประชารัฐแน่ ซึ่งมาพร้อมกับข่าวว่า พลังประชารัฐ และเครือข่าย ยอมยกตำแหน่งนี้ให้แก่ ปชป. เพื่อให้การเจรจาเก้าอี้รัฐมนตรีราบรื่นขึ้น เพราะในพลังประชารัฐเองก็มีโควตาที่ถูกจับจองไว้มากมาย นั่นรวมไปถึงโควตาของหัวหน้า คสช. ที่ว่ากันว่า ขอเก้าอี้ว่างให้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ด้วย ซึ่งเก้าอี้สำหรับ พล.อ.อนุพงษ์นั้นอยู่ในเงื่อนไขการต่อรองของ ปชป. คือ เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ข่าวปล่อยในช่วงค่ำของวันศุกร์ที่ผ่านมาคือ ชวน-ประธาน สุชาติ ตันเจริญ จากพลังประชารัฐ รองคนที่หนึ่ง และครูแก้ว จากภูมิใจไทยคือรองคนที่สอง

6) แนวหน้าออนไลน์ เสนอข่าวในช่วงเช้าวานนี้ว่ารายงานข่าวจากพลังประชารัฐแจ้งว่า ในช่วงค่ำเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม แกนนำพรรคพลังประชารัฐและคีย์แมนจากรัฐบาล นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ทำการหารืออย่างเคร่งเครียด โดยมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ไม่สามารถยอมให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขึ้นเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งได้ เนื่องจากจะเป็นการทำให้ปชป.มีอำนาจต่อรองมากเกินไป ทั้งที่มีสส. แค่ 52 เสียง แต่กลับได้ตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ อีกทั้งรับไม่ได้กับเงื่อนไข เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถ้านายชวน ได้เป็นประธานรัฐสภา จะทำให้มีการผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคพลังประชารัฐและคสช. ไม่สามารถรับได้ และต้องการผลักดันนายสุชาติ ตันเจริญ ให้เป็นประธานสภา ตามเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระแสข่าวดังกล่าวได้เริ่มแพร่สะพัด ในช่วงเช้าที่บริเวณห้องจัดเลี้ยงอาคารทีโอที โดยเริ่มมีการพูดกันในกลุ่มสส. พรรคพลังประชารัฐ ว่าอาจจะไม่มีการเลือกประธานสภาในวันนี้ และก็มีการพูดต่อๆ กันไปในห้องประชุม

จนกระทั่ง เมื่อเปิดประชุมสภา ภายหลังนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ออกจากห้องประชุม นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส. น่าน พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า มีการพูดกันว่า วันนี้จะมีการเลื่อนวาระการประชุมออกไป หวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น จากนั้น นายวีระกร คำประกอบ สส. นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ จึงได้เสนอต่อที่ประชุมให้เลื่อนวาระเลือกประธานสภาออกไป จึงทำให้การประชุมเกิดความวุ่นวาย สส. ต่างแย่งกันอภิปรายกันอย่างดุเดือด เกือบ 1.30 ชั่วโมง

7) ในที่สุด ความพยายามที่จะเลื่อนวาระการเลือกประธานสภาออกไปก็ไม่สำเร็จ เพราะมีบางคนลงมติ “ผิด” (แล้วต่อไปจะไว้วางใจให้คนพวกนี้ลงมติกฎหมายบ้านเมืองได้ไหมเนี่ย) จนนำมาซึ่งการต้องเลือกประธานสภาทันที

8) ดีลที่ลือกันว่าไม่จบ ปิดไม่ลง ก็น่าจะส่อแววว่าลงตัวเร็วขึ้นแล้ว เมื่อเห็นชื่อผู้ชิงตำแหน่งประธานสภา มีแค่ ชวน หลีกภัย จาก ปชป. กับ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จากเพื่อไทย นั่นแปลว่า พลังประชารัฐยอมถอยสุชาติลงมา แต่ปริศนาที่ทิ้งค้างไว้คือ เกมการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีจะเป็นอย่างไรต่อ

9) ในสถานการณ์ยุ่งๆ ในการประชุมสภา ใครเป็นแฟน ปชป. ก็ก่นด่า พปชร. ว่า “ร้ายฉิบหาย” เช่นกันกับฝ่ายตรงข้ามที่ก็มองในมุมเดียวกันแต่เกลียดกว่า (ฮา...) ว่าทำตัวจับจองเล่นบท “คนดี” แต่ดูทุกกระบวนวิธีที่ทำกันมา ตั้งแต่แม่น้ำห้าสายของ คสช. ชงกฎหมายมาให้ คสช. ได้เปรียบคนอื่น แล้วสุดท้ายชงกันเอง ซดกันเอง ป้อนกันเอง ชนิดที่ว่า เซ้งทั้ง สนช. ครม. สปท. มารับตำแหน่ง ส.ว. รอโหวตนายกฯ และปิดทางคนอื่น ไม่ให้มีทางเป็นรัฐบาลได้ ยิ่งเห็นความเรียบร้อยของการเลือกประธานวุฒิสภาแล้ว ยิ่งชัดว่า อยู่ในสภาพ “กองพลน้อยๆ” ในอาณัติทหาร นั่นแปลว่า ความฝันเรื่อง “ขั้วที่สาม” ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินเกมอยู่ และเพื่อไทย-อนาคตใหม่ กวักมือหยอยๆ ปิดประตูไปเสีย และส่วนตัวผมเชื่อว่า อนุทินก็ไม่ได้จริงจังกับหนทางนี้เท่าไหร่นัก เป็นแต่สบโอกาสที่จะ “ขึ้นค่าตัว” ได้อย่างหนักแน่นขึ้นเท่านั้น

10) ส่วนแฟนๆ พลังประชารัฐ ก็นั่งก่นด่าประชาธิปัตย์ (ซึ่งก็ทำทุกวี่วันอยู่แล้ว 555) ว่าเล่นตัวเหลือเกิน ต่อรองเหลือเกินเดี๋ยวก็ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยซะหรอก (ซึ่งหากทำจริงๆ ปชป.เขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร) ขณะที่แฟนๆ ปชป. ในสายที่ต้องการให้เป็น “ฝ่ายค้านอิสระ” ก็ออกจะผิดหวัง เริ่มสบถออกมาดังๆกันบ้างแล้ว ด้วยไม่เป็นไปดังความคาดหวัง

11) ผมเองได้ประเมินสถานการณ์ไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว สั้นๆ ว่า

“...ฝ่าย คสช. รวมเอาอำนาจรัฐ กองทัพ ทุน ดินฟ้า ประชาชน และสื่อ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเบ็ดเสร็จ เชื่อว่าใครที่บังอาจต้านทาน จะถูกโดดเดี่ยวและถูกสื่อสารว่าเป็นพวก “ไม่เห็นแก่ชาติบ้านเมือง” อันประกอบไปด้วยชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ผมจึงเชื่อว่า ปชป. จะเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อรักษาพรรคไว้จากการถูกลิดโค่นโดยอำนาจทั้งหลายที่ว่ามา ยอมถูกก่นด่าจากประชนชนหลายฟากฝ่ายอย่างอดทน แล้วรอพิสูจน์ตัวตนในวันข้างหน้า เนื่องจากว่า คำว่า “ฝ่ายค้านอิสระ” หรือ “ฝ่ายค้านสร้างสรรค์” อธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจได้ยาก ยากในที่นี้ไม่ใช่เรื่องของปัญญาความรู้แต่เป็นเรื่องของ “ความรู้สึก” ดังนั้น เมื่อการจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลต้องโหวตด้วยเสียงของ สส. เป็นหลัก โอกาสที่จะเลือกเข้าร่วมจึงมีมากกว่าไม่เข้า เพราะไม่เช่นนั้น สส. เดินพื้นที่ยากมาก และในภาวะจำยอมนี้ ดีที่สุดก็คือต่อรองให้ได้เงื่อนไขที่ดีที่สุด เพื่อพิสูจน์ตัวในระยะสั้นด้วยการมุ่งมั่นทำงานเท่าที่เวลาจะเป็นใจ เพราะรัฐบาลนี้ ไม่แน่ว่าจะอายุยืนยาวสักเท่าใด

ประชาธิปัตย์ “แพ้ในพื้นที่สื่อ” มานานนับทศวรรษ ถูกทำให้เกิดภาพจำที่ไม่เอาไหนมานานมาก หากยังไม่ใส่ใจต่อเรื่องนี้ ไม่ขับเคลื่อนทั้งมิติของพื้นที่และประเด็นให้ชัด ไม่รุกในการนำเสนอตัวตนและผลงาน ยอมให้สื่อซึ่งส่วนมากเป็นขุมข่ายของระบอบทักษิณ และ พปชร. สร้างภาพจำและกระทำให้มีแต่ภาพลบอยู่ข้างเดียว แล้วไซร้ ทำงาน รักษาอุดมการณ์ หลักการ ให้ขาดใจ ก็ไม่มีใครเข้าใจและชื่นชม

เข้าใจและเห็นใจ ดังนั้น ฝ่าสถานการณ์ยากแค้นแสนเข็ญ ในเวลานี้ไปให้ได้ เริ่มต้นจากงานยากที่สุดงานแรก คือความพร้อมเพรียงและเอกภาพของคนในพรรค เพราะนี่คือเครื่องมือแรกของชัยชนะหรือการล่มสลายในวันข้างหน้า...”

12) ขณะที่ พรรคอนาคตใหม่ ก็อดไม่ได้ ที่ “พ่อน้องฟ้า”จะต้อง “หาประโยชน์” จากสถานการณ์การประชุมสภา ด้วยการเข้าประชุมและต้องถูกเชิญตัวออก ตามคำสั่งของศาล

หลังออกจากห้องประชุมแล้ว นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แถลงภายหลังออกจากห้องประชุม เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ว่า ตนยังยืนยันในการเป็นตัวแทนของประชาชนโดยไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่ในสภาฯ เพียงอย่างเดียว แต่จะใช้เวลานี้ในการเข้าไปรับฟังปัญหาจากประชาชนแล้วนำไปให้เพื่อน สส. เอาไปอภิปรายหรือตั้งกระทู้ในสภา และจะใช้เวลานี้ขยายแนวคิด อุดมการณ์ และแนวนโยบายของพรรคให้ประชาชนได้เข้าใจพวกเรามากขึ้น ทั้งนี้ ตนจะยังคงทำงานต่อไป ไม่ท้อถอย และจะไม่ไปไหน จะอยู่ตรงนี้ทำงานเพื่อประชาชนต่อไป ตนจะรอวันนั้น แล้วสักวันตนจะกลับมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า ไม่เสียใจ โดยจะใช้เวลาจากนี้ไปกับการรณรงค์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจเรามากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตย และความไม่เป็นธรรมของรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อให้เพื่อน สส. นำไปแก้ไขให้ประชาชน ยังจะเดินหน้าต่อไป สู้ไม่ถอย

ส่วนขณะนี้ 7 พรรคฝ่ายประชาธิปไตยยังหวังถึงชัยชนะในการเลือกประธานสภาฯ อยู่ใช่หรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า คิดว่ามีแนวโน้มที่ดี 245 เสียงของ 7 พรรค ตัดตนออกไปอีก 1 คน จะโหวตไปในทิศทางเดียวกัน จึงไม่ง่ายที่จะคว่ำเสียงของทั้ง 7 พรรค

สำหรับกรณีที่ผู้สนับสนุนอาจจะไม่พอใจหรืออาจมีการชุมนุมนั้น นายธนาธรกล่าวว่า เราเชื่อมั่นว่าการได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่ดีที่สุดคือการกระทำผ่านรัฐสภา ถ้าเราไม่เชื่อก็คงไม่มาตั้งพรรค รัฐสภาคือสถานที่อันทรงเกียรติและเหมาะสมที่จะนำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยมากที่สุด ทั้งนี้ วินาทีนี้จะเป็นการพิสูจน์พรรคอนาคตใหม่ให้ได้เห็นว่า แม้ไม่มีนายธนาธรก็ยังทำงานอย่างเข้มแข็งในสภาฯ ได้ เพราะพรรคอนาคตใหม่ไม่ใช่ธนาธร

13) เมื่อประมวลเหตุการณ์ทั้งหมดออกมา จะพบว่า วี่แววของความสงบที่แท้จริงยังไม่มี การต่อสู้ทางการเมือง การต่อรองทางการเมือง ความขัดแย้งทางการเมืองจะยังถูกสานต่อต่อไป

แต่อย่างไรก็ตาม สภาพในสภาเมื่อวานนี้ คือสภาที่ทำให้คน “บ่น” มากที่สุด “ด่า” มากที่สุด และเป็นภาพสะท้อนที่ชัดที่สุดเวลา “สงครามแห่งขั้วและข้าง” กำลังนับหนึ่งขึ้นในพื้นที่ใหม่ ซึ่งว่างเว้นมา 5 ปี คือใน “สภา”

ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่า นัดที่จะเลือกนายกฯ จะวุ่นยิ่งกว่านี้เพียงใด!!

‘หญิงหน่อย’แขวะแรง! ซัดพรรคเก่าแก่ตระบัดสัตย์ กลายพันธุ์ผสม‘เผด็จการ’

‘หญิงหน่อย’แขวะแรง! ซัดพรรคเก่าแก่ตระบัดสัตย์ กลายพันธุ์ผสม‘เผด็จการ’

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 09.35 น.

‘หญิงหน่อย’แขวะแรง! ซัดพรรคเก่าแก่ตระบัดสัตย์ กลายพันธุ์ผสม‘เผด็จการ’

26 พ.ค.62 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan” เมื่อคืนวันที่ 25 พ.ค.62 ที่ผ่านมา แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเมือง ระบุว่า “วันนี้พรรคเก่าแก่ที่เคยเป็น #ประชาธิปไตยได้กลายพันธุ์ ไปผสมกับเผด็จการเรียบร้อยแล้ว”

 

“อำนาจมันหอมหวน จนทำให้บางพรรคยอม #ตระบัดสัตย์ ที่ให้ไว้ต่อประชาชน แต่ประชาชนจำแม่นนะคะ”

“ส่วนพวกเราจะไม่ #ทรยศประชาชน อย่างเด็ดขาดค่ะ”

 

‘สวนดุสิตโพล’ระบุคนมองจับขั้วตั้งรบ.วุ่นวาย เชื่อได้รัฐบาลใหม่‘ขัดแย้ง’เหมือนเดิม

‘สวนดุสิตโพล’ระบุคนมองจับขั้วตั้งรบ.วุ่นวาย เชื่อได้รัฐบาลใหม่‘ขัดแย้ง’เหมือนเดิม

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 09.01 น.

‘สวนดุสิตโพล’ระบุคนมองจับขั้วตั้งรบ.วุ่นวาย เชื่อได้รัฐบาลใหม่‘ขัดแย้ง’เหมือนเดิม

26 พ.ค.62 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ในหัวข้อ “ประชาชนกับการรอคอย “รัฐบาลใหม่”” จำนวนทั้งสิ้น 1,107 คน ระหว่างวันที่ 22-25 พ.ค.62 จากกรณีการจับขั้วเพื่อตั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองต่างๆ ณ วันนี้ ยังคงไม่มีความชัดเจน คลุมเครือ และเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตามอง โดยเฉพาะประชาชนที่ออกไปเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.62 ที่ผ่านมา ก็คงอยากจะเห็นรัฐบาลใหม่ในเร็ววัน ทั้งนี้เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนที่สนใจติดตามข่าวการเมือง สรุปผลได้ ดังนี้ 

1. ประชาชนคิดอย่างไร?  กับ ข่าวการจับขั้วเพื่อตั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองต่างๆ ณ วันนี้

อันดับ 1 วุ่นวาย แก่งแย่งผลประโยชน์ เสื่อมเสียภาพลักษณ์ 31.59%

อันดับ 2 อยากให้จัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว บ้านเมืองจะได้เดินหน้า 23.79%

อันดับ 3 ควรรักษาคำพูด เห็นแก่ส่วนรวม ร่วมมือกันทำงาน 19.25%

อันดับ 4 ควรเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน 18.56%

อันดับ 5 อีกไม่นานน่าจะรู้ผล อยากให้พรรคที่ชอบได้เป็นรัฐบาล 17.08%

2. “ความวิตกกังวล” เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คือ

อันดับ 1 ความไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย 46.49%

อันดับ 2 ขัดแย้ง แตกแยก ผู้ที่ไม่เห็นด้วยออกมาเคลื่อนไหว ต่อต้าน 36.48%

อันดับ 3 รัฐบาลใหม่ขาดเสถียรภาพ ไม่ได้รับการยอมรับ อยู่ได้ไม่นาน 24.45%

3. “รัฐบาลใหม่” ที่ประชาชนอยากจะเห็นในเร็วๆนี้ ควรเป็นอย่างไร?

อันดับ 1 ได้คนดี ผู้นำที่ดีเข้ามาทำงาน พัฒนาเศรษฐกิจ ประชาชนอยู่ดีกินดี 40.58%

อันดับ 2 เป็นรัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมาก เข้ามาด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม 35.69%

อันดับ 3 เน้นความสามัคคี ปรองดอง คำนึงถึงประเทศชาติและประชาชน 32.88%

4. ประชาชนคิดว่าความขัดแย้งของการเมืองไทยเมื่อเปรียบเทียบ “ก่อนที่จะมีรัฐบาลใหม่” กับ “หลังจากที่ได้รัฐบาลใหม่แล้ว” น่าจะเป็นอย่างไร?

อันดับ 1 ขัดแย้งเหมือนเดิม 52.21%

เพราะ การเมืองไทยไม่สามารถปรองดองได้ เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกมานาน มีความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แก้ได้ยาก ฯลฯ

อันดับ 2 ขัดแย้งมากขึ้น 34.06%

เพราะ ไม่ได้รับการยอมรับ ถูกต่อต้านจากฝ่ายตรงข้าม ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน เป็นปัญหาใหญ่ไม่น่าจะจบลงได้ง่าย ฯลฯ

อันดับ 3 ขัดแย้งน้อยลง 13.73%

เพราะ เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ทุกคนต้องยอมรับตามกฎ กติกา เชื่อว่าผู้นำรัฐบาลใหม่จะควบคุมสถานการณ์ได้ ฯลฯ

5. สิ่งที่ประชาชนอยากฝากบอก ส.ส. ณ วันนี้ คือ

อันดับ 1 เป็นส.ส.ที่ดี เป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ทุจริตคอรัปชั่น 51.26%

อันดับ 2 รักษาสัญญา สร้างผลงาน พัฒนาประเทศ ดูแลพื้นที่ให้เจริญก้าวหน้า 30.23%

อันดับ 3 หยุดทะเลาะเบาะแว้ง สร้างความสามัคคี ปรองดอง 27.05%

6. สิ่งที่ประชาชนอยากฝากบอก ส.ว. ณ วันนี้ คือ

อันดับ 1 ซื่อสัตย์ ยุติธรรม ยึดมั่นในคำสัตย์ ปฏิญาณ  44.32%

อันดับ 2 นึกถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ 32.22%

อันดับ 3 ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ นำความรู้ความสามารถที่มีช่วยกันทำงาน   31.68%

 

 
 
จับตายกต่อไป! นักวิชาการชี้‘ปชป.’เหนือชั้น ‘ทหาร’ไม่ทันเกม

จับตายกต่อไป! นักวิชาการชี้‘ปชป.’เหนือชั้น ‘ทหาร’ไม่ทันเกม

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 07.33 น.

จับตายกต่อไป! นักวิชาการชี้‘ปชป.’เหนือชั้น ‘ทหาร’ไม่ทันเกม

26 พ.ค.62 รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวเมื่อค่ำวันที่ 25 พ.ค.62 วิเคราะห์การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรที่จบลงที่การได้นายชวน หลีกภัย ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นประธานสภาฯ ว่า ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เปรียบพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในการต่อรองทางการเมือง ดังนี้

“พปชร. - ปชป. ขอเลื่อน - พัก เพื่อเอาเวลาไปต่อรองกัน ในที่สุด พปชร.โดนหัก เห็นชัดว่า คนของตัวไปไม่ถึงฝั่งแน่นอน จึงกัดฟันยอมยกให้ ปชป.ไป”

“ข้างหน้าคือ ปชป.จะเอาตรงนี้ไปต่อรองให้ได้ ปย.สูงสุดแค่ไหน? ยอมยกมือให้ประยุทธ์แลกกับตำแหน่งเกรดเอในรัฐบาล? (ซึ่งอภิสิทธิ์คงไม่ร่วมครม.เพื่อรักษาภาพไม่หนุนประยุทธ์") หรือปชป.จะเล็งผลเลิศ ยืนยันว่ายังไงก็ไม่เอาประยุทธ์?”

“แต่จากสภาพวันนี้พอเห็นแล้วว่า รัฐบาลไม่ว่าจากฝั่งไหนก็จะอยู่ได้ไม่นาน”

“#อย่าดูเบาเกม ปชป. #ทหารไม่ทันเกมนักการเมือง”

น่าจะไปนานแล้ว! นิด้าโพลระบุปชช.24.5% ดีใจ‘คสช.’กำลังจะหมดหน้าที่

น่าจะไปนานแล้ว! นิด้าโพลระบุปชช.24.5% ดีใจ‘คสช.’กำลังจะหมดหน้าที่

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 08.43 น.

น่าจะไปนานแล้ว! นิด้าโพลระบุปชช.24.5% ดีใจ‘คสช.’กำลังจะหมดหน้าที่

26 พ.ค.62 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “รู้สึกอย่างไร เมื่อ คสช. กำลังจะหมดหน้าที่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23 – 24 พฤษภาคม 2562 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป      ทั่วประเทศ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,257 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินและความสุขของคนในชาติ หลังจากครบรอบ 5 ปี ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และความรู้สึกของประชาชนเมื่อ คสช.กำลังจะหมดหน้าที่ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified  Random Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาคสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความรู้สึกของประชาชนเมื่อ คสช. กำลังจะหมดหน้าที่ในทันทีที่มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 24.50 ระบุว่า รู้สึกดีใจ น่าจะไปได้ตั้งนานแล้ว รองลงมา ร้อยละ 23.79 ระบุว่า ไม่มีความรู้สึกใด ๆ , ร้อยละ 13.84 ระบุว่า รู้สึกอยากขอบคุณที่ช่วยดูแลประเทศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา , ร้อยละ 13.29 ระบุว่า รู้สึกเสียดาย น่าจะอยู่ต่อไป , ร้อยละ 9.55 ระบุว่า รู้สึกว่า             ความวุ่นวายทางการเมืองแบบเก่า ๆ กำลังจะกลับมา

ร้อยละ 9.07 ระบุว่า รู้สึกว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังจะเดินหน้า , ร้อยละ 8.19 ระบุว่า รู้สึกว่าประเทศกำลังจะเป็นประชาธิปไตยจริง ๆ , ร้อยละ 5.33 ระบุว่า รู้สึกว่าประเทศเสียโอกาสไปมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา , ร้อยละ 1.91 ระบุว่า รู้สึกกังวลว่านักการเมืองที่เข้ามาจะทำให้ประชาธิปไตยบิดเบือน และร้อยละ 0.72 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ อยากให้นักการเมืองชุดใหม่เข้ามาสานต่อ ในโครงการที่ดี ๆ ต่อจากโครงการเดิม เศรษฐกิจแย่เหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และกังวลว่านักการเมืองชุดใหม่จะเข้ามาบริหารไม่ดีเหมือนชุด คสช.

ด้านระดับความสุขของประชาชนในโอกาสครบรอบ 5 ปีที่ คสช. เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.63 ระบุว่า มีความสุขเท่าเดิม เพราะ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ชีวิตความเป็นอยู่ยังคงเหมือนเดิม การบริหารงานไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม เศรษฐกิจและค่าครองชีพยังสูงเช่นเดิม รองลงมา ร้อยละ 33.73 ระบุว่า มีความสุขลดลง เพราะ เศรษฐกิจปากท้องของประชาชนแย่ลง ค่าครองชีพสูง ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ การบังคับใช้กฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายไม่ตรงจุด มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพมากเกินไป  และขาดความมั่นคงทางประชาธิปไตย และร้อยละ 21.64 ระบุว่า มีความสุขเพิ่มขึ้น เพราะ การบริหารงานต่าง ๆ ดี มีการช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง ไม่มีการชุมนุมและความวุ่นวายทางการเมือง บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยมากขึ้น

เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ  4 ปี 6 เดือน คสช. กับการคืนความสุขให้คนในชาติ ที่ทำการสำรวจเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 พบว่า สัดส่วนของผู้ที่มีความสุขเพิ่มขึ้น มีสัดส่วนเท่า ๆ กัน (จากเดิม ร้อยละ 21.20 เป็นร้อยละ 21.64) เช่นเดียวกับสัดส่วนของผู้ที่มีความสุขลดลง มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น (จากเดิม ร้อยละ 30.64 เป็นร้อยละ 33.73) ขณะที่สัดส่วนของผู้ที่มีความสุขเท่าเดิม มีสัดส่วนลดลง (จากเดิม ร้อยละ 47.68 เป็นร้อยละ 44.63)

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารราชการแผ่นดินครบรอบ 5 ปี ของ คสช. ในประเด็นต่าง ๆ ที่ทำให้มีความสุขมากที่สุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่  ร้อยละ 48.69 ระบุว่า บ้านเมืองสงบเรียบร้อยไม่มีความวุ่นวายทางการเมือง รองลงมา ร้อยละ 30.55 ระบุว่า ไม่มีประเด็นใดที่ทำให้มีความสุข , ร้อยละ 5.81 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพประชาชน , ร้อยละ 4.46 ระบุว่า การจัดระเบียบสังคม เช่น การจัดระเบียบทางเท้า การจัดระเบียบชายหาด

ร้อยละ 2.94 ระบุว่า การมุ่งแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน , ร้อยละ 2.47 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม , ร้อยละ 2.15 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาปากท้องเกษตรกร , ร้อยละ 0.95 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาอาชญากรรม , ร้อยละ 0.32 ระบุว่า การมีเสรีภาพมากขึ้น และร้อยละ 1.66 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ มีโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง เช่น ด้านคมนาคม โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารราชการแผ่นดินครบรอบ 5 ปี ของ คสช. ในประเด็นต่าง ๆ ที่ยังไม่ทำให้มีความสุข พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 38.82 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม รองลงมา ร้อยละ 16.31 ระบุว่า ไม่มีประเด็นใดที่ไม่มีความสุข , ร้อยละ 14.00 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาปากท้องเกษตรกร , ร้อยละ 9.47 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพประชาชน , ร้อยละ 9.07  ระบุว่า การที่ยังไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ร้อยละ 5.09 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน , ร้อยละ 2.55 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาอาชญากรรม , ร้อยละ 1.51 ระบุว่า การมีเสรีภาพที่ยังไม่เต็มที่ของสื่อมวลชน , ร้อยละ 0.95 ระบุว่า การจัดระเบียบสังคม เช่น การจัดระเบียบทางเท้า การจัดระเบียบชายหาด และร้อยละ 2.23 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การแก้ไขปัญหายาเสพติด สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง ความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันในสังคม การบังคับใช้กฎหมายในบางเรื่องที่เข้มงวดมากเกินไป ขณะที่บางส่วนระบุว่า การแก้ปัญหาระบบการศึกษา การปฏิรูปประเทศ และการปฏิรูปองค์กรตำรวจ

 
 
 
 
 
 
 
 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 26/05/2019 เวลา : 16.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

vinitvadee
........................................
ก็ทำไปได้เสียขนาดนั้นนี่นา

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 26/05/2019 เวลา : 10.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

โอย ขำ คำถามของคุณลุงที่ถาม คุนหยิงแสบ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน