*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5415
  • จำนวนผู้ชม : 3303271
  • จำนวนผู้โหวต : 1712
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1712 คน
<< มิถุนายน 2019 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 352 , 17:30:02 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         นายทักษิณ ชินวัตร และน้องๆรวมทั้งทายาท มองจังหวัดเชียงใหม่เป็นฐานที่มั่นของตนตลอดมา ทั้งนี้ เพราะชาวเชียงใหม่

เทใจภักดีให้ 'ชินวัตร' สุดขั้วจนยากที่จะไถ่ถอนได้เลย เชิญอ่านบทความย้อนหลังเกี่ยวกับ 'ชินวัตร' กันนะครับ


ปีศาจทักษิณ: การเมืองสมัยรัฐบาลทักษิณ  ชินวัตร การสร้างประชาธิปไตยที่กินได้ ?

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
Submitted on Fri, 2018-08-10 23:46

ชัยพงษ์ สำเนียง

“ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดความหวาดกลัว และไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องปลอบใจท่านเหล่านี้ได้ เท่ากับไม่มีอะไรหยุดยั้งความรุดหน้าของกาลเวลาที่จะสร้างปีศาจเหล่านี้ให้มากขึ้นทุกที...”

                               สาย สีมา “ปีศาจ” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์

ในทศวรรษที่ 2540 กระแสการเมืองภาคประชาชนเกิดความตื่นตัวมากขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่เพิ่มช่องทาง และสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง และในช่วงเวลานี้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เข้ามาบริหารประเทศในปี พ.ศ. 2543 – 2549 ได้มีนโยบายหลายนโยบาย เช่น กองทุนหมู่บ้านละล้าน 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และโครงการบ้านเอื้ออาทร ซึ่งสร้างผลกระเทือนต่อการเมืองไทยอย่างมาก โดยเฉพาะการกำหนดนโยบายทางการเมืองที่ประชานิยม (populism) ได้กลายเป็นรูปแบบที่นักการเมืองใช้ในการหาเสียงกันมากที่สุด

1.  ประชานิยมกับประชาธิปไตยที่กินได้

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช้นโยบายประชานิยมเพื่อดึงคะแนนเสียงจากคนชนบทให้ได้มากที่สุด แทนที่จะอาศัยการแจกสิ่งของเงินทองผ่านระบบอุปถัมภ์แบบเดิม (ดู นิธิ เอียวศรีวงศ์ 2552) เป็นนโยบายที่นักวิชาการต่างวิจารณ์ว่าเป็น “นโยบายเฉพาะหน้า” “นโยบายที่ฉาบฉวย” (นิธิ เอียวศรีวงศ์ 2549; เอนก เหล่าธรรมทัศน์ 2549) ไม่ได้มุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมแต่อย่างใด ส่วนแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อการทำนโยบายประชานิยมน่าจะเป็นแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนที่แพร่หลายอยู่ในสังคมไทยมากว่าสามทศวรรษก่อนหน้านั้นแล้ว คนไทยยอมรับและสนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่นกันอย่างชัดเจนโดยเฉพาะหลังวิกฤตเศรษฐกิจ และคนส่วนมากเห็นด้วยกับการสร้างชุมชนในชนบทให้เข้มแข็งเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศโดยอาศัยภูมิสังคม แต่รัฐบาลต้องการตองสนองต่อความต้องการของประชาชนหลังวิกฤตเศรษฐกิจในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากเศรษฐกิจ โดยอาศัยเอาแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนมาปรับใช้เป็นนโยบาย เพื่อแลกกับคะแนนเสียงหรือความนิยมทางการเมืองมากกว่าของคนในชนบทและคนจนในเมือง ผ่านนโยบายที่บริหารจัดการให้เงินและผลประโยชน์จากรัฐในรูปแบบต่าง ๆ ไปถึงมือชาวบ้านอย่างจับต้องได้ (ดูเพิ่มใน ฉัตรทิพย์  นาถสุภา 2553ก, 2553ข, 2554) นโยบายประชานิยมนี้คล้ายนโยบายเงินผัน สมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช ในปี พ.ศ.2518-2519 ที่กระจายเงินเข้าสู่ชนบทให้เงินถึงชาวบ้านโดยตรง ผ่านภาคการผลิต และทำให้การจ้างงานขยายตัว เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจในภาคส่วนต่าง ๆ  ซึ่งเป็นต้นแบบของประชานิยมสมัยแรกๆ

นโยบายประชานิยม และผลงานด้านเศรษฐกิจนับเป็นจุดขายสำคัญของรัฐบาล พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้มาก เพราะเชื่อว่าความสามารถในการบริหารในภาคเอกชนที่ พ.ต.ท.ดร. ทักษิณประสบความสำเร็จมาแล้วจะถูกนำมาใช้ในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศให้รุ่งเรือง ซึ่งรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในนโยบายเศรษฐกิจอย่างมาก โดยได้กำหนดให้การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ โดยรัฐบาลพ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตรได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจคู่ขนาน (Dual Track) ที่มุ่งใช้พลังเศรษฐกิจและทรัพยากรภายในประเทศเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจโดยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะการ “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส” ให้แก่ประชาชนระดับรากฐานเพื่อสร้างอำนาจซื้อในประเทศ พร้อมกับการพยายามเร่งขยายการส่งออกของประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้น และมีเงินไหลเข้าระบบเศรษฐกิจในประเทศโดยรวมมากขึ้น โดยมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ และโครงการช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมให้ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้โดยรัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง นโยบายที่สำคัญ อาทิเช่น

1)  พักชำระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย 3 ปี และการลดภาระหนี้ รัฐบาลดำเนินโครงการนี้ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) โดยให้เกษตรกรสามารถเลือกที่จะพักชำระหนี้ 3 ปี โดยไม่เสียดอกเบี้ย หรือเลือกลดภาระหนี้ โดยรัฐบาลได้เข้าไปช่วยเกษตรกรในการปรับโครงสร้างและฟื้นฟูอาชีพของตนเองอีกด้วย โครงการนี้มีผู้เข้าร่วมประมาณ 2.3 ล้านราย เป็นยอดหนี้ หรือยอดพักชำระหนี้ประมาณ 94,000 ล้านบาท หลังจากดำเนินโครงการครบ 3 ปี พบว่ายอดหนี้ลดลง 16,000 ล้านบาท คงเหลือที่ค้างชำระ 78,000 ล้านบาท และพบว่าประชาชนที่เข้าร่วมโครงการร้อยละ 48 เห็นว่าตนเองมีรายได้เพิ่มขึ้น และร้อยละ 46 มีเงินเก็บเพิ่มมากขึ้น (ไทยรัฐ 2549 : 2 อ้างใน เอนก เหล่าธรรมทัศน์ 2549 : 137)  และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยผ่านสถาบันเกษตรกร ซึ่งเป็นการลดภาระดอกเบี้ยร้อยละ 3 ให้แก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิกที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท และเป็นมาตรการจูงใจให้เกษตรกรที่มีหนี้ค้างชำระส่งชำระหนี้คืนแก่สหกรณ์ ทำให้สหกรณ์มีทุนหมุนเวียนสำหรับช่วยเหลือสมาชิกเพิ่มขึ้น จะเห็นว่ามีประชาชนจำนวนมากที่เข้าร่วมโครงการนี้แม้ว่าได้ผลไม่ถึงร้อยละ 50 ของผู้เข้าร่วมโครงการ แต่ได้สร้างโอกาสให้ลูกหนี้ได้มีโอกาสหาช่องทางในการประกอบอาชีพ เป็นนโยบายที่เข้าถึงเกษตรกรโดยตรง เพราะผ่านชำระผ่าน ธกส. ส่วนใหญ่ลูกค้า หรือลูกหนี้ คือ เกษตรกรรายย่อยในชนบท และในอีกแง่หนึ่งเป็นการสร้างโอกาสในเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ในชนบทได้มีเวลาในการหาเงินมาเพื่อชำระหนี้

2) แก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรตามโครงการการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตรและโครงการแผนฟื้นฟูการเกษตร โดยมีเกษตรกร 180,996 ราย ได้รับการช่วยเหลือโดยให้มีการแขวนดอกเบี้ยของเกษตรกรที่ยังคงเป็นหนี้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2547 และให้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยการขยายระยะเวลาการชำระเงินต้นออกไปไม่เกินวันที่ 31 มีนาคม 2555 โดยงดคิดดอกเบี้ย หากเกษตรกรไม่สามารถชำระต้นเงินกู้ตามกำหนด จะต้องรับภาระดอกเบี้ยที่แขวนไว้ และดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นหลังจากวันแขวนดอกเบี้ยไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

3) ปรับโครงสร้างหนี้ของสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยรัฐบาลได้ร่วมกับสถาบันการเงิน 10 แห่ง ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ ชะลอการดำเนินคดีหรือการบังคับคดีกับสมาชิกเป็นการชั่วคราวจนกว่าการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้จะเสร็จ

 4) การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อส่งเสริมกระบวนการพึ่งพาตนเองของหมู่บ้านและชุมชนเมืองในด้านการเรียนรู้ การสร้างและการพัฒนาความคิดริเริ่ม รวมถึงการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคม ในการจัดระบบบริหารเงินทุนหมุนเวียนในหมู่บ้านด้วยตนเอง รวมทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสให้คนในหมู่บ้านได้เข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้นและไม่ต้องพึ่งแหล่งทุนนอกระบบ และเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนระยะยาวแก่ประชาชนในชนบทที่จะสนับสนุนการดำเนินโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ด้วย

5)  โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นโครงการที่ได้สร้างสวัสดิการพยาบาลอย่างทั่วหน้า โครงการนี้ได้ช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล โครงการนี้ได้ทำให้ประชาชนจำนวน 47.5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 75 ของประชากรทั้งประเทศได้เข้าถึงการรักษาทางการแพทย์อย่างเท่าเทียม และประชาชนถึงร้อยละ 95.7 มีความพึงพอใจต่อโครงการนี้อย่างสูง ทำให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 10,634 ล้านบาทต่อปี และส่งผลต่อเนื่องให้จำนวนคนจนในประเทศลดลงไปถึง 700,000 คน[1] (ไทยรัฐ 2549 อ้างใน เอนก เหล่าธรรมทัศน์ 2549 : 135-136) ซึ่งโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ไม่เพียงให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์อย่างทั่วถึงแล้ว ยังได้สร้างสำนึกความเป็น “พลเมือง” ที่ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมจากภาครัฐ ซึ่งประชาชนในชนบทส่วนใหญ่มักไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง โครงการนี้จึงสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐานของสังคมไทย  ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีโครงการรักษาฟรีสำหรับคนจน หรือการออกหน่วยแพทย์ของโครงการการกุศลของหลายหน่วยงาน แต่ก็เป็นการสงเคราะห์เป็นครั้งคราว ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทำให้การเข้าถึงการรักษาพยาบาลยังเกิดความแตกต่างอยู่ โดยเฉพาะคนจน มักไม่เข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดีพอ เพราะการเจ็บป่วยทำให้แรงงานในครอบครัวหายไปและไม่มีเงินพอที่จะรักษา แต่โครงการนี้ได้สร้างความเท่าเทียม เสมอหน้าให้คนทุกชนชั้น และเปลี่ยนความคิดจากการ “สงเคราะห์โดยรัฐ” เป็น “สวัสดิการที่รัฐควรทำ” ให้ประชาชน ทำให้ประชาชนในชนบทและคนจนเมืองชื่นชอบโครงการนี้เป็นอย่างยิ่ง

6)  การปฏิรูประบบราชการ เป็นอีกโครงการหนึ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทย โดยการปฏิรูปกระทรวง ทบวง กรม และลดขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐให้น้อยลง เพื่อความสะดวกรวดเร็ว เช่น ผู้ว่า CEO หรือการที่นักการเมืองสามารถเข้าครอบงำ สั่งการระบบราชการได้โดยตรง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ข้าราชการมีอำนาจในการครอบงำนักการเมือง[2] สิ่งที่เห็นอย่างชัดเจน คือ ระบบราชการตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลอย่างดี และทำให้การบริการประชาชนเป็นไปอย่างทั่วถึง เช่น “ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  ประชาชนขึ้นอำเภอ เข้าโรงพยาบาล ศาลากลาง ประชาชนได้รับการบริการอย่างดียิ่ง ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ที่ประชาชนต้องก้มหัวให้ข้าราชการ ข้าราชการเป็นนาย แต่ทักษิณ ทำให้ข้าราชการเป็นผู้รับใช้ประชาชน”

7)  กองทุนหมู่บ้านละล้าน เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่ “ได้ใจ” ชาวบ้านมาก เพราะโครงการนี้ปล่อยกู้ให้หมู่บ้านต่างๆ ได้ถึง 80,000 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 ล้านบาทและมีผู้ได้รับประโยชน์ถึง 18 ล้านราย  กองทุนหมู่บ้านเป็นการให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนได้โดยตรง (เอนก เหล่าธรรมทัศน์  2549 : 136) เป็นการจัดการของคนในท้องถิ่นในการบริหารจัดการเงินจำนวนนี้ เพื่อใช้ในการลงทุน หรือประกอบกิจการขนาดเล็ก ในอดีตการเข้าถึงแหล่งทุนของชาวบ้านเป็นไปอย่างยากลำบาก และเงินทุนต่างๆ ต้องผ่านระบบราชการและไม่ตกถึงมือชาวบ้านอย่างแท้จริง แม้ว่านโยบายนี้จะได้รับการวิจารณ์จากนักวิชาการว่าไม่ก่อให้เกิดการลงทุน และพบว่ามีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่นำเงินไปลงทุน แต่พบว่ามีการชำระคืนถึงร้อยละ 94 (สมชัย  จิตสุชน 2549 อ้างใน เอนก เหล่าธรรมทัศน์ 2549 : 136 - 137) ทำให้โครงการนี้เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ทำให้ประชาชนมีความชื่นชอบ แม้ภายหลังรัฐบาลต่อมา เช่น รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ ก็ดำเนินการต่อและเพิ่มเงินให้กองทุนหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งธนาคารประชาชนที่เป็นอีกหนึ่งแหล่งเงินทุนที่สร้างโอกาสให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยที่ต้องการประกอบอาชีพแต่ขาดแคลนเงินทุนสามารถกู้เงินได้แทนการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ ซึ่งดำเนินการผ่านธนาคารออมสินในการช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยให้มีโอกาสกู้เงินเพื่อไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ให้ตนเองได้  การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นมาตรการสำคัญที่รัฐบาล พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร ประกาศเป็นนโยบายและสามารถสร้างเป็นผลงานที่เห็นได้อย่างชัดเจน โดยโครงการนี้มีเป้าหมายสนับสนุน ส่งเสริม และสร้างให้เกิดผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อเป็นพื้นฐานที่เข้มแข็งและมั่นคงของเศรษฐกิจไทยให้สามารถฟื้นตัวและเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันก็ได้จัดตั้งธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยขึ้น เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนด้วยการสนับสนุนเงินทุน โดยการอนุมัติสินเชื่อให้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เป็นการสร้างโอกาสให้เกษตรกรในการเข้าถึงแหล่งทุนโดยสามารถนำสินทรัพย์ 5 ประเภท อันได้แก่ ที่ดิน สัญญาเช่า เช่าซื้อ หนังสืออนุญาตให้ประโยชน์และหนังสือรับรองทรัพย์สินทางปัญญาและเครื่องจักร แต่โดยส่วนใหญ่จะเน้นสิทธิในการครอบครองที่ดินทำกินไปใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการใหม่ได้รับผลประโยชน์จากการดำเนินนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน โดยมีโอกาสที่จะสามารถเข้าถึงแหล่งทุนในระบบเพื่อสร้างรายได้ ส่งผลเป็นการสร้างงานที่สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังได้มีการดำเนินการเร่งรัดออกโฉนดที่ดินและการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน และที่ดินที่ประชาชนครอบครองอยู่ในรูปแบบอื่น ๆ ให้แก่ประชาชนเพื่อนำไปใช้ค้ำประกันเงินกู้ตามแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน (ดูเพิ่มใน เอนก เหล่าธรรมทัศน์  2549)

ความสำคัญของนโยบายประชานิยม ประการแรก คือ นโยบายประชานิยมทำให้การแข่งขันกันทางนโยบายเกิดขึ้นจริง แต่เป็นการแข่งขันทางนโยบายที่พยายามจะเป็นประชานิยมมากกว่ากันเพื่อหวังคะแนนเสียงจากผู้เลือกตั้ง ก่อนการก่อเกิดของพรรคไทยรักไทยนั้น นโยบายของรัฐบาลมักจะได้มาจากการกำหนดของเทคโนแครตหรือข้าราชการนักวิชาการ เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ฯ มากกว่าที่จะมาจากนักการเมือง เมื่อมีการก่อตั้งพรรคไทยรักไทย การกำหนดนโยบายเปลี่ยนโฉมหน้าไป เพราะพรรคไทยรักไทยมีนโยบายของตัวเอง สภาพัฒน์หรือหน่วยราชการอื่นที่เคยมีบทบาทในการกำหนดนโยบายเป็นเพียงส่วนเสริมที่คอยนำเอานโยบายกว้าง ๆ ของพรรคไทยรักไทยไปแปรเป็นรูปธรรมและนำไปปฏิบัติใช้

รวมทั้งรัฐบาลเองเป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายด้วยตัวเองไม่ได้หวังพึ่งข้าราชการประจำในการดำเนินงาน แต่ได้ปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลไทยรักไทยเพื่อให้ราชการสะนองตอบนโยบาย โดยรัฐบาลเองเปรียบเสมือนการปฏิรูปสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นความพยายามที่จะก้าวรุดหน้าไปกว่าระบบอำมาตยาธิปไตย โดยมุ่งหมายสยบข้าราชการระดับสูงให้อยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายบริหารอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลของนายกฯ ชาติชาย เริ่มกระบวนการนี้ แต่หลังจากที่ฝ่ายข้าราชการแข็งขืน รัฐบาลของนายกฯ ชวน หลีกภัย ก็โอนอ่อนลง รัฐบาลภายใต้การนำของไทยรักไทยเริ่มต้นเหมือนในกรณีของนายกฯ ชาติชาย คือ เข้าแทรกแซงการเลื่อนขั้น แต่ไทยรักไทยไปไกลกว่านั้น และในขณะนี้การแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งสำคัญๆ ล้วนแล้วแต่เป็นการตัดสินใจโดยฝ่ายบริหาร คือเป็นเรื่องของการเมืองจริงๆ อุดมการณ์ซีอีโอท้าทายความเป็นใหญ่ของอมาตยาธิปไตย และกำหนดให้ข้าราชการเป็นผู้รับใช้นักธุรกิจ แทนที่จะเป็นผู้กำกับนักธุรกิจดังแต่ก่อน (ผาสุก  พงษ์ไพจิตร  2546)

ความสำคัญประการที่สองของนโยบายประชานิยม คือ เป็นการเปิดเวทีของการถกเถียงว่านโยบายประชานิยมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร เนื่องจากผลกระทบโครงการเอื้ออาทรต่าง ๆ และนโยบายแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน ได้ถูกนักวิชาการบางท่านมองว่าเป็นนโยบายที่จะก่อให้เกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว ในทัศนะของนักวิชาการ นโยบายประชานิยมมิใช่นโยบายที่ดีแต่เป็นนโยบายที่ทำลายกลไกปกติของตลาด ในขณะที่นักวิชาการอีกกลุ่มมองว่านโยบายประชานิยมเป็นการสร้างมูลค่าในทางเศรษฐกิจขึ้นจาการหมุนเงินเข้าใช้จ่ายในตลาดหลายรอบ  จึงเหมาะแก่การกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนเพื่อให้ภาพรวมของเศรษฐกิจดีขึ้น

อย่างไรก็ดีรัฐบาลการประกาศใช้และดำเนินนโยบายช่วยเหลือประชาชนชั้นล่างในเรื่องต่าง ๆ ตามแนวนโยบายประชานิยม เป็นการเข้าไปเบียดยึดพื้นที่ทางการเมือง ทั้งของเอ็นจีโอและเครือข่ายการเมืองภาคประชาชนอื่นๆ ด้วยวิธีการดึงมวลชนให้มาอยู่กับภาครัฐและกลไกตลาด เป็นการที่รัฐเข้าไปครอบงำสังคม เป็นการโดดเดี่ยวผู้นำหรือกลุ่มประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาล ทำให้รัฐบาลสามารถดำเนินการปิดล้อมทางการเมืองต่อขบวนการประชาชนที่เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิมนุษยชนในการพัฒนาแบบทางเลือกและสิทธิของประชาชนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรได้มากขึ้น นโยบายประชานิยมของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ลดทอนบทบาทฐานะตลอดจนศักยภาพในการเคลื่อนไหวของการเมืองภาคประชาชนไปได้อย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มที่ภาครัฐและฝ่ายทุนจะใช้ความรุนแรงสกัดความเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน เพราะเท่าทีผ่านมาการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนทั้งเพื่อดูแลชีวิตตนเองและลดฐานะการครอบงำของรัฐล้วนต้องเผชิญกับแรงต้านจากภาครัฐและบางส่วนของภาคสังคม สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะแรงเฉื่อยของแนวคิดแบบเอารัฐเป็นตัวตั้ง เป็นการที่ผู้นำของรัฐและชนชั้นนำทางการเมืองไม่ค่อยยอมรับสิทธิของประชาชนที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการใช้อำนาจ ทั้งนี้เป็นเพราะกรอบความคิดของชนชั้นนำในรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐมักเห็นการเรียกร้องสิทธิของกลุ่มประชาชนต่างๆ เป็นเรื่องผิดกฎหมายหรืออยู่นอกระบบ

ความไม่เข้าใจและการวางเฉยของสังคมที่ไม่เดือดร้อนเป็นการบั่นทอนการเมืองภาคประชาชนเพราะมีส่วนทำให้เกิดความแตกต่างและเหลื่อมล้ำระหว่างประชาชนที่เสียเปรียบซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในชนบท กับประชาชนที่ได้เปรียบซึ่งจะเป็นประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองเป็นพวกชนชั้นกลาง สภาพของชนสองกลุ่มนี้ไม่ใช่เรื่องของการมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ต่างกันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงจิตสำนึกทางการเมืองและวิถีชีวิตตลอดจนรสนิยมทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างมากด้วย

การที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ใช้นโยบายประชานิยม ทำให้ได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนมากทำให้การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2548 พรรคไทยรักไทยที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรคได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ถึง 377 คน และเป็นรัฐบาลพรรคเดียวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย แม้ว่าภายหลังจะได้รับการต่อต้าน ประท้วงจากพันธมิตรประชาธิปไตยที่มีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นแกนนำ มีการยุบสภา ฯ ในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2549 พรรคไทยรักไทย ก็สามารถชนะเลือกตั้งได้คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อถึง 16 ล้านเสียง (อเนก เหล่าธรรมทัศน์ 2549 : 153-154) แสดงให้เห็นความนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร และนโยบายประชานิยม

2.  ประชานิยมกับคนกลุ่มใหม่ในชนบท

แม้ว่านโยบาย “ประชานิยม” ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ทำให้สังคมไทยเปลี่ยนไปอย่างไพศาล ทั้งเกิดภาคการผลิตใหม่ผ่านนโยบาย SMEs การพักชำระหนี้ กองทุนหมู่บ้านละล้าน แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน เกิดสวัสดิการอย่างถ้วนหน้า เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค ฯลฯ แต่ก็ได้เกิดการวิจารณ์จากนักวิชาการณ์จำนวนมาก (ดูเพิ่มใน เอนก เหล่าธรรมทัศน์ 2549 : 136; เกษียร  เตชะพีระ  2553ก; 2553ข; ผาสุก  พงษ์ไพจิตร 2546; นิธิ  เอียวศรีวงศ์ 2549) ว่าเป็นนโยบายที่ฉาบฉวยเพื่อหาคะแนนเสียงในชนบท ไม่ได้มุ่งเปลี่ยนแปลงชนบทอย่างแท้จริง ยังทำให้เกิดระบบอุปถัมภ์ใหม่ ที่รัฐเป็นผู้อุปถัมภ์ในแนวดิ่ง ที่รอรับอุปถัมภ์จากรัฐเพียงฝ่ายเดียว และอาจทำให้รัฐสูญเสียเงินจำนวนมหาศาล และอาจทำให้เกิดการล้มละลายของรัฐ เหมือนประเทศในแถบละตินอเมริกาที่ใช้นโยบายประชานิยม และการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างสูงทำให้ไม่สนใจต่อระบบรัฐสภา เพราะตลอดที่เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ไม่ค่อยเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร และไม่เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ การการที่เป็นพรรคเสียงข้างมากเพียงพรรคเดียวทำให้ตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร มีอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ อย่างเด็ดขาด รวมถึงองค์กรตรวจสอบ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการเลือกตั้ง และสมาชิกรัฐสภา (ส.ว.) ต่างถูกแทรกแซงจากเครือข่าย พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร  รวมถึงนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน (NGOs) ที่คอยท้วงติ่งให้ข้อเสนอแนะ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ก็ไม่รับฟัง  หรือที่ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ (2549 : 154-160, 178-184) วิจารณ์ว่าเป็น “ทรราชย์ของเสียงข้างมาก” (tyranny of the majority)

รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ถูกวิจารณ์ว่าเป็นยุคที่มีการทุจริตขนานใหญ่ เป็นการทุจริตที่มีความซับซ้อน หรือ “การทุจริตเชิงนโยบาย” มี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ของคนในเครือข่ายอย่างกว้างขว้างในหลายเรื่อง (ดูเพิ่มใน นิธิ  เอียวศรีวงศ์  2549) เช่น การที่ออกนโยบายเอื้อต่อผลประโยชน์ของบริษัทตนเอง และพวกพ้อง การจ่ายเงินใต้โต๊ะถึงร้อยละ 40 ของโครงการที่ลงทุนโดยรัฐบาล การออกหวยบนดินที่ไม่นำเงินเข้าคลังแต่กลับนำมาใช้จ่ายเพื่อโครงการประชานิยม การขายหุ้นให้บริษัทเทมาเส็ก (ประเทศสิงคโปร์) การซื้อที่ดินรัชดา หรือการสร้าง “อาณาจักรแห่งความกลัว” “รัฐตำรวจ” เช่น นโยบายปราบปรามยาเสพติด ทำให้เกิดการฆ่าตัดตอน มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,500 คน ทั้งที่ยังไม่ได้พิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม การหายตัวของทนายสมชาย  นีละไพจิตร กรณีล้อมปราบที่มัสยิดกรือแซะ และหน้ที่ว่าการอำเภอตากใบ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 110 คน (OK Nation  2554) เป็นปัญหาที่เรื้อรังมาจนถึงปัจจุบัน และการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร มักเป็นผู้ผูกขาดการเสนอญัตติสาธารณะแต่ผู้เดียว (นิธิ  เอียวศรีวงศ์  2549 : 227-233) โดยไม่รับฟังข้อท้วงติง และห้ามการวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้เกิดการต่อต้านอย่างต่อเนื่องจากประชาชนกลุ่มต่าง ๆ เช่น ปรากฏการณ์ “สนธิ” หรือ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” หรือ “คนเสื้อเหลือง” ที่ชุมนุมประท้วง โจมตีทักษิณว่าเป็นรัฐบาลที่มีการทุจริตอย่างกว้างขวางและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ[3] 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ทักษิณถูกต่อต้านอย่างกว้างขวาง คือ ระหว่างการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง ของพันตำรวจโท ทักษิณ ครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ ขายหุ้นของ บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น ที่ครอบครองอยู่ทั้งหมด ให้แก่บริษัทเทมา เส็ก โฮลดิ้ง จำกัด  (พีทีอี) ทักษิณได้ชี้แจงว่าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แต่กลับได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง เนื่องจากเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายที่ว่าด้วยการขายหุ้นในช่วงไม่กี่วันก่อนหน้านั้น เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกรณีดังกล่าว รวมทั้งการไม่ต้องเสียภาษีรายได้จากผลกำไรในการขายหุ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาคกัน เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นจุดสำคัญที่ทำให้กระแสการขับไล่ ขยายตัวออกไปในวงกว้าง ท่ามกลางการกดดันจากหลายฝ่าย ในท้ายที่สุดรัฐบาลต้องยุบสภาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 เมษายน 2549 แต่การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคฝ่ายค้าน ที่ประกอบไปด้วยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชนไม่ลงเลือกตั้ง ทำให้สมาชิกพรรคไทยรักไทยบางคนถูกกล่าวหาว่าได้จ้างพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาในวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ให้การเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะและให้จัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 แต่ก่อนจะมีการเลือกตั้งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปก.)[4] ได้ทำการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549[5] เป็นอันสิ้นสุดรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร

แม้ภายหลังพรรคไทยรักไทยจะถูกรัฐประหาร และต่อมาตั้งรัฐบาลที่มี พล.อ.สุรยุทธ  จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้ความคุ้มครองของ คมช. มีเวลาบริหารประเทศอยู่ปีเศษ[6] และมีการประกาศกฎอัยการศึกหลายจังหวัด แต่การเลือกตั้งในปี 2551 พรรคพลังประชาชนที่เปลี่ยนมาจากพรรคไทยรักไทยก็ชนะเลือกตั้ง มีนายสมัคร  สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เครือข่ายภายใต้การสนับสนุนของ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อมาตามลำดับ ภายหลังมีการยุบพรรคนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ และได้ดำเนินนโยบายเพื่อเอาใจประชาชนมากมาย เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เรียนฟรี เพิ่มเงินเดือนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รถเมย์ฟรี รถไฟฟรี ค่าไฟฟรี[7] ฯลฯ ก็ไม่สามารถชนะเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2554 ได้  พรรคเพื่อไทยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ให้การสนับสนุนมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรคสามารถชนะเลือกตั้งเกินครึ่งถึง 265 เสียงจาก 500 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ อดีตได้นายกรัฐมนตรีได้เพียง 159 เสียง แม้ภายหลังจะเกิดการรัฐประหารในปี 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการมาถึงทุกวันนี้ (สิงหาคม 2561) แต่ก็ไม่ยอมให้มีการเลือกตั้ง เพราะตระหนักดีว่าการเลือกตั้งเป็นสิ่งเดี่ยวที่เขาเหล่านั้นควบคุมไม่ได้ แม้จะทำให้ทักษิณและยิ่งลักษณ์พ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม แสดงให้เห็นว่าแม้มีความพยายามทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร และเครือข่าย หรือ “ระบอบทักษิณ” ด้วยวิถีทางต่าง ๆ ก็ไม่สามารถทำลายความนิยมต่อนโยบายและตัว พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ได้

นโยบายประชานิยมเป็นการสร้างมิติใหม่ทางการเมืองที่ทำให้พรรคการเมืองต่าง ๆ หันมาต่อสู้เชิงนโยบาย แทนการอิงกับตัวบุคคล  การต่อสู้เชิงนโยบายทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการต่อรองกับนักการเมืองมากขึ้น รวมถึงทำให้นักเลง เจ้าพ่อ ผู้อุถัมภ์ท้องถิ่นลดอิทธิพลลง และทำให้เกิดชนชั้นใหม่ที่มี “สำนึกทางการเมือง” ในการมีส่วนร่วมกับรัฐในหลายมิติ ทำลายมายาคติ  “โง่ จน เจ็บ” ที่คิดว่าประชาชนในชนบทตั้งรัฐบาล และชนชั้นกลางในเมืองล้มรัฐบาล (เอนก เหล่าธรรมทัศน์ 2552ก) แต่ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง “ชาวชนบท” จำนวนมากมิได้จำยอมให้ “ชนชั้นกลางในเมือง” ล้มรัฐบาลที่เขาเลือกตั้งได้เช่นในอดีต เช่น เกิดคาราวานคนจน ที่ชุมนุมที่สวนลุมพินี เพื่อสนับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร และในการเลือกตั้งทั้งในปี พ.ศ. 2548 และ 2549 ก็ได้ให้การสนับสนุนพรรคไทยรักไทยอย่างท้วมท้น หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ทำให้เกิดมิติใหม่ทางการเมืองที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยที่กินได้”

การขึ้นมามีอำนาจของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “สนธิ” หรือ “เสื้อเหลือง” ที่ต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร โดยคนเสื้อเหลือง คือ คนระดับกลางหรือสูงกว่าเป็นคนที่ทำงาน “ในระบบ”  หรือมีสถานะและการศึกษาที่สูง (นิธิ เอียวศรีวงศ์ 2554) หลังรัฐประหารได้เกิดกลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร หรือ “คนเสื้อแดง” โดยขบวนการของคนเสื้อแดงเป็นขบวนการข้ามชนชั้น (อภิชาติ  สถิตนิรามัย  2556) เป็นคนชั้นกลางในชนบท (นิธิ เอียวศรีวงศ์ 2553; 2554) เป็นชาวบ้านผู้รู้โลกกว้าง (Keyes  2553) ฯลฯ เกษียร เตชะพีระ (2555) ให้คำจำกัดความว่า “...หลังจากก่อหวอดสะสมฐานภาพทางเศรษฐกิจสังคมและบ่มเพาะความสุกงอมทางวัฒนธรรมการเมืองอยู่ในพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบทมานานปี กลุ่มชนผู้กลายมาเป็นคนเสื้อแดงก็ปรากฏตัว บนเวทีการเมืองมวลชนอย่างค่อนข้างกะทันหันโดยเฉพาะหลังรัฐประหาร คปค. พ.ศ.2549 และเติบใหญ่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเหนือความคาดหมายจนกลายเป็นเครือข่ายการเคลื่อนไหวของประชาชนระดับชาติที่กว้างขวาง ยืดหยุ่น เหนียวแน่น ทนทายาด ชนิดที่แม้จะถูกกองกำลังความมั่นคงของรัฐปราบปรามอย่างหนักในปี 2552-2553 แต่ก็สามารถพลิกฟื้นกลับมาเป็นพลัง ฐานเสียงผลักดันให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งได้เพียงแค่หนึ่งปีให้หลัง ชั่วแต่ว่าที่ผ่านมาเครือข่ายขบวนการคนเสื้อแดง/นปช.มีสถานะเสมือนหนึ่ง "ลูกกำพร้า" ทางอุดมการณ์และการเมืองในประวัติศาสตร์ไทย คือเชื่อมต่อไม่ค่อยติดกับขบวนการต่อสู้ใหญ่ๆ ในอดีต ไม่ว่าขบวนการ 14 ตุลาคม 2516, ขบวนการพฤษภาประชาธิปไตย 2535, หรือขบวนการปฏิวัติของ พคท. พูดให้ลงตัวชัดเจนยากว่าตกลงคนเสื้อแดงสืบทอดอุดมการณ์และภารกิจทางการเมืองของขบวนการต่อสู้ใดในอดีตของไทย พวกเขามีที่มาที่ไป ที่อยู่ที่ยืนสืบทอดต่อเนื่องตรง ไหนอย่างไรในกระแสธารประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนไทย ในอันที่จะทำให้พวกเขาปักป้าย ยึดครองพื้นที่และประกาศฐานที่มั่นอันชอบธรรมของตนได้ในจินตนากรรม "ชาติไทย"/"ความเป็นไทย" ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และความทรงจำ...จนกระทั่งความคลี่คลายขยายตัวของสถานการณ์ความขัดแย้ง การตีความประเด็นข้อเรียกร้องเพื่อการเปลี่ยนแปลงระเบียบโครงสร้างการบริหารบ้านเมือง และการจำแนกฝั่งแยกแยะฝ่ายทางการเมืองในสังคมไทยเริ่มตกผลึกชัดเจนขึ้นหลังเหตุการณ์เมษา-พฤษภาอำมหิต 2554 ผ่านการรณรงค์เคลื่อนไหวของปัญญาชนนักวิชาการกลุ่มฝ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 2549 เรียกร้องความยุติธรรมแก่ผู้ชุมนุมที่บาดเจ็บล้มตาย และข้อเสนอให้ปฏิรูปกฎหมายอาญามาตรา 112 ฯลฯ คนเสื้อแดงจึงพบความหมายนัยแห่งอุดมการณ์ และภารกิจการต่อสู้ของตนและเลือกตีความแบบ "นับญาติ" กับการอภิวัฒน์ 2475” การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเป็นการสืบทอดเจตนาของคณะราษฎร และขบวนการเคลื่อนไหวนี้ทำให้เกิดความตื่นตัวทางการเมืองอย่างไพศาลในสังคมไทย (ดูเพิ่มใน อภิชาติ  สถิตนิรามัย 2553; 2556; ปิ่นแก้ว  เหลืองอร่ามศรี และคณะ 2553) “หน่ออ่อนประชาธิปไตย” ได้ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่คนในอดีตไม่คุ้นชิน โดยฐานการเมืองที่สำคัญเป็นพื้นที่ชนบท และชุมชนจนเมือง และ “ที่สำคัญคนชั้นกลางเมืองไม่อาจผูกขาดความต้องการเสรีภาพ การสร้างเส้นสาย ธรรมาภิบาล ความเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเมืองประชาธิปไตยอีกต่อไป ปะชาชนคนอื่น ๆ จำนวนมากที่อาศัยอยู่ในประเทศเดียวกัน แต่อยู่ในบริเวณที่เรียกว่าชนบท หรือกึ่งชนบท หรือกึ่งเมืองก็ต้องการสิ่งเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมในชั่วหนึ่งอายุคนที่ผ่านมาจึงได้สร้าง “วัฒนธรรมของความเสมอหน้า” ขึ้นมาด้วย ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ยอมรับการเมืองแบบเก่าซึ่งคนชั้นกลางมีการศึกษาสูงเป็นผู้กำหนดหรือพยายามกำกับอีกต่อไป” (ผาสุก  พงษ์ไพจิต 2555)

3. สรุป

ท้ายที่สุดเราอาจกล่าวได้ว่าในช่วงรัฐประหาร (2557) ที่ผ่านมาคนจนและผู้ได้รับผลกระทบจากการทำงานของรัฐและทุนจำนวนมากสร้างอำนาจต่อรองโดยการใช้การเมืองภาคประชน  ผ่านการเดินขบวนประท้วงในรูปของเครือข่ายปัญหาต่าง ๆ เช่น สมัชชาคนจน เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ/ภาคอีสาน/ภาคใต้[8] แม้จะสามารถแก้ไขปัญหาได้บ้างไม่ได้บ้างก็ถือว่าเขาเหล่านั้นมีอำนาจในการต่อรองกับรัฐในระดับหนึ่ง แต่ภายใต้รัฐประหารเราพบว่ารัฐได้ใช้อำนาจเผด็จการในการเข้ารุกไล่ กวาดปราบผู้คน โดยเฉพาะคนจนอย่างหนักหน่วง อาทิการเชิญ(บังคับ)แกนนำกลุ่มปฏิรูปที่ดินภาคใต้เข้าไปปรับทัศนคติในค่ายทหาร หรือการขนย้ายอุปกรณ์สำรวจน้ำมันโดยการอำนายการของเจ้าหน้าที่รัฐในจังหวัดขอนแก่น การใช้ความรุนแรงโดยการลอบทำร้ายจนแกนนำเสียชีวิต[9]

ความรุนแรงต่อคนยากคนจน[10] ในช่วงที่ผ่านมาเกิดภายใต้เงื่อนไขที่เขาเหล่านั้นมีอำนาจต่อรองน้อย แม้แต่การชุมนุมประท้วงก็ได้รับการห้ามปรามจากกฎอัยการศึก การเข้ามาขัดขวางของเจ้าที่รัฐในระดับต่าง ๆ เสียงของคนจนที่เคยเปล่งผ่านการเมืองภาคประชน ผ่านสองเท้าที่เข้ามาประท้วงเพื่อสร้างแรงกดดันต่อรัฐ และสร้างความเข้าใจต่อสังคมก็ถูกรัฐเผด็จการยึดไป ในห้วงเวลานี้อำนาจต่อรองของคนจนจึงจำกัดจำเขี่ยอย่างถึงที่สุด

การแก้ไขปัญหาคนจนของรัฐเผด็จการที่ไร้ประสิทธิภาพ คือ “ประชานิยมสิ้นคิด” เช่น ให้ผู้ที่มีรายได้น้อยไม่เกิน 2,422 บาท/คน/เดือน หรือ 29,064 บาท/คน/ปี ขึ้นรถเมล์รถไฟครึ่งราคา นโยบายประชารัฐต่าง ๆ[11] ซึ่งมาตรการข้างต้นยากจะปฏิบัติเพราะจะทราบได้อย่างไรว่าใครมีรายได้เท่าไหร่  รวมถึงมาตรการดังกล่าวมิได้เพิ่มอำนาจการต่อรองให้คนจน แต่เป็นการซ้ำเติมให้คนจนตกที่นั่งลำบากมากขึ้น ให้อยู่ภายใต้การสงเคราะห์ของคนอื่น/หรือรัฐ การกระทำข้างต้นยิ่งทำลายศักดิ์ศรีของคนจนลงอย่างน่าใจหาย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ “คนเสื้อแดง” สัมพันธ์กับการพัฒนาที่ลำเอียงของรัฐไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ที่เน้นการพัฒนาเมือง และทอดทิ้งชนบท  ทำให้ช่องว่าคนรวยกับคนจน ชนบทกับเมือง การเข้าถึงทรัพยากรอย่าไม่เท่าเทียม ฯลฯ ถ่างกว้างขึ้น เมื่อมีนโยบายประชานิยมที่เอื้อต่อคนชนบท ทำให้เกิดสำนึกความเป็น “เจ้าของประเทศ” ที่ทุกคนมีส่วนในประเทศนี้มิใช่แต่คนรวย หรือคนชั้นกลางเท่านั้นที่ผูกขาดความเป็นเจ้าของประเทศ  แม้ภายหลังมีการทำรัฐประหารรัฐบาลทักษิณ ทำให้เกิดการต่อต้านอย่างเอาจริงเอาจังจาก “คนเสื้อแดง” ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายประชานิยม ทำให้คนกลุ่มนี้มีสำนึกทางการเมืองใหม่ ที่เชื่อมั่น ศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งเป็นองค์ประกอบสำคัญ รวมถึงเชื่อว่าระบอบนี้สร้างความเป็นธรรม เท่าเทียมให้คนในสังคมไทย ต่อต้าน “สองมาตรฐาน” “อำมาตย์” ซึ่งแตกต่างจาก “ไพร่” (คำนิยามตัวตนของคนเสื้อแดง) เป็นชุดวาทกรรมของความไม่เท่าเทียมในสังคม  ความเปลี่ยนแปลงในห้วงเวลานี้ได้ทำให้เกิดสำนึกทางการเมือง สำนึกความเป็นพลเมืองอย่างกว้างขวางในสังคมไทย

จากสถานการณ์ดังกล่าวเราจะตอบได้ว่าทำไมคนถึงเรียกร้องหา “ปีศาจทักษิณ” “ประชา(นิยม)ธิปไตยที่กินได้”  เพราะรัฐประหารไม่อาจทำให้คนเท่ากัน เสมอหน้า และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กลับมุ่งแต่สร้างรัฐสังคมสงเคราะห์ที่ทำให้คนตกเป็นไพร่ข้ารอความเมตตา และรียกทวงบุญคุณอยู่ร่ำไป ทั้งที่เขาเหล่านั้นก็คือเจ้าของประเทศแต่ไม่มีสิทธิในประเทศนี้อย่างที่มีที่เป็นใน “รัฐ” รัฐประหาร

 

เจาะประเด็นร้อน

"เจ๊แดง" แดนไกล หนุน "ส.ว.ก๊อง" ปักธงยึด อบจ.เชียงใหม่

วันที่ 20 มิถุนายน 2562 - 09:32 น.
เจ๊แดง,เจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,นายก อบจเชียงใหม่,จเชียงใหม่,อบจเชียงใหม่,ปกรณ์ บูรณุปกรณ์,เลือกตั้งท้องถิ่น,ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร,ท่องยุทธภพ

คอลัมน์ "ท่องยุทธภพ" โดย "ขุนน้ำหมึก" หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 20 มิถุนายน 2562

        เปิดตัวเร็วกว่าที่คิด "สมพงษ์ อมรวิวัฒน์“ ส.ส.เชียงใหม่ และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อธรรม นำ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร” อดีต ส.ว.เชียงใหม่ มาแถลงข่าวเตรียมจะลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งนายก อบจ.เชียงใหม่ 

         อันที่จริงคอลัมน์ท่องยุทธภพ เคยนำเสนอเรื่อง “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เตรียมการส่ง “ส.ว.ก๊อง” ชูชัย ชิงนายก อบจ. มาตั้งแต่ต้นปี 2560 โดยวางแผนให้ ส.ว.ก๊อง กรุยสร้างชื่อเสียง ผ่านการทำทีมลูกหนังเชียงใหม่ให้เป็นที่ยอมรับของคนเมือง  

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร

ลูกหนังนำการเมือง

         ปี 2551 “ทนายก๊อง” ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ว.เชียงใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของ “เจ๊แดง” เยาวภา หลังจากนั้น ผู้คนก็เรียกขาน “ส.ว.ก๊อง” แทนทนายก๊อง

          ปี 2559 “ส.ว.ก๊อง” ได้เข้าซื้อกิจการร้านอาหารผาลาดตะวันรอน ปี 2560 ส.ว.ก๊อง โดยการสนับสนุนของ “เจ๊แดง” และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เปิดตัวสโมสรเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด

ส.ว.ก๊อง ชูชัย ไต่บันไดลูกหนังกับทีมเจแอลเชียงใหม่

          นี่คือแผนการสร้างฐานเสียง โดยใช้ฟุตบอลนำการเมือง เหมือนนักการเมืองหลายคนทำกัน ทีมเจแอล เชียงใหม่ สร้างผลงานดีมากในไทยลีก 4 จนได้สิทธิ์เลื่อนชั้นไปเล่นไทยลีก 3 ในฤดูกาล 2561 

          เวลานั้น สภากาแฟเชียงใหม่ ต่างถกประเด็นบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ ขัดแย้งกับ “เจ๊แดง” ถึงขั้นแยกทางกันเดิน

          “เจ๊แดง” จะสนับสนุนชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ลงสมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ ในนามพรรคเพื่อไทย

ทิ้งเชียงใหม่เอฟซี?

          ในยุทธจักรลูกหนังภาคเหนือ ต้องยกให้ บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช แห่งสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด และ “ส.ว.ก๊อง” จึงปรึกษากับเสี่ยฮั่น ว่าจะเข้ามาบริหารสโมสรฟุตบอลเชียงใหม่ เอฟซี มีฉายาว่า “พยัคฆ์ล้านนา” ที่เล่นอยู่ในระดับไทยลีก 2

          สำหรับสโมสรฟุตบอลเชียงใหม่ เอฟซี ก่อตั้งโดย พ่อเลี้ยงอี๊ด” อุดรพันธ์ จันทรวิโรจน์ อดีตนายก อบจ.เชียงใหม่ ซึ่งเสี่ยฮั่น ให้ความเคารพนับถือพ่อเลี้ยงอี๊ด ประหนึ่งพ่อคนหนึ่ง

          เมื่อ ส.ว.ก๊อง อยากเข้ามาทำทีมเชียงใหม่ เอฟซี บิ๊กฮั่นจึงเจรจากับพ่อเลี้ยงอี๊ด จน ส.ว.ก๊อง ได้เป็นประธานคนใหม่ของทีมพยัคฆ์ล้านนา โดยมอบให้คนอื่นดูแลทีมเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ดไปก่อน

          ฤดูกาล 2561 ทีมเชียงใหม่ เอฟซี โดยการบริหารของ ส.ว.ก๊อง สามารถเลื่อนชั้นจากไทยลีก ขึ้นมาเล่นไทยลีก สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่จังหวัดเชียงใหม่

          ยังไม่ทันจบครึ่งฤดูกาลแรกของปี 2562 “ส.ว.ก๊อง” ได้แถลงลาออกจากตำแหน่งประธานเชียงใหม่ เอฟซี และกลับไปคุมทีมเจแอล เชียงใหม่ ที่กำลังเล่นไทยลีก 2

          ส.ว.ก๊องรู้ดีว่า จุดยืนทางการเมืองของพ่อเลี้ยงอุดรพันธุ์นั้น อยู่คนละขั้วกับพรรคเพื่อไทย เมื่อตัวเขาจะลงสนามการเมืองท้องถิ่นก็ควรวางมือจากทีมพยัคฆ์ล้านนา

          แฟนบอลไม่รู้เรื่องอะไร ก็ออกอาการเซ็ง แถมผลงานทีมแย่ลงเรื่อยๆ 

แชมป์เก่าถูกท้าทาย

          ปลายปีที่แล้ว เม้าท์กันสนั่นเมือง เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งที่ 6/2561 ให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 19/2558 และ 43/2559 ให้ 4 นายก อบจ.กลับไปดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ดังเดิม

          หนึ่งในนั้นคือ “บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” นายก อบจ.เชียงใหม่ ที่เผชิญวิบากกรรม จนต้องยอมเจรจากับฝ่ายผู้ถืออำนาจ

          20 กว่าปีที่แล้ว เสี่ยตุ๊” ปกรณ์ บูรณุปกรณ์ จะใช้ “ร้านทัศนาภรณ์” ริมถนนเชียงใหม่-สันกำแพง เป็นกองบัญชาการทำงานการเมืองท้องถิ่น จนยึดเทศบาลนครเชียงใหม่สำเร็จ และปกรณ์ได้เป็น ส.ส.เชียงใหม่อยู่ 2 สมัย ก็เสียชีวิตจากเจ็บไข้ได้ป่วย

 บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกฯ อบจ.เชียงใหม่

          สิ้นเสี่ยตุ๊ก็เหลือ เสี่ยโต๊ะ” บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ เป็นแม่ทัพธุรกิจการเมืองของตระกูล และยุคชินวัตร ครองเมือง “บูรณุปกรณ์” ได้ยึดการเมืองท้องถิ่นเชียงใหม่ไว้หมด

          ปี 2551 เสี่ยโต๊ะ บุญเลิศ ขยับจากนายกเล็กเชียงใหม่ไปยึดที่มั่น อบจ.เชียงใหม่ ส่วนหลานชาย ทัศนัย บูรณุปกรณ์ มาเป็นนายกเล็กเชียงใหม่แทน และปฏิเสธไม่ได้ว่า “บูรณุปกรณ์” เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยแรงหนุนจากเจ๊แดง มาตั้งแต่ยุคไทยรักไทยเฟื่องฟู

          เลือกตั้ง 2562 แม้เสี่ยโต๊ะจะไม่ประกาศชัดว่า สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ แต่ก็บอกให้ ส.จ.ในเครือข่ายกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม ดำเนินการทางการเมืองโดยอิสระ 

เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

          สำหรับการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ เสี่ยโต๊ะได้จัดทัพเรียบร้อยแล้ว โดยเตรียมทีมบริหารและผู้สมัคร ส.อบจ.25 อำเภอ จำนวน 42 เขตแล้ว ส่วนใหญ่เป็นชุดเดิมกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

          หนที่แล้ว เสี่ยโต๊ะลงสนามในนามกลุ่มเพื่อไทยคุณธรรม แต่หนนี้ จะกลับมาใช้ชื่อกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม เสี่ยโต๊ะเชื่อประชาชนให้โอกาสรับใช้เป็นสมัยที่ 3

         แค่ยกแรกก็เดือดแล้ว ระหว่าง ส.ว.ก๊อง ศิษย์เจ๊แดง กับแชมป์เก่า เสี่ยโต๊ะ 

royal coronation

วันที่ 20 มิถุนายน 2562    
 
ข่าวด่วน

เจ้าของโรงแรมแถลงขอโทษ เหตุเครนถล่มใส่ รร.อัสสัมชัญ

วันที่ 20 มิถุนายน 2562 - 16:27 น.
เครนถล่มใส่โรงเรียน,เครนล้ม,อัสสัมชัญคอนแวนต์,โรงเรียนอัสสัมชัญ,เจ้าของโรงแรม,แถลงขอโทษ

เจ้าของโรงแรมกราบขอโทษ-เสียใจนร.ได้รับบาดเจ็บ พร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด เยียวยาต่อเนื่อง ยันอยู่ระหว่างสร้างอุปกรณ์ปิดกั้นอาคาร ไม่ได้ซ่อมแซมหรือต่อเติม

                ที่โรงแรมเลอบัว แอท สเตท ทาวเวอร์ ถนนสีลม แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 20 มิถุนายน 2562 นายวรพล อุดมโชคปิดิ ตัวแทนบริษัทแบงค์ค็อก ฮอสพิทอลลิตี้ จำกัด เจ้าของโรงแรมริเวอร์การ์เด้นท์ เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับกรณีเครนถล่มที่อาคารริเวอร์การ์เด้นท์

                นายวรพล กล่าวว่า ก่อนอื่นทางบริษัทต้องกราบขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงทรัพย์สินของโรงเรียน โดยหลังตนทราบข่าว และทราบว่ามีเด็กได้รับบาดเจ็บตนจึงส่งคนไปดูที่โรงเรียน ส่วนตนเองได้เดินทางไปดูอาการเด็กที่โรงพยาบาลทันที ทางบริษัทได้ขอเป็นเจ้าของคนไข้ทั้งหมดโดยดูแลค่าใช้จ่ายทั้งระหว่างการรักษา และเยียวยาต่อเนื่องทุกเคส รวมถึงรับผิดชอบความเสียหายของตัวอาคาร ซึ่งทางบริษัทได้จัดหาที่พักให้บาทหลวงที่ต้องออกจากอาคาร โดยบริษัทรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

                นายวรพล กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมายอมรับว่าเคยเกิดเหตุเล็กน้อยมาแล้ว 4 ครั้ง ทางบริษัทดูแลทุกครั้งทั้งซ่อมแซม และเยียวยาค่าใช้จ่าย และระงับการก่อสร้าง ถึงอย่างนั้นทางบริษัทจึงพูดคุยกับทางโรงเรียนอัสสัมชัญ หาความเป็นไปได้ที่จะทำงานต่อ โดยมีทางเขตบางรักเป็นตัวกลางให้ โดยได้ข้อสรุปร่วมกันว่า “ทางบริษัทต้องดำเนินการสร้างอุปกรณ์โพรเทคชั่นเพื่อป้องกันให้เกิดความปลอดภัยในการทำงาน” หลังจากเกิดเหตุครั้งที่ 4 นั้นทางบริษัทได้หยุดการก่อสร้างที่เกี่ยวกับตัวอาคารไปแล้ว และดำเนินการสร้างอุปกรณ์โพรเทคชั่นซึ่งเป็นโครงเหล็กปิดกั้นรอบตัวอาคาร ขณะนี้ดำเนินการสร้างไปได้ 90% แล้ว แต่ก็มาเกิดอุบัติเหตุขึ้นก่อน ทางบริษัทยืนยันว่าอาคารอยู่ระหว่างสร้างโพรเทคชั่น ไม่ได้อยู่ระหว่างซ่อมแซมหรือต่อเติมอาคารแต่อย่างใด

                นายวรพล กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของสาเหตุนั้นอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตนต้องขอดูข้อมูลสรุปอีกครั้ง แต่จากที่พูดคุยกับฝ่ายผู้รับเหมาขณะเกิดเหตุเครนไม่หยุดมันยกตัวขึ้นไปเรื่อยๆ จนรับน้ำหนักไม่ไหวก่อนจะหักลง แต่ก็ยังไม่ทราบว่าเกิดจากคนหรือเครื่องจักร ส่วนกรณีผู้ขับเครนมีความสามารถหรือเป็นต่างด้าวหรือไม่นั้น ตนตอบไม่ได้ เพราะเป็นความดูแลของฝ่ายบริษัทผู้รับเหมา ส่วนกรณีฝ่าฝืนก่อสร้างต่อเติม ตนยืนยันว่าทางบริษัทได้ระงับการก่อสร้างแล้ว อย่างไรก็ตามหลังเกิดเหตุทางบริษัทได้ส่งตัวแทนไปให้ปากคำกับตำรวจและมีการพูดคุยกับผู้ปกครองบางท่านแล้ว หลังจากนี้ทางบริษัทยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับทิศทางต่อจากนี้ เนื่องจากเป็นห่วงผู้ได้รับบาดเจ็บขอดำเนินการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อน แต่ในส่วนของการแก้ไขเบื้องต้นคือมอบหมายให้บริษัทพุทธะเตชะ จำกัด ดำเนินการรื้อถอนเครนที่โครงการ และวัสดุต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยในโรงเรียนออกโดยด่วน

 

ข่าวด่วน

"พท."ยื่นญัตติตั้งกมธ.แก้น้ำท่วม-แล้งอีสาน

วันที่ 20 มิถุนายน 2562 - 14:03 น.
อุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม,ยื่นญัตติ,น้ำท่วม,น้ำแล้ง,อีสาน

"ส.ส.พท."ยื่นญัตติสภาฯตั้งกมธ.แก้ปัญหาน้ำท่วม-แล้ง พื้นที่อีสานผ่านโครงการผันน้ำ 5 สายหลักอีสาน

 
เจาะประเด็นร้อน

'กองทัพศตวรรษ21' สปีชีส์ที่แตกต่าง

วันที่ 20 มิถุนายน 2562 - 13:10 น.
กองทัพศตวรรษ21,ทหาร

คอลัมน์... ถอดรหัสลายพราง โดย... พลุซุ่มยิง

          นับจากวันถวายสัตย์ปฏิญาณและแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายใน 15 วัน ถือว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่ เข้าบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ พร้อมๆ กับการสลายไปของรัฐบาลรัฐประหารและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่วนการทำหน้าที่ของ 7 พรรคฝ่ายค้านในการตรวจสอบและผลักดันนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ จะเริ่มต้นทันทีหลังมีการเปิดสภาให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้ทำหน้าที่

          น่าจะกลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งสำหรับพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เตรียมขอเปิดอภิปรายผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างกองทัพให้เป็น ‘กองทัพศตวรรษ 21’ มีเป้าหมายหยุดรัฐประหาร กันทหารออกจากการเมือง เช่น สถาปนาอำนาจของรัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ โดยจัดตั้งคณะเสนาธิการร่วม, ลดงบประมาณ, ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร, จัดสวัสดิการทหาร 


          ‘กองทัพศตวรรษ 21’  ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อยู่ในแผนการปฏิรูปกองทัพของกระทรวงกลาโหม ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อให้มีความอเนกประสงค์ ปฏิบัติงานได้หลากหลาย เล็กกะทัดรัด แต่ทรงอนุภาพ  ด้วยการลดจำนวนกำลังพลหันมาเพิ่มเทคโนโลยีในการป้องกันประเทศและดูแลประชาชนตามสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากประเทศไทยจะเข้าสู่สภาวะผู้สูงอายุในอีก 10 ปีข้างหน้า

          ถ้าตัดอคติทางการเมืองออกไปจะเห็นว่าพรรคอนาคตใหม่ กับกองทัพ มีความคิดคล้ายคลึงกัน แต่ต่างกันตรงที่วิธีการ ที่ทำไม่ได้ในโลกของความเป็นจริง โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะเสนาธิการร่วม ทำหน้าที่ใช้กำลัง ในขณะผู้บัญชาการทหารบก ทำหน้าที่แค่เตรียมกำลัง ยึดตามสหรัฐอเมริกา ที่มียุทธศาสตร์รบนอกบ้าน แต่ประเทศไทยคือการรบภายในประเทศ ป้องกันอธิปไตย

          “หากอนาคตใหม่เป็นรัฐบาลมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะรู้ว่าการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงบางเรื่องทำไม่ได้ เพราะมีรายละเอียดจำนวนมาก และคนที่นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติคือข้าราชการ เช่น การตั้งคณะเสนาธิการทหารร่วมแบบสหรัฐ เพราะคนละสปีชีส์ คนละยุทธศาสตร์กัน เอาเราไปเทียบกับประเทศมหาอำนาจเป็นไปไม่ได้ ประเทศไทยมีขนาดเท่ารัฐเท็กซัส ของสหรัฐเท่านั้น ผมเชื่อว่าหากคุณธนาธร เป็นนายกรัฐมนตรี จะเดินตามแนวทางที่กองทัพกำลังทำอยู่ในปัจจุบันนี้” แหล่งข่าวกองทัพบก ระบุ

          ต้องยอมรับว่าในห้วงที่ผ่านมากองทัพมีการปรับตัวตลอดเวลา โดยเฉพาะการปรับลดกำลังพลอย่างต่อเนื่องในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กองทัพง่อยเปลี้ยเสียขา จึงยังไม่ได้กำหนดสัดส่วนเป็นรูปธรรม ซึ่งจะแตกต่างจากอนาคตใหม่ ได้ระบุตัวเลขเอาไว้ชัดเจน แต่ไร้ซึ่งหลักการ เช่น ลดกำลังพลจาก 330,000 นาย เหลือ 170,000 นาย ลดทหารระดับชั้นนายพล 4 เท่าตัว จากที่มีอยู่ 1,600 นาย เหลือ 400 นาย 

          แม้กองทัพจะมีความต้องการชายไทยที่สมัครใจเข้ามาเป็นทหาร เนื่องจากมีประสิทธิภาพและความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ เข้ามาทำหน้าที่ดูแลประเทศชาติและประชาชน แต่ยังขาดแรงจูงใจเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการที่ต่ำเรี่ยติดดิน จึงทำให้ยอดคนสมัครใจในแต่ละปีไม่ถึง 50% ของความต้องการ ในขณะทหารที่เกณฑ์เข้ามาก็ขาดคุณภาพ ติดยาเสพติดต้องนำไปบำบัด หรือมีปัญหาครอบครัว

          แนวคิดการยกเลิกเกณฑ์ทหารของอนาคตใหม่ ที่หวังจะนำระบบสหรัฐอเมริกา หรือเยอรมนี มาใช้ ยังทำไม่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากต้องพิจารณาปัจจัยภายในประเทศแล้ว เหตุการณ์นอกประเทศเป็นสิ่งต้องคิดถึง เช่นเดียวกับ สิงคโปร์ มีกฎหมายบังคับทุกคนต้องเกณฑ์ทหารเพราะเป็นประเทศขนาดเล็กและสถานการณ์ด้านความมั่นคงบนโลกไม่มีอะไรแน่นอน ส่วนกองทัพไทยอยู่แบบก้ำกึ่งมีทั้งระบบสมัครใจและเกณฑ์ไปพร้อมๆ กัน

          ทั้งนี้ไม่ว่าพรรคไหนจะได้เป็นรัฐบาลและใครเป็นผู้นำประเทศ  กองทัพไทยจะเข้าสู่กองทัพในศตวรรษ 21 อย่างสมบูรณ์แบบตามยุทธศาสตร์วางไว้ในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการรบ เช่น การใช้ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดน การใช้เอ็มไอ 17 ยกถุงบรรจุน้ำดับไฟป่า  ส่วนกำลังพลคัดเลือกบุคคลมีกำลังพลที่มีความรู้ ความสามารถ ปฏิบัติภารกิจได้หลากหลาย จะส่งผลงบประมาณลดลง

          ‘กองทัพศตวรรษ 21’ ในมุมของอนาคตใหม่ กับกองทัพ ก็แค่เส้นบางๆ ขวางกั้น หากใช้เวทีสภาปรับจูนความคิดก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและส่วนรวม แต่หากใช้เวทีนี้หวังเอาชนะทางการเมือง หรือต้องการเพียงป้องกันรัฐประหารและให้กองทัพถอนตัวออกจากการแทรกแซงทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงและบริบทของประเทศ เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ

 

โดนกลั่นแกล้ง 'ปารีณา' ยืนยันภาพเต้นโชว์ไม่ใช่ตนเอง

วันที่ 20 มิถุนายน 2562 - 10:48 น.
สส พรรคพลังประชารัฐ,ปารีณา ไกรคุปต์,โชว์หน้าอก,โดนกลั่นแกล้ง

โดนกลั่นแกล้ง 'ปารีณา' ยืนยันภาพเต้นโชว์ไม่ใช่ตนเอง

 

ล่าสุด ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า ไม่ใช่ภาพของตนแน่นอนและเชื่อว่าตนเองถูกกลั่นแกล้งจากกลุ่มคนที่ไม่หวังดี  นอกจากนี้เธอยังเล่าว่า เวลาจะไปไหนมาไหน อาทิ การคุยเรื่องธุรกิจ หรือพูดคุยทางการเมือง เมื่อทราบข่าวว่า ปารีณา จะมา ทุกคนก็จะมารอเพื่อมาดูหน้าอก แต่พอมาเจอทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ใช่ คนละไซท์กัน 

 

 

 ..........................................................
 
20 มิถุนายน 2562
 
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน