*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5411
  • จำนวนผู้ชม : 3302478
  • จำนวนผู้โหวต : 1712
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1712 คน
<< มิถุนายน 2019 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 265 , 10:22:32 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         สถานการณ์ทางพรรคปชป.ขณะนี้ ถึงคราวที่สมาชิกหน้าเก่าที่หมดความสำคัญลงไป หรือแตกแยกความคิดเห็นกับ

เสียงส่วนใหญ่ของพรรค ก็พากันลาออกจากพรรคบ้างแล้ว แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็อาจเป็นไปได้ด้วยกันทั้งนั้น ดังเช่นแรงกระ

เพื่อมหนักที่เกิดขึ้นขณะนี้

 

 

 

วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562
 
 
อุตุฯประกาศ'ฝนตกหนัก-คลื่นลมแรง'ฉบับ11 เตือน!น้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก

อุตุฯประกาศ'ฝนตกหนัก-คลื่นลมแรง'ฉบับ11 เตือน!น้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก

วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 07.07 น.
 
 
 

26 มิ.ย.62 กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ "ฝนตกหนัก และคลื่นลมแรง" (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 29 มิ.ย.62) ฉบับที่ 11 ระบุว่า ในช่วงวันที่ 26 - 27 มิ.ย.62 ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย

 

โดยจะมีผลกระทบตามภาคต่างๆ ดังนี้

วันที่ 26 มิ.ย.62

ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงราย น่าน ตาก และกำแพงเพชร

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดอุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร และนครพนม

ภาคกลาง : จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี นครปฐม และสุพรรณบุรี

ภาคตะวันออก : จังหวัดนครนายก จันทบุรี และตราด

ภาคใต้ : จังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต

วันที่ 27 มิ.ย.62

ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย อุตรดิตถ์ และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ และนครราชสีมา

ภาคกลาง : จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี นครปฐม และสุพรรณบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก : จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้ : จังหวัดระนอง และพังงา

ทั้งนี้ เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังแรง ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่ง

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2 - 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 29 มิ.ย.62

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

มงคลพระชันษา 92 ปี 'สมเด็จพระสังฆราช' พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

มงคลพระชันษา 92 ปี 'สมเด็จพระสังฆราช' พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 07.50 น.
 
 

วันที่ 26 มิถุนายน 2562 เป็นวันคล้ายวันประสูติ ครบรอบ 92 ปีของ "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อัมพโร)" ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นับเป็นวันมหามงคลอย่างยิ่งสำหรับพุทธศาสนิกชนชาวไทย

 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระนามเดิม อัมพร ประสัตถพงศ์ ฉายา อมฺพโร ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 และทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหารและทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม แม่กองงานพระธรรมทูต

 **พระประวัติสมเด้จพระสังฆราชฯ

 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระนามเดิมว่า อัมพร ประสัตถพงศ์ ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2470 ตรงกับแรม 12 ค่ำ เดือน 7 ปีเถาะ ณ ตำบลบางป่า อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี พระชนกชื่อนับ ประสัตถพงศ์ พระชนนีชื่อตาล ประสัตถพงศ์ เป็นบุตรคนที่ 2 จากพี่น้องทั้งหมด 9 คน มีพระน้องชายคือ พระเทพสุเมธี (ไสว วฑฺฒโน) เจ้าอาวาสวัดศรีสุริยวงศาราม จังหวัดราชบุรี ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเทวานุเคราะห์ กองบินน้อยที่ 4 ตำบลโคกกระเทียม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แล้วมาศึกษาต่อที่โรงเรียนประชาบาลวัดพเนินพลูจนจบชั้น ป.4 ในปี พ.ศ.2480

 **การบรรพชาอุปสมบท

 เมื่อ พ.ศ.2483 พระองค์บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โดยมีพระธรรมเสนานี (เงิน นนฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วย้ายไปอยู่วัดตรีญาติเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม

 ต่อมาได้ทรงเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ.2491 ณ พัทธสีมาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระจินดากรมุนี (ทองเจือ จินฺตากโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

 

 

 **การศึกษาพระปริยัติธรรม

 ขณะจำพรรษาที่วัดตรีญาติ ตำบลพงสวาย สามเณรอัมพร ประสัตถพงศ์ สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีในปี พ.ศ.2483 สอบได้นักธรรมชั้นโทในปีต่อมา ถึงปี พ.ศ.2486 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอกและเปรียญธรรม 3 ประโยค และสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยคในปี พ.ศ.2488

เมื่อ พ.ศ.2490 ทรงย้ายมาอยู่จำพรรษา ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระจินดากรมุนี นำมาฝากกับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) สกลมหาสังฆปริณายก ภายหลังอุปสมบท ท่านศึกษาพระปริยัติธรรมต่อในสำนักเรียนวัดราชบพิธฯ จน พ.ศ. 2491 สามารถสอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค และ พ.ศ.2493 สามารถสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค

หลังเป็นเปรียญ 5 ประโยค พระองค์ได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นนักศึกษารุ่นที่ 5 จบศาสนศาสตรบัณฑิต เมื่อปี พ.ศ.2500 และได้เดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี (Banaras Hindu University) ประเทศอินเดีย จบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ.2512 ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

 ปี พ.ศ.2552 สภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ถวายศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตร์

 ปี พ.ศ.2553 สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาธรรมนิเทศ

**สมเด็จพระสังฆราช

  วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดสถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และได้เสด็จไปประกอบพระราชพิธีสถาปนาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

 

ปชป.วิกฤติหรือ.? เคลียร์ชัดๆจาก‘สาทิตย์’ หลังแกนนำลาออก เชื่อพรรคยังเป็นความหวังได้

ปชป.วิกฤติหรือ.? เคลียร์ชัดๆจาก‘สาทิตย์’ หลังแกนนำลาออก เชื่อพรรคยังเป็นความหวังได้

วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 09.13 น.
 
 

ปชป.วิกฤติหรือ.? เคลียร์ชัดๆจาก‘สาทิตย์’ หลังแกนนำลาออก เชื่อพรรคยังเป็นความหวังได้

26 มิ.ย.62 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ “สมาชิกระดับแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ ลาออก !!!  พรรคฯวิกฤต หรือ??” มีเนื้อหาดังนี้

ข่าวการทยอยลาออกของสมาชิกพรรคฯ หลายคน หลังจากการประกาศตัวเข้าร่วมกับรัฐบาลประยุทธ์ สร้างความสงสัยและหวั่นไหวใจกับผู้สนับสนุนพรรคจำนวนมาก

คำถามของหลายคนคือ เกิดอะไรขึ้น?

พรรคฯถึงคราววิกฤตแล้วหรือยัง?

สำหรับผม คิดมานานแล้วว่า วันหนึ่งพรรคจะต้องมาถึงจุดนี้...

ข้อสังเกตของผม คือ พรรคการเมืองที่ก่อตั้งด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มุ่งเน้นโครงสร้างประชาธิปไตยแบบพรรคไร้เจ้าของพรรค จะรวมตัวอยู่ได้ด้วยแนวคิดทางการเมืองที่ไปทางเดียวกัน หรือประนีประนอมกันได้ แต่ถ้ามีแนวคิดต่างกันสุดขั้ว หรือไม่มีแนวทางที่ประนีประนอมกันได้ จะทำให้เกิด คนแยกทาง หรือ หลุดวงโคจร ออกไปจากพรรค จะเหลือแกนหรือ core ที่แนวคิดตรงกัน หรือ คล้ายกัน หรือ รับกันได้

ก่อนเกิดเหตุการณ์ เข้าร่วมรัฐบาลประยุทธ์นี้ มีเหตุการณ์ “สู้ระบอบทักษิณ “ ที่ประชาธิปัตย์ ชูธงต่อต้าน และเรียกว่า “เผด็จการของทุนสามานย์ “ ทำให้เป้าหมายร่วมของพรรค ชัดเจน เพราะ ระบอบทักษิณ มีลักษณะตรงข้าม กับแนวทางของพรรค เช่น รวบอำนาจ แทรกแซงองค์กรตรวจสอบ บิดเบือนกลไกของกฎหมาย ทุจริตโจ๋งครึ่ม และ มีข้อครหาเรื่องสถาบัน

เช่นเดียวกับในอดีตที่ ประชาธิปัตย์ ชูธงต้านเผด็จการทหาร รวมทั้งบรรดานายพลที่ทุจริต กินบ้านกินเมือง ทำให้มีแนวสู้ชัดเจน รวมตัวกันได้

แต่ใครจะคาดคิดว่าวันหนึ่ง พรรคฯต้องอยู่ท่ามกลางทางเลือก ว่าจะทำงานร่วมกับ พรรคที่เคยถูกเรียกว่าเป็น เผด็จการของทุนสามานย์ หรือจะไปกับพรรคฯ ที่ต่อยอด จากเผด็จการทหาร ที่ได้อำนาจมาจากการรัฐประหาร

ความย้อนแย้งนี้ คือ ประชาธิปัตย์ เชื่อมั่นในระบอบรัฐสภา แต่ ระบอบทักษิณ ครอบงำกลไกสภา กลายเป็นสภาทาส เพื่อต้องการออกกฎหมายนิรโทษกรรม และ แก้ไขรัฐธรรมนูญ จนสมาชิกพรรคฯส่วนหนึ่ง ออกมาสู้บนท้องถนน และลาออกจาก ส.ส. ในเวลาที่มวลชนจำนวนมากสนับสนุนแนวทางสู้อย่างสันติบนท้องถนน ประชาธิปัตย์ ถนอมตัวกับการยึดแนวทางรัฐสภา โดยให้สมาชิกออกมาสู้ในนามบุคคล แม้สุดท้าย จะลาออกจาก ส.ส. ทั้งพรรค แต่ก็อยู่ในแนวทางระบบรัฐสภา

สุดท้ายเมื่อ ความขัดแย้งบานปลาย จนไม่มีทางออกของระบบในขณะนั้น คือ วุฒิสภาไม่สามารถเป็นหลักให้บ้านเมืองได้ รัฐบาลหมดสิ้นความชอบธรรมและหัวหน้ารัฐบาลถูกกฎหมายตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง

การชุมนุมเรียกร้องอย่างสันติภายใต้รัฐธรรมนูญถูกจัดการอย่างรุนแรงและนำไปสู่การใช้ความรุนแรงของขบวนการติดอาวุธนิรนาม

การรัฐประหารจึงเกิดขึ้น บนเงื่อนไข ที่คนของรัฐบาลที่หมดความชอบธรรม ประกาศว่า “ยังไงก็ไม่ลาออก” อันเป็นการสร้างเดดล็อค ทางการเมือง

แม้ในภายหลัง ฝ่ายสูญเสียอำนาจในตอนนั้น พยายามอธิบายโดยใช้ “ทฤษฎีถูกกลั่นแกล้ง” มาอธิบาย แต่ฟังไม่ขึ้น เพราะเรื่องการทุจริตจำนำข้าวชัดเจนจนมีคนต้องติดคุกและนายต้องหนี กับ หลักฐานกฎหมายนิรโทษกรรม ล้างผิดคนทุจริต หนีคุก มันตำตาคนทั้งประเทศ

พรรคฯ เริ่มแตกต่างทางความคิด มากขึ้น ฝ่ายหนึ่ง แม้ไม่เอาระบอบทักษิณ แต่ไม่อาจรับการรัฐประหาร เพียงแต่จนใจที่ไม่มีทางออกอื่น ฝ่ายหนึ่ง ไม่เอาทักษิณ แต่เห็นว่า เมื่อมีการรัฐประหาร ก็ควรให้เงื่อนไขนี้ จัดการ เผด็จการของทุนสามานย์ แต่ควรอยู่ชั่วคราว

สองความคิดต่างนี้ ยังคงร่วมทางกันได้เพราะเชื่อว่า ยังไงก็ต้องไปเลือกตั้ง

จนเมื่อมีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ คสช ความเห็นต่างชัดเจนมากขึ้น เพราะ คำตอบ มีแค่ รับ หรือ ไม่รับ

จะเห็นว่า สมาชิกฝ่ายหนึ่ง ไม่รับ เพราะดูตามเนื้อหาสาระ ขัดหลักการประชาธิปไตย แต่อีกฝ่าย รับ เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่แสดงออกว่า ต้องการรับ ให้ผู้มีอำนาจไปจัดการ เผด็จการของทุนสามานย์ เนื้อหาเป็นยังไงรับไปก่อน

จนเมื่อถึงตอนเลือกตั้ง ผู้นำพรรคฯ เสนอ แนวทางขั้วที่ ๓ ไม่เอาระบอบทักษิณ และ ไม่เอาประยุทธ์ แต่ผลคือ แนวคิดขั้วที่ ๓ ไม่อาจนำได้ พรรคพ่ายแพ้ มาอยู่อันดับ ๔  ซึ่งหมายความว่า พรรคจะไม่ได้กำหนดเกมเอง เป็นได้แค่ พรรคร่วม

ประเด็นคือ จะร่วมฝ่ายไหน

มีคนพยายามเสนอแนวทางประนีประนอม ระหว่าง ๒ ทางนี้ หากไม่เลือกทั้งสองทาง คือ ประกาศตนเป็นฝ่ายค้านอิสระ

แต่ไปไม่ได้เพราะ ส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง และ ทำงานจริงไม่ได้

สุดท้าย เมื่อ ต้องเลือกสุดไปทางหนึ่ง คนที่สุดอีกฝ่าย ก็ไม่อาจร่วมแนวทาง

การลาออกจากสมาชิก เป็นการแสดงออกต่อพรรค อย่างสันติ และ เคารพความเห็นส่วนใหญ่

ผมว่าตรงนี้ คือ ประชาธิปไตย ในพรรคประชาธิปัตย์

ถ้าจะมองว่า วิกฤต ผมกลับมองว่า มันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ มากกว่า เป็นจุดเปลี่ยนทางแนวคิด ที่ทำให้พรรคการเมืองยาวนานพรรคนี้ ต้องพิเคราะห์บริบทรอบๆพรรคในทางการเมือง ที่เปลี่ยนไปมากจากเมื่อคราวก่อตั้งพรรค

จากยุคที่มีแต่เผด็จการทหาร มาเป็น เผด็จการของทุนนิยมสามานย์ ยุคที่ระบบรัฐสภาเป็นคำตอบ มาสู่ยุคสภาทาส ที่ครอบงำได้ สั่งได้ จากยุคก่อนที่แมวที่จะจับหนู ต้องมีสีเดียวมาสู่ยุคที่แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้

ผมว่า ถึงเวลาที่คนในพรรคประชาธิปัตย์ ต้องตั้งวงคุย แนวคิด แนวทางของพรรคฯในโลกยุคใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มวลชนบางส่วนล้ำหน้าพรรคไปแล้ว ปัญหาซับซ้อน กระบวนการทางสังคมซับซ้อน

บางทีการตีความอุดมการณ์พรรคฯแบบ คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ อาจไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด แต่ต้องประยุกต์ใช้ ตีความให้เหมาะกับสถานการณ์ โดยคง “ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่” ตามที่บรรพประชาธิปัตย์ วางแนวไว้ น่าจะดีที่สุด

หมายเหตุ ผมเขียนบทความนี้เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนทางความคิดกับคนในพรรคและผู้สนับสนุน โดยไม่มีจุดมุ่งหมายอื่นใดให้เกิดการตีความในทางร้ายจากใคร เพราะผมยังเป็นสมาชิกพรรคฯ ที่ยังเชื่อว่า ประชาธิปัตย์ ยังเป็นความหวังให้สังคมไทยได้

 
'บิ๊กป้อม'แจงคนนอกนั่งอนุก.ตร.ได้ หลังมีชื่อ'บิ๊กโจ๊ก'โผล่

'บิ๊กป้อม'แจงคนนอกนั่งอนุก.ตร.ได้ หลังมีชื่อ'บิ๊กโจ๊ก'โผล่

วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 09.38 น.
 
 

"บิ๊กป้อม"แจงคนนอกนั่งอนุก.ตร.ได้ หลังมีชื่อ"บิ๊กโจ๊ก"โผล่ ยันเป็นคำสั่งเก่า โบ้ยถาม"วิษณุ"โยกกลับเป็นตำรวจได้

26 มิ.ย.62 ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่มีประกาศคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เรื่องแต่งตั้ง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการ ก.ตร.เกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบว่า เป็นเรื่องภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งจะให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร.เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียด ทั้งนี้ ในเรื่องดังกล่าวสามารถให้บุคคลภายนอกที่ปัจจุบันไม่ได้เป็นข้าราชการตำรวจเข้ามาเป็นคณะอนุกรรมการ ก.ตร.ได้ ซึ่งการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการดังกล่าวอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ก.ตร.ชุดใหญ่ ส่วนตนมีหน้าที่ลงนาม

เมื่อถามว่า แต่สังคมยังมีความสงสัยเรื่องการโยกย้าย พล.ต.สุรเชษฐ์ ออกจากตำแหน่งอดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) มาเป็นข้าราชการพลเรือน เหตุใดจึงมาเป็นคณะอนุกรรมการดังกล่าวได้ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ในช่วงบ่ายวันนี้จะมีการประชุม ก.ตร.

เมื่อถามอีกว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าการที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการ ก.ตร.นั้น เป็นการส่งสัญญาณว่าอาจจะได้กลับมาดำรงตำแหน่งใน สตช. พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนตอบเรื่องนี้ไปแล้ว ซึ่งคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งเก่า เนื่องจากมีหนึ่งในคณะอนุกรรมการ ก.ตร.เสียชีวิตหนึ่งคน จึงมีการเสนอชื่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้ามา อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่สามารถกลับเข้ามาทำงานใน สตช.ได้ เพราะเป็นข้าราชการพลเรือนไปแล้ว ตนถามว่าแล้วจะกลับมาได้อย่างไร

เมื่อถามว่า แต่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ระบุว่าสามารถกลับมาได้โดยใช้คำสั่งปกติ หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หมดอำนาจ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ขอให้ไปถามนายวิษณุ เพราะตนไม่ทราบ

'บิ๊กตู่'ลั่น! ไทยร่วมประชาคมโลก ต่อต้าน'ยาเสพติด'ทุกชนิดอย่างจริงจัง

'บิ๊กตู่'ลั่น! ไทยร่วมประชาคมโลก ต่อต้าน'ยาเสพติด'ทุกชนิดอย่างจริงจัง

วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 09.35 น.
 
 

26 มิ.ย.62 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวคำปราศรัย เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2562 ว่า พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพ องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันที่ 26 มิ.ย.ของทุกปี เป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศสมาชิกได้ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกับประชาคมโลก เพื่อรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดทุกชนิดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยรัฐบาลกำหนดให้การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระเร่งด่วน ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ภายใต้วิสัยทัศน์ "สังคมไทยเข้มแข็งและรอดพ้นภัยจากยาเสพติด ด้วยภูมิคุ้มกัน มาตรการลดผู้ค้าและผู้เสพ และความร่วมมือระหว่างประเทศด้านยาเสพติด บรรลุผลตามพันธกรณีและวิสัยทัศน์ของอาเซียนภายในปี 2562"

ปัจจุบันปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลจึงมีแนวทางขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา ด้วยกระบวนการแก้ปัญหาแบบองค์รวม ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมดำเนินการ ร่วมรับผลประโยชน์และร่วมประเมินผล ซึ่งผมได้เน้นย้ำแนวทางการทำงานในเรื่องการปราบปรามปัญหาเดิม ป้องกันปัญหาใหม่ และการบำบัดรักษาผู้เสพยา เพื่อให้ผู้เสพกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีความสุข และได้รับการยอมรับจากสังคม ตลอดจนปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่เด็กและเยาวชน ที่เป็นทรัพยากรบุคคลอันมีค่าของประเทศ ให้ตระหนักรู้ถึงภัยอันตรายจากยาเสพติด

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหายาเสพติดจะสำเร็จเป็นรูปธรรมได้นั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนของสังคม ในการหยุดยั้งยาเสพติดไม่ให้ขยายตัวออกไป  ผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทย และทุกหน่วยงาน ที่ได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ และเสียสละเวลา เพื่อช่วยกันสอดส่องดูแลสังคมของเราให้ปลอดภัยจากยาเสพติด

ในโอกาสนี้ ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล อีกทั้งเดชะพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้โปรดดลบันดาลประทานพรให้พี่น้องประชาชนชาวไทย จงประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีกำลังใจ กำลังกายที่เข้มแข็ง เพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศของเราให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป

เปิดคลิปเทียบ‘ปู-ประยุทธ์’สปีคอิงลิช นิสิตเก่าจุฬาฯชี้สำเนียง‘ยิ่งลักษณ์’ไม่สมจบนอก

เปิดคลิปเทียบ‘ปู-ประยุทธ์’สปีคอิงลิช นิสิตเก่าจุฬาฯชี้สำเนียง‘ยิ่งลักษณ์’ไม่สมจบนอก

วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 08.51 น.
 
 

เปิดคลิปเทียบ‘ปู-ประยุทธ์’สปีคอิงลิช นิสิตเก่าจุฬาฯชี้สำเนียง‘ยิ่งลักษณ์’ไม่สมจบนอก

26 มิ.ย.62 น.ส.ศุภมาส เสนะเวส ในฐานะศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตผู้ก่อตั้งกลุ่ม “ขบวนผู้หญิงกับการปฏิรูปการเมือง” หรือ WeMove โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกรณีสังคมออนไลน์ แห่แชร์คลิปเปรียบเทียบการพูดภาษาอังกฤษ ระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีเนื้อหาดังนี้

คนที่แชร์คลิปนี้มาถากถางพลเอกประยุทธ์ นอกจากจะเปี่ยมด้วยอคติและไม่เป็นธรรมต่อพลเอกประยุทธ์แล้ว ยังสะท้อนทัศนคติที่บ้องตื้นของประดาคนที่แชร์หรือคนที่เข้าไปคอมเมนท์ถล่ม ทั้งที่ไม่ใช่ฝ่ายเสื้อแดง บางคนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ แต่อกหักจากตำแหน่งต่าง ๆ ก็แชร์มาทำนองขบขัน ช่างไร้วุฒิภาวะสิ้นดี

เพราะอะไร ?

เพราะการพูดภาษาอังกฤษได้ ไม่ได้บ่งบอก ไม่ได้เป็นเครื่องหมายว่าจะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถ หรือเป็นผู้บริหารประเทศชาติที่ดี

นักแปล หรือ ล่ามโดยฉับพลัน -simultaneous interpreter อาจรู้ตั้งสามสี่ภาษา แล้วเป็นนายกรัฐมนตรี ได้หรือไม่ ?

ผู้นำประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ อาจไม่คล่องภาษาอังกฤษ รู้แต่ภาษาที่ใช้ เช่น สเปน ฝรั่งเศส ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะเป็นผู้นำที่ไม่ดี หรือโง่เขลาเบาปัญญา และอันที่จริง การพูดภาษาอังกฤษของนักโทษหนีคดี -ยิ่งลักษณ์ เป็นการให้สัมภาษณ์นักข่าวอย่างไม่เป็นทางการ คงเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีล่ามมานั่งด้วย

แต่การกล่าวเป็นภาษาไทยของพลเอกประยุทธ์นั้น เป็นการกล่าวในเวทีการประชุมอย่างเป็นทางการของนานาชาติ ซึ่งเป็นปกติที่จะกล่าวเป็นภาษาของตนแล้วใช้ล่ามแปลสดๆ ยกเว้นผู้กล่าวมาจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ จึงจะกล่าวเป็นภาษาอังกฤษ

ที่สำคัญ ภาษาอังกฤษของยิ่งลักษณ์นั้น ก็ไม่ได้สำเนียงดีเด่อะไร ไม่สมกับจบต่างประเทศ สำเนียงเหมือนสาวบาร์เบียร์ accent ไม่ได้เรื่อง

ลู้ดค้อด (loose cost) อีควลไล้(equal rights) และภาษาที่ใช้ ก็เป็นภาษาพื้น ๆ ในการพูดคุยทั่วไป ไม่ใช่ภาษาระดับทางการ

ถ้าใครดูคลิปนี้แล้วคิดว่าดีแล้ว นั่นก็เพราะ ภาษาอังกฤษของคุณมันห่วยแตกนะคะ

 
 
 
กรรม!‘แรมโบ้อีสาน’แฉ!‘ณัฐวุฒิ’เต้นทุกเรื่องมานานทำวุ่นวายไม่หยุด

กรรม!‘แรมโบ้อีสาน’แฉ!‘ณัฐวุฒิ’เต้นทุกเรื่องมานานทำวุ่นวายไม่หยุด

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 19.05 น.
 
 

“แรมโบ้อีสาน” ยัน รอดคดีล้มประชุมอาเซียน52 ไม่เกี่ยวซบพปชร.แจง เป็นเรื่องกม.อย่าโยงการเมือง ซัด “ณัฐวุฒิ” เต้น จนบ้านเมืองไม่สงบสุข 

25 มิ.ย. 62 นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีเสียงวิจารณ์ว่าสาเหตุที่หลุดจากการถูกดำเนินคดีล้มการประชุมอาเซียน เมื่อปี พ.ศ. 2552 ที่พัทยา เนื่องจากคดีหมดอายุความ เพราะย้ายมาอยู่กับพรรคพปชร.ว่า เรื่องนี้พูดไปจะไปกระทบระบบราชการถือว่า ไม่ดี พูดไปก็จะเสีย อัยการออกมาแถลงอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น 

ส่วนที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. วิพากษ์วิจารณ์ตนว่า รอดคนเดียว เพราะย้ายไปอยู่พรรคพลังประชารัฐนั้น นายสุภรณ์ กล่าวว่า ตนมองว่า ก็เต้นไปทุกเรื่อง เต้นมานานแล้ว ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวกันเลย การที่คดีหมดอายุความก็คือ หมดอายุ และทุกคนก็รู้ว่า คดีจะหมดอายุเมื่อไหร่ ไม่มีใครสามารถจะไปช่วยใครหรือหลบเลี่ยงได้ 

“ที่ผ่านมาบ้านเมืองไม่สงบสุข ก็เพราะคนแบบนี้ เพราะเต้นไปเต้นมาไม่หยุด ซึ่งผมไม่อยากรื้อฟื้น เนื่องจากเป็นกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งมีขั้นตอนดำเนินการอยู่ก็ต้องว่าไปตามนั้น ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่มีอภิสิทธิ์ชน แต่กลับมาเอาเรื่องของกฎหมายมาเชื่อมโยงกับการเมือง จนทำให้เกิดความวุ่นวาย ยืนยันว่า ไม่มีใครช่วยใครในเรื่องของคดีได้” นายสุภรณ์ กล่าว

41ส.ส.หนาวแน่!‘บุญถาวร’เชื่อศาลรับคำร้อง จ่อลงเหวกับ‘ธนาธร’

41ส.ส.หนาวแน่!‘บุญถาวร’เชื่อศาลรับคำร้อง จ่อลงเหวกับ‘ธนาธร’

วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 07.10 น.
 
 

26 มิ.ย.62 นายบุญถาวร ปัญญามณีโชติ ทนายความชื่อดัง ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว  “บุญถาวร ปัญญามณีโชติ” เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา เกี่ยวกับกรณีที่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยื่นขอให้ศาลวินิจฉัย 41 ส.ส.ที่ถือครองหุ้นสื่อ เข้าข่ายขาดคุณสมบัติดำรงตำแหน่ง ส.ส.หรือไม่  ตอนหนึ่งว่า หลายคนสงสัยหากวันนี้​ (26มิ.ย.) ศาลรับคำร้อง 41 ส.ส.จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ มาไล่ดูกฎหมายดูว่าการที่จะยื่นตรวจสอบส.ส.หรือส.ว.จะต้องใช้เสียง 1 ใน 10 ของสภา ส.ส. สภามีส.ส.ทั้งหมด 500 คน จะต้องใช้ 50 คน ตาม ม.82 วรรค 1 ลงชื่อเสนอต่อประธานสภา เนื่องจากมีเหตุสงสัยว่า ส.ส.ขาดคุณสมบัติ ม.101 มีกรณีเหตุ 13 เหตุ อาทิ ครบวาระหรือยุบสภา ,ตาย,ลาออก ,พ้นตำแหน่ง ตาม ม.93 หรือขาดคุณสมบัติตาม ม.97 (6) เป็นต้น และเป็นเหตุให้ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ 50 คน ลงชื่อตาม ม.82 เสนอว่า 41 ส.ส.มีลักษณะต้องห้ามตาม ม.98 (3) อาศัยความตาม ม.101 (6) มีคุณสมบัติต้องห้าม คือ เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นสื่อมวลชน เข้าข่ายสิ้นสุดลักษณะ ส.ส.ตาม ม.101 (6) 

นายบุญถาวร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ หากศาลรับคำร้องไว้พิจารณาจะมีมาตรฐานไหนในการรับคำสั่ง ทั้งนี้ ชัดเจนว่าเมื่อประธานสภารับคำร้องจากส.ส.ให้ตรวจสอบว่า ส.ส.ตนใดมีลักษณะต้องห้าม เมื่อศาลรับคำร้องแล้ว ต้องมีคำสั่งว่าส.ส.จะสิ้นหรือไม่สิ้นสภาพ แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลจะใช้คำว่า เมื่อผู้ร้องมีหลักฐานอันสงสัยว่า 41  ส.ส.มีคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม กฎหมายเขียนว่าแค่หลักฐานอันควรสงสัยว่าศาลอาจมีคำสั่งให้ 41 ส.ส.หยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ได้ เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อ แค่ใช้ว่าหลักฐานอันควรสงสัย 

“ผมว่าพรุ่งนี้ 41 ส.ส.มีหนาว มาตรฐานเดียวกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรื่องกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ส่วนตัวผมไม่ได้ชี้นำศาล เพียงแค่ตีความตามกฎหมาย ไปดู ม.82 ที่ระบุว่า มีหลักฐานอันสงสัยว่า เช่นเดียวกับกรณีของ นายธนาธร ศาลก็สงสัยว่า จึงมีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกันศาลก็ต้องสั่งให้ 41 ส.ส.หยุดปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน” นายบุญถาวร กล่าว 

 

 
ฟังเหตุผลจาก'คนฐานราก' ทำไมต้องเลิก'ประกาศ-คำสั่งคสช.'

ฟังเหตุผลจาก'คนฐานราก' ทำไมต้องเลิก'ประกาศ-คำสั่งคสช.'

วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.
 
 

24 มิ.ย. 2562 เครือข่ายภาคประชาชน นำรายชื่อผู้สนับสนุนให้ยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. 35 ฉบับ จำนวน 13,409 รายชื่อ ไปยื่น ณ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

“สงบ..แต่ไม่สุข” นิยามนี้คงอธิบายชีวิตความเป็นอยู่ของ “คนระดับฐานราก” ในช่วงเวลา 5 ปีของรัฐบาลทหารในนาม คณะรักษาความสงบ
แห่งชาติ (คสช.) ได้ชัดเจน เห็นได้จากโพลล์ทุกสำนักที่สำรวจความคิดเห็นช่วงเวลาดังกล่าว “คสช. มีจุดเด่นเรื่องความสงบ ไม่มีการชุมนุมทางการเมือง แต่สอบตกเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องลำบากค่าครองชีพเพิ่ม” ยังไม่นับนโยบายจัดระเบียบต่างๆ ที่ถูกมองว่าทำให้เกิดภาวะ “รวยกระจุก-จนกระจาย” คนระดับฐานรากทำมาหากินลำบากในขณะที่เม็ดเงินไหลเข้าไปอยู่ในมือกลุ่มทุนใหญ่

ดังนั้นจึงมีความพยายามจะภาคประชาชนไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือในชนบท มุ่งมั่น “ยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยเฉพาะคนระดับฐานราก” โดยเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 23 มิ.ย. 2562 ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) มีงานแถลงข่าว“ปักหมุด ปลดอาวุธ คสช.” จัดโดย โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์ - iLaw) ซึ่งมีเครือข่ายกลุ่มต่างๆ เข้าร่วมจำนวนมาก ดังนั้นทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” จะขอคัดบางส่วนโดยเน้นไปกลุ่มผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิของคนระดับฐานราก มานำเสนอให้ได้รับทราบกัน

ณตฤณ ฉอ้อนศรี ตัวแทนกลุ่มสมัชชาคนจน กล่าวว่า คนจนน่าจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากประกาศหรือคำสั่ง คสช. เช่น “คำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 เรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้” ที่เรียกกันโดยย่อว่า “ทวงคืนผืนป่า”เกิดการอพยพชาวบ้านที่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ “มีการตั้งด่านหลายจุดและห้ามถ่ายรูป” รวมถึงตรวจค้นชาวบ้านโดยอ้างคำสั่งดังกล่าว “ครอบครัวแตกกระสานซ่านเซ็น” พ่อแม่ผู้ปกครองต้องฝากลูกหลานให้ผู้อื่นเลี้ยงดูก่อนในขณะที่ตนเองต้องไปเป็นแรงงานรับจ้าง

“เมื่อปี 2559 ช่วงกลางปี รัฐบาลประยุทธ์ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.) จะสร้างเขื่อนชื่อว่าเขื่อนท่าแซะ จ.ชุมพร พอชาวบ้านรู้เรื่องก็เตรียมตัวออกมายื่นหนังสือคัดค้านที่ทำเนียบรัฐบาล ออกเงินกันเช่ารถ จะมากันประมาณ 400 คน สิ่งที่ทหารทำคือขอควบคุมตัวแกนนำ 15 คนเป็นเวลา 7 วัน แต่พอชาวบ้านรู้ข่าวก็เข้าปิดล้อม ก็ควบคุมตัวแกนนำไม่ได้

ตอนนั้นเขา (ทหาร) อ้างว่า 15 คนนี้ เป็นผู้มีอิทธิพล อ้างคำสั่ง (หัวหน้า คสช.) ที่ 13/2559 (เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตราย ต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ) สุดท้ายก็ใช้วิธีควบคุมและยึดกุญแจรถของคนที่เราไปเหมาจะเข้ากรุงเทพฯ อันนี้มันคือปรากฏการณ์การอ้างคำสั่ง คสช. เพื่อที่จะจัดการกับปัญหาปากท้อง ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่” ตัวแทนกลุ่มสมัชชาคนจน ระบุ

ณตฤณยังฝากประเด็นให้คิดต่อไปว่า “หากวันหนึ่งมีการสร้างเขื่อนแล้วบ้านคุณจะต้องถูกน้ำท่วม คุณจะปล่อยให้มันท่วมหรือสร้างโอกาสให้ตนเองมีทางรอดได้บ้าง?” และชาวบ้านที่ออกมาต่อสู้ในตัวอย่างข้างต้นก็คิดเช่นเดียวกัน “สิ่งที่สมัชชาคนจนพยายามต่อสู้มาตลอดคือการสร้างการเมืองที่เห็นหัวคนจน” แต่คำสั่งต่างๆ ของ คสช. ที่ออกมากลับมีทิศทางตรงกันข้าม คือออกมาเพื่อกดหัวคนจน” ยังไม่ต้องนับเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ”ทำไมผู้มีอำนาจสามารถสร้างบ้านในป่าจุดที่มีทิวทัศน์สวยงามได้ แต่พอชาวบ้านจะทำบ้างกลับบอกว่าไม่มีสิทธิ์

เช่นเดียวกับ อรนุช ผลภิญโญ กรรมการเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ที่กล่าวว่า “ผลจากนโยบายทวงคืนผืนป่าของ คสช. ทำให้ชาวบ้านกว่า 1.5 ล้านครอบครัว ได้รับผลกระทบ” จำนวนมากถูกอพยพออกนอกพื้นที่ “เมื่อมีการต่อต้านจึงออกคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 เรื่องเพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน” โดยตอนหนึ่งระบุว่า “การดำเนินการใดๆ ต้องไม่กระทบกับผู้ยากไร้” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็ไม่เป็นเช่นนั้น

“คนที่หากินต้องถูกไล่ออกมาจากป่า ออกจากพื้นที่ทำกินของตัวเองที่เขา (รัฐ) อ้างว่าเป็นพื้นที่ป่า ปัญหาหนึ่งคือวันนี้สิ่งที่มันเกิดขึ้นเป็นผลกระทบอย่างชัดเจน คือการถูกตัดฟันทำลายพืชผลในพื้นที่ทำกิน จะเห็นข่าวว่าทวงคืนผืนป่าเป็นนโยบายของ คสช. โดยมีกอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) เป็นผู้ดำเนินการ เขาก็ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าไปตัดฟันต้นยางพารา ทำลายพืชผลทางการเกษตรที่ประชาชนปลูก ในพื้นที่ทำกินที่เขาอยู่มาก่อน” อรนุช ระบุ

กรรมการเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่บ้านซับหวาย จ.ชัยภูมิ ภาครัฐอ้างว่าชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ อุทยานแห่งชาติไทรทอง มีการแจ้งข้อหาและดำเนินคดี ทั้งที่ชาวบ้านอยู่มาก่อนแต่ตกหล่นไม่ถูกสำรวจในช่วงออกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 30 มิ.ย. 2541 ในทางกลับกัน “นายทุนกลับหลุดรอด” อีกทั้งแสดงความเป็นห่วง“ประกาศหรือคำสั่ง คสช. บางฉบับถูกแปรรูปเป็นกฎหมายแล้ว” เช่น พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ “การแก้ไขหรือยกเลิกคงไม่ใช่เรื่องง่าย” แม้จะมีรัฐบาลและสภาจากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม

จากป่าสู่เมือง “เนืองนิตย์” ตัวแทนเครือข่ายสลัมสี่ภาค กล่าวว่า เครือข่ายสลัมสี่ภาคทำงานด้านสิทธิในที่อยู่อาศัยของคนจนในเมือง “ที่ผ่านมาชาวบ้านถูกจำกัดสิทธิการชุมนุม และโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐ อาทิ รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ชาวบ้านถูกไล่ออกจาก
พื้นที่ รัฐก็ไม่เคยถามความคิดเห็นเพื่อหาทางออกร่วมกันกับชาวบ้าน” รวมถึงกิจกรรมที่ทำมาทุกปีคือ “ขบวนรณรงค์วันที่อยู่อาศัยโลก” ที่ผ่านมาเครือข่ายสามารถกำหนดเส้นทางได้เองว่าจะเคลื่อนขบวนไปในเส้นทางไหนเพื่อสื่อสารกับสังคม รวมถึงจะไปยื่นข้อเรียกร้องกับหน่วยงานใดบ้าง

“3-4 ปีมานี้เราไม่สามารถไปไหนได้เลย เราถูกจำกัดสิทธิให้อยู่ตรงเกาะกลางของยูเอ็น (UN - องค์การสหประชาชาติ) แล้วผู้นำของเราแต่ละคนก็มีคดี เช่นพี่ๆ ที่ไปเดินกับกลุ่มวีวอล์ค (We Walk-กิจกรรมเดินมิตรภาพเส้นทางกรุงเทพฯ-ขอนแก่น เพื่อรณรงค์ด้านสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน) บางคนที่ทำงานในพื้นที่ก็โดนคดี พอไปเดินรณรงค์ก็จะมีทหารมาคุมเป็นรายบุคคล แล้วแกนนำของเราแต่ละคนจะมีทหารลงไปถึงบ้าน เวลาจะเคลื่อนไหวแต่ละทีก็จะถามว่าวันนี้คุณจะไปไหน? ไม่ออกได้ไหม? อะไรแบบนี้” เนืองนิตย์ กล่าว

ด้านตัวแทนจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานธนพร วิจันทร์ รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า“ภายใต้รัฐบาล คสช. ทหารมีการไปบอกพ่อแม่ผู้ปกครองของแกนนำสหภาพแรงงานต่างๆ ให้เตือนบุตรหลานว่าขอให้อย่าก่อการชุมนุม ซึ่งลำพังการต่อสู้ในโรงงานก็ไม่ง่ายอยู่แล้ว เพราะนายทุนนักธุรกิจที่ไม่มีธรรมาภิบาลมักจะห้ามลูกจ้างตั้งสหภาพแรงงาน ถ้าใครพยายามตั้งสหภาพแรงงานหากไม่ถูกเลิกจ้างก็ถูกฟ้องเป็นคดีความ”พอยุครัฐบาลทหาร คสช. ห้ามสหภาพแรงงานชุมนุมประท้วง สถานการณ์สิทธิของผู้ใช้แรงงานจึงย่ำแย่กว่าเดิม

“ตอนนี้เราโดนผลิตซ้ำ พ.ร.บ.ชุมนุม (พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558) กลับมาอีก ห้ามชุมนุม จะทำอะไรต้องขออนุญาต อันนี้เป็นข้อจำกัดที่ทำให้เราไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวปัญหาของคนงานที่อยู่ในโรงงานหรือในภาคอุตสาหกรรม คนงานที่เป็นคนขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ วันนี้คนงานทำงานต้องส่งเงินกลับไปที่ครอบครัวที่บ้านต่างจังหวัด ท้ายที่สุดปัญหามันผลิตซ้ำ เราตกงาน เรากลับไปต่างจังหวัดก็ไม่ได้ พ่อแม่ก็โดนยึดพื้นที่ เรื่องนี้มันก็เป็นปัญหาสำคัญ” ธนพร กล่าว

รองประธาน คสรท. กล่าวอีกว่า “คนงานสายป่านสั้น ค่าจ้างแค่วันละสามร้อยกว่าบาท ไม่มีทางไปสู้กับรัฐและทุน” จึงมีแค่ “สองมือ-สองเท้า”ในการออกมาขับเคลื่อน “ถ้าไม่เดือดร้อนใครจะอยากออกมาชุมนุม” ดังนั้นเครือข่ายผู้ใช้แรงงานขอเรียกร้อง “รัฐบาลต้องรับฟังความเห็นต่างด้วย” หากนโยบายต่างๆ ที่ออกมาแล้วส่งผลกระทบกับประชาชน และฝากให้พรรคการเมืองอันถือเป็นตัวแทนของประชาชนผลักดันเรื่องนี้ด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น..และต้องติดตามกันต่อไปว่าในปัจจุบันที่แม้นายกฯ ยังเป็นคนเดิม แต่จะไม่มีสถานะพิเศษอย่างตำแหน่งหัวหน้า คสช. อีกแล้ว เมื่อบวกกับการมีตัวแทนจากประชาชนเข้าไปนั่งในสภา “ความเดือดร้อนของคนระดับฐานรากจากนโยบายของ คสช.” จะได้รับการแก้ไขหรือไม่? มากน้อยเพียงใด?!!!

 
 
อิ่มละ10 บาท! ตายายขาย ‘กับข้าว’ กำไรน้อยแต่สุขที่ได้แบ่งปัน

อิ่มละ10 บาท! ตายายขาย ‘กับข้าว’ กำไรน้อยแต่สุขที่ได้แบ่งปัน

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 20.32 น.
 
 

ในยุคปัจจุบันเป็นยุคที่ราคาของใช้ของกินราคาสูง แต่มีร้านอาหารของสองตายายที่ขายกับข้าวใส่ถุง ราคาถูกมากๆ เพียง ถุงละ 10 บาทเท่านั้น โดยตาและยายจะขายทุกวันในช่วงเย็น จะมีชาวบ้านในชุมชนและละแวกหมู่บ้านใกล้เรือนเคียง เดินทางไปช่วยอุดหนุนเป็นจำนวนมาก

นางพิรุณ ทองดี และนายบุญมี  ทองดี อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ 12 บ้านนาโพธิ์  ต.ช่างปี่ อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ยึดอาชีพข้าวกับข้าวมากว่า 10 ปีแล้ว โดยนางพิรุณ  เล่าให้ฟังว่า แรงบันดาลใจที่ว่าเมื่อก่อนปลูกพืชผักสวนครัวไว้เป็นจำนวนมาก  ซึ่งก็เก็บกินไม่ทัน ต้องเสียทิ้ง จึงความคิดที่ว่าเอามาแปรรูปเป็นอาหาร  และจึงได้ทำกับข้าวขาย ซึ่งได้ขายในราคาเดิม กับข้าวถุงละ 10 บาทตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน  ที่ทำจุดนี้เพราะใจอยากทำ  มีความสุขที่แบ่งปัน  บางคนบอกว่า ป้าไปขายทำไม 5 บาท 10 บาท แต่ใจป้ามีความสุขเพราะว่าลูกค้าอยู่ได้  

เราอยู่ได้ บางคนไม่มีเงินเยอะ แต่เขาก็ได้มีโอกาสเลือกอาหารไปหลายอย่าง ลูกค้าหลายคนที่มาซื้อบอกว่าได้อิ่มอร่อยทั้งครอบครัวในราคาประหยัด บางคนไม่มีเงินจริงๆ มาซื้อ 5 บาท บอกพอมีอะไรพอได้แบ่งปันได้ไหม บอกไม่รู้จะซื้ออะไร   ซึ่งตนก็ขายให้ได้เพราะถือว่าได้ช่วยเหลือแบ่งปันเขาด้วย ส่วนกำไรที่ได้บางส่วนก็เพราะวัตถุดิบนั้นอยู่ในชุมชน บางอย่างชาวบ้านในชุมชนก็จะนำมาขายให้ เช่น ถั่วงอก ดอกขี้เหล็ก ผัก ต่างๆ โดยแต่ละวันจะมีเมนูประมาณ 5-6 อย่าง ที่ลูกค้าชอบ เช่น  ผัดถั่วงอก  หมกหมู  แกงขี้เหล็ก  น้ำพริก  แกงจืด  ย่างปลา  ไก่ย่าง  ผัดกะหล่ำปลี  ผัดมะเขือ  พะโล้ใส่ไข่ รวมทั้งของหวานด้วย ทำอย่างละน้อยๆ แต่ทำหลายอย่าง โดยจะมีการเปลี่ยนเมนูอาหารที่ไม่ซ้ำกัน

ซึ่งเราก็ได้มีส่วนช่วยชาวบ้านในชุมชนด้วย  ส่วนรายได้แต่ละวันก็จะขายได้ประมาณวันละ 1,000-1,500 บาท เมื่อหักต้นทุนก็จะเหลือกำไรประมาณวันละ 300-500 บาท กำไรอาจจะดูน้อย แต่อยู่ในบ้านเราก็พออยู่ได้ ลูกค้าอยู่ได้เราอยู่ได้ได้แวะมาซื้อ  พบปะพูดคุย สารทุกข์สุขดิบกันและที่สำคัญคือความสุขใจที่ได้แบ่งปัน

นางอรทัย  มุมทอง 36 ปี ซึ่งเป็นลูกค้าที่มาอดหนุนประจำ เล่าว่า กับข้าวถุงละ 10 บาทในเศรษฐกิจทุกวันนี้ถือว่าประหยัด  บางแม่ค้าบางคนบอกว่าไม่สามารถอยู่ได้ แต่ป้าพิรุณแกบอกว่าเพื่อคนในหมู่บ้าน แบ่งกันกิน  ปกติ 20 บาทได้ถุงเดียว แต่นี่ได้ตั้ง 2 ถุง แกบอกแบ่งกินกันกันใช้ได้กำไรนิดๆหน่อยๆ ก็ยังพออยู่ได้ ลูกค้าที่มาอุดหนุนก็เป็นคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่และต่างหมู่บ้านและมีขาจรมาบ้างเป็นครั้งคราว  ส่วนตนนั้นได้มาอุดหนุนเป็นประจำทุกวัน เพราะว่ารสชาดอาหาร อร่อยที่สำคัญประหยัดอีกด้วย

หากท่านใดสนใจสามารถมาอุดหนุนร้านป้าพิรุณ  ทองดี ณ บ้านเลขที่ 43 หมู่ 12 บ้านนาโพธิ์  ต.ช่างปี่ อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ เบอร์โทรศัพท์ 098 -1219804 ทุกวัน

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
  •  ..........................................................
     
    26 มิถุนายน 2562
     
     


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน