*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5419
  • จำนวนผู้ชม : 3304019
  • จำนวนผู้โหวต : 1712
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1712 คน
<< กรกฎาคม 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 204 , 21:18:24 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ตำรวจให้การเอื้ออาทรต่อประชาชนตามข่าว :  "รถตู้แห่งความห่วงใย..รับส่งประชาชนปลอดภัยถึงบันไดบ้าน" ทำให้ประชาชน

ทั่วไป ที่แม้จะไม่ได้รับการบริการด้วยก็ตาม ต่างก็พากันสรรเสริญการกระทำของตำรวจต้นแบบ คือ สภ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ไปตามกัน

         นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หน.พรรคอนาคตใหม่ มอบทีมกฎหมายพรรค หอบหลักฐาน 3 ลัง ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ แก้ข้อหานายธนาธร

จึงรุ่งเรืองกิจ ถือครองหุ้นสื่อ บริษัทวี-ลัค มีเดีย พร้อมชื่อบัญชีพยาน เพื่อนำสืบในชั้นการไต่สวนของศาล

ถนนในกทม. กรกฎาคม 2562

รถตู้แห่งความห่วงใย..รับส่งประชาชนปลอดภัยถึงบันไดบ้าน

วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 - 13:30 น.
สายตรวจระวังภัย,รถตู้,ปลอดภัย,พตทกฤติพงศ์ รุ่งโรจน์โชติอุดม,ประชาชน

 

รถตู้แห่งความห่วงใย..รับส่งประชาชนปลอดภัยถึงบันไดบ้าน คอลัมน์...  สายตรวจระวังภัย   โดย... ศุภชัย สินธ์ประเสริฐ   จ.นนทบุรี

          ในยุคที่เศรษฐกิจมีแต่ทรงกับทรุด ประชาชนยังต้องดิ้นรนทำงานแบบหาเช้ากินค่ำ หลายต่อหลายคนถึงขั้น “ปากกัดตีนถีบ” ทำให้บางครั้งการเดินทางกลับบ้านในช่วงเวลาค่ำคืนอาจเกิดปัญหาและความวิตกกังวล หากรถประจำทางหมดเวลาหยุดให้บริการ จนส่งผลให้ประชาชนที่มีความจำเป็นเดินทางกลับบ้านในช่วงเวลาแบบนี้ได้รับความลำบาก บางคนต้องให้ทางครอบครัวขับขี่รถออกมารับหรือยืนรอหารถแท็กซี่เป็นเวลานาน ขณะเดียวกันก็สุ่มเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

          ทว่าปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นในเขตพื้น อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ของหมู่บ้านจัดสรรที่สลับกับทุ่งนา และพื้นที่เปลี่ยวเสี่ยงภัยตลอดเส้นทางนั้น ได้รับการดูแลแก้ไขจาก สภ.ไทรน้อย ที่มีความห่วงใยและตระหนักถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก จึงริเริ่มโครงการ “ตำรวจไทรน้อยห่วงใย ส่งความปลอดภัยถึงบันไดบ้าน” ด้วยการจัดรถตู้ของโรงพักบริการรับ-ส่งฟรีให้แก่ประชาชนที่ต้องเดินทางกลับบ้านในช่วงเวลากลางคืน

 

 

          เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.ท.กฤติพงศ์ รุ่งโรจน์โชติอุดม รอง ผกก.ป. สภ.ไทรน้อย เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจตราดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ พบว่าในช่วงเวลาหลัง 22.00 น.ไปแล้ว จะมีประชาชนในพื้นที่ไทรน้อยจำนวนหนึ่งได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากรถสาธารณะประจำทางที่ให้บริการหมดเวลาให้บริการ จึงมีประชาชนจำนวนหนึ่งตกค้างและต้องรอคอย ทาง สภ.ไทรน้อย เกรงว่าประชาชนจะไม่ได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หากมีคนร้ายฉวยโอกาสลงมือก่อเหตุชิงทรัพย์หรือวิ่งราวทรัพย์ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงมีแนวคิดที่จะดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชน ด้วยการจัดรถตู้ของตำรวจมาให้บริการรับ-ส่งประชาชนฟรี ในช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00-23.00 น.จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางที่ 1 อำเภอไทรน้อย-ถนนบางกรวยไทรน้อย เส้นทางที่ 2 อำเภอไทรน้อย-หนองเพรางาย และ เส้นทางที่ 3 อำเภอไทรน้อย-วัดยอด ซึ่งมีตำรวจระดับรองสารวัตร 1 นายและชั้นประทวน 1 นาย ทำหน้าที่ขับรถและผู้แลผู้โดยสารหมุนเวียนสลับเปลี่ยนกัน


          “หลังโครงการนี้เปิดให้บริการ ได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนเป็นอย่างมาก จนทำให้มีภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติมในด้านงบประมาณเชื้อเพลิงอีกด้วย เพราะโครงการนี้นอกจากนี้จะสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชนในยามค่ำคืนแล้ว ยังเป็นการป้องกันปัญหาอาชญากรรม ตัดโอกาสที่จะเกิดเหตุร้ายไปในคราวเดียวกัน ถือเป็นการออกตรวจตราพื้นที่ไปในตัวระหว่างที่ส่งประชาชนกลับบ้านพัก และเป็นการเสริมภาพลักษณ์อันดีให้แก่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย” พ.ต.ท.กฤติพงศ์ กล่าวย้ำ

          ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ไปจนถึง 31 สิงหาคม หลังจากนั้นจะนำผลตอบรับที่ได้มาสรุปผลรายงานผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินขยายเวลาออกไป เพื่ออำนวยความสะดวก ดูแลความปลอดภัย แบ่งเบาภาระให้แก่ประชาชนอีกทาง

          การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าตามไปแก้ไขหลังเกิดเหตุ ไหนๆ ตำรวจสายตรวจก็ต้องลงพื้นที่เฝ้าระวังป้องกันเหตุในท้องที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ประชาชนขึ้นรถตู้ตำรวจกลับบ้านยามค่ำคืนย่อมอุ่นใจมากกว่า  เพราะไม่รู้ว่า “คราวซวย” จะมาเยือนเมื่อไร หากมีโจรผู้ร้ายมาก่อเหตุจี้ชิงทรัพย์ในยามวิกาล..!!

'นายกฯ ลุงตู่' ร่วมรณรงค์งดใช้โฟม-ถุงพลาสติก

วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 - 13:10 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,นายกฯ,ลุงตู่,โฟม,ถุงพลาสติก

คอลัมน์... อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          ผมมีข่าวดีแจ้งมาทางจดหมายนี้ว่า ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี ร่วมสนับสนุนการเลิกใช้ถุงพลาสติกและโฟมในรูปแบบต่างๆ เพราะสร้างปัญหาในการย่อยสลายและทำลายสภาพแวดล้อมถึงขนาดมีการกำหนดให้ทุกวันที่ 3 กรกฎาคม เป็นวันปลอดถุงพลาสติกสากล

          รัฐบาลมีแผนการจัดการขยะพลาสติกปี 2561-2573 ลด ละ เลิก ใช้พลาสติกหันมาใช้สิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทน โดยในปี 2565 จะเลิกใช้พลาสติก 4 ชนิด คือ ถุงหูหิ้วที่หนาน้อย กล่องโฟม หลอดพลาสติก และแก้วน้ำพลาสติกแบบที่ใช้ครั้งเดียว

          เวลานี้หน่วยราชการต่างๆ เริ่มรณรงค์ไม่ใช้ถุงพลาสติกกันแล้ว สิ่งสำคัญสุดประชาชนต้องตื่นตัวร่วมมือปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า
  
          รัฐบาลจะตั้งเป้าขยับมาตรการจากลดเป็นงดให้ได้เร็วกว่าแผนปี 2565 อยู่ที่ความร่วมมือของพวกเราเพื่อแก้ปัญหามลพิษทั้งทางบกและทางทะเลของโลก
  
          ขนาดนายกรัฐมนตรีเป็นหัวขบวนแบบนี้แล้วผมเชื่อว่าต่อไปทั่วประเทศก็จะลดละเลิกการใช้ถุงพลาสติกหรือโฟมอย่างแน่นอนครับ


เด่นศักดิ์ (กทม.)
ตอบคุณ ‘เด่นศักดิ์’ กทม.

          จดหมายของคุณตอกย้ำว่าต่อไปประเทศไทยของเราจะลดละเลิกถุงพลาสติกและโฟมอย่างแน่นอนเพราะนายกรัฐมนตรีร่วมมือสั่งการและไม่ได้เป็นการหาเสียงแบบพรรคการเมืองต่างๆ เนื่องจากอยู่เหนือทุกพรรคการเมืองและใช้ระบบทหารสั่งการ ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตามไม่มีแตกแถว

          ผมเองก็ขอร่วมสนับสนุนและปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจและปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติกหรือโฟมมานานแล้ว โดยเฉพาะโฟม ประสบความสำเร็จตั้งแต่เทศกาลลอยกระทง โดยคนไทยหันกลับมาใช้กระทงใบตองหรือผลิตภัณฑ์ธรรมชาติต่างๆ แทนโฟมและพลาสติก
  
          ต่อมาบรรดาร้านค้า-ห้างสรรพสินค้า-ร้านสะดวกซื้อต่างก็มีนโยบายรณรงค์การเลิกใช้พลาสติกและโฟมซึ่งทีแรกก็รู้สึกขัดๆ และทำตัวไม่ถูก

          แต่ตอนหลังมีการนำถุงผ้าไปเองซึ่งลดขยะพลาสติกโฟมได้อย่างมาก

          เราปรับตัวได้ดีและรวดเร็วจริงๆ

ทุเลาความรุนแรงและความเกลียดชังในสังคมไทย

วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 - 13:15 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,ความรุนแรง,ความเกลียดชัง,สังคม,สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์,จ่านิว

คอลัมน์...  รู้ลึกกับจุฬาฯ   โดย...  อาจารย์ ดร.พรรษาสิริ กุหลาบ

          ความรุนแรงในสังคมไทยอันสืบเนื่องจากความเกลียดชังเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในบริบททางการเมืองที่นักกิจกรรมและผู้เห็นต่างประสบกับการถูกคุกคามทั้งในโลกจริงและโลกเสมือนบนพื้นที่ออนไลน์

          ล่าสุดเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว นักกิจกรรมทางการเมืองที่ตรวจสอบ คสช. และเรียกร้องการเลือกตั้ง ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส เป็นข่าวใหญ่ที่กระตุกให้สังคมต้องกลับมาฉุกคิดว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่คนเห็นต่างต้องมาเป็นเหยื่อของการประทุษร้ายที่ไร้มนุษยธรรม

          จากข้อมูลของ ILaw ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนเคลื่อนไหวด้านสิทธิเสรีภาพ กรณีของจ่านิวเป็นการคุกคามผู้เห็นต่างทางการเมืองครั้งที่ 15 ในรอบ 18 เดือน ก่อนหน้านี้ เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมอีกคนก็ถูกทำร้าย คุกคาม และทรัพย์สินถูกทำลาย รวมกันไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง

          ทว่าสาธารณชนจำนวนหนึ่งอาจไม่ได้ตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหาที่นักเคลื่อนไหวเหล่านี้ประสบ เพราะสื่อกระแสหลักจำนวนหนึ่งละเลยที่จะไม่นำเสนอข่าวเนื่องจากอยู่ขั้วตรงข้ามทางการเมือง ซ้ำร้ายสื่อบางสำนักกลับเสี้ยมให้เกิดความเกลียดชังผู้ที่เป็นตัวแทนขั้วตรงข้ามมากขึ้นด้วยข้อมูลที่มีอคติและไม่ได้ยึดโยงกับข้อเท็จจริงอย่างเคร่งครัดแทบจะไม่ได้ต่างจากการแลกเปลี่ยนในสื่อสังคมออนไลน์ที่ผู้คนในกลุ่มต่างขั้วบางคนแสดงความเห็นกันอย่างรุนแรงสุดโต่ง

          จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้จัดเวทีเสวนา “ทุเลาความรุนแรงและความเกลียดชังในสังคมไทย” โดยเชิญนักสิทธิมนุษยชน นักวิชาชีพและวิชาการสื่อสารมวลชนและนักรัฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านสันติวิธี มาร่วมวิเคราะห์ปมความเกลียดชังและความรุนแรงทางการเมืองที่สังคมไทยกำลังเผชิญและเสนอแนะแนวทางคลี่คลายความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง

          ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้ความเกลียดชังแทรกซึมและแผ่ขยายไปยังทุกอณูของสังคมไทยจนสร้างความชอบธรรมให้แก่การใช้ความรุนแรงเพื่อจัดการกับความเห็นต่างทางการเมืองว่าสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่ยืดเยื้อและตั้งอยู่บนโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียม

          ปัจจัยเหล่านี้ทำให้คนในสังคมรู้สึกว่าเหมือนติดกับดัก เมื่อมองไม่เห็นทางออกและไม่สามารถคลี่คลายบางกรณีก็ลุกลามไปจนถึงขั้นแสดง “ความป่าเถื่อน” ด้วยการข่มขู่ คุกคาม ทำร้ายผู้เห็นต่างทางการเมือง และหลายครั้งสื่อมวลชนก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของการโหมกระพือไฟแห่งความเกลียดชังจนสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรง

          “ปรากฏการณ์แบบนี้ทำให้ดูเสมือนว่าสถาบันต่างๆ ในสังคมโดยเฉพาะสื่อและสมาชิกของสังคมบางกลุ่มกำลัง “เทยาพิษใส่บ้านตัวเอง” ศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าว

          ขณะเดียวกัน รศ.ดร.ฉันทนา บรรพสิริโชติ หวันแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และกรรมการผู้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนมุมมองว่า การทำร้ายผู้เห็นต่างและการมี “ใบอนุญาตให้ทำร้าย” คนที่น่ารังเกียจในสังคมเป็นเพราะทนไม่ได้กับมุมมองที่ต่างจากตนหรือต่างจากมาตรฐานในสังคม

          “มันเป็นผลจากมายาคติหรือจินตนาการที่ทำให้คนรู้สึกไม่มั่นคงและกำลังสูญเสียสิ่งที่คุ้นเคยหรือสถาบันที่เชื่อถือ จนรู้สึกถูกคุกคาม หวาดระแวง วิตก และนำไปสู่ความโกรธและความเกลียดชังจนถึงขั้นต้องปะทะคารมหรือลงไม้ลงมือกัน” รศ.ดร. ฉันทนา ตั้งข้อสังเกต

          ในอีกมุมมอง วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ นักสื่อสารมวลชนมากประสบการณ์ อดีตผู้บริหารฝ่ายข่าวขององค์กรสื่อสาธารณะและสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล ชี้ว่าในความขัดแย้ง ถ้าสื่อมวลชนไม่ “พูดความจริง” ก็จะ “ฆ่าความจริง”

          ทว่าท่ามกลางการแบ่งขั้วทางการเมืองและธุรกิจสื่อที่ซบเซา แม้นักสื่อสารมวลชนจะพยายาม “พูดความจริง” ด้วยการแสวงหาและรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฝ่ายต่างๆ แต่หลายครั้งก็เผชิญกับเงื่อนไขและอุปสรรคในระดับองค์กร นักวิชาชีพจึงไม่สามารถทำความจริงให้ปรากฏอย่างที่ตั้งใจได้ ขณะที่สื่อบางสำนักก็เลือกที่จะ “ฆ่า” ความจริงเนื่องจากมีวาระทางการเมืองและผลประโยชน์ที่ต้องการผลักดัน

          “ข่าวสารที่สื่อมวลชนนำเสนอส่วนใหญ่เน้นความหวือหวา ขาดการตั้งคำถาม และเป็นเรื่องผิวเผิน สังคมจึงขาดแคลนข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจกับปัญหาที่ซับซ้อน หรือไม่สามารถสร้างกระบวนการที่โปร่งใสและยุติธรรมเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิดรับชอบได้” คุณวันชัย กล่าว

          ขณะเดียวกันโลกออนไลน์ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่สะท้อนว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่างยึดมั่นในชุดข้อมูลและความเชื่อของตนจนหลายครั้งก็ไม่สามารถสื่อสารอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกันได้ โดยเฉพาะกับคนที่มีมุมมองต่างกัน

          ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เล่าถึงประสบการณ์ในการเคลื่อนไหวเพื่อพิทักษ์สิทธิมนุษยชนในประเด็นที่สังคมยังคงโกรธแค้น หวาดกลัว หรือเข้าใจว่าคุกคามความปลอดภัยของตน เช่น การยกเลิกโทษประหาร การช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา หรือการยุติการใช้ความรุนแรงกับนักกิจกรรมและผู้เห็นต่างทางการเมือง ว่าองค์กรมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงถูกข่มขู่คุกคามโดยเฉพาะบนพื้นที่ออนไลน์ด้วยถ้อยคำและท่าทีที่รุนแรง แม้เรื่องเหล่านี้จะตั้งอยู่บนฐานคิดเรื่องมนุษยธรรมและเสรีภาพการแสดงออกซึ่งเป็นหลักการสากลและควรได้รับการปกป้องคุ้มครองก็ตาม

          นอกจากนี้พื้นที่ออนไลน์ยังเอื้อให้ผู้คนแสดงออกด้วยความรุนแรงและรังแกกันได้ง่ายเพราะไม่ต้องเจอกันซึ่งหน้า เมื่อไม่ได้มองหน้าจ้องตากัน ก็ไม่จำเป็นต้องเห็น “ความเป็นมนุษย์” ของคนที่สื่อสารด้วยหรือผู้ที่ถูกพูดถึง เมื่อไม่ได้สัมผัสถึงความซับซ้อนของมนุษย์และมิติอื่นๆ ของคนเหล่านั้นว่าเป็นลูกหลานของใครหรือเขามีพฤติกรรมอย่างไรในบริบทอื่น ก็สามารถตัดสินว่า “เกลียด” ได้ทันที ทั้งยังส่งความเกลียดต่อผ่านกันได้ หากคนเหล่านั้นถูกเหมาว่าเป็นพวกเดียวกับผู้ที่ตนไม่ชอบอยู่แล้ว

          แล้วเราจะช่วยให้สังคมก้าวออกจากกับดักของความขัดแย้งแบบแบ่งขั้วได้อย่างไร

          นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยกตัวอย่างการพัฒนาแนวทางคุ้มครองป้องกันพลเรือนโดยปราศจากการใช้อาวุธและความรุนแรงเพื่อรับรองความปลอดภัยของประชาชนในภาวะความขัดแย้งและวิกฤติ ซึ่งรัฐสภาในฐานะตัวแทนประชาชนอาจเป็นเจ้าภาพด้วยการเป็นพื้นที่กลางให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียฝ่ายต่างๆ ได้สร้างฉันทามติว่าความรุนแรงเป็นสิ่งสังคมที่รับไม่ได้ โดยเฉพาะต่อผู้ที่เคลื่อนไหวอย่างสันติ และสนทนาหาจุดร่วมในการคลี่คลายความขัดแย้งต่อไป

          นอกจากการมีพื้นที่ในการสื่อสารข้อเท็จจริงที่รอบด้านและความเห็นต่างโดยไม่ถูกปิดกั้น ศ.ดร.ชัยวัฒน์ ยังชี้ว่า “การปฏิบัติต่อกันอย่างมีมารยาทในฐานะที่เป็นมนุษย์” (decency) ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะการคำนึงถึงทุกอย่างในกรอบของการใช้สิทธิเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่เปราะบางและซับซ้อน โดยเฉพาะในสังคมไทยที่เผชิญกับความขัดแย้งยืดเยื้อ

          ขณะที่ รศ.ดร.ฉันทนา ย้ำถึงบทบาทของผู้นำในการสร้างความไว้วางใจในระบบและกลไกของรัฐ เมื่อมีการทำร้ายอันเป็นเหตุจากความขัดแย้งทางการเมืองก็ต้องทำให้เห็นว่ามีกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นในกลไกการรักษาความปลอดภัยของรัฐ ไม่ใช่ระแวงสงสัยและรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม จนนำไปสู่การตั้งศาลเตี้ยเพื่อจัดการกับสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง

          คนในสังคมต้องฝึกความอดทนอดกลั้นต่อความเชื่อและความเห็นต่างด้วยการให้คุณค่ากับเสรีภาพในการแสดงออกและมนุษยธรรมกับทุกฝ่าย โดยมีพื้นที่ในการแสดงออกเพื่อให้ภาคส่วนต่างๆ ได้ติดตามสถานการณ์และแสวงหาองค์ความรู้ในการคลี่คลายความขัดแย้ง

          สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของวันชัยต่อสถาบันสื่อที่ว่า ควรขยายพื้นที่สื่อให้ “คนกลางๆ” หรือผู้ที่ไม่เห็นพ้องกับจุดยืนของขั้วใดขั้วหนึ่งไปทุกประเด็นได้ส่งเสียงบ้าง ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งในการสร้างความเป็นธรรมในสังคม รวมทั้งย้ำว่าความน่าเชื่อถือในการทำหน้าที่ตรวจสอบและแสวงหาความจริงจะเป็นภูมิคุ้มกันให้สื่อมวลชน เมื่อองค์กรสื่อที่ยึดในอุดมการณ์วิชาชีพได้รับความน่าเชื่อถือก็จะส่งผลให้ “สื่อปลอม” หรือสื่อที่นำเสนอข่าวลวงเพื่อรักษาผลประโยชน์ขององค์กรหรือกลุ่มอิทธิพล ไม่ได้รับความไว้วางใจจากสาธารณะและค่อยๆ ลดน้อยถอยลงไปทั้งในจำนวนและผลกระทบ

          ขณะที่ปิยนุช ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ สรุปว่า เสรีภาพในการแสดงออกจำเป็นสำหรับการทำความเข้าใจกับความขัดแย้ง เมื่อผู้คนเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้อื่นก็จะมองเห็นเขาเป็นเพื่อนมนุษย์และตระหนักว่าต้องไม่ใช้ความรุนแรงเข้าจัดการกัน

          ประเด็นสำคัญที่วิทยากรมีความเห็นในทิศทางเดียวกัน คือการป้องกันไม่ให้เกิด “ใบอนุญาตในการทำร้าย” รวมถึงการสร้างบรรยากาศที่คนในสังคมไม่รู้สึกถูกคุกคาม สามารถแสดงความเห็นและวิจารณ์กันได้

'ชัยชนะ เดชเดโช'เร่งแก้รธน.และเสนอเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วไทย

วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 - 10:40 น.
ประชาธิปัตย์,ชัยชนะ เดชเดโช,รัฐธรรมนูญ

'ชัยชนะ เดชเดโช'เร่งแก้รธน.และเสนอเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วไทย คอลัมมน์...  โชว์ก

          ประชาธิปัตย์เสียที่มั่นไปเยอะในการหย่อนบัตรครั้งล่าสุด  แต่เมืองคอนนั้น ประชาธิปัตย์ยังครองเวทีไว้ได้และมีคนหน้าใหม่เข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร  ครั้งนี้ด้วย

          หนึ่งในนิวเดมที่ปักธงปชป.ในเขตหก นครศรีธรรมราช ไว้นั้นคือ “ชัยชนะ เดชเดโช” ผู้แทนฯ สมัยแรกบอกไว้ว่าการบ้านที่รับปากสังคมใน อ.ลานสกา ร่อนพิบูลย์ ช้างกลาง นาบอนนั้น ในฐานะที่พรรคประชาธิปัตย์อยู่ฝ่ายบริหารจะเร่งระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ที่ยังไม่สมบูรณ์เช่น โรงพยาบาล ถนน การศึกษานั้น ในฐานะผู้แทนราษฎรจะเร่งผลักดันและสะท้อนไปทุกกระทรวงทรวงที่เกี่ยวข้อง

          “แทน” ระบุว่า พืชผลของเกษตรกรภาคใต้นั้นจะเร่งผลักดันราคาและกลไกที่มั่นคงตามแนวทางที่พรรควางไว้

          “แทน” บอกว่าการทำหน้าที่ส.ส.สมัยแรกจะผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญวันนี้เราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ ผมจะผลักดันให้เต็มใบให้ได้และประชาชนพึ่งพาได้

          ส.ส.เมืองคอน เขตหกคนนี้บอกว่ายุทธศาสตร์ชาติยี่สิบปีกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถามว่าแผนปฏิรูป 11 ด้านในห้าปีมานี้แทบไม่มีอะไรก้าวหน้า บ้านเมืองเสียโอกาสและตนจะใช้เวทีรัฐสภาขอความเห็นสมาชิกในการช่วยกันระดมไอเดียเพื่อวางฐานของบ้านเมืองแบบที่ทุกคนมีส่วนร่วม

          ผู้แทนฯ จากปชป.คนนี้ยังบอกว่าจะเสนอในรัฐสภาเรื่องเลือกตั้งผู้ว่าฯ ให้ได้เพราะผู้ว่าฯ ที่ชาวบ้านเลือกมาเองย่อมรู้จริงถึงความต้องการในพื้นที่และตอบโจทย์ที่ชาวบ้านต้องการได้เต็มที่

"ธนาธร" ส่งคำชี้แจงพร้อมหลักฐาน ให้ศาลรัฐธรรมนูญ

วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 - 16:17 น.
 

"ธนาธร" ส่งคำชี้แจงพร้อมหลักฐาน ให้ศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้ส่งออกข้าวชี้บาทแข็ง จ่อหั่นเป้าส่งออกอีก

วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 - 16:09 น.
 

เปิดศาลไต่สวน "ธนาธร" ให้สังคมรับรู้

วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 - 10:00 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,ธนาธร,จึงรุ่งเรืองกิจ,การเมือง,ศาลรัฐธรรมนูญ

คอลัมน์...  กวาดบ้านกวาดเมือง   โดย...  ลมใต้ปีก 

          หมดเวลาสำหรับกำหนดการยื่นคำร้องต่อสู้คดีถือหุ้นสื่อที่ขัดต่อคุณสมบัติผู้สมัครส.ส. ตามมาตรา 98(3) ของรัฐธรรมนูญ ในคดีที่ กกต.ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัตินายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หลังขยายเวลามาแล้ว 30 วัน นั่นหมายความว่า เวลาในการที่ศาลจะเริ่มกระบวนการวินิจฉัยจะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งเป็นความ “ระทึก!” ต่ออนาคตทางการเมืองของนายธนาธร

          หากศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้อง อุปสรรคทางการเมืองของนายธนาธรจะหมดไปเรื่องหนึ่ง สามารถโลดแล่นในสภาผู้แทนราษฎร อย่างที่ตั้งใจ แต่หากศาลวินิจฉัยว่ากระทำผิด ขัดคุณสมบัติผู้สมัคร นอกจากจะต้องถูก “เว้นวรรค” องค์กรที่เกี่ยวข้องต้องนำผลคำวินิจฉัยไปดำเนินคดี “อาญา” ต่อนายธนาธรต่อ นั่นหมายถึง “คุก” รออยู่

          ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ออกมาประกาศและสร้างกระแสว่า หากส.ส.ผู้ถูกร้องคนอื่นไม่ผิด ตัวเขาก็ไม่ผิด เฉกเช่นเดียวกับคนอื่น โดยไม่ได้ให้สังคมแยกแยะ “พฤติการณ์” แห่งคดีว่ามีความ “แตกต่าง” กันระหว่างคดีของนายธนาธร กับส.ส.ผู้ถูกร้องคนอื่น

          ประเด็นของส.ส.คนอื่นคือบริษัทที่ถูกร้องนั้นต้อง “วินิจฉัย” ว่าเป็นบริษัท “ทำสื่อ” หรือไม่ ซึ่ง “งบการเงิน” ของแต่ละบริษัท จะเป็นหลักฐานสำคัญประกอบการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่กรณีบริษัท วี-ลัค มีเดีย ของนายธนาธร ปรากฏ “งบการเงิน” ตั้งแต่ปี 2551-2561 ว่าเป็นบริษัทประกอบกิจการ “สื่อ”          ประเด็นของคดีนายธนาธร จะอยู่ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการโอนหุ้นที่นายธนาธรครอบครองอยู่ในบริษัท วี-ลัค มีเดีย ก่อนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 หรือไม่ ที่ผ่านมาในชั้น กกต. และต่อสาธารณะ นายธนาธรต่อสู้ว่าโอนหุ้นให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้เป็นมารดา ตั้งแต่ 8 มกราคม 2562 แต่ชั้นการสอบสวนและการลงมติของกกต.นั้น “ไม่เชื่อ” จึงวินิจฉัยว่า นายธนาธรมีคุณสมบัติที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญจึงส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชั้นสุดท้าย

          ดังนั้นเพื่อไม่ให้สังคมเคลือบแคลงและเข้าใจผิดใน “วาทกรรม” ที่นายธนาธร และพลพรรคอนาคตใหม่ พยายาม “ก่อกระแส” ว่าศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทั้งหลาย “สองมาตรฐาน” รับใช้ “การสืบทอดอำนาจ” ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ควร “วินิจฉัย” ในทันที หลังครบกำหนดยื่นคำแก้ข้อกล่าวหา 8 กรกฎาคมนี้ ควรอย่างยิ่งที่จะ “เปิดศาล” ไต่สวน ทั้ง “ผู้ร้อง” ผู้ถูกร้อง และบุคคลในคดี เพื่อให้สังคม “รับรู้” และให้เป็นกรณีศึกษากับ “เหตุแห่งคดี” ก่อนการวินิจฉัย เพื่อให้ “ทุกฝ่าย” ยอมรับและไม่ “บิดเบือน” เอาความจริงบางส่วนไปสร้างกระแส “ผิดๆ” การเปิดศาลไต่สวนจึงน่าจะเป็นหนทางช่วย “ยกระดับ” การรับรู้ของคนไทยทั้งแผ่นดิน

"มาเรียม" ความสดใสใหม่บนเกาะลิบง

วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 - 08:00 น.
เกาะลิบง,พะยูนน้อยมาเรียม,อ่าวดุหยง,อกันตัง,จังหวัดตรัง,มาเรียม,พะยูนน้อยเพศเมีย,มาเรียม คมชัดลึก

"อ่าวดุหยง" แหล่งอนุบาล "มาเรียม" ที่ทุกคนสามารถชมความน่ารักพะยูนได้ตลอดเวลา

         ความน่ารักของเจ้าพะยูนน้อยเพศเมีย “มาเรียม” วัย 7 เดือน ยังคงอยู่ในกระแสของสังคมโซเชียลอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่พลัดหลงจากฝูงมาเกยตื้นอยู่ที่ชายทะเลเกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ด้วยวัยที่ยังเล็กนักของพะยูนน้อย “มาเรียม” ที่แทบไม่สามารถหากินเองได้เองตามธรรมชาติ การผลักให้กลับลงสู่ทะเลจึงไม่สามารถทำได้ ทำให้เจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ประจำกลุ่มสัตว์ทะเลหายาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งกลุ่มจิตอาสาพิทักษ์ดุหยง ได้ช่วยกันอนุบาลไว้ที่อ่าวดุหยงเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดต่อไป

        เนื่องจากรู้ดีว่าตามหลักธรรมชาติลูกพะยูนต้องได้ดื่มนมจากแม่เป็นเวลาถึง 1-2 ปี หรือจนกว่าจะเติบโตแข็งแรงเต็มที่ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้เลย ภารกิจการหาบ้านใหม่ให้ “มาเรียม” พะยูนน้อยจึงเกิดขึ้น โดยพุ่งเป้าไปที่ “เกาะลิบง” อ.กันตัง จ.ตรัง เนื่องจากเป็นพื้นที่ซึ่งอุดมไปด้วยหญ้าทะเลซึ่งเป็นอาหารหลักของพะยูน และที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ “เกาะลิบง” เป็นแหล่งรวมฝูงของพะยูนตามธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยมีจำนวนมากถึง 180 ตัวจากทั้งหมดประมาณ 250 ตัวที่มีการสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อต้นปี 2562 ตามข้อมูลของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง

เจ้าหน้าที่ดูแลใกล้ชิดและต้องป้อนนมทุก 1 ชั่วโมง

         ดังนั้น “เกาะลิบง” จึงเหมาะที่จะเป็นบ้านของพะยูนน้อย “มาเรียม” และดูเหมือนว่าบ้านใหม่หลังนี้ก็เป็นที่ชื่นชอบของ “มาเรียม” เช่นกัน ท่วงท่า ลีลาการหยอกล้อ และว่ายน้ำเล่นคลอเคลียกับ “เจ้าหน้าที่พี่เลี้ยง”ที่อยู่เคียงข้าง “มาเรียม” นับตั้งแต่วันแรกจึงถึงวันนี้กว่า 2 เดือนเต็มที่แทบไม่ห่างกาย เช่นเดียวกับ “แม่ส้ม” เรือคยัคสีส้ม ที่ “มาเรียม” ชอบไปคลอเคลียอยู่ใต้ท้องเรือจนกลายเป็นสัญลักษณ์ผูกโยงความผูกพัน เสมือนว่าเรือนั้นเป็นแม่ ทันทีที่เรือขยับเท่ากับว่าจะมี “มาเรียม” เคียงข้างเสมอ

“แม่ส้ม” เรือคยัคสีส้มที่ “มาเรียม” ชอบไปคลอเคลีย

        ทุกวันนี้ชีวิตประจำวันของพะยูนน้อยมาเรียม นอกจากจะได้รับการประคบประหงมจากเจ้าหน้าที่ทั้งคอยให้ดื่มนมตามเวลาที่กำหนดอย่างน้อยทุก 1 ชั่วโมง ตลอดจนตรวจดูแลสุขภาพ วัดอัตราการเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอ การอยู่รอดของพะยูนน้อยตัวนี้จึงเป็นเหมือนตำราใหม่ที่เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ด้วยความน่ารักของพะยูนน้อยมาเรียม ทำให้เกิดกระแส “มาเรียมฟีเว่อร์” ผู้คนหลั่งไหลลงไปเที่ยวเกาะลิบง เพื่อชมความน่ารักของพะยูน โดยเฉพาะพิกัดเช็กอินที่ “อ่าวดุหยง” แหล่งอนุบาล “มาเรียม” บนเกาะลิบง ที่จะมาช่วงเวลาไหนไม่ต้องลุ้นทุกคนสามารถชมความน่ารักพะยูนได้ตลอดเวลา

“อ่าวดุหยง” บ้านใหม่ของพะยูนน้อย “มาเรียม”

วิถีชีวิตส่วนหนึ่งของชาวเกาะลิบง

        “เกาะลิบง” นับเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดตรัง ห่างจากฝั่งเพียงนั่งเรือจากท่าเรือหางยาว อ.กันตัง ใช้เวลาแค่ 20 นาที อัตราค่าโดยสาร 40 บาทต่อคน หากนำรถจักยานยนต์ลงเรือมาด้วยเขาคิดคันละ 60 บาท เป็นชุมชนของชาวไทยมุสลิม 100 เป็นเซ็นต์ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยางพาราและประมงพื้นบ้าน ความเป็นอยู่ของคนที่นี่เรียบง่าย มีเหตุอาชญากรรมเกิดขึ้นน้อยมาก ทำให้ทั้งเกาะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่แค่เพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะหากมีปัญหาที่ไม่ใช่เรื่องราวใหญ่โตคนที่นี่จะเคลียร์กันเอง ไม่ต้องถึงโรงถึงศาลเพราะส่วนใหญ่เป็นเครือญาติกันทั้งนั้น

นั่งเรือหางยาวเพียง 20 นาทีก็ถึงเกาะลิบง

         การเดินทางมาพักที่ “เกาะลิบง” จะมีโฮมสเตย์ของชาวบ้านไว้รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ เช่นเดียวกับ “การเดินทางบนเกาะ” ไม่ต้องกังวลเพราะที่นี่มีรถบริการรับส่งประจำอยู่ที่ท่าเรือเกาะลิบง ซึ่งก็มีให้เลือกทั้งรถจักรยานยนต์และรถจักรยานยนต์พ่วงข้างพร้อมคนขับ ค่าบริการไม่แพงเฉลี่ยคนละ 50 บาท หรือจะสะดวกแบบเหมาทั้งวันก็สนุก มันดี ไปได้ทุกที่ที่ต้องการค่าบริการ 300 บาท การหลั่งไหลมาของนักท่องเที่ยวช่วงโลว์ซีซั่นกับกระแส “มาเรียม” ช่วงนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้เกาะลิบงแห่งนี้มีรายได้เกิดขึ้นไม่แพ้ช่วงไฮซีซั่นเลย

การเดินทางบนเกาะลิบงสะดวกด้วยรถพ่วง

        ยืนยันจากข้อมูลที่ ศิริพงศ์ สุกใส ผู้ให้บริการรับรับส่งนักท่องเที่ยวบนเกาะลิบง เล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้มีนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวนิยมนำบุตรหลานมาชมความน่ารักของพะยูนน้อยไม่ขาดสายเพราะมาแล้วไม่ต้องลุ้น เห็นพะยูนได้ทันทีที่อ่าวดุหยง ความคึกคักของการท่องเที่ยวรอบนี้ในมุมมองของชาวบ้านบนเกาะลิบง มองว่าช่วยสร้างกระแสการตื่นตัวอนุรักษ์พะยูนไทยได้มากทีเดียว เพราะสำหรับผู้คนบนเกาะลิบง “พะยูน” เป็นเหมือนคนในครอบครัวที่ผูกพันกันมานาน ฉะนั้นการที่มีคนรักและอยากเห็นพะยูนมากเท่าใด เท่ากับว่า “เกาะลิบง” จะเป็นเป้าหมายของการเดินทางท่องเที่ยวเช่นกัน 

        วันนี้ไม่ใช่แค่สังคมโลกโซเชียลหรือคนภายนอกเท่านั้นที่อยากเห็นพะยูนน้อย “มาเรียม” มีชีวิตรอดต่อไปในธรรมชาติ แต่สำหรับคนบนเกาะลิบง “พะยูนน้อย” รอดเท่ากับต่อยอดการอนุรักษ์พะยูนไม่ให้สูญพันธุ์อย่างจริงจังและยั่งยืนด้วย

........................................................
 
8 กรกฎาคม 2562
 
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน