*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5426
  • จำนวนผู้ชม : 3305426
  • จำนวนผู้โหวต : 1712
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1712 คน
<< กรกฎาคม 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 12 กรกฎาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 340 , 10:55:50 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ตามปกตินั้น ขณะที่ผมอัพโหลดข่าวลงบล็อก ผมก็จะเปิดทีวีเอาไว้ฟังข่าวไปด้วย ซึ่งบางช่วงก็จะละสายตาจากจอ CPU ไปดู

ข่าวที่น่าสนใจในจอโทรทัศน์ด้วย แต่สำหรับ TV ช่อง 22 Nation ที่น่าติดตามรายงานข่าวที่แพร่ภาพเป็นช่วงๆนั้น มีสิ่งที่สร้างความ

ขัดใจผู้ชมเล็กๆน้อยๆอย่างไม่น่าจะเป็น ได้แก่การที่มีผู้อ่านข่าวหญิงบางคนไม่ค่อยระวังการออกเสียงให้ถูกต้อง เช่น ออกเสียงว่า 'รัด

ถะ มนตี' 'ปอมแปง - เปี่ยนแปง' เป็นต้น ทั้งนี้ การที่ผมทักท้วงก็เพาะ ... เอ๊ย เพราะ เธอมักพูดผิดๆบ่อยมาก แล้วคงไม่มีใครบอกให้

เธอรู้ตัวกระมัง ผมจึงขอทักท้วงมาด้วยความหวังดีต่อส่วนรวมนั่นเองคับ ... เอ๊ยครับ แหม ... ผมก็ชักจะพูดผิดๆเสียอีกคนแล้ว

 

กระท่อม กัญชา เกี่ยวก้อยกันออกจากสถานะยาเสพติดสู่เสรีด้วยกัน

 

ไทยฝนน้อย เว้น‘เหนือ อีสาน ใต้’กระจายมากกว่าภาคอื่น

ไทยฝนน้อย เว้น‘เหนือ อีสาน ใต้’กระจายมากกว่าภาคอื่น

วันศุกร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.59 น.
 
 

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์ประเทศไทยมีปริมาณฝนน้อยในระยะนี้ เว้นแต่“ภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคใต้ตอนล่าง”ยังคงมีการกระจายของฝนมากกว่าบริเวณอื่นๆ

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานลักษณะอากาศทั่วไป ประจำวันที่ 12 กรกฏาคม 2562 พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีปริมาณฝนน้อยในระยะนี้ เว้นแต่ภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคใต้ตอนล่างยังคงมีการกระจายของฝนมากกว่าบริเวณอื่นๆ สำหรับทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และประเทศไทยกำลังอ่อนลง ในขณะที่มีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนน้อยในระยะนี้ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังอ่อน

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

+ ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน กำแพงเพชร และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

+ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

+ ภาคกลาง มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และนครปฐม อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

+ ภาคตะวันออก มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

+ ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

+ ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

+ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากในช่วงบ่ายถึงค่ำ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

‘พปชร.’ถก19พรรคร่วม จัดรวมนโยบาย ชง‘บิ๊กตู่’แถลงต่อรัฐสภา

‘พปชร.’ถก19พรรคร่วม จัดรวมนโยบาย ชง‘บิ๊กตู่’แถลงต่อรัฐสภา

วันศุกร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.
 

‘พปชร.’ถก19พรรคร่วม

จัดรวมนโยบาย

ชง‘บิ๊กตู่’แถลงต่อรัฐสภา

‘ชวน’ใช้ห้องTOTเปิดประชุม

วิษณุการันตีคุณสมบัติธรรมนัส

หม่อมเต่าไขก๊อก-น้องพลัมเสียบ

“สนธิรัตน์” นั่งหัวโต๊ะ นำ 19 พรรคร่วมรัฐบาลถกนโยบาย พร้อมชงบิ๊กตู่แถลงต่อรัฐสภา ด้านประธาน“ชวน”เตรียมหอประชุมใหญ่ TOT พร้อมรองรับ คาดลงตัว24 กรกฎาคมนี้ ขณะที่“วิษณุ”ระบุรัฐบาลทำหนังสือขอพระราชทานวันเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณตนของครม.ใหม่ ส่วน“สมคิด”มั่นใจ “รัฐนาวาลุงตู่ 2” เรียกความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยได้

ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่ที่เพิ่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งแล้วเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้วจะประชุมคณะรัฐมนตรีต่อเลยทันทีหรือไม่ ว่า ส่วนตัวตนไม่ทราบ และยังไม่ทราบด้วยว่าจะถวายสัตย์ฯเวลาใด ยังไม่มีกำหนดการและไม่ทราบว่าจะเป็นวันที่ 16กรกฎาคมนี้หรือไม่

แต่วันนี้รัฐบาลจะทำหนังสือขอประทานวันเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ อย่างไรก็ตามในการประชุมครม.ครั้งแรกจะยังไม่มีการแบ่งงานรัฐมนตรีใหม่ แต่จะพูดเรื่องนโยบายเป็นหลัก หรือเรียกเป็นการประชุมเพื่อเตรียมแถลงนโยบายที่ทำมาทุกรัฐบาล ขณะเดียวกันการแบ่งงานจะเกิดขึ้นภายหลังมีการแถลงนโยบายไปแล้ว

นายวิษณุ ยังกล่าวถึงกรณีการวิพากษ์วิจารณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่เหมาสมตำแหน่งรัฐมนตรี เนื่องจากเคยถูกคดีจากต่างประเทศมาแล้ว ว่า ตามข้อกฎหมายเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนความเหมาะสมและความควรไม่ควรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นเรื่องหลักจริยธรรมในตัวรัฐมนตรีนั้น ก็สามารถทำได้เป็นสิทธิ อย่างไรก็ตามให้ไปไล่ดูคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามที่มีอยู่ในมาตรา 98 และมาตรา 101 ว่าขัดหรือไม่ขัดอย่างไร หากใช่ก็คือใช่ หากไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ เมื่อถามว่า การที่ถูกต้องโทษในต่างประเทศแล้วย้ายกลับมาที่ประเทศไทย จะต้องรับโทษและติดคุกหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่รู้ ตนไม่ทราบ

‘สมคิด’ชี้มีนโยบายคล้ายกัน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.ชุดใหม่มีนโยบายคล้ายกัน โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจที่หลายพรรคมุ่งพยายามทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็ง มีความสามารถสูงในอนาคต ช่วยเหลือฐานรากให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งแต่ละพรรคส่งรายละเอียดเข้ามาเพื่อนำมาแก้ปัญหา และนายกรัฐมนตรีรับทราบแล้ว

“ส่วนความไม่แน่นอนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้ หลังจากนี้สถานการณ์ต่าง ๆ จะดีขึ้น เป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับรัฐบาลชุดนี้ เพราะทุกประเทศจะต้องพบกับปัญหาสงครามทางการค้า ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบ คงยากที่จะรอดพ้นจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก แต่จะต้องผ่านไปให้ได้” นายสมคิด กล่าว

นายสมคิด กล่าวว่า ครม.ชุดใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนได้ เพราะสิ่งสำคัญอยู่ที่นโยบายของประเทศ หากทุกคนดำเนินการตามนโยบายที่วางไว้ ความเชื่อมั่นจะตามมา ต้องสร้างความเชื่อมั่นในประเทศ ก่อนที่จะให้ต่างชาติมาเชื่อมั่นในประเทศไทย

นายสมคิด กล่าวถึงนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา ว่า ขณะนี้พรรคพลังประชารัฐดำเนินการเสร็จแล้ว เหลือประสานกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่น รัฐบาลนี้รับฟังนโยบายของทุกพรรค รวมถึงนโยบายพรรคฝ่ายค้านด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้นำมารวบรวมประกอบในร่างนโยบายรัฐบาลด้วย ส่วนจะมีนโยบายออกมาเซอร์ไพร์สหรือไม่ ต้องดูที่ความตั้งใจ การสร้างความเชื่อมั่นและใช้โอกาสของประเทศอย่างเต็มที่

ฟันธงเศรษฐกิจจะดีขึ้น

นายสมคิด กล่าวถึงกรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีรัฐมนตรีมากถึง 4 คน ว่า กระทรวงเกษตรฯเป็นกระทรวงใหญ่ รับผิดชอบภารกิจเกี่ยวกับประชาชนทั้งประเทศ จึงมีความเหมาะสมที่จะมีรัฐมนตรีเข้ามาดูแลเรื่องสำคัญของประชาชน

ส่วนที่ประชุมคณะกรรมการภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ปรับลดจีดีพีปีนี้ลดลงเหลือร้อยละ 2.9-3.3 นายสมคิด กล่าวว่า ครึ่งปีแรกอาจจะพบกับสถานการณ์ต่างๆ ที่ทุกคนคงเข้าใจ แต่หลังจากครึ่งปีหลังนี้ จะต้องเน้นเศรษฐกิจภายในประเทศ หลังจากที่ทราบว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในสถานการณ์ไม่ดีนัก โครงการลงทุนต่า งๆ จะต้องไม่ติดขัด ขณะที่กระทรวงการคลังเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ที่ขณะนี้รอรัฐมนตรีใหม่มาขับเคลื่อน เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา ทุกอย่างสามารถประคับประคองไปได้ การที่ ธนาคารโลกประมาณค่าจีดีพีไทยให้ปีนี้ให้เหลือร้อยละ 3.5 จาก ร้อยละ 3.8 ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีพอสมควร ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้

ปชป.ยึด3เงื่อนไขสำคัญ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)กล่าวหลังหารือกับรัฐมนตรีของพรรคเกี่ยวกับการจัดทำนโยบายรัฐบาล ว่า มอบหมายให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตร นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรี รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หารือกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อจัดทำนโยบายรัฐบาลร่วมกัน

โดยยังยึด 3 ประเด็นหลักที่เป็นเงื่อนไขการร่วมรัฐบาล คือ การประกันรายได้เกษตรกรเรื่องข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด การบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ให้กำหนดไว้ในนโยบายรัฐบาล การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งอย่างน้อยที่สุดจะต้องแก้หมวดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นในอนาคตและทำได้ง่ายขึ้น

สำหรับการทำงานในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ กล่าวว่าต้องรอเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อน จึงจะเข้าทำหน้าที่ เรื่องเร่งด่วนที่ต้องผลักดันคือนโยบายประกันรายได้ เพราะเป็นเป้าหมายหลักที่พรรคจะต้องเข้าไปดูแล ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้นัดหารือกับรัฐมนตรีช่วย

“เสี่ยหนู”พร้อมดันกัญชา

ที่ห้อมประชุมทีโอที นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข กล่าวยืนยันที่ที่จะขับเคลื่อนนโยบายหลายเรื่องที่สำคัญที่เกี่ยวกับการสาธารณสุข ซึ่งไม่ใช่นโยบายกัญชาเสรีเท่านั้น แต่ยังมีนโยบายอื่น ๆ อาทิ การยกระดับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) การพิจารณาอัตรานักเรียนแพทย์ที่อยากให้บรรจุหลังเรียนจบ

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ส่วนในงานของกระทรวงคมนาคม ที่พรรครับผิดชอบนั้น จะมีการสานต่องานเดิมพัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้ประชาชนในฐานะผู้รับบริการเกิดความพึงพอใจ ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะเดินหน้าตามโรดแมปและจะเป็นกระทรวงหลักในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ ทำงานสอดประสานกันทุกภาคส่วน และทุกคนจะทำงานตามหน้าที่ ยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ไม่ว่าจะมีพรรคร่วมรัฐบาลกี่พรรคก็ตาม เราจะทำหน้าที่ของเรา อย่าก้าวก่ายซึ่งกันและกัน อย่าอิจฉาประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

“ไม่รู้สึกหนักใจกับการขับเคลื่อนนโยบายกัญชา เนื่องจากนายกรัฐมนตรีแสดงเจตนารมณ์ในการผลักดันเรื่องนี้แล้ว ซึ่งในคณะรัฐมนตรีชุดเดียวกันก็ต้องช่วยกันทำงาน และเท่าที่ทราบผู้ที่ปฏิบัติก็ไม่มีใครปฏิเสธหรือต่อต้านนโยบายนี้ อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าไม่รู้สึกกดดันในเรื่องการผลักดันนโยบายกัญชาเสรี ที่หลายคนมองว่าอาจจะไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะหากใช้อย่างถูกต้องถูกวิธีตามเป้าหมาย ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการแพทย์ อะไรที่อยู่นอกระเบียบ เราก็จะหาทางแก้ไขปัญหาให้เป็นไปในทิศทางที่ดี” นายอนุทิน กล่าว

เป็นรมต.ต้องพ้นสส.บัญรายชื่อ

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ปัญหาปากท้องของประชาชน ถือเป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลนี้จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาเหล่านี้เป็นหลัก เพราะประชาชนให้การคาดหวังและเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่จะต้องเร่งดำเนินการก่อนเรื่องอื่น ๆ ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยจะประเมินผลการทำงานทุก 3 เดือน และจะปรับการทำงานไปเรื่อย ๆ ผลักดันให้เกิดความสำเร็จ ส่วนแผนยุทธศาสตร์ 10 ปี ก็จะทำให้เกิดความสำเร็จให้ได้ เพราะเชื่อมั่นในข้าราชการประจำและภาคการเมืองจะสามารถร่วมมือกันทำงาน และทำให้ผลที่จะออกมาเป็นบวกอย่างแน่นอน

“หลังได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี ผมและนายศักดิ์สยาม จะทำหน้าที่ ส.ส.ควบคู่ไปด้วย เพราะถือว่างานสภาฯ เป็นงานที่สำคัญ เช่นเดียวกับงานบริหารราชการแผ่นดิน จึงจะทำงานโดยไม่มี OT ส่วนรัฐมนตรีท่านอื่นที่เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค เราก็จะดำเนินการยื่นใบลาออกให้หลังถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้ว เพื่อให้บุคคลในบัญชีรายชื่อของพรรคลำดับต่อ ๆ ไปเลื่อนขึ้นมาทำหน้าที่แทน” นายอนุทิน กล่าว

อนุพงษ์แบ่งงานรัฐมนตรีช่วย

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นรมว.มหาดไทยว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงโปรดเกล้าฯให้ปฏิบัติหน้าที่ ส่วนการทำงานขณะนี้ ความคาดหวังของสังคมมีสูง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ ความโปร่งใส ความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนทุกอย่างให้ทันต่อสังคมโลกดิจิทัล และยังมีงานที่ต้องบูรณาการร่วมมือกับหน่วยงาน ข้าราชการ ซึ่งต้องเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมจึงจะประสบความสำเร็จ ถือเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันในอนาคต

“สำหรับการหารือกับ2รัฐมนตรีช่วยว่าการ นายนิพนธ์ บุญญามณี และนายทรงศักดิ์ ทองศรี ซึ่งเป็นการทำงานกับฝ่ายการเมืองครั้งแรกนั้น ขณะนี้ได้ดำเนินการติดต่อทางธุรการก่อน และคงจะเชิญทั้ง2ท่านมาหารือในวาระที่เหมาะสม เพราะมีงานใหญ่ที่ต้องทำ2เรื่อง คือการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน และเตรียมการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก็คงจะมีนัดหารือกันก่อน อาจมีการบรรยายสรุปให้ฟังถึงบทบาท และภารกิจของกระทรวงมหาดไทย และแนะนำให้รู้จักกับบรรดาข้าราชการ จากนั้นเมื่อเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ และแถลงนโยบายต่อสภาฯเรียบร้อยแล้ว จะตรวจเยี่ยมกระทรวง พบปะข้าราชการ ควบคู่ไปกับการทำงาน” รมว.มหาดไทย กล่าว

“ณัฏฐพล”ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้โพสต์เฟสบุกระบุว่า ตนและครอบครัวได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เป็นมงคลสูงสุดในชีวิต ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่ได้รับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตนขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กรุณาทูลเกล้าเสนอชื่อตน ให้ดูแลกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทั้งนี้ ตนจะทำหน้าที่ที่ท่านนายกฯ ให้ความไว้วางใจอย่างสุดความสามารถ ใช้ประสบการณ์ที่มีเพื่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหา ขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการให้มีความก้าวหน้าและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาและการเรียนรู้ในโลกที่กำลังโดนเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ซึ่งตนทำคนเดียวไม่ได้ครับ หากขาดความร่วมมือร่วมใจ ไม่ว่าจะจากเจ้าหน้าที่กระทรวงทุกท่าน คุณครูทุกคน เด็ก นักเรียน รวมถึงผู้ปกครอง และทุกภาคส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาของบ้านเราครับ

ดังนั้นตนจึงอยากขอเชิญให้ทุกคน ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันครับ มาร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ยังคงมีอยู่ในระบบการศึกษา มาร่วมกันสร้างและพัฒนาระบบการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กนักเรียน ลูกหลานของพวกเราทุกคน สามารถเติบโตมีศักยภาพและเป็นกำลังหลักของประเทศ อย่างไรก็ตามตนจะรีบดำเนินการรับฟังข้อมูลทุกด้านไม่ว่าแผนงาน แนวทางการพัฒนาการศึกษา และปัญหาที่ยังคงมีอยู่ในกระทรวงฯ และระบบการศึกษา หลังจากผมวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด ผมจะมานำเสนอและแบ่งปันต่อทุกท่านครับ มาร่วมทำงานด้วยกันกับผมนะครับ เราจะเดินหน้าไปด้วยกันครับ

หม่อมเต่า ไขก๊อก สส.บัญชีรายชื่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย (พปชร.) ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะลาออกจากการเป็นสส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเปิดทางให้ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อของพรรค ในลำดับถัดไป ได้เข้ามาเป็นสส.โดยผู้ที่จะได้เป็นสส.บัญชีรายชื่อแทน หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล คือ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อลำดับที่5 นายทวีศักดิ์ ณตะกั่วทุ่ง เลขาธิการพรรค แต่เนื่องจาก นายทวีศักดิ์ ติดภารกิจ เป็นทีมทนายความให้กับ กปปส.ในการต่อสู้คดี รวมถึงมีโรคประจำตัว จึงจะลาออกจากการเป็นผู้สมัครแล้วให้ น.ส.จุฑาทัตต เหล่าธรรมทัศน์ หรือน้อมพลัม หลานสาว นายเอนกเหล่าธรรมทัศน์ ผู้สมัครลำดับที่6 ได้เป็นสส.บัญชีรายชื่อแทน

ใช้ห้องประชุมทีโอทีแถลงนโยบาย

วันเดียวกัน ที่หอประชุมทีโอที ถ.แจ้งวัฒนะ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในที่ประชุม ซึ่งในวาระพิจารณา ร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ....ที่ประชุม ที่มีมติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ จำนวน 39 คน ด้วยเสียงข้างมาก 242 เสียง ต่อ 232 เสียง และงดออกเสียง 1 เสียง

ก่อนหน้านี้ในการประชุมนายชวน ระบุว่า การตั้งกมธ.วิสามัญ จะมีเวลาพิจารณา ช่วง 22 - 24 กรกฎาคม ซึ่งจะสอดคล้องกับการนัดแถลงนโยบายของรัฐบาล ช่วงวันที่ 24 ส่วนเรื่องการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นายชวน ในฐานะประธานรัฐสภา กล่าวว่า คงต้องใช้ห้องประชุมชั่วคราวที่สำนักงานใหญ่ TOT แจ้งวัฒนะ ซึ่งปกติแล้วเมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้ว ก็จะรอการประชุมไว้ไม่เกิน 15 วัน เพื่อนัดประชุมรัฐสภารับฟังการแถลงนโยบายกรกฎาคมนี้

สนธิรัตน์ถกนโยบาย19พรรค

เวลา 15.00น. ที่อาคารหอประชุมทีโอที ถ.แจ้งวัฒนะ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 19พรรคร่วมรัฐบาล ได้ประชุมหารือถึงการจัดทำนโยบายรัฐบาล เพื่อเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยมี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นประธาน มีผู้ร่วมประชุม อาทิ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค พปชร.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค พปชร. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค พปชร.,นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย(ภท.) , นายจุติ ไกรฤกษ์ อดีตเลขาธิการพรรค ซึ่งได้รับมอบหมายจากเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มาเป็นตัวแทน นายวราวุธ ศิลปอาชา ประธานกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) นายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรค ประชาชนปฏิรูป นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ฯลฯ

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ขอบคุณทุกพรรคที่ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุม ซึ่งพรรคพลังประชารัฐ ได้ทำงานพิจารณานโยบายของพรรคต่างๆ มาระยะหนึ่งแล้ว โดยนโยบายของทุกพรรคนั้น ได้ขึ้นโครงร่างไว้แล้ว และจะพิจารณาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนที่มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ก็จะหาหรือร่วมกันต่อไป โดยจะเร่งรัด เพื่อที่จะสามารถสรุปให้เห็นพ้องต้องกัน ก่อนที่จะนำนโยบายเหล่านี้ เสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาว่า จะมีความคิดเห็นเพิ่มเติมอย่างไร เพื่อที่นำไปใช้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาต่อไป ทั้งนี้ นายสนธิรัตน์ กล่าวก่อนหน้านี้หลังได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รมว. พลังงานว่า จากนี้ต้องเตรียมพร้อมในการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ส่วนความพร้อมในการทำงานได้เตรียมนโยบายและบุคลากรที่เป็นทีมงานไว้แล้ว

 

เลียบวิภาวดี

เลียบวิภาวดี

กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม
วันศุกร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 02.00 น.

ครม.เรือเหล็ก

 
 

 

หลังจากที่ทุกฝ่ายต่างตั้งตารอ “ครม.เรือเหล็ก” ของลุงตู่มายาวนานกว่า 100 วัน แล้วในที่สุด ครม.ของท่านกะปิตัน ก็ “ได้รับการโปรดเกล้า” ลงมาแล้วตั้งแต่วันที่ 10 ที่ผ่านมา

ปรากฏว่า รายชื่อของครม. 90 เปอร์เซ็นต์เป็นไปตาม “โผที่สื่อนั่งเทียนเดา” และเผยแพร่ไปแล้วล่วงหน้า โดยมีการ “พลิกผัน” อย่างไม่คาดหมาย “แค่จิ๊บๆ”

“36 เซียนเหยียบเมฆ” ที่จะพาเรือเหล็กออกจากท่าบ่ายโฉมหน้าไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจและที่ให้สัญญากับประชาชนไว้นั้น คงจะมีการ “ถอนสมอ” ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ใครเป็นใครใน 36 เซียนเหยียบเมฆ คงเป็นที่รู้แจ้งประจักษ์ชัดของทุกฝ่าย ซึ่งแน่นอน ในบรรดา “36 อรหันต์” จะต้องมีบางเซียนที่น่าห่วงใย เพราะเป็น “จุดอ่อนของครม.เรือเหล็ก” ซึ่งประกอบไปด้วย

“เซียนกระดำกระด่าง” เป็นเซียนอัปลักษณ์แบบ “ตือโป้ยก่าย” ที่สื่อใช้สำนวนไทยเป็น “หมู่บ้านกระสุนตก” โดยฝ่ายค้านรู้ประวัติแต่หนหลังอย่างจะแจ้ง พร้อมจะ “รุมยำ”อย่างไม่ปรานี และอาจถูกสื่อ “รุมตี” อย่างไม่เมตตา

“เซียนหูบอดใบ้” บริหารงานโดยไม่ฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ แต่หูตาจะสว่างไสวทันที เมื่อนายทุนใหญ่เข้ามากระซิบข้างหู

“เซียนนิสัยชูชก” หรือเสนาบดีประเภท “หมูป่า เจอะรับ” เป็นชูชกที่ต้องสวาปามอาหารอร่อยทุกจานที่ขวางหน้า อดีตเคยได้รับฉายา “มิสเตอร์ 10 เปอร์เซ็นต์” มาแล้วอย่างเท่ๆ

“เซียนไอคิวเตี้ยไอเดียต่ำ” นอกจากไม่เก่งงานยังสายตาสั้น หูเบา และวิสัยทัศน์ต่ำ แถมยังทำงานในกระทรวงที่ตนไม่ถนัด จึงรับฟังแต่ข้าราชการที่ใกล้ชิดและสอพลอ จนอาจเกิดวิกฤติองค์กรขึ้นมาได้

“เซียนร้อยแผลพันรอยตำหนิ” เป็น “จุดอ่อน” ที่ฝ่ายค้านรู้จักดี จึงตั้งกล้องส่องทางไกล “จับความเคลื่อนไหว” ทุกก้าวย่าง ได้จังหวะเมื่อใดจึงยิงขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์เข้าถล่มใส่

เซียนที่เป็น “จุดอ่อน” ของครม.เรือเหล็กเหล่านี้ จะเป็น “ตัวถ่วง” ให้เรือเหล็กเกิดปัญหาในการ “ขับเคลื่อน” หรือไม่? โปรดติดตามชมจ้า

กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม

พท.เลือดสาดกลางสภา ลุกขึ้นป่วนเจอ'ชวน'กรีดยับ ทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่

พท.เลือดสาดกลางสภา ลุกขึ้นป่วนเจอ'ชวน'กรีดยับ ทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 16.23 น.
 
 
 

'เพื่อไทย'ลองของป่วน"ชวน"ไล่ต้อนความไม่เป็นกลางหวังกินงบเหลือจ่าย เจอกรีดคืนยับเยินตนมาจากโลกไม่เคยซื้อเสียง สงสัยคนพูดคงมีประสบการณ์แบบนั้น อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่จนปชช.เข้าใจผิดว่าสภาฯทุจริต สุดท้ายฝ่ายค้านแพ้โหวต อดตั้งกมธ.เต็มสภา

เมื่อวันที่ 11 กรกฏาคม 2562 ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฏร มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏร เป็นประธานที่ประชุม ได้มีการพิจารณาต่อวาระที่ค้างคือ ญัตติตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภา เพื่อพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฏร ของ น.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ บรรยากาศค่อนข้างดุเดือด โดยส.ส.เพื่อไทยหลายคน ได้กล่าวตำหนินายชวนที่เสนอให้การพิจารณาตามชั้นกรรมาธิการวิสามัญเหมือนกฎหมายทั่วไป ว่าทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง และพยายามดึงเรื่องเพราะมีผลประโยชน์แอบแฝง มองว่าเป็นการละเมิดสิ่งที่สมาชิกตัดสินใจ ทั้งที่ประธานสภาฯ มีหน้าที่ทำตามระเบียบข้อบังคับ

นพ.ชลน่าน ตั้งข้อสังเกตเรื่องงบประมาณในการตั้งคณะกรรมาธิการแต่ละคณะ คณะละ 14 ล้านบาท ว่าหากตั้งคณะกรรมาธิการไม่ทันปีนี้ งบส่วนดังกล่าวจะเป็นงบเหลือจ่าย ซึ่งเป็นอำนาจของประธานสภาฯ พิจารณาว่าจะนำไปใช้อย่างไร

นายชวน จึงชี้แจงว่า ตนไม่มีผลประโยชน์เรื่องงบประมาณอะไรทั้งสิ้น ตนไม่เคยรู้เรื่อง ตนมาจากโลกการเลือกตั้งที่ไม่ซื้อเสียงเรื่องของผลประโยชน์จึงไม่มี แต่อาจเป็นเรื่องที่สมาชิกอาจมีประสบการณ์แบบนั้น ทั้งนี้ สิ่งที่ตนเสนอแนะก็เพื่อประโยชน์ของสภา ซึ่งเป็นเจตนาดี ทุกอย่างทำด้วยความปรารถนาดี ซึ่งไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และยืนยันว่าทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ทำให้รู้สึกเสียดายที่มองเจตนาดีเป็นเรื่องผลประโยชน์

จากนั้นนายชวนได้ให้สมาชิกลงมติในญัตติว่า เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาเพื่อพิจารณาร่างข้องบังคับการประชุมสภาฯ หรือไม่ โดยแจกบัตรสีน้ำเงิน ซึ่งหมายถึงเห็นด้วย และใบสีแดง คือไม่เห็นด้วย ให้กับสมาชิก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่กำลังลงคะแนนอยู่นั้น นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ฝั่งนั้นจะแจกใบแดงมากกว่า แล้วจะพิสูจน์ได้อย่างไร นายชวน กล่าวว่า คนที่คิดแบบนี้ได้ต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์พอสมควร ซึ่งนายอนุรักษ์ กล่าวว่า ถ้าพูดแบบนี้แสดงว่าท่านประธานก็มีประสบการณ์แบบนี้เช่นกัน นายชวนกล่าวว่า ตนมีประสบการณ์ที่เชื่อในความสุจริตของทุกคน

จากนั้น นายชวน ได้ประกาศผลลงคะแนนเห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภา 232 เสียง และ ไม่เห็นด้วย 247 งดออกเสียง 1 ทำให้พรรคฝ่ายค้านลุกขึ้นโวยว่าคะแนนเกินมาจากไหน เพราะประธานขานองค์ประชุม 457 คน แต่ทำไมคะแนนออกมา 480 คน เหมือนที่ตนพูดเอาไว้เรื่องแจกบัตรแดงเกิน

ทำให้นายชวนต้องพยายามอธิบายว่า จำนวนองค์ประชุมกับ ส.ส.ที่ลงคะแนนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เพราะบางครั้งตอนนับองค์ประชุมก็มีสมาชิกบางคนยังไม่ได้เดินเข้ามา หรือเดินออกไปและเป็นเรื่องปกติที่ทำมาทุกครั้ง แต่ ส.ส.เพื่อไทยหลายคนก็พยายามกล่าวตำหนิการทำงานของนายชวนอย่างรุนแรง แต่นายชวนก็พยายามอธิบายและขออย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเกรงว่าประชาชนจะเข้าใจผิดว่าสภาแห่งมีการทุจริต เพราะไม่เป็นความจริง

อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 39 คน โดยกำหนดวันแปรญัตติ 7 วัน

 
 
 
เอาแน่!ฝ่ายค้านรุกชงกม.เลิกคำสั่งคสช. เปิดทางผู้ลี้ภัยการเมืองกลับไทย

เอาแน่!ฝ่ายค้านรุกชงกม.เลิกคำสั่งคสช. เปิดทางผู้ลี้ภัยการเมืองกลับไทย

วันศุกร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 08.59 น.
 
 

เอาแน่!ฝ่ายค้านรุกชงกม.เลิกคำสั่งคสช. เปิดทางผู้ลี้ภัยการเมืองกลับไทย

12 กรกฎาคม 2562 น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ ในฐานะทีมโฆษก 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อการมีส่วนร่วมภาคประชาชน กล่าวว่า ความหวาดกลัวคนคิดต่าง การต้องการกำจัดคนคิดต่าง ปีศาจเผด็จการที่ฝังแน่นในจิตวิญญาณหัวหน้าคสช. ยังคงอยู่

น.ส.เกศปรียา ระบุว่า แม้จะมีการยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. รวมถึงคำสั่งหัวหน้าคสช. 70 ฉบับ ตามประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 9/2562 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 นั้น เป็นการยกเลิกเพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงอยู่  400 กว่าฉบับ 5 ปีที่ผ่านมา คสช. ได้ออกประกาศ คำสั่ง รวมถึงคำสั่งหัวหน้า คสช. 554 ฉบับ

“คำสั่งประกาศที่เปิดเผยความเป็นปีศาจเผด็จการ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ฝังแน่นในจิตวิญญาณหัวหน้า คสช. ยังคงอยู่ โดยเฉพาะคำสั่งและประกาศไม่น้อยกว่า 39 ฉบับที่เรียกให้ผู้ที่เห็นต่างมารายงานตัวกับ คสช. หลังก่อรัฐประหารใหม่ๆ เมื่อปี 2557 ใครไม่มาจะถูกจับกุมดำเนินคดีมีโทษทั้งจำคุกและปรับ ซึ่งตนเคยเรียกร้องให้ยกเลิกไปแล้วครั้งหนึ่งแต่ไม่มีการตอบรับจากหัวหน้า คสช.” น.ส.เกศปรียา กล่าว

น.ส.เกศปรียา กล่าวต่อว่า ผลพวงจากประกาศ คสช. เรียกให้ผู้ที่เห็นต่างมารายงานตัวกับ คสช. หลังก่อรัฐประหารไม่น้อยกว่า 39 ฉบับ คือประกาศคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 1/2557,  2/2557, 3/2557, 5/2557, 12/2557, 13/2557, 14/2557, 15/2557, 16/2557, 18/2557, 19/2557, 23/2557, 25/2557, 29/2557, 30/2557, 31/2557, 34/2557, 35/2557, 36/2557, 39/2557,  40/2557, 41/2557 42/2557, 43/2557, 44/2557, 46/2557,  48/2557, 49/2557, 50/2557, 52/2557, 53/2557, 57/2557, 58/2557, 61/2557, 63/2557, 65/2557, 68/2557, 82/2557, 86/2557, ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิความเป็นประชาชนไทย ทำให้เกิดผู้ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ในต่างประเทศจำนวนหนึ่ง ประจานความเป็นปีศาจเผด็จการของหัวหน้า คสช. ในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพความเป็นประชาชนไทยของผู้คนเหล่านี้ ทำให้ประโยชน์ประเทศชาติเสียหายกว่าการที่นักการเมืองฝ่ายค้านเดินทางไปพบปะนักการเมืองในยุโรปอย่างที่รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค กล่าวอ้างเมื่อวานนี้มากในสายตาประชาคมโลก

น.ส.เกศปรียา กล่าวอีกว่า ถ้าหัวหน้า คสช. ยกเลิกคำสั่ง การเรียกผู้ที่เห็นต่างมารายงานตัวตามประกาศคำสั่ง คสช. ไม่น้อยกว่า 39 ฉบับที่ตนเคยเรียกร้อง รวมทั้งยกเลิกประกาศ คสช. ที่ให้อำนาจทหารมาลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารค้น จับกุม กักตัวบุคคลได้ไม่เกิน 7 วัน และมีอำนาจในการร่วมสอบสวนพร้อมกับตำรวจ ในประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 9/2562 เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2562 หัวหน้า คสช. หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะได้ไม่ต้องเป็นวัวสันหลังหวะ ไม่ต้องหวาดระแวงและวิตกกังวลกลัวพรรคฝ่ายค้านจะเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะกับนักการเมืองต่างประเทศ แล้วอ้างว่าจะทำให้เสียผลประโยชน์ของประเทศ ผู้ที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริงต้องยอมรับกฎหมายและกติกาของสากล ไม่ทำพฤติกรรมที่ประชาคมโลกไม่ยอมรับ เช่น การใช้กำลังทหารมาล้มล้างการปกครองหรือล้มล้างรัฐบาล รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวด้วยว่า ดังนั้นการล้มล้างรัฐบาลต้องมาจากการตรวจสอบของ สส. ซึ่งมาจากประชาชนเช่นกัน พล.อ.ประยุทธ์ ต้องศึกษากฎหมายและทำความเข้าใจให้ถ่องแท้เพื่อจะได้เข้าใจว่าการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีกระบวนการเช่นไร เพื่อจะได้ไม่ทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์จากวิธีคิดแบบปีศาจเผด็จการในจิตวิญญาณของหัวหน้า  คสช. ที่ไม่ต้องการปรองดอง

“แม้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ลิดรอนสิทธิความเป็นพลเมืองไทยเหล่านี้ แต่ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านจะดำเนินการเสนอร่างกฎหมายเพื่อให้ยกเลิกคําสั่ง คสช.ดังกล่าว ผู้ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ในต่างประเทศมีสิทธิความเป็นพลเมืองไทยที่มีสิทธิอยู่บนผืนแผ่นดินไทย ต้องสามารถเข้าออกแผ่นดินไทยได้ ไม่มีใครมีสิทธิกำจัดผู้ที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างจากตนเอง ดังนั้นผู้ใดจะมากล่าวอ้างว่า ปี 2557 กำจัดไปส่วนหนึ่งแล้ว ไม่ได้” น.ส.เกศปรียา กล่าว

'ไอลอว์'กังวลคำสั่งคสช.3/2558 ให้อำนาจทหารพาคนไปปรับทัศนคติ'ยังไม่ถูกยกเลิก'

'ไอลอว์'กังวลคำสั่งคสช.3/2558 ให้อำนาจทหารพาคนไปปรับทัศนคติ'ยังไม่ถูกยกเลิก'

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 21.28 น.
 
 

จากกรณีราชกิจจานุเบกษาประกาศคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 9/2562 โดยมีผลให้ยกเลิกบรรดาประกาศและคำสั่งคสช. และคำสั่งหัวหน้าคสช. อย่างน้อย 70 ฉบับ และแก้ไขอีก 2 ฉบับนั้น

เมื่อวันที่ 11 กรกฏาคม 2562 บนเพจเฟชบุ๊ก โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw  ได้รายงานข้อมูลการตรวจสอบคำสั่งที่ยังเหลืออยู่ของคสช. โดยระบุว่า 10 กรกฎาคม 2562 พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 9/2562 ยกเลิกประกาศคสช. คำสั่งคสช. และคำสั่งหัวหน้าคสช. อย่างน้อย 70 ฉบับ โดยวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุก่อนมีการออกคำสั่งดังกล่าวว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่กำลังจะออกจะเป็นคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับสุดท้าย อย่างไรก็ตามในบรรดาประกาศคำสั่งที่ถูกยกเลิกมีอย่างน้อย 13 ฉบับ ที่เครือข่ายภาคประชาชนเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรยกเลิกรวม 35 ฉบับ

อย่างไรก็ตามเมื่อทางไอลอว์พิจารณาอย่างใกล้ชิด พบว่า คำสั่งมีความน่ากังวลต่อสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของประชาชนอย่างคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 และ 13/2559 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวบุคคลมากักตัวเพื่อทำการสอบถามได้ในค่ายทหาร 7 วันยังคงบังคับใช้อยู่ นอกจากให้อำนาจการเรียกคนมาสอบถามแล้ว คำสั่งฉบับที่ 3/2558 ยังให้อำนาจทหารในการจับกุมหรือร่วมสอบสวนบุคคลที่ถูกกล่าวหาในความผิดบางประเทศร่วมกับตำรวจ การบุกเข้าค้นบ้านของบุคคลโดยไม่ต้องขออำนาจศาล ที่สำคัญการใช้อำนาจดังกล่าวหากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติไปโดยความสุจริต จะไม่สามารถเอาผิดทั้งทางแพ่ง อาญา หรือทางวินัยได้

มีข้อน่าสังเกตด้วยว่า แนวปฏิบัติที่เจ้าหน้าที่ทหารไปที่บ้านของบุคคลที่แสดงความเห็นทางการเมืองในทางคัดค้านคสช. หรือหาข่าวทั้งตามสถานที่ชุมนุมและตามงานเสวนาวิชาการต่างๆ ก็อาจเป็นแนวปฏิบัติที่อาศัยฐานอำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 โดยอาจเป็นอำนาจตามข้อ 4(6) ที่กำหนดให้ "เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย" มีหน้าที่กระทำการอื่นใดตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติมอบหมาย

ดังนั้น แม้จะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ มีรัฐบาล และรัฐสภาใหม่หลังการเลือกตั้งแล้ว อำนาจที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจะปฏิบัติการต่างๆ เพื่อรักษาบรรยากาศความหวาดกลัวต่อการแสดงความคิดเห็นก็ยังคงอยู่เช่นเดิม

 
 
 
สั่งทำฝนหลวงสู้แล้ง เติมอ่างฯช่วยเกษตร 18เขื่อนวิกฤติน้ำน้อย

สั่งทำฝนหลวงสู้แล้ง เติมอ่างฯช่วยเกษตร 18เขื่อนวิกฤติน้ำน้อย

วันศุกร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.
 
 

 

สั่งทำฝนหลวงสู้แล้ง

เติมอ่างฯช่วยเกษตร

18เขื่อนวิกฤติน้ำน้อย

วอนปชช.ใช้ประหยัด

นายกฯสั่งการรมว.เกษตรฯเร่งทำฝนหลวงช่วยชาวบ้าน-เกษตรกร หลังพื้นที่เกษตรขาดน้ำ ผลผลิตเสียหาย เติมน้ำเขื่อน-อ่างฯที่มีปริมาณน้อยกว่า 30% ด้านกรมชลฯชี้ฝนตกน้อยกว่าค่าปกติ ส่งผลไหลเข้าเขื่อนน้อย สั่งชลประทานทั่วปท.เก็บน้ำเข้าอ่างทุกหยด เผยเขื่อนทั่วปท.ยังรับได้อีก 3.8 หมื่นล้านลบ.ม. ด้านสสนก.เตือน 18 เขื่อนวิกฤติ วอนประชาชนใช้ประหยัด

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้งหลายพื้นที่ขณะนี้และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นห่วงเกษตรกรและประชาชน จึงสั่งการมายังนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ มอบหมายให้กรมฝนหลวงฯ ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง และเร่งช่วยเหลือประชาชนให้เต็มที่ ปัจจุบันกรมฝนหลวงฯตั้งหน่วยฝนหลวง 11 หน่วยทั่วประเทศ เพื่อปฏิบัติการทำฝนหลวงให้ครอบคลุมทั่วพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง ทั้งนี้ การขึ้นปฏิบัติการยึดหลักการทำฝนตามตำราฝนหลวงพระราชทาน โดยต้องดูสภาพอากาศ ความชื้นสัมพัทธ์ เพื่อให้ฝนตกในพื้นที่เป้าหมาย โดยเฉลึ่ยต้องมีมากกว่า 60% ค่าดัชนีการยกตัวของอากาศที่เหมาะสมต้องมีค่าน้อยกว่า -2.0 และค่าความเร็วลมที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติการฝนหลวงต้องน้อยกว่า 36 กม./ชม.

ส่วนผลปฏิบัติการฝนหลวงเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ชุดปฎิบัติการขึ้นทำฝน 8 หน่วย ทำให้มีฝนตกบางส่วนของจ.เชียงใหม่ ตาก กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี กาญจนบุรี หนองบัวลำภู ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญและพัทลุง เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพลตอนล่าง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนอุบลรัตน์และอ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน รวมถึงเพิ่มความชุ่มชื้นบริเวณป่าพรุควนเคร็ง

อธิบดีกรมฝนหลวงกล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งล่าสุด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)ออกประกาศเขตพื้นที่ภัยแล้ง 3 จังหวัดใน 7 อำเภอ 32 ตำบล 225 หมู่บ้าน ประกอบด้วย จ.ตาก ศรีสะเกษและมหาสารคาม ขณะที่สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ของปริมาณน้ำที่เก็บกัก เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 15 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 133 แห่ง เพิ่มขึ้นมา 1 แห่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ด้านแผนที่ปริมาณความชื้นในดินของกรมทรัพยากรน้ำ พบว่าบริเวณพื้นที่ภาคเหนือ มีความชื้นในดินน้อยกว่าพื้นที่ภาคอื่นๆ มีปริมาณ ค่าความชื้นในดินอยู่ระหว่าง 0-20% และในส่วนของพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน มีค่าปริมาณค่าความชื้นในดินอยู่ระหว่าง 20-40% ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ มีปริมาณ ค่าความชื้นในดินอยู่ระหว่าง 40-60% ซึ่งกรมฝนหลวงและ การบินเกษตร จะเร่งดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อที่จะช่วยเหลือให้ครอบคลุมทุกพื้นที่

ด้านนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จากการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาระบุมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนบน และประเทศไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณอ่าวตังเกี๋ยและชายฝั่งของเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นระยะนี้ บริเวณด้านตะวันตกของภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีการกระจายของฝนมากกว่าภาคอื่น แต่ปริมาณฝนที่ตกยังคงน้อยกว่าค่าปกติ ส่งผลให้้ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำต่างๆน้อยลง

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ข้อมูลจนถึงวันที่ 11 กรกฎาคม มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 37,018 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 49 ของความจุอ่างฯ รวมกันทั้งหมดมีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 13,093 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ ยังรองรับน้ำได้รวมกันมากกว่า 38,000 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 8,596 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 35 ของความจุอ่างฯ รวมกันมีปริมาณน้ำใช้การได้ 1,900 ล้าน ลบ.ม. ซึ่ง 4 เขื่อนหลัก ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 16,200 ล้าน ลบ.ม.

ขณะที่แม่น้ำสายหลักทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย โดยแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ 358 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 7.95 เมตร มีแนวโน้มลดลงและยังคงระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 60 ลบ.ม./วินาที เพื่อรักษาระบบนิเวศ ทั้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลองให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนที่อ.บางไทรมีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 67 ลบ.ม./วินาที

“ทั้งนี้ ได้กำชับให้ทุกโครงการชลประทานทั่วประเทศเก็บกักน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด พร้อมบูรณาการทุกหน่วยงานลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับประชาชนและทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดเ พื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอสำหรับอุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศ”นายทวีศักดิ์กล่าว

และว่า สำหรับกรณีพื้นที่ปลูกข้าวนาปีบริเวณท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ ในเขตโครงการชลประทานหนองหวายเสี่ยงขาดแคลนน้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์อยู่ในเกณฑ์น้อยต้องสำรองน้ำไว้ใช้เฉพาะการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเท่านั้น ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวายได้หารือกับผู้แทนกลุ่มผู้ใช้น้ำทุกภาค เพื่อวางแนวทางการใช้น้ำจากฝายหนองหวายที่มีอยู่ประมาณ 17 ล้าน ลบ.ม. ส่งน้ำแบบรอบเวรอย่างเคร่งครัด ทำให้การกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่ทั่วถึงเป็นธรรม

วันเดียวกัน มีข้อมูลจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) เตือนสถานการณ์เขื่อนมีน้ำใช้การน้อยขั้นวิกฤติ ได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำ 0% เขื่อนสิรินธรมีน้ำ 1% เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำ 6% เขื่อนคลองสียัดมีน้ำ 6% เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำ 7% เขื่อนภูมิพลมีน้ำ 8% เขื่อนจุฬาภรณ์มีน้ำ 9% เขื่อนกระเสียว 10% เขื่อนแควน้อยมีน้ำ 12% เขื่อนทับเสลามีน้ำ 13% เขื่อนขุนด่านปราการชลมีน้ำ 13% เขื่อนลำพระเพลิงมีน้ำ 14% เขื่อนแม่กวงมีน้ำ15% เขื่อนนฤบดินทรจินดามีน้ำ16% เขื่อนวชิราลงกรณ์มีน้ำ 17% เขื่อนน้ำพุงมีน้ำ18% เขื่อนห้วยหลวงมีน้ำ 18% เขื่อนศรีนครินทร์มีน้ำ 19% ของความจุอ่าง

หมัดนี้ถึงน็อค! 'อุ๊-หฤทัย'ยก4เหตุผลสอนมวย'เด็กอนค.' ทำไมไม่ควรใช้ภาษาท้องถิ่นในสภา

หมัดนี้ถึงน็อค! 'อุ๊-หฤทัย'ยก4เหตุผลสอนมวย'เด็กอนค.' ทำไมไม่ควรใช้ภาษาท้องถิ่นในสภา

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 22.10 น.
 
 

จากกรณีที่ น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ อภิปรายหนุนใช้ "ภาษาท้องถิ่น" ในการอภิปรายในสภาฯ โดยอ้างว่า เรื่องภาษาเป็นสิทธิพื้นฐานในการแสดงออกของประชาชนตามหลักประชาธิปไตย และสะท้อนความหลากหลายทางอัตลักษณ์ของสมาชิกนั้น

ล่าสุด (11 กรกฎาคม 2562) อุ๊-หฤทัย ม่วงบุญศรี อดีตนักร้องดัง ได้โพสต์แสดงความคิดเห็น โดยระบุว่า เป็นความคิดที่ตื้นเขินมากสำหรับข้อเสนอแนะ ให้สมาชิก​สภาผู้แทน​ราษฎร​ อภิปราย​โดยใช้ภาษา​ท้องถิ่น​ คุณ​คิดได้แต่ความเป็นจริง​ มันทำไม่ได้! เพราะ

รัฐมนตรี​และสมาชิกสภา​ผู้​แทน​ราษฎรท่านอื่นๆ ที่รับฟังปัญหา​ของท่านในสภาฯจะไม่เข้าใจ ว่าท่านสื่อสารอะไร แล้วรัฐมนตรี​จะอนุมัติ​งบประมาณ​ให้ท่านได้อย่างไรละคะ และส.ส.จะยกมือสนับสนุน​ให้ท่าน ได้อย่างไรละคะ? ถ้าพวกเข้าเหล่านั้นรับฟังท่านแล้วไม่เข้าใจ!

2.ในการประชุม​สภาผู้แทนราษฎร​ทุกครั้ง จะมีการบันทึกรายงานการประชุม​และถอดเป็นเอกสารทางราชการ​ และถ้าเจ้าหน้าที่​ผู้ที่รับผิดชอบ​ในการถอดเทป​รายงาน​การประชุม​ไม่เข้าใจภาษา​ท้องถิ่น​ที่ท่านพูด เอกสาร​ทางราชการ​ที่ท่านอภิปราย​ จะถูกบิดเบือน​ โดยมิได้ตั้งใจ​ไปในทันที ซึ่งรายงานการประชุม​นี้ทุกครั้งจะมีความสำคัญ​มาก ดุจดั่งการบันทึกทางประวัติศา​สตร์​ ในอนาคต​อาจมีคนติดคุก​โดยมิได้ตั้งใจ เพราะความผิดพลาด​จากการถอดเทป​ก็อาจเป็​นได้คะ อันนี้เตือนแล้วนะคะ

3.มันคงจะดีกว่ามิใช่หรือ? ถ้าการอภิปราย​จากสภา​ผู้แทน​ราษฎร ถ่ายทอดสด​ ให้ผู้คนทั่วทั้งประเทศไทย​ทุก​ภูมิภาค​ ได้ยินได้ฟังแล้วเข้าใจและรับรู้​ปัญหา​ไปพร้อมๆกันว่าแต่ละท้องถิ่น​ของประเทศ​ของเรานั้น เกินปัญหา​หรือต้องการ การช่วยเหลืออะไร? อย่างไรบ้าง?

4.จริงๆแล้ว ภาษากลางเราดูในโทรทัศน์​ ดูละคร​ ดูรายการข่าวก็เข้าใจกันทั้งประเทศ​ มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ก็ไม่มีปัญหา แม้แต่ประเทศ​เพื่อนบ้าน​เรายังเข้าใจ(เพราะเค้าดูละครไทยเหมือนกัน)​สิทธิ​และเสรีภาพ​ควรใช้ให้เกิดประโยชน์​กับประเทศ​ชาติ​ ไม่ใช่เพื่อให้เกิดปัญหา​เกิดอุปสรรค​ เกิดอุบัติเหตุ​เรื่องการสื่อสาร มันผิดคะ

หมายเหตุ อินเดียเป็นประเทศที่กว้างใหญ่มากและมีประชากรมากกว่าประเทศไทยเป็นพันล้านคนมีความหลากหลายทางภาษามาก แคนาดาเป็นประเทศที่กว้างใหญ่เช่นกัน เป็นประเทศที่มีผู้อพยพย้ายถิ่นไปอยู่ใหม่และมีชาวอินเดียนแดงท้องถิ่น จึงมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากเช่นกัน เราจะไปเปรียบเทียบกับเค้าไม่ได้

กวนน้ำให้ใส

กวนน้ำให้ใส

สารส้ม
วันศุกร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 02.00 น.

เรื่องที่รัฐบาลใหม่ควรสานต่อ

 
 

 

 

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้แถลงข่าว “ประเมินผลงาน ปฏิรูป 5 ปี รัฐบาลประยุทธ์ (1): ติดตามความคืบหน้าแก้ปัญหาประเทศ”

ทีดีอาร์ไอได้ชี้ให้เห็นทั้งเรื่องที่รัฐบาล คสช.ทำสำเร็จ และเรื่องที่ควรสานต่อในรัฐบาลต่อไป

ยกตัวอย่างบางประเด็นที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้

1. เรื่องเกี่ยวกับการเกษตร

ทีดีอาร์ไอระบุว่า รัฐบาล คสช.สามารถผลักดันให้เกิดผลสำเร็จในหลายเรื่อง เช่น

การขายข้าวจากโครงการจำนำข้าว 17.76 ล้านตัน ได้ในเวลาไม่ถึง 4 ปี ถือว่าเร็วกว่าในอดีต (ยกเว้นส่วนที่ติดคดีประมาณ 3.45 แสนตัน) โดยใช้วิธีประมูลอย่างโปร่งใส ซึ่งช่วยลดภาระการขาดทุน และลดแรงกดดันราคาข้าวไทยให้อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ชาวนาได้ประโยชน์และการค้าข้าวกลับสู่ภาวะปกติ และไทยสามารถทวงคืนส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมในฮ่องกงที่สูญเสียให้แก่เวียดนามในช่วงนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ด

การอุดหนุนโดยตรงแก่เกษตรกร องค์กรของเกษตรกรและโรงสี เช่น การช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและค่าปรับปรุงคุณภาพข้าว การให้สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าว การชดเชยดอกเบี้ยให้โรงสีในการเก็บสต๊อกข้าว เป็นต้น ซึ่งโดยรวมแล้ว ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้สุทธิสูงขึ้น โดยรัฐไม่เข้าแทรกแซงหรือสร้างผลกระทบต่อตลาดมาก

การแก้ปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานหรือขาดการควบคุม (IUU) โดยรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วตามแรงกดดันของสหภาพยุโรป ทำให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าประมงไปสหภาพยุโรปได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาในระยะแรกละเลยผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวประมงพื้นบ้าน และให้การเยียวยาผู้เสียหายล่าช้ากว่า 4 ปี โดยเพิ่งชดเชยค่าซื้อเรือในงวดแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2562 นอกจากนี้ ยังมีปัญหาขัดแย้งระหว่างประมงชายฝั่งกับประมงเชิงพาณิชย์ที่ยังไม่ได้รับแก้ไขอย่างเพียงพอ

ทีดีอาร์ไอระบุว่า รัฐบาลใหม่ควรดำเนินการพัฒนา ดังนี้

จัดให้มีการวิจัยที่อิงความต้องการของตลาด โดยเน้นการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มการผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง และช่วยเกษตรกรปรับตัวรับมือกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทาง เป้าหมายและออกค่าใช้จ่ายบางส่วน

ปรับบทบาทของรัฐจากผู้ดำเนินการส่งเสริมเอง มาเป็นผู้สนับสนุนทุนและทรัพยากรในการส่งเสริมการเกษตรของภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน มหาวิทยาลัยและกลุ่มเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพิ่มผลิตภาพ และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เกษตรกรและระบบการผลิตที่แตกต่างกัน

ปรับโครงสร้างภาคเกษตรให้มีความสามารถในการแข่งขัน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรลงทุนปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตในระยะยาว ทั้งการเปลี่ยนชนิดพืช เทคโนโลยี ลงทุนปรับปรุงที่ดินเพื่อทำเกษตรมูลค่าเพิ่มสูง หรือเกษตรแปลงใหญ่ โดยให้เกษตรกรผู้เช่าและเจ้าของที่ดินร่วมกันลงทุนระยะยาวในรูปนิติบุคคลหรือในระบบพันธสัญญา เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน โดยรัฐบาลสนับสนุนด้านความรู้และการเงิน และขจัดอุปสรรคด้านกฎระเบียบต่างๆ เช่น กฎหมายเช่าที่ดินเกษตรและกฎหมายบังคับคดี ซึ่งทำให้ต้นทุนทางการเงินเพื่อลงทุนการเกษตรอยู่ในระดับสูง

2. เรื่องการปฏิรูปการศึกษา

ทีดีอาร์ไอระบุว่า รัฐบาล คสช.สามารถผลักดันให้เกิดผลสำเร็จในหลายเรื่อง เช่น

การตั้ง “กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา” สร้างระบบสารสนเทศเพื่อระบุตัวตนเด็กยากไร้ รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ และจัดสรรเงินช่วยเหลือ
เด็กยากจน โดยได้จัดสรรไปแล้วราว 4 แสนคน

การจัดตั้ง “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” ขึ้นมาใน 6 พื้นที่ เพื่อใช้กลไกจังหวัดขับเคลื่อนการศึกษา ขยายผลนวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ และเพิ่มอิสระให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ซึ่งเข้าร่วม

การออก พ.ร.บ. การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 เพื่อสร้างหลักประกันให้เด็กเล็กได้รับการดูแลพัฒนาการอย่างเหมาะสม

ทีดีอาร์ไอระบุว่า รัฐบาลใหม่ควรดำเนินการ ดังนี้

เพิ่มทรัพยากรให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ให้สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้มากขึ้น

สนับสนุนการจัดการการศึกษารูปแบบใหม่ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 6 พื้นที่ซึ่งดำเนินการไปแล้ว โดยออกกฎระเบียบระดับรองเพื่อลดอุปสรรคในการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา กระตุ้นให้หน่วยงานด้านการศึกษาของรัฐในพื้นที่ให้การสนับสนุน และส่งเสริมการประเมินผลการดำเนินงานบนฐานของข้อมูลจริง

เพิ่มการพัฒนาทักษะผู้อำนวยการโรงเรียนให้สามารถเป็น “ผู้นำวิชาการ” ที่ทำให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครู (PLC) ได้จริง และเพิ่มช่องทางในการจัดสรรเงินงบประมาณการพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ซึ่งจะทำให้ครูไม่ต้องออกนอกพื้นที่และสามารถร่วมพัฒนาโรงเรียนไปในทิศทางเดียวกันได้

ลดภาระจากการประเมิน โดยลดจำนวนโครงการต่างๆ ที่สร้างภาระการประเมินให้แก่ครูเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียนเพิ่มขึ้น โดยสำรวจโครงการต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่และบูรณาการโครงการที่มีเป้าหมายคล้ายคลึงกันเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะโครงการด้านคุณธรรมและจริยธรรมที่ซ้ำซ้อนกันจำนวนมาก

3. เรื่องการคมนาคม

ทีดีอาร์ไอระบุว่า รัฐบาล คสช.สามารถขับเคลื่อนสำเร็จ เช่น

โครงการรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งได้อนุมัติให้เริ่มก่อสร้างไปแล้ว 5 เส้นทาง เพิ่มเติมจากเส้นทางเดิมที่มีการก่อสร้างอยู่แล้ว ซึ่งจะมีผลให้มีการเปิดรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ อย่างน้อยปีละหนึ่งเส้นทาง ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปต่อเนื่องไปหลายปี

โครงการรถไฟทางคู่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งได้อนุมัติให้เริ่มก่อสร้างไปแล้วหลายช่วง ซึ่งจะทำให้ระบบรถไฟระหว่างเมืองซึ่งเดิมเป็นทางเดี่ยว มีความจุและมีคุณภาพของบริการที่ดีมากขึ้นในอนาคต และคาดว่าจะทำให้เกิดการลงทุนในการก่อสร้างและงานระบบกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี ต่อเนื่องไปตลอด 3-4 ปีข้างหน้า

การจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ ซึ่งสามารถย้ายจุดจอดรถตู้โดยสารระหว่างจังหวัดไปยังสถานีขนส่ง ซึ่งช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด แม้จะทำให้เกิดความไม่สะดวกของผู้ใช้บริการบางส่วน

การจำกัดอายุรถตู้โดยสารสาธารณะไว้ที่ 10 ปี และติดตั้ง GPS กับรถโดยสารประจำทางเพื่อกำกับดูแลด้านความเร็ว ซึ่งช่วยลดอุบัติเหตุร้ายแรงได้บางส่วน

สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรดำเนินการ เช่น

วางกลไกให้ระบบรถไฟความเร็วสูงในเส้นทางต่างๆ สามารถใช้งานร่วมกันได้ เพื่อสร้างการประหยัดจากขนาด และเพิ่มประสิทธิภาพของบริการ, วางกลไกบริหารจัดการสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เพื่อแก้ไขปัญหาค่าโดยสารที่จะมีราคาแพงในอนาคต, จัดระเบียบรถแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ตลอดจนเปิดเสรีบริการการใช้แอพพลิเคชั่นเรียกรถรับจ้างสาธารณะ ควบคู่ไปกับการปรับอัตราค่าโดยสารขั้นต่ำของรถแท็กซี่

4. เรื่องสวัสดิการสังคมและการลดความเหลื่อมล้ำ

ทีดีอาร์ไอระบุว่า รัฐบาล คสช.มีผลงานสำคัญ เช่น

การจัดทำโครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ซึ่งมุ่งช่วยเหลือประชาชนยากจนแบบเจาะจง ประมาณ 14.5 ล้านคน โดยบูรณาการข้อมูลจากแหล่งต่างๆ จำนวนมาก 
แทนการให้สวัสดิการถ้วนหน้าที่ใช้ในรัฐบาลก่อนหน้า (เช่น โครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้า) ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ จากโครงการนี้มีส่วนช่วยลดภาระทางการเงินที่เป็นรายจ่ายประจำ ทำให้ผู้ถือบัตรสามารถวางแผนการใช้จ่ายระยะปานกลางได้ดีขึ้น

โครงการให้เงินอุดหนุนการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดในครอบครัวยากจน ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาวที่มีผลตอบแทนการลงทุนทางสังคมสูงมาก

การออก พ.ร.บ. ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ได้สำเร็จภายในเวลา 1 ปีหลังรับตำแหน่ง และออก พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ในช่วงปลายรัฐบาล ทั้งที่รัฐบาลก่อนหน้าไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ในความพยายามลดความเหลื่อมล้ำ แม้มาตรการนี้มีประสิทธิผลน้อย

ทีดีอาร์ไอระบุว่า รัฐบาลใหม่ควรดำเนินการ ดังนี้

พัฒนาโครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ต่อเนื่องไป โดยปรับปรุงรายละเอียดของโครงการตามผลการประเมิน ซึ่งควรดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกัน ควรใช้สวัสดิการแบบถ้วนหน้าสำหรับสวัสดิการที่สำคัญและมีผลตอบแทนในการลงทุนสูง เช่น สวัสดิการเด็กปฐมวัย

เร่งเตรียมความพร้อมของแรงงานกลุ่มเสี่ยง ทั้งการพัฒนาระบบเพื่อสร้างทักษะที่เหมาะสมกับประชากรกลุ่มเสี่ยง และเตรียมสร้างตาข่ายสังคม (Safety Net) เพื่อรองรับแรงงานที่ตกงานจากการตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

5. ทีดีอาร์ไอได้สรุปภาพรวมไว้อย่างน่าสนใจว่า “ตลอดระยะเวลา 5 ปีในการดำรงตำแหน่ง รัฐบาลประยุทธ์ได้สร้างผลงานที่สำเร็จออกมาเป็นรูปธรรมไว้หลายด้าน ริเริ่มโครงการใหม่ๆ ที่มีประโยชน์ต่อประเทศ ซึ่งสมควรได้รับการสานต่อ ในทางกลับกัน รัฐบาลก็ดำเนินนโยบายอีกหลายด้านที่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือแม้กระทั่งก่อให้เกิดปัญหา ซึ่งเกิดขึ้นจากทั้งความเข้าใจผิด การกำหนดนโยบายโดยไม่ผ่านการปรึกษาหารืออย่างรอบด้าน การรวมศูนย์อำนาจ การใช้ระบบราชการและรัฐวิสาหกิจเป็นหลักในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยละเลยกลไกอื่นที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ตลอดจนการที่รัฐบาลถูกแทรกแซงโดยกลุ่มผลประโยชน์ นโยบายในกลุ่มหลังนี้สมควรได้รับการทบทวนและปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือแม้กระทั่งยกเลิกไปโดยรัฐบาลใหม่”

สมควรที่รัฐบาลใหม่ นำโดยพลเอกประยุทธ์ จะได้พิจารณาประกอบการตัดสินใจต่อไป โดยยึดถือเอาประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นสำคัญ

สารส้ม

สนองนโยบายแปลงใหญ่ เร่งเติมความรู้ทางบัญชีให้เกษตรกรพื้นที่เป้าหมาย

วันศุกร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.
 
 

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินนโยบายโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) เพื่อเพิ่มพูนรายได้ให้เกษตรกร โดยเริ่มตั้งแต่การผลิตและจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพ สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ตามนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ภายใต้แนวทาง “การจัดทำแผนการผลิตภาคการเกษตร” (Agricultural Production Plan) และ“โครงการเกษตรแปลงใหญ่” (Mega Farm Project) ซึ่งมีเกษตรกรและภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกษตรแปลงใหญ่ วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบเกษตรกรรมของไทย ลดต้นทุนการผลิตและมีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้นมีคุณภาพได้มาตรฐาน โดยมีเป้าหมายแปลงใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 แปลงใหญ่ ต่อ 1 ภูมิภาค พื้นที่ติดกันรวมกันไม่น้อยกว่า 1,000 ไร่ ขึ้นไป เพื่อก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) จากการผลิต ทำให้ต้นทุนทำเกษตรกรรมลดลง โดยคัดเลือกจากพื้นที่ อาทิ พื้นที่ สปก.ที่มอบให้เกษตรกร พื้นที่ตามโครงการจัดทำที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) พื้นที่ซึ่งเกษตรกรได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน พื้นที่ที่ทำการเกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้วรวมกันอยู่หลายๆ แปลง ในพื้นที่อำเภอเดียวกัน

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร่วมเป็นหน่วยงานสนับสนุนตามสนองนโยบายดังกล่าว โดยร่วมบูรณาการขับเคลื่อนการนำระบบบัญชีไปวางรากฐานในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อเพิ่มพูนรายได้เกษตรกรในระดับพื้นที่ เกษตรกรสามารถจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพ และนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้วิเคราะห์เป็นระบบ วางแผนการผลิตและการตลาดให้ตรงช่วงเวลาที่เหมาะสม ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้นำองค์ความรู้ด้านบัญชีเผยแพร่แก่เกษตรกรให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดทำบัญชี นำข้อมูลทางบัญชีและหลักวิชาการมาใช้วางแผนการประกอบอาชีพ วางแผนกิจกรรมทางการเกษตร มีความรู้และเข้าใจในการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการภาคการเกษตรได้ รู้รายรับ รายจ่าย รู้เวลาที่เหมาะสม สนับสนุนให้เกิดกลไกการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อจำหน่ายผลผลิตออกสู่ตลาด สร้างเสริมให้เกษตรกรไทยพร้อมก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลง และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ทั้งนี้ เกษตรกรจำเป็นต้องรู้จักจุดแข็ง จุดอ่อน รู้ถึงขีดความสามารถของตนเอง ซึ่งหากเกษตรกรมีการบันทึกบัญชีเป็นประจำจะรู้ว่าสิ่งใดมีความจำเป็นหรือไม่จำเป็น วิเคราะห์ได้ว่าอาชีพที่ทำอยู่นั้น มีโอกาสยั่งยืนหรือไม่ มีต้นทุนที่คุ้มค่ากับผลตอบแทนที่ได้รับและมีความเสี่ยงด้านการตลาดเพียงใด สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่มีการจดบันทึก ก็เป็นการทำแบบเลื่อนลอยโดยไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบ

“บัญชีครัวเรือน หรือ บัญชีต้นทุนอาชีพ เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนที่ใช้ประกอบในการตัดสินใจของพี่น้องเกษตรกรเท่านั้น แต่การที่จะทำให้เกษตรกรประสบความสำเร็จได้ ต้องมีความรู้ด้านวิชาการอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เพราะทุกอย่างคือต้นทุน ถ้าผลตอบแทนไม่คุ้มค่าก็ควรปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม ซึ่งสิ่งเหล่านี้การบันทึกข้อมูลทางบัญชีจะช่วยได้ ซึ่งกรมจะสนับสนุนองค์ความรู้ทางบัญชีแก่เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายสนองตามนโยบาย Mega Farm Enterprise ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดไว้ รวมถึงทุกโครงการของกระทรวงเกษตรฯ” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

'โสมแดง'ฉุน'เกาหลีใต้'ซื้อF-35จาก'สหรัฐ' ขู่เดินหน้าพัฒนาอาวุธต่อ

'โสมแดง'ฉุน'เกาหลีใต้'ซื้อF-35จาก'สหรัฐ' ขู่เดินหน้าพัฒนาอาวุธต่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 17.11 น.
 
 

11 กรกฎาคม 2562 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน สำนักข่าวกลางเกาหลีสื่อของเกาหลีเหนือรายงานว่า การที่เกาหลีใต้สั่งซื้อฝูงบินรบเอฟ-35 เอ จากสหรัฐ ถือเป็นการไม่ให้เกียรติกันอย่างร้ายแรง เพราะเครื่องบินเอฟ-35 คืออาวุธอันตรายที่สามารถรุกรานเกาหลีเหนือยามเกิดภาวะฉุกเฉินบนคาบสมุทรเกาหลีได้ ซึ่งเท่ากับเป็นการบังคับให้เกาหลีเหนือต้องพัฒนาและทดสอบยุทโธปกรณ์พิเศษ เพื่อทำลายอาวุธร้ายของสหรัฐ

ด้านผู้อำนวยการสถาบันอเมริกันศึกษาของกระทรวงต่างประเทศเกาหลีเหนือระบุว่าการส่งมอบเครื่องบินดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อแสดงแสนยานุภาพทางทหารที่เหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้เผยว่าได้รับมอบเครื่องบินเอฟ-35 แล้ว 2 ลำ เมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา จากรายการสั่งซื้อทั้งหมด 40 ลำ ซึ่งมีกำหนดส่งมอบครบทั้งหมดภายในปี 2564 

‘ไพศาล’เผยไทยมีหนี้กับประเทศเดียว98%ของยอดหนี้ตปท. ชี้เสี่ยงอันตรายร้ายแรง

‘ไพศาล’เผยไทยมีหนี้กับประเทศเดียว98%ของยอดหนี้ตปท. ชี้เสี่ยงอันตรายร้ายแรง

วันศุกร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 09.46 น.
 
 

‘ไพศาล’เผยไทยมีหนี้กับประเทศเดียว98%ของยอดหนี้ตปท. ชี้เสี่ยงอันตรายร้ายแรง

12 กรกฎาคม 2562 นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี(พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol มีเนื้อหาดังนี้

คำเตือน!!

ประเทศไทยเป็นหนี้ต่างประเทศกับประเทศเดียว กว่า 98%ของยอดหนี้ต่างประเทศทั้งหมด( ดูได้จากเอกสารงบประมาณแผ่นดิน ในหมวดว่าด้วยภาระหนี้ต่างประเทศ)

นับว่าเป็นอันตรายร้ายแรงอย่างยิ่ง!!!

จะต้องรีบปรับปรุงแก้ไขโดยด่วนที่สุดคือ

1 ถ้าจะมีการก่อหนี้ต่างประเทศใหม่ จะต้องไม่กู้จากเจ้าหนี้รายเดิมอีกต่อไป! ทั้งนี้เพื่อลดสัดส่วนหนี้ต่างประเทศที่มีต่อประเทศเดียวลงให้มากที่สุดและเร็วที่สุด

2 ต้องเตรียมการปรับโครงสร้างหนี้ต่างประเทศ เพราะถ้าปล่อยให้ประเทศใดเป็นเจ้าหนี้ประเทศไทยจำนวนมาก เขาก็จะตั้งเงื่อนไขที่เอาเปรียบประเทศไทย นี่ก็คือการเป็นเมืองขึ้นทางการเงินนั่นเอง

การทำให้ประเทศเป็นเมืองขึ้นทางการเงินของชาติอื่น ก็คือการขายชาติหรือทรยศชาติชนิดหนึ่งนั่นเอง

ไม่เห็นหรือว่า หลายครั้ง ที่เราต้องออกกฎหมายหรือข้อบังคับต่างๆที่วิปริต ชนิดที่ปกติแล้วไม่มีใครคิดหรือทำได้เลย

และที่เสียหายแก่ประเทศชาติมากที่สุดก็คือ การกำหนดให้ประเทศไทยจะต้องจัดซื้อจัดจ้าง จากผู้ขายหรือผู้รับเหมาที่เจ้าหนี้กำหนดเป็น short list ให้ ทำให้ต้นทุนโครงการเพิ่มขึ้นถึง 30 %เป็นอย่างน้อย นอกจากนั้นยังต้องดู ค่าที่ปรึกษาทางการเงิน หรือค่าปากถุงด้วยว่า จะต้องจ่ายมากขึ้นเท่าใด ทำให้ต้นทุนเงินกู้สูงขึ้นขนาดไหน

ขอท่านผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ช่วยกันปรับปรุงแก้ไขเรื่องนี้ให้ทันท่วงทีด้วย

............................................................

12 กรกฎาคม 2562

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 12/07/2019 เวลา : 14.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1 ถูกใจความคิดเห็นนี้ (0)
waiting..

vinitvadee
.......................................
เราติก็เพื่อก่อครับ ซึ่งหากเขาตั้งใจที่ระวังสักหน่อยก็จะเป็นปกติ
แต่หากเขาทำเป็นทองไม่รู้ร้อนก็ดูเหมือนเป็นการดูถูกผู้ชมอย่างไม่สนใจใยดีนะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 12/07/2019 เวลา : 11.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

คุณลุงขา หลานร่วมด้วยค่ะ

บ้านหลาน แม่ให้ช่างทำให้ชม ช่อง Nation 22 ได้เพราะแม่ติด
หลานรำคาญ พวกพูด ประเทศ อัง กิด มากที่สุดค่ะ
กนก ธีระ พูดชัดๆ อีกคน สะเหร่อมาก เมื่อไรจะปั๊ด ตะ นา ซักทีคะ
คนอื่นๆ ด้วยอีกหลายคนค่ะ
ขอบพระคุณค่ะคุณลุง _/\_

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน