*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5475
  • จำนวนผู้ชม : 3322303
  • จำนวนผู้โหวต : 1713
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1713 คน
<< กรกฎาคม 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 18 กรกฎาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 277 , 17:55:06 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

 

 

 

เสื้อประชาธิปไตยตัวใหม่

วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 - 12:55 น.
เสื้อประชาธิปไตย,คสช

โดย...  ธนรัตน์ ยงวานิชจิต dhanarat333@gmail.com

          “เสื้อประชาธิปไตย” ที่เราสวมใส่มานับแต่ปฏิวัติปี 2475 นั้น ไม่พอเหมาะกับเราคนไทยเลย ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงพระราชดำริที่จะพระราชทานอำนาจอธิปไตยให้พสกนิกรอยู่แล้ว แต่นายทหารคนหนึ่งได้ทำการปฏิวัติช่วงชิงอำนาจไปเสียก่อน ด้วยฝันว่า เมื่อนำวัฒนธรรมฝรั่งอย่างระบอบการปกครอง/การแต่งกาย/อาหารของฝรั่งเมืองหนาวมาใช้ในเมืองร้อนอย่างไทยแล้ว เราปวงชนก็จะมี “ประชาธิปไตยอันศิวิไลซ์” เหมือนฝรั่งได้อย่างง่ายดาย

          87 ปีต่อมา “ประชาธิปไตยอันศิวิไลซ์” ดั่งฝัน ก็ยังหาปรากฏมีไม่ เรากลับพบแต่ความป่าเถื่อนน่าสลดใจยิ่ง ด้านสังคม เราหันหน้าเข้าทุบตีเข่นฆ่ากันทุกวันแทบทุกหย่อมหญ้า น้ำเมาขายดีอย่างกับ “เทน้ำเทท่า” ยาเสพติดเริ่มมองหาได้ง่ายไม่แพ้ยุง/แมลงวัน ด้านเศรษฐกิจ เรา “รวยกระจุก จนกระจาย” ยิ่งขึ้น ชีวิตเรามีค่าแค่ผักปลา ด้านการเมือง เราก็ยัง “น้ำเน่า” อยู่อย่างน่าสลดใจ 

          กระนั้นก็ตาม เรายังโชคดีที่มีนักการเมืองดีๆ และผู้ห่วงใยชาติบ้านเมืองออกมากอบกู้วิกฤติการณ์ต่างๆ ได้ตลอดมา ครั้งล่าสุด เมื่อ 26 พฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ภายใต้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ลุงตู่) ได้ตัดสินใจยึดอำนาจจาก “รัฐบาลผีหัวขาด” โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองดินปืนเลย เพื่อปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ ราว 4 ปีต่อมา หลังจากที่ คสช.ได้ทำการเยียวยาไทยให้ฟื้นฟูจากความบอบช้ำเรื้อรังได้บ้างแล้ว ลุงตู่ก็ตัดสินใจส่งผ่านอำนาจปกครองคืนให้เราปวงชน เพื่อเปิดโอกาสให้นักการเมืองทั้งปวงได้พิสูจน์ “ธาตุแท้” ของตนต่อไป

          ถึงอย่างนั้น นักการเมืองหุ่นเชิดของผู้เสียผลประโยชน์ส่วนตัว ก็ยังออกมาโจมตี คสช.ว่า ปฏิรูปไม่สำเร็จ โดยที่ตัวเองก็ปฏิรูปตัวเองไม่สำเร็จหรือไม่ได้ปฏิรูปตัวเองด้วยซ้ำไป ทั้งที่ลุงตู่ก็ได้ประกาศเชิญชวนให้เราทุกคนทำการปฏิรูปตัวเองพร้อมกันไปกับ คสช. มาแต่แรกเริ่มแล้ว นอกจากนี้ ยังกล่าวหา คสช.ด้วยว่าได้จัดวางหมากการเมืองไว้เพื่อสืบทอดอำนาจ แทนที่จะมองว่าเพื่อสอบวัด “ธาตุแท้” ของตนต่างหาก


          หลังเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ปรากฏมีนักการเมืองบางกลุ่มได้แสดงอาการร้อนวิชารัฐศาสตร์ต่างชาติ พร้อมที่จะฉีกรัฐธรรมนูญที่ใช้กันอยู่ ซึ่งก็ได้ผ่านประชามติมาเป็นอย่างดี และแสดงเจตนารมณ์ที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ดังเช่นที่ชนต่างชาติได้ล้มล้างของตัวเองไปนานแล้ว แถมยังดูหมิ่น “ยิ้มสยาม” ว่าเป็นยิ้มของ “คนจนปัญญา” ทั้งๆ ที่มีวิจัยมาตลอด 50 ปี สรุปได้ว่า “การยิ้ม” คือ “ยาวิเศษ” จริงๆ สมดังพระธรรมที่เตือนใจทุกคนไว้ว่า “จงทำดี งดทำชั่ว ทำใจให้ผ่องใส(เบิกบานใจ)” (เชิญเปิดอ่านสรุปรายงานวิจัยได้ที่ลิงค์นี้: https://saveourbones.com/study-proves-smiling-leads-to-happiness-and-healthier-bones/?ck_subscriber_id=154894726)

          ตกลงไทยต้องเป็น “เมืองขึ้นทางวัฒนธรรมชนชาติอื่น” เสียก่อน จึงจะ “ศิวิไลซ์” ได้งั้นหรือ ?


          “เสื้อประชาธิปไตย” ที่เราสวมใส่มาตลอด 87 ปีนั้น สร้างสรรค์โดยทุนสามานย์ส่วนหนึ่งและโดยทุนคุณธรรมอีกส่วนหนึ่ง รูปทรงเสื้อจึงเป็นไปตาม “ค่านิยม” ของ “นักการเมือง” ที่มาจากทุนสามานย์บ้าง ทุนคุณธรรมบ้าง อย่าลืมว่า ทุนส่วนตัวมิใช่ทุนประชาสงเคราะห์ และเงินทองก็มิได้งอกเงยตามใบไม้ใบหญ้า ดังนั้น เมื่อมี “การลงทุน” ตั้ง “พรรคการเมือง” เพื่อชิงเก้าอี้ใน “ขุมคลังอำนาจ” อย่างในรัฐสภา/รัฐบาล “การใช้อำนาจในมือถอนทุน” คือเงาที่เกาะติดตัวนักการเมืองทุนนิยมไปทุกแห่งหน แบบ “มดใฝ่หาน้ำตาล”

          อย่าลืมว่า “เสือมังสวิรัติ” นั้น หายากยิ่งกว่า “หนวดเต่า” เสียอีก

          “วัฒนธรรมลงทุนถอนทุน” หรือ “ธนาธิปไตย” นี้ มีสิทธิ์ก่อให้เกิดการโกงกินเงินแผ่นดินระดับพระมหากาฬได้อีก ดังกรณีรับเหมาก่อสร้างโฮปเวลล์ที่ทำร้ายเราอย่างสาหัสสากรรจ์อยู่ และกรณีนโยบายจำนำข้าวที่ทำให้ชาวนาสิ้นเนื้อประดาตัวจนต้องฆ่าตัวตายไปอย่างน่าสลดใจ อีกทั้งมีสิทธิ์อำนวยให้ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างทุ่มเถียงกันด้วยเรื่องไร้สาระทั้งใน/นอกรัฐสภาระดับมาราธอน เพื่อปกป้องเกาะกินผลประโยชน์ตน ส่วนเราปวงชนเห็นจะต้องชิดซ้ายไปรอ “กินน้ำใต้ศอก” ที่นักการเมืองเหล่านี้จะจัดไว้ให้อย่างดีเช่นเคย

          ภายใต้สถานการณ์อันน่ารังเกียจยิ่งนี้ กลุ่มทุนคุณธรรมที่เป็นเพียงกลุ่มย่อย ย่อมรู้สึกอึดอัดใจและตื่นจากภวังค์มารับรู้ว่า การเมืองไทยยัง “น้ำเน่า” อยู่เช่นเดิมหรือนี่ ? แต่ก็อาจต้องปล่อยเลยตามเลยไปก่อน เพื่อหาทางออกที่จะทำให้ชื่อเสียงตนเสื่อมเสียน้อยที่สุด

          แม้ว่าเราโชคดีที่มีลุงตู่เป็นกัปตันรัฐนาวา 2562 ลำใหม่เอี่ยมที่สร้างด้วยเงินร่วมหมื่นล้านบาท แต่กัปตันลุงตู่มิใช่ผู้วิเศษมีไม้กายสิทธิ์ที่ “ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้” ยิ่งกว่านั้น ท่านกัปตันก็จะยังต้องบริหารจัดการกับนักการเมืองสามานย์ที่ขยัน “จับผิด” และ “ต่อสู้” กับฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ ด้วยมุ่งหมาย “ยกตนข่มท่าน” “หาเสียงล่วงหน้า” และ “นำการเมืองลงสู่ท้องถนน” เพื่อปูทางสู่ “วินาทีวิกฤติทางการเมือง” ที่ต้องจับตาดูกันต่อไป

          โดยที่ไทยรับความบอบช้ำทางการเมืองมานับแต่ปี 2475 ยกเว้นเพียงระหว่างสี่ปีภายใต้รัฐบาล คสช. จึงไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อเราปวงชนที่จะต้องเสี่ยงตกเเป็นเหยื่อของ “ธนาธิปไตย” ต่อไปอีกเรื่อยๆ ดังนั้น เมื่อพิจารณาเห็นสมควร รัฐนาวา 2562 น่าจะกลับลำหันมาพิจารณาเชิงนวัตกรรม ทำการพลิกคว่ำกระดานการเมืองน้ำเน่าอย่างสิ้นเชิง โดยเริ่มแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง เพื่อเปิดทางให้รัฐนาวา 2562 เป็น “เจ้าภาพ” ทำการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรใหม่หมด แบบไม่มีพรรคการเมืองเป็นครั้งแรก และนำรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้ออกรับการหยั่งเสียงประชามติ ซึ่งเราปวงชนน่าจะพร้อมใจกันออกเสียงเห็นด้วยอย่างถล่มทลาย เพื่อจะได้ไม่ต้องชิดซ้ายไปรอ “กินน้ำใต้ศอก” อีกต่อไป

          ผู้สมัครับเลือกตั้งที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง พึงมาจากทั่วแผ่นดินไทย โดยไม่จำต้องร่ำรวยหรือมีปริญญาบัตร คนยากจนก็มีสติปัญญาล้ำเลิศได้ เพียงแต่ขาดทุนทรัพย์เล่าเรียนต่อเท่านั้น น่าเสียดายที่ผู้มีอำนาจอิทธิพลจำนวนมากยังหลงใหลอยู่กับการใช้ “ความร่ำรวย” เป็นบันทัดฐานสำคัญในการสรรหาคัดเลือก “ผู้นำ/หัวหน้า” 1 ใน 14 ประธานาธิบดีสหรัฐที่ใช้ชีวิตแบบ “ตีนถีบปากกัด” มาก่อน ได้แก่ อับราฮัม ลินคอล์น ผู้ได้รับการกล่าวขวัญกันมากที่สุด (https://www.cheatsheet.com/culture/presidents-who-came-from-poverty.html/)

          ข้อสำคัญ ผู้สมัครฯ จำต้องมีบุคลิกภาพที่บรรลุ “วัยวุฒิ” คือ มีอารมณ์ที่สามารถหยั่งรู้ใน “ความทุกข์ยาก” ของผู้อื่นเป็น แสดง “เมตตาจิตแท้จริง” ต่อผู้อื่นเป็น มีความคิดอ่านที่ใช้ “เหตุผล” เป็น สามารถมองเห็น “แก่นของความเป็นจริง” ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีทัศนคติความรู้ทักษะอันเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง มีวิจารณญาณเยี่ยงวิญญูชน มี “ภาวะผู้นำ” กับ “ภาวะผู้ตาม” ที่มีผลดี มี “วิญญาณจิต” ในการทำงานอย่างมี “ความเป็นหมู่คณะ” ไม่ยึดติดในตัวเอง/ปัจจัยอันไม่เที่ยงแท้ ปล่อยวางเป็น มี “วิญญาณจิตที่มุ่งปรับปรุงสมรรถภาพเสริมสร้างทางเศรษฐกิจส่วนรวม” ประสบความสำเร็จทางอาชีพและครอบครัว ตลอดจนไม่ติดสารเสพติด/การพนัน/คดีความ เพราะผู้สมัครฯ จะต้องสอบผ่านการเลือกตั้งจากเราปวงชนอีกโสดหนึ่ง เมื่อสอบผ่าน ก็จะยังต้องแสดงบทบาทเยี่ยงวีรชนทำการเสริมสร้างผลประโยชน์ให้แก่เราปวงชน มิใช่ให้พรรคการเมืองหนึ่งใดหรือตัวเองอีกต่อไป

          ตราบใดที่ “เสื้อประชาธิปไตย” ของเรายังเป็น “เสื้อของทุนนิยม โดยทุนนิยม และเพื่อทุนนิยม” เราย่อมได้รับแต่กลิ่นอายของ “ระบอบเผด็จการ” อันเป็น “วัฒนธรรมจำเพาะของทุนนิยม” โดยเฉพาะจาก “นักการเมืองทุนนิยม” ที่มุ่งใช้ “อำนาจเผด็จการ” ตาม “วัฒนธรรมทุนนิยม” ทำการโกงกินแผ่นดินและถอนทุนเพิ่มทุนให้แก่ตัวเองมากกว่ารับใช้ทำผลประโยชน์ให้แก่เราปวงชน

          ตรงกันข้าม เมื่อเราได้สวม “เสื้อประชาธิปไตย” ที่เป็น “เสื้อของปวงชน โดยปวงชน และเพื่อปวงชน” เราย่อมประจักษ์ในสีสันของ “ระบอบประชาธิปไตย” อันเป็น “วัฒนธรรมจำเพาะของประชาธิปไตย” โดยเฉพาะจาก “นักการเมืองอิสระ” ที่มุ่งใช้ “อำนาจประชาธิปไตย” ตาม “วัฒนธรรมประชาธิปไตย” ทำการบริหารงานแผ่นดินอย่างชอบธรรมและสัมพันธ์กับ “ทศพิธราชธรรม” ทั้งนี้ ส่งผลให้เราปวงชนและทุนนิยมทั่วแดนไทยได้รับผลประโยชน์พร้อมหน้ากันหมด

          ดร.อัลเบิรต์ ไอนสไตน์ ยอดอัจฉริยะวิชาฟิสิกส์ กล่าวไว้ว่า "เรามิอาจแก้ปัญหาหนึ่งใดด้วยแนวความคิดเดียวกับที่เราใช้ก่อปัญหานั้นขึ้นมา" พูดง่ายๆ เรามิอาจใช้น้ำเน่าแก้น้ำเน่า แต่เราต้องใช้น้ำดีแก้น้ำเน่า คือ เราต้องสวมใส่เสื้อประชาธิปไตยตัวใหม่เพื่อป้องกันแก้ไขความป่าเถื่อนทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

          ท่านพุทธทาสภิกขุสั่งสอนไว้ว่า "ประชาธิปไตยมิได้หมายถึงปวงชนเป็นใหญ่ แต่หมายถึงผลประโยชน์ของปวงชนเป็นใหญ่"

          ถึงเวลาหรือยังที่เราปวงชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย จะประกาศอิสรภาพสวมใส่ “เสื้อประชาธิปไตยตัวใหม่” ที่เป็นของปวงชน โดยปวงชน เพื่อปวงชน และเริ่มเรียกร้องผลประโยชน์ของปวงชนอย่างจริงจังเสียที ?

จับตาอะไร.."เลือกตั้งท้องถิ่น"

วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 - 13:40 น.
เลือกตั้งท้องถิ่น,กระดานความคิด,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคเพื่อไทย,ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร

คอลัมน์... กระดานความคิด โดย... ร่มเย็น

          เลือกตั้งระดับชาติ จัดตั้งคณะรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณผ่านไปเรียบร้อยแล้ว  รอแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 25 กรกฎาคมนี้  และเมื่อเสร็จสิ้นแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีก็สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วน “รัฐบาลผสม” ที่ผ่านมา ไม่เคยมีที่อยู่ได้ครบเทอม 4 ปี อายุเฉลี่ยแค่ปีครึ่ง-2 ปีเท่านั้น

          จบจากการเลือกตั้งระดับชาติก็มาถึง “เลือกตั้งท้องถิ่น” กันบ้าง  ซึ่งตอนนี้เริ่มมีข่าวเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ  ก่อนหน้านี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีหนังสือส่งถึงผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดทุกจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ให้เตรียมพร้อมในการจัดหาวัสดุอุปกรณ์สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นให้พร้อมใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 เป็นต้นไป เพราะพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2562 พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2562 พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2562 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2562 และพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้ทั้งหมดแล้ว

          ดังนั้น กกต.จึงต้องเตรียมการ ทั้งการเตรียมพร้อมอุปกรณ์สำหรับการจัดการเลือกตั้ง รวมทั้งมีการยกร่างระเบียบเพื่อรองรับ พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นแต่ละฉบับ และต้องมีการปรับแก้ระเบียบเดิม โดยมีการนำเอาปัญหาและอุปสรรคในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา มาปรับแก้ระเบียบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบเดิมในการเลือกตั้งท้องถิ่น 

          ส่วนจะมีการจัดเลือกตั้งท้องถิ่นช่วงใดนั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะกำหนดความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง

          สำหรับ “ไทม์ไลน์เลือกตั้งท้องถิ่น” คาดว่าจะมีการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในรูปแบบพิเศษก่อนทั้ง กทม.และเมืองพัทยาภายในปีนี้ (2562) จากนั้นจึงจะมีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)   ซึ่งก็คงต้องมีการเลือกตั้งเป็นช่วงๆ มีการเว้นระยะเวลาเพื่อรอผลประกาศการเลือกตั้งในแต่ละช่วงไว้ด้วย

          ในส่วนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ตอนนี้เริ่มมีข่าวว่า  พรรคการเมืองต่างๆ จะส่งคนนั้นคนนี้ลงชิงเก้าอี้ 

          อย่าง พรรคพลังประชารัฐ “นายอุดร ออลสัน” อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ออกมาเปิดเผยว่า พรรคได้แต่งตั้งนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นประธานคณะทำงานเพื่อพิจารณาคัดสรรตัวบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 

          และสำหรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคพลังประชารัฐได้ทาบทาม นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา หรือผู้ว่าฯ หมูป่า มาลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เพราะผลงานเด่นชัดเจนในการบริหารจัดการช่วยเหลือ 13 ชีวิต ทีมหมูป่าอคาเดมี แสดงถึงภาวะความเป็นผู้นำ  ทางพรรคจึงไปทาบทามให้มาลงสมัครชิงผู้ว่าฯ กทม. กับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์  จากพรรคเพื่อไทย  เรียกเสียงฮือฮาได้อย่างมากเลยทีเดียว

          แต่เมื่อนักข่าวไปถามเรื่องนี้กับนายณรงค์ศักดิ์  เจ้าตัวกลับบอกว่าไม่ทราบเรื่อง สื่อมวลชนไปเขียนเอง 

          และเมื่อฟังน้ำเสียงจากผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐคนอื่นๆ ก็ได้ความทำนองว่านายณรงค์ศักดิ์เป็นเพียงตัวเลือกหนึ่งเท่านั้น โดยยังมีคนอื่นๆ อีกที่น่าสนใจเช่นกัน

          สรุปว่าในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ยังไม่แน่ว่าจะส่งนายณรงค์ศักดิ์  ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. หรือไม่  

          แต่ในส่วนของ พรรคเพื่อไทยนั้น คงเป็นนายชัชชาติ แน่ 

          ในส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์  อาจส่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  โดยกำลังรอลุ้นว่านายอภิสิทธิ์จะตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ เพราะพรรคประชาธิปัตย์เองก็หวังที่จะกอบกู้ชื่อเสียงของพรรคจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาที่ไม่ได้แม้แต่ที่นั่งเดียวในสนามกทม.  แต่แม้นายอภิสิทธิ์ ไม่สนใจลงสมัครผู้ว่าฯ  กทม.  พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังมีคนอื่นอีกที่สนใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.   

          ในส่วนของพรรคฝ่ายค้าน ตอนแรกก็มีข่าวว่าทางพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่จะแท็กทีมกัน  ทีมงานของทั้ง 2 พรรคเป็นทีมเดียวกัน สนับสนุนคนที่ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. คนเดียวกัน

          โดยพรรคอนาคตใหม่จะไม่ส่งผู้สมัครหลีกทางให้พรรคเพื่อไทยส่งนายชัชชาติ 

          แต่มาถึงตอนนี้มีการปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าวจากพรรคอนาคตใหม่ โดยบอกว่าพรรคอนาคตใหม่จะส่งคนลงสมัครเอง เนื่องจากการเลือกตั้งส.ส.ที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่เป็นแชมป์ป๊อปปูลาร์โหวตใน กทม.   

          ในส่วนของอบจ. ก็เริ่มคึกคักเช่นกัน เช่น อบจ.โคราช   “นายวิรัช รัตนเศรษฐ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และประธานวิปรัฐบาลได้ออกมาเปิดเผยว่า มีโอกาสคุยกับหัวหน้าทีมจากพรรคภูมิใจไทยในการที่จะทำการเมืองท้องถิ่นร่วมกัน  จะมีการแท็กทีมกัน  ทีมงานของทั้ง 2 พรรคเป็นทีมเดียวกันสนับสนุนคนที่จะเป็นนายกอบจ.คนเดียวกัน ชนกับพรรคอนาคตใหม่ที่เตรียมเจาะพื้นที่นครราชสีมาในการเลือกตั้งท้องถิ่นเช่นกัน โดยมีข่าวว่าจะไปดึง พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ มาลงสมัคร นายกฯ อบจ.โคราช   

          เพราะว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นการเมืองฐานรากที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการเมืองระดับชาติ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านต่างก็ต้องการยึดครองพื้นที่การเมืองท้องถิ่นกันทั้งนั้น หลังจากการเลือกตั้งท้องถิ่นห่างหายไปนานมาก  องค์กรปกครองท้องถิ่นบางแห่งตั้งแต่ปี 2555 

วิเคราะห์ 32 ชิ้นส่วน..5 ปีความลับ "เอ็มเอช370"

วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 - 12:55 น.
เอ็มเอช370,รัฐบาลมาเลเซีย,ทะเลจีนใต้,กัปตันซาฮารี อาหมัด ชาห์

วิเคราะห์ 32 ชิ้นส่วน..5 ปีความลับ "เอ็มเอช370"   โดย...   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

          “ราตรีสวัสดิ์ มาเลเซียน 370” Good night Malaysian three seven zero

          ถ้อยคำปริศนาสุดท้ายของกัปตัน “ซาฮารี อาหมัด ชาห์” เที่ยวบิน MH370 ผู้ทำให้คนทั่วโลกถกเถียงกันว่า “เครื่องบินโบอิ้ง 777” หายสาบสูญไปจากโลกใบนี้ได้อย่างไร แม้เวลาผ่านไป 5 ปี มนุษย์ยุคไฮเทคสุดยอดก็ยังหาไม่เจอ!

          ย้อนไปค่ำคืนวันที่ 8 มีนาคม 2014 เที่ยวบินเอ็มเอช 370  สายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์บรรทุกผู้โดยสาร 239 คนเดินทางออกจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังกรุงปักกิ่ง เวลา 00.40 น. ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมงก็ไม่มีใครในโลกใบนี้สามารถติดต่อเครื่องบินลำนี้ได้อีกเลย...

          ภารกิจค้นหาเครื่องบินลำนี้ในช่วงวันแรกๆ เริ่มแถว ‘ทะเลจีนใต้’โดยอ้างอิงเส้นทางบินปกติของเที่ยวบินดังกล่าวที่ต้องผ่านน่านฟ้าเวียดนาม หน่วยงานค้นหาซากเครื่องบินจากมาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น สหรัฐ รวมถึงประเทศไทยระดมเรือรบ เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน ฯลฯ ออกช่วยกันค้นหาอย่างเร่งด่วน 24 ชั่วโมง ทั้งทางบก ทางทะเลและตามแนวชายฝั่งอ่าวไทยจนถึงทะเลจีนใต้ แต่ผ่านไปเกือบ 1 อาทิตย์ไม่พบเศษซากใดๆ ทั้งสิ้น

          จนกระทั่งหลายฝ่ายช่วยกันกดดัน “รัฐบาลมาเลเซีย” ให้เปิดเผยข้อมูลจากจอเรดาร์ เนื่องจากมีบริษัทอินมาแซท (Inmarsat) ผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสารของอังกฤษตรวจพบความเคลื่อนไหวผิดปกติของเอ็มเอช 370 ว่ามีการกลับลำหันหัวเครื่องบินย้อนกลับไปทางคาบสมุทรมลายูก่อนบินเข้าสู่ทะเลอันดามันและหายไปช่วงถึง “มหาสมุทรอินเดีย” 

          ในที่สุดตัวแทนรัฐบาลมาเลเซียออกมาแถลงข่าวยอมรับว่ามีการหันหัวเครื่องบินไปอีกทางจริง สร้างความไม่พอใจให้ทีมค้นหานานาชาติเป็นอย่างมาก เพราะถ้ามาเลเซียให้ข้อมูลถูกต้องแต่แรกคงไม่ต้องเสียพลังกายและงบประมาณในการค้นหาอย่างสูญเปล่าญาติผู้สูญหายรวมตัวกันก่นด่าประท้วงประณามรัฐบาลมาเลเซียทันที

 

          คำถามสำคัญคือ "มาเลเซียกำลังปิดบังอะไร?
           คนทั่วโลกติดตามข่าวการสืบสวนหาเครื่องบินลำนี้อย่างใกล้ชิด ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องส่งผู้เชี่ยวชาญและนักข่าวมาสืบหาข้อเท็จจริงที่มาเลเซีย

          เริ่มจากหลักฐานแปลกประหลาดว่า ทำไมเครื่องบินโบอิ้งรุ่นที่ติดตั้งอุปกรณ์การสื่อสารไฮเทคระดับนี้หายไปจากโลกได้ แถมสภาพภูมิอากาศสุดแสนจะดี ท้องฟ้าโปร่งไม่มีพายุหรือลมมรสุมใดๆ หลายคนตั้งสมมุติฐานอธิบายปริศนาที่เกิดขึ้น เช่น เป็นการวางแผนของกลุ่มผู้ก่อการร้ายระดับมือพระกาฬ บางคนโยงไปถึงมนุษย์ต่างดาว หรือกองทัพทหารลึกลับฉกเครื่องบินลำนี้ไปท่ามกลางความมืดมิดของท้องฟ้ายามเที่ยงคืน...

          แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ล้วนแล้วแต่โยงใยมาจบที่ “กัปตันซาฮารี อาหมัด ชาห์” กับนักบินผู้ช่วย เนื่องมาจากหลักฐาน “การจงใจปิดเครื่องมือสื่อสาร” ซึ่งปกติไม่มีกัปตันคนไหนกล้าทำเด็ดขาด  

          การขุดคุ้ยประวัติ กัปตันซาฮารี วัย 53 ปี ผู้มีประสบการณ์ขับเครื่องบินมาไม่ต่ำกว่า 30 ปี เต็มไปด้วยความเข้มข้น ขณะที่ฝ่ายครอบครัวออกมาปกป้องว่าทุกอย่างปกติดี เขาเป็นเพียงเหยื่อของคนบางกลุ่ม

          ล่าสุด “วิลเลียม แลงวีช” นักข่าวอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านการบินออกมาเปิดเผยสมมุติฐานและหลักฐานที่วิจัยค้นคว้ามานานกว่า 5 ปี ว่า กัปตันคนนี้น่าจะบังคับเครื่องบินให้ขึ้นไประดับความสูง 4 หมื่นฟุต เพื่อทำให้ผู้โดยสารบนเครื่องหมดสติ โดยตัวเองสวมใส่หน้ากากออกซิเจนในห้องนักบินที่อยู่ได้นานเป็นชั่วโมง แต่หน้ากากในห้องผู้โดยสารอยู่ได้สิบกว่านาที เมื่อผู้โดยสารหมดสติก็บังคับให้เครื่องบินลอยต่อไปเรื่อยๆ หลายชั่วโมงจนกระทั่งน้ำมันหมดก็ปลดล็อกให้ดิ่งลงสู่ท้องทะเลลึกแถว....จึงไม่มีใครค้นพบซากศพหรือซากเครื่องบินขนาดใหญ่

          อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญหลายคนออกมาคัดค้านสมมุติฐานนี้ เนื่องจากมีช่องโหว่อย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ 1.หากกัปตันต้องการฆ่าตัวตายพร้อมผู้โดยสารทำไมต้องหันหัวเครื่องบินกลับมาอีกฝั่งหนึ่งเพื่อผ่านน่านฟ้าใกล้มาเลเซีย 2.ทำไมรัฐบาลมาเลเซียต้องปกปิดข้อมูลจากเรดาร์ที่โชว์ชัดเจนว่าเครื่องบินย้อนกลับมา และ 3.ทำไมไม่มีใครพบเห็นเศษซากอุปกรณ์สัมภาระหรือกระเป๋าเดินทางต่างๆ ของผู้โดยสาร 239 คน?

          ปริศนา 3 ข้อข้างบนเกิดเป็นข้อสังเกตว่ากัปตันได้หันหัวเครื่องบินกลับมาทางมาเลเซียเพื่อ “ขอต่อรอง” อะไรบางอย่าง แต่รัฐบาลไม่ยอม พร้อมส่งเครื่องบินรบขึ้นประกบแล้วสอยจนร่วงลงมา จากนั้นรีบส่งกองทัพเรือเข้าไปเก็บหลักฐานเศษซากทั้งหมด เพราะกว่าทีมค้นหานานาชาติจะไปบริเวณพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน เวลาก็ล่วงเลยมาเป็นอาทิตย์ รัฐบาลมาเลเซียมีเวลากู้ซากเครื่องบินและเก็บเศษชิ้นส่วนต่างๆ ที่ลอยกลางทะเลได้เกือบหมด!?!

          หลักฐานที่นำมาอ้างคือกล่องเก็บข้อมูลพิกัดเดินเรือของ “รุสลี คุสมิน” ชาวประมงอินโดนีเซีย ที่เล่าว่าเห็นเครื่องบิน ลำใหญ่ตกลงบริเวณช่องแคบมะละกาห่างจากเรือประมงไปแค่ 2 กม. ไม่ใช่แค่นายรุสลีเท่านั้น แต่มีนักท่องเที่ยวและชาวประมงบริเวณนั้นอีกหลายคนให้ข้อมูลคล้ายๆ กัน

          แม้ไม่มีใครตอบได้ว่าสมมุติฐานข้างต้นมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร แต่สิ่งที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์เรียบร้อยแล้วคือ งบประมาณค้นหา “เที่ยวบินเอ็มเอช 370” ทำลายสถิติทุกการค้นหาด้วยตัวเลข 5,600 ล้านบาท หรือ 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เชื่อกันว่าในอนาคตคงไม่มีการทุ่มเงินและเครื่องไม้เครื่องมือมหาศาลในการค้นหาเครื่องบินพาณิชย์แบบนี้อีกต่อไป

          พื้นที่ค้นหาหลักอยู่บริเวณใต้ท้องมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ รวมแล้วกว่า 1.2 แสนตารางกิโลเมตร เป็นปฏิบัติการค้นหาเครื่องบินหายครั้งใหญ่สุดและสำคัญสุดในประวัติศาสตร์แต่สุดท้ายคว้าน้ำเหลว ไม่เจอเศษซากเครื่องบินหรืออุปกรณ์ใดๆ ในบริเวณนั้นแม้แต่ชิ้นเดียวตัวแทนทีมค้นหาจากรัฐบาลออสเตรเลียกล่าวทิ้งท้ายก่อนยุติปฏิบัติการครั้งนี้ว่า

          “เป็นเรื่องเหลือเชื่อและยอมรับไม่ได้ที่มนุษย์จะหาเครื่องบินลำนี้ไม่พบ”

          ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้พยายามโชว์เศษซากชิ้นส่วนต่างๆ ที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับเครื่องบินลำนี้หลายร้อยชิ้น แต่มีเพียง 32 ชิ้นเท่านั้นที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน โดยแบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่ “น่าจะใช่” 3 ชิ้น “เกือบใช่” 7 ชิ้น “เหมือนมาก” 8 ชิ้น “เหมือน” 3 ชิ้น และ “ไม่แน่ใจ” 11 ชิ้น ส่วนใหญ่พบจากคลื่นซัดเข้ามาทิ้งไว้บนชายหาดแถวหมู่เกาะเล็กๆ แถบมหาสมุทรอินเดีย เช่น เกาะเรอูนิยง หาดมาดากัสการ์ โมซัมบิก ฯลฯ

          ชิ้นที่ระบุว่า คอนเฟิร์ม 3 ชิ้นนั้น มีเพียง 1 ชิ้น ส่วนปีกเรียกกันว่า “แฟล็ปเพอรอน” ที่ค่อนข้างน่าสนใจ แต่การคอนเฟิร์มนั้น คงแปลเป็นภาษาไทยได้แค่เพียงว่า “น่าจะใช่” เท่านั้น เพราะหน่วยงานที่ยืนยันเป็นแค่เจ้าหน้าที่รัฐบาลฝรั่งเศส

          ส่วน “บริษัทโบอิ้ง” ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินลำนี้ขอเล่นบท “เตมีย์ใบ้” ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการยืนยันหลักฐานชิ้นส่วนใดๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งหลักฐานที่รัฐบาลมาเลเซียมีเอกสารยืนยันมาแล้วก็ตาม

          ทำให้ "เอ็มเอช 370" ยังคงเป็นสุดยอดปริศนาลึกลับของโลกต่อไป...

 ................................................

18 กรกฎาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน