*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5480
  • จำนวนผู้ชม : 3324351
  • จำนวนผู้โหวต : 1713
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1713 คน
<< สิงหาคม 2019 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 254 , 19:50:24 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

link @: ‘ธนกร’มั่นใจ!‘ธรรมนัส’กล่อมกาวใจ‘พรรคเล็ก’ //‘พี่ป้อม’ว่าอย่างไร ปม‘น้องตู่ลาออก

สวัสดีครับ

         กฎหมายของประเทศไทยก็คือกฎหมาย แต่การดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายยังล้มเหลวอยู่มาก ซึ่งในเบื้องต้นนั้น

ระยะเวลาที่จะกล่าวหาว่าบุคคลผู้ใดกระทำผิดกฎหมายก็นานมาก นานขนาดที่คนทำผิดสามารถหลบหนีไปได้ โดยเฉพาะผู้มีอิทธิ

พลหรือคนร่ำรวยสามารถหลบหนีออกนอกประเทศหนีรอดพ้นไปได้ตามๆกัน บางคนไปได้สัญชาติเป็นพลเมืองชาติอื่นไปเลยก็มี

 

ระเบิดเพลิงถล่มกรุงซ้ำรอย7จว.ได้เวลาปฏิวัติรปภ.เขตเมือง

วันที่ 9 สิงหาคม 2562 - 09:20 น.
ระเบิดเพลิง,มาตรการ รปภเขตเมือง

ระเบิดเพลิงถล่มกรุงซ้ำรอย 7 จังหวัดได้เวลาปฏิวัติมาตรการ รปภ.เขตเมือง โดย... ปกรณ์ พึ่งเนตร

          เมื่อวันพุธที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา พบระเบิดเพลิงเพิ่มเติมที่ร้านไพโรจน์เบเกอรี่ ซึ่งเปิดเป็นร้านจำหน่ายเสื้อผ้า แต่ยังใช้ชื่อเดิมที่เคยเป็นร้านขายขนม ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนราชปรารภ ใกล้สี่แยกประตูน้ำ แขวงทุุ่งพญาไท เขตพญาไท แต่ระเบิดไม่ทำงาน เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรืออีโอดี จึงเข้าไปเก็บกู้เอาไว้ได้ และเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

          จากระเบิดเพลิงที่พบเพิ่มเติม ทำให้จนถึงขณะนี้สรุปได้ว่ามีการวางระเบิดเพลิงเอาไว้ถึง 7 จุดระหว่างวันที่ 1-2 สิงหาคม ได้แก่ แผงค้าย่านประตูน้ำ 3 จุด, ห้างแพลทตินัมประตูน้ำ 1 จุด, ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ซึ่งเป็นโซนจำหน่ายตุ๊กตา 1 จุด, ร้านจำหน่ายตุ๊กตาบนห้างสยามสแควร์วัน 1 จุด และล่าสุดคือร้านไพโรจน์เบเกอรี่ ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการวางระเบิดป่วนเมืองในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

          รูปแบบของระเบิดคล้ายคลึงกันแทบทุกจุด คือ ใช้เพาเวอร์แบงก์สีขาวเป็นภาชนะระเบิดเพื่อพรางตา แต่ไส้ในถูกแกะออก แล้วใส่แผงวงจรระเบิด และไอซีไทม์เมอร์ เข้าไปแทน เชื่อมสายไฟกับแบตเตอรี่ หน่วงเวลาไว้ให้ระเบิดทำงานช่วงเช้าวันที่ 2 สิงหาคม โดยวัตถุระเบิดลักษณะนี้เป็นระเบิดแสวงเครื่องชนิดหนึ่ง มีสภาพเป็น “ระเบิดเพลิง” คนร้ายเลือกวางตามร้านขายเสื้อผ้าและตุ๊กตาผ้าซึ่งติดไฟง่าย หวังให้เกิดเพลิงไหม้หลายๆ จุดพร้อมกัน โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านสยามสแควร์ และประตูน้ำ ซึ่งเป็นย่านการค้า

          ทั้งนี้ รูปแบบของระเบิดเพลิงที่ประกอบใส่เพาเวอร์แบงก์ เคยถูกใช้แล้วเมื่อครั้งเหตุการณ์ระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน เมื่อวันที่ 10-12 สิงหาคม 2559 ทำให้เกิดเพลิงไหม้ร้านค้าและโกดังเก็บสินค้าในหลายจังหวัด โดยมีบางจุดที่ระเบิดไม่ทำงานด้วยเช่นกัน

          นอกจากนั้นยังมีการย้อนไปถึงเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2558 ซึ่งเกิดเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล สาขาเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ปรากฏว่าในคืนเดียวกันนั้นมีเพลิงไหม้โกดังเก็บสินค้าและร้านค้าอีกหลายแห่งใน จ.สุราษฎร์ธานี และใกล้เคียง คาดว่าเป็นการลอบวางระเบิดเพลิงลักษณะเดียวกัน

          จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยยุทธวิธีซ้ำเดิมหลายครั้ง ทำให้ล่าสุดหน่วยงานความมั่นคงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการแจ้งเตือนร้านค้า โดยเฉพาะร้านจำหน่ายเสื้อผ้า ตุ๊กตาผ้า และโกดังเก็บสินค้าที่ติดไฟง่าย ให้ตรวจสอบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดของร้าน เพราะอาจมีบุคคลต้องสงสัยเข้ามาวางระเบิดเอาไว้แต่ไม่ระเบิด เบื้องต้นเน้นในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลก่อน

          ส่วนมาตรการหลังจากนี้ จะรณรงค์และสนับสนุนร้านค้าเป้าหมายที่เป็น “กลุ่มเสี่ยง” ต้องติดตั้งกล้องวงจรปิด และตรวจสอบคนเข้าออก รวมทั้งตรวจชั้นวางสินค้าอย่างสม่ำเสมอ วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อป้องกันการลอบก่อเหตุร้ายในลักษณะนี้ ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่คนร้ายนิยมนำมาใช้เพื่อสร้างสถานการณ์วินาศกรรมในเขตเมือง

          “โดยมากบริษัท ห้างร้าน หรือห้างสรรพสินค้า ยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบบุคคลที่มีลักษณะแปลกๆ แต่งกายแปลกๆ ที่เข้า-ออกร้าน ฉะนั้นต้องประชาสัมพันธ์ให้เพิ่มความเข้มงวดเพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตา” แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคง ระบุ

          ขณะที่ภาครัฐเองก็ต้องปรับแผนของตนด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะสถานที่ที่เป็นเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ เช่น กองทัพ ทำเนียบรัฐบาล เพราะที่ผ่านมาเน้นการป้องกันภายใน เช่น ควบคุมการเข้าออก แต่ไม่ได้วางมาตรการป้องกันนอกอาคาร นอกรั้วโดยรอบ และยังไม่มีการฝึกทักษะเจ้าหน้าที่ให้เฝ้าตรวจซีซีทีวี หรือโทรทัศน์วงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง ฉะนั้นควรใช้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนและกระตุ้นให้เกิดการยกระดับมาตรการในภาพใหญ่

          อนึ่ง ในจุลสารความมั่นคงศึกษา ในโครงการความมั่นคงศึกษา สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ฉบับที่ 51 เรื่อง “ความมั่นคงเมือง” หรือ urban security ที่เขียนโดย ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุตอนหนึ่งว่า ความเชื่อเดิมที่ว่า “เขตเมือง” เป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยมากที่สุด อาจไม่เป็นความจริงอีกต่อไป เพราะในทางตรงข้าม “เขตเมือง” จะกลายเป็นพื้นที่ที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของรัฐบาลทุกประเทศในการระวังป้องกัน เพราะเป็นพื้นที่ที่มีประชาชนอยู่อย่างหนาแน่น เป็นศูนย์รวมของระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่กลุ่มก่อการร้ายต้องการโจมตี เพื่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อประเทศ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “เมือง” เป็น “เป้าหมายอ่อน” หรือ soft target ของการก่อการร้ายนั่นเอง

          เนื้อหาในจุลสาร ยังได้เสนอมาตรการรักษาความปลอดภัยเมือง ซึ่งนอกจากจะมีการเพิ่มอุปกรณ์เฝ้าตรวจแล้ว ยังต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้ตระหนักถึงความอ่อนไหวและความล่อแหลมในเรื่องนี้ด้วย

          เพราะการป้องกันการก่อวินาศกรรม ก่อความไม่สงบ หรือก่อการร้าย ไม่สามารถใช้มาตรการของหน่วยงานภาครัฐได้เพียงลำพังอีกต่อไป !

เด็กแว้น-บิ๊กไบค์ปัญหาระดับชาติ?

วันที่ 9 สิงหาคม 2562 - 09:35 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เด็กแว้น,บิ๊กไบค์

คอลัมน์... อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          นาทีนี้จะมองข้ามเรื่อง ‘เด็กแว้น’ กับ ‘บิ๊กไบค์’ ไม่ได้เสียแล้วเพราะเกิดเรื่องราวใหญ่โตขนาด ผบ.ตร.ลงมือเล่นเองเพราะปกติจะไม่ค่อยสนใจเรื่องเหล่านี้สักเท่าไร

          แสดงให้เห็นว่าที่เป็น ‘ปัญหาระดับชาติ’ และมีคณะกรรมการว่ากันด้วยเรื่องนี้โดยเฉพาะว่าจะทำอย่างไรดีถึงจะทำให้สูญพันธุ์ไปเสียเลย

          เรามองเรื่อง ‘เด็กแว้น’ ไปก่อนเพราะระยะหลังนี้มีการรวมกลุ่มปิดถนนแข่งรถกันแทบเอาเป็นเอาตายใครจะเดือดร้อนก็ช่างหัวมัน

          ‘เด็กแว้น’ เหล่านี้มักเป็นวัยรุ่น-วัยคะนอง ฐานะปานกลางหรือต่ำกว่า พอมีเรื่องถึงตำรวจพ่อแม่ผู้ปกครองก็เดือดร้อน

          หันกลับมาดู ‘บิ๊กไบค์’ บ้าง ซึ่งระยะหลังนี้พวกบิ๊กไบค์ ซึ่งส่วนใหญ่ร่ำรวย รถที่ขี่เป็นจักรยานยนต์นำเข้ามีราคาแพงและบางทีก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มแก๊งควบบิ๊กไบค์เพื่อความสุขส่วนตัว

          พวก ‘บิ๊กไบค์’ นี่พอเกิดอุบัติเหตุทีก็จะเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส จนกระทั่งมีแนวคิดจะทำอย่างไร

          ถึงกับจะเปิดคอร์สหรือหลักสูตรพิเศษหรือมีใบอนุญาตหรือใบขับขี่เฉพาะสำหรับบิ๊กไบค์

          ดูเอาเถิดปัญหา ‘เด็กแว้น’ กับ ‘บิ๊กไบค์’ ไม่ธรรมดาเสียแล้ว !
อ๊อด เทอร์โบ



 เวนคืนมีปัญหา
 20 ปีกว่ายังค้างคา

          ผมมีข้อร้องเรียนเรื่องที่ดินมาเพื่อไปช่วยเป็นสื่อกลางจัดการตามแต่เห็นสมควรว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ?

          พ.ศ.2540 ที่มีการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างถนนคู่ขนานถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านใต้ (ทางหลวงหมายเลข 9) ตอนนั้น เจ้าหน้าที่ผู้เจรจาเรื่องการเวนคืนฯ ได้บอกแก่เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนว่าจะมีการสร้างถนนคู่ขนานทางด่วนทั้ง 2 ฟากฝั่งให้ หลังการสร้างทางด่วนเสร็จ ปัจจุบันถนนคู่ขนานฝั่งซ้าย (จากถนนพระราม 2 ไปพระประแดง) มีถนนคู่ขนานยาวไปจนถึงถนนสุขสวัสดิ์เรียบร้อยแล้ว

          ด้านขวามือมีการสร้างถนนคู่ขนานแบบฟันหลอ โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านที่ดินของมารดาของผม ขาดช่วงแค่ประมาณ 1 กิโลเมตร เท่านั้น ที่ยังไม่สร้างถนนคู่ขนานให้ (บริเวณหลัก กม.ที่ 12-13 ของทางหลวงหมายเลข 9) ทำให้ถนนคู่ขนานฝั่งขวาจากถนนบางขุนเทียนชายทะเลไม่สามารถวิ่งตรงผ่านไปยังถนนพระราม 2 ได้

          สำหรับส่วนที่ยังไม่มีการสร้างถนนคู่ขนานจุดนี้มีแปลนเพื่อการสร้างเป็นถนนคู่ขนานจากกรมทางหลวงเรียบร้อยแล้วและอยู่ห่างจากถนนพระราม 2 เพียงแค่ประมาณ 3 กิโลเมตร เท่านั้น ทำให้ครอบครัวของอีกหลายคนขาดการใช้ประโยชน์ในที่ดินมานานมากกว่า 20 ปี

          จึงขอให้ช่วยดำเนินการแจ้งไปยังผู้รับผิดชอบได้ช่วยเหลือด้วยเถิด
สวัสดิ์ (ผู้เดือดร้อน)


ตอบ คุณ ‘สวัสดิ์’ ผู้เดือดร้อน
          ผมเข้าใจถึงความเดือดร้อนของผู้ถูกเวนคืนที่ดิน ซึ่งน่าจะให้ค่าชดใช้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมเพราะเป็นผู้เสียสละและไม่รู้ว่าจะโดนเมื่อไร

          ในกรณีของคุณนี่โดนเวนคืนมา 20 กว่าปีแล้ว แต่ยังไม่มีอะไรคืบหน้า จึงขอให้มีการตรวจสอบด้วย

          หรือหากจะมีการก่อสร้างติดขัดอย่างไรก็กรุณาแจ้งให้ทราบด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


ระทึกอีก ซุกระเบิดในร้านเสื้อผ้าย่านประตูน้ำ

วันที่ 9 สิงหาคม 2562 - 16:30 น.
ระเบิด,ประตูน้ำ,ร้านขายเสื้อผ้า,แพลตตินั่ม,ระเบิดเพลิง,ซุกระเบิด

ผวาบึ้ม จนท.อีโอดีเข้าเก็บกู้ระเบิดเพลิง หลังพบซุกในร้านเสื้อผ้าห้างดังย่านประตูน้ำ คาดเป็นฝีมือกลุ่มเดิมที่วางระเบิดป่วน กทม.

                 เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 9 สิงหาคม 2562 เจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด สายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ พร้อมตำรวจ สน.พญาไท เข้าตรวจสอบเหตุพบวัตถุต้องสงสัยที่ร้านขายผ้าพันคอ ชั้น 5 ของห้างสรรพสินค้าย่านประตูน้ำ แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เบื้องต้นพบว่าเป็นระเบิดเพลิงแสวงเครื่องซึ่งระเบิดไปแล้ว เจ้าหน้าที่จึงทำการเก็บกู้ พร้อมกับเก็บหลักฐานส่งให้กับทาง สน.พญาไท ต่อไป

                 สำหรับระเบิดดังกล่าว มีรายงานว่าคนร้ายได้มีการนำมาวางไว้ที่หน้าร้านขายผ้าพันคอ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาวันเดียวกับที่เกิดเหตุคนร้ายวางระเบิดป่วนกรุงเทพฯ หลายจุดด้วยกัน โดยคนร้ายใช้วิธีการใช้ผ้าพันคอพันรอบระเบิดไว้ เพื่อไม่ให้เกิดพิรุธ และกลมกลืนไปกับสินค้าที่วางขายภายในร้าน แต่ปรากฎว่าทางเจ้าของร้านบังเอิญเห็นและเก็บมาและทดลองเปิดเล่นเสียก่อน แต่ระเบิดไม่ทำงาน จึงวางไว้ที่เดิม จนกระทั่งเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ทางเจ้าของร้านได้ทดลองกดสวิทซ์อีกครั้ง ครั้งนี้ปรากฎว่าระเบิดทำงาน แต่เจ้าของร้านและพนักงานภายในร้านได้ช่วยกันดับไว้ได้ทัน โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต 

                 ภายหลังเกิดเหตุทางห้างสรรพสินค้าดังกล่าวได้ปิดข่าวไว้ เกรงว่าจะส่งผลกระทบกับความปลอดภัยของประชาชนที่เข้ามาเดินจับจ่ายซื้อของ ซึ่งภายหลังทางเจ้าของร้านเห็นข่าวระเบิดเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ จึงได้ทำการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พญาไท ทำการประสานกับทางห้างฯ เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาเก็บกู้ระเบิดดังกล่าว

                 รายงานข่าวแจ้งว่า ทางคนร้ายที่วางระเบิดในห้าง เดินทางมาวันที่ 1 สิงหาคม แต่งกายมิดชิดอำพรางใบหน้า ทำทีเข้ามาเป็นลูกค้า ก่อนจะหยิบผ้าพันคอที่ขายในร้านไปผูกกับพาวเวอร์แบงค์แล้วเอาไปซุกไว้ในมุมอับสายตา กระทั่งเมื่อลูกค้าคนดังกล่าวเดินผ่านไป เจ้าของร้านเห็นจึงเดินไปแกะผ้าพันคอดังกล่าวดูพบเป็นพาวเวอร์แบงค์ จึงลองกดเปิดปิดสวิตช์ ไม่พบว่ามีสิ่งใดผิดปกติเลยนำไปเก็บไว้ จากนั้นวันที่ 2 สิงหาคม ร้านก็ได้มาเปิดร้านตามปกติ เจ้าของร้านได้หยิบพาวเวอร์แบงค์ดังกล่าวมาเปิดปิดสวิตช์เล่นอีกครั้ง แต่คราวนี้เกิดลุกไหม้ขึ้นมา ทำให้ผ้าพันคอในร้านเสียหาย 4 ผืน เคราะห์ดี รปภ.เข้ามาช่วยดับไฟได้ทัน ต่อมาเจ้าของร้านเห็นข่าวระเบิดเพลิงแสวงเครื่องเป็นพาวเวอร์แบงค์จึงเดินทางเข้าแจ้งความกับทาง สน.พญาไท ในวันนี้ แล้วประสานทางหน่วยเก็บกู้ไปตรวจสอบ

ธรรมกายกับการเมืองในยุค"รัฐบาลประยุทธ์ 2"

วันที่ 8 สิงหาคม 2562 - 10:40 น.
ธรรมกาย,ธัมมชโย,รัฐบาลประยุทธ์ 2,สมศักดิ์ เทพสุทิน

โดย...  ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

          เมื่อผลบุญธรรมกายไหลบ่าท่วมล้นมาถึงเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งถูกขุดคุ้ยภาพถ่ายในอดีตครั้งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวฯ ร่วมงานบุญถวายที่ดิน ลากโยง “สมศักดิ์” ให้เป็นศิษย์ธรรมกาย

          แม้ “เจ้าตัว” จะออกมาปฏิเสธหลายครั้งว่าไม่ได้เป็นสาวกธรรมกาย ส่วนตัวเคยพบพระธัมมชโยเพียงครั้งเดียว ขณะที่งานบุญถวายที่ดินก็เป็นการมอบที่ดินให้วัดถึง 5 แห่ง ไม่ได้เจาะจงทำบุญให้วัดธรรมกายเพียงแห่งเดียว ภาพที่ถูกนำมาแชร์ว่อนในโซเชียลมีเดียเข้าใจว่ามีเจตนาเพื่อโจมตี แต่ไม่ทำให้นักการเมืองผู้คร่ำหวอดในวงการต้องหวั่นไหว

          เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าคดีฉ้อโกงประชาชน ยักยอกทรัพย์ และฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด มีความเสียหายสูงกว่าหมื่นล้านบาท ประชาชนจำนวนมากต้องสูญเสียเงินออมหลังเกษียณ หรือถูกสหกรณ์คลองจั่นเนรมิตความยากจนแบบพริบตา..มาให้

          และเพื่อปลุกความเชื่อมั่นในตำแหน่งเจ้ากระทรวงตาชั่ง ซึ่งคดีฟอกเงินและสมคบฟอกเงินของ “ธัมมชโย” และมูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง เป็นสำนวนในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยเฉพาะภารกิจติดตามตัวผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา สมศักดิ์ จึงสั่งการให้ดีเอสไอเร่งรัดติดตามสำนวนคดีที่ค้างการสอบสวนอยู่อีก 10 สำนวน นำไปสู่การเชิญประชุมเพื่อติดตามคดีในวันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา

          หลังข้อสั่งการของ “สมศักดิ์” ถูกเผยแพร่ออกไปไม่ถึงครึ่งวันบรรดาสาวกธรรมกายออกมาถล่มภารกิจรีวิวคดีฟอกเงินธรรมกายสนั่นโลกโซเชียล จนต้องเร่งชี้แจงว่าเจ้ากระทรวงไม่ได้มีข้อสั่งการหรือนโยบายให้ดีเอสไอเปิดปฏิบัติการไล่ล่าจับกุมตัวกลุ่มพระที่ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ พุทธศาสนิกชนสามารถเข้าไปปฏิบัติศาสนกิจภายในวัดธรรมกายได้ตามปกติ พร้อมรับรองว่ายังไม่มีแผนปิดล้อมตรวจค้นวัดเพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่พบเบาะแสแหล่งกบดานของ “ธัมมชโย”

          ว่าไปแล้วหากจะย้อนมองจากอดีตจนถึงปัจจุบันจะพบว่าธรรมกายได้แทรกซึมเข้าไปเกือบจะทุกวงการในสังคมไทย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของกัลยาณมิตร หรือกลุ่มศิษยานุศิษย์ที่มีต่อการเมืองไทย 

          เด่นชัดสุดๆ ในยุครัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งปรากฏภาพ ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร เคยร่วมงานบุญภายในวัดพระธรรมกาย โดย “ธัมมชโย” เจ้าอาวาส ผู้ตกเป็นจำเลยต่อศาลอาญาในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันยักยอกทรัพย์และเงินบริจาคของวัดพระธรรมกาย ซึ่งมีการดำเนินคดีมาตั้งแต่ปี 2542 จนการสืบพยานในศาลเหลืออีกเพียง 2 นัด กระบวนการพิจารณาก็จะเสร็จสิ้นลงภายในเดือนสิงหาคม 2549

          แต่แล้ว “พชร ยุติธรรมดำรง” อัยการสูงสุดในยุครัฐบาลทักษิณ ก็มีคำสั่งให้อัยการฝ่ายคดีอาญา 5 ถอนฟ้อง “ธัมมชโย” ในวันที่ 21 สิงหาคม 2549 โดยอ้างเหตุในการถอนฟ้องคดีต่อศาลอาญาว่า ธัมมชโย ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาตรงตามพระไตรปิฎกและนโยบายของสงฆ์แล้ว ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เป็นที่ยอมรับทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ “ธัมมชโย” ยังได้มอบทรัพย์สินทั้งที่ดินและเงินกว่า 959 ล้านบาท คืนแก่วัดพระธรรมกายแล้ว จึงเป็นการปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ครบถ้วนทุกประการ ประกอบกับขณะนี้บ้านเมืองต้องร่วมกันสร้างความสามัคคีของคนในชาติทุกหมู่เหล่า เห็นว่าหากดำเนินคดีกับ “ธัมมชโย” ต่อไป อาจก่อให้เกิดความแตกแยก

          ต่อมาในปี 2556 ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ธรรมกายและธัมมชโย มีเรื่องฉาวควบคู่ไปกับ “ศุภชัย ศรีศุภอักษร” ซึ่งถูกจับได้ว่าทุจริตยักยอกเงินสหกรณ์คลองจั่นกว่า 16,000 ล้านบาท โดยเส้นทางการเงินพบการจ่ายเช็คบริจาคนับพันล้านบาทให้แก่ ธัมมชโย และเงินถูกถ่ายโอนไปยังมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง และเครือข่ายพระ แต่คดีในส่วนของธรรมกายถูกพับเก็บไว้ใต้หีบ ตีความเป็นเงินบริจาค

          จนกระทั่งเข้าสู่ยุครัฐบาล คสช. เงินบริจาคจากการยักยอกฉ้อโกงถูกปัดฝุ่นขึ้นมาตีความว่าเป็นลาภไม่ควรได้ สมควรคืนให้แก่สหกรณ์คลองจั่นเพื่อนำไปจ่ายชดเชยให้สมาชิกผู้เสียหาย ครั้งนั้นวัดธรรมกายเจรจาขอคืนเงิน 684 ล้านบาทแบบแบ่งจ่ายให้สแก่หกรณ์คลองจั่น จากยอดเงินที่ถูกยื่นฟ้อง 814 ล้านบาท แลกเปลี่ยนกับการถอนฟ้องธัมมชโยและวัดพระธรรมกาย ขณะที่ข้อมูลในการสอบสวนพบว่าเงินของสหกรณ์คลองจั่นถูกผ่องถ่ายผ่านการบริจาคไปยังวัดและเครือข่ายพระมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 และพบพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายเททรัพย์ไปมา เข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน จึงมีมติให้ออกหมายเรียก “ธัมมชโย” มารับทราบข้อกล่าวหา แต่ผู้ต้องหาอ้างเหตุติดภารกิจและอาพาธไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนรวม 3 ครั้ง ทั้งที่ไม่ได้มีอาการอาพาธจริง นำไปสู่การขออนุมัติหมายจับในวันที่ 17 พฤษภาคม 2559

          การดำเนินคดีกับโครงข่ายธรรมกายเดินหน้าคู่ขนานมากับข้อสงสัยว่า ธรรมกายเปิดพื้นที่บางส่วนเป็นสถานที่ซ่องสุมเพื่อใช้สนับสนุนให้แก่การชุมนุมก่อความไม่สงบทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ปฏิบัติการตรวจค้นตามหมายค้นของศาล กลุ่มศิษยานุศิษย์ได้ระดมโล่มนุษย์ออกมาขัดขวางการเข้าจับกุมตัว “ธัมมชโย” จนดีเอสไอต้องถอยร่น ถอนกำลัง ยุติปฏิบัติการ ร้อนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 กำหนดให้บริเวณวัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม เปิดทางให้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น แต่ก็ไม่พบตัว “ธัมมชโย” แม้แต่สิ่งของเครื่องใช้ที่อาจปรากฏสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของ “ธัมมชโย” ก็ไม่เหลือทิ้งไว้

          แม้ไม่ได้ตัว “ธัมมชโย” แต่การเข้ามาจัดระเบียบ ริดปีกโครงข่ายธรรมกายของคสช.ได้ตีเข้าไปถึงพื้นที่ชั้นในของวัดธรรมกายเป็นครั้งแรก ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยมีหน่วยงานใดทะลุทะลวงเข้าไปได้

          กล่าวได้ว่า “ธรรมกาย” โดนรุกหนักที่สุดแม้ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นวัดจะไม่ได้ตัว “ธัมมชโย” มาดำเนินคดีตามหมายจับ แต่ส่งผลให้ความยิ่งใหญ่ของวัดพระธรรมกายลดน้อยถอยลง สาเหตุเพราะธรรมกายขาด “ธัมมชโย” ซึ่งเป็นแม่เหล็กดึงดูดศิษยานุศิษย์ พร้อมเปิดทางให้คณะสงฆ์เข้ามาชำระสะสางการเผยแพร่คำสอนที่ผิดไปจากหลักพุทธศาสนา

          ขณะที่ผลลัพธ์ในทางการเมืองการตรวจค้นเครือข่ายธรรมกาย ยังส่งผลสะท้านสะเทือนไปถึงฐานที่มั่นของ “แดงปทุม” ซึ่งถูกมองเป็นกลุ่มฮาร์ดคอร์ของมวลชนเสื้อแดง แม้แต่ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ ดีเจสถานีวิทยุประชาชน เรดการ์ดเรดิโอ ก็หนีหน้าและหายตัวไปจากแวดวงการเมืองไทยด้วย

          เมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนผ่านจากคสช. สู่การเลือกตั้ง และเข้าสู่โหมดประชาธิปไตยอีกครั้งจึงมีคำถามผ่านไปถึงเครือข่ายธรรมกายเพราะเคยประกาศว่า “ธัมมชโย” จะเข้ามอบตัวสู้คดี เมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย

          ด้วยเหตุนี้ “เผือกร้อน” จึงถูกโยนเข้าใส่ “สมศักดิ์” แกนนำกลุ่มสามมิตร รัฐมนตรียุติธรรม ที่ถูกมองว่าเป็นลูกศิษย์ธรรมกาย ว่าจะสามารถเกลี้ยกล่อมให้ “ธัมมชโย” ออกมามอบตัว เดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้หรือไม่ และคดีความที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับวัดพระธรรมกายจะลงเอยอย่างไรเพราะตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2560 จนถึงปัจจุบัน “ธัมมชโย” ไม่เคยออกมาปรากฏตัวหรือสื่อสารไปยังกลุ่มศิษย์ผ่านช่องทางสาธารณะอีกเลย

          ในส่วนของเม็ดเงินจากการทุจริตสหกรณ์คลองจั่นที่ส่งผ่านมายัง “ธัมมชโย” และมูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ฯ รวมแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 1,458 ล้านบาท ล่าสุดกลุ่มศิษย์ได้รวบรวมเงินส่งคืนให้สหกรณ์คลองจั่นแล้ว 1,055 ล้านบาท คงเหลืออีก 403 ล้านบาท ซึ่งจำนวนดังกล่าวยังไม่นับรวมกับยอดเงินบริจาคที่ส่งต่อไปยังเครือข่ายพระและอดีตพระ อีกประมาณ 600 ล้านบาท

          ในส่วนของโครงข่ายภาคธุรกิจซึ่งเชื่อกันว่าเป็นกลุ่มศิษย์ใกล้ชิดของ “ธรรมกาย” ที่มีสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลตระกูลชินวัตร ก็ถูกดำเนินคดีอาญาไปตามลำดับ รวมถึง อนันต์ อัศวโภคิน ซึ่งเข้าไปรับซื้อที่ดินจากธรรมกายโดยดีเอสไอได้สรุปสำนวนมีความเห็นสั่งฟ้องส่งสำนวนไปให้อัยการแล้ว แต่สั่งไม่ฟ้องบุตรสาว อลิสา อัศวโภคิน ผู้รับซื้อที่ดินแปลงอาคารบุญรักษา เพราะเชื่อว่าไม่น่าจะมีส่วนรู้เห็น คาดว่าพ่อนำชื่อลูกสาวไปใช้ ในส่วนของตัวอาคารบุญรักษา อาคารลูกโลก และอาคารวิหารคต สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งอายัดทรัพย์ไว้ทั้งหมดแล้ว

          สำหรับข้อเสนอที่ให้กวาดล้างโครงข่ายธรรมกายไปในคราวเดียว ด้วยการยุบเลิกมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ฯ ซึ่งเป็นผลมาจากการตรวจสอบทรัพย์สินของอาณาจักรธรรมกายเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ พบว่าวัดพระธรรมกายมีที่ดินเป็นธรณีสงฆ์อยู่เพียง 196 ไร่ ส่วนตัวอาคารและอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ล้วนถือครองในชื่อของมูลนิธิและบุคคลอื่น โดยดีเอสไอตรวจสอบพบว่า “ศุภชัย” นำเงินจากสหกรณ์คลองจั่นมามอบให้ “ธัมมชโย” แล้วเงินได้ถูกส่งต่อไปให้มูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ฯ ใช้สร้างอาคารลูกโลก 700 ล้านบาท และสร้างวิหารคตอีก 700 ล้านบาท และยังมีเงินบริจาคตรงเข้ามูลนิธิอีก 325 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเงินบริจาคที่อยู่ในชื่อของพระสงฆ์เครือข่ายอีก 30 รูป ซึ่งนำไปซื้อที่ดินและเล่นหุ้น มูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ฯ จึงมีส่วนกระทำความผิดในคดีฟอกเงิน

          แม้ว่าดีเอสไอจะได้แจ้งข้อกล่าวหาและนำตัวกรรมการมูลนิธิไปส่งฟ้องแล้ว แต่เพื่อให้เป็นที่สิ้นสุดดีเอสไอจึงส่งคำร้องถึงอัยการขอให้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ให้มีคำสั่งยกเลิกมูลนิธิและให้ทรัพย์สินของมูลนิธิตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 134 แต่อัยการภาค 1 มองว่าควรรอฟังผลคดีอาญาให้เป็นที่สิ้นสุดก่อนแล้วค่อยเริ่มกระบวนการในทางแพ่ง ความเสียหายนับหมื่นล้านบาทของสหกรณ์คลองจั่นจึงยังคงเป็นปัญหาที่สร้างความทุกข์สาหัสให้สมาชิกนับหมื่นรายที่ทุ่มเงินบำเหน็จ บำนาญก้อนสุดท้ายไปฝากไว้ที่สหกรณ์แห่งนี้

          คงต้องเกาะติดกันต่อไปว่าการปัดฝุ่นคดีรอบนี้จะส่งผลในทางใดต่อสนามการเมืองท้องถิ่นที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ โดยผลจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ส.ส.ปทุมธานีทั้ง 6 เขต ไม่มีที่นั่งแชร์ให้พรรคพลังประชารัฐเลย ฐานเสียงและมวลชนยังยึดติดอยู่กับขั้วการเมืองพรรคเพื่อไทย มีเพียงพื้นที่เขต 6 เท่านั้นที่พรรคภูมิใจไทยเบียดแทรกเข้ามาได้ 1 ที่นั่ง หลังการรีวิวคดีจึงต้องติดตามว่า ขั้วการเมืองอื่นๆ จะเจาะทะลุกำแพงฐานเสียงเดิมที่เหนียวแน่นได้หรือไม่

          และเที่ยวนี้ยังต้องจับตา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เข้ามากำกับดูแลดีเอสไอด้วยตัวเอง ว่าจะเอาอย่างไรกับธรรมกายและธัมมชโย ที่ถูกมองว่าเป็นเครือข่ายของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หลังจาก “ธรรมกาย” เคยถูกบี้อย่างหนักมาแล้วในยุค “รัฐบาล คสช.”

 รวบลูกทรพีจ้างฆ่าแม่หวังฮุบเงินประกัน
 
วันที่ 9 สิงหาคม 2562 - 16:55 น.
จ้างฆ่าแม่,ลูกจ้างฆ่าแม่,ฮุบเงินประกัน,ลูกทรพี

รวบลูกสาวจ้างวานฆ่าแม่บังเกิดเกล้า หวังเอาเงินประกัน-ฮุบที่ดินมูลค่าหลาย 10 ล้านบาท อ้างอยากได้เงินไปประกันผัวติดคุกคดียาเสพติด ขณะที่อาการแม่ล่าสุดปลอดภัยแล้ว

 

                 ที่ สน.โคกคราม เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 9 สิงหาคม 2562 พล.ต.ต.ดาวลอย เหมือนเดช รอง ผบช.น. พร้อมด้วยพล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผบก.น.2 พ.ต.อ.ชุมพล ชาญชนะโยธิน รอง ผบก.น.2 พ.ต.อ.อลงกรณ์ ศิริสงคราม ผกก.สน.โคกคราม พ.ต.ท.ธฤษณุ ศิริรัตน์ รอง ผกก.สส.สน.โคกคราม พ.ต.ต.วรพงษ์ สนพลอย สว.สส.สน.โคกคราม และตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.โคกคราม ร่วมกันแถลงข่าวจับกุม น.ส.กาญจน หรือ ต่าย ศรีสังข์ อายุ 25 ปี ผู้จ้างวานฆ่าแม่ตัวเองหวังเงินประกันและที่ดินในต่างจังหวัด รวมถึงนายประเชิญ หรือจ่อย กระบินโรท อายุ 40 ปี มือปืน และนายดาว แจ้งประดิษฐ์ อายุ 35 ปี ผู้ชี้เป้าและขับรถยนต์ พร้อมของกลางอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ขนาด .38 ไม่มีกระสุน 1 กระบอก รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้ารุ่นซิตี้ สีบรอนท์ ทะเบียน ขข3217 ชลบุรี 1 คัน

คลิปที่ 2

                 พ.ต.อ.อลงกรณ์ กล่าวว่า ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.62 เวลาประมาณ 20.16 น. เกิดเหตุมีคนร้ายขี่รถยนต์เก๋งไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย อายุ 55 ปี ซึ่งทำงานเป็นหัวหน้าแม่บ้านบริษัท​ทำความสะอาดย่านถนนประเสริฐ​มนู​กิจ​ ขณะกำลังขี่จักรยานเดินทางกลับบ้านได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกอาวุธปืนเข้าที่ใต้ราวนมขวา กระสุนฝังใน 1 นัด เข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.ลาดพร้าว จนอาการปลอดภัย โดยเหตุเกิดบริเวณถนนภายในม.สวนทิพย์ แยก 11 ถ.คลองลำเจียก แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ จากนั้นฝ่ายสืบสวน สน.โคกครามจึงลงพื้นที่ตรวจสอบสืบสวนในเชิงลึกจนพบว่าผู้เสียหายได้ทะเลาะกระทบกระทั่งมีปากเสียงกับลูกสาวบ่อย จนกระทั่งทราบว่า คนร้ายที่มาก่อเหตุมีนายประเชิญ เป็นมือปืน นายดาวเป็นคนชี้เป้าและขับรถยนต์ มีผู้จ้างวานคือน.ส.กาญจนา ซึ่งเป็นบุตรสาวของผู้เสียหาย โดยมีมูลเหตุจูงใจจากเงินประกันชีวิตและทรัพย์สินที่เป็นมรดกของผู้เสียหาย

 

                 จากการสอบปากคำผู้เสียหายให้การว่า ไม่รู้จักหรือเคยเห็นหน้าคนร้ายมาก่อน ไม่เคืองมีปัญหาโกรธเคืองกับใคร แต่มีข้อสังเกตว่าก่อนเกิดเหตุช่วงเดือนมีนาคม ตนเองเป็นคนชอบดื่มน้ำหวาน ยังเคยพบน้ำแดงที่มีกลิ่นแปลกๆ วางไว้ในตู้เย็น จึงนำไปเททิ้งนอกบ้าน เมื่อเททิ้งมีมดมากิน ซึ่งมดที่มากินน้ำแดงดังกล่าวตายทั้งหมดอีกด้วย จนนำมาสู่การสอบสวนในเชิงลึกกระทั่งติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุรวมถึงผู้จ้างวานได้ 

คลิปที่ 3
 

                 จากการสอบสวน น.ส.กาญจนา ทราบมูลเหตุจูงใจว่านายกิตติพงษ์หรือใหม่ พลับพลา อายุ 30 ปี สามีคนที่สองถูกจำคุกในคดีครอบครองยาเสพติดอยู่ที่เรือนจำมีนบุรี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยต้องการนำเงินไปใช้ในการประกันตัวต่อสู้คดี และทราบว่าแม่ตนเองได้ทำประกันชีวิตไว้หลายกรมธรรม์ แต่ไม่ทราบว่าจะได้เงินจำนวนเท่าไหร่ แต่จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่าผู้เสียหายได้ทำกรมธรรม์ไว้ 3 กรมธรรม์ ฉบับละ 100,000 บาท โดยมีผู้รับผลประโยชน์เพียงคนเดียวคือน.ส.กาญจนา และผู้เสียหายยังมีที่ดินในจังหวัดเพชรบูรณ์แปลงแรก 30 ไร่ แปลงที่สอง 15 ไร่ รวมจำนวน 45 ไร่ มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ซึ่ง น.ส.กาญจนา จะเป็นผู้ได้รับมรดกเพียงคนเดียวหลังจากที่แม่เสียชีวิต จึงไปจ้างวานนายดาวซึ่งเป็นเพื่อนของสามีตนเอง กับนายประเชิญ จำนวน 2 แสนบาท แต่ยังไม่ได้มีการจ่ายเงินก่อน เนื่องจากได้ตกลงกันไว้ว่าจะจ่ายให้หลังจากที่ตนได้เงินแล้ว

                 พล.ต.ต.ดาวลอย กล่าวว่า อย่างไรก็ตามตนยังไม่ปักใจเชื่อกับคำให้การ เนื่องจากนายประเชิญ มีประวัติคดีสมคบค้ายาเสพติดในพื้นที่ อ.แปดริ้ว จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อปี 2560 จึงจะต้องสอบปากคำถึงมูลเหตุจูงใจที่แท้จริงอีกครั้ง อีกทั้ง น.ส.กาญจนา ไม่เคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด ทั้งยังเคยพยายามห้ามปรามแฟนตัวเองไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดด้วย จึงตั้งประเด็นการสืบสวนสอบสวนต่อว่าจะมีผู้ต้องหารายอื่นอาจบีบบังคับให้ น.ส.กาญจนา ร่วมก่อเหตุหรือไม่

                 “ผมไม่เชื่อว่าลูกสาวจะฆ่าแม่ สังคมไทยไม่มี เขาอาจจะถูกปรับทัศนะมาทำให้คนที่ได้ประโยชน์จริงๆ ผมเชื่อว่ามีการวางแผนมาก่อน ขบวนการค้ายาเสพติดมีการวางแผนมาก่อนแน่นอน หากผู้หญิงคนนี้ตาย แล้วใครได้ประโยชน์ ให้ถามต่อไปว่าใครได้ประโยชน์ที่แท้จริง น.ส.กาญจนารับว่าเป็นผู้โทรไปบอกนายประเชิญเองว่าแม่กลับเวลาไหนอย่างไร จะทำอย่างไรให้ตนเองและสามีอยู่ได้ ซึ่ง น.ส.กาญจนา มีส่วนร่วมแน่เพราะเป็นคนชี้เป้า” พล.ต.ต.ดาวลอย กล่าว

                 จากนั้นเวลา 15.40 น. ทางพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม ได้นำตัวนายประเชิญ และนายดาว มาชี้จุดประกอบคำรับสารภาพ ที่จุดเกิดเหตุบนถนนภายในหมู่บ้านสวนทิพย์ แยก 11 ถ.คลองลำเจียก แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ โดยขณะที่ผู้เสียหายกำลังปั่นจักรยานเข้ามาในหมู่บ้านถึงบริเวณจุดเกิดเหตุคนร้ายคือนายดาวเป็นผู้ขับรถยนต์ได้ชี้เป้าให้ยิงผู้เสียหาย ขณะปั่นจักรยานสวนกัน โดยนายประเชิญได้ใช้อาวุธปืนที่เตรียมมายิงไปที่ผู้เสียหาย 2 นัด นัดแรกยิงไปที่ผู้เสียหายทำให้ผู้เสียหายหยุดปั่นจักรยาน ร้องด้วยความเจ็บปวดแต่จักรยานไม่ได้ล้มลง อีกนัดยิงไปโดยไม่รู้ว่าโดนอะไร ก่อนจะหลบหนีไปมุ่งหน้าปากคลองลำเจียก 12

                 ทั้งนี้เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “จ้างวานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” กับ น.ส.กาญจนา และแจ้งข้อหานายประเชิญ กับนายดาว ฐาน “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านฯ ทั้งนี้ในวันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคมนี้ จะนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คนไปฝากขังที่ศาลอาญาต่อไป

 

ระเบิดจากข้างใน ไฟใต้ยืดเยื้อ เอื้อเกมการเมือง

วันที่ 8 สิงหาคม 2562 - 11:05 น.
 
ไฟใต้,3 จังหวัดชายแดนใต้,ระเบิด,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมวกลาโหม,รมวกลาโหม,นายกฯ,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก

 

คอลัมน์ "ท่องยุทธภพ" โดย "ขุนน้ำหมึก" หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 8 ส.ค.62

 

 ระเบิดสะท้านกรุง จะเชื่อมโยงกับ “ขบวนการใหม่” ใน จังหวัดชายแดนใต้หรือไม่ ต้องรอฟังคำแถลงของ พล...จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ สิงหาคม 2562ในสถานการณ์ระเบิดป่วนเมือง พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้เดินทางไปเป็นประธานเปิดศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา และติดตามความคืบหน้าโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

 

15 ปีไฟใต้ลุกโชน มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นมากมาย แต่ “ขบวนการใหม่” ก็ไม่สามารถยึดพื้นที่ประกาศสถาปนาอำนาจรัฐของตนเองได้ จึงมีคำถามขบวนการใหม่ขยายพื้นที่ปฏิบัติการจริงหรือ ?

ทางสายไหน?

เมื่อกลางเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา “อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ” ..ยะลา เขตพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นทนายความประจำมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ที่ให้ความช่วยเหลือในคดีด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้ ได้โพสต์แสดงความเห็นเกี่ยวกับไฟใต้ไว้น่าสนใจ 

ทนายอดิลันเป็นคนรุ่นใหม่ มีความคิดความอ่านก้าวหน้า จึงตั้งคำถามว่า “การต่อสู้ทางการเมือง...วิธีการหรือเป้าหมาย เราเลือกอะไรได้บ้าง”

เนื่องจากทนายอาดิลัน เป็น ส..พรรคแกนนำรัฐบาล และสนับสนุน “ลุงตู่” เป็นนายกรัฐมนตรี จึงเจอปฏิกิริยาคนกันเองมากกว่าเพื่อนทนายคนอื่นที่ลงสมัคร ส..ในครั้งนี้ 

ทนายอาดิลันในสีเสื้อพลังประชารัฐ

ตลอดระยะเวลา 15 ปีกว่าที่ผ่านมา ในพื้นที่แห่งนี้มีนักต่อสู้หลากหลายแนวคิดที่ใช้วิธีการตามความเชื่อของตนเองในการต่อสู้เรียกร้อง บางกลุ่มต่อสู้เรียกร้องด้วยการใช้ความรุนแรง บางกลุ่มต่อสู้เรียกร้องด้วยหลักการสันติวิธี และมีบางกลุ่มที่บอกว่า ต้องต่อสู้ตามระบอบของประชาธิปไตยที่ถูกต้อง(การต่อสู้ทางการเมืองและมีแนวทางการต่อสู้อีกหลากหลายวิธีการของนักต่อสู้อีกหลากหลายกลุ่มในพื้นที่”

ทนายอาดิลัน กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับ “นักการเมืองชายแดนใต้” อดีตผู้นำนักศึกษาจากรามคำแหง ที่ได้เป็น ส..เพราะมวลชนฝ่ายก้าวหน้า สนับสนุนเขาให้ไปสู้ในเวทีสภา 

ก่อนหน้านั้น นักการเมืองชายแดนใต้รวมตัวเป็นหนึ่ง และอธิบายให้มิตรสหาย “ขบวนการเก่า” ว่า เราต่อสู้แนวทางชนบทล้อมเมืองมานาน ไม่ได้อำนาจรัฐ เราจึงใช้หนทางสภาเพื่อเข้าสู่ใจกลางแห่งรัฐ 

 ครั้นนักการเมืองคนนั้น และเพื่อนพ้องน้องพี่ มีอำนาจ มีหัวโขนรัฐมนตรี กลับเสวยสุขและทอดทิ้งคนรากหญ้า 

 ขบวนการใหม่...จึงอุบัติขึ้น ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรมแห่งมลายูมุสลิม  

 ทนายฝ่ายตรงข้าม

ช่วงเลือกตั้ง 2562 เขต .เมืองยะลา เป็นเขตของไทยพุทธ-ไทยเชื้อสายจีน ที่ชื่นชอบและศรัทธาในพรรคประชาธิปัตย์อย่างเหนียวแน่น "ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ“ เป็น ส..แทบจะผูกขาด แต่ปีนี้ ลงสนามไม่ได้ จึงส่งลูกชาย “ภูริพงศ์ พงษ์สุวรรณศิริ” ลงสมัคร ส..แทน

ส่วน “อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ” อดีตสมาชิกสภาเทศบาล(..)นครยะลา มีผลงานเป็นทนายความรับสู้คดีให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเหตุความไม่สงบใน จังหวัดชายแดนใต้ สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ลงสนาม 

ทนายอาดิลัน ปากเสียงของผู้ตกเป็นจำเลยคดีไฟใต้

ทนายอาดิลัน ถูกตั้งคำถามและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เหตุใดคนที่เคยทำงานภาคประชาสังคมช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชน จึงมาร่วมทางกับพรรคทหาร

เราสู้คดี เราทำหน้าที่แก้ต่างให้แก่คนที่ถูกกล่าวหา ปัญหาก็ยังคงเดิม จะไม่ดีกว่าหรือถ้าได้เข้าไปอยู่ข้างใน จะได้บอกกับเขาว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ”

เหตุผลที่ทนายอาดิลันเลือกพรรคพลังประชารัฐ เพราะเชื่อว่าจะเป็นเส้นทางที่จะนำไปสู่การอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน

 

แทบไม่น่าเชื่อ การเลือกอยู่พลังประชารัฐ ทำให้ไทยพุทธเลือกทนายอาดิลัน จนเอาชนะทายาท ส..เก่าไปได้

ทนายแวยูแฮ

ยังมีทนายความประจำมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ที่เป็นเพื่อนของทนายอาดิลัน ที่ลงสมัคร ส..คือ “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” หรือที่คนในพื้นที่รู้จักกันในนาม “ทนายแวยูแฮ”

ทนายแวยูแฮ พรรประชาชาติ

ทนายแวยูแฮ เลือกสวมเสื้อพรรคประชาชาติ ที่มี วันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นหัวหน้าพรรค และ พ...ทวี สอดส่อง อดีตเลขาธิการ ศอ.บตเป็นเลขาธิการพรรค โดยลงสนามเขต นราธิวาส

ทวี สอดส่อง จุดขายของประชาชาติ

ทุกเวทีหาเสียง ทนายแวยูแฮบอกจะแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงควบคู่กันไป โดยปัญหาเรื่องกระบวนการยุติธรรม จะผลักดันให้มีการยกเลิก พ...ฉุกเฉิน

ผลเลือกตั้งพลิกความคาดหมาย ทนายแวยูแฮได้คะแนนเกือบ หมื่น ทิ้งห่างเจ๊ะอีลย๊าส โตะตาหยง ลูกชายของเจะอามิง โตะตาหยง อดีต ส..นราธิวาส สมัย

สองทนายมุสลิม ต่างพรรค อุมการณ์เดียวกัน

ทั้งทนายแวยูแฮกับทนายอาดิลัน ต่างมีเป้าหมายเหมือนกันคือ เลือกเดินหนทางสภา เพื่อความสันติสุขของปลายด้ามขวาน 

 ......................................................

9 สิงหาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน