*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5480
  • จำนวนผู้ชม : 3324351
  • จำนวนผู้โหวต : 1713
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1713 คน
<< สิงหาคม 2019 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 235 , 09:25:48 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน wullopp , vinitvadee โหวตเรื่องนี้

link @: โกยรายได้งาม 3 สินค้าเกษตรกรนครนายก //

สวัสดีครับ

         ผมอ่านข่าวรัฐบาลเสียงจมน้ำ! แพ้โหวตฝ่ายค้านอีกแล้ว แม้จะไม่ค่อยเข้าใจในเนื้อหาของข่าวก็ตาม แต่ก็มองว่าไม่ใช่เรื่องที่จะเป็น

มงคลกับรัฐบาลเสียเลย ทั้งที่เมื่อวานนี้เองที่มีรายงานข่าวการตั้งวิปรัฐบาลตั้งกว่า 60 คนแท้ๆ  เอ ... พูดไปพูดมา ชักจะสงสัยว่าหน้าที่การทำ

งานของวิป คืออะไรกันแน่ .....

 

รัฐบาลเสียงจมน้ำ! แพ้โหวตฝ่ายค้านอีกแล้ว ลงมติร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ

รัฐบาลเสียงจมน้ำ! แพ้โหวตฝ่ายค้านอีกแล้ว ลงมติร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ

วันพุธ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 21.59 น.
 
 สภาฯ เห็นชอบตั้งคณะกก.ประสานงานร่วมสภาฯ ก่อนส.ส.รัฐบาลโหวตแพ้อีกแล้วในการลงมติร่างข้อบังคับการประชุมประเด็นการพ้นจากตำแหน่งของกมธ.ประสานงานร่วมสภาฯ

เมื่อ‪วันที่ 14 สิงหาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายจากรัฐสภาว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อเวลา 20.00 น. ซึ่งมีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งเป็นการพิจารณาต่อเนื่องจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา

โดยนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย กล่าวว่า ในหมวด 3 ข้อ 12 ของร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ อดีตมีเพียงคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แต่ขณะนี้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ในสภาผู้แทนราษฎร ที่ในอดีตไม่เคยมีสถานะเป็นที่รองรับ และได้มีการเพิ่มคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคัดเลือกจากวิปรัฐบาล 5 คน วิปฝ่ายค้าน 5 คน ซึ่งตนเสนอขอให้ตัดเรื่องสิทธิประโยชน์ออกไป เนื่องจากมีการกำหนดสิทธิประโยชน์ไว้แล้วในข้อ 15 ฉะนั้น การกำหนดสิทธิประโยชน์อีกในข้อ 12 จะเป็นการซ้ำซ้อน

ด้านนายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ชี้แจงว่า การคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาฯ สิทธิประโยชน์ คือเบี้ยประชุมเท่านั้น รวมถึงการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ให้เป็นไปตามที่ประธานสภาฯกำหนด จากนั้น ที่ประชุมได้ลงมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก 448 เสียง ไม่เห็นด้วย 7 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง

ต่อมา เข้าสู่การพิจารณา ข้อ 13 ว่าด้วยการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (1) สภาสิ้นอายุ หรือ สภาถูกยุบ หรือไม่มีสภาเพราะเหตุอื่นใด โดยกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้แก่ นายอดิศร เพียงเกษ ในฐานะกรรมาธิการ และนายขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอสงวนความเห็นให้ตัดคำว่า “หรือไม่มีสภาเพราะเหตุอื่นใด” เนื่องจากเป็นคำที่สะท้อนให้นึกถึงการยึดอำนาจหรือการรัฐประหาร เพราะการพ้นไปของสภาฯ มี 2 เหตุผลที่เขียนในรัฐธรรมนูญ คือ อยู่ครบวาระ และการยุบสภา ซึ่งไม่เคยมีการปรากฎว่าพ้นไปด้วยเหตุอื่นใด ทั้งนี้ ขอให้ส.ส.ที่มาจากประชาชนลงคะแนนด้วยความอิสระ เพื่อปกป้องสถาบันที่เป็นตัวแทนของประชาชนเอาไว้

จากนั้น ได้มีการลงมติ ปรากฎว่าเสียงข้างมากของที่ประชุม 234 เสียง เห็นด้วยกับการตัดถ้อยคำดังกล่าวออกตามความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ขณะที่เสียงที่สนับสนุนให้ยืนตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก มีเพียง 223 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง

ทั้งนี้ ถือว่าส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลลงมติแพ้ ส.ส.ฝ่ายค้านเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งครั้งแรก คือการลงมติในร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อ 9 (1) ว่าด้วยการทำหน้าที่ของประธานในที่ประชุม จากนั้นนายชวน ได้สั่งปิดการประชุม และเลื่อนการพิจารณาข้อบังคับข้อต่อไปในวันพรุ่งนี้ (15 ส.ค.)

 
 
 
 
 
 
'เหวง'อ้างคำพิพากษา! ซัดพวกจอมโกหกใส่ร้าย นปช.มีชายชุดดำ-เผาบ้านเผาเมือง

'เหวง'อ้างคำพิพากษา! ซัดพวกจอมโกหกใส่ร้าย นปช.มีชายชุดดำ-เผาบ้านเผาเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 08.31 น.
 
 วันที่ 15 สิงหาคม 2562 นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธฺปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้

บรรดาสื่อ"ดาวสยามวิทยุยานเกราะสมัยปัจจุบัน"และพวกจอมโกหกทั้งหลาย

เลิกโกหกใส่ร้ายป้ายสีเรื่องนปช.มีกองกำลังติดอาวุธชายชุดดำ เผาบ้านเผาเมือง ได้แล้วครับ

นี่เป็นท่อนหนึ่งของคำพิพากษาศาลชั้นต้น(ฉบับย่อ)เมื่อวันที่14สิงหาคม2562
ดังนี้ครับ

"ก่อนหน้านั้น ชายชุดดำก็ไม่ปรากฏว่า เป็นกองกำลังของฝ่ายใด และไม่สามารถจับกุมบุคคลใดมาดำเนินคดีได้ในขณะนั้น ทั้งที่สถานที่ที่ปรากฏตัวชายชุดดำมีประชาชนอยู่ด้วยจำนวนมาก จึงไม่น่าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะจับกุมดำเนินคดีไม่ได้ทันท่วงที

การที่แกนนำกลุ่ม นปช. ปราศรัยบนเวทีที่ว่า หากทหารออกมาสลายการชุมนุมหรือทำรัฐประหาร ให้ประชาชนนำน้ำมันและให้มีการเผานั้น เป็นการกล่าวปราศรัยบนเวที ก่อนวันที่จะมีการชุมนุมใหญ่หลายวัน และไม่มีเหตุการณ์เผาทำลายทรัพย์สิน ตามที่มีการปราศรัยแต่อย่างใด การวางเพลิงเผาซ้ำ เกิดขึ้นช่วงบ่ายวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ภายหลังจากแกนนำกลุ่ม นปช. ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยในเรื่องการวางเพลิงเผาซ้ำไว้เป็นที่สุด ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8132 / 2561 ว่า มิใช่เป็นการกระทำของกลุ่ม นปช. "

จากนั้นก็ได้โพสต์ต่อีกว่า  การปราศรัยต้านรัฐประการ และการเรียกร้องให้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นการใช้สิทธิ์เรียกร้องทางการเมือง(คำพิพากษาศาลชั้นต้น14สิงหาคม2562)

ดังนี้

"การปราศรัยเรียกร้องให้ประชาชนทำการต่อต้านการทำรัฐประหารเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมที่สามารถจะทำได้ ไม่ถือเป็นความผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด การชุมนุมของกลุ่ม นปช. เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ เป็นการใช้สิทธิ์เรียกร้องทางการเมือง"

วิจารณ์ได้ไม่ละเมิด!‘ปิยบุตร’อภิปรายขย่มศาลรธน. ยกสถิติคำร้องฟ้องไม่กล้าสอบ คสช.

วิจารณ์ได้ไม่ละเมิด!‘ปิยบุตร’อภิปรายขย่มศาลรธน. ยกสถิติคำร้องฟ้องไม่กล้าสอบ คสช.

วันพุธ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 19.26 น.
 
“ปิยบุตร”อภิปราย 2 ประเด็นรายงาน“ศาลรัฐธรรมนูญ” ชี้สถิติคำร้องน้อยในช่วง คสช.ครองอำนาจ เพราะ รัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรค เชื่อการวิจารณ์ไม่ใช่“ละเมิดอำนาจศาล” แต่เป็นการถ่วงดุล เกราะคุ้มกันให้ศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่อาคารรัฐสภา (เกียกกาย) นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ร่วมอภิปรายรายงานประจำปี 2560 ของศาลรัฐธรรมนูญ โดย กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนเองเป็นหนึ่งในคนที่สนับสนุนการมีอยู่ของศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้ง เป็นคนที่วิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญบ่อยมากในสมัยที่เป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งมาเป็นนักการเมือง จึงถูกนายทหารคนหนึ่งไปร้องทุกข์กล่าวโทษในความผิดฐานดูหมิ่นศาล

ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทยแล้ว ที่มาศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้เชื่อมโยงกับประชาชน สภาผู้แทนราษฎรไม่มีโอกาสในการเลือกบุคคลมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเลย  เพราะที่มาของศาลรัฐธรรมนูญนั้น วิธีการได้มาคือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง เป็นผู้เชี่ยวชาญ ฯลฯ  ซึ่งคณะกรรมการสรรหาคัดเลือก และไปจบที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ เรื่องนี้มองว่าเป็นปัญหา เพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ต้องเผชิญหน้ากับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน แต่กลับไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนกับสภาผู้แทนราษฎร ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญของหลากหลายประเทศตามมาตรฐานสากลและเราไปลอกเลียนมานั้น ต่างก็มีที่มาเชื่อมโยงไปที่สภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น

สำหรับรายงานฉบับนี้ ตนอ่านแล้วต้องชื่นชมว่าทำได้ดี มีการสรุปตัวเลข สรุปจำนวนคดี สรุปคำวินิจฉัยสำคัญ รวมถึงงานวิจัยสำคัญ หากเทียบกับรายงานขององค์กรอื่นๆ ถือว่าทำได้ดี ทั้งนี้ ตนมี  2 ประเด็นที่จะอภิปรายในที่นี้ คือ

ประเด็นแรก สถิติคดีแต่ละปีที่ศาลรัฐธรรมนูญรวบรวมย้อนหลังตั้งแต่ปี 2551 ถึง 2560 เมื่อดูแล้วก็จะเห็นว่าเป็นสถิติที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้ โดยหลักการแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญเป็น องค์กรที่ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ รักษาหลักนิติรัฐ ดังนั้น เมื่อมีการรัฐประหารยึดอำนาจ คณะรัฐประหารจะต้องมีการออกประกาศยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ หรือยุบศาลรัฐธรรมนูญทิ้ง ซึ่งประเทศเราเคยทำมาแล้ว เมื่อครั้ง คปค.รัฐประหารปี 2549 แล้วฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ยุบศาลรัฐธรรมนูญ จากนั้นตั้งคณะตุลาการใช้เป็นการชั่วคราว

แต่ทว่าในการรัฐประหาร ปี 2557 โดย คสช. ล่าสุด เป็นรัฐประหารที่แปลกทั้งในประเทศไทยและสากล  เพราะเมื่อรัฐประหารแล้ว มีการฉีกรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังได้อยู่ต่อ โดยที่ คสช. ไม่กังวลใจเลยว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจของตนเอง อีกทั้ง เมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ม.57 ก็มีการรับรองให้การรัฐประหารไม่มีวันผิด ประกาศคำสั่งต่างๆ ของ คสช. ไม่มีวันขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อสภาพเป็นอย่างนี้ จึงเป็นธรรมดาที่จำนวนคำร้อง ในปี 2557 ซึ่งเป็นปีที่มีการยึดอำนาจ มีจำนวนหยุดอยู่ที่ 96 คำร้อง  ปี 2558 มีเพียง 3 คำร้อง, ปี 2559 มี 3 คำร้อง และจนกระทั่งเรามีรัฐธรรมนูญปี 2560 จึงมีคำร้องเพิ่มมาเป็น 51 คำร้อง

“จำนวนสถิติคดีที่เปลี่ยนไป สัมพันธ์กับการยึดอำนาจในปี 2557 สัมพันธ์กับการปกครองของ คสช. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพราะประชาชนจะเสนอหรือร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญทำไมในเมื่อรู้ว่าคำสั่ง คสช. ถูกเสมอ ซึ่งสภาพศาลรัฐธรรมนูญแบบนี้ จึงไม่ได้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ และจะตรวจสอบคณะรัฐประหาร อย่าง คสช. ก็ทำไม่ได้ เพราะติดรัฐธรรมนูญ 2557 มาตรา 47 และ 48 รับรองไว้หมด ซึ่งนี่เป็นปัญหาที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญทำงานไม่ได้ ทั้งนี้ มีคำกล่าวว่า เมื่อเสียงปืนดังขึ้น กฎหมายจะเงียบลง แต่วันนี้ ปี 2562 เรามีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรปี 2560 แล้ว มีการเลือกตั้งแล้ว มีรัฐบาลใหม่แล้ว วันนี้ เสียงปืนสงบลงแล้ว จะถึงเวลาที่กฎหมายกลับมาดังขึ้นเหมือนเดิมได้หรือไม่ วันนี้ มีประกาศ คสช.จำนวนมากเทียบเท่า พ.ร.บ. ซึ่งมีเนื้อหาหลายอย่างขัดกับรัฐธรรมนูญ เรื่องเหล่านี้ มีโอกาสที่จะมีการยื่นเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ แม้ใน ม.279 จะระบุว่า อะไรที่รัฐธรรมนูญ 57 รับรองให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 60 ต่อไปด้วย อย่างไรก็ตาม ผม และ ส.ส. เราจะหาทางช่วยศาลรัฐธรรมนูญ ให้ท่านตรวจสอบประกาศ คำสั่ง คสช.ให้ได้ โดยจะหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิก ม.279 ให้ได้ เพื่อเปิดทางให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ตรวจคำสั่ง คสช.ที่ขัดรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจะได้ทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง” นายปิยบุตร กล่าว

ประเด็นที่ 2 ผลการดำเนินงานวิจัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามรายงานนี้มี 2 งานวิจัย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ศึกษาเรื่องการละเมิดอำนาจศาล ศึกษาเทียบศาลรัฐธรรมนูญไทยกับต่างประเทศ ที่มีการศึกษาเรื่องนี้ เพราะคิดว่าควรมีกฎหมายละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต่อมา ก็มีการออก พ.ร.ป.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ใน มาตรา 38 วรรค 3 กำหนดว่า การวิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ แต่ต้องสุจริต ไม่หยาบคาย ไม่เสียดสี หรือไม่อาฆาตมาดร้าย ซึ่งคำนี้เหมือนจะดี แต่เมื่อพิจารณาแล้วพบว่ากว้างเกินไป ถ้าเกิดว่ามีการวิจารณ์แล้วไม่เข้าเงื่อนไขนี้จะเป็นการละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งที่คำว่า ละเมิดอำนาจศาลนั้น คือ การขัดขวางระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ต่อหน้าบังลังก์ การก่อความวุ่นวายในศาล ไม่เกี่ยวกับเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยแต่อย่างใด  ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์นั้นต่อให้ไม่สุจริต หยาบคาย เสียดสี หรืออาฆาตมาดร้าย โดยตัวมันเองก็ไม่ผิดฐานละเมิดอำนาจศาลอยู่แล้ว ส่วนจะเป็นการดูหมิ่นศาลท่านใดก็ดำเนินคดีด้วยตัวท่านเอง แต่จาก มาตรา 38 วรรค 3 กลายเป็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์อาจเป็นการละเมิดศาลรัฐธรรมนูญได้ ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขตามที่ระบุไว้

“ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรวินิฉัยคดีรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลคำวินิจฉัยผูกพันทุกองค์กร ดังนั้น การถ่วงดุลศาลรัฐธรรมนูญนี้ ทางเดียวนั่นก็คือ การวิพากษ์วิจารณ์ นี่คือช่องทางเดียวให้การทำงานของศาลรัฐธรรมนูญมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม มาตรา 38 วรรค 3 ที่เกินไปนั้น ทำให้บุคคลทั้งหลาย เมื่อไม่แน่ใจว่าการวิจารณ์อย่างไรจึงจะไม่เป็นละเมิดอำนาจศาล บุคคลก็จะเซ็นเซอร์ตัวเอง ไม่กล้าใช้เสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้น ผมอยากให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และตัวศาลรัฐธรรมนูญเอง อดทนอดกลั้นต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของท่านได้ เราเป็นคนธรรมดา ไม่มีอาวุธ ไม่อาจฉีกรัฐธรรมนูญได้ เรามีแค่เพียงสมอง มีแค่เพียงปาก มีแค่เพียงปากกา ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งคำวิพากษ์วิจารณ์นี้เองที่จะเป็นเกราะคุ้มกันให้ท่าน ตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของท่าน ผมยืนยันว่าศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญ เป็นองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญ พิทักษ์หลักนิติรัฐ รวมถึงคุ้มครองสิทธิของบุคคล แต่อย่างไรก็เป็นองค์กรหนึ่งภายใต้ระบอบประชาธิปไตย การใช้อำนาจต้องเป็นไปเพื่อประชาธิปไตย ต้องสนับสนุนประชาธิปไตยไม่ใช่ขัดขวาง ผมอยากเห็นศาลรัฐธรรมนูญไทยทัดเทียมนานาชาติ  เป็นเสาหลัก ได้รับความนับถือเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชน  และเป็นองค์กรสำคัญในการประคับประคองบ้านเมืองในช่วงนี้” นายปิยบุตร กล่าว

 หน้าแรก / คอลัมน์ / คอลัมน์การเมือง / เลียบวิภาวดี

เลียบวิภาวดี

เลียบวิภาวดี

กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม
วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 02.00 น.

เดอะเต้

 
“เดอะเต้” ซึ่งเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ ยังห่างไกลที่จะมีชื่อชั้นเป็นระดับ “ดาวสภา”

แต่จู่ๆ “อดีตอาชีวะใจถึง” ผู้นี้ ก็ได้สวมบท“หมูไม่กลัวน้ำร้อน กระท้อนไม่กลัวถูกทุบ” ออกมาต่อกรกับรัฐบาลเรือเหล็กที่ตนสังกัดเป็นกะลาสีอยู่ด้วยอย่างถึงพริกถึงขิง

โดย “เดอะเต้” เลือกคู่ชกแบบไม่เกรงกลัวใคร แบกน้ำหนักตะบันข้ามรุ่นได้ทุกไฟท์อย่างใจกล้า จนกลายเป็นข่าวใหญ่ในสื่อทุกแขนง และ “เดอะเต้” ข้ามชั้นจาก“ดาวแคระ” มาเป็น “ดาวสภา” แบบ “ฉับพลันทันใดไวกว่าแสง แรงกว่าระเบิดภูเขาไฟ ร้ายกว่าคลื่นสึนามิ”

การเป็น “ดาวสภา” ของเดอะเต้นั้น คงบอกกันชัดๆ ในขณะนี้ว่า “เฮียเต้” จะกลายเป็นดาวฤกษ์หรือดาวร้ายหรือผีพุ่งไต้กันแน่?

แต่ที่บอกได้คือ “เดอะเต้” กลายเป็น “ดาวเด่น” ชั่วข้ามวันด้วยยุทธการ “ถือสิ่วเจาะเรือเหล็กให้รั่วน้ำ” ทั้งๆ ที่ตนเป็นกะลาสีสังกัดเรือลำดังกล่าว

หะแรกที่ “เดอะเต้” ออกมาส่งสัญญาณว่า “จะเจาะรูเรือเหล็ก” นั้น ดูเหมือนจะมีอีก “4 กะลาสีถูกชักชวนให้ร่วมมือด้วย” แต่แล้วด้วย “ลิ้นสาลิการะดับเทพของผู้กองธรรมนัส” จึงทำให้ 4 กะลาสีเปลี่ยนใจ เหลือแต่ “แรมโบ้เต้”รายเดียวที่ยังท้าทายกับรัฐบาลเรือเหล็กแบบไม่กลัวเจ็บ

การเป็น “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” ออกมาท้าทายชกข้ามรุ่นของ “เดอะเต้” นั้น มีกูรูทางการเมืองหลายรายออกมาวิเคราะห์ว่า “กะลาสีรายเดียวที่ออกมาก่อกบฏคงไม่ทำให้เรือเหล็กล่มได้แต่กลับจะมีผลร้ายต่อกะลาสีดังกล่าว”ให้กลายเป็น “มนุษย์หัวเดียวกระเทียมลีบ กลีบเดียวกระเทียมฝ่อ”

จากนั้นกูรูทางการเมืองได้แจกแจงต่อไป ระวังจะเข้าตำรา “ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ต้องการ ฝ่ายค้านก็ไม่เอาด้วย”

สุภาษิตโบราณของไทยที่ท้าทายให้คิด ได้แก่“ไก่ไม่มีขน คนไม่มีพวก ทำไข่ลวกไม่มีน้ำร้อน” มีแต่จะพบกับความอับจนแห่งชีวิต

กูรูทางการเมืองยังได้สรุปไว้อย่างน่าฟัง “การทำปืนลั่นใส่ตัวเองของเดอะเต้ครั้งนี้ กลับเป็นผลดีต่อ 9 พรรคเล็ก” เหมือนกับเฮียเต้ได้ “เตะหมูเข้าปากชูชก” โดยทุกพรรคเล็กต่าง “ได้รับอาหารอันประณีต”จากรัฐบาลเรือเหล็กอย่างทั่วถึง

ส่วน “เดอะเต้” นั้น คงต้อง “รับประทานแห้ว” จนท้องอืดละครับ ท่านผู้ชม

กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม

 

 

สรุปให้เข้าใจง่าย! 'ฮ่องกง'ประท้วงเรื่องอะไร ทำไมลุกลามขนาดนี้..?

สรุปให้เข้าใจง่าย! 'ฮ่องกง'ประท้วงเรื่องอะไร ทำไมลุกลามขนาดนี้..?

วันพุธ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 21.06 น.
 
14 สิงหาคม 2562 เหตุการณ์เริ่มบานปลายจนไม่มีท่าทีว่าจะจบลงง่ายๆ สำหรับเหตุประท้วงที่ประเทศฮ่องกง

- เริ่มจากเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกร่างกฎหมายให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเข้ารับการดำเนินคดีตามกฎหมายที่จีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวัน เนื่องจากชาวฮ่องกงส่วนใหญ่กังวลถึงความไม่ปลอดภัยของผู้ต้องหาที่ก่อเหตุในฮ่องกง จะต้องถูกส่งตัวไปดำเนินคดีภายใต้กฎหมายของจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะไม่เชื่อในระบบยุติธรรมของจีน และเกรงว่าหากกฎหมายผ่านสภาแล้ว จะเป็นการก้าวล่วงอำนาจการปกครองและกิจการภายในของฮ่องกง ที่มาจากประเทศจีนมากเกินไป และทำให้จีนเข้ามาแทรกแซงกระบวนการทางกฎหมายและศาลยุติธรรมของฮ่องกง

- แม้นางแคร์รี หล่ำ หัวหน้าคณะผู้บริหารเกาะฮ่องกงจะระบุในเวลาต่อมาว่า สภานิติบัญญัติได้แขวนกฎหมายดังกล่าว ไม่มีการพิจารณานำมาใช้อีกต่อไป แต่ผู้ประท้วงยังไม่พอใจ เพราะมองว่ากฎหมายเพียงแต่ถูกระงับ ไม่ได้ยกเลิกไปเลย จึงชุมนุมต่อเรียกร้องให้ยกเลิกและถอนกฎหมายดังกล่าวจากการพิจารณาในสภา

- ต่อมา ผู้ประท้วงอาศัยช่วงเวลาครบรอบ 22 ปีการส่งมอบฮ่องกงคืนให้กับจีนแผ่นดินใหญ่ ชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพมากขึ้นจากจีนเหมือนสมัยที่อยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ  

- ผู้ประท้วงเรียกร้องให้นางหล่ำ ลาออกจากตำแหน่ง เพราะเป็นผู้ผลักดันให้รัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว

- เมื่อตำรวจใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วงด้วยความรุนแรง ทั้งยิงแก็สน้ำตาและยิงกระสุนยาง จึงสร้างควาสมไม่พอใจให้ผู้ประท้วง ออกมาชุมนุมคัดค้านการกระทำของตำรวจที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ เกิดการประท้วงในแนวทางยั่วยุเพื่อหวังให้ตำรวจใช้กำลังปราบปราม รวมถึงเปลี่ยนยุทธวิธีการประท้วงเป็นแบบ flash mob หรือให้แมวไล่จับหนู รวมถึงใช้วิธีผละงานเพื่อทำให้ฮ่องกงเป็นอัมพาต

- จนมาถึงการเข้าไปชุมนุมในท่าอากาศยาน เพื่อหวังให้ชาวต่างชาติที่เข้ามายังฮ่องกงทราบถึงสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องออกมาประท้วง รวมถึงผู้ประท้วงยังมั่นใจว่า ตำรวจจะไม่กล้าเข้าไปใช้กำลังปราบปรามหรือสลายผู้ชุมนุมในสนามบิน

 
 
 
 
 
 
หงส์‘ไม่ปึ้ก’-สิงห์ปรับทัพชิงซูเปอร์คัพ  l เปแอสเชโละของขาย‘เนย์มาร์’หมดสโตร์

หงส์‘ไม่ปึ้ก’-สิงห์ปรับทัพชิงซูเปอร์คัพ l เปแอสเชโละของขาย‘เนย์มาร์’หมดสโตร์

วันพุธ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.
 
 
การแข่งขันฟุตบอลซูเปอร์คัพ นัดแชมป์ชนแชมป์ “เดอะ แบทเทิ่ล ออฟ อิงแลนด์” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ระหว่าง “หงส์แดง”ลิเวอร์พูล แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ดวลกับ “สิงห์บลูส์”เชลซี แชมป์ยูโรป้าลีก คืนวันพุธนี้ เวลา 02.00 น. ที่อตาเติร์ก สเตเดี้ยม เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี

ความพร้อมเกมนี้ “หงส์แดง”แชมป์ยุโรป 6 สมัย เปิดสนามบอลพรีเมียร์ลีก ไล่ถลุง “นกขมิ้น” นอริช 4-1 ไม่มี อลิสซอน เบคเกอร์ นายประตูคนสำคัญที่เจ็บน่องจากนัดดังกล่าว ทำให้ อาเดรียน โกล์ตัวใหม่ได้เฝ้าเสา โดยมี แอนดี้ โลโนแกน โกล์ตัวเก๋าวัย 36 ปีที่เพิ่งเซ็นมาร่วมทัพ 1 ปี เป็นสำรอง

ขณะที่เกมรุก ซาดิโอ มาเน่ น่าจะฟิตแล้วมีลุ้นเป็นตัวจริงทันที โดยจะเล่นกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ โดยมี ดิว็อคโอริกี้ เป็นตัวสอดแทรก

ทางด้าน เชลซี ที่นัดแรกโดน แมนยูฯ ถลุงไส้ไหล 0-4 ทำให้ แฟรงค์ แลมพาร์ด ต้องกดดันทันที เขามีสถิติสมัยเป็นนักเตะเจอหงส์ค่อนข้างดี โดยชนะ 18 เสมอ 8 แพ้ 13 เกมนี้จัดทัพอาจมีปรับแดนกลาง หลังจาก รอสส์บาร์คลี่ย์ เล่นไม่ดีเกมแรก ทำให้ คริสเตียน พูลิซิซลุ้นสตาร์ทตัวจริง เล่นกับ เมสัน เมาท์ ส่วนหน้าเป้า โอลิวิเยร์ ชิรูด์ จะเบียด แทมมี่ อีบราฮัมยืนค้ำหอก

สถิติการเจอกัน 181 นัด ลิเวอร์พูล เหนือกว่าด้วยการชนะ 77 เสมอ 41 เชลซี ชนะ 63โดย “หงส์แดง”ได้แชมป์รายการนี้มาแล้ว 3 สมัยจาก 5 ครั้งที่แข่งขัน ได้ในปี 1977, 2001 และ2005 ส่วน เชลซี ชิง 3 ได้แชมป์หนเดียวคือปี 1998

สำหรับคู่นี้เจอกันในนัดชิงบอลถ้วย 2 ครั้งปรากฏว่า เชลซี เป็นฝ่ายชนะได้ทั้งหมด โดยนัดแรก ปี 2005 บอลลีกคัพ 3-2 และปี 2012บอลเอฟเอ คัพ 2-1

11 นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม : ลิเวอร์พูล/อาเดรียน, เทรนท์อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โฌแอล มาติ๊ป, เฟอร์จีล ฟาน ไดจ์ค, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน,ฟาบินโญ่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน,นาบี เกอิต้า, โมฮาเหม็ด ซาลาห์,โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ และซาดิโอ มาเน่

เชลซี/เกปา อาร์ริซาบาลาก้า,เซซาร์ อัสปิลิกวยต้า, อันเดรส คริสเตนเซ่น, ควร์ต ซูม่า, เอแมร์ซอน, จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิซ, เปโดร, เมสัน เมาท์, คริสเตียน พูลิซิซและโอลิวิเยร์ ชิรูด์

ขณะที่ความคืบหน้าการย้ายทีมของ เนย์มาร์ ซูเปอร์สตาร์ทีมชาติบราซิลของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง โดยกรณีจากที่มีการเปิดเผยว่า ฮวน เด ดิโอสเครสโป ทนายความคนที่เดินเรื่องย้ายเนย์มาร์ ไป เปแอสเช เข้ามาที่ออฟฟิศของบาร์ซ่าจนทำให้สงสัยกันว่าใกล้จะปิดดีลย้ายกลับมาหรือเปล่า ล่าสุดสปอร์ต สื่อสเปนที่ค่อนข้างใกล้ชิดกับ บาร์ซ่า ออกมาเผยว่า เครสโป มาคุยเรื่องนักเตะในความดูแลอีกคน ไม่เกี่ยวกับ เนย์มาร์

อย่างไรก็ตาม ที่ สโตร์ช็อปขายของอย่างเป็นทางการที่สโมสร เปแอสเชนั้นปรากฏว่าสินค้าต่างๆ ที่เกี่ยวกับ เนย์มาร์ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ แก้วน้ำของที่ระลึก ไม่มีอยู่ในช็อปแล้ว ซึ่งสินค้าไม่น่าจะหมด เพราะเพิ่งเปิดฤดูกาล และรูปก็เหลือแต่ที่ติดอยู่บริเวณด้านข้าง ด้านในช็อปไม่มีแล้ว น่าจะเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าเนย์มาร์ ใกล้ย้ายเต็มที

ทั้งนี้เชื่อว่ามีเพียง2 สโมสรเท่านั้น ที่มีโอกาสจะคว้าตัวดาวเตะแซมบ้าไปร่วมทัพ คือ บาร์เซโลน่าและ เรอัล มาดริด

 

คำพิพากษาละเอียด!!!ยกฟ้อง 22แกนนำนปช.คดี'เผาบ้านเผามือง-ก่อการร้าย'

  • วันที่ 14 ส.ค. 2562 เวลา 19:18 น.

คำพิพากษาละเอียด!!!ยกฟ้อง 22แกนนำนปช.คดี'เผาบ้านเผามือง-ก่อการร้าย'

สาระสำคัญในรายละเอียดของคำพิพากษาศาลชั้นต้นในการตัดสินยกฟ้อง22แกนนำนปช.ทุกข้อกล่าวหา ระหว่างชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ปี2553

เมื่อวันที่14 ส.ค.ศาลชั้นได้มีคำพิพากษายกฟ้อง 22 แกนนำ นปช.ทุกข้อกล่าวหาทั้ง"ก่อการร้าย-ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน –ทำให้เสียทรัพย์" ในระหว่างการชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีในปี 2553 ซึ่งศาลใช้เวลาพิจารณาพยานหลักฐานและสืบพยานบุคคล มานานร่วม 9 ปี โดยมีสาระรายละเอียดของคำพิพากษาดังนี้

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้ว เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานก่อการร้ายนั้นจะต้องเป็นการกระทำอันเข้าองค์ประกอบความผิด ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1)(2)(3) คือต้องมีลักษณะเป็นการใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย หรือเสรีภาพของบุคคลใดๆ กระทำการใดๆ อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง แก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือบุคคลใด หรือต่อสิ่งแวดล้อม อันก่อให้เกิดหรือน่าจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ

โดยการกระทำดังกล่าวนั้น ผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษ ที่มีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน แต่หากเป็นการกระทำในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ หรือให้ได้รับความเป็นธรรม อันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย

จากพยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ ไม่มีพยานปากใดที่เข้ามาเบิกความยืนยันว่า มีจำเลยคนหนึ่งคนใดที่เป็นแกนนำกลุ่ม นปช. ได้ทำการปราศรัยหรือกระทำการอันเป็นการยุยงปลุกปั่นให้ผู้ร่วมชุมนุมกระทำการที่ได้ระบุไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1)(2)(3) แม้โจทก์จะมีพยานเบิกความต่อศาลว่า ระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม นปช. มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นมากมายหลายแห่ง ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง แต่พยานโจทก์ไม่ได้เบิกความยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นการกระทำของบุคคลใดหรือเป็นการกระทำของฝ่ายใด

ไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องของแหล่งข่าวว่าเป็นจริงหรือไม่ และยังมีพยานโจทก์อีกหลายปากเบิกความต่อศาลว่าการชุมนุมของ นปช.เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องทางการเมืองให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ประกาศยุบสภาแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งกันใหม่ ซึ่งยังเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบบรัฐสภา โดยเหตุการณ์ความขัดแย้งความคิดทางการเมืองในประเทศไทยก็มีมาก่อน ตั้งแต่ปี 2548 ช่วงรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ที่มีการรวมกลุ่มของ พธม. ชุมนุมกดดันรัฐบาลยุบสภาลักษณะเช่นเดียวกัน จนมีการตั้งรัฐบาลยุคนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งต่อเนื่องจากมาจากพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน กระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงจนมีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ กลุ่มจำเลย รวมตัวกันในนาม นปช.ชุมนุมเคลื่อนไหวกดดันให้ยุบสภา

ส่วนชายชุดดำก็ไม่ปรากฏว่าเป็นกองกำลังของฝ่ายใดและก็ไม่สามารถจับกุมบุคคลใดมาดำเนินคดีได้ในขณะนั้น ทั้งที่สถานที่ซึ่งปรากฏตัวชายชุดดำมีประชาชนอยู่ด้วยจำนวนมากจึงไม่น่าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะจับกุมดำเนินคดีไม่ได้ทันท่วงที

สำหรับที่แกนนำกลุ่ม นปช. ปราศรัยบนเวที ว่าหากทหารออกมาสลายการชุมนุม หรือทำรัฐประหาร ให้ประชาชนนำน้ำมันมาและให้มีการเผานั้นเป็นการกล่าวปราศรัยบนเวทีก่อนวันที่จะมีการชุมนุมใหญ่หลายวัน และไม่มีเหตุการณ์เผาทำลายทรัพย์สินตามที่มีการปราศรัยแต่อย่างใด โดยการวางเพลิงเผาทรัพย์เกิดขึ้นช่วงบ่ายวันที่ 19 พ.ค.53 ภายหลังจากแกนนำกลุ่ม นปช. ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว ซึ่งคดีวางเพลิงเผาห้างเซ็นทรัลเวิล์ดนั้นศาลฎีกาได้วินิจฉัยในเรื่องการวางเพลิงเผาทรัพย์ไว้เป็นที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8132/2561 ว่าไม่ใช่เป็นการกระทำของกลุ่ม นปช.

ศาลยังเห็นอีกว่า การปราศรัยเรียกร้องให้ประชาชนทำการต่อต้านการทำรัฐประหารนั้นเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่สามารถกระทำได้ ไม่ถือเป็นความผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด ซึ่งการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ นายกฯ ขณะนั้นประกาศยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ ก็เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องทางการเมือง ซึ่งแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศแนวทางการต่อสู้มาโดยตลอดว่าเป็นการชุมนุมโดยสันติวิธี สงบและปราศจากอาวุธ และยังได้ปฏิเสธเข้ามาดำเนินการของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง กับพวกซึ่งมีแนวทางการต่อสู้คนละแนวกันตลอดมา

การดำเนินการของ พล.ต.ขัตติยะ กับพวก จึงไม่ใช่เป็นการดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม นปช. เพราะแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ประกาศจุดยืนมาโดยตลอดว่าเป็นการชุมนุมโดยสันติวิธี สงบและปราศจากอาวุธ โดยการชุมนุมของกลุ่ม นปช. มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก จึงอาจมีบุคคลผู้ไม่หวังดีแฝงตัวเข้ามาเพื่อสร้างสถานการณ์ ให้เป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นได้

สำหรับกรณี "นายยศวริศ" จำเลยที่ 7 กับพวก ที่ถูกฟ้องว่าขัดขวางการลำเลียงกำลังพลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารบริเวณสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้านั้น การยึดเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ก็นำไปแสดงต่อสื่อมวลชนบริเวณเวทีปราศรัย ซึ่งอาจจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการจะใช้อาวุธกับกลุ่มผู้ชุมนุมก็เท่านั้น โดยต่อมาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ได้รับเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหลายเหล่านั้นกลับคืนไปหมดแล้ว

การกระทำดังกล่าวจึงไม่ได้ประสงค์เอาทรัพย์นั้นเพื่อไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ ส่วนเหตุวางเพลิงเผาทรัพย์และทำลายทรัพย์สินของทางราชการ บริเวณสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้านั้นก็เกิดขึ้นภายหลังจากจำเลยที่ 7 นำเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ไปแสดงต่อสื่อมวลชนแล้ว ทางนำสืบยังฟังไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 7 เดินทางกลับไปจุดนั้นอีก กรณีจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 7 ร่วมกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ด้วย

ศาล พิจารณาแล้ว เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้รวม 5 สำนวน บรรยายฟ้องโดยรวมลักษณะการกระทำความผิดต่างๆ ให้ครบองค์ประกอบความผิดก่อการร้ายเท่านั้น แต่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงพฤติการณ์จำเลยเป็นรายๆ ในการกระทำความผิดลักษณะต่างๆ มาด้วย ซึ่งหากช่วงวันเกิดเหตุการณ์ในแต่ละสถานที่นั้นถ้ามีการกระทำที่จะเป็นความผิดเกิดขึ้นก็ย่อมที่จะพิจารณาเป็นรายบุคคลไปตามพยานหลักฐาน

ในส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษเฉพาะ "นายอริสมันต์" จำเลยที่ 24 ในความผิดมาตรา 116 ,215,216 ฟังได้ว่าเป็นการกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันกับคดีที่พนักงานอัยการ ยื่นฟ้องจำเลยที่ 24 กับพวกต่อศาลจังหวัดพัทยา กรณีพาพวกไปขัดขวางการประชุมผู้นำอาเซียน และศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษาแล้ว คำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4)

สำหรับความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ที่ห้ามชุมนุมกันตั้งแต่ 5 คนนั้น แม้รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่ กทม. และปริมณฑล แล้วต่อมาศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้ประกาศห้ามไม่ให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมในท้องที่ดังกล่าว

การออกประกาศนั้นก็เพื่อควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ซึ่งได้ร่วมชุมนุมต่อเนื่องติดต่อกันมาแล้วหลายวัน แต่ภายหลังจากที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงแล้วจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบก็ยังฟังไม่ได้ว่าแกนนำกลุ่ม นปช. ได้จัดการชุมนุมที่อื่นใดอีกนอกเหนือจากสถานที่ที่มีการชุมนุมอยู่ก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 - 15 และจำเลยที่ 18 - 24 จึงไม่เป็นความผิด พิพากษาให้ยกฟ้องทั้งหมด ทุกข้อกล่าวหา

ทั้งนี้ ผลคำพิพากษาคดี แกนนำ นปช. ก่อการร้าย วันนี้ ยังคงเป็นเพียงคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในการตัดสินคดี ซึ่งตามขั้นตอนกฎหมายฝ่ายอัยการโจทก์ ยังสามารถพิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีต่อหรือไม่ หากยื่นอุทธรณ์ต้องดำเนินการภายใน 1 เดือนนับจากวันที่อ่านคำพิพากษา

สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 24 คนประกอบด้วย 1.นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. 2. นายจตุพร หรือตู่ พรหมพันธุ์ ประธานนปช. 3.นายณัฐวุฒิ หรือเต้น ใสยเกื้อ เลขาธิการนปช. 4.นพ.เหวง โตจิราการ 5. นายก่อแก้ว พิกุลทอง 6.นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา 7. นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก 8.นายนิสิต สินธุไพร 9. นายการุณ หรือเก่ง โหสกุล 10.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท

11.นายภูมิกิติ หรือพิเชษฐ์ สุจินดาทอง อดีตลูกน้อง คนสนิท พล.ต.ขัตติยะ หรือเสธ.แดง สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก 12.นายสุขเสก หรือสุข พลตื้อ 13.นายจรัญ หรือยักษ์ ลอยพูล 14.นายอำนาจ อินทโชติ 15.นายชยุต ใหลเจริญ 16.นายสมบัติ หรือผู้กองแดง มากทอง 17.นายสุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์ อดีตคนสนิท เสธ.แดง 18.นายรชต หรือกบ วงค์ยอด 19.นายยงยุทธ ท้วมมี 20.นายอร่าม แสงอรุณ หัวหน้าการ์ด นปช.อดีตลูกน้องคนสนิท เสธ.แดง

21.นายเจ็มส์ สิงห์สิทธิ์ อดีตคนสนิท เสธ.แดง 22.นายมานพ หรือเป็ด ชาญช่างทอง กลุ่มการ์ด นปช. 23.นายสมพงษ์ หรืออ้อ หรือแขก หรือป้อม บางชม 24.นายอริสมันต์ หรือกี้ร์ พงศ์เรืองรอง

ทั้งนี้ นายเจ็มส์ สิงห์สิทธิ์ จำเลยที่ 21 หลบหนี จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว นายสมบัติ หรือผู้กองแดง มากทอง จำเลยที่ 16 เสียชีวิตระหว่างพิจารณาจำหน่ายคดีเหลือผู้ต้องหาทั้งหมด 22 คน

"บิ๊กตู่"เทียบเชิญ 10 พรรคเล็กหม่ำข้าวด้วย 15 ส.ค.นี้เคลียร์ปมถอนตัวร่วมรัฐบาล วันที่ 12 ส.ค. 2562 เวลา 18:14 น. 0 Facebook Twitter Line 0 หน.พรรคประชาธิปไตยใหม่เผยบิ๊กตู่นัด 10 พรรคเล็กกินข้าวด้วย 15....... อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/news/597478

...................................................

15 สิงหาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน