*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5536
  • จำนวนผู้ชม : 3343914
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< สิงหาคม 2019 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 22 สิงหาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 398 , 20:09:47 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         เปิดเส้นทางชีวิต"ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ"เลขานุการประธานรัฐสภา


        อ่านข่าวนี้แล้วดีใจกับด๊อกเตอร์หนุ่ม "ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ"  ที่น่าเชื่อว่าจะต้องเป็นนักการเมือง 'น้ำดี' ที่มีอนาคตยาวไกลอีกคน

หนึ่ง และอาจจะขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศไทยก็ได้ ทั้งนี้ เพราะนึกไปถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีความสัมพันธ์อันดียิ่ง

กับนาย ชวน หลีกภัยมาก่อน จนเจริญรอยตามนายชวนด้วยการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก่อนแล้วนั่นเอง

         โปรดอ่านบทความ "เปิดเส้นทางชีวิต"ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ"เลขานุการประธานรัฐสภา" เพื่อรู้จักท่านเลขาฯให้มากยิ่งขึ้นนะครับ

ข่าวด่วน

บิ๊กตู่ สั่งตรวจสอบผู้ถือบัตรคนจน

วันที่ 22 สิงหาคม 2562 - 18:34 น.
บิ๊กตู่,บัตรคนจน,สอบผู้ถือบัตรคนจน,มีคนตีเนียน

"บิ๊กตู่" ลั่นต้องสอบผู้ถือ "บัตรคนจน" ใหม่ หลังมีคนตีเนียน แจงเพิ่มวงเงินหวังแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โวเป็น "นายกฯ" ที่รู้เรื่อง จนไม่รู้จะยังไงแล้วเนี่ย

          เมื่อวันที่ 22 ส.ค.62 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ต้องตรวจสอบใหม่อีกครั้ง ต้องตรวจสอบทุกปี ดังนั้น คนไทยก็ต้องซื่อสัตย์ เพราะมีการร้องเรียนมาว่าบางคนมีบ้าน มีรถ มีที่ดิน แต่ไม่มีบัญชีธนาคาร ต้องดูว่าจะเพิ่มมาตรการตรงไหนขึ้นมาได้บ้าง ทั้งนี้ คนเราก็ต้องรู้จักเผื่อแผ่แบ่งปันให้คนอื่นบ้างได้ไหม ภาษีต้องใช้ทำอะไรหลายอย่างด้วยกัน เพราะเป็นเงินภาษีของคนทั้งประเทศ ถ้านำไปใช้เรื่อยๆ คนอื่นจะแฮปปี้หรือไม่ ก็ต้องนำมาดูแลทุกคน

          นายกฯ กล่าวว่า ส่วนกระแสวิจารณ์มาตรการทางเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้น ถ้านำเสนอเพียงว่ารัฐบาลอนุมัติอะไรก็จะตีกันอยู่ตรงนั้น ต้องมีข้อมูลมากกว่านี้ในการนำเสนอข่าว โดยย้ำว่าผู้มีรายได้น้อยต้องได้รับการดูแล ผู้เสียภาษีต้องได้รับความเป็นธรรม ในการอำนวยความสะดวก การเข้าถึงโอกาส รัฐบาลก็ทำทุกมาตรการ ส่วนเรื่องบัตรสวัสดิการที่มีการเพิ่มวงเงินเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ให้เพียง 2 เดือน ไม่ได้ให้ตลอดไป เพราะต้องการให้จีดีพีไตรมาส 3 ส่งท้ายขึ้นไปหน่อยก่อนจะถึงไตรมาส 4 ต้องดูเรื่องการใช้งบประมาณเป็นอย่างดี ถ้าเราเห็นไตรมาสไหนมันตก ต้องดูมาตรการว่าอะไรพอจะพยุงได้บ้าง 

          นายกฯ กล่าวอีกว่า คำว่าเศรษฐกิจมีปัญหาต้องถามว่าหมายถึงเศรษฐกิจระยะสั้นใช่หรือไม่ที่มีปัญหา ดังนั้นก็แก้ปัญหาระยะสั้นไป ส่วนระยะยาวก็แก้ปัญหาระยะยาวซึ่งกำลังเดินหน้ากันอยู่ในหลายเรื่อง มีการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาเรื่องต่างๆ ก็ทำให้ช้าออกไปอีก ดังนั้น ต้องแก้ปัญหาระยะสั้นก่อน นอกจากนี้ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัว รวมทั้งกลุ่มเอสเอ็มอี ที่มีกว่า 3 ล้านราย สามารถนำเข้าสู่ระบบได้เพียง 1 แสนรายเท่านั้นด้วยความไม่พร้อม แต่เมื่อเอสเอ็มอีเป็นผู้ผลิตก็จำเป็นต้องปฏิรูปเพื่อสร้างเอสเอ็มอีที่มีคุณภาพในการผลิตสินค้า และยังมีกลุ่มสตาร์ทอัพ การลงทุนใหม่ๆ ภาคการเกษตรก็มีคนให้ข้อมูลมาว่า กลุ่มทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรพอเพียง ได้รับผลประโยชน์จากมาตรการต่างๆ แต่โชคไม่ดีเนื่องจากฝนไม่ตกจึงเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ

          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า เรื่องการส่งออกที่ผ่านมาต้องพึ่งการเกษตรมากขึ้น บางตัวก็แนวโน้มดีขึ้น แต่เรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่พันกันทั้งหมด ตนก็ต้องศึกษา เป็นนายกฯไม่รู้เรื่องไม่ได้หรอก “หลายคนก็บอกว่านายกฯ ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เรื่องจะเป็นนายกได้ยังไง ใช่ไหม รู้จนไม่รู้จะยังไงแล้วเนี่ย โอเคนะเข้าใจนะ”

ข่าวด่วน

บิ๊กตู่ ปัดล้วงงบ อปท. กระตุ้นศก. 6แสนล้าน

วันที่ 22 สิงหาคม 2562 - 18:24 น.
นายกฯ,ปัดล้วงงบ อปท,กระตุ้นเศรษฐกิจ,ปรับปรุงประสิทธิภาพท้องถิ่น,ท้องถิ่น

"บิ๊กตู่" ปัดล้วง งบ "อปท." กระตุ้นเศรษฐกิจ 6 แสนล้าน แจงมีไม่ถึง เหตุใช้ไปมากแล้ว ชี้แผนงานไม่สมบูรณ์ อนุมัติไม่ได้ ย้ำต้องปรับปรุงประสิทธิภาพท้องถิ่น

          เมื่อวันที่ 22 ส.ค.62 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการนำเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ที่มีกว่า 6 แสนล้านบาทออกมาใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่า เรื่อง 6 แสนล้านบาทพูดกันมานานแล้วหลายปีมาแล้ว ไม่ใช่จำนวน 6 แสนล้าน เพราะมีการใช้ไปจำนวนมากแล้ว ในช่วงที่ผ่านมามีการปลดล็อคให้ท้องถิ่นนำไปทำงานได้หลายอย่าง ดังนั้น เหลือไม่ถึง 6 แสนล้านบาท

          นายกฯ กล่าวอีกว่า เงินสะสมของท้องถิ่นไม่ใช่ของทุกท้องถิ่นจะมีเท่ากันหมด บางท้องถิ่นก็ไม่มีเงินสะสม เพราะไม่มีรายได้จากการเก็บภาษีในพื้นที่ ส่วนท้องที่ที่มีเงินมากถ้าทำตรงไหนได้ก็ต้องทำ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยก็กำลังปรับตรงนี้อยู่ ทำอย่างไรจะนำเงินส่วนรวมมาเผื่อแผ่แบ่งปันได้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่หลายคนพูดว่าเงินของใครของมันต้องใช้ตรงนั้น แล้วที่เหลือจะทำอย่างไร นี่คือสิ่งที่อยากจะทำความเข้าใจกับสังคม

        "ก็ปลดล็อคไปเยอะแล้ว แต่ปัญหาคือเขาต้องทำแผนงานโครงการให้ได้ บางอันไม่ได้เพราะทำแผนงานไม่สมบูรณ์ก็อนุมัติไม่ได้ ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ แล้วต่างคนต่างทำเพื่อนำเงินออกให้ได้อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพของท้องถิ่นเราให้ได้ ต้องช่วยกันตรงนี้" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

          นายกฯ กล่าวอีกว่า ขอบคุณท้องถิ่นที่พัฒนาทำแผนงานสำเร็จ ท้องถิ่นส่วนที่ดีก็มี แต่ส่วนที่ยังไม่มีความพร้อมยังมีอีกจำนวนมาก ก็เข้าใจว่าทุกคนหวังดีทั้งหมด อยากจะใช้เงิน แต่ขอให้ทำให้ถูกต้องจะดีกว่า ถ้ารัฐบาลสั่งไปแล้วทำถูกต้องบ้างไม่ถูกต้องบ้างก็จะมีปัญหา ก็ไม่อยากให้มีผลกระทบตรงนี้อีก. 

ข่าวด่วน

บิ๊กตู่ แจงเบรกฟรีวีซ่า จีน-อินเดีย

วันที่ 22 สิงหาคม 2562 - 17:59 น.
เบรกฟรีวีซ่า,วีซ่านักท่องเที่ยว,จีน อินเดีย,บิ๊กตู่,หนีมากบดานไทย

"บิ๊กตู่" แจงเบรกฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว "จีน-อินเดีย" ต้องดูคุ้มค่าหรือไม่ ชี้ต้นทางไม่อยากให้พวกหนีมาอยู่บ้านเรา ห่วงปัญหาสังคม หากปิดผับตี4

          เมื่อวันที่ 22 ส.ค.62 เวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รัฐบาลไม่ขยายมาตรการยกเว้นวีซ่าฟรีให้นักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย ว่า เรื่องนี้เห็นพูดกันมาหลายวันแล้ว ต้องดูว่าคุ้มค่าหรือไม่ และประเทศต้นทางเขาต้องการหรือไม่ ถ้าเราตั้งของเราฝ่ายเดียว ขณะเดียวกันต้นทางเขาอยากควบคุมคุณภาพนักท่องเที่ยวของเขาอยู่เหมือนกัน ซึ่งเขาไม่ต้องการคนที่หลบหนีออกมาอยู่ในประเทศของเรา จะมีอันตราย เรื่องความมั่นคง รวมถึงการทุจริตผิดกฎหมายต่างๆ เขาก็คุมเข้มเหมือนกัน ถ้าเราเปิดช่องทางตรงนี้มากๆ จะเป็นผลเสียหรือเปล่า จึงต้องมาทบทวนกันก่อน ขอให้เป็นไปตามขั้นตอน

          ทั้งนี้ สิ่งที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานมา ยอดนักท่องเที่ยวอาจตกไปบ้าง แต่ไม่ได้ตกมากจนแก้ไขไม่ได้ เดี๋ยวค่อยหามาตรการต่างๆ เสริมเข้าไป วันนี้หลายพื้นที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยวแล้ว บางพื้นที่ก็ไปไม่ได้ เราควรใช้โอกาสนี้ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามา แต่การให้ฟรีวีซ่า ต้องดูความมั่นคงด้วย  

เจาะประเด็นร้อน

รัฐบาลอัดฉีดเศรษฐกิจ..ผิดทิศหรือเข้าเป้า

วันที่ 22 สิงหาคม 2562 - 09:10 น.
อุตตม สาวนายน,เศรษฐกิจ,เกษตรกร,ท่องเที่ยว,อุตสาหกรรม

รายงาน ..

          เมื่อเร็วๆ นี้ “อุตตม สาวนายน” รมว.คลัง และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวกับรายการ “คม ชัด ลึก” ออกอากาศทางเนชั่นทีวีทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 22.15-23.00 น. ในประเด็นรัฐบาลอัดฉีดเศรษฐกิจ...ผิดทิศหรือเข้าเป้า ? โดยมีใจความว่า วันนี้ปัญหาเศรษฐกิจที่มีอยู่นั้น เศรษฐกิจไทยยังไม่โคม่า แต่เศรษฐกิจโลกถดถอย หากสหรัฐกับจีนตกลงกันไม่ได้ ไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกจะรับผลกระทบ และไทยต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อน

          “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ หวังบรรเทาค่าครองชีพให้เกษตรกรรายย่อยและที่เจอภัยแล้ง คือลดดอกเบี้ยเงินกู้ ลดลงเหลือร้อยละ 0.1 เป็นเวลา 1 ปี โดยเงินต้นไม่เกินวงเงินกู้ 3 แสนบาท, ขยายเวลาชำระหนี้เป็นเวลา 2 ปี ไม่จำกัดวงเงิน, การช่วยเหลือปัจจัยการเพาะปลูก โดยเฉพาะชาวนาจะช่วยเหลือไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ต่อราย, สินเชื่อฉุกเฉิน 5 หมื่นบาทให้เกษตรกร โดยต้องขึ้นทะเบียนกับ ธ.ก.ส., สินเชื่อฟื้นฟูความเสียหายจากภัยแล้งรายละ 5 แสนบาท เพื่อลดภาระหนี้และเกษตรกรมีเงินหมุนเวียนในช่วงความเสี่ยงสูง หากปล่อยให้สะดุด การยกระดับเกษตรกรจะทำได้ยาก"

          “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ หวังบรรเทาค่าครองชีพให้เกษตรกรรายย่อยและที่เจอภัยแล้ง คือลดดอกเบี้ยเงินกู้ ลดลงเหลือร้อยละ 0.1 เป็นเวลา 1 ปี โดยเงินต้นไม่เกินวงเงินกู้ 3 แสนบาท, ขยายเวลาชำระหนี้เป็นเวลา 2 ปี ไม่จำกัดวงเงิน, การช่วยเหลือปัจจัยการเพาะปลูก โดยเฉพาะชาวนาจะช่วยเหลือไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ต่อราย, สินเชื่อฉุกเฉิน 5 หมื่นบาทให้เกษตรกร โดยต้องขึ้นทะเบียนกับ ธ.ก.ส., สินเชื่อฟื้นฟูความเสียหายจากภัยแล้งรายละ 5 แสนบาท เพื่อลดภาระหนี้และเกษตรกรมีเงินหมุนเวียนในช่วงความเสี่ยงสูง หากปล่อยให้สะดุด การยกระดับเกษตรกรจะทำได้ยาก"

          มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้งบประมาณสามแสนหนึ่งหมื่นหกพันล้านบาทนั้น ความจริงนั้นการทำงานในการดูแลเศรษฐกิจต้องดูความเป็นจริง ดูแลรายได้ของประเทศ การทำระยะสั้นมันจำเป็น หากปล่อยไว้รายได้ของประเทศจะกระทบและแก้ปัญหาได้ยากขึ้น แม้วันนี้รายได้ของรัฐหายไปหนึ่งหมื่นเก้าพันล้านบาท นโยบายขาดดุลงบประมาณต้องใช้และอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง ไม่มีผลเชิงลบและต้องปรับระบบเศรษฐกิจ ยืนยันการใช้งบนั้นโปร่งใส

          นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจดูแลภัยแล้ง ดูแลกระทบเศรษฐกิจโลก และช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนนั้น บางคนบอกว่าใช้วิธีเดิมๆ นั้น ขอเรียนว่า เศรษฐกิจหากเสี่ยงต้องดูแลตั้งแต่รากฐาน โดยคนฐานรากของประเทศคือเกษตรกรที่มีความเสี่ยงสุด หากกลุ่มนี้กระทบจะเป็นลูกโซ่ จึงต้องกระตุ้นการใช้จ่าย ต้องส่งเสริมเอสเอ็มอีให้ลงทุนโดยมีมาตรการช่วยเหลือ สศช.คาดตอนต้นปีว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตร้อยละ 3 แต่ตอนนี้เศรษฐกิจมันตกลงมา และตัวเลขคาดการณ์ที่ลดลงคือร้อยละ 2.7 เพราะสัญญาณการเติบโตในประเทศชะลอตัวและอยู่ในการคาดการณ์ของกระทรวงการคลังไว้ สัญญาณนี้ เราต้องบรรเทาผลกระทบ เศรษฐกิจไทยจะเติบโตร้อยละ 3 ตามเป้า

          มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้งบประมาณสามแสนหนึ่งหมื่นหกพันล้านบาทนั้น ความจริงนั้นการทำงานในการดูแลเศรษฐกิจต้องดูความเป็นจริง ดูแลรายได้ของประเทศ การทำระยะสั้นมันจำเป็น หากปล่อยไว้รายได้ของประเทศจะกระทบและแก้ปัญหาได้ยากขึ้น แม้วันนี้รายได้ของรัฐหายไปหนึ่งหมื่นเก้าพันล้านบาท นโยบายขาดดุลงบประมาณต้องใช้และอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง ไม่มีผลเชิงลบและต้องปรับระบบเศรษฐกิจ ยืนยันการใช้งบนั้นโปร่งใส

          นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจดูแลภัยแล้ง ดูแลกระทบเศรษฐกิจโลก และช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนนั้น บางคนบอกว่าใช้วิธีเดิมๆ นั้น ขอเรียนว่า เศรษฐกิจหากเสี่ยงต้องดูแลตั้งแต่รากฐาน โดยคนฐานรากของประเทศคือเกษตรกรที่มีความเสี่ยงสุด หากกลุ่มนี้กระทบจะเป็นลูกโซ่ จึงต้องกระตุ้นการใช้จ่าย ต้องส่งเสริมเอสเอ็มอีให้ลงทุนโดยมีมาตรการช่วยเหลือ สศช.คาดตอนต้นปีว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตร้อยละ 3 แต่ตอนนี้เศรษฐกิจมันตกลงมา และตัวเลขคาดการณ์ที่ลดลงคือร้อยละ 2.7 เพราะสัญญาณการเติบโตในประเทศชะลอตัวและอยู่ในการคาดการณ์ของกระทรวงการคลังไว้ สัญญาณนี้ เราต้องบรรเทาผลกระทบ เศรษฐกิจไทยจะเติบโตร้อยละ 3 ตามเป้า

          โดยใช้แนวคิดเดิมแต่ปรับปรุงขึ้น โดยสร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยจับจ่ายใช้สอย หากไม่ทำอะไร ความเชื่อมั่นของประเทศโดนกระทบจากปัจจัยภายนอก แล้วจะจัดเก็บรายได้ให้เข้าเป้านั้นคงเป็นไปไม่ได้

          ได้มอบนโยบายให้กระทรวงการคลังว่าต้องวิเคราะห์การจัดเก็บการสร้างรายได้ให้ประเทศ เพราะไทยจำเป็นต้องลงทุนในการสร้างอนาคต

          หากถามว่า 5 ปีของครม.ชุดที่แล้วใช้งบช่วยเกษตรกรมาก แต่หลายคนมองว่าเกษตรกรยังลืมตาอ้าปากไม่ได้ ขอเรียนว่าปัญหามากมายและสะสม รัฐบาลที่แล้ววางรากฐานการแก้ไขแบบเป็นระบบ โดยอัดเม็ดเงินเพื่อให้เกษตรกรยกระดับให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้ มีเงินมากขึ้น และอย่าลืมภาวะธรรมชาติและความต้องการของตลาดโลกที่มีต่อสินค้าเกษตรในตอนนั้นๆ ด้วย รัฐบาลต้องดูแลและมีค่าใช้จ่าย

          “ปัจจัยการผลิตของเกษตรกร เม็ดเงินของรัฐอัดตรงไปยังเกษตรกร กองทุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็เช่นกัน และให้เอื้อกับภาคอื่นๆ ไปด้วย"

          หากถามว่าเม็ดเงินที่อัดลงไปยังเกษตรกรนั้นแต่ความจริงเงินกลับไปตกอยู่กับนายทุน ยืนยันว่ารัฐบาลทำเพื่อคนไทยทุกคน ไม่ได้เอื้อนายทุน ยืนยันการช่วยเหลือเกษตรกรนั้นไม่ใช่การรอความหวัง รัฐบาลมีการสร้างและพัฒนาเกษตรกร เช่น เครื่องจักรแปรรูป การปลูกพืชหลายอย่างแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว การให้องค์ความรู้แม้จะใช้เวลาแต่มันจะเห็นผล ตอนนี้กำลังเข้าทางในการดูแลเกษตรกร

          การช่วยเหลือเกษตรกรนั้นเป็นฐานใหญ่ของประชาชนในประเทศและจำเป็น การเกษตรนั้นมีปัจจัยแทรกเยอะ เช่น ภัยแล้ง วิธีแก้ไขคือผ่อนภาระหนี้ของเกษตรกร

          โดยเล็งตรงจุดแบบยั่งยืน โดย ธ.ก.ส.รับหน้าที่นี้และรัฐบาลต้องชดเชย ธ.ก.ส.ในวันข้างหน้า

          ขอย้ำว่าภาคอื่นๆ รัฐบาลก็ไม่ได้ละเว้นการช่วยเหลือ เช่น สินเชื่อเงินกองทุนประชารัฐ, เอสเอ็มอีจะให้บสย.ช่วยด้านเงินค้ำประกันมากขึ้น, การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการรายย่อยที่จะง่ายขึ้น, กองทุนเอสเอ็มอีที่หลายหน่วยงานมาช่วยกันเพื่อหนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แต่ต้องทำงานตรงนี้อีกมาก

          ส่วนมาตรการที่ออกมานั้น นักวิชาการบางคนมองว่า อาจจะใช้จ่ายเกินตัวกับการกระตุ้นเศณษฐกิจครั้งนี้นั้น ยืนยันว่าไม่ก่อหนี้เกินตัว เป็นการให้ที่หวังผล เพราะมีกรอบและจุดประสงค์การช่วยเหลือที่วางไว้ชัดเจน เพื่อให้เม็ดเงินของภาครัฐครั้งนี้เข้าไปหมุนในระบบเศรษฐกิจ

          “โครงสร้างเศรษฐกิจไทยมาจากการส่งออก เงินที่เข้ามาวันนี้กระทบ เพราะโลกสะดุด การช่วยเหลือครั้งนี้ยิงตรงไปยังเกษตรกร โดยบรรเทาผลกระทบภาคเกษตร และเกษตรกรจะมีเงินจับจ่ายใช้สอย ภาคอื่นๆ ก็ได้รับผลนี้”

          ส่วนกรณีที่บางคนมองว่ามาตรการนี้ของรัฐบาลเน้นไปยังฐานเสียงของพรรคพลังประชารัฐ ที่มีการเพิ่มวงเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ขอเรียนว่า โจทย์นี้คือลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดตามเศรษฐกิจโลก บัตรนี้คือเครื่องมือที่รัฐบาลควบคุมได้และให้ผู้มีรายได้น้อยสิบสี่ล้านคนเศษ สวัสดิการเหล่านี้เพื่อให้พวกเขาเข้มแข็ง นำเงินเหล่านี้ใช้จ่ายเพื่อให้เม็ดเงินเข้าระบบ ยืนยันรัฐบาลไม่ใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่าย และจะดูแลผู้มีรายได้น้อยให้มากขึ้นด้วยมาตรการของรัฐและแก้ไขการลงทะเบียนของผู้มีรายได้น้อยให้ตรงจุดมากขึ้น หากกระแสเศรษฐกิจโลกยังไม่ดีขึ้น การช่วยเหลือคนที่มีรายได้น้อยสองเดือนที่วางไว้นั้น เชื่อว่ามาตรการตอนนี้เพียงพอในวันนี้จนถึงปลายปีและติดตามเหตุในอนาคตร่วมกับทุกฝ่ายในมาตรการครั้งหน้า ส่วนคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมนั้นรัฐบาลไม่ได้ละเลย

          ส่วนการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่มีการวิจารณ์เชิงลบการใช้มาตรการนี้ สภาวะเศรษฐกิจไทยและโลกที่มีความเสี่ยงแบบนี้ การท่องเที่ยวคือหนึ่งในเครื่องยนต์หลักการสร้างรายได้ให้ประเทศ การท่องเที่ยวนั้นมีการจ้างงานเยอะมากและมีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเยอะ หากปล่อยให้ชะลอตัว ผลกระทบจะเยอะ ต้องให้คนในประเทศไปเที่ยวและจับจ่ายใช้สอย จึงสร้างแรงจูงใจให้คนออกจากบ้าน โดยสนับสนุนหนึ่งพันบาทต่อคนในการ "ชิม ช็อป ใช้” ด้วยการลงทะเบียนทางอีเพย์เม้นท์และอีวอลเลท เพื่อซื้อสินค้าในท้องถิ่นในการท่องเที่ยวข้ามจังหวัดนอกภูมิลำเนาตัวเอง โดยตั้งเป้าดำเนินการช่วงกลางเดือนกันยายนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ส่วนการใช้ท่องเที่ยวในงบสามหมื่นบาทนั้น ต้องนำหลักฐานการใช้จ่ายมาลงทะเบียนแล้วรัฐบาลจะคืนเงินให้ร้อยละสิบห้า ทางอีวอลเลท และไม่เกี่ยวกับการลดหย่อนภาษี ตั้งเป้าสิบล้านคนมาลงทะเบียนในโครงการนี้เพื่อหมุนระบบเศรษฐกิจ

          หากบอกว่าใช้ยาแรง มันก็มีความจำเป็นในตอนนี้ ดีกว่าปล่อยให้เกิดเหตุแล้วใช้ยาแรงแต่ไม่มีผล

          ส่วนการจูงใจนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น มาตรการทางวีซ่าต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย

          ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความมั่นใจนั้น เม็ดเงินสามแสนกว่าล้านบาทจะส่งผลกับจีดีพีขยายตัว 0.55 และจะเข้าเป้าจีดีพีปีนี้ร้อยละ 3 เพื่อให้ประเทศเข้มแข็งในภาพรวมในวันข้างหน้า เพราะมาตรการต่างๆจะต้องทำวันนี้ ย้ำว่าเม็ดเงินที่จะใช้นั้นอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง ไม่ใช่งบประมาณใหม่

          ส่วนนโยบายพรรคพลังประชารัฐที่เคยหาเสียงเรื่องลดภาษีนั้น ได้สั่งหน่วยงานให้ศึกษาทบทวนระบบภาษีทั้งระบบ เพื่อสนับสนุนขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และระบบการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพ วันนี้ประเทศต้องการลงทุนหลายด้านกับโลกสมัยใหม่ เป้าหมายการลงทุนร้อยละ 20 โดยมีการใช้เงินและหาเงิน

          การหาเงินนั้น วันนี้ค้าขายออนไลน์โตเร็ว ก็ต้องหาวิธีการเก็บภาษี โดยร่างกฎหมายนั้นกำลังพิจารณาเพื่อนำมาใช้กับการขยายฐานการจัดเก็บภาษี

          มาตรการข้างต้น กลางเดือนกันยายนต้องเกิดขึ้นและมีผลกับจิตวิทยาของคนในสังคมและเชื่อมั่นเกิดขึ้น

          ส่วนตัวหวังว่าปีหน้า ประเทศขนาดใหญ่จะตกลงกันได้ และไทยน่าจะได้ผลดี วันนี้เราต้องดูแลตัวเองก่อน หากวันหน้าเหตุการณ์ดีขึ้นแล้วเราไม่พร้อม มันเหมือนวิ่งขึ้นภูเขา และหากปีหน้าเศรษฐกิจโลกไม่ดีอีกก็มีมาตรการเตรียมรองรับไว้แล้ว

          นายกฯ ยังกล่าวถึงแนวคิดขยายเวลาการปิดสถานบันเทิงถึงเวลา 04.00 น.ว่า เรื่องนี้ต้องทบทวนว่าทำได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรหรือเปล่า อย่าแก้ปัญหาหนึ่งไปสู่อีกปัญหาหนึ่งที่จะตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสังคม วัยรุ่น สิ่งแวดล้อม คนไทยอาจจะชอบแบบนี้อะไรที่สบายได้ชอบหมด แต่รัฐบาลต้องดูแลในภาพรวม. 

 

เจาะประเด็นร้อน

บิ๊กป้อม ตัวตายตัวแทน บิ๊กตู่

วันที่ 22 สิงหาคม 2562 - 09:40 น.
ถอดรหัสลายพราง,บิ๊กป้อม,บิ๊กตู่,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา

 

คอลัมน์... ถอดรหัสลายพราง โดย... พลซุ่มยิง

          คำพูดเมื่อ 15 ปีที่แล้วของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยกำลังจะเป็นจริง หลังได้เห็นแววอนาคตทางการเมืองของนายทหารคนหนึ่ง พร้อมเปรยกับคนในแวดวงการเมืองด้วยกันว่า “ขอให้จับตานายทหารคนนี้ไว้” ในครั้ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยังรับราชการทหารและความสัมพันธ์ยังไม่ขาดสะบั้นเหมือนเช่นทุกวันนี้

          ทันทีที่ตอบรับเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถือว่า พล.อ.ประวิตร เข้าสู่ถนนการเมืองเต็มตัว หลังจากเตรียมการไว้ล่วงหน้า

          โดยถ่ายโอนอำนาจงานด้านความมั่นคงที่ครอบคลุมไปถึงการดูแลกองทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาอยู่ในมือของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม

          ‘ยุทธศาสตร์ใหม่’ นี้ถูกปรับหลังเห็นบรรยากาศความปั่นป่วนภายในพรรครัฐบาลและเวทีสภา

          ที่ไร้ความเป็นปึกแผ่นและขาดเอกภาพในการทำงานหากยังบริหารประเทศ ‘สไตล์’ เดิมๆ คงไปไม่รอด เพราะมีระบบการตรวจสอบที่เข้มข้นของฝ่ายค้าน และ พล.อ.ประวิตร ก็สุ่มเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองเพราะมีความสัมพันธ์กับบุคคลมากหน้าหลายตา ทั้งทหาร-ตำรวจ-ข้าราชการ รวมถึงนักธุรกิจ

          ภายใต้ ‘ยุทธศาสตร์’ นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่เข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิก หรือนั่งเป็นหัวหน้า พปชร. อย่างที่คาดการณ์กันไว้ แต่จะเน้นงานด้านบริหารราชการแผ่นดินอย่างเดียว ส่วนงานด้านการเมืองเป็นหน้าที่ของพล.อ.ประวิตร เพราะนอกจากเป็นผู้กว้างขวางแล้วยังขึ้นชื่อเป็น ‘มือประสานสิบทิศ’ เพื่อขับเคลื่อนงานทั้งในและนอกสภา

          สิ่งแรกที่ พล.อ.ประวิตร ต้องเข้าไปแก้ปัญหาคือการ ‘คอนโทรล’ ส.ส.ในสภาวะเสียงปริ่มน้ำ

          เพราะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้แพ้การลงมติร่างข้อบังคับการประชุมสภาต่อฝ่ายค้านถึง 2 ครั้ง ซึ่ง 10% มาจาก พปชร. แต่อีก 90% พบว่าเป็นคนของพรรคร่วมรัฐบาล เช่น ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และพรรคเล็กที่ไม่อยู่ในห้องประชุมขณะที่ทำการลงคะแนน

          เชื่อว่า พล.อ.ประวิตร จะต้องเรียกความเชื่อมั่นและความศรัทธาพรรคร่วมรัฐบาลกลับคืนมาให้ได้และต้องเข้าไปหารือหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลในการกำกับส.ส.ของตัวเองให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เช่นนั้นการบริหารงานจะเกิดปัญหาเช่นนี้ตลอด เพราะต้องการสร้างเงื่อนไขต่อรองทางการเมือง โดยเฉพาะในปี 2563 พ.ร.บ.งบประมาณจะผ่านสภา หากไม่รีบแก้ไขโอกาสรัฐบาลล่มมีสูง

          เป็นที่สังเกตว่าตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ พปชร.ยังมีอำนาจเหนือกว่าหัวหน้าพรรค ทำนองเดียวกับพรรคเพื่อไทยที่มีคุณหญิงสุดารัตน์ นั่งตำแหน่งนี้อยู่ หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีปัญหาเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนตาม มาตรา 161 รัฐธรรมนูญ 2560 และอยู่ระหว่างเข้าไปชี้แจงต่อผู้ตรวจการแผ่นดินภายใน 15 วัน รวมถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญยังรับวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (5) ตามที่ฝ่ายค้านยื่นผ่านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

          ยังไม่นับการแถลงนโยบายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยไม่ชี้แจงจำนวนเงิน และที่มาของรายได้ แม้แต่ “พล.อ.ประยุทธ์” ก็กังวลกับสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่จนออกอาการ 'แหยง’ เพราะเข้าสภาทีไร จะถูกฝ่ายค้านขย่มซ้ำในเรื่องเดิม พร้อมๆ กับหาประเด็นใหม่ๆ มาโจมตีตลอด เรียกว่าความวัวไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรกแบบไม่ให้ตั้งหลัก ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ‘นายกรัฐมนตรี’

          ต้องยอมรับว่าฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ รู้จุดอ่อนของรัฐบาลและเดินเกมไปในทิศทางเดียวกันด้วยความมั่นคง ทั้งๆ ที่ไม่มีหัวหน้าพรรคคอยกำกับดูแล แต่ ส.ส.ภายในพรรคมีความสุขุม นิ่ง ไม่ว่าจะเป็นคนเก่าๆ หรือคนรุ่นใหม่ที่ฉายแววความรู้ความสามารถจนเดาทางไม่ออก เท่ากับว่า ‘พล.อ.ประยุทธ์’ กำลังรับศึกหนักและต้องปรับรูปเกมตลอดเพื่อรับมือฝ่ายค้าน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะยืนระยะได้ยาวกว่ากัน

          ซึ่งหากพลาดพลั้ง พล.อ.ประวิตร เปรียบเสมือน ‘ตัวตาย ตัวแทน’ ที่จะเข้ามาสานต่อในฐานะ ‘รักษาการนายกรัฐมนตรี’ เพราะไม่เพียงแต่จะรู้งาน 5 ปีของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว ยังรวมถึงการบริหารงานของรัฐบาลประยุทธ์ 1/2 อีกด้วย แต่ถ้าหากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด “พล.อ.ประยุทธ์” กระเด็นจากเก้าอี้ไม่ว่าด้วยปัจจัยใดก็ตาม พี่ใหญ่คนนี้ก็พร้อมเข้ามาทำหน้าที่ ‘นายกรัฐมนตรี’

คนในข่าว

เปิดเส้นทางชีวิต"ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ"เลขานุการประธานรัฐสภา

วันที่ 20 สิงหาคม 2562 - 03:17 น.
ดรอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ

เปิดเส้นทางชีวิต"ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ" จากนักธุรกิจสู่ชีวิตทางการเมือง

          ไม่ง่ายสำหรับการก้าวสู่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อันดับต้นๆ ของพรรคการเมืองเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ ที่กฎข้อบังคับเข้มงวด 

          ยิ่งไม่ง่ายใหญ่ในการก้าวสู่ตำแหน่งเลขานุการประธานรัฐสภา ที่ต้องผ่านกระบวนการคัดสรร  มีขั้นตอนรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย 

ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ หรือ ดร.บิล 

           แต่ก็ไม่ยากสำหรับดอกเตอร์เกียรตินิยมเหรียญทองวิศวะเคมีจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล ประเทศอังกฤษที่จับพลัดจับผลูมาสู่วิถีทางการเมือง สำหรับ “ดร.บิล หรือ ดร.อิสระ  เสรีวัฒนวุฒิ” ที่วันนี้ได้เดินก้าวมาสู่วิถีทางการเมืองอย่างเต็มตัวในฐานะเลขานุการประธานรัฐสภา “ชวน หลีกภัย” และรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อีกทั้งกำลังจะกลายเป็น ส.ส.ป้ายแดง ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคลำดับที่ 23 ที่ขยับขึ้นมา หลัง “จุติ ไกรฤกษ์” รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลาออกจาก ส.ส.

            ด้วยวัยเพียง 30 ปีเศษ แต่สามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้ถือว่าไม่ธรรมดา ยิ่งมาอยู่ใต้ร่มเงาพรรคการเมืองเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ที่มีกฎระเบียบข้อบังคับมากมายและยึดความอาวุโสทางการเมืองด้วยแล้ว กลับยิ่งมองไม่เห็นอนาคตนักการเมืองหน้าใหม่ ทว่า ดร.อิสระทำได้และทำได้ดีด้วย

            ใช้เวลาไม่ถึง 3 ปีในการเข้ามาช่วยงานพรรคและเพียงปีเศษในการสมัครเป็นสมาชิกพรรค ได้พิสูจน์ฝีมือให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคและสมาชิกพรรคแล้วว่าดอกเตอร์หนุ่มจากเมืองผู้ดีคนนี้สอบผ่าน

            “ที่จริงผมก็ชอบการเมืองมาตั้งแต่เด็ก ชอบท่านประธานชวนมาก ถือเป็นนักการเมืองในดวงใจผมเลย ตอนแรกตั้งใจจะเรียนทางด้านรัฐศาสตร์ แต่ที่มาเรียนวิศวะ เพราะครอบครัวอยากให้เรียนจะได้นำความรู้มาช่วยธุรกิจของครอบครัว” ดร.อิสระย้อนอดีตให้ฟัง พร้อมบอกเล่าเรื่องราวผ่าน “คม ชัด ลึก” ถึงความใฝ่ฝันและความตั้งใจจะเข้าสู่วิถีชีวิตทางการเมือง เมื่อครั้งยังเยาว์วัย

            หลังจบมัธยมปลายจากเตรียมอุดมศึกษาก็มาต่อปริญญาตรีที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สาขาวิศวกรรมเคมี กระทั่งจบมาด้วยเกียรตินิยม ก่อนได้รับทุนจากสหภาพยุโรปไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกที่มีชื่อเสียงทางด้านวิศวกรรม 

               “ตอนผมได้รับทุนเรียนฟรีที่อิมพีเรียล อาจารย์ที่ปรึกษาที่สอบสัมภาษณ์เห็นผลการเรียน ท่านก็เซ็นรับรองกำกับว่าให้รับผมเรียนปริญญาเอกเลย ไม่ต้องเรียนปริญญาโท พาสชั้นแบบนี้เท่าที่ทราบมีน้อยมากต้องพิเศษจริงๆ โดยที่ไม่ต้องเรียนโท” ดร.อิสระกล่าวอย่างภูมิใจ

              ทว่าในระหว่างเรียนปริญญาเอกที่อังกฤษ เขาก็ยังสนใจที่จะเรียนด้านการเมืองการปกครองเพื่อต้องการเป็นฐานความรู้หากมีโอกาสเข้าสู่เส้นทางการเมืองในอนาคต โดยลงทะเบียนเรียนทางไกลกับคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมๆ กับการเริ่มต้นการเรียนปริญญาเอกที่ประเทศอังกฤษ ในที่สุดก็ทำได้สำเร็จได้ทั้งสองปริญญาพร้อมกัน คือ ป.โทรัฐประศาสนศาสตร์ ม.รามคำแหง และ ป.เอกวิศวกรรมเคมี ม.อิมพีเรียล

             หลังเรียนจบป.เอกเขาก็ยังไม่ได้เดินทางกลับประเทศไทย เพราะต้องทำงานใช้ทุนให้แก่สหภาพยุโรปอีก 2 ปี ก่อนกลับมารับช่วงธุรกิจต่อจากบิดาในฐานะพี่ชายคนโตของครอบครัวเพื่อดูแลธุรกิจจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ ในขณะที่ผู้เป็นบิดากำลังป่วยหนักและเสียชีวิตลงหลังกลับมาเมืองไทยได้ไม่ถึงเดือน  

            เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยงสำหรับดอกเตอร์หนุ่มนักเรียนนอกวัยเพียง 20 เศษ เมื่อไม่มีบิดาคอยให้คำปรึกษาดูแล  มีแต่น้องสาวและน้องชายที่มาช่วยกันประคับประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อไป โดยใช้เวลาเพียง 3 ปีเขาสามารถนำพาธุรกิจที่เกือบล้มละลาย พลิกก้าวกระโดดมาสู่ผู้ผลิตและจำหน่ายแตรรถยนต์ชั้นนำของโลกได้สำเร็จ

              “ผมมารับช่วงธุรกิจครอบครัวในปี 2553 กลับมาไม่นานคุณพ่อก็เสีย เราในฐานะพี่คนโตก็ต้องดูแลทั้งหมด ตอนนั้นมีหลายบริษัทในเครือ มีโรงงานที่ระยองด้วย  ทำอยู่ประมาณสองปีก็ไปร่วมทุนกับบริษัทผลิตแตร์รถยนต์ที่อิตาลีชื่อว่า สเตเบล ส่งให้แก่รถหรูดังๆ ได้แก่ ลัมโบร์กินี ปอร์เช่ เบนซ์ ถ้าเป็นมอเตอร์ไซค์ก็ฮาร์เลย์ เดวิดสัน บริษัทแม่อยู่อิตาลี แต่มีโรงงานอยู่หลายประเทศในยุโรป”

           บังเอิญช่วงนั้นเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป บริษัทส่วนใหญ่โดนฟ้องล้มละลาย เนื่องจากภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ไม่เว้นแม้กระทั่งบริษัทผลิตแตรรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่างสเตเบล ในช่วงเกิดวิกฤติกลับกลายเป็นโอกาสสำหรับเขา เมื่อขอเจรจากับเจ้าหนี้ว่าจะเคลียร์หนี้สเตเบลให้ทั้งหมด ซึ่งเขาก็ตกลง จากนั้นจึงเข้าไปเทคโอเวอร์กิจการมาทั้งหมด พร้อมย้ายโรงงานผลิตมายังประเทศไทยและปิดโรงงานสาขาในประเทศต่างๆ ในยุโรป คงไว้แค่สำนักงานขายเท่านั้น ขณะเดียวกันก็หันมารุกตลาดในเอเชียเพิ่มขึ้น ขณะที่ลูกค้าเดิมในยุโรปก็ยังคงอยู่

          “จะให้ผมบินไปบินมาคงไม่ไหว จึงตัดสินใจคงไว้แค่สำนักงานขายอย่างเดียวที่อิตาลี ส่วนโรงงานในโรมาเนีย ในอิตาลี และอีกหลายประเทศในยุโรปก็ปิดลงแล้วย้ายฐานการผลิตมาที่ระยองแทน พร้อมพนักงานส่วนการผลิตทั้งหมดมาอยู่เมืองไทย มาถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่คนไทย แต่ก็มีบางส่วนที่ทำอยู่ได้พักหนึ่งก็ลาออกกลับประเทศไปเพราะไม่คุ้นชินกับเมืองไทย”

             ด้วยประสบการณ์การทำงานและการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศในภูมิภาคยุโรป ส่งผลให้รัฐบาลประเทศมอลโดวาเสนอแต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์และหัวหน้าคณะผู้แทนทางการกงสุลของสาธารณรัฐมอลโดวาประจำประเทศไทยคนแรก โดย พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงการต่างประเทศออกอนุมัติบัตรรับรองให้เมื่อเดือนสิงหาคม 2559 เป็นคนสุดท้ายในรัชกาลที่ 9 ก่อนกระโจนเข้าสู่เวทีการเมืิองอย่างเต็มตัว โดยเริ่มจากการเข้ามาช่วยงานอย่างไม่เป็นทางการให้แก่พรรคประชาธิปัตย์ 

            เพียง 3 ปีในการเข้าเดินเข้าสู่พรรคประชาธิปัตย์และได้รับโอกาสในการทำงานระดับประเทศหลายครั้งจนเป็นที่ยอมรับ กระทั่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ในลำดับที่ 23 ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และกำลังได้เลื่อนลำดับเป็น ส.ส.ของพรรคอย่างเป็นทางการ หลัง จุติ ไกรฤกษ์ ลาออกไปรับตำแหน่ง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

            ถึงกระนั้นก็ไม่สำคัญและภาคภูมิใจเท่ากับตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบัน ในฐานะเลขานุการประธานรัฐสภา “ชวน หลีกภัย” นักการเมืองในดวงใจที่ใฝ่ฝันอยากทำงานใกล้ชิดมานาน 

            “มีหลายคนถามทำยังไงได้อยู่ในลำดับรายชื่อสูงขนาดนี้ ผมเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 23 ทำอย่างไรเข้ามาปุ๊บแล้วเป็นกรรมการบริหารพรรคเลย ปัจจุบันผมเป็นกรรมการบริหารและรองเลขาธิการพรรค แล้วที่ถามกันมากคือทำยังไงถึงได้เป็นเลขานุการประธานรัฐสภาคุณชวน เพราะเป็นตำแหน่งเป้าหมายที่หลายคนจับจ้อง ผมก็บอกว่าก็เข้ามาตามปกติตามระเบียบวิธีการของพรรค ไม่ได้ผ่านเส้นสายใคร ตอนผมเข้ามาก็มีคนทักว่าปชป.ต้องต่อคิวยาวนะ วันนี้ผมได้พิสูจนให้เห็นแล้วว่าระบบอาวุโสมีความสำคัญ แต่พรรคก็ไม่ได้ปิดกั้นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความสามารถ และเป็นคนดี มันอาจจะยากกว่าปกติ แต่ถ้าคุณทำได้ ให้เขายอมรับได้ ก็ไม่มีปัญหาสำหรับพรรคนี้” เลขานุการประธานรัฐสภา กล่าวอย่างภูมิใจ 

            ดร.อิสระยังกล่าวถึงภารกิจในตำแหน่งเลขานุการประธานรัฐสภาว่า มีหน้าที่หลักคือการกลั่นกรองงานต่างๆ ก่อนถึงประธานรัฐสภา และยังเป็นหัวหน้าสำนักงานประธานรัฐสภาที่ดูแลการบริหารนโยบายฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมด  กลั่นกรองเอกสารงานต่างๆ ก่อนการประชุมสภา แม้เพิ่งได้มาทำเพียง 2 เดือนเศษแต่ก็เป็นงานที่ท้าทายอย่างมาก ที่สำคัญยังได้ผ่านงานประชุมสำคัญมาแล้วหลายครั้งทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยเฉพาะประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ได้ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมร่างสปีชให้แก่ประธานรัฐสภาชวน หลีกภัย กล่าวในที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนอีกด้วย 

           ขณะเดียวกัน ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ หรือ ดร.บิล ในฐานะเลขานุการประธานรัฐสภากำลังเตรียมรับภารกิจใหญ่อีกครั้งในการประชุม “สมัชชารัฐสภาอาเซียน หรือไอป้า” ระหว่างวันที่ 25-30 สิงหาคม 2562  ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการประชุมสุดยอดของฝ่ายนิติบัญญัติจาก 10 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่ง 10 ปีจะเวียนมาประชุมครั้งหนึ่ง เป็นไปตามวาระของผู้นำฝ่ายบริหารในฐานะประธานอาเซียน

            “ถ้าประเทศใดผู้นำเป็นประธานอาเซียน ผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติหรือประธานรัฐสภาของประเทศนั้นก็จะเป็นประธานสมัชชารัฐสภาอาเซียนโดยอัตโนมัติ ซึ่งปีนี้ประเทศไทย ผู้นำฝ่ายบริหาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานอาเซียน  ผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติ ประธานรัฐสภา คุณชวน จึงเป็นประธานไอป้าด้วย ส่วนหน้าที่หลักของผมคือการเตรียมจัดการจัดประชุมต่างๆ ดูแลภาพรวมการประชุมทั้งหมด” 

        อย่างไรก็ตาม สำหรับการประชุมสุดยอดสมัชชารัฐสภาอาเซียน หรือไอป้า ปีนี้จะมีการประชุมใหญ่ 3 ครั้งภายใต้ 3 กรอบใหญ่ กรอบที่ 1 เป็นการประชุมที่ปรึกษาด้านยาเสพติดอันตราย ซึ่งจัดประชุมไปแล้วเมื่อเดือนมีนาคม ที่ จ.เชียงใหม่ กรอบที่ 2 เป็นการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและผู้นำรัฐสภา จัดไปเมื่อเดือนมิถุนายน ที่โรงแรมดิ เอทธินี แบงค็อก  และกรอบสุดท้าย ซึ่งเป็นกรอบใหญ่ที่สุดของฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นการประชุมใหญ่สามัญประจำปีสมัชชารัฐสภาอาเซียน หรือไอป้า ซึ่งการประชุมครั้งนี้นอกจากประเทศสมาชิกอาเซียนแล้วยังมีประเทศเข้าร่วมสังเกตการณ์อีกหลายประเทศทั้งในสหภาพยุโรปและเอเชียอีกด้วย

            นับเป็นอีกงานที่ท้าทายสำหรับคลื่นลูกใหม่ทางการเมืองแห่งพรรคแม่ธรณีบีบมวยผมอย่าง “ดร.บิล หรือดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ” ในฐานะแม่บ้านของท่านประธานชวน (หลีกภัย)ในวันนี้

 
.............................................................
 
22 สิงหาคม 2562
 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 23/08/2019 เวลา : 13.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ
ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)

vinitvadee
.........................................
ดร.บิล เป็นความหวังของคนไทยมากเชียวครับ

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 23/08/2019 เวลา : 10.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

คุณชวนเลือกแล้ว ถือได้ว่า "ดีมาก" ค่ะคุณลุง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน