*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5899
  • จำนวนผู้ชม : 3540376
  • จำนวนผู้โหวต : 1716
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1716 คน
<< สิงหาคม 2019 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 472 , 13:49:01 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน vinitvadee , สันติธาตุ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         พาดหัวข่าว : ‘ช่อ’อ้างต้องเตรียมงานสภา ไม่มีเวลายื่นบัญชีทรัพย์สิน นี้ คงไม่อาจทำให้เห็นใจเจ้าของข่าวหรอกนะครับ เพราะเรื่อง

ยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องยื่น และต้องยื่นตามเวลาที่กำหนดด้วย จึงเข้าใจว่า น่าจะเป็นเพราะ 'ช่อ' ลังเลบัญชีทรัพย์สินที่จะยื่น

เสียมากกว่า

‘ช่อ’อ้างต้องเตรียมงานสภา ไม่มีเวลายื่นบัญชีทรัพย์สิน

‘ช่อ’อ้างต้องเตรียมงานสภา ไม่มีเวลายื่นบัญชีทรัพย์สิน

วันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 11.31 น.
 
 ‘ช่อ’อ้างต้องเตรียมงานสภา ไม่มีเวลายื่นบัญชีทรัพย์สิน

25 สิงหาคม 2562 นางสาวพรรณิการ์ วานิช สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึง การขอขยายเวลายื่นบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ว่า เราใช้สิทธิตามกฎหมายในการขอขยายเวลา เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบในการตรวจสอบ ที่ผ่านมามีนักการเมืองบางรายถูกชี้มูลจากความผิดดังกล่าวมาแล้ว แม้จะเป็นทรัพย์สินจำนวนหลักพันบาทก็ตาม ทางเราจึงต้องตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบ นอกจากนี้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการแถลงนโยบายในรัฐสภา ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ในฐานะฝ่ายค้านต้องเตรียมการเรื่องนี้เยอะมาก ทำให้บางคนอาจจะไม่มีเวลาในการเตรียมเรื่องยื่นบัญชี

“ขอยืนยันว่าทางตัวดิฉัน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค จะยื่นทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในส่วนของดิฉัน และนายปิยบุตร ไม่ได้มีทรัพย์สินเยอะมากมายแต่อย่างใด แต่ที่ขอขยายเวลานั้น เราต้องการทำเรื่องนี้ให้รอบคอบที่สุดภายใต้ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแค่นั้น” นางสาวพรรณิการ์ กล่าว

‘ศิริโชค’งงปมยกคำร้องผู้สมัครภูมิใจไทยจัดเลี้ยง จี้ กกต.ตอบ3ข้อสงสัย

‘ศิริโชค’งงปมยกคำร้องผู้สมัครภูมิใจไทยจัดเลี้ยง จี้ กกต.ตอบ3ข้อสงสัย

วันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 12.22 น.
 
‘ศิริโชค’งงปมยกคำร้องผู้สมัครภูมิใจไทยจัดเลี้ยง จี้ กกต.ตอบ3ข้อสงสัย

25 สิงหาคม 2562 นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้แจ้งคำวินิจฉัยมาถึงตนในฐานะผู้ร้อง กรณีมีการจัดเลี้ยงในเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดสงขลาของนายณัฐชนน ศรีก่อเกื้อ ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคภูมิใจไทย(ภท.) ซึ่งเป็นความผิดจัดเลี้ยงเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเอง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.มาตรา 73 วรรค 1(4)

โดย กกต.วินิจฉัยว่าผู้ถูกร้องได้จัดพิธีเปิดป้ายศูนย์อำนวยการเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดสงขลา พรรคภูมิใจไทย มีการนิมนต์พระภิกษุมาทำพิธี ในพิธีมีญาติที่อยู่ในละแวกดังกล่าวมาร่วมพิธีประมาณ 20 คน มีการจัดทำอาหารเพื่อบริการแก่ผู้เข้าร่วมพิธีเท่านั้น ประกอบกับวันเปิดป้ายศูนย์อำนวยการเลือกตั้งดังกล่าวเป็นวันก่อนการเปิดรับสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และไม่ปรากฏว่าผู้ถูกร้องได้พูดจูงใจผู้ร่วมพิธีเพื่อจะให้เลือกผู้ถูกร้อง จึงยกคำร้องในเรื่องนี้ เพราะเห็นว่าไม่ได้เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพ. ศ. 2561 มาตรา 73 วรรค 1(4)

ทั้งนี้ ตนมีข้อสงสัยใน 3 ประเด็น คือ 1.โดยปกติแล้ว กฎหมายเลือกตั้ง สส.จะมีผลบังคับใช้ เมื่อมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง สส. กรณีนี้แม้ กกต.จะอ้างว่ายังไม่ได้มีการเปิดรับสมัคร แต่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งแล้ว ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม การจัดเลี้ยงเกิดขึ้นในวันที่ 29 มกราคม เท่ากับ กกต.กำลังสร้างบรรทัดฐานว่าการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง สส. จะเริ่มนับหนึ่ง ในวันรับสมัครเลือกตั้ง ไม่ใช่วันประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งใช่หรือไม่

2.จากการไต่สวนของ กกต. ระบุชัดเจนว่ามีการจัดทำอาหารให้กับผู้ เข้าร่วมพิธีเปิดป้ายศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดสงขลา พรรคภูมิใจไทย แต่ที่ชี้ว่าไม่ผิด เป็นเพราะผู้เข้าร่วมพิธีคือญาติของผู้ถูกร้อง จึงมีคำถามว่าญาติผู้ถูกร้อง ไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอย่างนั้นหรือ เหตุใดจึงมีข้อยกเว้นในการจัดเลี้ยงให้กับญาติว่าสามารถทำได้

3.กกต.ให้เหตุผลในการยกคำร้องว่าไม่ปรากฏว่าผู้ถูกร้องพูดจูงใจผู้ร่วมพิธีเพื่อจะให้เลือกผู้ถูกร้อง แต่ในกฎหมายเลือกตั้ง สส. มาตรา 73 ระบุชัดว่าห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ โดยวงเล็บ 4 กำหนดเกี่ยวกับเรื่องเลี้ยงหรือรับจัดเลี้ยงผู้ใด จะเห็นได้ว่ากฎหมายระบุเรื่องของวิธีการคือห้ามไม่ให้จัดเลี้ยงแต่จากคำวินิจฉัยนี้ กกต. กำลังวางมาตรฐานว่าจัดเลี้ยงได้ถ้าไม่พูดจูงใจ

“ผมคิดว่า กกต.ควรมีคำตอบในเรื่องนี้เพราะคำวินิจฉัยของ กกต.จะถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในกรณีอื่นๆ หากข้อสงสัยของผมเป็นจริง เท่ากับในอนาคตผู้สมัครสามารถจัดเลี้ยงญาติได้โดยไม่มีความผิด สามารถจัดเลี้ยงใครก็ได้ถ้าไม่พูดจูงใจ และการจัดเลี้ยงก่อนวันรับสมัคร ไม่ถือเป็นความผิดใช่หรือไม่” นายศิริโชค กล่าว

เปิดละเอียดยิบแผน‘แก๊งปล้นทอง’ โยงโจรใต้ แฉมีไม่ต่ำกว่า20คน คาด2วันรู้ตัว

เปิดละเอียดยิบแผน‘แก๊งปล้นทอง’ โยงโจรใต้ แฉมีไม่ต่ำกว่า20คน คาด2วันรู้ตัว

วันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 13.22 น.
 
“ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9” เปิดความคืบหน้าคดีปล้นร้านทองที่นาทวี เกี่ยวข้องกับคดีความมั่นคง 80% คนร้ายมี 17-20 คน คาด 2 วันรู้ผล ชี้ก่อเหตุรูปแบบเดียวกับเหตุปล้นเต้นท์รถนาทวีเมื่อปี 60

ความคืบหน้าคดีคนร้ายบุกปล้นร้านทอง “ห้างทองสุธาดา” กลางตลาดนาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา ซึ่งคนร้ายกวาดทองคำไปเกือบเกลี้ยงร้านหนัก2,400 บาทและเครื่องเพชรทองคำแทงอีกบางส่วนรวมมูลค่าทั้งหมดกว่า85ล้านบาท

พล.ต.ท.รณศิลป์ กล่าวว่า เหตุผลที่ให้น้ำหนักเกี่ยวข้องกับความมั่นคง เพราะดูจากพฤติกรรมในการก่อเหตุของคนร้าย เมื่อมองย้อนหลังกลับไปเหมือนกับคดีปล้นเต็นท์รถวังโต้ คาร์เซ็นเตอร์ ใน อ.นาทวี เมื่อวันที่16 สิงหาคม 2560 คือ มีการปล้นรถมาก่อน แล้วนำมาใช้ก่อเหตุ โดยคนร้ายที่ลงมือปล้นร้านทองจากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และคำให้การของพยานมีอย่างน้อย 17-20 คน

“คนร้ายมีการวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำเป็นอย่างดี ทั้งคนที่ทำหน้าที่ปล้นรถ ส่วนหนึ่งก็คุมคนขับรถเอาไว้ กลุ่มหนึ่งก็เอารถมาส่งให้กับทีมปล้นร้านทอง โดยในส่วนของทีมปล้นน่าจะมี 12 คน บางคนแต่งกายเป็นผู้หญิงแฝงตัวเป็นลูกค้ามาเคาะประตูร้านทอง เพื่อให้เปิดประตูเพราะต้องเปิดสวิทช์จากด้านใน และดันประตูเอาไว้ จากนั้นคนร้ายที่ถืออาวุธปืนสงครามก็บุกเข้าไปในร้าน” พล.ต.ท.รณศิลป์ กล่าว

ผบช.ภ.9 กล่าวถึงกรณีคนร้ายที่สวมชุดคล้ายทหาร ว่า คนร้ายไม่ได้แต่งกายด้วยชุดทหาร อาจจะมีบางคนที่สวมเสื้อลายพรางและนุ่งกางเกงยีนส์ ไม่ได้แต่งเครื่องแบบทหารเหมือนกับที่ไปก่อเหตุสร้างความไม่สงบ โดยคดีนี้ขอเวลา 2 วันน่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับตัวคนร้าย เพราะต้องรอผลการตรวจที่เกิดเหตุและสอบสวนพยาน เนื่องจุดเกิดเหตุมีหลายจุด ทั้งจุดที่ปล้นรถที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี จุดที่คนร้ายนัดรวมตัวรับคนขึ้นรถมาปล้น ซึ่งต้องตรวจทุกจุดอย่างละเอียดโดยเฉพาะรถตู้คันที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งได้ส่งไปตรวจเก็บลายนิ้วแฝงและร่องรอยของคนร้ายที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10

ส่วนเส้นทางในการก่อเหตุของคนร้าย พบว่า ขับรถมาจากตามเส้นทางแยกดอนยาง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี หลังก่อเหตุเสร็จก็หนีนำรถไปทิ้งไว้ในพื้นที่สวนยางหมู่ 4 ต.ท่าประดู่ อ.นาทวี ก่อนที่จะแยกย้ายกันหลบหนี พร้อมทองที่ขโมยไป

“คดีนี้พบว่านอกจากรถตู้ที่ปล้นมาแล้ว ยังมีรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายใช้ 3 คัน เป็นรถรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีแดงดำ ทะเบียน 1 กค 1828 ปัตตานี ซึ่งถูกขโมยมาเช่นกัน นำมาจอดทิ้งไว้บริเวณเดียวกับที่ทิ้งรถตู้ ซึ่งอาจจะขับมารับคนร้าย แต่รถเกิดเสีย จึงทิ้งเอาไว้ ส่วนอีก2 คันเป็นรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ หมายเลขทะเบียน 1 กค 1827 ปัตตานี และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ หมายเลขทะเบียน ขทอ 640 ปัตตานี ที่คนร้ายจี้เอาไปจากใต้ถุนบ้านหลังหนึ่งในหมู่ 11 ต.นาทวี อ.นาทวี ซึ่งยังไม่พบรถทั้ง 2 คัน แต่ได้แจ้งเตือนให้เป็นรถอันตรายแล้ว” ผบช.ภ.9 กล่าว

ผบช.ภ.9 กล่าวอีกว่า ในส่วนของรายละเอียดอื่นของคดีทั้งกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีคนในร่วมด้วยหรือไม่ หรืออดีตลูกจ้าง เพราะคนร้ายรู้ทุกอย่างภายในร้านเป็นอย่างดี และลงมืออย่างง่ายดาย ในเรื่องนี้ก็ต้องสอบสวนเช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่จะเรียกผู้ที่เข้าข่ายต้องสงสัยมาสอบสวนทุกคน

 
ศาลฎีกาสั่ง‘จตุพร-ณัฐวุฒิ-อริสมันต์’ร่วมชดใช้เหยื่อม็อบนปช. 19.3ล้านบาท

ศาลฎีกาสั่ง‘จตุพร-ณัฐวุฒิ-อริสมันต์’ร่วมชดใช้เหยื่อม็อบนปช. 19.3ล้านบาท

วันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 10.40 น.
 
ศาลฎีกาสั่ง‘จตุพร-ณัฐวุฒิ-อริสมันต์’ร่วมชดใช้เหยื่อม็อบนปช. 19.3ล้านบาท

25 สิงหาคม 2562 นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ในฐานะทีมกฎหมายพรรค ปชป. เปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ได้มอบให้ตนไปฟังคำพิพากษาแทน เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา ในคดีแพ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6646-6647/2561 ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับการวางเพลิงเผาทรัพย์ช่วงระหว่างการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)โดยมีการฟ้องเรียกค่าเสียหาย

โดยคดีดังกล่าวมีนางนุชทิพย์ บรรจงศิลป์ โจทก์ที่ 1 , นายสิริเชษฐ์ สุขประสงค์ดี โจทก์ที่ 2 , นางมนัสนันท์ สุขประสงค์ดี โจทก์ที่ 3 และบริษัทยูแอลซี ซอฟแวร์ โจทก์ที่ 4 ฟ้องจำเลย 11 คน ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ , นายสุเทพ เทือกสุบรรณ , กระทรวงการคลัง , กระทรวงกลาโหม กองทัพบก , นายจตุพร พรหมพันธุ์ , นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ , นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง , นายทักษิณ ชินวัตร , กรุงเทพมหานคร และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร

นายราเมศ กล่าวต่อว่า โจทก์ฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากการวางเพลิงเผาอาคาร จำนวน 3 คูหา ตั้งอยู่ที่บริเวณถนนราชปรารถ กรุงเทพมหานคร ในช่วงระยะเวลาที่มีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายทั้งสิ้น 385,920,800 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องนายอภิสิทธิ์ , นายสุเทพ และ กทม. ส่วนจำเลยคนอื่นยกฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

“แต่ศาลฎีกาพิพากษากลับให้นายจตุพร , นายณัฐวุฒิ และนายอริสมันต์ ร่วมกันรับผิดชอบใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,347,000 บาท นอกจากนี้ยังให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 12,000,000 บาท และร่วมกันรับผิดชอบใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่  4 เป็นเงิน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากคำพิพากษาพบว่าศาลฎีกาให้เหตุผลสรุปสาระสำคัญว่าคำพูดของนายจตุพร , นายณัฐวุฒิ และนายอริสมันต์ ล้วนเป็นการปราศรัยที่ยุยงส่งเสริมหรือสนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมร่วมกันแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ต่อการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่” นายราเมศ กล่าว

นายราเมศ กล่าวด้วยว่า ในคำพิพากษายังระบุอีกว่าตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุให้เชื่อได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่อาคารและทรัพย์สินที่ถูกบุคคลผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปช.วางเพลิงเผาทำลายนั้น เป็นผลที่เกิดขึ้นจากคำกล่าวปราศรัยของนายจตุพร , นายณัฐวุฒิ และนายอริสมันต์ด้วย โดยเข้าลักษณะเป็นผู้ยุยงส่งเสริมในการทำละเมิดของบุคคลผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปช. ที่ร่วมกันเผาอาคารและทรัพย์สิน จึงเป็นเหตุผลที่ศาลฎีกาได้พิพากษาให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย ขณะที่จำเลยคนอื่นๆ ศาลยกฟ้อง

ทั้งนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาต้องถือว่าเป็นที่สุด ว่ากันต่อด้วยเรื่องชำระค่าเสียหายให้กับโจทก์ผู้ที่ได้รับความเสียหายต่อไป ส่วนคดีอื่นๆที่ยังค้างการพิจารณาอยู่ในหลายคดี เชื่อว่าจะมีการนำคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ไปประกอบด้วย เพราะมีรายละเอียดที่น่าสนใจ

คนต่างวัย ใจต่างกัน!โพลระบุ‘คนรุ่นใหม่-สูงวัย’เสียงแตก ถ้า‘บิ๊กตู่’นั่งหัวหน้าพปชร.

คนต่างวัย ใจต่างกัน!โพลระบุ‘คนรุ่นใหม่-สูงวัย’เสียงแตก ถ้า‘บิ๊กตู่’นั่งหัวหน้าพปชร.

วันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 10.24 น.
 
คนต่างวัย ใจต่างกัน!โพลระบุ‘คนรุ่นใหม่-สูงวัย’เสียงแตก ถ้า‘บิ๊กตู่’นั่งหัวหน้าพปชร.

25 สิงหาคม 2562 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง “คนต่างวัย ใจต่างกัน” กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,616 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ(Qualitative Research) ระหว่างวันที่ 10-24 สิงหาคม 2562

เมื่อถามถึง ความสุขของประชาชน ถ้ามีรัฐมนตรีติดดิน จิตใจดี ช่วยเหลือชาวบ้าน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 46.7 มีความสุข , ร้อยละ 40.2 ระบุเฉย ๆ และร้อยละ 13.1 ไม่เห็นมีความสุขอะไร

อย่างไรก็ตาม ที่น่าเป็นห่วง คือ มีประชาชนจำนวนมากเคยโดนเจ้าหน้าที่รับเรียกรับเงินในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยพบมากสุดในช่วงอายุ 20-30 ปี ร้อยละ 40.5 , ช่วงอายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 33.2 , ช่วงอายุ 31-40 ปีร้อยละ 30.9 ในขณะที่ช่วงอายุ 41 – 50 ปีมีร้อยละ 27.9 และช่วงอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มีอยู่ร้อยละ 10.6 ที่เคยประสบปัญหาเจ้าหน้าที่รัฐทุจริต คอรัปชั่น เรียกรับเงินจากประชาชนและคนใกล้ชิด

นายนพดล ระบุว่า ที่น่าสนใจคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าจะเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แต่คนสูงอายุส่วนใหญ่เห็นด้วย โดยผลสำรวจพบว่าคนช่วงอายุต่ำกว่า 20 ปีส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 77.6 และคนช่วงอายุ 20-30 ปี ร้อยละ 68.7 ไม่เห็นด้วยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แต่ในกลุ่มคนช่วงอายุ 31-40 ปี ร้อยละ 50.4 , ช่วงอายุ 41-50 ปี ร้อยละ 56.5 และช่วงอายุ 51 ปีขึ้นไป ร้อยละ 53.6 เห็นด้วยถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวอีกว่า ที่น่าพิจารณา คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ชอบพรรคอนาคตใหม่ แต่คนสูงอายุชอบพรรคพลังประชารัฐ โดยผลสำรวจพบว่ากลุ่มคนช่วงอายุต่ำกว่า 20 ปีส่วนใหญ่ร้อยละ 81.9 , คนช่วงอายุ  20-30 ปีส่วนใหญ่ร้อยละ 67.4 ชอบพรรคอนาคตใหม่ ในขณะที่คนช่วงอายุ 31-40 ปีร้อยละ 50.3 , คนช่วงอายุ 41–50 ปี และคนช่วงอายุ 51 ปีขึ้นไปชอบพรรคอนาคตใหม่ลดลง ตามลำดับ แต่คนสูงอายุตั้งแต่ 51 ปีขึ้นไปจำนวนมากสุด หรือร้อยละ 41.6 ชอบพรรคพลังประชารัฐ และช่วงอายุ 41-50 ปีร้อยละ 33.3 ชอบพรรคพลังประชารัฐเช่นกัน ในขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่อายุต่ำกว่า 20 ปีเพียงร้อยละ 4.8 เท่านั้นที่ชอบพรรคพลังประชารัฐ

นายนพดล กล่าวอีกว่า โพลนี้ชี้ให้เห็นว่าคนต่างวัยมีประสบการณ์และใจที่ชอบต่างกัน คนรุ่นใหม่โดนประสบการณ์ที่ไม่ดีจากเจ้าหน้าที่รัฐในปัญหาทุจริตคอรัปชั่น โดนเรียกรับเงินมากกว่าคนสูงวัย อาจทำให้รู้สึกไม่ดี และโทษรัฐบาลปัจจุบันมากกว่ากลุ่มคนสูงวัย ส่งผลให้อยากเปลี่ยนแปลงสังคมหลังจากเคยผิดหวังจากผู้ใหญ่ในสังคมเมื่อหลายปีก่อน โดยวันนี้พรรคที่ชอบของคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ คือ พรรคอนาคตใหม่ ส่วนพรรคที่ชอบของคนสูงวัยจำนวนมาก คือ พรรคพลังประชารัฐ โดยมีบุคคลนัยสำคัญของคนสูงวัย คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผลโพลนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงคนต่างวัย ใจต่างกัน

“ฐานสนับสนุนของสาธารณชนจะเพิ่มขึ้นถ้าพรรคการเมืองต่างๆทำงานตอบสนองความคาดหวังได้อย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ทำอะไรเลยย่อมส่งผลให้คะแนนนิยมถดถอยอย่างมีนัยสำคัญ ทางออกคือควรออกแบบโมเดลตอบโจทย์คนแต่ละวัยให้มากขึ้น เช่น การยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การมุ่งเน้นผลงานจับต้องได้ รณรงค์จิตอาสา ยึดผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ ยืนหยัดในความถูกต้องชอบธรรม และเป็นต้นแบบที่ดีต่อคนทุกวัย” นายนพดล กล่าว

 

หน้าแรก / Politics โพลล์ เผย 77.2% ระบุฝ่ายค้านเหตุผลเพียงพอยื่นซักฟอก”ลุงตู่”

โพลล์ เผย 77.2% ระบุฝ่ายค้านเหตุผลเพียงพอยื่นซักฟอก”ลุงตู่”

25 Aug 2019

สวนดุสิตโพลสำรวจความเห็นประชาชนรู้สึกอย่างไรที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปนายกรัฐมนตรีกรณีถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญพบว่า 77.20% เห็นว่ามีเหตุผลเพียงพอเพราะไม่เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติไม่เหมาะสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญขณะเดียวกัน 40.79%  เห็นว่าเป็นเกมการเมือง

จากที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกรณีถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญถือเป็นการกระทำอันมิบังควรและต้องเร่งแก้ไขให้ถูกต้องตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการยื่นซักฟอกกรณีดังกล่าว

 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิตจึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,184 คนระหว่างวันที่ 21-24 สิงหาคม2562 สรุปผลได้ดังนี้ 

1.ประชาชนคิดว่าฝ่ายค้านมีเหตุผลเพียงพอต่อการยื่นซักฟอกพล.อ.ประยุทธ์กรณีการถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนหรือไม่?

อันดับ1 มีเหตุผลเพียงพอ 77.20% เพราะพล.อ.ประยุทธ์กล่าวถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนจริงไม่เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติไม่เหมาะสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญฯลฯ

อันดับ2 มีเหตุผลไม่เพียงพอ 22.80%  เพราะอยากให้สนใจเรื่องการบริหารบ้านเมืองการแก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชนมากกว่าเป็นการจ้องจับผิดหาเรื่องรัฐบาลเสียเวลาฯลฯ 

2. ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่? ที่ฝ่ายค้านยื่นซักฟอกพล.อ.ประยุทธ์

อันดับ1 เห็นด้วย 66.72% เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญนายกฯควรชี้แจงอย่างเป็นทางการอยากรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นสิทธิของฝ่ายค้านที่สามารถกระทำได้  ฯลฯ 

อันดับ2 ไม่เห็นด้วย18.67% เพราะอาจกลายเป็นประเด็นที่สร้างความขัดแย้งไม่เกิดผลดีกับทั้ง2 ฝ่ายส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทางการเมืองให้แย่ลงฯลฯ 

อันดับ3 ไม่แน่ใจ 14.61% เพราะเป็นประเด็นล่อแหลมยังไม่มีท่าทีว่าจะจบปัญหายังคงยืดเยื้อบานปลายทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านยังคงออกมาตอบโต้กันไปมาฯลฯ

3. ประชาชนคิดว่าการยื่นซักฟอกพล.อ.ประยุทธ์เป็นเกมการเมืองหรือไม่?

อันดับ1 เป็นเกมการเมือง 40.79% เพราะต้องการสร้างกระแสทางการเมืองบีบให้พล.อ.ประยุทธ์ลาออกเป็นการหาจุดอ่อนเพื่อโจมตีรัฐบาลอยากให้มีการเลือกนายกฯใหม่ฯลฯ 

อันดับ2 ไม่เป็นเกมการเมือง34.97% เพราะฝ่ายค้านทำหน้าที่ได้เหมาะสม  เมื่อนายกฯไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญก็ไม่ควรเพิกเฉย  การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายเป็นเรื่องปกติทางการเมืองฯลฯ   

อันดับ3 ไม่แน่ใจ24.24% เพราะควรดูที่เจตนาของฝ่ายค้านและความตั้งใจที่จะยื่นซักฟอกว่ามีน้ำหนักมากน้อยเพียงใดข่าวมีหลายกระแสทำให้สับสนฯลฯ

4. ประชาชนคิดว่าการซักฟอกพล.อ.ประยุทธ์ครั้งนี้จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลอย่างไร?

อันดับ1 เชื่อมั่นลดลง62.14% เพราะเกี่ยวข้องกับพล.อ.ประยุทธ์โดยตรงทำให้ประชาชนเกิดความสงสัยไม่มั่นใจในการทำงานรัฐบาลมีจุดอ่อนหลายอย่างฯลฯ

อันดับ2 เชื่อมั่นเหมือนเดิม28.80% เพราะทุกคนมีโอกาสผิดพลาดได้ไม่ส่งผลต่อการบริหารบ้านเมืองยังทำงานต่อไปได้  มีนโยบายออกมาช่วยเหลือประชาชนฯลฯ 

อันดับ3 เชื่อมั่นมากขึ้น9.06% เพราะหากมีการชี้แจงอย่างชัดเจนก็ทำให้เข้าใจมากขึ้นน่าจะมีการเตรียมตัวมาดีฯลฯ

5. สิ่งที่ประชาชนอยากบอกทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านกรณีการอภิปรายยื่นซักฟอกพล.อ.ประยุทธ์คือ

ฝ่ายรัฐบาล

อันดับ1 การตอบคำถามการชี้แจงต้องชัดเจนตรงประเด็น46.75%

อันดับ2 ตั้งใจรับฟังอย่างมีสติมีเหตุผลไม่ใช้อารมณ์ไม่วู่วาม34.15%

อันดับ3 ทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุดรักษาสัญญาบริหารบ้านเมืองตามนโยบาย18.29%

อันดับ4 เข้าร่วมประชุมปฏิบัติตามกฎระเบียบในที่ประชุม13.82%

อันดับ5 มีการเตรียมตัวที่ดีเตรียมข้อมูลเอกสารต่างๆให้ครบถ้วน10.16%

ฝ่ายค้าน

อันดับ1 ไม่ทะเลาะเบาะแว้งไม่ใส่ร้ายป้ายสีสุภาพ  31.38%

อันดับ2 เน้นเรื่องการทำงานการดูแลประชาชนนึกถึงประโยชน์ของส่วนรวม28.87%

อันดับ3 เป็นฝ่ายค้านที่ดีเคารพกติกาไม่ละเมิดกฎระเบียบข้อบังคับ26.36%

อันดับ4 รักษาเวลาไม่ยืดเยื้อพูดให้สั้นกระชับเข้าใจง่าย19.67%

อันดับ5 มีข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนเป็นประโยชน์    15.06% 

คึก! ‘วันพรุ่งนี้’ นัดถกด่วนแก้ยางตกเตรียมบุกกรุงเสนอ “สุนันท์” 26 ส.ค.

25 Aug 2019
 
“สุนันท์” เทียบหนังสือเชิญเชิญ 15 อรหันต์เข้ากรุงแก้ปัญหาราคายาง  26 ส.ค.นี้  ด้านรัฐมนตรีเกษตร เตรียมเดินหน้าเปิด"ตลาดไทยคอม" ดันไทยเป็นผู้นำกำหนดชี้ชะตาราคายางขายทั่วโลก

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมาผลการประชุมแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบ ครั้งที่ 3/2562 เพื่อติดตามการแก้ปัญหายางพาราที่มีผลกระทบต่อราคาและเกษตรกรชาวสวนยาง ที่มีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ในราคายางแผ่น 60 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด DRC 100% ราคา  57 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย DRC 100% ราคา 50 บาทต่อกิโลกรัม คิดพื้นที่ยางจากสวนยางที่อายุ 7 ปีขึ้นไป การจ่ายเงินชดเชย 2 เดือนครั้งคือ ตุลาคม 2562 - พฤศจิกายน 2562 ธันวาคม 2562 - มกราคม 2563 และกุมภาพันธ์ 2563 วิธีการจ่ายนั้นจะจ่ายเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรงผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) คาดว่าจะใช้งบประมาณกว่า 3 หมื่นล้านบาท (เฉพาะผู้ที่มีเอกสารสิทธิ์ที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จำนวน 1.1 ล้านราย


แหล่งข่าวการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดประชุมหารือโครงการชดเชยรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อหาแนวทางในการดำเนินโครงการจากผู้แทน หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน ผู้นำสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยางนั้น ทาง กยท. โดย นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยได้เชิญ 15 ตัวแทนเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรได้ร่วมหารือ ในวันที่ 26 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งประกอบด้วย นายธีระชัย แสนแก้ว ประธานเครือข่ายเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระดับประเทศ และสมาชิกเครือข่าย กยท. ได้แก่ นายเขศักดิ์ สุดสวาท นายสวัสดิ์ ลาดปาละ นายสงวน สัพโส นายสุรัตน์ เทือกสุบรรณ นายประทบ สุขสนาน นายประยูรสิทธิ์ คณานุรักษ์ นายถนอมเกียรติ ยิ่งฉ้วน นายประเสริฐ จรัญฤทธิกุล นายเกรียงไกร เทพินทร์อารักษ์ และ นายสมพงษ์ ราชสุวรรณ

นอกจากนี้ยังมีนายอุทัย สอนหลักทรัพย์  ประธานสภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสาวยางแห่งประเทศไทย(สยยท.),นายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย,นายมนัส บุญพัฒน์ นายสมาคมคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย (ส.ค.ย.) และนายทศพล ขวัญรอดประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและสวนปาล์มนํ้ามัน 16 จังหวัดภาคใต้ (คยป.)

ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า โครงการประกันรายได้ เป็นการหยุดเลือดเท่านั้น ถ้าไม่ทำอะไรเลยราคายางจะถูกกดราคาลงไปอีก เพราะสมประโยชน์กันทุกฝ่าย และต้องมีมาตรการที่จะต้องทำควบคู่ ต้องไปกำหนดราคาตลาดโลก ตลาดล่วงหน้า เป้าหมายใหญ่ก็คือ ตั้ง "ตลาดไทยคอม" ทำให้ไทยเป็นตลาดกลางของพาราโลกให้ได้

วัดช่วงชก 3เสือยางพาราไทย ไขปม‘วงศ์บัณฑิต’เสือลำบาก

25 Aug 2019
 
คอลัมน์ถอดสูตรคุย

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3499 หน้า 7 วันที่ 25- 28 สิงหาคม 2562

โดย บรรทัดเหล็ก

กลายเป็นข่าวสะเทือนวงการยางพาราของไทย เมื่อบริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกยางพารา ยางธรรมชาติอันดับ 3 ของประเทศ ไทย ตกอยู่ในภาวะเสือลำบาก ท่ามกลางการจับตาดูอย่างใกล้ชิดของคนในวงการอุตสาหกรรมยางพาราว่า “ทพ.พงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต” จะสามารถนำพาธุรกิจของตระกูลที่ในอดีตเคยก้าวขึ้นไปยืนเป็นอันดับ 1 ผู้ส่งออกยางพาราในตลาดโลก ผ่านพ้นวิกฤติที่ถาโถมเข้ามาได้หรือไม่

ถ้าพลิกดูผลประกอบการของบริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด ที่แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า บริษัทเริ่มมีปัญหาการดำเนินธุรกิจขาดทุนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559 ที่มีรายได้รวม 25,297.67 ล้านบาท รายจ่ายรวม 25,266 ล้านบาท ส่ง ผลให้ผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 76.33 ล้านบาท

ปี 2560 รายได้รวม 32,718.38 ล้านบาท รายจ่าย 33,375.15 ล้านบาทส่งผลให้ผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 893.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,071.12% เมื่อเทียบกับปี 2559

ปี 2561 มีรายได้ 28,735.62 ล้านบาท รายจ่ายรวม 29,985.02 ล้านบาท ส่งผลให้ผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 1,253.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.17% เมื่อเทียบกับปี 2560

23 เมษายน 2561 “วงศ์บัณฑิต”  ตัดสินใจปิดกิจการบริษัทในเครือที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นฐานการผลิตใน 3 จังหวัด คือ 1. จังหวัดชุม พร ได้แจ้งเลิกกิจการ บริษัท วงศ์บัณฑิต ชุมพร จำกัด ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท และบริษัท วงศ์บัณฑิต ชุมพร เอ็น อาร์ จำกัด 2. จังหวัดสุราษฎร์ธานี แจ้งเลิกกิจการ บริษัท วงศ์บัณฑิต สุราษฎร์ธานี จำกัด ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท และ 3. จังหวัดอุดรธานี แจ้งเลิกกิจการบริษัท วงศ์บัณฑิต อุดรธานี จำกัด ทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ ทพ.พงษ์ศักดิ์ ออกมาสยบกระแส ข่าวปิดกิจการ ยืนยัน “บริษัทยังดำเนินกิจการอยู่ตามปกติ ข่าวที่ได้รับเป็นเพียงการปรับกำลังการผลิตตามสภาวะตลาด และผลผลิตที่ลดลงของประเทศไทยและของโลก ดังนั้นจำเป็นต้องปรับตัวให้ใช้ทรัพยากรทุกอย่าง อย่างมีประสิทธิภาพ ตามระบบเศรษฐกิจของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว”

ว่ากันว่าความสั่นคลอนของ “วงศ์บัณฑิต” เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปของ 5 เสือส่งออกยางพารา ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ท่ามกลางกระแสข่าว “ทพ.พงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต” เข้าพบ “เพิ่ม ธีรศานต์วงศ์“ เจ้าของอาณาจักรเซาท์แลนด์รับเบอร์ผู้ส่งออกยางอันดับ 1 ของไทย เพื่อเจรจาซื้อขายธุรกิจ แต่ตกลงราคากันไม่ลงตัว

ต้องยอมรับว่ากว่าครึ่งทศวรรษที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยางพาราต้องเผชิญกับความท้าทาย และแรงกดดันจากหลากหลายปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจจีน ส่งผลให้ราคายางพาราในตลาดโลกตกตํ่า ผู้ประกอบการยางพาราทั้งไทยและต่างประเทศหลายรายต้องม้วนเสื่อออกจากอุตสาหกรรม ขณะที่บางรายต้องตัดใจขายธุรกิจให้กับนักลงทุนรายอื่น

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการ

แต่สำหรับวงศ์บัณฑิต กลับเป็นยักษ์ที่ปรับตัวช้า ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากการทำธุรกิจแบบ “กงสี” หรือธุรกิจครอบครัว

ที่สำคัญคือ สินค้าค้าหลักยังยึดติดกับยางแผ่นรมควัน ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตที่ยุ่งยากซับซ้อน ทั้งที่ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตยางพาราและสินค้ายางพาราได้พัฒนาไปมากและผลิตเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

ต่างจากกลุ่มบริษัทเซาท์แลนด์รับเบอร์ฯ ผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่อันดับ 1 ของไทย ภายใต้การนำของ “เพิ่ม ธีรศานต์วงศ์“ ที่ปรับตัวขยายอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

ปัจจุบันเซาท์แลนด์รับเบอร์ฯ  สยายปีกออกไปสร้างฐานการผลิตในหลายประเทศ ทั้ง เยอรมนี จีน แอฟริกา อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา สิงคโปร์ สหรัฐฯ และเวียดนาม

ในปี 2561 ผลประกอบการ เซาท์แลนด์รับเบอร์ฯ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะบริษัท เซาท์แลนด์รีซอร์ซ จำกัด บริษัทในกลุ่มเซาท์แลนด์ บริษัทเดียวมีกำไรสูงถึง 1,660 ล้านบาทในปี 2561 เพิ่มจาก 289 ล้านบาท ในปี 2560

ขณะที่ บริษัท ศรีตรัง แอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ผู้ส่งออกยางพาราอันดับ 2 ของไทย ภายใต้การนำของทายาทรุ่น 2 "ดร. ไวยวุฒิ สินเจริญกุล" ก็ปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน"ศรีตรัง" มีธุรกิจยางพาราที่ครอบ คลุมตั้งแต่ต้นนํ้ายันปลายนํ้า กลายเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของโลกที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดในปี 2561 ประมาณ 10% ของยอดความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติรวมทั่วโลก

“ศรีตรัง” ยังเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ มีส่วนแบ่งทางการตลาดในปี 2561 ประมาณ 6% ของความต้องการบริโภคถุงมือยางทั่วโลก

นอกจากนี้ยังตั้งบริษัทย่อยในต่างประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ และเวียดนาม เพื่อเป็นตัวแทนในการจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทไปยังผู้ผลิตยางล้อชั้นนํา 

ถึงตรงนี้อาจจะกล่าวได้ว่า ความสั่นคลอนที่เกิดขึ้นกับธุรกิจของวงศ์บัณฑิต เป็นหนึ่งบทเรียนสำคัญในประวัติศาสตร์วงการยางพาราไทย

ขอส่งกำลังใจให้ "ทพ.พงษ์ศักดิ์” ผ่านพ้นมรสุมลูกนี้โดยเร็ว

หน้าแรก / อสังหาริมทรัพย์ วิกฤติห่างชั้น‘ต้มยำกุ้ง’ กูรูฟันธง...  คอนโดโลว์ไรส์กลางเมืองยังปัง

วิกฤติห่างชั้น‘ต้มยำกุ้ง’ กูรูฟันธง...  คอนโดโลว์ไรส์กลางเมืองยังปัง

25 Aug 2019
 
ฟันธงเศรษฐกิจ โลกถดถอยปี 2562 ลูกโป่งไม่แตกง่ายห่างชั้นต้มยำกุ้ง 40 ยันคอนโดฯโลว์ไรส์กลางเมือง-แนวราบ-ท่องเที่ยวยังไปได้ รถไฟ 3 สนามบิน-อู่ตะเภา ดันลงทุน ด้านนักวิเคราะห์ มองครึ่งปีแรกยอดขายมากถึง 2.4 หมื่นหน่วย

แม้เศรษฐกิจโลกซวนเซจากการสู้รบทางการค้า สงครามค่าเงินของประเทศมหาอำนาจ กำลังซื้อจีนหล่นหายฟาดหางมายังตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไทยท่ามกลางปัจจัยลบธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) คุมเข้มสินเชื่อ แต่ในวิกฤติย่อมมีโอกาส ผู้ประกอบการปรับตัวสินค้า สถาบันการเงินระมัดระวัง ไม่ให้ซํ้ารอยวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งปี2540 สะท้อนจากตัวเลขซื้อขายที่อยู่อาศัยครึ่งปีแรก ยังมากถึง24,000 หน่วย ขณะการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานรัฐ เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี ยังเป็นความหวัง

นายพรนริศ ชวนไชย-สิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ในเวทีสัมมนา PROPERTY FOCUS 2019 หัวข้อ อสังหาฯพลิกเกมรุก จับโอกาสทอง จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ระบุถึงภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยไทยว่า ภาพรวม เดือนแรกของปี 2562 ไม่ได้น่ากังวลอย่างที่มีกระแสข่าวออกมา เพราะเมื่อเทียบวิกฤติฟองสบู่ปี 2540สถาน การณ์ปัจจุบันเบาบางกว่ามาก เพราะเมื่อเจาะลึกรายเซ็กเมนต์เช่น กลุ่มคอนโดฯ โลว์ไรส์ใจกลางเมืองยังไปได้ เช่นเดียวกับแนวราบในบางจังหวัดผู้ประกอบการชะลอเปิดโครงการ หรือเปลี่ยนทำเลพัฒนา โดยอาศัยฐานข้อมูล (Data base) ช่วยในการวิเคราะห์

นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทยจำกัด ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ เจาะลึกตัวเลข ซื้อ-ขายอสังหาฯครึ่งปีแรกจำนวน 2.4 หมื่นหน่วย ถือว่าไม่น่ากังวล จากยอดซื้อ-ขายปกติที่จะเกิดขึ้นตลอดทั้งปีเฉลี่ย 4-5 หมื่นหน่วย

แม้มีสัญญาณน่ากังวลจากนักลงทุนต่างชาติหายไป ปัจจัยเงินบาทแข็งค่าทำให้ความน่าสนใจลงทุนอสังหาฯ ลดลง ต้องจ่ายเงินเพิ่มนับ12% ขณะที่ตัวเลือกด้านการลงทุนอสังหาฯ ไม่ได้มีความน่าสนใจแค่ในไทย เงินปอนด์ที่อ่อนค่า ทำให้นักลงทุนอสังหาฯ บางส่วน ย้ายเม็ดเงินไปลอนดอน ประเทศอังกฤษแทน ตลาดไทยจึงต้องพึ่งพากำลังซื้อคนไทย ซึ่งเป็นเรียลดีมานด์เป็นหลัก

ทั้งนี้ ยืนยันว่าจำนวนโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง หรือเหลือขายในตลาด ไม่ได้สร้างปัญหาให้กับตลาดแต่อย่างใด ยังคงเดินหน้าต่อได้โดยเฉพาะบางทำเลที่มีดีมานด์ และซัพพลายน้อย เช่น สุขุมวิทรามคำแหง เป็นต้น

หน้าแรก / ข่าวทั่วไป / สั่งสแกนโรงสี-เชื่อมโยงตลาดห้างแก้ปัญหาข้าวเหนียวแพง

สั่งสแกนโรงสี-เชื่อมโยงตลาดห้างแก้ปัญหาข้าวเหนียวแพง

25 Aug 2019
 
กรมการค้าภายในแจงไม่นิ่งนอนใจแก้ปัญหาราคาข้าวเหนียวแพงเตรียมเชื่อมโยงตลาด. ร่วมมือห้างกระจายข้าวเหนียวให้ทั่วถึงเร่งตั้งทีมสแกนโรงสีทั่วทุกภูมิภาคดูแลกักตุน-ขายเกินราคา

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายในเปิดเผยว่ากรมฯไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกรณีความเดือดร้อนผู้ค้าส่งค้าปลีกรายย่อยจนไปถึงผู้บริโภคที่มีการร้องเรียนราคาข้าวเหนียวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 40-50 บาทต่อกิโลกรัมโดยปัญหาหลักมาจากภัยแล้งหลายพื้นที่โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่งผลกระทบให้ผลผลิตข้าวเหนียวทั้งนาปีและนาปรังที่ผ่านมามีปริมาณน้อยกว่าทุกปีและน่าจะดีขึ้นปลายเดือนตุลาคม– พฤศจิกายน2562 ผลผลิตข้าวนาปีฤดูกาลใหม่ปี2562/2563 จะเริ่มออกสู่ตลาดราคาข้าวเหนียวจะปรับตัวลดลงได้แต่ช่วงรอยต่อของฤดูกาลข้าวเก่าเหลือน้อยข้าวใหม่ยังไม่ออกและเก็บเกี่ยว

กรมฯจะใช้วิธีการเชื่อมโยงตลาดโดยจะขอความร่วมมือผู้ค้าส่งรายใหญ่หรือโรงสีในพื้นที่ที่ยังมีปริมาณข้าวสารเหนียวอยู่มากไปในพื้นที่ที่มีข้าวสารเหนียวอยู่น้อยให้เพิ่มขึ้นแม้จะมีปัญหาด้านค่าขนส่งการขนย้ายแต่จะให้มีการคิดค่าบริการไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกันเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยภาครัฐจะเป็นตัวกลางประสานเรื่องนี้รวมทั้งจะขอความร่วมมือห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศเชื่อมโยงการกระจายข้าวสารเหนียวด้วยเช่นกันซึ่งรูปแบบการเชื่อมโยงและขอความร่วมมือครั้งนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อให้เกิดความเหมาะกันต่อไป

 ...................................................

25 สิงหาคม 2562

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน