*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5536
  • จำนวนผู้ชม : 3343914
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< สิงหาคม 2019 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 230 , 20:15:13 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

link @: ‘ช่อ’อ้างไม่มีเวลายื่นบัญชีทรัพย์สิน // สั่งสแกนโรงสีข้าวเหนียวแพง

สวัสดีครับ

         ปัญหาคนไทยขณะนี้ คือ เหตุใด ส.ส.ที่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว จึงยังหวงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่อีก อีกทั้งนายสมศักดิ์ เทพ

สุทิน คนสำคัญของพรรคพปชร.ก็ยังเห็นว่าดีแล้ว  แม้ว่า 'บิ๊กป้อม' ประธารยุทธศาสตร์ของพรรค จะพูดเปรยๆให้ลาออกก็ตาม

         ส.ส.บัญชีรายชื่อ 5 คน ของพรรคพลังประชารัฐ ที่นั่งควบตำแหน่งรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่า

การกระทรวงศึกษาธิการ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง

การดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการยุติธรรม  และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรี

ช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

 

การเมือง

"ศรีอัมพร" วิพากษ์นโยบายเศรษฐกิจรัฐ ส่อเดินหลงทาง

วันที่ 25 สิงหาคม 2562 - 15:29 น.
ศรีอัมพร,วิพากษ์นโยบายเศรษฐกิจรัฐ,ส่อเดินหลงทาง,ห่วงเน้นส่งออก
 

"ศรีอัมพร" ห่วงเน้นส่งออก-GDP ละเลยส่งเสริมจุดแข็งเกษตรกรไทย ผลิตสินค้า Champion of Product ยกสมุนไพรไทยต่างชาตินิยม ราคาดี คู่แข่งน้อย น้ำมันกัญชาพัฒนาได้

           เมื่อวันที่ 25 ส.ค.62 - นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโส กล่าวแสดงความเห็นส่วนตัวพร้อมแสดงข้อห่วงใย ถึงการเสนอนโยบายของฝ่ายรัฐบาลเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาเป็นข่าวใหญ่ในเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือที่เรียกว่า GDP , การเร่งส่งเสริมหารายได้เข้าประเทศทางการท่องเที่ยวโดยการเสนอให้เปิดการยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าเข้าประเทศของพลเมืองจีนและอินเดีย เพื่อเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยวหารายได้เข้าประเทศ ทดแทนการส่งสินค้าออกที่มีปัญหาหดตัวจากเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้าระหว่างจีนสหรัฐ , การขอให้รัฐอนุโลมให้สถานบันเทิงเปิด ถึงเวลา 04.00 น. , การหามาตรการช่วยเหลือการส่งสินค้าออกนอกประเทศเพราะกลัวการพลาดเป้าส่งออก ,โครงการถมทะเลบริเวณแหลมฉบัง อีก 300 ไร่เพื่อให้ บริษัท เอ็กซอน โมบิล คอร์ปอเรชั่น ลงทุนประกอบอุตสาหกรรมด้านปิโตรเคมี ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหญ่เกี่ยวกับด้านน้ำมันและผลิตผลจากการผลิต-กลั่นน้ำมัน มาเป็นโพลีพลาสติก เป็นต้น รวมทั้งมาตรการการประกันราคาพืชผลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินคนจน

          โดย นายศรีอัมพร กล่าวว่า นโยบายของรัฐเหล่านี้ดูเผินๆ ก็อาจจะเข้าใจว่าเป็นการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามหลักวิชาการ อีกทั้งยังมีนักวิชาการกูรูและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง การปฏิบัติตามนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลออกมาอธิบายถึงประโยชน์ได้-เสียที่รัฐนำนโยบายไปปฏิบัติเป็นแผนงานต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชน และทำให้เศรษฐกิจของประเทศชาติเข้มแข็ง

          แต่หากจะวิเคราะห์เข้าถึงเนื้อในของนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐในขณะนี้แล้วเป็นเรื่องที่น่าตกใจว่า วิสัยทัศน์และมุมมองความเห็นถ้าเป็นการหลงทาง หรือเป็นการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาดและสุ่มเสี่ยงต่อการทำให้สถานะเศรษฐกิจของประเทศตกสู่หล่มหรือกับดักของวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้ภายในไม่ถึง 2 ปี ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้เพราะหากวิเคราะห์เจาะลึก โครงสร้างการผลิตของประเทศแล้ว พบว่าเรามี โครงสร้างอยู่ที่สำคัญ 2 อย่าง คือ 1.เกษตร ซึ่งเป็นบุคคลส่วนใหญ่ของประเทศ 2.ภาคอุตสาหกรรมและการค้า ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ของผู้ประกอบการมีไม่เกิน 5% และเมื่อดูโครงสร้างการผลิตอุตสาหกรรมไทย คงเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่มีเทคโนโลยีขั้นสูง ขาดการวิจัยและพัฒนาไม่ว่าอุตสาหกรรมหนักหรือเบา , อุตสาหกรรมเคมี และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ หรือเครื่องมือทางการแพทย์ ก็ไม่ได้มีความก้าวหน้าทัดเทียมประเทศชั้นนำอื่นๆ ดังนั้นมูลค่าสินค้าจึงต่ำ และยากแก่การแข่งขันกับประเทศต่างๆ ที่มีระดับอุตสาหกรรมเช่นเดียวกัน

          สำหรับภาคเกษตรของประเทศไทย ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกร จะทำเกษตรมากที่สุดก็พบว่ามีรายได้ต่ำ และไม่สามารถเพิ่มผลผลิตให้สูง ไม่สามารถลดต้นทุนได้เทียบเท่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียและอินโดนีเซีย อาทิ การปลูกปาล์มน้ำมัน , ยางพารา หรือการปลูกข้าวเราก็สู้เวียดนามและจีนไม่ได้ เพราะเรามีเทคโนโลยีการเกษตรที่ต่ำกว่าจนไม่สามารถพัฒนาพืชผลให้เทียบเท่ากับประเทศอื่น ตัวอย่างผักผลไม้เราก็ไม่สามารถผลิตสู้ประเทศจีนได้ดังจะเห็นได้ว่าในแต่ละปีประเทศจีนจะส่งผักผลไม้มาขายในประเทศไทย กว่า 1 ล้านตัน โดยผลิตผลดังกล่าวมีคุณภาพดี ราคาถูกกว่า เช่น กระเทียม , แครอท ผลไม้ ก็มีราคาถูกกว่าประเทศไทยทั้งสิ้นเนื่องจากกระบวนการจัดการการผลิตและเทคโนโลยีสูงกว่าอันเป็นจุดแข็งของเขา จนผลิตผลของประเทศไทย แข่งขันไม่ได้ต้องตั้งกำแพงภาษีหรือจำกัดจำนวนนำเข้า หรือจำกัดเขตการจำหน่าย เป็นต้น

          นายศรีอัมพร เห็นว่า ปัญหาของรัฐที่ต้องตั้งโจทย์มีว่า อะไรที่เป็นจุดแข็งของกระบวนการการผลิตของประเทศไทย ที่จะสามารถนำไปแข่งขันและสู้กับประเทศอื่นได้ ในขณะที่เศรษฐกิจของโลกกำลังมีปัญหา และยังมีปัญหาสงครามการค้าจีน-สหรัฐอันมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ซึ่งไทยต้องแก้ ปัญหามันเป็นโจทย์ที่ยากยิ่ง จึงขอถามว่าอะไรที่เป็นจุดแข็งของสินค้าไทยที่จะนำไปแข่งขันกับประเทศอื่น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีมรสุม และมีกูรูทำนายว่าอาจเกิดเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ภายในไม่เกิน 3-5 ปีนี้

          รัฐบาลและคนไทย กลับลืมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ให้ไว้ตั้งแต่ปี 2543 คือเราไม่พยายามสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชนคนไทยทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม เราไม่เคยค้นคว้าหรือหาจุดแข็ง หรือความสามารถทางการแข่งขันกับประเทศอื่นทั่วโลก เราไม่ได้ศึกษาและวิจัยในเรื่องการผลิตสินค้าหรือบริการ ตลอดจนภาคเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรมว่าสินค้าใดเป็นสินค้าที่เป็นจุดแข็ง และสู้เขาได้ 

          นายศรีอัมพร กล่าวอีกว่า สินค้าและบริการที่เป็นจุดแข็ง คือสินค้าที่เราสามารถผลิตได้โดยเทคโนโลยีของเราเอง มีราคาสูง มีคุณภาพสูงและประเทศอื่นไม่สามารถผลิตเพื่อแข่งขันได้ จะขอยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้เราได้พบว่าน้ำมันกัญชา เป็นพืชทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยมีความสามารถสูงในการปลูกผลิต และสกัดทำน้ำมันกัญชาเพื่อนำไปใช้เป็นยารักษาโรคที่มีประสิทธิภาพสูง ที่สามารถสู้ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์จากชาติยุโรป , สหรัฐอเมริกา , ญี่ปุ่นและจีนได้ แต่รัฐก็ไม่มีวิสัยทัศน์หรือความกล้าที่จะนำจุดแข็งของประเทศไทย มาเป็น การผลิตสินค้า เพื่อเป็นสินค้าชนิด Champion Products และสามารถส่งออกเป็นมูลค่าสูงหลายล้านล้านบาทต่อปีได้ อันเนื่องจากความหวาดระแวง , ความ ขี้ขลาดและไม่กล้าหาญของผู้นำประเทศ ที่จะกล้าตัดสินใจให้ประเทศไทย เป็นผู้ผลิตสินค้าประเภท Champion of Product คือน้ำมันกัญชา ให้เป็นอุตสาหกรรม

          นายศรีอัมพร กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้การที่ประเทศไทยกลับไปส่งเสริมเกษตรกรรมประเภทที่เราสู้เขาไม่ได้ เช่นส่งเสริมให้ปลูกผลผลิตประเภทกระเทียม , ถั่วเหลือง , น้ำมันปาล์ม และยาง แทนที่จะ ส่งเสริมให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชที่สามารถแข่งขันและผลิตเป็นสินค้าชั้นสูงได้กลับไม่กระทำ แต่กลับไปรับจำนำสินค้าเกษตรบ้าง ประกันราคาพืชผลบ้าง ทั้งๆที่สินค้าเหล่านี้เราไม่สามารถที่จะส่งออกหรือแข่งขันในการส่งออกได้ ทั้งราคาก็ต่ำไม่คุ้มค่า สิ่งที่ลูกค้าทั่วโลกต้องการก็คือ ยาสมุนไพรที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการผลิต ตลอดจนมีวัตถุดิบมากเนื่องจากประเทศไทยมีพืชสมุนไพรและพืชอื่นๆ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ สามารถนำไปผลิตยาที่มีคุณภาพสูง และมีผลข้างเคียงน้อยอันเป็นที่นิยมของตลาดโลก แต่รัฐก็ไม่ส่งเสริมและระดมทุนในการวิจัยพัฒนา ทั้งที่สินค้าประเภทนี้ตลาดโลกต้องการสูง , ราคาสูง และไม่มีคู่ต่อสู้ที่จะมาแข่งขันกับเราได้ แต่ประเทศไทยก็ไม่ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาสนใจปลูกและผลิตยาสมุนไพรแต่อย่างใด 

          "คนไทยเก่งในการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ และสามารถผลิตต้นกล้าพันธุ์ที่เป็นสินค้าอันมีคู่แข่งขันน้อย มีราคาสูง และสามารถเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ แต่ก็ไม่ปรากฏการส่งเสริมของรัฐแต่อย่างใด คนไทยมีฝีมือ หรือศิลปะในการผลิตสินค้าชนิด Handmade การวิจัยพัฒนา ประกอบการฝึกอาชีพและฝีมือสามารถทำให้สินค้าประเภทนี้สามารถแข่งขันกับสินค้าประเทศอื่นได้ ก็ไม่ได้สนใจในการส่งเสริมการลงทุนประเภทนี้ ด้านการแพทย์แผนโบราณของไทย เราก็สามารถผลิตยาไทยที่มีคุณภาพทัดเทียมยาแผนปัจจุบัน สามารถส่งเสริมการลงทุนและส่งออกได้โดยง่าย โดยมีราคาสูง มีผลข้างเคียงน้อย การรักษาด้วยวิชาการนวดแผนโบราณ และการรักษาด้วยสปาเราก็สามารถแข่งขันได้ และยังเป็นการส่งออกซึ่งสินค้าและบริการได้ด้วย" นายศรีอัมพร กล่าว

          อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าการเกษตรและเพื่อการผลิต รัฐจะละเลย แม้สินค้าประเภทนี้เราจะสู้เขาไม่ได้แต่เราต้องการการพึ่งพาตนเองในเรื่องความมั่นคงทางอาหารและการผลิตสินค้าเพื่อใช้ภายในประเทศเป็นหลัก ส่วนการส่งออกนั้นก็ไม่ควรจะส่งเสริมให้มากเกินไป เพราะอย่างไรก็ตามผลตอบแทนมีต่ำกว่าสินค้าที่ เป็นจุดแข็งของประเทศ โดย GDP และการส่งออกไม่ควรเป็นเป้าหมายที่สำคัญของประเทศ แต่รัฐต้องคำนึงถึงตัวเลขเศรษฐกิจว่าควรขยายตัวเพียงใด , ตัวเลข GDP มากหรือน้อย หรือสถิติการส่งออกควรขยายตัวเพียงใด เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่ตัวชี้วัดหรือบ่งชี้ถึงความสำเร็จในการบริหารงานของรัฐ

          นายศรีอัมพร มองว่า นโยบายเศรษฐกิจที่แท้จริงต้องไม่ให้ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออก ไม่ต้องพึ่งพา ตัวเลข GDP ที่บรรดาผู้ประกอบการและเศรษฐีเพียงไม่ถึงร้อยละ 50 ของประเทศเป็นเจ้าของ แต่ต้องทำให้ประชาชนในประเทศมีความเข้มแข็งในการประกอบกิจการงานมีรายได้ที่สมควรพอกินพออยู่ มีความมั่นคงทางอาหาร อย่าไปส่งเสริมให้มีเศรษฐีใหม่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ต้องทำให้ประชาชนรากหญ้าสามารถพึ่งพาตนเองได้โดยไม่ต้องเอาเงินมาแจกประชาชนเหมือนประชาชนเป็นคนขอทาน การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดเศรษฐีใหม่อีก 1-2 % คงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง หากรัฐบาลสามารถทำให้ประชาชนเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการบริหารราชการแผ่นดิน เราไม่สามารถทําให้ทุกคนเป็นคนรวยได้ แต่อย่าพยายามใช้งบประมาณอย่างล้างผลาญเพื่อตัวเลข GDP การเติบโตทางเศรษฐกิจว่าด้วยการส่งออกและ การได้เปรียบดุลการค้า เพราะสิ่งนั้นไม่ใช่ภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจประเทศไทย

เจาะประเด็นร้อน

ส่องทรัพย์ค่ายสีส้ม รวยจริง จนจริง ชนชั้นใด?

วันที่ 24 สิงหาคม 2562 - 10:29 น.
พรรคอนาคตใหม่,เปิดบัญชีทรัพย์สิน,ปปช,โรม รังสิมันต์,เจาะประเด็นร้อน,พิษณุ พลธี
Shares : 
403
เปิดอ่าน 19,499 ครั้ง

รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24-25 ส.ค.62

อีกบทเรียนที่ส.ส.หน้าใหม่ ต่อให้รู้ตัวว่าต้องเจอ แต่เชื่อเหอะ “ยังไม่ชิน” กับการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ล่าสุดนี้

ถามส.ส.รุ่นเก๋า บอกเลยเฉยมาก พร้อมทุกครั้งที่ต้องการ แต่ถ้าถามหน้าใหม่มันคนละฟีล เพราะที่รวยอยู่แล้วอาจจะไม่เท่าไหร่ ที่รวยจริงแต่ฟอร์มจนก็ยังไม่สุด

     แต่ที่จนจริง เจ็บจริง นี่มันเขิน! ทุกวันนี้แม้จะมีเงินเดือน ส.ส. แต่ครั้นจะไปงานชาวบ้านบ่อยถี่โดยไม่ได้รับเชิญอย่าง ส.ส.สาวโพธาราม ก็คงไม่ไหว

โดยเฉพาะที่หลายคนจับตารอดูคือบรรดาส.ส.หน้าใหม่ พรรคใหม่ อย่าง พรรคสีส้ม ตอนนี้มีตัวเลขออกมา บางคนถึงกับทำเอาคนไทยอมยิ้ม

พอมีพอกิน

ส.ส.อนาคตใหม่ วันนี้มีตัวเลขน่าสนใจอยู่หลายราย คือเท่าที่อัพเดทที่วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม ยังไม่มีใครถูกจัดกลุ่มรวยไม่ว่าจะทั้งหลักพันล้าน ร้อยล้าน หรือสิบล้าน

ทั้งนี้ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับต้นๆ อย่าง วรรณวิภา ไม้สน ชาว จ.อุตรดิตถ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 3  มีรายได้ 1,362,720 บาท รายจ่าย 3.2 ล้านบาทเศษ รวมทรัพย์สินทั้งหมด 505,680 บาท หนี้สินอีก 304,513 บาท ในรายการมีโฉนดที่ดิน จ.อุตรดิตถ์ มูลค่า 6 แสนกว่าบาท

 พล.ท.พงศกร รอดชมภู

ส่วน พล.ท.พงศกร รอดชมภู หรือ “เสธ.โหน่ง” รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ บัญชีรายชื่อลำดับที่ 6 มีรายได้ 2.3 ล้านบาท รายจ่าย 1.5 ล้านบาทเศษ รวมทรัพย์สินทั้งหมด 8.6 ล้านบาท แต่มีหนี้สินอีก 21 ล้านบาท แถมยังมีนาฬิกาที่ได้มาก่อนรับตำแหน่ง 3 เรือนรวมมูลค่า 2 แสนกว่าบาท

หรือ สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ บัญชีรายชื่อลำดับที่ 8 ผู้นี้เคยเป็นอาจารย์ที่เอไอที มีรายได้ 3.5 ล้านบาท รายจ่าย 2.8 ล้านบาทเศษ รวมทรัพย์สินทั้งหมด 41 ล้านบาทเศษ มีหนี้สิน 9 แสนบาทเศษ

ศรีนวล บุญลือ

อย่าง ศรีนวล บุญลือ สาวเจียงใหม่ ที่เข้าป้ายเป็นส.ส.เขตคนสุดท้ายของพรรค ได้แสดงรายการทรัพย์สินรวม 7.27 แสนบาท โดยเธอแจ้งว่ามีสิ่งปลูกสร้าง แสนบาท ยานพาหนะเป็นรถยนต์ และจักรยานยนต์จำนวน คัน รวมมูลค่า 4.5 แสนบาท ขณะเดียวกันมีหนี้สินเป็นเงินกู้จากสถาบันการเงิน แสนกว่าบาท

และอื่นๆ อีกมากมาย ไปหาดูได้ในเว็บไซต์ของป.ป.ช. แต่ที่แน่ๆ หลายคนไปได้ไม่ลำบากนัก

วัยรุ่นสร้างตัว?

แต่ที่เป็นข่าวฮือฮาเห็นจะหนีไม้พ้นเซเลบของพรรคสีส้ม อย่าง รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 16 และเป็นแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

ที่เม้าท์กันคงไม่ใช่เพราะมีรายได้ 1.3 ล้านบาทเศษ รายจ่ายทุกอย่าง 7 แสนบาทเศษ รวมทรัพย์สิน 222,623 บาท

แต่ตรงที่มีหนี้สิน 202,360 บาท เข้าข่ายเกือบติดลบ โดยเฉพาะมีหนี้สินเป็นเงินกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) รวม 196,309 บาท นี่แหละที่ทำเอาสื่อพากันตีข่าวกระจาย โรมกลายเป็นส.ส.รวยแค่สองหมื่นบาท!!

เพราะตามข่าวระบุว่า รังสิมันต์ โรม มีรายได้ทางเดียวจากค่าตอบแทนส.ส. รวม 1.36 ล้านบาท แต่มีค่าใช้จ่ายจากการอุปโภคบริโภค แสนบาท ค่าเช่าที่อยู่ 9.6 หมื่นบาท ค่าท่องเที่ยว 200,000 บาท ส่วนเงินกู้ยืม กยศ. เขาระบุว่ายอดจ่ายรวมทุกปีถึงปัจจุบัน 14,165 บาท!! โดยกู้ยืมมาตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2554 รวมค่าใช้จ่าย 710,165 บาท!!

โรม ระบุในรายการทรัพย์สินว่ามีเงินสด 2 หมื่นบาท เงินฝากในบัญชีธนาคาร แสนกว่าบาท และทำประกันชีวิตไว้ แสนบาท เมื่อหักกลบหนี้รวมมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 20,263.4 บาทเท่านั้น

 

 

สำหรับตัวใหญ่แถวหน้าอย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจปิยบุตร แสงกนกกุลพรรณิการ์ วานิช หรือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และหลายคนที่ยังอุบเงียบไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สิน คนไทยรอดูใจจะขาด

งานนี้สาวช่อแจงว่า ขอขยายเวลาการยื่นบัญชีไป 30 วัน ซึ่งทำได้ตามกฎหมาย แต่ก็ยังมีส.ส.อีกกว่า 70 คนที่ขอขยายเวลา ซึ่งจะสิ้นสุด 23 สิงหาคมนี้ เวลา 16.00 น. เราทุกคนยื่นตามเวลา และป.ป.ช.จะเปิดเผยบัญชีตามปกติ

บ้านแม่ รถเพื่อน

สำหรับ ส.ส.คนสุดท้าย ถึงจะไม่ได้สังกัดสีส้ม แต่ก็อดไฮไลท์ไม่ได้ เขาคือผู้ที่ข่าวรายงานว่ามีทรัพย์สินน้อยที่สุดคือ พิษณุ พลธี ส.ส.ปทุมธานี พรรคภูมิใจไทย อายุ 38 ปี 

มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 5,064 บาท เป็นเงินฝากธนาคาร ทั้งนี้ พิษณุ แจ้งว่าก่อนหน้านี้มีรายได้ประจำเป็นเงินเดือนจาก อบจ. 1 เดือน จำนวน 14,000 บาท

ส่วนเงินเดือนส.ส.ระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม-ธันวาคม 2562 รวมจำนวน 829,700 บาท มีรายจ่ายประจำ ประกอบด้วยรายจ่ายส่วนตัว 600,000 บาท ค่าอุปการะมารดา 180,000 บาท รวมรายจ่าย 780,000 บาท

นายพิษณุ แจ้งว่า อาศัยอยู่บ้านของมารดาย่านคลองหลวง จ.ปทุมธานี ส่วนยานพาหนะที่ใช้คือรถยนต์จากบุคคลหนึ่งซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นเพื่อน

 เห็นหุ่นไม่เสี่ยแบบนี้ ถึงที่ไม่มีสักแปลง แถมยังใช้ “บ้านแม่ รถเพื่อน” แต่สุดเจ๋งคือไม่มีหนี้สักบาทนะจะบอกให้

หลังจากนี้มาติดตามกันว่าใครจะรวยขึ้นจนลงอีกเท่าไหร่ เพราะตัวเลขก่อนและหลังทำการเมืองคนไทยรู้ดีว่ามันไม่เคยหยุดอยู่กับที่ เห็นกันมาแล้วหลายสมัย

ที่ผ่านมาเคยมีคนที่แจ้งบัญชีเท็จ โดนเช็กบิลไปหลายรายด้วยซ้ำไป

 

 ****************************

 

หน้าแรก / Columnist บทบรรณาธิการ “สมศักดิ์”ชักแม่น้ำทั้งห้า 5 รมต.เกาะเก้าอี้ส.ส.แน่น

“สมศักดิ์”ชักแม่น้ำทั้งห้า 5 รมต.เกาะเก้าอี้ส.ส.แน่น

25 Aug 2019
 
คอลัมน์คันฉ่องส่องการเมือง ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3499 หน้า 16 ระหว่างวันที่ 25-28 ส.ค.2562 โดย...นาย NO VOTE


“สมศักดิ์”
ชักแม่น้ำทั้งห้า
5รมต.เกาะเก้าอี้ส.ส.แน่น

          คนมันจะหาเหตุเพื่อเข้าข้างตัวเอง ก็มักจะอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานาขึ้นมาได้ เสมอ ชนิด “ชักแม่น้ำทั้งห้า” ก็ดูอย่าง สมศักดิ์ เทพสุทินรมว.ยุติธรรม และส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นั่นประไร
          เมื่อถูกถามถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพปชร. ให้ 5 รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พิจารณาตัวเองว่าการดำรง 2 ตำแหน่งจะทำให้เป็นอุปสรรคในการทำงานหรือไม่ เพราะอยากให้ส.ส.ทำหน้าที่ของส.ส. รัฐมนตรีทำหน้าที่ของรัฐมนตรี ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
          คำตอบที่ได้รับจาก สมศักดิ์ คือ “ถ้ายังเป็น ส.ส.อยู่คิดว่าน่าจะได้งานมากกว่า เพราะหากห่าง ส.ส.ไป ปัญหาหรือการประสานต่างๆ อาจจะติดขัด และรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ทั้ง 5 คน ก็จะต้องเป็นเหมือนกัน คงยังไม่ถึงขั้นลาออกจาก ส.ส.ถ้าเรายังเป็นอยู่ทั้ง 2 อย่างจะได้งานมากกว่ามั้ย หรือมีปัญหากับการปฏิบัติงานก็ต้องพิจารณากัน แต่ที่ดูๆ แล้ว คิดว่าที่เป็นอยู่นี้จะสามารถทำงานในภาพรวมทั้งหมดได้ดีกว่า ทั้ง 5 คน ไม่ได้มีปัญหาอะไร และมันจะได้เรื่องการประสานงานกับ ส.ส. และรัฐบาล รวมถึงกระทรวงต่างๆ ได้ดีกว่า” 

          “เวลารัฐมนตรีเข้าไปประชุมสภา ส.ส.เขาจะคึกคัก บางทีเขาก็จะฝากเรื่องงาน ปรึกษาหารืออะไรต่างๆ และความที่ ส.ส.ใหม่มีเข้ามาเยอะก็ไม่ได้คุ้นเคยรู้จักกัน จะได้เรื่องความสัมพันธ์และการประสานงาน ซึ่งมีความสำคัญสำหรับคนหมู่มาก ถ้ามี ส.ส.ใหม่ทั้งหมด แล้วรัฐมนตรีกับ ส.ส.ไม่รู้จักกันการทำงาน 2-3 อย่างในเวลาเดียวกันจะทำไม่ได้” 
          เป็นไงหล่ะเห็นหรือยัง แทนที่คนเป็น รมต.จะได้เอาเวลาไปทุ่มเทให้กับการทำงานแก้ไขปัญหาให้ประชาชนในตำแหน่งบริหาร แล้วให้คนอื่นเลื่อนขึ้นมาเป็นส.ส.ทำหน้าที่ในสภาแทน เพื่อแก้ไขปัญหา “เสียงปริ่มน้ำ” จะได้ไม่เห็นภาพ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลแพ้โหวตฝ่ายค้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่นี่ยัง “เกาะ” ตำแหน่ง ส.ส.ไว้แน่นหนึบ
          สำหรับ 5 รมต.ที่ยังควบเก้าอี้ ส.ส.ไว้ด้วย ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจรมว.อุตสาหกรรม  ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 2, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดีอี ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 3, สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม  ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 4 และสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 8  
          “อย่าคิดว่าผมไล่ ผมไม่ได้ตำหนิ แต่ให้เอาไปคิดเองดู” พล.อ.ประวิตร ระบุในที่ประชุมพรรค พปชร. 
          อาฮ่า.. 5 รมต.เขาคิดดีแล้วไม่ลาออกจาก ส.ส.ครับทั่น อย่างนี้คงเหนื่อยทั่นแล้วหล่ะ ที่ต้องไปหา “งูเห่า” ให้เลื้อยเข้าพลังประชารัฐเยอะๆ ไม่อย่างนั้นเวลาโหวตเรื่องสำคัญ ๆ ในสภา “รัฐบาล” จะหงายเก๋งเอาได้นะเออ...

 
หน้าแรก / Columnist ฐานโซไซตี “เพื่อไทย”กล้ามั้ย? เฉดหัว 2 ส.ส.พ้นพรรค

“เพื่อไทย”กล้ามั้ย? เฉดหัว 2 ส.ส.พ้นพรรค

25 Aug 2019 

คอลัมน์ฐานโซไซตี ฐานเศรษฐิจ ฉบับ 3499 หน้า 4 ระหว่างวันที่ 25-28 ส.ค.2562 โดย... ว.เชิงดอย

“เพื่อไทย”กล้ามั้ย? 
เฉดหัว
2 ส.ส.พ้นพรรค


          “ทำอย่างนี้มันหยามหน้ากันชัดๆ” เรื่องอะไรนะหรือ? ก็เรื่องที่ “3 ส.ส.อีสาน” ของพรรคเพื่อไทย ดันไป “มีใจ” ให้ “บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯและรมว.กลาโหม นะสิ ทำเอา “เสี่ยโจ้-ยุทธพงศ์จรัสเสถียร”ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และรองหัวหน้าพรรคภาคอีสาน ถึงกับ “เป็นเดือด-เป็นแค้น” ยื่นเรื่องต่อสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและจริยธรรม กับ ตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูลและครูมานิตย์ สังข์พุ่ม 2 ส.ส.สุรินทร์ของพรรค โดยแนบคลิปวิดีโอเป็นหลักฐานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จ.สุรินทร์ ในวันที่มีการต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ ขณะลงพื้นที่ตรวจสอบและแก้ปัญหาภัยแล้ง เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา
          ในวันนั้น มีส.ส.เพื่อไทยไปต้อนรับพล.อ.ประยุทธ์ ที่ลงพื้นที่สุรินทร์ 3 คน ประกอบด้วย ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล และคุณากร ปรีชาชนะชัย แต่ประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้กับ ยุทธพงศ์ อย่างมากคือครูมานิตย์ ได้ไปต้อนรับ และบอกกับบิ๊กตู่ ว่า “ยกมือให้นายกฯล้านเปอร์เซ็นต์ ขณะที่มีการลงชื่อขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ผมยังบอกว่าลงทำบ้าอะไร พวกมึงบ้าหรือเปล่า เขายังไม่ทำอะไรไปลงชื่อกันแล้ว ไปดูได้เลย ไม่มีชื่อผม” 
          ยุทธพงศ์ อ้างถึงเหตุผลที่เรียกร้องให้พรรคสอบส.ส. 2ใน 3  คน โดยชี้ว่าเป็นการทำผิดข้อบังคับพรรค ข้อ 113 เรื่องสมาชิกมีหน้าที่รักษาวินัย และจริยธรรมโดย (2) ต้องยึดมั่นในเจตนารมณ์ อุดมการณ์และนโยบายของพรรค และ (7)  ไม่กระทำการใดๆอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหรือผิดศีลธรรมอันดีส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของพรรคและภาพลักษณ์ ส่วนที่ไม่เรียกร้องให้สอบ คุณากร ปรีชาชนะภัย ที่ไปต้อนรับนายกฯ ด้วย เพราะไม่ได้มีการพาดพิงถึงพรรค แต่พฤติกรรมของทั้งครูมานิตย์ และตี๋ใหญ่ เป็นพฤติกรมที่เสื่อมเสียชื่อเสียงและจริยธรรมของความเป็น ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยอย่างรุนแรง เพราะส.ส.พรรคเพื่อไทยได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปนายกฯ โดยไม่มีการลงมติ ซึ่งเป็นวิถีทางประชาธิปไตย และต้องทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล แต่พฤติกรรมของส.ส.ดังกล่าว กลับใช้คำพูดดูถูกเหยียดหยาม ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยด้วยถ้อยคำรุนแรง

          สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย บอกว่า จะนำเรื่องนี้ไปหารือกับคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบข้อเท็จจริง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมและความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งต้องพิจารณาเรื่องเอกสิทธิ์ของส.ส.ว่าทำอย่างไรจะให้อยู่ในขอบเขตและแนวทางของพรรคส่วนที่ส.ส.สุรินทร์ชี้แจงว่าสิ่งที่ทำไปนั้นเป็นลีลาในพื้นที่ สมพงษ์ ระบุว่า “ผมได้รับทราบแต่บางเรื่องถือว่าเกินเลย”
          เรื่องนี้น่าสนใจว่า “เพื่อไทย” กล้าพอที่จะ “ขับ” ส.ส.ทั้ง 2 คนออกจากพรรคหรือไม่? แต่“ฟันธง”ตรงนี้ไว้เลยว่า “ไม่กล้า!!!” เพราะอะไรนะรึ ก็เพราะหากพรรคมีมติ “ขับ” ส.ส.ออกจากพรรค เขาก็สามารถหาพรรคสังกัดใหม่ได้ภายใน 30 วัน ดั่งที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 101 (9) ระบุถึงความเป็นส.ส.สิ้นสุดลงเมื่อ“พ้นจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกตามมติของพรรคการเมืองนั้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น ในกรณีเช่นนี้ ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นมิได้เข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พรรคการเมืองมีมติ ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่พ้นสามสิบวันดังกล่าว”
          เอาซิ...กล้ามั้ยล่ะ เล่นงานเขา แต่เขา “ไม่ตาย” ยังหาพรรคสังกัดใหม่ได้ แถมจะเป็นการไปเพิ่มคะแนนเสียงให้กับ “รัฐบาลลู่งตู่” ที่อยู่ในภาวะ “เสียงปริ่มน้ำ” ได้มีคะแนนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นที่ “พออก-พอใจ”สำหรับส.ส.ที่ถูกขับออกก็เป็นได้ เนื่องจากมีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่า ใครที่อยู่ฝ่ายรัฐบาล แม้กระทั่งผู้สมัครส.ส.ที่สอบตก ยังได้ดิบได้ดีตั้งให้นั่งในตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ และที่สำคัญมี “ซานตาคลอสสีเขียว” ใจป้ำคอยส่ง “ท่อน้ำเลี้ยง”ครั้งละ“2 ปึก” เรียกได้ว่า “ไม่อดอยากปากแห้ง” ก็แล้วกัน ผิดกับการเป็นฝ่ายค้าน ที่ “ท่อน้ำเลี้ยงตัน”

          หันไปดูอีกเรื่องที่น่าสนใจ คือเรื่องที่ ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้พิจารณาเสนอเรื่องพร้อมความเห็นไปยังศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญว่าการที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวนำคณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยผู้ตรวจการแผ่นดิน จะประชุมพิจารณากันในวันอังคารที่ 27 สิงหาคมนี้ ก่อนจะสรุปความเห็นออกมา 
          ที่ผ่านมาทางผู้ตรวจการฯ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายต่างๆ เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นธรรมกับผู้กล่าวหา ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกร้อง คือ นายกฯ ก็ได้มอบหมายให้ ดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกฯ ส่งหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณตนไปถึงผู้ตรวจฯ แล้ว เป็นการชี้แจงไปแบบสั้นๆได้ใจความตามระเบียบและขั้นตอน โดยผู้ตรวจการฯ ไม่ได้มีการตั้งคำถาม เพียงแต่ให้ชี้แจงข้อเท็จจริง ...กรณีนี้หากไปถึงมือศาลและชี้ออกมาว่า ปฏิบัติไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้  แม้ไม่มีกฎหมายกำหนดบทลงโทษไว้ แต่ก็จะเป็น“ช่อง” ให้ “ฝ่ายค้าน”หยิบยกไปเป็นข้ออ้างเรียกร้องหา “สปิริต”ความรับผิดชอบจาก “นายกฯลูงตู่” ได้นั่นเอง...

 หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค การค้า - การเกษตร กฟผ.ผวาสูญ1.2 พันล. ปาล์มปั่นไฟวืดชดเชย

กฟผ.ผวาสูญ1.2 พันล. ปาล์มปั่นไฟวืดชดเชย

25 Aug 2019

กฟผ.กุมขมับ สคร.ตีกลับรายจ่ายเพื่อสังคม โครงการนํ้ามันปาล์มปั่นไฟฟ้าอ้างขัดระเบียบ ผวาสูญ 1,200 ล้านไม่ได้รับการชดเชย ลุ้น กนป. ช่วยชีวิต

จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ดำเนินมาตรการใช้นํ้ามันปาล์มดิบ (ซีพีโอ) เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง โดยได้รับมอบนํ้ามันปาล์มดิบครบตามเป้าหมาย 1.6 แสนตัน แล้วเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 ต่อมาที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) (7 พ.ค. 62) ให้กฟผ.จัดซื้อและรับมอบนํ้ามันปาล์มดิบอีกจำนวน 6.6 หมื่นตันจากโรงสกัด 19 ราย เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยกรมการค้าภายในได้ประมาณการราคานํ้ามันปาล์มดิบตามที่ กฟผ.ประสานขอใช้อ้างอิงเป็นเกณฑ์รับซื้อ ณ คลังจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่กิโลกรัมละ 16.50 บาท ล่าสุดกรมการค้าภายใน (วันที่ 19 ก.ค. 62) ได้มีหนังสือเร่งรัดให้ซื้อซีพีโอเพิ่ม 1.3 แสนตัน ให้ครบจำนวน 2 แสนตันเพื่อยกระดับราคาผลปาล์มไม่น้อยกว่า 3.10-3.20 บาทต่อกิโลกรัม

แหล่งข่าวจาก กฟผ. เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในการรับซื้อนํ้ามันปาล์มดิบรวมทั้งสิ้น 2.26 แสนตัน คิดเป็นต้นทุนการรับซื้อนํ้ามันปาล์มดิบ 4,033 ล้านบาท สามารถส่งผ่านเป็นค่าไฟฟ้าได้ 1,307 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 2,726 ล้านบาท ตามมติคณะกรรมการนโยบายปาล์มนํ้ามันแห่งชาติ (กนป.) และ ครม. กฟผ.จะได้รับชดเชยจากการเกิดภาระคือ 1. จำนวนเงิน 525 ล้านบาท จะได้รับเงินชดเชยจากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในระหว่างการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการซื้อขายผลปาล์มนํ้ามันของผู้ขายนํ้ามันปาล์มดิบ

2. จำนวน 1,227 ล้านบาท ให้ กฟผ.ไปทำความตกลงกับกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ เป็นรายจ่ายเพื่อสังคม ซึ่งปรากฏว่าที่ประชุมสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ระบุ ขัดกับระเบียบไม่สามารถดำเนินการได้ ทาง สคร.แจ้งว่าจะนำเสนอต่อ ครม.เพื่อหาแนวทางชดเชยให้ กฟผ.ต่อไป

3. ภาระต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้า จำนวน 974 ล้านบาท ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)  จะต้องไม่กระทบต่อค่าไฟฟ้า กำลังส่งหนังสืออุทธรณ์เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมเป็นวาระเร่งด่วน อย่างไรก็ดีการที่ กฟผ.จะนำซีพีโอไปปั่นไฟฟ้าเพิ่มอีก 1.3 แสนตันที่เหลือนั้นทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ทำให้ กฟผ. เกิดความลังเล เพราะ
ถ้าไม่สามารถขอเงินชดเชยได้จะทำให้ กฟผ. ขาดทุน ดังนั้น กนป. จะต้องปลดล็อกเรื่องที่ยังติดขัดเพื่อให้ กฟผ.เดินหน้าโครงการต่อไปได้

 ..............................................................

25 สิงหาคม 2562



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน