*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5530
  • จำนวนผู้ชม : 3342193
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 4 กันยายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 281 , 21:46:41 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         อ่านข่าวกันแล้ว ก็คงจะเข้านอนกันได้แล้วนะครับ ปล่อยให้คนอยู่เวรดึกติดตามข่าวดึกกันไป

 

 

 

เจาะประเด็นร้อน

ใกล้สิ้นสุด... 12 ปี กับมหากาพย์ฟ้อง 8 คดีทักษิณ

วันที่ 4 กันยายน 2562 - 17:09 น.
12 ปี,มหากาพย์,ฟ้องทักษิณ

ใกล้สิ้นสุด... 12 ปี กับมหากาพย์ฟ้อง 8 คดีทักษิณ ยกฟ้อง 2 จำคุก 3  ริบทรัพย์ 1 รอลุ้นอีก 2 คดี

       เกศินี แตงเขียว

          พิพากษาไปอีกสำนวน!!! กับคดี “อดีตนายกฯ ทักษิณ” ที่ถูกฟ้องคดี อม.3/2555 ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อองค์คณะ 9 คนพิจารณาคดีทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทยให้กับกลุ่มธุรกิจเครือกฤษดามหานครกว่า 1 หมื่นล้านบาท มีมติเสียงข้างมากเมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ให้ยกฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 พ้นผิดทุกข้อกล่าวหา แต่ยังมีเวลา 30 วันในรอลุ้นว่าอัยการสูงสุด จะใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญฯใหม่ ปี 2560 มาตรา 195 และมาตรา 60 พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือที่เรียกว่า วิ อม.ใหม่ ยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือไม่

       ส่วนกลุ่มผู้บริหารธนาคารและเอกชนกลุ่มกฤษดามหานครนั้น ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ส.ค.58 ให้จำคุก จำเลย 19 คน เป็นเวลา 12-18 ปีและปรับนิติบุคคล 5 ราย โดยยกฟ้องเพียง 2 คนระดับเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ ซึ่งคดีทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทยชุดแรกนั้น ผลคดียุติแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ เพราะที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ ตามรัฐธรรมนูญฯ ปี 2550 มาตรา 278 และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในกรณีมีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ พ.ศ.2551

          ซึ่งนับตั้งแต่การยึดอำนาจรัฐประหารปี 2549 ในช่วงรัฐบาลทักษิณ 2 โดย คปค.ซึ่งก่อให้เกิด “คณะตรวจสอบการกระทำความผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส.” ที่ให้มีอำนาจรวบรวมพยานหลักฐาน เกี่ยวกับการกระทำที่ส่อว่าจะมีการทุจริตในการดำเนินตามนโยบายรัฐบาลยุคทักษิณ กระทั่ง คตส.ได้ทยอยส่งหลักฐานให้อัยการสูงสุด ยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯ หลายสำนวน และเมื่อ คตส. สิ้นสุดวาระลงจากการพ้นเวลาการยึดอำนาจของคณะรัฐประหารปี 2549 แล้ว ได้ส่งต่อพยานหลักฐานต่างๆ ที่เคยทำไว้ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีหน้าที่ไต่สวนรวบรวมหลักฐานกล่าวหานักการเมืองและข้าราชการการเมืองระดับสูง ทำสำนวนต่อจนเสร็จและฟ้องคดีในศาลทั้งที่ใช้อำนาจฟ้องเองตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 เพราะอัยการสูงสุดเห็นต่างไม่ฟ้อง กับส่วนที่ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วส่งฟ้องในนามอัยการ

          ซึ่งในยุคที่มี คตส. คดีแรก ที่อัยการสูงสุด ยื่นฟ้อง “อดีตนายกฯทักษิณ” คือ อม.1/2550 คดีการซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก 4 แปลง มูลค่า 772 ล้านบาท ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูกิจการและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ในนามคุณหญิงพจมาน คู่สมรสในขณะนั้นโดยมิชอบ ขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช.ฯ ม.4 , 100 , 122 ที่เรียกว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน โดยการตัดสินในปี 2551 องค์คณะฯ มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 เห็นว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ จำเลยที่ 1 ซึ่งมีอำนาจกำกับควบคุมดูแลกองทุนฯ มีความผิดที่ได้ให้บัตรประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ลงนามยินยอมให้คุณหญิงพจมาน คู่สมรสขณะนั้น จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายที่ดิน ที่ถือได้ว่าเป็นการเข้าทำสัญญาด้วยตัวเอง จึงเป็นความผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช.ฯ ม. 100 (1)วรรคสาม และต้องรับโทษตาม ม.122 วรรคหนึ่ง ให้จำคุกนายทักษิณ 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา ขณะที่เสียงข้างมากให้ยกฟ้อง คุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 เพราะใน ม.100 ไม่ได้กำหนดบทลงโทษสำหรับคู่สมรสที่กระทำความผิด มีแต่บทลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงไม่อาจลงโทษได้ โดยผลคดีเป็นอันยุติไปเพราะไม่มีการยื่นอุทธรณ์คดีต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ขณะที่คดีนี้ล่วงเลยระยะเวลาการลงโทษ ตามประมวลกฎหมาย 98 แล้ว คือโทษจำคุก 1-7 ปี กำหนดเวลาการลงโทษที่ 10 ปีนับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือนับจากวันที่ผู้กระทำผิดหลบหนี หากเกิน 10 ปีแล้วลงโทษไม่ได้ ก็ปรากฏว่า “อดีตนายกฯ ทักษิณ” หลบหนีคดีไปต่างประเทศตั้งแต่ชั้นพิจารณาคดี จนเวลาล่วงเลยเวลาการรับโทษไปแล้วเมื่อวันที่ 21 ต.ค.61

         คดีที่ 2 อม.14/2551 อัยการสูงสุด ยื่นฟ้องเดือน พ.ค.51 เป็นคดีแพ่ง ขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินของ “อดีตนายกฯ ทักษิณ”ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผล (เงินที่ได้มาจากการขายหุ้น บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น จำนวน 1,419,490,150 หุ้น ให้กับกลุ่มเทมาเส็กสิงคโปร์ โดยมีบริษัทซีดาร์โฮลดิ้งส์ จำกัด และบริษัทแอสแพนโฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างด้าวเป็นผู้ซื้อหุ้นเป็นจำนวนเงินสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว รวม  69,722,880,932.05 บาท และเงินปันผลตามหุ้นรวมเป็นเงิน 6,898,722,129 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน จากที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติโดยให้ครอบครัวถือหุ้น บมจ.ชินคอร์ปฯ แทน และได้ทรัพย์นั้นมาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม “องค์คณะฯ” ได้มีมติ 8 ต่อ 1 เมื่อวันที่ 26 ก.พ.53 วินิจฉัยว่า นายทักษิณใช้อำนาจขณะดำรงตำแหน่งนายกฯ ออกนโยบาย 5 มาตรการ เอื้อประโยชน์ บมจ.ชินคอร์ป ฯ ที่ครอบครัวถือหุ้นทำให้มีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติ ขณะที่ทำให้รัฐเสียหาย ซึ่ง 1 ในนั้นคือการปล่อยกู้รัฐบาลพม่าจำนวน 4,000 ล้านบาทของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ (EXIM BANK)

        โดยศาลมีมติ 7 ต่อ 2 พิพากษาให้ทรัพย์สินในชื่ออดีตนายกฯ, คุณหญิงพจมาน คู่สมรส , นายพานทองแท้ – นางพิณทองทา บุตร , น.ส.ยิ่งลักษณ์ น้องสาว และนายบรรณพจน์ พี่ชายบุญธรรม ที่เป็นเงินที่ได้จากการขายหุ้น และเงินปันผลหุ้นของ บมจ.ชินคอร์ปฯ จำนวน 46,373,687,454.70 บาท พร้อมดอกผลที่เป็นดอกเบี้ยที่ได้รับจากบัญชีเงินฝากนับตั้งแต่วันฝากเงิน จนถึงวันที่ธนาคารส่งเงินจำนวนดังกล่าว ตกเป็นของแผ่นดิน (เสียงข้างน้อยให้ยึดหมด 7.6 หมื่นล้านบาท) ซึ่งฝ่ายจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ในประเด็นให้ไต่สวนพยานบุคคลเพิ่มเติม แต่สุดท้ายไม่รับคำอุทธรณ์เพราะไม่ใช่กรณีมีพยานหลักฐานใหม่ที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ตามรัฐธรรมนูญฯ ปี 2550 มาตรา 278 วรรคสาม และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์อุทธรณ์ฯ ข้อ 3-6 กำหนดไว้

      และเมื่อ คตส. สิ้นสุดวาระลง ป.ป.ช.ก็เข้ามาทำหน้าที่รับผิดชอบคดีนักการเมือง ได้ฟ้องคดี อม.3/2553 ยื่นขอให้ศาลวินิจฉัย อดีตนายกฯ ทักษิณ จงใจยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จฯ ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญฯ ปี 2550 ม.263 และพ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช.ฯ ม.119 แต่ระหว่างฟ้องนั้นนายทักษิณหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ เมื่อวันที่ 29 ก.ค.53 ศาลจึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเป็นการชั่วคราว พร้อมออกหมายจับตามตัวมาดำเนินคดีชั้นศาลต่อไป

        ซึ่งระหว่างปี 2551 – 2555 อัยการสูงสุด และ ป.ป.ช. ก็ได้ยื่นฟ้อง อดีตนายกฯ ทักษิณในศาลฎีกาฯโดยไม่มีตัวจำเลย อีก 4 สำนวน คือ คดีที่ 3 อม.1/2551 “ป.ป.ช.” ยื่นฟ้องนายทักษิณ , คณะรัฐมนตรี และผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รวม 47 คน กรณีดำเนินโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) งวดวันที่ 1 ส.ค.46 - 26 พ.ย.49 ขัดต่อกฎหมายเพราะเป็นมติที่ฝ่าฝืนต่อพระราชกฤษฎีกา

     - คดีที่ 4 อม.3/2551 “ป.ป.ช.” ยื่นฟ้องกรณีอนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของเอ็กซิมแบงก์ ให้กับรัฐบาลพม่า วงเงิน 4,000 ล้านบาทในโครงการปรับปรุงระบบโทรคมนาคมของประเทศพม่า เพื่อเอื้อประโยชน์ในธุรกิจดาวเทียมที่มีการสั่งซื้ออุปกรณ์จาก บ.ชินแซทเทิลไลท์ และบริษัทในเครือตระกูลชินวัตร

    -คดีที่ 5 อม.9/2551 “อัยการสูงสุด” ยื่นฟ้องกรณีทุจริตออกกฎหมายแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ-ดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิตเอื้อประโยชน์ธุรกิจ บมจ.ชินคอร์ปฯ ทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท

    - คดีที่ 6 อม.3/2555 “อัยการสูงสุด” ยื่นฟ้องนายทักษิณ , นายวิโรจน์ นวลแข อดีต กก.ผจก.ธ.กรุงไทยฯ และบริษัทในเครือของกฤษดามหานคร กับพวกรวม 27 ราย

      จนเมื่อปี 2560 วิ อม. ออกมาใหม่ ในมาตรา 28 บทบัญญัติให้อำนาจศาลฎีกาฯ พิจารณาคดีที่ฟ้องและออกหมายจับจำเลยแล้วได้ใหม่โดยไม่มีตัวจำเลย อัยการสูงสุด และ ป.ป.ช. ฝ่ายโจทก์ จึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลนำคดีทั้ง 4 สำนวนมาพิจารณาใหม่ โดยปี 2561 เป็นต้นมา ศาลฎีกาฯ ก็ทยอยไต่สวนและมีคำพิพากษาทั้ง 4 คดีออกมา

     เริ่มต้นที่คดีปล่อยกู้ เอ็กซิมแบงก์ (EXIM BANK) วันที่ 23 เม.ย.62 องค์คณะฯ มีมติเสียงข้างมาก จำคุกเป็นเวลา 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา

การเมือง

บิ๊กตู่ โอดเป็นนายกฯไม่มีความสุข

วันที่ 4 กันยายน 2562 - 20:12 น.
นายกฯ,โอด,ภัยแล้ง,น้ำท่วม

บิ๊กตู่ โอดคิดจนตาบวม ทำอย่างไรให้พ้นความจน เตือนอย่าไปฟังคนพูดเรื่อยเปื่อยข้างนอก รับเป็นนายกฯไม่มีความสุข เจอ"ท่วม-แล้ง" โวรวยแล้วไม่หนี

โดยกล่าวว่า ตนเห็นใจพี่น้องประชาชนและคิดถึงตลอดเวลาทุกวัน คิดจนตาบวมแล้วที่จะทำอย่างไรให้พวกเราพ้นจากความยากจน แจกเงินมันทำง่าย แต่ก็ต้องใช้งบฯสูงมาก อย่างใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เขาให้ไปใช้ในเรื่องอุปโภคและบริโภค แต่ก็มีนำไปใช้ในเรื่องอื่น แต่บางคนอยากได้เงินสดไปใช้อย่างอื่น ซึ่งคงไม่ตรงกับนโยบายเท่าไหร่ก็แล้วแต่ท่าน

วันนี้ปัญหาเศรษฐกิจเผชิญกันทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของเรา แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจทั้งโลก รัฐบาลได้รับผลเต็มๆ เพราะรายได้ประเทศลดลง การส่งออกลดลง อย่างข้าว ยางพารา และปาล์ม รายได้อยู่ที่การส่งออกต่างประเทศกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือถึงใช้ในประเทศ หากราคาสูงมากเกินไปก็จะมีผลกระทบกับเราเอง รัฐบาลต้องมาแก้ไขปัญหาตรงนี้ทั้งระบบ เพราะฉะนั้นใครมาพูดอะไรขอให้ฟังรัฐบาล เพราะเป็นผู้ดูแลงบฯและโครงการทั้งหมด

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ที่ตนมาต้องการดูแลประชาชนให้ดีที่สุด รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของตนนี้แหละ วันนี้ต้องขอบคุณบรรดา ส.ส.พรรคต่างๆ ที่มาร่วมรัฐบาล นี้คือทีมงานของรัฐบาลนี้ ฉะนั้นใครที่มาพูดนอกเหนือจากนี้กรุณาฟังด้วยทำได้จริงหรือเปล่า ตนไม่อยากให้ชาวบ้านไปเชื่อใครง่ายๆนัก เพราะคนที่กำหนดแผนงานและโครงการคือรัฐบาลนี้ คนที่จะตอบคำถามได้คือนายกฯ ไม่ใช่คนอื่น อย่าไปฟังคนที่พูดเรื่อยเปื่อยอยู่ข้างนอก ถ้าเราทำได้จะช่วยแก้ปัญหาระยะยาว

"ประเทศไทยมีทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง วนกันอยู่อย่างนี้ ผมเห็นใจจริงๆ ผมไม่เคยมีความสุขเลย ในการเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เพราะตนเป็นห่วงประชาชน" เราเป็นคนไทยด้วยกัน ถ้าผมไม่ดูแลแล้วใคร จึงต้องรักคนไทยทั้งประเทศ เผยแผ่แบ่งปัน เข้าใจรัฐบาล ผมจะทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด จัดสรรปันส่วนทำในเรื่องของนโยบายและงบฯให้ดีที่สุด"      

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนดูแลประชาชนเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลคสช.หรือรัฐบาลเลือกตั้ง เหมือนกันหมด เพราะตนเป็นนายกฯ แม้เป็นคนพูดเร็ว แต่ส่ิงที่พูดคือออกมาจากใจ ตนไม่เป็นคนโกหก ทหารไม่โกหก และสิ่งที่ทุกคนต้องระลึกอยู่เสมอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ท่านทรงห่วงใยประชาชน 

วันนี้ขอประชาชนอย่าเกลียดทหาร เพราะทหารคือแรงงานสำคัญของเราที่เขามาช่วยตลอด 24 ชั่วโมง มีทหารไว้ทำไมใช่ไหมล่ะ ถ้าลูกหลานไม่เป็นทหารแล้วใครจะทำ ก็ต้องไปจัดซื้อจัดจ้างหาแรงงานมาไม่ทันหรอก อะไรที่ช่วยรัฐบาลก็ขอให้ช่วยกันเถอะ ตนไม่บิดเบือนสมองท่านอยู่แล้ว คนไทยจะให้ใครมาครอบงำง่ายๆ ได้อย่างไร พวกท่านมีสติปัญญาที่เข้มแข็งพอ ส่วนความรวยคือเท่าไหร่ 2 แสนล้าน 3 แสนล้าน 4 แสนล้าน 5 แสนล้าน แล้วหนีไปต่างประเทศ แล้วหนีได้ไหม ถ้าตนรวยก็ไม่หนี 

การเมือง

นายกฯบอกคืนวันศุกร์ไม่ได้พูดแล้ว

วันที่ 4 กันยายน 2562 - 19:54 น.
นายกฯ

บิ๊กตู่ ตรวจเยี่ยมประตูระบายน้ำ บ้านหาดสะพานจันทร์ แนะพื้นที่ไหนน้ำท่วมให้เลี้ยงปลาแทนปลูกข้าว เผยรบ.แจกอย่างเดียวไม่ได้ผิดกม. บอกไม่พูดคืนวันศุกร์อีกแล้ว

ได้เดินทางด้วยรถโตโยต้า อัลพาร์ด ทะเบียน กต 5995 มายังต.ป่ากุมเกาะ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย เพื่อตรวจประตูระบายน้ำและระบบระบายน้ำแม่น้ำยม (บ้านหาดสะพานจันทร์) โดยทันทีที่มาถึงนายกฯ ได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำ ก่อนจะเยี่ยมและพบปะประชาชน โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ที่มาวันนี้เพราะรัฐบาลเป็นห่วง ที่ไหนมีปัญหารัฐบาลจะดูแลเยียวยาให้ตามสิทธิของกระทรวงการคลังที่วางมาตรการให้แล้ว 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันขอแนะนำพื้นที่ใดน้ำท่วมมากให้ปรับเปลี่ยนอาชีพ เช่นเลี้ยงปลาแทนการทำนาปลูกข้าว อีกทั้งขอให้ประชาชนดูข้อมูลจากรัฐบาลผ่านทางโทรศัพท์มือถือ อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะแจกเงินอย่างเดียวไม่ได้ แจกเงินมากๆ ทำไม่ได้ เพราะผิดกฎหมาย นายกฯ ติดคุกไม่สงสารเหรอ พอทำไปแล้วก็หนีคดีมันไม่ได้ อย่างไรก็ตามวันนี้มาพร้อมรัฐมนตรีและยังมีอีกหลายคนที่ติดสภามาไม่ได้แต่นายกฯ มาก็พอแล้ว วันนี้ไม่ว่าพรรคไหนก็ทำงานร่วมกัน ขอให้จำหน้ารัฐมนตรีที่มาด้วยเพราะทุกคนจะแก้ปัญหาให้ คนอื่นไม่มีใครแก้ให้ได้

"รัฐบาลทำมาแทบตาย 5 ปีแล้ว พูดมา ก็5 ปี คนก็เกลียดผมว่าทำไมฟังไม่รู้เรื่อง พูดเสียงดังบ้าง พูดเร็วบ้าง ดุบ้าง แต่จริงๆ เป็นคนใจดี ตอนเข้ามาก็คิดว่าคิดถูกหรือเปล่า แต่เมื่อเข้ามาแล้วเห็นแววตาประชาชนผมจะละทิ้งไม่ได้" นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้ตนจะพูดมากไม่ได้ เพราะคนไม่ชอบ ใครไม่ชอบบ้างที่ตนพูดในวันศุกร์ ซึ่งจะไม่พูดอีกแล้ว เพราะวันนี้เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว

ขณะเดียวกันในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี ได้ถามว่า มีบัตรสวัสการแห่งรัฐกันหรือไม่ โดยมีหญิงชรารายหนึ่ง ระบุว่า ยังไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นายกรัฐมนตรี จึงกล่าวว่าบัตรดังกล่าวทำมา 3 ครั้งแล้ว ทำไมยังมีคนตกสำรวจ ก่อนจะสั่งการให้ผู้ว่าฯ รับไปดูแล ก่อนที่นายกฯ และคณะจะเดินทางกลับกทม.

อย่าเบี้ยวเด็กไทย มารดาประชารัฐ ต้องได้2,000ต่อเดือน

วันที่ 4 กันยายน 2562 - 10:50 น.
พรรคพลังประชารัฐ,มารดาประชารัฐ,เด็กแรกเกิด,อุตตม สาวนายน

 

โดย...   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

          หลายปีที่แล้วรัฐบาล คสช.เคยทดลอง “แจกเงินเด็กแรกเกิด” เดือนละ 400 บาท ให้ครอบครัวยากไร้บางกลุ่ม ปรากฏว่าได้รับเสียงสนับสนุนชื่นชมล้นหลามจนนำไปสู่ป้ายหาเสียง“พรรคพลังประชารัฐ” ที่ประกาศคำมั่นสัญญาว่าจะอุดหนุนเด็กทั่วไทยตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ขวบ เดือนละ 2,000 บาท แต่พอได้เป็นรัฐบาลแล้วทำไมมีข่าวลือว่าจะลดเหลือแค่ 600 บาท !?!

          ย้อนไปปี 2558 “รัฐบาล คสช.” ทดลองทำโครงการช่วยเหลือเด็กแรกเกิดในครอบครัวยากจนเดือนละ 400 บาท เป็นเวลา 1 ปี จากนั้นขยายเวลาให้เงินเพิ่มเป็น 3 ปี และเพิ่มวงเงินเป็นคนละ 600 บาทต่อเดือน จากสถิติของวันที่ 27 มิถุนายน 2559 มีผู้มาลงทะเบียนร่วมโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดจำนวน 108,275 ราย ถือว่าประสบความสำเร็จจนหลายพรรคการเมืองเอาไปเป็นนโยบายหาเสียงซื้อใจประชาชน โดยเฉพาะโครงการ “มารดาประชารัฐ” ของพรรคพลังประชารัฐ


          ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ดร.อุตตม สาวนายน เดินสายประกาศไปทั่วประเทศว่าจะมอบเงินให้เด็กเดือนละ 2 พันบาท และค่าช่วยเหลืออื่นๆ รวมแล้วคนละไม่ต่ำกว่า 1.8 แสนบาท โดยหลักฐานหาเสียงที่แน่นหนาสุดคือเฟซบุ๊กของ ดร.อุตตม ที่โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ว่า

          "พี่น้องประชาชนคงได้ยินได้ฟังกันบ่อยครั้งที่พรรคการเมืองบอกเราว่าได้ให้ความสำคัญต่อเด็กตั้งแต่เกิดไปจนโต แต่สำหรับพรรคพลังประชารัฐแล้ว เราคิดลึกซึ้งกว่านั้น เพราะความสมบูรณ์ของเด็กไม่ใช่แค่ดูแลเมื่อคลอดออกมาลืมตาดูโลกเท่านั้น แต่ต้องดูแลให้ความสำคัญทั้งแม่และเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จึงจะมีสุขภาพและสมองที่ดี มีการพัฒนาเจริญเติบโตในทุกๆ ด้าน....

          “มารดาประชารัฐ” จะดูแลตั้งแต่คุณแม่ฝากครรภ์เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 9 เดือน รวมสูงสุด 27,000 บาท ค่าคลอดจำนวน 10,000 บาท หลังจากนั้นจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กอีกเดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่เกิดจนมีอายุครบ 6 ขวบ เป็นจำนวนเงินรวมสูงสุด 144,000 บาท รวมตั้งแต่ตั้งครรภ์จนเติบโตอายุถึง 6 ขวบ จะเป็นเงิน 181,000 บาทต่อเด็ก 1 คน

          นอกจากเงินช่วยเหลือในการตั้งครรภ์ การคลอด และการเลี้ยงดูเด็กแล้ว นโยบายมารดาประชารัฐของพรรคพลังประชารัฐ ยังคำนึงถึงการดูแลในมิติอื่นๆ อย่างครบวงจร ซึ่งถือเป็นการลงทุนในเด็กให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและทำให้เด็กไทยเป็นอนาคตและเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไปครับ"

          ช่วงนั้นมีเสียงท้วงติงจากหลายฝ่ายโดยเฉพาะกลุ่มแพทย์และนักวิชาการบางคนที่ประเมินกันว่า

          นโยบายหาเสียงนี้อาจกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายอันหนักหน่วง เพราะช่วงปีแรกอาจจ่ายไม่มากนักประมาณปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท แต่หลังจากนั้นต้องจ่ายสะสมเพิ่มทุกปีสำหรับเด็กเล็กและทารกเกิดใหม่ รวมกันอาจถึงปีละกว่า 1.2 แสนล้านบาท

          บรรดานักการเมืองพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งตอนนี้หลายคนกลายเป็น “ท่าน ส.ส.” เรียบร้อยแล้ว ก็ออกมายืนยันว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่อง “งบประมาณ” เพราะพรรคเตรียมการแล้วว่าจะนำเงินจากกองทุนและเงินส่วนอื่นๆ มาสมทบจ่ายให้ เช่น 1.เงินกองทุนประกันสังคม 2.เงินสนับสนุนเด็กแรกเกิดของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ 3.เงินจากสิทธิข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ และ 4.เงินที่ได้จากการไปหักลดงบประมาณโครงการอื่นๆ

 

          นโยบายนี้เรียกว่า “ได้ใจ” และ “ได้คะแนนเสียง” จากครอบครัวที่กำลังจะคลอดลูกน้อยที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่าปีละประมาณ 6  –7 แสนคนทั่วไทย

          แต่พอได้รับเลือกเป็นรัฐบาลจริงคำสัญญาตอนหาเสียงว่าจะให้เดือนละ 2 พันบาทก็เหมือนถูกเพิกเฉย แถมมีข้อมูลวงในหลุดออกมาว่าอาจเหลือแค่ 600 บาท และไม่ได้ให้เด็กทุกคน แต่ให้เฉพาะผู้มีรายได้น้อยก่อน?

          หรือเป็นไปได้ว่า “รัฐถังแตก” ต้องเลือกให้เฉพาะกลุ่มลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย หรือ“โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชนระบุว่า ปีนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนโครงการนี้เพียงแค่ 3,485 ล้านบาทเท่านั้น

          ตัวเลขข้างต้นถือว่าน้อยมากเพราะถ้าจะให้เด็กเกิดใหม่และเด็กเล็กได้รับทั่วถึงกันในปีแรกควรต้องตั้งงบไว้ไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

ต่างประเทศ

วัยรุ่นตาบอดกินแต่เฟรนช์ฟรายส์-มันฝรั่งทอดกรอบ

วันที่ 4 กันยายน 2562 - 07:33 น.
ตาบอด,เฟรนช์ฟราย,วัยรุ่นตาบอด

หมอพบคนไข้สูญเสียการมองเห็น จากการเลือกกินแบบสุดโต่งไม่กี่อย่าง 

ผู้ป่วยรายนี้ไปหาหมอครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 14 หลังมีอาการอ่อนล้าอยู่ตลอดเวลา เขาไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า หรือเสพยาใดๆ อีกทั้งมีน้ำหนัก และส่วนสูงเกณฑ์ปกติ  ไม่มีภาวะขาดโภชนาการอย่างปรากฏชัด แต่แพทย์พบว่า เขามีภาวะวิตามิน บี12 บกพร่อง  และโลหิตจาง จึงรักษาด้วยการฉีดวิตามินบี12 และแนะนำเรื่องการรับประทานอาหาร  

หนึ่งปีต่อมา เขาเริ่มมีปัญหาในการได้ยินและการมองเห็น แต่แพทย์ไม่พบสาเหตุ ขณะการมองเห็นของเขาแย่ลงตามลำดับจนถึงตาบอด ในวัย 17 ปี 

หมอระบุว่า ภาวะวิตามิน บี 12 บกพร่อง ระดับทองแดงและซีลีเนียมต่ำ สังกะสีสูง วิตามินดีและมวลกระดูกลดลง คนไข้สูญเสียการมองเห็นถาวร  

 
นักวิจัยวิทยาลัยการแพทย์บริสตอล และโรงพยาบาลจักษุบริสตอล สรุปอาการของวัยรุ่นรายนี้ว่า เส้นประสาทตาเสื่อมจากขาดสารอาหาร (  nutritional optic neuropathy )  

ในประเทศพัฒนาแล้ว  อาการเช่นนี้ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาในลำไส้ หรือยาที่มีผลต่อการดูดซับสารอาหาร หาได้ยากที่จะพบสาเหตุประสาทตาเสื่อมจากขาดสารอาหาร เพราะการรับประทานอาหารไม่ครบเช่นนี้ เนื่องจากอาหารไม่ได้ขาดแคลน ตรงกันข้ามกับในประเทศที่ภาวะขาดสารอาหารเกิดจากความยากจน สงครามและความแห้งแล้ง จะเกี่ยวโยงกับอาการป่วยแบบเดียวกันในอัตราสูง 

เดนีซ อาทัน  จักษุแพทย์ในคณะวิจัย กล่าวว่า การมองเห็นของเรามีผลกระทบมหาศาลต่อคุณภาพชีวิต การศึกษา การจ้างงาน การปฏิสัมพันธ์ในสังคมและสุขภาพจิต กรณีผู้ป่วยรายนี้ตอกย้ำผลกระทบจากการเลือกรับประทานอาหารต่อสุขภาพตาและร่างกาย ขณะปริมาณแคลอรีที่ร่างกายได้รับ และน้ำหนัก ก็ไม่ได้เป็นสิ่งบ่งชี้ภาวะโภชนาการได้มากพอ  

การรับประทานอาหารไม่ครบถ้วน และได้รับแร่ธาตุไม่เพียงพอ คือสาเหตุของตาบอดในกรณีนี้ และเตือนว่า เส้นประสาทตาเสื่อมจากขาดสารอาหาร อาจกลายเป็นภาวะป่วยไข้ที่พบบ่อยขึ้น เนื่องจากการรับประทานอาหารขยะ ขณะเดียวกันก็เตือนบรรดาวีแกน หรือมังสวิรัติ คำนึงถึงการรับประทานบี12 เสริมด้วย  

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการป้องกัน แพทย์ควรถามคนไข้ถึงนิสัยการรับประทานอาหาร เป็นส่วนหนึ่งในการตรวจโรคเป็นประจำ 

ผลการศึกษานี้ตีพิมพ์ใน Annals of Internal Medicine 

 

เปิดโผ 29 แข้ง' หงส์แดง' สู้ศึกยูซีแอลรอบแบ่งกลุ่ม

วันที่ 4 กันยายน 2562 - 18:25 น.
ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2019-20 รอบแบ่งกลุ่ม,ลิเวอร์พูล

เปิดโผ 29 นักเตะของ ลิเวอร์พูล ที่ถูกส่งชื่อในการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2019-20 รอบแบ่งกลุ่ม


 

     และล่าสุด "หงส์แดง" ในฐานะแชมป์เก่า และแชมป์ 6 สมัย ที่อยู่ในกลุ่มอีกับ  (อิตาลี), เอฟซี ซัลซ์บวร์ก (ออสเตรีย) และเกงค์ (เบลเยียม) ก็ได้ทำการส่งชื่อไปแล้วเช่นกัน โดยบรรดาแข้งตัวหลักทั้ง ซาดิโอ มาเน, โรแบร์โต ฟีร์มีโน และโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ต่างติดทีมมาอย่างครบครัน รวมถึงมีแข้งดาวรุ่งผสมเข้ามาด้วย

รายชื่อผู้เล่นของ ลิเวอร์พูล ในฟุตบอลยูซีแอล 2019-20 รอบแบ่งกลุ่ม

ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบคเกอร์, อาเดรียน, แอนดี โลเนอร์แกน, ควีวิน เคลเลเฮอร์

กองหลัง : โจ โกเมซ, โจเอล มาติป, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์,  เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เดยัน ลอฟเรน,  เยสเซอร์ ลารูซี, เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก, อดัม ลิวอิส

กองกลาง : เคอร์ติส โจนส์, ฟาบินโญ, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, นาบี เกอิตา, อดัม ลัลลานา, เฮอร์บี เคน, ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์, เจมส์ มิลเนอร์,  อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน, เซอร์ดาน ชากิรี, จอร์จินโญ ไวล์นัลดุม

กองหน้า : เรียน บริวสเตอร์,  ซาดิโอ มาเน, โรแบร์โต ฟีร์มีโน, โมฮัมเหม็ด ซาลาห์, ดิวอค โอริกี

ทั้งนี้เกมแรก ลิเวอร์พูล จะบุกไปเยือน นาโปลี ในวันที่ 17 ก.ย.นี้

กีฬา

'นิชิโนะ' มั่นใจช้างศึกพังประตูได้จากทุกตำแหน่ง

วันที่ 4 กันยายน 2562 - 18:40 น.
อากิระ นิชิโนะ,ฟุตบอลทีมชาติไทย,ทัพช้างศึก,ศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2,เวียดนาม

อากิระ นิชิโนะ กุนซือทีมชาติไทย เชื่อว่านักเตะทุกตำแหน่งสามารถทำประตูได้ในการแข่งขัน 2 นัดแรกกับ เวียดนาม และ อินโดนีเซีย

     วันที่ 4 กันยายน 2562 เวลา 16.15 น. ที่ห้องแถลงข่าวภายในสนาม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ได้มีการแถลงข่าวความพร้อมก่อนศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 นัดแรกของกลุ่ม จี ระหว่างทีมชาติไทย จะเปิดบ้านรับการมาเยือนของคู่ปรับทีมชาติเวียดนาม

    โดย อากิระ นิชิโนะ กุนซือ "ช้างศึก" กล่าวถึงความพร้อมก่อนเกมว่า "ขอบคุณสมาคมฯ ที่แต่งตั้งผมทำหน้าที่เฮดโค้ช ซึ่งเกมพรุ่งนี้จะเป็นเกมแรกของผมที่คุมทีมชาติไทย แม้จะมีเวลาเตรียมทีมน้อย แต่เราจะพยายามทำผลงานให้ดีที่สุด"

     "ครั้งนี้เราเก็บตัวมาประมาณ 1 สัปดาห์ เราได้ดูนิสัย ใจคอนักเตะ และขอแต่งตั้ง ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ซึ่งมีประสบการณ์ เป็นกัปตันทีมในเกมสองนัดนี้กับเวียดนาม และ อินโดนีเซีย"

     "นักเตะหลายคนมีคุณภาพที่ดีสามารถพัฒนาให้ดีขึ้น และมีบางคนอายุน้อย ซึ่งขาดเพียงประสบการณ์และการลงเล่นระดับสูงเท่านั้น ผมบอกให้นักเตะอายุน้อยๆ ว่า ไม่รู้ว่าพวกคุณจะมีโอกาสมายืนอยู่ตรงนี้ได้อีกตอนนี้ ดังนั้นทุกคนต้องแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ ต้องมีความมั่นใจในการเล่นกับนักเตะรุ่นพี่ และพยายามเอาชนะนักเตะรุ่นพี่ให้ได้"

     "ผมดูไทยเล่นกับเวียดนาม ในคิงส์คัพ ซึ่งเราไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ ปัญหาตอนนี้ก็คือกองหน้าตัวเป้า ซึ่งผมพยายามไปดูนักเตะจากไทยลีกทุกเกม แต่ปัญหานี้ไม่ใช่เฉพาะไทย แต่เป็นปัญหาของทุกชาติในเอเชีย เพราะส่วนใหญ่ใช้นักเตะต่างชาติ และดันนักเตะกองหน้าไปเล่นด้านข้าง ซึ่งกองหน้าไทยยังเล่นได้ไม่ถูกใจผมเท่าไหร่"

    "ผมพยายามปลูกฝังให้นักเตะทุกคนมีความกล้าเวลาเล่นในเขตโทษ และพุ่งเข้าหาลูกบอลตลอด ซึ่งทุกคนสามารถทำประตูได้จากทุกตำแหน่ง"

    "การแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกครั้งนี้เราอยู่กลุ่มเดียวกับหลายชาติในอาเซียน ทำให้รู้สึกว่าทุกทีมมีความฮึกเหิม และอยากชนะกันมาก ที่ผ่านมา เวียดนาม มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดในทุกรุ่น ผมรับรู้ถึงการสู้กันโดยตรงกันของทั้งสองทีม ทุกการแข่งขันล้วนมีความกดดัน และอยากคว้าชัยชนะ ให้ได้"

     ด้าน ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ผู้รักษาประตูกัปตันทีม กล่าวว่า "ส่วนตัวจะมุ่งมั่นเต็มที่และจะขอทำหน้าที่ให้ดี เวียดนาม เป็นทีมที่เก่งและดี ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก มีการแข่งขัน 8 นัด ผมอยากทำหน้าที่ให้ดีทุกนัด และผ่านเข้ารอบต่อไปให้ได้ ผมอยากทำให้คนไทยมีความสุขทุกเกมครับ"

     สำหรับ ทีมชาติไทย มีโปรแกรมเปิดบ้านพบกับ ทีมชาติเวียดนาม ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 นัดแรกของกลุ่ม จี วันที่ 5 กันยายน 2562 เวลา 19.00 น. ที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ถ่ายทอดสดทาง ไทยรัฐ ทีวี ช่อง 32

...............................................................

4 กันยายน 262

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน