*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5530
  • จำนวนผู้ชม : 3342181
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 6 กันยายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 475 , 11:28:42 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สิงห์นอกระบบ , vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         พวกคนชังชาติที่เราเห็นๆกันอยู่ในทุกวันนี้ พวกเขามีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง คุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรมได้สรุปเอาไว้แล้ว

แต่พวกเขาคงจะเฉยๆมากกว่า ทั้งนี้ เพราะขนาดชาติของตัวเองยังไม่รักเสียแล้ว ยังจะไปหวังอะไรกับคนหินชาติเหล่านี้ได้เล่า

 

ไส้เดือนยังมีประโยชน์ต่อแผ่นดินมากกว่าคนชังชาติ

ร่องมรสุมพาดผ่าน‘อีสาน-ตอ.’ฝนยังหนัก ‘กทม.’ตก60%

ร่องมรสุมพาดผ่าน‘อีสาน-ตอ.’ฝนยังหนัก ‘กทม.’ตก60%

วันศุกร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2562, 07.19 น.
 
กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานร่องมรสุมพาดผ่านทำให้ “ภาคอีสาน-ตะวันออก” ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ขณะที่ “กทม.-ปริมณฑล” มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานลักษณะอากาศทั่วไป ประจำวันที่ 6 กันยายน 2562 พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองในระยะนี้ โดยบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณ เกาะไหหลำ ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยตอนบน ทำให้ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองในระยะนี้ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังปานกลาง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

+ ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัดลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตากอุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียสลมแปรปรวน ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

+ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดบึงกาฬ สกลนคร นครพนม อุดรธานี หนองคาย มุกดาหาร และกาฬสินธุ์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 26-31 องศาเซลเซียสลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

+ ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐมสมุทรสงคราม และสมุทรสาครอุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

+ ภาคตะวันออก มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราดอุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

+ ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานีอุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

+ ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส

ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

+ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ปักธงแดง! กาฬสินธุ์เตือน‘แม่น้ำชี’เพิ่มสูงเข้าสู่ระดับวิกฤติ

ปักธงแดง! กาฬสินธุ์เตือน‘แม่น้ำชี’เพิ่มสูงเข้าสู่ระดับวิกฤติวันศุกร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2562, 10.29 น.

 
“กาฬสินธุ์”ปักธงแดงเตือน“แม่น้ำชี”เข้าสู่ระดับวิกฤติ หลังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่“เขื่อนลำปาว”น้ำยังไหลเข้าอ่างเฉลี่ยวันละ 60-80 ล้าน ลบ.ม. โชคดีก่อนหน้านี้ประสบภัยแล้ง ยังได้รับน้ำได้อีกว่า 720 ล้าน ลบ.ม.
 
6 กันยายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.กาฬสินธุ์ ว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ล่าสุดน้ำที่ท่วมขังบ้านเรือนในชุมชนเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ที่ได้รับผลกระทบกว่า 1,500 ครัวเรือนที่เกิดจากฝนตกในพื้นที่ และอ่างเก็บน้ำห้วยสีทนล้นและระบายลงมา เริ่มคลี่คลายระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันยังมีบ้านเรือนถูกน้ำท่วมขังบางส่วน โดยส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนในที่ต่ำและติดลำน้ำปาว ซึ่งกำลังเข้าสู่การฟื้นฟูสถานที่

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเส้นทางน้ำ โดยมวลน้ำที่เกิดจากฝนตกในพื้นที่สะสม เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากพายุโพดุล และพายุคาจิกิ ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีน้ำรวมอยู่กว่า 120 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ซึ่งกระจายทั่วทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในเขต อ.เมือง , ยางตลาด , กมลาไสย , ฆ้องชัย และร่องคำ ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำลำปาวยังคงมีระดับสูง

นอกจากนี้มวลน้ำทั้งหมดจะไหลไปรวมกันยังพื้นที่ต่ำท้ายน้ำ โดยเฉพาะ อ.กมลาไสย , ฆ้องชัย และสิ้นสุดที่ อ.ร่องคำ ก่อนที่จะไหลลงสู่แม่น้ำชี ซึ่งทำให้มีบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำปาว และอยู่ในพื้นที่ต่ำได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะ อ.เมือง และกมลาไสย นอกจากนี้ยังมีพื้นที่การเกษตรของประชาชนในพื้นที่ อ.กมลาไสย , ฆ้องชัย และร่องคำ ถูกน้ำเอ่อท่วมเป็นบริเวณกว้าง

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดในแม่น้ำชี โดยเฉพาะบริเวณเขื่อนวังยาง อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ ระดับน้ำได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ต้องปักธงแดงเป็นสัญญาณเตือนระดับน้ำวิกฤติ โดยนายพัฒนะ พลศรี หัวหน้าฝายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 เขื่อนระบายน้ำฝายวังยาง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพัฒนาลุ่มน้ำชีตอนกลาง ระบุว่า ขณะนี้ระดับน้ำชีเพิ่มขึ้นเฉลี่ยชั่วโมงละ 1 เซนติเมตร ระดับน้ำหน้าและท้ายเขื่อนในช่วงเช้าอยู่ที่ 139.42 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง(ม.รทก.) จากระดับน้ำกักเก็บปกติ 137 ม.รทก. ซึ่งใกล้เข้าสู่ระดับน้ำสูงสุดในปี 2554 ที่มีระดับน้ำอยู่ที่ 141.03 ม.รทก. ระบายน้ำผ่านเขื่อน 841.56 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือ 72 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ซึ่งขณะนี้เข้าสู่ระดับวิกฤติขั้นต้น

เจ้าหน้าที่ต้องปักธงแดงเป็นสัญญาณเตือนระดับน้ำวิกฤติไว้ที่ฝายวังยาง เนื่องจากมวลน้ำที่ไหลมาจากพื้นที่ จ.ขอนแก่น , มหาสารคาม และกาฬสินธุ์จำนวนมาก ประกอบกับพื้นที่ตอนท้าย โดยเฉพาะ จ.ร้อยเอ็ด , ยโสธร และอุบลราชธานี มีฝนตกหนักในพื้นที่ทำให้ปริมาณน้ำชีเพิ่มสูง และหนุนน้ำด้านบนไว้ทำให้ไหลค่อนข้างช้า ซึ่งทางเขื่อนวังยางได้ยกแขวนประตูระบายน้ำทั้ง 6 บาน

อย่างไรก็ตามแม้ระดับจะเพิ่มสูงเข้าสู่ระดับวิกฤติขั้นต้นตามเกณฑ์ แต่ภาพรวมในพื้นที่ยังไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากไม่มีฝนตกลงมาในพื้นที่ อีกทั้งน้ำได้เอ่อกระจายไปตามทุ่งนาทำให้ระดับน้ำทรงตัว ประกอบกับ เขื่อนอุบลรัตน์ และเขื่อนลำปาวปริมาณน้ำยังไม่มากนักและยังไม่ระบาย ซึ่งขณะนี้มีเพียงน้ำล้นตลิ่งแม่น้ำชี แต่ยังห่างจากพนังกั้นชั้นในอยู่อีกมาก

ส่วนสถานการณ์เขื่อนลำปาวน้ำยังไหลเข้าอ่างอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยวันละ 60-80 ล้าน ลบ.ม.ล่าสุดมีน้ำไหลเข้า 83 ล้าน ลบ.ม. และตลอดช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 1,259 ล้าน ลบ.ม.หรือ 63% ซึ่งโชคดีที่ก่อนหน้านี้เขื่อนลำปาวประสบภัยแล้งมีปริมาณน้ำในอ่างเพียง 400 ล้าน ลบ.ม.ทำให้ในช่วงพายุฝนตกหนักสามารถรับน้ำได้จำนวนมากช่วยป้องกันน้ำท่วมในช่วงดังกล่าว และขณะนี้ยังได้รับน้ำได้อีกว่า 720 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งยังปิดบานประตูและยังไม่ได้ระบายน้ำ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เช็คด่วน!!!เตือนพื้นที่‘อ่างทอง-อยุธยา’รับมือ เย็นวันเสาร์นี้ส่อจมน้ำ

เช็คด่วน!!!เตือนพื้นที่‘อ่างทอง-อยุธยา’รับมือ เย็นวันเสาร์นี้ส่อจมน้ำ

วันศุกร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2562, 12.19 น.
 
กรมชลฯเพิ่มปล่อยน้ำ“เขื่อนเจ้าพระยา” เตือน 7 จังหวัดท้ายเขื่อนน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ 40-50ซม. “อ่างทอง-อยุธยา”รับน้ำเหนือหลากมาถึงเย็นวันเสาร์นี้ ขณะที่ 14 จังหวัดยังท่วมต่อเนื่อง ด้าน รมว.เกษตรฯสั่งกำชับทุกสำนักรับมือฝนมาก

6 กันยายน 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในเวลา 06.00 น.-12.00 น.วันนี้ เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท จะระบายน้ำแบบขั้นบันได ในอัตรา 800-850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที(ลบ.ม./วินาที) ซึ่งได้แจ้งเตือนประชาชนใน 7 จังหวัดท้ายเขื่อนเจ้าพระยา คือ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา และ ลพบุรี เนื่องจากปริมาณน้ำจะเอ่อเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำแม่น้ำน้อย ประกอบด้วย บริเวณคลองโผงเผง จ.อ่างทอง , คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา , ต.หัวเวียง ต.บ้านกระทุ่ม อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา และ ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยระดับน้ำจะท่วมสูง 40-50 ซม.ในช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 7 กันยายน 2562

นายทองเปลว กล่าวด้วยว่า ล่าสุดเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 46,331 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 61 เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 22,401 ล้าน ลบ.ม. สามารถรองรับน้ำได้อีก 29,000 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาเขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกัน 10,855 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 4,159 ล้าน ลบ.ม. สามารถรองรับน้ำได้อีก 14,000 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ ยังคงมีพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม 14 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร , อุตรดิตถ์ , สุโขทัย , เพชรบูรณ์ , ยโสธร , ร้อยเอ็ด , กาฬสินธุ์ , ขอนแก่น , มหาสารคาม ,อุดรธานี ,อุบลราชธานี , อำนาจเจริญ , สกลนคร และนครพนม

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้ให้การช่วยเหลือพื้นที่ผู้ประสบอุทกภัยด้วยการจัดส่งเครื่องจักรเครื่องมือต่างๆไปช่วยเหลือแล้ว แบ่งเป็น เครื่องสูบน้ำ 83 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 56 เครื่อง รถบรรทุก 6 คัน และกาลักน้ำ 20 แถว พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นตามแต่ละช่วงเวลารวมถึงให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของตนเองอย่างใกล้ชิด

ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาอุทกภัยทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว โดยเน้นการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมที่สุดและดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างฉับไว อย่างไรก็ตามพึงพอใจการจัดการน้ำในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สถานการณ์โดยรวมขณะนี้เริ่มคลี่คลาย คาดว่าภายใน 2-3 วันจะเข้าสู่ภาวะปกติ

ขณะเดียวกันการระบายน้ำการผันน้ำลงไปในคลองต่างๆนั้นจะเป็นไปอย่างระมัดระวังที่สุด ในส่วนการประเมินความเสียหายเพื่อจ่ายค่าชดเชยให้ดำเนินการอย่างรวดเร็วที่สุด ขณะที่ภาคใต้ที่ต้องเสี่ยงภัยกับน้ำหลากเป็นประจำนั้น ไม่อยากให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากขณะที่ได้เร่งโครงการแก้ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ให้สำเร็จโดยเร็วเพื่อใช้ประโยชน์ อาทิ โครงการแก้ปัญหาอุทกภัยอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลา ซึ่งการบริหารน้ำของเราไม่ใช่แค่ระบายน้ำ แต่ต้องเก็บกักไว้ใช้ช่วงแล้งด้วย การวางแผนไว้ล่วงหน้าจำเป็น นับเป็นการป้องกันปัญหาน้ำอีกทาง

 
 
 
 
‘บุญทรง’ลุ้นระทึก!!วันนี้นัดฟังอุทธรณ์คดี‘ทุจริตจำนำข้าว’ หลังศาลชั้นต้นสั่งคุก 42 ปี

‘บุญทรง’ลุ้นระทึก!!วันนี้นัดฟังอุทธรณ์คดี‘ทุจริตจำนำข้าว’ หลังศาลชั้นต้นสั่งคุก 42 ปี

วันศุกร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2562, 07.42 น.
 
‘บุญทรง’ลุ้นระทึก!!วันนี้นัดฟังอุทธรณ์คดี‘ทุจริตจำนำข้าว’ หลังศาลชั้นต้นสั่งคุก 42 ปี
 

6 กันยายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 11.00 น.วันนี้(6 กันยายน 2562) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว นัดฟังคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์คดีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ตกเป็นจำเลยคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)

สำหรับคดีดังกล่าว มีการกล่าวหากลุ่มนักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรี และกลุ่มข้าราชการ รวมทั้งเอกชนประกอบกิจการโรงสีข้าว รวม 28 ราย ร่วมกันทุจริตโครงการระบายข้าวจีทูจี โดยอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 15 มี.ค.58 ในคดีหมายเลขดำ อม.25/2558 มีนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว เป็นจำเลยที่ 1 , นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุ กก.พิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 2 , พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 , นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 4 , นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 5 , นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยงหรือทีปวัชระ อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ จำเลยที่ 6  , นายสมคิด เอื้อนสุภา จำเลยที่ 7 , นายรัฐนิธ โสจิระกุล จำเลยที่ 8 , นายลิตร พอใจ จำเลยที่ 9

บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำเลยที่ 10 ,น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง จำเลยที่ 11 , น.ส.เรืองวัน เลิศศลารักษ์ จำเลยที่ 12 , น.ส.สุทธิดาหรือสุธิดา ผลดีหรือจันทะเอ จำเลยที่ 13 , นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวคนสำคัญ จำเลยที่ 14  , นายนิมล หรือโจ รักดี จำเลยที่ 15 , นายสุธี เชื่อมไธสง คนสนิทของนายอภิชาติหรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 16  , นางสุนีย์ จันทร์สกุลพร ญาติเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 17 , นายกฤษณะ สุระมนต์ จำเลยที่ 18 , นายสมยศ คุณจักร จำเลยที่ 19 , บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัดหรือบริษัท สิราลัย จำกัด จำเลยที่ 20  

น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร บุตรสาวเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 21 , ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวียโสธร จำเลยที่ 22 , นายทวี อาจสมรรถ หุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 23 , บริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัดโดยนายทวี อาจสมรรถ กรรมการ จำเลยที่ 24 ,บริษัท เค.เอ็ม.ซี. อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด จำเลยที่ 25 , นายปกรณ์ ลีศิริกุล กรรมการบริษัท จำเลยที่ 26 , บริษัท เจียเม้ง จำกัด จำเลยที่ 27 และนางประพิศ มานะธัญญา กรรมการบริษัท จำเลยที่ 28

ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ จัดการหรือรักษาทรัพย์ ใช้อำนาจโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.151 ,ม.157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 123 ,123/1 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 มาตรา 4, 9, 10,12 พร้อมขอให้ศาลสั่งปรับจำเลย รวม 35,274,611,007 บาทด้วยซึ่งคิดคำนวณจากมูลค่าครึ่งหนึ่งในสัญญาระบายข้าวกว่า 5 ล้านตันที่พบว่ามีการกระทำผิดสัญญา 4 ใน 8 ฉบับ โดย ก.ม.ฮั้วประมูล ม.4 กำหนดให้ขอปรับได้ร้อยละ 50 จากมูลค่าตามสัญญา และให้กลุ่มเอกชนและบริษัทนิติบุคคล 15 ราย (จำเลยที่ 14-28) ร่วมกันชดใช้ความเสียหายทางแพ่งด้วยประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยด้วย

ขณะที่ระหว่างพิจารณา พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง วัจนะพุกกะอดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 และนายสุธี เชื่อมไธสง จำเลยที่ 16 คนสนิทของนายอภิชาติหรือเสี่ยเปี๋ยง นักค้าข้าวรายสำคัญได้หลบหนีคดีไปศาลจึงให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว (ออกหมายจับรอติดตัวกลับมาดำเนินคดี) สุดท้ายชั้นพิจารณาจึงเหลือจำเลยทั้งสิ้น 26 รายโดยทั้งหมดให้การปฏิเสธต่อสู้คดี ซึ่งศาลให้ประกันจำเลยทั้งหมด

โดยในส่วนของนายภูมิ อดีต รมช.พาณิชย์ จำเลยที่ 1, บุญทรง อดีตรมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 2  , นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง นักค้าข้าวคนสำคัญ จำเลยที่ 14 ประกันตัวหลักทรัพย์คนละ 20 ล้านบาท ส่วนจำเลยอื่นศาลตีราคาประกันคนละ 5 - 8 ล้านบาท ซึ่งคดีศาลไต่สวนพยานเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 5 ก.ค.60 และอ่านคำพิพากษาขององค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 25 ส.ค.60 เห็นว่าข้อตกลงตามสัญญาให้ขายข้าวแก่บริษัท กว่างตง จำกัด และบริษัทไห่หนาน จำกัด ที่อ้างว่าเป็นผู้แทนจากประเทศจีน 4 ฉบับ มีข้อพิรุธหลายประการ

โดยบริษัทเอกชนที่อ้างว่าเป็นผู้แทนจากประเทศจีนนั้นก็ไม่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลจีน เป็นรัฐวิสาหกิจจีนจริงเท่านั้น พฤติการณ์จึงเป็นการจงใจปล่อยปละละเลย ซ่อนเร้นอำพรางปิดบังความจริงเกี่ยวกับสัญญาการซื้อขายข้าว เพื่อเอื้อประโยชน์เปิดช่องทางให้มีข้าวกลับมาหมุนเวียนขายในประเทศ ไม่ได้เป็นการทำการซื้อขายรัฐต่อรัฐ

จึงพิพากษาให้จำคุกนายภูมิ อดีต รมช.พาณิชย์ จำเลยที่ 1 รวม 2 กระทง 36 ปี ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคา (ฮั้วประมูล) มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทหนักสุด , นายบุญทรง รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 2 ให้จำคุกรวม 3 กระทง 42 ปี ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคา (ฮั้วประมูล) มาตรา 12 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 ให้จำคุกคนละ 4 กระทง นายมนัส” อดีต อธ.กรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 4 เป็นเวลา 40 ปี , นายทิฆัมพ” อดีตรอง อธ.กรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 5 เป็นเวลา 32 ปี , นายอัครพงศ์ อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ จำเลยที่ 6 เป็นเวลา 24 ปี

นายอภิชาต หรือเสี่ยเปี๋ยง” นักค้าข้าวคนสำคัญ จำเลยที่ 14 จำคุก 48 ปี , นายนิมล หรือโจ คนสนิทเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 15 จำคุก 32 ปี ฐานร่วมกันสนับสนุนเจ้าหน้าที่กระทำผิด พ.ร.บ.ฮั้วประมูลฯ ให้ปรับ บจก.สยามอินดิก้า จำเลยที่ 10 รวม 4 กระทงเป็นเงิน 1 ล้านบาท และให้ บจก.สยามอินดิก้า , เสี่ยเปี๋ยง และ นายนิมล ร่วมกันชดใช้กระทรวงการคลัง 16,912,128,273.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับแต่วันที่รับมอบข้าวตามสัญญาแต่ละฉบับ

ส่วนจำเลยที่ 7,8,9,11,12 ให้จำคุกคนละ 8-16 ปี ฐานสนับสนุนทำผิดพ.ร.บ.ฮั้วประมูลฯ กับให้จำคุก จำเลยที่ 13,17,18 เป็นเวลา 4 ปี ฐานสนับสนุนทำผิดตาม ป.อาญา มาตรา 151 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 123/1

สั่งปรับ บจก.กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำเลยที่ 20 จำนวน 25,000 บาท และ น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร บุตรสาวเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 21 (ไม่มาศาลวันอ่านคำพิพากษา) จำนวน 40,000 บาท ฐานสนับสนุนทำผิดตาม ป.อาญา มาตรา 151 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 123/1 รวมทั้งให้ทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายด้วยจำนวน 1,294,109,764.80 บาท

พิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ 19 ซึ่งเป็นสามีของญาตินายอภิชาติ และกลุ่มโรงสีกับผู้บริหารโรงสี จำเลยที่ 22 , 23 , 24 , 25 , 26 , 27 , 28 เนื่องจากพยานหลักฐานที่ไต่สวนมา ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยทั้งแปดเกี่ยวข้องกับการกระทำ

ในส่วนพ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 และ นายสุธี คนสนิทของนายอภิชาติหรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 16  หลังจากที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวไปเพราะจำเลยหนีคดี ก็ปรากฏว่าต่อมามี พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (วิ อม.) พ.ศ.2560 ออกมาบังคับใช้ ให้อำนาจศาลฎีกาฯ พิจารณาคดีที่ฟ้องและออกหมายจับจำเลยแล้วได้ใหม่โดยไม่มีตัวจำเลย อัยการสูงสุดจึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลนำคดีของทั้งสองพิจารณาใหม่

โดยเมื่อวันที่ 28 พ.ค.62 องค์คณะศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาว่าทั้งสองได้ร่วมกระทำผิดด้วย ให้จำคุก พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 รวม 4 กระทงเป็นเวลา 72 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้วให้จำคุกทั้งสิ้น 50 ปี และ นายสุธี คนสนิทของนายอภิชาติหรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 16 จำคุก 4 กระทงเป็นเวลารวม 32 ปี และให้จำเลยที่ 16 ชดใช้ค่าเสียหายให้กับกระทรวงการคลังจำนวน 16,912,128,273.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันทำสัญญาด้วย

ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายนรินทร์ สมนึก ทนายความของนายบุญทรง กล่าวถึงการนัดฟังคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์คดีดังกล่าว ว่า ตนในฐานะทนายความ ได้รับหมายแจ้งจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว นัดฟังคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์คดีนี้ในที่ 6 ก.ย.นี้ เวลา 11.00 น. โดยในส่วนของนายบุญทรงที่อยู่ในเรือนจำได้ทราบนัดแล้ว

“ผมได้พูดคุยกับนายบุญทรง ก็เตรียมพร้อมที่จะฟังผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันดังกล่าว โดยเมื่อมีหมายศาลแจ้งถึงฝ่ายจำเลยแล้วก็คาดว่าจะได้มีการอ่านคำพิพากษาตามวันเวลาดังกล่าวอย่างแน่นอน  ขณะที่จำเลยทุกคนก็หวังที่จะได้รับความเมตตาจากศาล” นายนรินทร์ กล่าว

ด้านนายธนกร แหวกวารี ทนายความกลุ่มข้าราชการกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ จำเลยร่วมคดีดังกล่าว ระบุว่า ได้รับหมายแจ้งจากศาลมาฟังคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์แล้วเช่นกัน ซึ่งในการยื่นอุทธรณ์คดีของจำเลยที่ 4-6 ที่ตนรับผิดชอบดูแล ก็ได้ยื่นอุทธรณ์ทั้งประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งจำเลยก็ยืนยันว่า การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามกฎหมาย ขอให้คณะผู้พิพากษาวินิจฉัยอุทธรณ์ ( ผู้พิพากษา 9 คนซึ่งเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา) พิพากษายกฟ้อง หรือลงโทษสถานเบา หรือพิจารณารอการลงโทษ ตามขั้นตอนแนวทางการพิจารณาคดีอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

โดยคดีนี้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องขอลงโทษจำเลยในหลายกรรมเราก็โต้แย้งประเด็นด้วยว่าพฤติการณ์ตามฟ้องนั้นเป็นการกระทำกรรมเดียวหรือไม่  สำหรับในส่วนของจำเลยที่ยังคงอยู่ในเรือนจำมาตลอด สภาพจิตใจก็ยังคงดีอยู่ ทั้งนี้ก็หวังว่าจะได้รับความเมตตาและความเป็นธรรมศาล

ไปสภาลุยศึกซักฟอกแน่  ‘บิ๊กตู่’พร้อม  มีคำชี้แจงในหัวหมดแล้ว

ไปสภาลุยศึกซักฟอกแน่ ‘บิ๊กตู่’พร้อม มีคำชี้แจงในหัวหมดแล้ว

วันศุกร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.
 
ไปสภาลุยศึกซักฟอกแน่

‘บิ๊กตู่’พร้อม

มีคำชี้แจงในหัวหมดแล้ว

พูดล้ำเส้นพปชร.สกัดแน่

ที่ปรึกษาประธานสภายัน

อภิปราย18กย.เหมือนเดิม

“บิ๊กตู่” ลั่นสบายใจดี พร้อมไปชี้แจงสภาฯปมถวายสัตย์ฯ มีคำชี้แจงอยู่ในหัวหมดแล้ว ยันไม่หนีสภาแต่ขอเวลาออกไปทำภารกิจงานระหว่างวัน ป้ององครักษ์ พปชร.มีสิทธิ์พูด ชี้วิญญูชนควรรู้ลงพระปรมาภิไธย ถือจบแล้ว ด้าน“ฝ่ายค้าน” ดักคอ“บิ๊กตู่”หนีสภา18ก.ย.อ้างศาลรธน.นัดวินิจฉัยสถานะ ความเป็น รมต.เตรียมพบ’ชวน’หารือขอเลื่อน วันซักฟอกเป็น17 ก.ย.

เมื่อวันที่ 5กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมกล่าวถึงกรณีที่อาจมีความลำบากใจในการชี้แจงที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 18 กันยายน ในประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณตน หากต้องมีการพูดถึงสถาบันว่า ไม่รู้สึกลำบากใจ แต่จะต้องไปพูดคุยกันก่อนว่า จะสามารถพูดได้แค่ไหนอย่างไรหากพูดแล้วมีผลกระทบ ส่วนในวันที่18กันยายนนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดพิจารณาเรื่องคุณสมบัติประเด็นเจ้าหน้าที่รัฐของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าก็ว่ากันไป ถือเป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องแยกแยะให้ออก โดยตนได้ส่งฝ่ายกฎหมายของตนไป

‘บิ๊กตู่’ย้ำไปสภา-ทำงานอื่นด้วย

ส่วนที่ฝ่ายค้านแสดงความกังวลว่า นายกรัฐมนตรี อาจหยิบมาเป็นประเด็นและจะไม่เดินทางเข้าชี้แจงต่อประชุมสภานั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คงไม่เกี่ยวกัน ถ้าตนไปได้ ตนก็ไป ซึ่งทุกวันนี้ก็มีงาน4-5งาน ทั้งช่วงบ่ายและช่วงเย็น ทุกๆวันจะเป็นอย่างนี้ ขอให้เห็นใจตนบ้าง ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่า อะไรคืออะไรแต่ก็ยังมีความพยายามที่จะทำให้เกิดความสับสน ซึ่งตนก็ต้องหาข้อยุติให้ได้

“ในวันที่ 18 กันยายนนี้ ผมก็มีงานที่ต้องทำอยู่เหมือนกัน แต่ผมยืนยันว่าจะเข้าไปฟัง แต่หากมีภารกิจผมก็ต้องออกมาบ้าง แล้วจะกลับไปฟังใหม่ คงต้องเป็นแบบนี้จะไม่ให้ผมทำงานอย่างอื่นเลยหรือ”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้ำ

ระบุคำชี้แจงอยู่ในหัวหมดแล้ว

เมื่อถามว่า นายกฯไม่ได้เคลียร์งานเอาไว้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า”จะเคลียร์ได้อย่างไร”เมื่อถามย้ำว่า ฝ่ายค้านบอกว่าเวลามีอยู่อย่างจำกัด พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า“จะพูดกันนานแค่ไหน3-5วันเลยหรืออย่างไรกับเรื่องการถวายสัตย์ฯ ซึ่งก็มีอยู่เรื่องเดียว ผมก็รู้อยู่แล้วว่า เขาก็พูดเหมือนเดิม”

เมื่อถามว่าควรจะอภิปรายเพียงแค่ครึ่งวันใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ก็ไม่รู้เหมือนกันแล้วแต่วิปรัฐบาล ส่วนที่ฝ่ายค้าน จะบอกว่าจะลากเวลาถึงเวลา24.00น.ตนมองว่าเท่าไหร่ก็เท่านั้น ก็แล้วแต่ พร้อมย้ำว่า “คำชี้แจงต่างๆอยู่ในหัวของตนหมดแล้ว”

ป้ององครักษ์’พปชร.’มีสิทธิ์พูด

เมื่อถามว่าจำเป็นต้องมีองรักษ์พิทักษ์หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่า“องครักษ์ของผมเป็นใคร หากเป็น ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ ก็เป็นเรื่องของ ส.ส.ถ้าพูดนอกประเด็น เขาก็มีสิทธิ์เช่นเดียวกับที่ฝ่ายรัฐบาลพูดอะไรไป ฝ่ายค้านก็มีสิทธิ์ที่จะพูด นี่คือ สิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน จะไปบังคับใครได้”

ตอกย้ำเรื่องนี้เป็นวิญญูชนควรรู้

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายกฯไปพูดระหว่างลงพื้นที่ จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่4ก.ย.ระบุว่าเรื่องนี้ได้มีการลงพระปรมาภิไธยไปแล้ว ถือว่าจบแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า”ก็แล้วแต่จะคิด และควรรู้ว่าอะไรเป็นอะไรเพราะเป็นวิญญูชน ซึ่งในการอภิปรายครั้งนี้ ก็ไม่ได้เป็นการลงมติ ผมก็จะชี้แจงเท่าที่ชี้แจงได้ และทำอย่างไรไม่ให้ก้าวล่วงไปถึงสถาบัน ซึ่งก็เห็นบทบัญญัติอยู่แล้ว แต่ก็เป็นประเด็น ถ้าบอกว่าเคารพรัฐธรรมนูญแล้วที่ผ่านมา ที่ว่าเคารพและธรรมนูญ มันเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง”และเมื่อถามอีกว่าอึดอัดใจหรือไม่ที่มีเรื่องเช่นนี้ตลอด พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนว่า“อยู่ที่สื่อ แต่ผมก็สบายใจทุกวัน”

‘บิ๊กป้อม’ยันไม่ซ้อมรับมือฝ่ายค้าน

ด้านพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านระบุว่ามีเวลา14ชั่วโมงในการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามมาตรา152 น่าจะเพียงพอ หากฝ่ายรัฐบาลไม่ตีรวน ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรค จะต้องกำชับสมาชิกหรือไม่ว่า เป็นเรื่องของคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร(วิปรัฐบาล)ที่จะดำเนินการ ส่วนตัว คงไม่ลงไปในรายละเอียด ปล่อยให้วิปรัฐบาลเขาทำงานบ้าง และเรื่องนี้ ก็ไม่ต้องซักซ้อมก่อนอภิปราย

‘ฝ่ายค้าน’ดักคอ’บิ๊กตู่’หนีแจงสภา

ที่รัฐสภา ตัวแทน 7 พรรคฝ่ายค้าน นำโดยนายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงกรณีศาลรัฐธรรมนูญได้มีหนังสือแจ้งให้ทราบว่าศาลนัดอ่านคำวินิจฉัยกรณีความเป็นรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 วรรค1 (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา98 (15) หรือไม่ และวันที่ 18 ก.ย. เวลา 14.00 น.ศาลจะอ่านคำวินิจฉัย

โดย นพ.ชลน่านกล่าวว่าการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตรงกับวันอภิปรายโดยไม่ลงมติตามมาตรา152 ทั้งเรื่องการถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนและการแถลงนโยบายที่ไม่บอกแหล่งที่มางบประมาณ เราเกรงว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างไม่มาตอบคำถามในสภาฯ จึงขอแจ้งสื่อมวลชนไว้เพราะทราบว่า การอ่านคำวินิจฉัย จะเริ่มเวลา14.00น.คาดว่าใช้เวลาเพียง2ชั่วโมงเท่านั้น ขณะที่เริ่มประชุมสภาตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงเที่ยงคืน คาดว่าพล.อ.ประยุทธ์จะมาตอบคำถามในช่วงค่ำซึ่งไม่เกี่ยวกับเวลาที่ศาลฯนัดอ่านคำวินิจฉัย หาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่มาตอบก็เท่ากับหนีสภาฯซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ไม่จำเป็นต้องไปฟังคำวินิจฉันด้วยตัวเองแต่กลับทำท่าทีเหมือนจะไปฟังเอง

หยุดป้ายสีฝ่ายค้านละเลยน้ำท่วม

นายสุทิน ประธานวิปฝ่ายค้านกล่าวว่าขณะนี้มีข้อสังเกตอยู่2ประเด็นประเด็นแรกคือว่าวันนี้รัฐบาลมีการสร้างข่าวไอโอ ลดน้ำหนักเรื่องการอภิปรายตามมาตรา 152กล่าว่าหาว่าฝ่ายค้านละเลยปัญหาน้ำท่วมของชาวบ้านแต่สนใจเรื่องการถวายสัตย์ ขอชี้แจงว่า ไม่ได้ละเลยปัญหาน้ำท่วมหรือความเดือดร้อนของประชาชน โดยส.ส.ฝ่ายค้านได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือและประจำอยู่ในพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วม ทำให้วันนี้เราวิตกว่าการลงมติในวันนี้น่าจะมีปัญหา เพราะส.ส.ส่วนใหญ่ยังอยู่ในพื้นที่ตรงกันข้ามรัฐบาลซึ่งมีศักยภาพทั้งงบประมาณและกลไกในการช่วยเหลือประชาชน กลับไม่เห็นรัฐบาลใช้ประสิทธิภาพเหล่านี้ในการช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที ดังนั้นเรารู้ทันว่านายกฯ ที่จะเอาปัญหาน้ำท่วมมาทำลาย น้ำหนักของเรา

ซัดนายกฯเลิกพูดเรื่องไม่เหมาะสม

ส่วนประเด็นที่สอง รู้สึกไม่สบายใจ ในประเด็นที่นายกฯให้สัมภาษณ์ที่บอกว่า “การถวายสัตย์จบแล้ว สมบูรณ์แล้ว ไปดูสิว่าใครลงพระปรมาภิไธย พระบรมราชโองการว่าอย่างไร”ซึ่งการให้สัมภาษณ์อย่างนี้ทำให้ไม่สบายใจ 2 ประเด็น คือ นายกฯ ใช้ถ้อยคำที่ไม่ค่อยเหมาะสม อยากให้นายกฯ ระมัดระวังและทบทวน ถ้าคิดว่าคำนี้ไม่เหมาะสม พราดพลั้งไป ก็ขอให้หาทางแก้ไข ดังนั้นขอเตือนว่าเรารู้ทันเราจะไม่พูด และรัฐบาลอย่าทำแบบนี้เพื่อหวังว่าจะได้ประชุมลับหรือไม่ หรือปัดความผิดว่าไม่ได้อยู่ที่ตัวนายกฯ จึงขอให้หยุดเพราะเรารู้ทัน และเราจะไม่มีการอภิปรายไปถึงสถาบันอย่างแน่นอน

จ่อพบ’ชวน’ขอขยับซักฟอก17ก.ย.

นายสุทิน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เราจะมีการขอหารือนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ในวันนี้ (5 ก.ย.) เพื่อขอขยับวันอภิปรายขึ้นมาเป็นวันที่ 17 ก.ย. แทน เพราะเราเชื่อว่านายชวน ยังไม่ทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยดังกล่าวในวั้นที่ 18 ก.ย. และเชื่อว่าประธานสภาฯ จะไปหารือกับรัฐบาลได้ เพื่อให้นายกฯ ยกเลิกภารกิจอื่นๆ เพื่อมาชี้แจงในเรื่องนี้แทน ยืนยันเราไม่ได้มากเรื่อง แต่อยากให้ประธานสภาฯ ทบทวนวัน ทั้งนี้การบริหารบ้านเมืองต้องบริหารทุกเรื่องไปพร้อมๆ หากนายกฯทำทีละเรื่องบ้านเมืองแย่แน่นอน

‘เด็กเสรีฯ’บี้ถามปมถวายสัตย์

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา เกียกกาย ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี ายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ก่อนเข้าสู้ระเบียบวาระ นายวิรัตน์ วรศสิริน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ได้ขอหารือถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นำคณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ฯไม่ครบตามรัฐธรรมนูญว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่แสดงความรับผิดชอบ แต่พูดให้ประชาชนสับสนเข้าใจผิด จนผู้พิพากษาท่านหนึ่งออกมาปรามว่าอย่านำพระราชดำรัส มาตีความเป็นพระบรมราชวินิจฉัยในเรื่องความถูกผิดในการถวายสัตย์ฯเพราะจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดโดยพยายามบิดเบือนให้เกิดความกลัว ไม่ให้มีการพูดถึง เรื่องจะได้เงียบๆไปเหมือนนาฬิกา25เรือนนั้น ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ได้ผลเพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ประชาชน มีความรักและศรัทธาสูงสุดในชีวิตที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตระหนักให้มาก

ซัดเป็นกบฏหรือไม่ครม.รู้แก่ใจ

“จึงขอหารือต่อประชุมเป็นครั้งที่4เพราะประชาชน ฝากถาม พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้มีประสบการณ์ว่าคำถวายสัตย์ฯที่ขาดหายไปที่ว่า ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการนั้น หากใครไม่ถือปฏิบัติถือว่าเป็นกบฏฉีกรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ ดังนั้น กรณี พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม. 35 คนกระทำผิดรัฐธรรมนูญ และเมื่อทราบ ก็ยังไม่แสดงความรับผิดชอบย่อมแสดงให้เห็นว่าครม.รู้เห็น เป็นใจร่วมกันกระทำผิดรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่”นายวิรัตน์ กล่าว

‘ไพบูลย์’ฟ้อง‘ศรีฯ’ใส่ร้ายยุบพรรค

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูปกล่าวว่า จากกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นเรื่องแก่ประธาน กกต. ตรวจสอบการยกเลิกพรรคของพรรคประชาชนปฏิรูป และสมาชิกสภาพของตัวเองนั้นพบว่านายศรีสุวรรณ กระทำผิดกฎหมายโดย การให้สัมภาษณ์ของนายศรีสุวรรณ มีคลิปเสียงยืนยันระบุว่าตน‘ฉ้อฉล’ ถือว่าเป็นการใส่ความและทำให้คนอื่นเกลียดชังตน ถือเป็นการหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 โดยจะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาให้เร็วที่สุด อีกเรื่อง นายศรีสุวรรณ ยังได้ยื่นเรื่องให้ประธาน กกต.ว่าตัวเองกระทำความผิดตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 92 (1) ซึ่งเป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิด พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา101 ที่ระบุว่า ผู้ใดแจ้งหรือกล่าวหาพรรคการเมืองหรือบุคคลใดโดยรู้อยู่ว่าเป็นความเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสน หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลตัดสิทธิการเลือกตั้ง โดยตนจะยื่นเรื่องให้กกต.ตรวจสอบอย่างเร็วที่สุด

พร้อมยืนยัน เห็นด้วยกับการตรวจสอบ แต่ทุกคนต้องทำกระทำภายใต้กรอบของกฎหมาย เพื่อป้องกันการให้ความเห็นที่ทำให้ประชาชนสับสน และทำให้บ้านเมืองไม่สงบ ตนจะรักษาหลักกฎหมายเพื่อทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบและให้ความรู้ประชาชนที่ถูกต้อง โดยยืนยันว่าการฟ้องร้องต่างๆนั้น จะไม่มีการดำเนินคดีกับสื่ออย่างแน่นอน

ยันเลือกหัวหน้าศก.ใหม่ถูกต้อง

นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ แถลงข่าวแนะนำคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ อาทิ นายสุภดิช อากาศฤกษ์ รองหัวหน้าพรรค และ นายภาสกร เงินเจริญกุล เลขาธิการพรรค ว่า หลังจากนี้จะประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อกำหนดแนวนโยบาย ขอยืนยันว่าจะยึดอุดมการณ์พรรคเช่นเดิม และนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ยังเป็นปูชนียบุคคลของพรรค ซึ่ง ส.ส.ทั้ง 6 คนของพรรคจะยังเป็นครอบครัวเดียวกัน ยังอยู่กับพรรคร่วมฝ่ายค้านเหมือนเดิม ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เข้าร่วมประชุมกับ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ขอย้ำว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ส่วนกรณีที่มีสมาชิกพรรคเศรษฐกิจใหม่ ร้อง กกต.ว่าการประชุมใหญ่เลือกหัวหน้าพรรคเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ชอบด้วยข้อบังคับพรรคนั้น นายมนูญ กล่าวยืนยันว่า การดำเนินการทุกอย่างโปร่งใส มีการแจ้งสมาชิกรับทราบ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าบุคคลที่ไปยื่นเรื่องร้องเรียนเป็นสมาชิกของพรรคหรือไม่ เพราะบางคนแอบอ้างว่าเป็นสมาชิก แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรค โดยฝ่ายกฎหมายจะพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร หากเป็นสมาชิกและทำให้พรรคเสื่อมเสีย ก็อาจจะขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรค

คำร้องพรก.ครอบครัวฯถึงศาลรธน.

วันเดียวกัน ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่จากสภาผู้แทนราษฎรได้นำคำร้อง ของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านเข้าชื่อเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 ที่พรรคฝ่ายค้านเห็นว่าการตรากฎหมายนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรค 1 มายื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว สำหรับการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมีกรอบเวลาการพิจาณาไม่เกิน 60 วันและเมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเสร็จ สภาผู้แทนราษฎรจะนำพระราชกำหนดมาพิจารณาอีกครั้ง

ศาลชี้เซ็ตซีโร่’กสม.’ไม่ขัดรธน.

วันเดียวกัน ฝ่ายประชาสัมพันธ์สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่เอกสารข่าว ว่า ที่ประชุมศาลรัฐธรรมนูญ วานนี้ (4กันยายน) พิจารณาคำร้องกรณีศาลปกครองกลางส่งคำโต้แย้งของนายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน ผู้ฟ้องคดีที่1และนางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง ที่ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2560 มาตรา 60 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 มาตรา 26 และมาตรา 27 หรือไม่

องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ทำความเห็นส่วนตน เป็นหนังสือ พร้อมทั้งแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุม และที่ประชุมได้ปรึกษาหารือร่วมกันแล้วลงมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2560 มาตรา 60 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ที่ระบุว่าให้ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนที่พรป.ว่าด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชนใช้บังคับ พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ พ.ร.ป.ว่าด้วย กรรมการสิทธิฯ ฉบับนี้ใช้บังคับ แต่ยังคงให้ปฎิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าประธานและกรรมการสิทธิฯ ที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ทั้งนี้ ให้ผู้อยู่ปฎิบัติหน้าที่ ได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่น ตามที่ได้รับอยู่ในวันก่อนที่พ.ร.ป.ว่าด้วย กรรมการสิทธิฯ ฉบับนี้ใช้บังคับ และให้มีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จ โดยให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งเพราะลาออก โดยให้คำนวณระยะเวลาตั้งแต่วันที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจนถึงวันที่หยุดปฎิบัติหน้าที่ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา3 มาตรา26และมาตรา27 ซึ่งเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ

ชีวิตหลังพ้นคุก! 'สนธิ ลิ้มทองกุล'เปิดใจครั้งแรก เผยรู้สึกค่อนข้างทรมาน

ชีวิตหลังพ้นคุก! 'สนธิ ลิ้มทองกุล'เปิดใจครั้งแรก เผยรู้สึกค่อนข้างทรมาน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562, 20.27 น.
 
เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2562 เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เปิดเผยว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ได้อัดคลิปวีดีโอตัวเอง เปิดเผยความรู้สึกหลังจากที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวออกจากเรือนจำ โดยระบุว่า "ดีใจมากที่ได้พูดผ่านทางวีดีโอคลิปอันนี้ ตนกลัมมาเมื่อวานนี้ (4 ก.ย.) ก็ค่อนข้างที่จะรู้สึกแปลกๆ เหมือนกันว่าบ้านตัวเองเป็นสถานที่ที่แปลก เพราะห่างไป 2 ปี 11 เดือน 27 วัน แล้วก็เชื่อรึป่าวเมื่อคืนตนนอนไม่หลับ นอนพลิกตัวไปพลิกตัวมา รู้สึกค่อนข้างทรมาน เพราะว่าไม่ชินกับห้องแอร์ เพราะนอนในห้องขังมีทั้งพัดลมและก็ร้อนนรกเลย พอมาเจอห้องแอร์อากาศเย็นขึ้นมาร่างกายมันปรับไม่ได้ ก็เลยไม่ได้นอนทั้งคืนเลย

วันนี้ตนอัดคลิปนี้เป็นเวลา 18.10 น.รู้สึกง่วงมาก เดี๋ยวทานข่าวเสร็จก็จะรีบนอนแล้ว ขอบพระคุณมากนะครับที่ทุกท่านมีความเป็นห่วงเป็นใยในตัวผม เอาไว้ว่างๆ เดี๋ยวผมจะเล่าอะไรให้ฟังอย่างสนุกสนาน เพราะว่า 2 ปี 11 เดือน 27 วันนั้น จริงๆ มีเรื่องราวให้พูดถึงมากมายก่ายกอง และตนจะเลือกเฉพาะเรื่องที่มีประโยชน์ให้ทุกคนฟัง เอากันเพียงแค่นี้ก่อนล่ะกันครับ สวัสดีครับ"

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.
 
“ครอบครัวเราไม่ต้องการเงินเยียวยาจากคนที่ทำกับบิลลี่ แต่อยากร้องขอไปทางกรมอุทยานฯ ให้ชาวบ้านได้กลับไปอยู่ในพื้นที่ในแผ่นดินที่ถูกเผาขับไล่ที่ลงมา เพราะสำหรับคนกะเหรี่ยง เงินไม่ได้สำคัญอะไรกับเรา เงินไม่ได้กินได้ตลอดชีวิต แต่หากเรามีพื้นที่ทำกิน เราสามารถอยู่ได้ทั้งชีวิต”
 
น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ (มึนอ) ภรรยา นายพอละจี รักจงเจริญ (บิลลี่)

อดีตแกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย

เช็คด่วน!!!เตือนพื้นที่‘อ่างทอง-อยุธยา’รับมือ เย็นวันเสาร์นี้ส่อจมน้ำ

เช็คด่วน!!!เตือนพื้นที่‘อ่างทอง-อยุธยา’รับมือ เย็นวันเสาร์นี้ส่อจมน้ำ

วันศุกร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2562, 12.19 น.
  •  
 
 

กรมชลฯเพิ่มปล่อยน้ำ“เขื่อนเจ้าพระยา” เตือน 7 จังหวัดท้ายเขื่อนน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ 40-50ซม. “อ่างทอง-อยุธยา”รับน้ำเหนือหลากมาถึงเย็นวันเสาร์นี้ ขณะที่ 14 จังหวัดยังท่วมต่อเนื่อง ด้าน รมว.เกษตรฯสั่งกำชับทุกสำนักรับมือฝนมาก

6 กันยายน 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในเวลา 06.00 น.-12.00 น.วันนี้ เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท จะระบายน้ำแบบขั้นบันได ในอัตรา 800-850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที(ลบ.ม./วินาที) ซึ่งได้แจ้งเตือนประชาชนใน 7 จังหวัดท้ายเขื่อนเจ้าพระยา คือ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา และ ลพบุรี เนื่องจากปริมาณน้ำจะเอ่อเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำแม่น้ำน้อย ประกอบด้วย บริเวณคลองโผงเผง จ.อ่างทอง , คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา , ต.หัวเวียง ต.บ้านกระทุ่ม อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา และ ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยระดับน้ำจะท่วมสูง 40-50 ซม.ในช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 7 กันยายน 2562


นายทองเปลว กล่าวด้วยว่า ล่าสุดเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 46,331 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 61 เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 22,401 ล้าน ลบ.ม. สามารถรองรับน้ำได้อีก 29,000 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาเขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกัน 10,855 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 4,159 ล้าน ลบ.ม. สามารถรองรับน้ำได้อีก 14,000 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ ยังคงมีพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม 14 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร , อุตรดิตถ์ , สุโขทัย , เพชรบูรณ์ , ยโสธร , ร้อยเอ็ด , กาฬสินธุ์ , ขอนแก่น , มหาสารคาม ,อุดรธานี ,อุบลราชธานี , อำนาจเจริญ , สกลนคร และนครพนม

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้ให้การช่วยเหลือพื้นที่ผู้ประสบอุทกภัยด้วยการจัดส่งเครื่องจักรเครื่องมือต่างๆไปช่วยเหลือแล้ว แบ่งเป็น เครื่องสูบน้ำ 83 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 56 เครื่อง รถบรรทุก 6 คัน และกาลักน้ำ 20 แถว พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นตามแต่ละช่วงเวลารวมถึงให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของตนเองอย่างใกล้ชิด

ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาอุทกภัยทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว โดยเน้นการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมที่สุดและดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างฉับไว อย่างไรก็ตามพึงพอใจการจัดการน้ำในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สถานการณ์โดยรวมขณะนี้เริ่มคลี่คลาย คาดว่าภายใน 2-3 วันจะเข้าสู่ภาวะปกติ

ขณะเดียวกันการระบายน้ำการผันน้ำลงไปในคลองต่างๆนั้นจะเป็นไปอย่างระมัดระวังที่สุด ในส่วนการประเมินความเสียหายเพื่อจ่ายค่าชดเชยให้ดำเนินการอย่างรวดเร็วที่สุด ขณะที่ภาคใต้ที่ต้องเสี่ยงภัยกับน้ำหลากเป็นประจำนั้น ไม่อยากให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากขณะที่ได้เร่งโครงการแก้ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ให้สำเร็จโดยเร็วเพื่อใช้ประโยชน์ อาทิ โครงการแก้ปัญหาอุทกภัยอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลา ซึ่งการบริหารน้ำของเราไม่ใช่แค่ระบายน้ำ แต่ต้องเก็บกักไว้ใช้ช่วงแล้งด้วย การวางแผนไว้ล่วงหน้าจำเป็น นับเป็นการป้องกันปัญหาน้ำอีกทาง

 
 
 
 

 

 

 

'หมอวรงค์'ชำแหละ5ประการ  พฤติกรรมพวกชังชาติ

'หมอวรงค์'ชำแหละ5ประการ พฤติกรรมพวกชังชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562, 19.34 น.
 
วันที่ 3 กันยายน 2562 นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้
 
บางคนมีปฏิกิริยา เมื่อได้ยินคำว่าชังชาติ เพื่อให้เกิดความเข้าใจคำว่าชังชาติ ชังชาติหมายถึงคนที่มีพฤติกรรมดังต่อไป

1.มีพฤติกรรมจาบจ้วง หมิ่นสถาบัน ที่นักวิชาการเรียกว่า ปฏิกษัตริย์นิยม

2.มีพฤติกรรมชักศึกเข้าบ้าน ประจานประเทศ เราต้องไม่ยอมให้ใครนำพาต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศเรา

3.มีพฤติกรรมจงใจทำลายความน่าเชื่อถือ และไม่เคารพคำตัดสินของศาล

4.มีพฤติกรรมทำลายรากเหง้าทางวัฒนธรรม ประเพณีอันดีที่สืบทอดมาอย่างยาวนานของชาติ และไม่ส่งเสริมศาสนาทุกศาสนา

5.มีพฤติกรรมทุจริตเชิงนโยบาย สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศ

พฤติกรรมเหล่านี้ เป็นพฤติกรรมทำลายชาติไทยของเราแบบค่อยเป็นค่อยไป ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงและความสงบสุขของประชาชน คนไทยทุกคนต้องช่วยกันต่อต้าน

ส่วนใครที่ไม่มีพฤติกรรมดังกล่าว ก็ไม่ควรจะทุกข์ร้อน

 
กองทัพเรือลำเลียงเรือผลักดันน้ำ 25 ลำลงพื้นที่สกลนครเร่งระบายน้ำ

กองทัพเรือลำเลียงเรือผลักดันน้ำ 25 ลำลงพื้นที่สกลนครเร่งระบายน้ำ

วันศุกร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2562, 10.50 น.
 
6 กันยายน 2562  พล.ร.ต.ธีระพงษ์ มูลละ รองผู้อำนวยการ อู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า เป็นประธานในการลำเลียงเรือผลักดันน้ำ  จำนวน 25 ลำ พร้อมกำลังพลจำนวนหนึ่งออกเดินทางจากอู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า กรมอู่ทหาเรือ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ไปยัง จ.สกลนคร สำหรับป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสกลนคร

สำหรับประสิทธิภาพของเรือผลักดันน้ำชุดนี้ ถ้าเป็นการผลักดันน้ำจะได้ประมาณ 72 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที แต่ถ้าเป็นการสูบน้ำจะได้ประมาณ 24 ลูกบาศก์เมตร ต่อนาที คือสูบได้ผลักก็ได้ แต่ตำแหน่งที่เรือผลักดันน้ำจะไปลงจะต้องไม่ต่ำกว่า 70 เซนติเมตร เพราะว่าเรือกินน้ำลึก เพราะฉะนั้นถ้าเป็นการผลักดันน้ำอย่างในครั้งนี้ที่เราจะไปช่วยประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครจะสามารถผลักดันน้ำได้ประมาณวันละ 140,660 ลูกบาศก์เมตรต่อวันและจะผลักดันน้ำลงทะเลให้เร็วที่สุด เรือผลักดันน้ำนับว่าเป็นประโยชน์ต่อการระบายน้ำเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ครั้งละปริมาณมาก อีกทั้งยังสามารถชะล้างไล่ดินเลนที่ตกตะกอนอยู่ก้นแอ่งให้หมดไป ทำให้น้ำไหลได้สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่เป็นแอ่ง เป็นบึงและคอขวด เนื่องจากเป็นที่ลุ่มระบายน้ำออกได้ลำบากและไหลได้ไม่เร็ว เป็นไปตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงพระราชทานเพื่อเป็นแนวทางในการบรรเทาปัญหาที่เกิดจากอุทกภัย

 

 
 
  
  • 'ไทยพีบีเอส'เปิดภาพลับของ'บิลลี่' (ใคร) ตัดไม้แก่งกระจาน

    'ไทยพีบีเอส'เปิดภาพลับของ'บิลลี่' (ใคร) ตัดไม้แก่งกระจาน

    วันพฤหัสบดี ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562, 20.35 น.
     
     
    เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2562 เฟซบุ๊ก Thai PBS และเว็บไซต์ไทยพีบีเอสออนไลน์ https://news.thaipbs.or.th ได้รายงานข่าวที่ระบุว่า เป็นภาพลับที่นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ แกนนำชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย แอบถ่ายไว้ก่อนเขาหายตัวเมื่อ 5 ปี ก่อนถูกยืนยันถึงการเสียชีวิต โดยเป็นภาพคนใส่เสื้อกรมอุทยานฯกำลังเลื่อยไม้ ซึ่งถ่ายขึ้นหลังเกิดความขัดแย้งกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และถูกกล่าวหาว่า กะเหรี่ยงตัดไม้ทำลายป่า
     
    ไทยพีบีเอสออนไลน์ ยังได้รายงานข่าวการลงพื้นที่แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ของพ.ต.ท.กรวัชร์​ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดปฎิบัติการ เข้าพบนางพิณนภา หรือ มึนอ ภรรยาของ บิลลี่ เพื่อให้กำลังใจและสืบสวนคดีเพิ่มเติม พร้อมระบุถึงการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ภาพ 3-4 ภาพ ที่ถูกเผยแพร่ในช่วงปี 2557 และอ้างว่าเป็นภาพลับที่บิลลี่แอบถ่ายไว้ ในขณะนั้นถูกส่งถึงมือนายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ที่เคยให้สัมภาษณ์ว่า ภาพลับที่บิลลี่ เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่บ้าน และได้รับมาจากภรรยาของบิลลี่ เป็นทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่กำลังใช้เลื่อยยนต์ตัดไม้

    ไทยพีบีเอสออนไลน์  อ้างแหล่งข่าวระบุว่า หลังจากมีการเผยแพร่ภาพชุดนี้ออกมา กรมอุทยานฯ โดยสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (เพชรบุรี) ในขณะนั้น มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากเครื่องแบบสีน้ำตาลแขนยาว ด้านหลังระบุกรมอุทยานฯ เป็นเครื่องแบบที่แจกให้เจ้าหน้าที่

    ส่วนอีกชุดเป็นเครื่องแบบลายพรางทั้ง 2 ชุด เป็นชุดของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ไม่ใช่ชุดที่แจกจ่ายให้กับชาวบ้านได้ง่ายๆ ขณะที่ยังไม่มีข้อมูลที่สรุปว่า กรมอุทยานฯ ดำเนินการกรณีนี้อย่างไร แต่ยืนยันว่า ขณะนี้อุทยานแก่งกระจาน ไม่มีปัญหาลักลอบตัดไม้ หรือการบุกรุกอย่างเด็ดขาด

    มีรายงานว่า คณะทำงานชุดตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีนายสรัชชา สุริยกุล ณ อยุธยา อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (เพชรบุรี) ได้มีการสอบสวนภาพที่ถูกเผยแพร่เมื่อ 5 ปีก่อน และสรุปว่ามีมูล แต่ไม่มีการยืนยันว่ามีการเรียกสอบบุคคลที่ปรากฎในภาพหรือไม่ “คณะทำงานส่งเรื่องให้กับกรมอุทยานแห่งชาติ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันว่าคดีสรุปอย่างไร มีการนำคนผิดมาลงโทษหรือไม่”

    ด้านนายจงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมอุทยานฯ ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีแล้ว หลังจากนี้จะเรียกสอบถามข้อมูลการสอบสวนจากสำนักฯ 3 เพื่อดูรายละเอียดต่างๆอีกครั้ง

    ขอบคุณข้อมูลไทยพีบีเอส

     
     
     
     หน้าแรก / World Tech war ที่แท้ทรูเมื่อ"หัวเว่ย"ไม่มี"กูเกิล"19 ก.ย.นี้

    Tech war ที่แท้ทรูเมื่อ"หัวเว่ย"ไม่มี"กูเกิล"19 ก.ย.นี้

    06 Sep 2019
     
     
    • นับถอยหลัง “หัวเว่ย” เปิดตัว สมาร์ทโฟนตระกูล “Mate30” วันที่ 19 ก.ย.62
    • ประเดิมผลจากการขึ้นบัญชีของสหรัฐฯจะไม่มีแอปพลิเคชั่นของกูเกิลในโทรศัพท์รุ่นนี้
    • ถือเป็นความท้าทายอย่างใหญ่หลวงของ”หัวเว่ย” จะผ่านศึกหนักนี้ไปด้วยวิธีการใด
      หน้าตาของ Mate30, Mate30Pro ที่ถูกเปิดเผยก่อนวันเปิดตัว
      หน้าตาของ Mate30, Mate30Pro ที่ถูกเปิดเผยก่อนวันเปิดตัว
     

    Credit: Techgarage.blog / Ben Geskin

    Credit: Techgarage.blog / Ben Geskin

     

    ประเดิมสนามรบแรกเมื่อหัวเว่ยไม่มีกูเกิล

    นับถอยหลังTech war เต็มรูปแบบ

    บริษัทเทคโนโลยียักษ์ของจีน “หัวเว่ย” เตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดตระกูล “Mate30” ที่มิวนิคในเดือนตุลาคม และจะเป็นสินค้ารุ่นแรกของหัวเว่ยที่ออกสู่ตลาดหลังถูกขึ้นบัญชีดำด้านการค้าของสหรัฐฯ  โดยจะไม่มีแอปพลิเคชั่นของก Google อยู่ในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เลย  ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯจัดบริษัทหัวเว่ยให้อยู่ในบัญชีต้องห้ามในการซื้อขายเทคโนโลยีและซอฟแวร์ นอกจาก Google และ Facebook แล้วยังรวมไปถึง Intel  Micron และ Qualcomm อีกด้วย

    หัวเว่ยยอมรับว่า “Google ecosystem” ซึ่งรวมถึงระบบปฎิบัติการแอนดรอยทรงพลังมากที่สุดแล้ว และเป็นทางเลือกอันดับ 1 ที่จะถูกนำมาใส่ไว้ในสมาร์ทโฟน แต่บริษัทได้มีการพัฒนาอีโคซิสเตมและระบบปฎิบัติการของตัวเองซึ่งจะเปิดตัวในปลายเดือนนี้  อย่างไรก็ตามตระกูล “Mate30” อาจจะยังคงใช้ระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ซึ่งใช้โอเพ่นซอส เพียงแต่จะไม่สามารถเข้าแอปพลิเคชั่นที่นิยมกันทั่วโลกได้ อย่าง youtube google map กูเกิลGmail หรือ Google play store ที่ผู้ใช้สมาร์โฟนจะสามารถเข้าไปหาซื้อแอปพลิเคชั่นใหม่ได้ๆ และถ้าหากไม่มีบริการเหล่านี้ สมาร์ทโฟนของหัวเว่ยก็จะมีความน่าดึงดูดใจน้อยลงไปเยอะในตลาดนอกประเทศจีน

    เบน แสตนตัน นักวิเคราะห์ตลาดบริษัทคานาลิส ในลอนดอน กล่าวว่า ทั้งหมดนี้จะกลายเป็นความท้าทายที่ใหญ่หลวงของหัวเว่ยในตลาดสมาร์ทโฟนตระกูล “Mate30” ในยุโรป (รวมถึงทั่วโลก) ซึ่งสมาร์ทโฟนที่ได้รับความนิยมและเป็นเรือธงของหัวเว่ยจะถูกมองข้ามอย่างสิ้นเชิง  โจทย์ใหญ่คือ รูปลักษณ์หรือฮาร์ดแวร์ของหัวเว่ยจะดีพอเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคใสขณะที่สูญเสียแอปพลิเคชั่นของกูเกิลจากสมาร์ทโฟนของพวกเขาไปได้หรือไม่ และสงสัยว่าสาวกของหัวเว่ยจะยอมรับเรื่องนี้ได้หรือไม่ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของหัวเว่ย เหริน เจิ้งเฟย คาดว่าตลาดสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยทั่วโลกจะร่วงลงประมาณ 40 % หลังจากที่การขึ้นบัญชีของสหรัฐมีผลบังคับใช้  

    เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ

    เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ"หัวเว่ย"

    ผลประกอบการสวยงามครึ่งปีแรกโต 23.2%

    วันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา “หัวเว่ย” เปิดเผยผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรก มีรายรับรวมทั้งบริษัทที่ประมาณ 401,300 ล้านหยวนหรือราว 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี ก่อนที่ 23.2% ขณะที่อัตรากำไรสุทธิจากรายได้ทั้งหมดอยู่ที่ 8.7% หรือราว 32,000 ล้านหยวน

     เมื่อจำแนกตามประเภทธุรกิจจะพบว่า ธุรกิจผู้ให้บริการโครงข่ายการสื่อสาร (Carrier Business) และงานด้านไอทีของหัวเว่ยมีรายรับถึง 146,500 ล้านหยวน เทียบเป็น 37% ของรายได้บริษัททั้งหมด ณ ปัจจุบัน โดยมีการเปิดเผยว่าหัวเว่ยได้รับสัญญาพัฒนาโครงข่าย 5G เชิงพาณิชย์มากกว่า 50 แห่งทั่วโลกแล้ว

    ด้านธุรกิจองค์กร (Enterprise Business) ทั้งงานด้านระบบคลาวด์ข้อมูล, AI, ศูนย์ข้อมูลหรือ IoT มีรายรับรวมทั้งสิ้นที่ 31,600 ล้านหยวน แต่ที่น่าสนใจคือธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Consumer Business (นับรวมแบรนด์ลูก ‘Honor’) มีรายรับรวมทั้งสิ้นที่ 220,800 ล้านหยวน หรือราว 55% ของรายได้ทั้งหมดในปัจจุบัน โดยมียอดการจำหน่ายสมาร์ทโฟนที่ประมาณ 118 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นกว่า 24% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

    หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค EEC "ประยุทธ์"สั่งลุยเจรจาอาเซียน-อาร์เซ็ป

    "ประยุทธ์"สั่งลุยเจรจาอาเซียน-อาร์เซ็ป

    06 Sep 2019
     
    ประยุทธ์เปิดประชุมรัฐมนตรีอาเซียน-อาร์เซ็ป ควงพร้อมรัฐมนตรีเศรษฐกิจของรัฐบาลลุยเจรจาทุกฟังชั่น 

    พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ ในโอกาสพิธีเปิดการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 51 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานนำการประชุม กล่าวรายงาน โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ด้วยเคยพูดไว้เรื่อง“ความกล้าฝัน”  (Dare to Dream) ของผู้ก่อตั้งอาเซียนเมื่อ 52 ปีที่แล้ว ที่อยากจะเห็นภูมิภาคที่มีความมั่นคงทางการเมือง ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และความก้าวหน้าทางสังคม ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ผ่านปฏิญญากรุงเทพฯที่ได้ลงนามเมื่อปี 1967 และรวมไปถึง ผู้กล้าฝันจากรุ่นสู่รุ่นที่ร่วมกันสานต่อเจตนารมณ์ดังกล่าว ตลอดระยะเวลา 52 ปีที่ผ่านมา

    นอกจากความกล้าฝัน และ ตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมา คงไม่สามารถสร้างให้บ้านอาเซียนหลังนี้เติบโตอย่างแข็งแรง และก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างอย่างมั่นคง จากเพียง สมาคม ที่รวมกลุ่มกันอย่างหลวม ๆ มาสู่ ประชาคม ที่บูรณาการในทุกมิติอย่างลึกซึ้งอย่างเช่นทุกวันนี้ หากปราศจาก “ความกล้าลงมือ” (Dare to Do) ของผู้ขับเคลื่อนความฝันทั้งหลาย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่า หมายรวมถึงทุก ๆ ท่าน ณ ที่แห่งนี้ด้วย
    ทั้งนี้หากอาเซียนไม่ลงมือจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนาแนวคิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟต้า ให้เป็นรูปธรรม โดยใช้กลไกการลดอัตราภาษีนำเข้าระหว่างกัน (Common Effective Preferential Tariff Scheme) ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ประเทศสมาชิกอาเซียนอาจยังคงทำการค้าด้วยกำแพงภาษีที่สูง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางการค้าภายในภูมิภาค และไม่ดึงดูดผู้ลงทุนจากต่างชาติให้มาใช้ประโยชน์จากภาษีที่ลดลงและหากอาเซียนไม่ริเริ่มแนวคิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี และลงมือศึกษาความเป็นไปได้และประโยชน์ของการพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของอาเซียนไปสู่การจัดตั้งเป็นประชาคมเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 ประเทศสมาชิกอาเซียนอาจยังคงไม่สามารถใช้ประโยชน์จากตลาดและฐานการผลิตเดียวที่มีฐานลูกค้ากว่า 630 ล้านคน และจากความเชื่อมโยงและการอำนวยความสะดวกทางการค้าที่ลดต้นทุนในการทำธุรกรรมและการขนส่งระหว่างกัน และถ้าอาเซียนไม่ลงมือเสนอข้อริเริ่มความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ อาร์เซ็ป เพื่อรักษาบทบาทความเป็นแกนกลางของอาเซียนในการขับเคลื่อนการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจกับคู่ภาคีภายนอกอาเซียนทั้ง 6 ประเทศ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2010

    ประเทศสมาชิกอาเซียนอาจไม่สามารถคว้าประโยชน์จากขนาดตลาดที่มีประชากรรวมกันกว่า 3,500 ล้านคนหรือเกือบครึ่งของประชากรโลก และขนาดเศรษฐกิจที่มีมูลค่าจีแดีพี กว่า 27.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ32.3% ของจีดีพี โลก ซึ่งมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จในอนาคตอันใกล้นี้ และคงไม่ได้กล่าวเกินความเป็นจริงว่า การกล้าลงมือของผู้ขับเคลื่อนความฝันในอาเซียนด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความมุ่งมั่นให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ช่วยสร้างบ้านอาเซียนแห่งประโยชน์และโอกาสสำหรับพลเมืองอาเซียนทุกคนอย่างแท้จริง


         สำหรับการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปีนี้ ไทยได้แสดงบทบาทอย่างแข็งขันในฐานะเจ้าบ้านที่ต่อเติมบ้านหลังนี้ของพวกเราชาวอาเซียนให้มั่นคงและแข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกระแสความเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ที่สร้างความสั่นคลอนต่อโครงสร้างและเสาหลักของบ้านอาเซียนได้ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงได้สานต่อการขับเคลื่อนภูมิภาคอาเซียนต่อไป ด้วยแนวคิดหลัก คือ “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” (Advancing Partnership for Sustainability) และท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด อาเซียนจึงต้อง “ก้าวหน้า”  (Advancing) สู่อนาคต เพื่อเตรียมคว้าประโยชน์และโอกาส และพร้อมเดินหน้าไปด้วยกันกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ปัญญาประดิษฐ์ อินเทอร์เน็ตของทุกสรรพสิ่ง เทคโนโลยีชีวภาพ และพันธุวิศวกรรม ผ่านการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมอัจฉริยะ โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผู้ประกอบการรายย่อย และองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม

    นอกจากนี้ ท่ามกลางกระแสความท้าทายทางการค้าโลกที่เกิดขึ้น อาเซียนจึงต้อง “ร่วมใจ”  (Partnership) กันเสริมสร้างความเชื่อมโยง ทั้งภายในและภายนอกภูมิภาค ไม่มีเวลาใดที่เหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้วในการผลักดันให้การเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ อาร์เซ็ป ซึ่งอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการการเจรจาให้บรรลุผลสำเร็จในปีนี้ ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของอาเซียนและคู่เจรจาในการเชื่อมโยงระบบการค้าการลงทุนเข้าด้วยกัน โดยยึดมั่นในระบบการค้าพหุภาคีที่ยึดถือกฎเกณฑ์กติกาเป็นสำคัญ

    และท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่จะหมดและหายไปได้ ถ้าเราไม่ร่วมกันทำนุบำรุงรักษา อาเซียนจึงต้องส่งเสริมความ “ยั่งยืน” (Sustainability) ในทุกมิติ อย่างเชื่อมโยงกัน อาทิ การทำประมงที่คำนึงที่สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเล และการวิจัยและพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพื่อนำมาใช้แทนเชื้อเพลิงที่มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นถ้าไม่ใช่พวกเรา ณ ที่แห่งนี้ จะเป็น “ใคร” ที่เป็นผู้เริ่มลงมือ ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ณ เวลานี้ จะเป็น “เมื่อไร" ที่เราจะเริ่มลงมือ และ ถ้าไม่ใช่ที่นี่ ณ ที่แห่งนี้ จะเป็น “ที่ไหน” ที่พวกเราจะร่วมกันจับมือเพื่อขับเคลื่อนความฝันของผู้ก่อตั้งและผู้กล้าฝันทั้งหลายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม 

    " ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนที่มารวมตัวกันอีกครั้งเป็นรอบที่ 51 นี้ จะ “ร่วมมือร่วมใจ” กันขับเคลื่อนความฝันของอาเซียนให้ “ก้าวไกล” และ “ยั่งยืน” ผ่านการเตรียมตัวรับมือกับอนาคต เสริมสร้างความเชื่อมโยง และส่งเสริมความยั่งยืนในทุกมิติ เพื่อขับเคลื่อนการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้าและใกล้ชิดกันมากขึ้น และเหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่อาเซียนร่วมกันทำ ร่วมกันขับเคลื่อนมาทั้งหมดตลอดช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมานี้ อาจมีคำถามว่า สิ่งนี้พวกเราทำไป “เพื่ออะไร” ผมคิดว่า เราสามารถตอบได้ด้วยความภาคภูมิใจว่า ความตั้งใจและผลที่เราต้องการให้เกิดขึ้น คือ เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวอาเซียนและอนุชนรุ่นหลังทุกคน ให้มีความเจริญก้าวหน้า มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และไม่มีใครถูกทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    "สิ่งสำคัญที่สุด คือเรากำลังเผชิญกับสงครามการค้า ดังนั้นเราต้องพึ่งพากันและกัน เราทำคนเดียวไม่ได้ โลกได้เปลี่ยนแปลงนับวันปัญหาจะมากขึ้นเรื่อยๆ คาดหวังว่าอาร์เซ็ปจะจบปีนี้ มาตรการใดที่เกิดผบกระทบ เราร่วมแก้ และปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำเราต้องร่วมกันแก้ไข เรื่องดิจิตอลนั้นมีทั้งวิกฤติและโอกาส เรื่องขยะทะเลผมขอความร่วมมือช่วยกันขอลดร่วมมือ และพัฒนาด้านสมาร์ทซิติในเมืองเก่า ดิจิทัลในเมืองใหม่ และระบบการค้าเอสเอ็มอีเราก็ส่งเสริม สุดท้ายผมห่วงเรื่องแรงงาน เพราะมีเครื่องจักรเพิ่มขึ้น จึงขอให้ดูแลเรื่องปัญหาแรงงาน ท้ายนี้ฝากความระลึกถึงท่านสุลตาน และ นายกฯทุกประเทศด้วย 

    สุดท้ายนี้ ไทยพร้อมเต็มที่ในฐานะเจ้าบ้านที่จะต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านให้มีความสุข สบาย ในระหว่างพำนักอยู่ในประเทศไทยเสมือนเป็นบ้านหลังที่สอง (Second Home) ของท่าน และไทยพร้อมที่จะร่วมกับเพื่อนสมาชิกอาเซียนทำงานอย่างแข็งขันเพื่อสร้างเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนตลอดไป " นายกรัฐมนตรีกล่าว

     

    หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค EEC "ประยุทธ์"สั่งลุยเจรจาอาเซียน-อาร์เซ็ป

    "ประยุทธ์"สั่งลุยเจรจาอาเซียน-อาร์เซ็ป

    06 Sep 2019
     
    ประยุทธ์เปิดประชุมรัฐมนตรีอาเซียน-อาร์เซ็ป ควงพร้อมรัฐมนตรีเศรษฐกิจของรัฐบาลลุยเจรจาทุกฟังชั่น 

    พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ ในโอกาสพิธีเปิดการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 51 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานนำการประชุม กล่าวรายงาน โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ด้วยเคยพูดไว้เรื่อง“ความกล้าฝัน”  (Dare to Dream) ของผู้ก่อตั้งอาเซียนเมื่อ 52 ปีที่แล้ว ที่อยากจะเห็นภูมิภาคที่มีความมั่นคงทางการเมือง ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และความก้าวหน้าทางสังคม ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ผ่านปฏิญญากรุงเทพฯที่ได้ลงนามเมื่อปี 1967 และรวมไปถึง ผู้กล้าฝันจากรุ่นสู่รุ่นที่ร่วมกันสานต่อเจตนารมณ์ดังกล่าว ตลอดระยะเวลา 52 ปีที่ผ่านมา

    นอกจากความกล้าฝัน และ ตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมา คงไม่สามารถสร้างให้บ้านอาเซียนหลังนี้เติบโตอย่างแข็งแรง และก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างอย่างมั่นคง จากเพียง สมาคม ที่รวมกลุ่มกันอย่างหลวม ๆ มาสู่ ประชาคม ที่บูรณาการในทุกมิติอย่างลึกซึ้งอย่างเช่นทุกวันนี้ หากปราศจาก “ความกล้าลงมือ” (Dare to Do) ของผู้ขับเคลื่อนความฝันทั้งหลาย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่า หมายรวมถึงทุก ๆ ท่าน ณ ที่แห่งนี้ด้วย
    ทั้งนี้หากอาเซียนไม่ลงมือจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนาแนวคิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟต้า ให้เป็นรูปธรรม โดยใช้กลไกการลดอัตราภาษีนำเข้าระหว่างกัน (Common Effective Preferential Tariff Scheme) ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ประเทศสมาชิกอาเซียนอาจยังคงทำการค้าด้วยกำแพงภาษีที่สูง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางการค้าภายในภูมิภาค และไม่ดึงดูดผู้ลงทุนจากต่างชาติให้มาใช้ประโยชน์จากภาษีที่ลดลงและหากอาเซียนไม่ริเริ่มแนวคิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี และลงมือศึกษาความเป็นไปได้และประโยชน์ของการพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของอาเซียนไปสู่การจัดตั้งเป็นประชาคมเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 ประเทศสมาชิกอาเซียนอาจยังคงไม่สามารถใช้ประโยชน์จากตลาดและฐานการผลิตเดียวที่มีฐานลูกค้ากว่า 630 ล้านคน และจากความเชื่อมโยงและการอำนวยความสะดวกทางการค้าที่ลดต้นทุนในการทำธุรกรรมและการขนส่งระหว่างกัน และถ้าอาเซียนไม่ลงมือเสนอข้อริเริ่มความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ อาร์เซ็ป เพื่อรักษาบทบาทความเป็นแกนกลางของอาเซียนในการขับเคลื่อนการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจกับคู่ภาคีภายนอกอาเซียนทั้ง 6 ประเทศ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2010

    ประเทศสมาชิกอาเซียนอาจไม่สามารถคว้าประโยชน์จากขนาดตลาดที่มีประชากรรวมกันกว่า 3,500 ล้านคนหรือเกือบครึ่งของประชากรโลก และขนาดเศรษฐกิจที่มีมูลค่าจีแดีพี กว่า 27.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ32.3% ของจีดีพี โลก ซึ่งมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จในอนาคตอันใกล้นี้ และคงไม่ได้กล่าวเกินความเป็นจริงว่า การกล้าลงมือของผู้ขับเคลื่อนความฝันในอาเซียนด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความมุ่งมั่นให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ช่วยสร้างบ้านอาเซียนแห่งประโยชน์และโอกาสสำหรับพลเมืองอาเซียนทุกคนอย่างแท้จริง


         สำหรับการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปีนี้ ไทยได้แสดงบทบาทอย่างแข็งขันในฐานะเจ้าบ้านที่ต่อเติมบ้านหลังนี้ของพวกเราชาวอาเซียนให้มั่นคงและแข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกระแสความเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ที่สร้างความสั่นคลอนต่อโครงสร้างและเสาหลักของบ้านอาเซียนได้ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงได้สานต่อการขับเคลื่อนภูมิภาคอาเซียนต่อไป ด้วยแนวคิดหลัก คือ “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” (Advancing Partnership for Sustainability) และท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด อาเซียนจึงต้อง “ก้าวหน้า”  (Advancing) สู่อนาคต เพื่อเตรียมคว้าประโยชน์และโอกาส และพร้อมเดินหน้าไปด้วยกันกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ปัญญาประดิษฐ์ อินเทอร์เน็ตของทุกสรรพสิ่ง เทคโนโลยีชีวภาพ และพันธุวิศวกรรม ผ่านการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมอัจฉริยะ โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผู้ประกอบการรายย่อย และองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม

    นอกจากนี้ ท่ามกลางกระแสความท้าทายทางการค้าโลกที่เกิดขึ้น อาเซียนจึงต้อง “ร่วมใจ”  (Partnership) กันเสริมสร้างความเชื่อมโยง ทั้งภายในและภายนอกภูมิภาค ไม่มีเวลาใดที่เหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้วในการผลักดันให้การเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ อาร์เซ็ป ซึ่งอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการการเจรจาให้บรรลุผลสำเร็จในปีนี้ ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของอาเซียนและคู่เจรจาในการเชื่อมโยงระบบการค้าการลงทุนเข้าด้วยกัน โดยยึดมั่นในระบบการค้าพหุภาคีที่ยึดถือกฎเกณฑ์กติกาเป็นสำคัญ

    และท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่จะหมดและหายไปได้ ถ้าเราไม่ร่วมกันทำนุบำรุงรักษา อาเซียนจึงต้องส่งเสริมความ “ยั่งยืน” (Sustainability) ในทุกมิติ อย่างเชื่อมโยงกัน อาทิ การทำประมงที่คำนึงที่สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเล และการวิจัยและพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพื่อนำมาใช้แทนเชื้อเพลิงที่มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นถ้าไม่ใช่พวกเรา ณ ที่แห่งนี้ จะเป็น “ใคร” ที่เป็นผู้เริ่มลงมือ ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ณ เวลานี้ จะเป็น “เมื่อไร" ที่เราจะเริ่มลงมือ และ ถ้าไม่ใช่ที่นี่ ณ ที่แห่งนี้ จะเป็น “ที่ไหน” ที่พวกเราจะร่วมกันจับมือเพื่อขับเคลื่อนความฝันของผู้ก่อตั้งและผู้กล้าฝันทั้งหลายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม 

    " ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนที่มารวมตัวกันอีกครั้งเป็นรอบที่ 51 นี้ จะ “ร่วมมือร่วมใจ” กันขับเคลื่อนความฝันของอาเซียนให้ “ก้าวไกล” และ “ยั่งยืน” ผ่านการเตรียมตัวรับมือกับอนาคต เสริมสร้างความเชื่อมโยง และส่งเสริมความยั่งยืนในทุกมิติ เพื่อขับเคลื่อนการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้าและใกล้ชิดกันมากขึ้น และเหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่อาเซียนร่วมกันทำ ร่วมกันขับเคลื่อนมาทั้งหมดตลอดช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมานี้ อาจมีคำถามว่า สิ่งนี้พวกเราทำไป “เพื่ออะไร” ผมคิดว่า เราสามารถตอบได้ด้วยความภาคภูมิใจว่า ความตั้งใจและผลที่เราต้องการให้เกิดขึ้น คือ เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวอาเซียนและอนุชนรุ่นหลังทุกคน ให้มีความเจริญก้าวหน้า มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และไม่มีใครถูกทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    "สิ่งสำคัญที่สุด คือเรากำลังเผชิญกับสงครามการค้า ดังนั้นเราต้องพึ่งพากันและกัน เราทำคนเดียวไม่ได้ โลกได้เปลี่ยนแปลงนับวันปัญหาจะมากขึ้นเรื่อยๆ คาดหวังว่าอาร์เซ็ปจะจบปีนี้ มาตรการใดที่เกิดผบกระทบ เราร่วมแก้ และปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำเราต้องร่วมกันแก้ไข เรื่องดิจิตอลนั้นมีทั้งวิกฤติและโอกาส เรื่องขยะทะเลผมขอความร่วมมือช่วยกันขอลดร่วมมือ และพัฒนาด้านสมาร์ทซิติในเมืองเก่า ดิจิทัลในเมืองใหม่ และระบบการค้าเอสเอ็มอีเราก็ส่งเสริม สุดท้ายผมห่วงเรื่องแรงงาน เพราะมีเครื่องจักรเพิ่มขึ้น จึงขอให้ดูแลเรื่องปัญหาแรงงาน ท้ายนี้ฝากความระลึกถึงท่านสุลตาน และ นายกฯทุกประเทศด้วย 

    สุดท้ายนี้ ไทยพร้อมเต็มที่ในฐานะเจ้าบ้านที่จะต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านให้มีความสุข สบาย ในระหว่างพำนักอยู่ในประเทศไทยเสมือนเป็นบ้านหลังที่สอง (Second Home) ของท่าน และไทยพร้อมที่จะร่วมกับเพื่อนสมาชิกอาเซียนทำงานอย่างแข็งขันเพื่อสร้างเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนตลอดไป " นายกรัฐมนตรีกล่าว

     
    หน้าแรก / Politics ทนายยอมรับ“บุญทรง”กังวลอุทธรณ์คดีระบายข้าว

    ทนายยอมรับ“บุญทรง”กังวลอุทธรณ์คดีระบายข้าว

    06 Sep 2019
    อ่าน 28 ครั้ง
     

    นายยอมรับ “บุญทรง”รู้สึกกังวล หวังได้รับความเมตตาจากศาล

    นรินทร์ สมนึก

    นรินทร์ สมนึก

    วันที่ 6 ก.ย.2562   ศาลฏีกานัดอ่านคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์คดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ซึ่งจำเลย 15 คน โดยเฉพาะนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์มาถึงศาลตั้งแต่ช่วงเช้า(6 ก.ย.) ซึ่งศาลเบิกตัวมาจากเรือนจำร่วมฟังคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ขณะที่ทีมทนายความและญาติ รวมทั้งนายเดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ บุตรชายนายบุญทรงได้เดินทางมาศาลด้วย

    นายนรินทร์ สมนึก ทนายความของนายบุญทรง เปิดเผยว่า การอุทธรณ์ครั้งนี้มีพยานหลักฐานใหม่ แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด และยังหวังว่าจะได้รับความเมตตาจากศาล อย่างไรก็ตามจากการพบกับนายบุญทรงก่อนวันนัดยอมรับว่านายบุญทรงรู้สึกกังวล

    สำหรับคดีนี้สืบเนื่องจากที่อัยการโจทก์และจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2560 ให้จำคุกเป็นเวลาตั้งแต่ 4-48 ปี กลุ่มนักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงกรมการค้าต่างประเทศ รวมทั้งเอกชนกลุ่มนักค้าข้าว  ที่ตกเป็นจำเลยรวม 15 ราย รวมทั้งปรับเงินและยกฟ้องจำเลย 8 คน

    หน้าแรก / World Tech war ที่แท้ทรูเมื่อ"หัวเว่ย"ไม่มี"กูเกิล"19 ก.ย.นี้

    Tech war ที่แท้ทรูเมื่อ"หัวเว่ย"ไม่มี"กูเกิล"19 ก.ย.นี้

    06 Sep 2019
    • หน้าตาของ Mate30, Mate30Pro ที่ถูกเปิดเผยก่อนวันเปิดตัว
      หน้าตาของ Mate30, Mate30Pro ที่ถูกเปิดเผยก่อนวันเปิดตัว


     
     

    Credit: Techgarage.blog / Ben Geskin

    Credit: Techgarage.blog / Ben Geskin

    ประเดิมสนามรบแรกเมื่อหัวเว่ยไม่มีกูเกิล

    นับถอยหลังTech war เต็มรูปแบบ

    บริษัทเทคโนโลยียักษ์ของจีน “หัวเว่ย” เตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดตระกูล “Mate30” ที่มิวนิคในเดือนตุลาคม และจะเป็นสินค้ารุ่นแรกของหัวเว่ยที่ออกสู่ตลาดหลังถูกขึ้นบัญชีดำด้านการค้าของสหรัฐฯ  โดยจะไม่มีแอปพลิเคชั่นของก Google อยู่ในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เลย  ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯจัดบริษัทหัวเว่ยให้อยู่ในบัญชีต้องห้ามในการซื้อขายเทคโนโลยีและซอฟแวร์ นอกจาก Google และ Facebook แล้วยังรวมไปถึง Intel  Micron และ Qualcomm อีกด้วย

    หัวเว่ยยอมรับว่า “Google ecosystem” ซึ่งรวมถึงระบบปฎิบัติการแอนดรอยทรงพลังมากที่สุดแล้ว และเป็นทางเลือกอันดับ 1 ที่จะถูกนำมาใส่ไว้ในสมาร์ทโฟน แต่บริษัทได้มีการพัฒนาอีโคซิสเตมและระบบปฎิบัติการของตัวเองซึ่งจะเปิดตัวในปลายเดือนนี้  อย่างไรก็ตามตระกูล “Mate30” อาจจะยังคงใช้ระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ซึ่งใช้โอเพ่นซอส เพียงแต่จะไม่สามารถเข้าแอปพลิเคชั่นที่นิยมกันทั่วโลกได้ อย่าง youtube google map กูเกิลGmail หรือ Google play store ที่ผู้ใช้สมาร์โฟนจะสามารถเข้าไปหาซื้อแอปพลิเคชั่นใหม่ได้ๆ และถ้าหากไม่มีบริการเหล่านี้ สมาร์ทโฟนของหัวเว่ยก็จะมีความน่าดึงดูดใจน้อยลงไปเยอะในตลาดนอกประเทศจีน

    เบน แสตนตัน นักวิเคราะห์ตลาดบริษัทคานาลิส ในลอนดอน กล่าวว่า ทั้งหมดนี้จะกลายเป็นความท้าทายที่ใหญ่หลวงของหัวเว่ยในตลาดสมาร์ทโฟนตระกูล “Mate30” ในยุโรป (รวมถึงทั่วโลก) ซึ่งสมาร์ทโฟนที่ได้รับความนิยมและเป็นเรือธงของหัวเว่ยจะถูกมองข้ามอย่างสิ้นเชิง  โจทย์ใหญ่คือ รูปลักษณ์หรือฮาร์ดแวร์ของหัวเว่ยจะดีพอเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคใสขณะที่สูญเสียแอปพลิเคชั่นของกูเกิลจากสมาร์ทโฟนของพวกเขาไปได้หรือไม่ และสงสัยว่าสาวกของหัวเว่ยจะยอมรับเรื่องนี้ได้หรือไม่ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของหัวเว่ย เหริน เจิ้งเฟย คาดว่าตลาดสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยทั่วโลกจะร่วงลงประมาณ 40 % หลังจากที่การขึ้นบัญชีของสหรัฐมีผลบังคับใช้  

    เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ

    เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ"หัวเว่ย"
     

    ผลประกอบการสวยงามครึ่งปีแรกโต 23.2%

    วันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา “หัวเว่ย” เปิดเผยผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรก มีรายรับรวมทั้งบริษัทที่ประมาณ 401,300 ล้านหยวนหรือราว 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี ก่อนที่ 23.2% ขณะที่อัตรากำไรสุทธิจากรายได้ทั้งหมดอยู่ที่ 8.7% หรือราว 32,000 ล้านหยวน

     เมื่อจำแนกตามประเภทธุรกิจจะพบว่า ธุรกิจผู้ให้บริการโครงข่ายการสื่อสาร (Carrier Business) และงานด้านไอทีของหัวเว่ยมีรายรับถึง 146,500 ล้านหยวน เทียบเป็น 37% ของรายได้บริษัททั้งหมด ณ ปัจจุบัน โดยมีการเปิดเผยว่าหัวเว่ยได้รับสัญญาพัฒนาโครงข่าย 5G เชิงพาณิชย์มากกว่า 50 แห่งทั่วโลกแล้ว

    ด้านธุรกิจองค์กร (Enterprise Business) ทั้งงานด้านระบบคลาวด์ข้อมูล, AI, ศูนย์ข้อมูลหรือ IoT มีรายรับรวมทั้งสิ้นที่ 31,600 ล้านหยวน แต่ที่น่าสนใจคือธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Consumer Business (นับรวมแบรนด์ลูก ‘Honor’) มีรายรับรวมทั้งสิ้นที่ 220,800 ล้านหยวน หรือราว 55% ของรายได้ทั้งหมดในปัจจุบัน โดยมียอดการจำหน่ายสมาร์ทโฟนที่ประมาณ 118 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นกว่า 24% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

    ............................................
     
    6 กันยายน 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน