*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5537
  • จำนวนผู้ชม : 3344076
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 12 กันยายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 304 , 19:46:55 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สิงห์นอกระบบ , vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         'อุ๋งอิ๋ง' มักจะเดินทางไปพบบิดา 'แม้ว' นอกประเทศที่โน่นที่นี่อยู่เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าเป็นการขนเงินที่ไม่ผ่านระบบการเงินไทยหรือ

เปล่า ความเข้าใจนี้คงไม่ผิดกระมัง แล้วการที่จะนำเงินนอกเข้าประเทศคงไม่ทำ

         มีข่าวที่ชี้ไปในทางที่นายธนาธรจะลงถนนเล่นการเมืองทางเลือก คือ;

  กระนั้นอย่าลืมว่า แม้การวินิจฉัยคดีปมถือครองหุ้นสื่อจบลง แต่คดีอื่นๆ ยังไม่จบ สิริรวม 16 คดี รอการวินิจฉัย

          1 ใน 16 คดี มีระดับความรุนแรง สั่นสะเทือนถึงขั้นลุ้นยุบพรรค ตรงนี้ จึงต้องมีการเตรียมตัวเตรียมใจรับมือต่อสถานการณ์ภายภาคหน้า

          ทำให้ช่วงนี้ หัวหน้าพรรคและแกนนำระดับ "เรียกแขก” จึงมีกิจกรรมเคลื่อนไหวหนักมาก

          การเคลื่อนไหวถูกส่งผ่านกิจกรรมรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญพร้อมกับปลุกเร้าด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อนราวกับประเคนหมัดฮุก หมัดตรง แย็บซ้ายแย็บขวา เข้าใส่รัฐบาล "บิ๊กตู่”

          ลุกลามไปถึงการสร้างความเกลียดชังแบ่งแยก !

 

ข่าวด่วน

"อุ๊งอิ๊ง" โพสต์ภาพ"เดินเที่ยวสิงคโปร์"กับคุณพ่อทักษิณ

วันที่ 12 กันยายน 2562 - 07:34 น.
ทักษิณ ชินวัตร,สิงคโปร์,แพทองธาร,อุ๊งอิ๊ง

"อุ๊งอิ๊ง"โพสต์ภาพ"เดินเที่ยวสิงคโปร์"กับคุณพ่อทักษิณ

12 กันยายน  2562  นางสาวแพทองธาร ชินวัตร  "อุ๊งอิ๊ง"  บุตรสาว นายทักษิณ ชินวัตร  ได้โพสต์พร้อมภาพควงนายทักษิณ ที่ประเทศสิงคโปร์ พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Ing Shinawatra ระบุว่า #มังงะกับพ่อในสิงคโปร์ @thaksinlive #ingsaway #photobymyppo

วันที่ 12 กันยายน 2562 - 14:58 น.
ธรรมนัส,ฉุนถูกตรวจสอบประวัติ,มแคลิฟอร์เนีย,มคาลามัส

"ธรรมนัส" ฉุนถูกตรวจสอบประวัติ ซัด พวกแก่ไม่รู้เรื่อง ยันจบ ดร. จาก ม.แคลิฟอร์เนีย ไม่ใช่ ม.คาลามัส

          เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 62 - ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงต่อประเด็นที่สื่อสังคมออนไลน์ตรวจสอบระดับการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต (ด๊อกเตอร์) ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าระดับการศึกษาดังกล่าวเป็นของปลอม เนื่องจากสถาบันที่จบ ซึ่งระบุไว้ในเวปไซต์ของรัฐสภา ว่า จากมหาวิทยาลัยคาลามัส อินเตอร์เนชั่นเนล ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ผ่านการรับรอง ว่า ตนจบการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซึ่งการออกมาให้ข้อมูลของสื่อดังกล่าวเรียกว่ามั่ว อีกทั้งยับพบการแก้ไขข้อความบนปริญญาบัตร ซึ่งเชื่อว่าอาจจะถูกฟ้องได้

         ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่เวปไซต์ข่าวบีบีซีลงข่าวว่าเคยถูกไล่ออกจากราชการ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนได้รับการล้างมลทินตามกฎหมายแล้ว ซึ่งเรื่องดังกล่าวตนชี้แจงหลายครั้ง 

          ทั้งนี้ก่อนร.อ.ธรรมนัส จะเดินออกจากวงสัมภาษาณ์ของสื่อมวลชน กล่าวคำขึ้นว่า "พวกแก่ไม่รู้เรื่อง" 

         ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าสำหรับระดับการศึกษาของ ร.อ.ธรรมนัสที่ระบุไว้ในเวปไซต์ของรัฐสภา ส่วนข้อมูลของส.ส.​นั้นระบุระดับการศึกษา ไว้คือ วิทยาศาสตรบัณฑิต โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า, พุทธศาสนมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ Doctor of Philosophy (รัฐประศาสนศาสตร์) Calamus International University ประเทศสหรัฐอเมริกา

เจาะประเด็นร้อน

สามเกลอหัวส้ม ปลุกเดินถนน

วันที่ 12 กันยายน 2562 - 12:40 น.
พรรณิการ์ วานิช,ช่อ พรรณิการ์,ปิยบุตร แสงกนกกุล,วงในวงนอก,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,สามเกลอหัวส้ม

คอลัมน์...  วงในวงนอก   โดย...  อสนีบาต aussaneebard @hotmail.com

          ถนนทางการเมืองกำหนดให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เดินเข้าสู่ทางแคบอย่างไม่มีทางเลือก จากกรณีองค์คณะศาลรัฐธรรมนูญนำกรณีปมถือครองหุ้นสื่อเข้าข่ายขาดคุณสมบัติความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เข้าสู่กระบวนการอภิปรายเมื่อวานนี้

          จากนั้นนับเวลาถอยหลังรอการไต่สวนนัดวินิจฉัยคดี ซึ่งไม่น่าจะเกินปลายเดือนตุลาคม คำตอบจะออกมา “หัวหรือก้อย”

          หากผลวินิจฉัยเป็นไปในทางบวก สามารถใส่สูทเข้าสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเต็มขั้น

 

          แต่ถ้าผลออกมาทางลบ วินิจฉัยว่า ขาดคุณสมบัติ ส.ส. “ธนาธร” ต้องป็นผู้แทนนอกสภาต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งรอบใหม่โน่น

          กระนั้นอย่าลืมว่า แม้การวินิจฉัยคดีปมถือครองหุ้นสื่อจบลง แต่คดีอื่นๆ ยังไม่จบ สิริรวม 16 คดี รอการวินิจฉัย

          1 ใน 16 คดี มีระดับความรุนแรง สั่นสะเทือนถึงขั้นลุ้นยุบพรรค ตรงนี้ จึงต้องมีการเตรียมตัวเตรียมใจรับมือต่อสถานการณ์ภายภาคหน้า

          ทำให้ช่วงนี้ หัวหน้าพรรคและแกนนำระดับ "เรียกแขก” จึงมีกิจกรรมเคลื่อนไหวหนักมาก

          การเคลื่อนไหวถูกส่งผ่านกิจกรรมรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญพร้อมกับปลุกเร้าด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อนราวกับประเคนหมัดฮุก หมัดตรง แย็บซ้ายแย็บขวา เข้าใส่รัฐบาล "บิ๊กตู่”

          ลุกลามไปถึงการสร้างความเกลียดชังแบ่งแยก !

          เมื่อเร็วๆ นี้ “ธนาธร” ลงพื้นที่ประสบอุทกภัย จ.มหาสารคาม ทำทีตะลุยน้ำให้ขากางเกงเปียกปอน

          สักพักหนึ่งก็ขึ้นเวทีปราศรัยปลุกขวัญพี่น้องประชาชน ด้วยการเปรียบเปรย “น่าจะเอางบลงทุนรถไฟฟ้าหลายหมื่นล้านมาหารเฉลี่ยแจกจ่าย 9 จังหวัดในภาคอีสาน" พร้อมกับขุดเรื่องกลุ่มทหารเข้ามายึดอำนาจใส่ขมองชาวบ้าน

          วาทกรรมดังกล่าวถูกผลิตซ้ำบนเวทีเสวนาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมี ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการ อนค. ร่วมด้วยช่วยกันขย้ำ “แก้รัฐธรรมนูญเพื่อปากท้องประชาชน”

          เช่นเดียวกับ โฆษกสาวคู่ใจ อย่าง “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช ที่ไปร่วมเสวนากับเครือข่ายมวลชน นักการเมืองที่มีความเห็นตรงกันให้แก้รัฐธรรมนูญ จริงอยู่แม้เป็นสิทธิในการแสดงความเห็น แต่กับการชี้ชวนให้คนออกมาเดินถนน ด้วยการอ้างนานาประเทศเขาก็เดินถนนกันทั้งนั้น และไม่ตาย ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ด้วย

          ฟังความแบบนี้มันก็ดูแปลกๆ นะครับ เพราะไม่ใช่การแสดงความเห็นธรรมดาแต่ออกมาในทำนองปลุกระดมมากกว่า

          การชี้ชวนของขบวนการ "สามเกลอหัวส้ม” ต้องทำให้คนในรัฐบาลต้องออกมาแนะนำตักเตือน

          “ผมไม่ขัดขวางอยู่แล้ว ดังนั้นการจะออกมาเดินสายแก้รัฐธรรมนูญ ผมว่ามันไม่ใช่ อย่าลืมว่าการรณรงค์การรวมตัวเดินอะไรต่างๆ เหล่านี้ มันต้องมีกฎหมายอยู่แล้ว ไม่ใช่รัฐบาลจะไปห้าม แต่ไม่ต้องการให้มันบานปลาย เดี๋ยวมันก็บานปลายไปอีกนั่นแหละ เคยหยุดกันได้ที่ไหน คนที่ปลุกระดมออกมา ไม่เคยหยุดได้ ก็มีปัญหามากันทุกรัฐบาล” คำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา

          เพราะในขณะที่สภากำลังทำหน้าที่ ดังเห็นได้จาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้าชื่อยื่นรองประธานสภาให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กอปรกับพรรคร่วมรัฐบาลขยับประเด็นนี้แล้วเช่นกัน ซึ่งก็ควรว่ากันไปตามกระบวนการสภากันก่อนจะดีกว่ามั้ย

          แต่อาการปลุกระดม และไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ลุกลามไปถึงการสร้างวาทกรรมแบ่งแยก ทั้งที่เคยประกาศเราเล่นการเมืองแบบใหม่ สร้างสรรค์ ไม่โต้ตอบ ตามที่เคยกล่าวจะเป็นอนาคตใหม่ของประเทศล้วนแต่ไม่ได้เป็นไปตามที่เคยกล่าวอีกแล้ว

          ประเมินได้ว่า การที่ "สามเกลอหัวส้ม” กำลังบรรเลงอาวุธหนักในช่วงนี้ คงไม่ใช่แค่ความตั้งใจรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียวดอก นอกจากปลุกขวัญสร้างแนวร่วมเพื่อค้ำจุนตัวเองในสถานการณ์คับขันอันใกล้นี้มากกว่า

 

เผยคำพิพากษา ธรรมนัสติดคุก4ปีที่ออสเตรเลีย

  • วันที่ 12 ก.ย. 2562 เวลา 19:32 น.

เผยคำพิพากษา ธรรมนัสติดคุก4ปีที่ออสเตรเลีย

ผู้สื่อข่าวของ The Sydney Morning Herald เปิดเผยเอกสารคำพิพากษาคดีที่ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคดียาเสพติด 

โดยในเอกสารของศาลในศาลแขวงนิวเซาท์เวลส์ แสดงให้เห็นว่า ร.อ. ธรรมนัสมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสมรู้ร่วมคิดอย่างใกล้ชิดในคดีดังกล่าว โดยใช้ชื่อมานัส บ่อพรหม โดยช่วยจัดเตรียมวีซ่า และตั๋วเครื่องบินในกรุงเทพฯ เพื่อจัดส่งยาเสพติด และนำพัสดุจากโรงแรมพาร์กรอยัล (Parkroyal) ในเมืองซิดนีย์ไปยังผู้ซื้อในบอนได (Bondi)

เอกสารของศาลแสดงให้เห็นว่า มนัส ซึ่งในขณะนั้นเป็นทหารหนุ่ม และศรศาสต์ เทียมทัด ซึ่งเป็นพี่น้องกับมนัส ถูกจับที่เมืองบอนไดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1993 (พ.ศ. 2536) และถูกตั้งข้อหาสมคบคิดที่จะนำเข้าเฮโรอีนมูลค่า 4.1 ล้านเหรียญออสเตรเลียเข้าประเทศ (ค่าเงินในเวลานี้ประมาณ 85.6 ล้านบาท) ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 1993 (พ.ศ. 2536) ผู้พิพากษาบอกกับมนัสจะต้องรับโทษจำคุกนานถึง 9 ปี มนัสเริ่มให้ความร่วมมือเพื่อที่จะรับโทษสถานเบาลง โดยรับสารภาพเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 1993 (พ.ศ. 2536) และถูกตัดสินโดยศาลแขวงนิวเซาท์เวลส์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 1994 (พ.ศ. 2537) ให้จำคุก 6 ปี โดยมีโทษขั้นต่ำ 4 ปี และต้องจำคุกเป็นระยะเวลา 2 ปีก่อนที่จะรับทัณฑ์บน

บันทึกของศาลแสดงให้เห็นว่าหลังจากการจับกุมมานัส บ่อพรหม ในปี 1993 (พ.ศ. 2536) เขายังให้รายละเอียดแก่ตำรวจออสเตรเลียเกี่ยวกับธุรกิจใต้ดินในประเทศไทย และการมีส่วนร่วมของทหารในการค้ายาเสพติด

The Herald และ The Age สื่อออสเตรเลียที่สืบสวนเรื่องนี้ ยังระบุว่า นักการเมืองฝ่ายค้านในไทยค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ ร.อ. ธรรมนัสจากสถานทูตออสเตรเลียในกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ส่วนรัฐบาลไทยยืนยันว่าได้ขอข้อมูลจากออสเตรเลียเกี่ยวกับ ร.อ. ธรรมนัส ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งในเดือนกรกฎาคม แต่ไม่ได้บอกว่าได้รับแจ้งเรื่องคดีความหรือไม่

อ้างอิงจาก Ex-con cabinet minister changes story over Sydney jail time โดย Michael Ruffles, James Massola และ Michael Evans

https://www.smh.com.au/national/ex-con-cabinet-minister-changes-story-over-sydney-jail-time-20190912-p52qow.html

 

 

 

September 12, 2019
   
 
หน้าแรก / ตลาดเงิน - ตลาดทุน เตรียมออกมาตรการยกระดับฐานราก ดัน“เกษตรกร-ชุมชน”มีรายได้เพิ่ม

เตรียมออกมาตรการยกระดับฐานราก ดัน“เกษตรกร-ชุมชน”มีรายได้เพิ่ม

12 Sep 2019
 
สมคิด สั่งคลัง-แบงก์รัฐ-กองทุนหมู่บ้าน คิดมาตรการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก หนุนสร้างรายได้เพิ่มเกษตรกร-ชุมชนดีขึ้น 21 ก.ย.นี้ ได้ข้อสรุป พร้อมดันตั้งธ.ชุมชน 20,000 หมู่บ้านเกรด A

               นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเปิดเผยภายหลังประชุมติดตามภาวะเศรษฐกิจและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่า ได้สั่งการให้กระทรวงการคลัง และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(เอสเอ็มอีแบงก์)และกองทุนหมู่บ้าน กลับไปหาแนวทางในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นองคาพยพเดียวกัน

            ด้านนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่า ในวันที่ 21 กันยายน 2562 นี้ จะมีการประชุมประจำปี ธ.ก.ส.ทั่วประเทศ จะให้แต่ละหน่วยงานมาเสนอแนวทางในการยกระดับคุณภาพชุมชน เกษตรกร และวิสาหกิจต่างๆ ให้รับทราบ โดยการทำงานของทุกหน่วยงานจะต้องประสานกัน เพื่อสร้างรายได้เพิ่มและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับฐานราก ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปร่วมกันจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาทันที

               ทั้งนี้การทำงานประสานกันของแต่ละหน่วยงาน จะต้องเริ่มจากการพัฒนาภาคการผลิตสินค้าเกษตร สินค้าโอท๊อป สินค้าชุมชนต่างๆ ที่ต้องใช้การตลาดเป็นตัวนำ โดยจะต้องใช้การทำการตลาดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ซึ่งจะมีภาคเอกชน อย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้ามาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรให้แข็งแกร่งขึ้น

“เราจะออกมาเป็นมาตรการ ตอนนี้ใช้ชื่อแนวทางการขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากก่อน เมื่อได้ข้อสรุปชัดเจน จะมีชื่อมาตรการออกมาอีกครั้ง โดยมาตรการครั้งนี้ จะดูว่าจำเป็นต้องใช้งบประมาณเท่าไร ก็จะจัดสรรให้ เบื้องต้นเป้าหมายคือจะยกระดับคุณภาพคนฐานรากทั้งตัวปริมาณและคุณภาพ ซึ่งเป็นมาตรการที่ทำให้เห็นผลต่อเนื่อง โดยจะเป็นกลุ่มที่จะได้รับการยกระดับจะเป็นกลุ่มคนฐานราก ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วยก็ได้”นายอุตตม กล่าว

               นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ยังจะเร่งให้เกิดธนาคารชุมชนได้จริง หลังพ.ร.บ.ธนาคารชุมชนมีผลบังคับใช้แล้ว รอเพียงกฎหมายลูกที่จะมีผลบังคับใช้ต่อไป โดยคาดการณ์จะสามารถตั้งธนาคารชุมชนที่หมู่บ้านระดับเกรด ที่มีได้ทั้งหมด 20,000 แห่ง จากหมู่บ้านทั่วประเทศ 76,000 แห่ง ซึ่งธนาคารชุมชนจะทำหน้าที่ในการพิจารณาและสินเชื่อที่ได้รับจากธนาคารออมสินและธ.ก.ส.กับคนในชุมชนเป็นรายบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตรงจุดมากขึ้น เนื่องจากธนาคารชุมชนจะรู้ถึงความเป็นอยู่ที่แท้จริงของผู้กู้

หน้าแรก / Politics “วิรัช”ไม่ห่วงรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ เมินพรรคเล็กถอนตัว

“วิรัช”ไม่ห่วงรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ เมินพรรคเล็กถอนตัว

12 Sep 2019

“วิรัช” มั่นใจรัฐบาลอยู่ได้ เมินพรรคเล็กทยอยถอนตัว บอกเป็นเรื่องปกติ “เดี๋ยวเขาก็มา เดี๋ยวเขาก็ไป”

วันที่ 12 ก.ย. 2562 ที่รัฐสภา เกียกกาย นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงสถานะส.ส.ของพ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐว่า ขณะนี้พ.ต.ท.ไวพจน์อยู่ระหว่างหมายเรียกของศาลให้ไปฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 31 ต.ค.นี้ ซึ่งหลังจากวันนั้นคงได้เห็นช่องทางตามกฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป 

อย่างไรก็ตาม นายวิรัช ยอมรับว่ากังวลเรื่องของเสียงรัฐบาลเช่นกัน แต่เรายังคงคิดไปในทางที่ดีว่า พ.ต.ท.ไวพจน์จะยังเป็นส.ส.ให้กับพรรคพลังประชารัฐอยู่ ดังนั้น ตอนนี้จึงยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดถึงเรื่องการวางตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมอะไร เราคงต้องรอฟังวันที่ 31 ต.ค.ก่อน

เมื่อถามว่า มีการเตรียมความพร้อมหากมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. นครปฐมหรือไม่ นายวิรัตน์ กล่าวว่า การเลือกตั้งซ่อม หากพรรคส่งผู้สมัครในพื้นที่ไหน เราก็ตั้งความหวังไว้ทุกที่ และก็หวังว่าจะมีเสียงเพิ่มมากกว่าในขณะนี้อยู่แล้

สำหรับเสียงรัฐบาลที่ปริ่มน้ำเข้าไปอีกเพราะพรรคเล็กถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลเพิ่มอีกนั้น นายวิรัชกล่าวว่า ถือเป็นเรื่องปกติ บางครั้งเดี๋ยวเขาก็มา บางครั้งเดี๋ยวเขาก็ไป ดังนั้น เรื่องของพรรคเล็กก็ต้องค่อยๆ คุยกันไป ไม่น่าจะมีปัญหา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตั้งแต่สัปดาห์แรกจนถึงวันนี้ที่เหลืออีกไม่กี่วันก็จะปิดสมัยประชุมนั้น งานสภาฯ ถือเป็นงานหลักที่วิปรัฐบาลต้องดูแลมาโดยตลอด แม้จะลำบากแต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี

 ส่วนจะมีการชักชวนพรรคการเมืองอื่นๆ มาร่วมรัฐบาลอีกหรือไม่นั้น ตรงนี้เป็นหน้าที่ของหัวหน้าและเลขาธิการพรรคที่จะดำเนินการ หากมีการประสานอะไรไว้ ท่านก็คงมอบหมายให้กับคนที่มีหน้าที่ไปดำเนินการ 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เสียงของรัฐบาลเมื่อหักเสียงของพรรคเล็กที่แยกตัวออกไป 2 พรรค เสียงของรัฐบาลก็จะอยู่ที่ 249 เสียง ก็ไม่เป็นไร เราอยู่ได้ เพราะอย่าลืมว่า เสียงของส.ส.ทั้งสภาฯ ในขณะนี้อยู่ที่ 498 เสียง ซึ่งครึ่งหนึ่งก็คือ 249 เสียง     เวลาประชุมสภา หากสังเกตก็จะพบว่า  มีส.ส.มาเซ็นชื่อเข้าประชุมอยู่ที่ประมาณ400กว่าเสียง และเวลาลงคะแนนก็จะอยู่ที่ประมาณ200กว่าเสียง ซึ่งถือว่า เป็นไปตามธรรมชาติ

หน้าแรก / Columnist รู้ลึก อาเซียนพลัส จีนผงาดเบอร์1 ค้า-ลงทุนในลาว แนะ 3 ทางรอดทัพธุรกิจไทย

จีนผงาดเบอร์1 ค้า-ลงทุนในลาว แนะ 3 ทางรอดทัพธุรกิจไทย

12 Sep 2019

สปป.ลาวปฎิรูปเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 1986 ที่เรียกว่า “New Economic Mechanism : NEM” เน้นระบบเศรษฐกิจแบบเชิงตลาด (Market -Oriented System) แทนที่การวางแผนเศรษฐกิจจากส่วนกลาง หนึ่งในนั้นก็คือ “วิสัยทัศน์ 2030 (Vision 2030)” หรือที่เรียกว่า “ยุทธศาสตร์มุทะลุ” หรือ “ยุทธศาสตร์เชิงรุก” เพื่อเปลี่ยนประเทศจาก “Land Locked” เป็น “Land linked” และต้องการให้ประเทศลาวหลุดพ้นจากประเทศพัฒนาด้อยที่สุด สู่การเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ในปี 2001 รายได้ต่อหัวอยู่ที่ 319 ดอลลาร์สหรัฐฯ และในปี 2015 รายได้ต่อหัวอยู่ที่ 1,813 ดอลลาร์สหรัฐฯ อันดับที่ 138 ของโลก ปี 2018 รายได้ต่อหัวอยู่ที่ 2,609 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ที่มา World Bank)

 โดยตั้งเป้าให้มีรายได้ต่อหัวของคนลาวเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าจากปัจจุบัน และต้องทำให้มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 8% (IMF คาดว่าอีก 10 ปี อัตราการขยายตัวอยู่ที่ 7.5%) ขณะเดียวกันต้องการให้มีการลงทุนคิดเป็น 30 % ของ GDP โดยครึ่งหนึ่งเป็นการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ

ในปี 2015 เงินลงทุนต่างประเทศเข้าไปในลาวอยู่ที่ 1,267 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วน GDP ลาวอยู่ที่ 12,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 10% ของ GDP,  ปี 2016 FDI อยู่ที่ 5,638 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ASEAN Business Guide : Laos, KPMG, 2018)  GDP 15,806 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สัดส่วน 35%

สปป.ลาว มีเป้าหมายการพัฒนาประเทศในอนาคตเป็น 2 เรื่องหลักๆ คือการเปลี่ยนประเทศจากประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล (land locked) สู่การเป็นประเทศเชื่อมโยงทางบก (land linked) และแบตเตอรี่ของอาเซียน จากนโยบายของรัฐบาลและนโยบายยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม  (Belt and Road Initiative : BRI) ของจีนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันถึงเป้าหมายดังกล่าว


 

 

ปัจจุบันจีนเป็นนักลงทุนและผู้สนับสนุนด้านการเงินอันดับหนึ่งของลาว โดยทั้งสองประเทศร่วมมือกันใน 5 เรื่องคือ การเชื่อมโยง  ก่อสร้าง การเกษตรกรรม พลังงาน  และพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ได้แก่

1.รถไฟจีน-ลาว ระยะทาง 414 กม. (เริ่มจากบ่อเต็น-เวียงจันทน์) เงินลงทุน 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รัฐบาลลาวถือหุ้น 30%  รัฐบาลจีนถือ 70% เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปลายปี ค.ศ.2016 กำหนดแล้วเสร็จปี 2021

2.เขื่อนพลังงาน ได้แก่ ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ “น้ำอู (Nam Ou River Hydropower)” เป็นลำนำโขงจากมณฑลยูนนาน ผ่านแขวงพงสาลีและหลวงพระบาง กำหนดแล้วเสร็จในปี 2020  และ “น้ำงึม (Nam Ngum III Hydropower Station)” ห่างจากเวียงจันทน์ 90 กม. และพลังงานถ่านหินในจังหวัดเซกอง (Sekong) และจังหวัดหัวพัน (Huaphanh)

3.การสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษปัจจุบันเขตเศรษฐกิจพิเศษของ สปป.ลาวมีทั้งหมดทั้งหมด 13 เขต และรัฐบาลลาวมีเป้าหมายเป็น 41 เขต โดยใน 10 ปีข้างหน้าจะต้องให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษจำนวน 25 เขต ซึ่งหลายเขตเศรษฐกิจพิเศษได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนจีน นอกจากนี้มีการ “สร้างเมืองใหม่” ผ่านโครงการที่เรียกว่า “เขตเศรษฐกิจพิเศษบึงธาตุหลวง” ใจกลางกรุงเวียงจันทน์ สื่อต่างๆ เรียกว่า “มาเก๊า 2” หรือ “ดูไบแห่งอาเซียน” และร่วมพัฒนา  Mohan-Boten Economic Zone ที่ทำเป็น “Cross Border E-Commerce” ทางบก ซึ่งเดิมรัฐบาลลาวตั้งเป็นเขตการค้าและโลจิสติกส์

4. ดาวเทียม (Ground Station for “Lao Sat-1)” 5.การลงทุนด้านการเกษตรในรูปแบบ เกษตรพันธะสัญญา 3+2 คือเกษตรกรลงแรงและที่ดิน ที่เหลือบริษัทจีนให้ปัจจัยการเกษตร วิชาการและการทำการตลาด สำหรับด้านการค้านั้น จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของลาว (คู่ค้าอันดับ 1 คือประเทศไทย) โดยจีนนำเข้าแร่ธาตุ และไม้จากลาว ในขณะที่จีนส่งรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และเหล็ก เป็นต้น

เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI วัดจาก “FDI” ในประเทศลาวพบว่าก่อนปี 2011 นักลงทุนต่างชาติอันดับ 1 คือประเทศไทย แต่หลังจากนั้น FDI ของจีนขึ้นเป็นอันดับ 1 แทนที่เม็ดเงินจากประเทศไทย ปี 2560 มีเงินลงทุนจีนสะสม 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจากข้อมูลปี 2561 พบว่า จีนลงทุนโครงการใหญ่ ๆ ในลาวจำนวน 11 โครงการ ซึ่งการรุกหนักของนักลงทุนจีนใน สปป.ลาวนั้น การปรับตัวของธุรกิจและการลงทุนของไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

 ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณวราวุธ มีสายญาติ ประธานสมาคมนักธุรกิจไทยใน สปป.ลาว นักธุรกิจหญิงลาวและผมต่างมีความคิดเห็นตรงกันว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า ธุรกิจในลาวจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างรวดเร็วจาก “ทุนจีน” อย่างมาก สิ่งที่จะได้รับผลกระทบแน่ๆ คือ สินค้าไทยที่ขายในลาว จีนกำลังเร่งผลิตสินค้าคุณภาพเพื่อแทนที่สินค้าไทย และสกุลเงินหยวนจะเข้ามาแทนที่สกุลเงินดอลลาร์และเงินบาท เพราะเมื่อธุรกิจส่วนใหญ่เป็นของจีน เงินที่ใช้ในการทำธุรกิจก็ต้องเป็นของจีน

สิ่งที่ธุรกิจไทยต้องปรับตัวผ่าน 3 ยุทธศาสตร์คือ 1.“ยุทธศาสตร์บินไปกับพญามังกร” ก็คือร่วมเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมหรือธุรกิจจีนเพื่อขายให้กับประชาชนลาวหรือเป็นฐานการผลิตส่งออกไปประเทศที่สาม   2. “ยุทธศาสตร์เสียบปลั๊ก” จังหวัดของไทยที่ใกล้กับเส้นทางรถไฟจีน-ลาวผ่านต้องรีบเข้าไปหาลู่ทางธุรกิจ อาจจะสร้างศูนย์กระจายสินค้าของจังหวัด เช่น จังหวัดน่านใกล้กับสถานีรถไฟหลวงพระบางมากที่สุด 3. “ยุทธศาสตร์ปลายซอย” ธุรกิจไทยจะเข้าไปช่วยเติมเต็มธุรกิจจีน เช่น ธุรกิจโรงแรมจีน และธุรกิจห้างสรรพสินค้าจีน จะมีสินค้าสำเร็จรูปไทยเข้าไปจำหน่าย

หน้าแรก / Tech ไอที กสทช.ปักหมุด 5G เป็นวาระแห่งชาติ นำคลื่นไทยคม5 ประมูลสิ้นสุดสัมปทาน

กสทช.ปักหมุด 5G เป็นวาระแห่งชาติ นำคลื่นไทยคม5 ประมูลสิ้นสุดสัมปทาน

12 Sep 2019

    กสทช.ปักหมุด 5G เป็นวาระแห่งชาติ นำคลื่นไทยคม5 มาประมูลหลังหมดสัมปทานปี64  

   นายพุทธิพงษ์  ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) มาร่วมหารือกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยนายพุทธิพงษ์   กล่าวว่า ได้หารือถึงนโยบายและแนวทางการบริหารจัดการดาวเทียม  ความคืบหน้า5G โดย5G มีความเป็นไปได้ในเบื้องต้นสามารถเปิดประมูลได้ตามกระบวนการที่วางไว้  และแผนการปรับเลขหมายโทรศัพท์จาก9หลักเป็น10หลัก เนื่องจากปัจจุบันคู่สายที่มีอยู่อาจจะไม่เพียงพอ  กสทช.มีแผนดำเนินการให้เสร็จภายในปี2564  เชื่อว่าการทำงานในการสื่อสารโทรคมนาคมตอบโจทย์ให้พี่น้องประชาชนได้มากขึ้น  ที่สำคัญเครือข่ายโทรคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นดาวเทียม เครือข่ายต่างๆมีความจำเป็นที่ต้องทำกรอบเวลา  ซึ่งต้องใช้ความร่วมมือพัฒนาให้ดีขึ้น

 

    ด้านนายฐากร  ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า เรื่องเร่งด่วนที่ได้หารือกับกระทรวงดีอี คือ ดาวเทียมไทยคม 5 จะสิ้นสุดสัมปทานลงในปี 2564 ต้องมีมาตราการเพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการไม่ให้เกิดผลกระทบ

   ส่วนการเรียกคืนคลื่นความถี่ไทยคม 5 ย่านความถี่ 3400-3700 เมกกะเฮิรตซ์ เพื่อนำมาประมูล  โดยรัฐมนตรีดีอีเห็นด้วยกับแนวคิดของกสทช.ที่จะผลักดันให้การขับเคลื่อน 5G เป็นวาระแห่งชาติและมีกรรมการระดับชาติเข้ามาดูแล 

หน้าแรก / ตลาดเงิน - ตลาดทุน คปภ.คลอด 7 มาตรการเร่งเยียวยาน้ำท่วม

คปภ.คลอด 7 มาตรการเร่งเยียวยาน้ำท่วม

12 Sep 2019

คปภ.ออก 7 มาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยพายุโซนร้อนโพดุล และพายุโซนร้อนคาจิกิ เร่งรัดดูแลช่วยเหลือด้านประกันภัยแบบครบวงจร

               นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.)เปิดเผยว่า คปภ.ออกมาตรการต่างๆเพื่อเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากอิทธิพลพายุโซนร้อนโพดุลและพายุโซนร้อนคาจิกิคือ ขยายเวลาผ่อนผันชำระเบี้ยประกันภัยของกรมธรรม์ประกันชีวิตให้กับผู้เอาประกันภัย กรณีที่ครบกำหนดระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม-31 ตุลาคม 2562 โดยขยายออกไปอีก 60 วันนับแต่วันครบระยะเวลาผ่อนผันเดิม และให้ยกเว้นดอกเบี้ยและงดการตรวจสุขภาพในกรณีกรมธรรม์ประกันชีวิตที่สิ้นผลบังคับระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม-31 ตุลาคม 2562 หากผู้เอาประกันภัยขอต่ออายุหรือกลับคืนสู่สถานะเดิมของกรมธรรม์ประกันชีวิต ภายใน 6 เดือน

               นอกจากนั้นยังให้ยกเว้นดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 6 เดือน กรณีนำมูลค่าเวนคืนมาชำระเบี้ยประกันภัยโดยอัตโนมัติ ในระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม-31 ตุลาคม 2562 และให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เอาประกันภัย สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินวงเงินคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยในทุกกรณี

ส่วนประกันภัยกลุ่มที่อยู่อาศัย กำหนดเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน 3 ประเด็นหลักคือ ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย ให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนภายใต้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติจากภัยลมพายุ และภัยน้ำท่วมเป็นเงิน 20,000 บาท ส่วนประกันอัคคีภัยแบบไมโครอินชัวรันส์  ให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนภายใต้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติจากภัยลมพายุ และภัยน้ำท่วม เป็นเงิน 10,000 บาท แต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่คงเหลืออยู่ เว้นแต่สามารถพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงมีจำนวนที่น้อยกว่าจำนวนเงินดังกล่าว

               ขณะเดียวกัน หากตัวแทนประกันชีวิต ตัวแทนประกันวินาศภัย นายหน้าประกันชีวิต นายหน้าประกันวินาศภัย ในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยที่ใบอนุญาตตัวแทน นายหน้าประกันภัยสิ้นอายุตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 สามารถยื่นขอขยายระยะเวลาพร้อมขอต่ออายุใบอนุญาตได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เหตุการณ์ที่จำเป็นสืบเนื่องจากเหตุอุทกภัยดังกล่าวนั้นได้สิ้นสุดลง ทั้งนี้ไม่เกินวันที่ 31 ตุลาคม 2562

................................................

12 กันยายน 2562

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน