*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5572
  • จำนวนผู้ชม : 3353517
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 322 , 11:55:34 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน พุธทรัพย์ , สิงห์นอกระบบ และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         น้ำท่วมในไทยปีนี้ มีคนตายถึง 33 รายแล้ว ร้ายแรงทีเดียวนะครับ แล้วขณะนี้น้ำก็ยังท่วมอยู่อีก ในข่าวทางโทรทัศน์มีหญิงสูง

อายุที่ต้องหนีน้ำไปรวมตัวกันอยู่บนถนน บ่นให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เวลาฝนตกก็หนาวจนตัวสั่นทีเดียว

 

 

พปชร.ย้อนเจ็บ‘ช่อ’อ้างเป็นฝ่ายปชต.แต่เมินเสียงปชช. จ้องฉีกรธน.60

พปชร.ย้อนเจ็บ‘ช่อ’อ้างเป็นฝ่ายปชต.แต่เมินเสียงปชช. จ้องฉีกรธน.60

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 10.34 น.
 
 

รองโฆษก พปชร.ดีดปาก“ช่อ”อ้างเป็นฝ่ายประชาธิปไตย แต่ไม่ยอมรับเสียงประชาชน 16.8 ล้านเสียง จ้องฉีกรัฐธรรมนูญ 60 ข้องใจดิ้นสู้กระแสยุบพรรค

16 กันยายน 2562 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ เรียกร้องให้ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพราะรัฐธรรมนูญเฮงซวยทุกมาตรา(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ช่อ’ของขึ้น!จวกรธน.นี้เฮงซวยทุกมาตรา ปลุกร่างใหม่ทั้งฉบับ) ว่า การกล่าวหาว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 เฮงซวยในทุกมาตรานั้น เป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย และสร้างความเข้าใจที่สับสนให้กับสังคม เพราะกระบวนการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านการออกเสียงประชามติ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ 16.8 ล้านคนได้ออกเสียงให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ และ 15.1ล้านคนเห็นชอบในประเด็นคำถามพ่วง ที่ว่าให้ ส.ว.เลือกนายกฯได้ในเวลา 5 ปี “พรรคอนาคตใหม่ และพรรคฝ่ายค้าน ที่มักเรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย เหตุใดจึงไม่ยอมรับกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ยอมรับฟังเสียงของประชาชน  16.8 ล้านคน แต่กลับมาบิดเบือนเช่นนี้ เพราะต้องการฉีกรัฐธรรมนูญ หรือมีวาระซ่อนเร้นอื่นในการเคลื่อนไหวรณรงค์ให้ประชาชนเห็นพ้อง ทั้งที่ในห้วงเวลาเช่นนี้ควรเร่งร่วมมือกันหามาตรการฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบภัยและสนใจปากท้องชาวบ้านมากกว่า ซึ่งขณะนี้พรรคพลังประชารัฐขอให้ ส.ส. ระดมสรรพกำลังช่วยเหลือและหาทางเยียวยาเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนที่สุด” น.ส.ทิพานัน กล่าว

​น.ส.ทิพานัน กล่าวอีกว่า โดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่ ที่ก่อนหน้านี้คนของพรรคเพื่อไทยเอง ออกมาปล่อยข่าวว่าจะถูกยุบพรรค จึงตั้งข้อสังเกตว่าการเคลื่อนไหวขอฉันทามติของประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นอาจเชื่อมโยงกับความกังวลใจต่อข่าวการยุบพรรคหรือไม่

‘บิ๊กป้อม’จวก‘ช่อ’หลุดรธน.เฮงซวย ต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเอง

‘บิ๊กป้อม’จวก‘ช่อ’หลุดรธน.เฮงซวย ต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเอง

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 10.57 น.
 
 

‘บิ๊กป้อม’จวก‘ช่อ’หลุดรธน.เฮงซวย ต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเอง

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 16 กันยายน 2562 ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ว่า เป็นเรื่องของฝ่ายค้าน และรัฐบาลไม่เกี่ยว“ส่วนกรณีที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ระบุรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เฮงซวยทุกมาตรานั้น คนที่พูดต้องรับผิดชอบในคำพูดของตัวเอง” พล.อ.ประวิตร กล่าว

พล.อ.ประวิตร กล่าวด้วยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐสภา และในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ยังไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าว เพราะมีงานอื่นที่ต้องทำอีกมากมาย ถึงแม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นนโยบายหนึ่งของรัฐบาล แต่เป็นเรื่องของพรรคการเมือง

 

‘บิ๊กป้อม’ยัน19กันยา!จัดคิวต้องไปนัดเลี้ยง‘พปชร.’ปิดจ๊อบรัฐบาล

‘บิ๊กป้อม’ยัน19กันยา!จัดคิวต้องไปนัดเลี้ยง‘พปชร.’ปิดจ๊อบรัฐบาล

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 11.18 น.
 
 

“บิ๊กป้อม” เผยพปชร.มีนัดจัดงานเลี้ยงพรรคร่วม 19 ก.ย. ปัดกระชับความสัมพันธ์ ระบุเนื่องในโอกาสปิดสมัยประชุมสภาฯ ด้าน “บิ๊กช้าง” พร้อมแจงที่ประชุมรัฐสภาทุกประเด็น 

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2562  เวลา 11.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เตรียมจัดงานเลี้ยงในวันที่ 19 ก.ย.ว่า  เป็นการจัดงานเลี้ยงระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด ส่วนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมจะไปด้วยหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ แต่ในส่วนของตนต้องไปอยู่แล้ว ส่วนจะเป็นการจัดเลี้ยงเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น ยืนยันว่า เป็นการจัดเลี้ยงเนื่องในโอกาสปิดสมัยการประชุมฯ 

ขณะที่พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการชี้แจงที่ประชุมรัฐสภาในประเด็นการเมือง และความมั่นคงต่างๆว่า ถ้าถามมาก็พร้อมไปชี้แจง

 

‘ปธ.ป้อม’มั่นใจปมฉาว‘ธรรมนัส’ไม่กระทบภาพรบ. ปัดเบรคตั้งโต๊ะแถลง

‘ปธ.ป้อม’มั่นใจปมฉาว‘ธรรมนัส’ไม่กระทบภาพรบ. ปัดเบรคตั้งโต๊ะแถลง

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 11.06 น.
 
 

‘ปธ.ป้อม’มั่นใจปมฉาว‘ธรรมนัส’ไม่กระทบภาพรบ. ปัดเบรคตั้งโต๊ะแถลง

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 16 กันยายน 2562 ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ถูกโจมตีหลายประเด็นในตอนนี้ ว่า ตนยังไม่ได้คุย และยังไม่ได้เจอกัน ซึ่งเป็นเรื่องของ ร.อ.ธรรมนัส ที่เขาต้องแก้ไขด้วยตนเอง เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลหลังจากที่มีสื่อต่างประเทศนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล เมื่อถามว่า วันนี้ ร.อ.ธรรมนัส มีคิวที่จะแถลงข่าว แต่ล่าสุดก็ยกเลิกโดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า พล.อ.ประวิตร อาจจะไปเบรกเอาไว้(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ทีมกม.‘ธรรมนัส’ร่อนจม.แจ้งยกเลิกแถลงข่าววันนี้) พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มี และยืนยันว่ายังไม่ได้เจอ ร.อ.ธรรมนัส รวมถึงไม่ได้มีการคุยกันทั้งทางไลน์และโทรศัพท์ ถามว่าตนจะไปเบรคอะไรเขา

'จตุพร'เปรยจนปัญญาสิ้นหนทางสู้ เชื่อเจอคดีไม่เคยเกิดในไทยมาก่อน

'จตุพร'เปรยจนปัญญาสิ้นหนทางสู้ เชื่อเจอคดีไม่เคยเกิดในไทยมาก่อน

วันอาทิตย์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2562, 18.51 น.
 
 

"จตุพร"ยก3สำนวนคดีเป็นกรณีศึกษากระบวนการยุติธรรม ยันตัวเองประสบคดีแบบมึนงง ชี้เป็นคดีแรกที่เกิดกับตัวเองไม่เคยเกิดในไทยหรือในโลก ลั่นหมดทางสู้ คาดสุดท้ายขอถวายฎีกา"ร.10" พร้อมชวนปชช.ร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอุบลราชธานี

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2562 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการลมหายใจพีซทีวี เวทีทัศน์ ซึ่งถ่ายทอดสด โดยให้ผู้ร่วมรายการสังสรรค์ ร่วมร้องเพลง ร่าเริง สนุกสนาน เพื่อผ่อนคลายความเครียด

โดย นายจตุพร กล่าวถึงชะตากรรมของแกนนำ นปช.หลายคนที่ต้องเผชิญกับโทษขังคุกจากคำพิพากษาศาลฎีกา โดยเริ่มตั้งแต่คดีล้มประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ศาลฎีกาตัดสินเมื่อ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้จำคุก 4 ปี และจำเลยหลายคนไม่ไปฟังคำพิพากษา เพราะต้องตั้งหลักและเตรียมการให้ชีวิตครอบครัวที่อยู่ข้างนอกคุก ซึ่งเผชิญกับชีวิตยากลำบากหลายเท่ากว่าคนที่ติดคุกอยู่ข้างใน ที่สิ้นเพียงอิสรภาพ

นอกจากนี้ ในวันที่ 23 ก.ย.2562 แกนนำ นปช.อีกจำนวนหนึ่งต้องฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีบุกบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ โดยคดีนี้ค่อนข้างยากเหลือเกินกับการจะได้มามีชีวิตอิสระและเสรีภาพเหมือนเดิมอีก

นายจตุพร กล่าวว่า การมีชีวิตอยู่ไม่ง่าย คดีที่เพื่อนเรา ทั้ง นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ และคนอื่นๆ เป็นจำเลย ก็ให้กำลังใจกัน แม้จะยากเหลือเกิน ในช่วงที่ผ่านมาตนยืนอยู่หัวแถว ก็รู้ชะตากรรมหมู่มิตร ได้พูดคุยแต่ละฝ่ายเพื่อหาทางออก

"ผมไม่ต้องการให้พี่น้องผม หรือใครก็ตามต้องมาติดคุก จากความเห็นต่างทางการเมือง แต่ก็ต้องมาเจอกับสิ่งที่ผมไม่คาดคิดมาก่อน แต่นี่เป็นวิถีทาง เราจึงต้องปฏิบัติตามหลักธรรม ตามที่ท่านพุทธทาสบอก ชีวิตก็เป็นเช่นนั้นเอง"

นายจตุพร กล่าวว่า พี่น้องตนในคดีพัทยา คดีสี่เสา ยากลำบาก ตนมีภาระที่ต้องคิดอ่าน ว่าถ้าเขากลับมาสู่เรือนจำ ตนจะเอาพวกเขาออกจากคุกได้เร็วที่สุดอย่างไร ในโชคชะตานี้ เรายังจะต้องผ่านอุปสรรคอีกมากมาย กว่าที่เราจะเดินหลุดพ้นกันไปได้

นายจตุพร ยังเล่าถึงคดีของตัวเอง โดยหลายคดีเป็นสิ่งที่พึ่งเกิดขึ้น และไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยหรือเชื่อว่าประเทศทั้งโลกไม่น่ามีคดีความเหมือนตัวเองได้รับ ดังนั้น จึงเป็นคดีกรณีศึกษา จนทำให้ชีวิตตนอยู่ในสภาพเอาแน่นอนอะไรไม่ได้

"ผมเองก็อับจนปัญญาเช่นกัน ท้ายที่สุด ผมไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น ต้องยื่นถวายฎีกาต่อพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น นายจตุพรหมดที่พึ่งในแผ่นดินแล้ว รัชกาลที่ 10 ได้ตรัสเอาไว้เรื่องความยุติธรรมอย่างชัดเจน ถ้ามีคนอื่นโดนแบบผมมาบ้าง ผมก็พร้อมจะยอมรับ"

นายจตุพร กล่าวถึงการยื่นถวายฎีกากับคดีหมิ่นประมาท โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคำพิพากษากลับศาลชั้นต้นที่ยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์สั่งให้จำคุกอีก 12 เดือน

สำหรับคดีหมิ่นประมาทนั้น นายจตุพร กล่าวว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อ 12 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น ตนน้อมรับคำสั่งศาล แต่ตนขอเล่าข้อเท็จจริงให้ฟัง เพราะเป็นคดีที่ไม่เคยเกิดกับใครมาก่อนในประเทศไทยหรือแม้กระทั่งในโลก แต่เกิดขึ้นกับนายจตุพร เป็นคนแรก

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เป็นโจทก์ฟ้องหมิ่นประมาทตน 4 คดี 6 เรื่อง แต่เรื่องที่ศาลลงโทษมีอยู่ 2 คดี คดีแรกศาลชั้นต้นยกฟ้อง คดีที่ 2 ศาลลงโทษให้จำคุก 2 ปี และให้นับโทษต่อจากคดีแรก ซึ่งวิธีพิจารณาความอาญา การจะนับโทษต่อก็ต้องมีโทษมาก่อนแล้ว แต่ขณะที่ศาลบอกให้นับโทษต่อตนไม่มีโทษอยู่ข้างหน้า

ต่อมาศาลอุทธรณ์ในคดีที่ 1 ยกฟ้อง ส่วนคดีที่ 2 ศาลอุทธรณ์ก็ได้สั่งให้นับโทษต่อคดีแรก ทั้งที่ตนไม่มีโทษอยู่ก่อน ต่อมาจากที่ยกมา 2 ศาล ศาลฎีกากลับคำพิพากษาจำคุก 1 ปีในคดีแรก และคดีที่ 2 ลดโทษจาก 2ปี เหลือ 12 เดือน

นายจตุพร กล่าวด้วยว่า ตนได้ศึกษากฎหมายและเรียนรู้เรื่องราวในเรือนจำ ทำให้ตนได้ร้องต่อศาลอาญาว่า ขณะที่ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษา ไม่ได้บอกให้นับโทษต่อ เพียงแต่บอกให้เป็นไปตามศาลอุทธรณ์ ซึ่งขณะที่ศาลอุทธรณ์ให้นับโทษต่อนั้น ตนไม่มีโทษอยู่ข้างหน้า สู้จนศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการสั่งให้นับโทษต่อนั้นเป็นการผิดหลง ให้ศาลอาญาแก้หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้ตนใหม่ เป็นการนับวันพิพากษาในคดีที่ 2 หลังตนติดคุกคดีแรก

ทนายความก็ได้ถอนประกันคดีที่สองหลังจากจำคุกไปแล้ว 20 วัน และศาลอาญาก็ได้ออกหมายขังใหม่ หลังตนติดคุกคดีแรกผ่านไป 20 วัน ตนก็ได้ร้องไปใหม่ ว่าต้องนับตั้งแต่วันที่ศาลอาญาออกหมายขังให้ตนในคดีที่ 2 ซึ่งศาลอาญาก็ได้แก้หมายขังให้ตนเป็นใบที่ 3

หลังศาลฎีกาพิพากษาแล้ว เป็นเรื่องระหว่างศาลอาญา กับกรมราชทัณฑ์ และผู้ต้องขัง เราไม่เคยเห็นโจทก์จะไปฟ้องอะไรกันมาก่อน และระหว่างตนถูกคุมขัง ก็ไม่พบการร้องเรื่องการให้นับโทษใหม่ ปรากฏว่า ศาลได้ออกหมายสั่งปล่อยเมื่อคดีสิ้นสุดตน ในวันที่ 4 สิงหาคม 2561 ตนได้รับการปล่อยจากหมายศาล แต่เมื่อตนได้รับการปล่อยตัว กลับมานอนบ้านได้เพียงคืนเดียว ก็มีคนร้องให้ตนกลับไปรับโทษใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ ศาลชั้นต้นได้ยกฟ้อง จนมาถึงศาลอุทธรณ์ที่ได้นัดอ่านคำสั่งไปเมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา และก็ได้มีคำสั่งให้แก้หมายจำคุกตนใหม่ ให้ไปนับโทษต่อจากคดีแรก

"ผมอยากถามว่า มีใครบ้างในประเทศไทย ศาลพิพากษาออกหมายจำคุกเมื่อคดีสิ้นสุด มีหมายปล่อยตัว ผ่านมา 1 ปี 1 เดือน กับ 8 วัน มาบอกให้เอาไปขังใหม่ บอกขังยังไม่ครบ นี่เป็นครั้งแรกของประเทศไทย"

นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคดีของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ตนก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เขาได้ปล่อยตัวก็โมทนาสาธุด้วย จากโทษตั้งต้น 85 ปี แต่โทษสูงสุดรับได้ไม่เกิน 20 ปี แต่ติดคุกไป 2 ปี 11 เดือน 21 วัน ด้วยการปรึกษาว่า คุณสมบัติเข้าข่ายได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ ต่างจากตนที่ได้รับการปล่อยตัวจากหมายปล่อยเมื่อคดีสิ้นสุด แต่ทั้งหมดตนก็น้อมรับคำสั่งศาล และมึนงงว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ตั้งแต่มีประเทศไทยมามีใครเจอเหมือนนายจตุพรบ้าง ก็ไม่พบว่ามีใคร

หลังจากวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา ก็มึนงงกันทั้งหมด เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย ผมเรียนกับพี่น้องว่า ตนอยู่ท่ามกลางชีวิตที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ วันนั้นเข้าใจว่าคงเรียบร้อย ในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ก็ต้องขอบคุณศาลอาญา อย่างน้อยก็เป็นกรณีศึกษาให้ตั้งหลักกันก่อน อนุญาตให้ประกันตัว และตนก็จะได้ใช้สิทธิ์ในการต่อสู้

รวมทั้ง นายจตุพร ยกคดีมาเป็นกรณีศึกษา คือ คดีขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส.เพราะไม่ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขณะดำรงตำแหน่ง พยายามถอนประกันตนเองทุกสัปดาห์ จนตนถูกคุมขังภายหลังสภายุบเพียง 3 วัน จนต้องเขียนใบสมัคร ส.ส.ในเรือนจำ

ในขณะนั้น กกต.บอกว่ากระทำได้ ในระยะเวลาดังกล่าว ตนพยายามในการประกันตัวตลอด จนกระทั่งวันเลือกตั้ง ตนก็ไม่สามารถออกมาเลือกตั้งได้ แม้ตนจะให้เหตุผลไปแล้วก็ตาม เหตุนี้เองเป็นผลทำให้ ตนถูกตัดสิทธิ์เป็น ส.ส.จากการขาดคุณสมบัติ เพราะไม่ได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง จนได้มีการร้องต่อสหภาพรัฐสภาสากล หรือสหภาพรัฐสภาโลก มีมติให้รัฐสภาไทยคืนสมาชิกภาพให้ตน แต่ก็ไม่ได้รับการกระทำตาม เป็นคดีซึ่งตนก็เป็นคนแรกในประเทศไทย ที่ได้รับคดีเช่นนี้

ส่วนคดีกรณีศึกษาอีกสำนวน เป็นคดีแพ่ง ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง เมื่อถึงศาลฎีกา ตนก็ไม่ได้รับหมายให้ไปฟังคำพิพากษา แต่อย่างไรก็ตาม ตนก็น้อมรับคำพิพากษา ที่ให้ตน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากเหตุการณ์ช่วงสลายการชุมนุมปี 2553 เป็นเงิน 19 ล้านบาท รวมดอกเบี้ยแล้วประมาณ 30 ล้านบาท

"แม้ในคำพิพากษาจะมีข้อความหนึ่งที่จำเลยสองคน พูดเหมือนกัน แต่ยกฟ้องคนหนึ่ง เอาผิดกับอีกคนหนึ่ง นั่นก็คือผม ในฐานะที่ผมเป็นประธาน นปช.ทั้งที่ในข้อเท็จจริงในวันเกิดเหตุ ผมยังไม่ได้เป็นประธาน นปช.แต่ประธาน นปช.ขณะนั้นคือ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ ซึ่งไม่ได้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย ตนเป็นประธาน นปช.หลังเกิดเหตุดังกล่าวแล้วกว่า 4 ปี"

ทั้ง 3 คดี ล้วนเป็นกรณีศึกษา ที่ตนเล่าให้ฟัง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองเพียงคนแรก คนอื่นจะคิดตัดสินใจอย่างไรก็ได้ แต่ตนอยู่หัวแถว อย่างไรก็ไม่มีสิทธิ์คิดที่จะหนี แม้แต่เพียงวันเดียว แต่รู้ว่ามันยากเหลือเกิน

นายจตุพร กล่าวว่า กรณีนี้เป็นกรณีศึกษาของประเทศไทย ตนเคยบอกวันที่ออกจากเรือนจำฯ แล้วว่า ไม่ได้พกความแค้นเข้าไป และไม่ได้พกความแค้นออกมา อยู่ในเรือนจำ 1 ปี 15 วัน สวดมนต์วันละ 2 ครั้ง แผ่เมตตาวันละ 2 ครั้ง กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร ไม่เคยขาดแม้แต่เพียงวันเดียว ถ้าไม่ยึดหลักธรรม เราไม่สามารถใช้ชีวิตได้เลยในเรือนจำ

"วันนี้ที่มาเล่าเพื่อปรับทุกข์ อย่างไรผมก็เคารพในกระบวนการยุติธรรมอยู่ แต่ผมหมดหนทาง เพราะหนทางปกติเหมือนคนทั่วไป ผมยังมีเส้นทางต่อสู้ นี่อาจจะล้มละลายอีกด้วย หากไม่มีปัญญาจ่ายเงินชดใช้ ตามคำสั่งศาล ยิ่งหากศาลสั่งขังตน ก็ล้มละลาย ไม่ขัง ผมก็ไม่ทราบว่ารอดการล้มละลายหรือไม่"

ในช่วงท้ายรายการ นายจตุพร ระบุว่า พีซทีวี และ นปช.ขอรับบริจาคช่วยน้ำท่วมที่ จ.อุบลราชธานี โดยเริ่มรับสิ่งของในวันพรุ่งนี้ (16 ก.ย.)

ระดับลำน้ำมูลยังไม่ลด! 'เขื่อนราษีไศล'เปิดประตู7บานเร่งระบายน้ำ

ระดับลำน้ำมูลยังไม่ลด! 'เขื่อนราษีไศล'เปิดประตู7บานเร่งระบายน้ำ

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 11.50 น.
 
 

16 กันยายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 62 สถานการณ์น้ำในลำน้ำมูลยังไม่ลดระดับ มีน้ำไหลเข้าเขื่อนราษีไศล อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ วันละ 55 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำท่าและมวลน้ำจากลำน้ำสาขาไหลลงมาสมทบทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนราษีไศลอยู่ถึง 76 ล้าน ลบ.ม. 

ขณะที่ความจุเขื่อนมีอยู่เพียง 75 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 101 เปอร์เซ็นต์ เกินความจุแล้ว เจ้าหน้าที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง เขื่อนราษีไศล เร่งระบายน้ำ โดยเปิดบานระบายทั้ง 7 บานยกสูง 2.80 ม.ยกขึ้นเพิ่มจากเมื่อวาน 50 ซม. ระบายน้ำออก 673 ลบ.ม. ต่อวินาที ซึ่งจะทำให้พื้นที่ราบลุ่มลงไป ตั้งแต่อำเภอยางชุมน้อย อำเภอกันทรารมย์ ถูกน้ำท่วมหนัก

 
 
4จว.ยังอ่วมฤทธิ์‘โพดุล-คาจิกิ’ เสียชีวิตเพิ่มเป็น33ศพ

4จว.ยังอ่วมฤทธิ์‘โพดุล-คาจิกิ’ เสียชีวิตเพิ่มเป็น33ศพ

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 09.50 น.
 
 

ปภ.รายงานยังคงมีพื้นที่ประสบอุทกภัยจากอิทธิพลพายุโพดุลและคาจิกิ 4 จังหวัด ระดมสรรพกำลังเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

กระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานอิทธิพลพายุโซนร้อน "โพดุล"และพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค. 62 จนถึงปัจจุบัน (16 ก.ย. 62 เวลา 06.00น.) ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ และวาตภัยในพื้นที่ 32 จังหวัด 182 อำเภอ 969 ตำบล 7,115 หมู่บ้าน 5 เขตเทศบาล 11 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 418,549 ครัวเรือนผู้เสียชีวิต 33 ราย ยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ยโสธร ร้อยเอ็ด และ    ศรีสะเกษ ซึ่งปภ.ได้ร่วมกับจังหวัดหน่วยทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมสรรพกำลัง เร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง รวมถึงดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัยเป็นหลักอีกทั้งสำรวจความเสียหายครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯนายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า  อิทธิพลพายุโซนร้อน"โพดุล" และพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคมจนถึงปัจจุบัน (16 ก.ย. 62 เวลา 06.00 น.) ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ และวาตภัย รวม 32 จังหวัด ได้แก่ อำนาจเจริญ กระบี่ ปราจีนบุรี แพร่ นครพนม เชียงใหม่ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ระนอง เพชรบูรณ์ มหาสารคาม ขอนแก่น หนองบัวลำภู ยโสธร กาฬสินธุ์ น่าน ตราด มุกดาหาร อุตรดิตถ์ ชัยภูมิ สุรินทร์ พิษณุโลก พิจิตร แม่ฮ่องสอน ชุมพร อุดรธานี สระแก้ว ลำปาง เลย สุโขทัย ศรีสะเกษ และสกลนคร รวม 182 อำเภอ 969 ตำบล  7,115 หมู่บ้าน 5 เขตเทศบาล 11 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 418,549 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 33 ราย (ยโสธร 8 ราย ร้อยเอ็ด 6 ราย อำนาจเจริญ 5 ราย ขอนแก่น 3 ราย อุบลราชธานี 3 ราย พิจิตร 2 ราย ศรีสะเกษ 2 ราย พิษณุโลก 1 ราย มุกดาหาร 1 ราย สกลนคร 1 ราย น่าน 1 ราย) ผู้บาดเจ็บ 1 คน (ชัยภูมิ) 

ยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ยโสธร ร้อยเอ็ด และศรีสะเกษ อพยพประชาชน 22,916 คน ในพื้นที่ 3 จังหวัด รวม 90 จุด ประกอบด้วย ยโสธร 7 จุด 566 คน อุบลราชธานี 61 จุด 22,220 คน ร้อยเอ็ด 22 จุด 130 คน

ทั้งนี้ ปภ.ได้ร่วมกับจังหวัด หน่วยทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเจ้าหน้าที่ พร้อมระดมวัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะ และเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและคลี่คลายสถานการณ์ภัย โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกเครื่องส่งสูบน้ำระยะไกล เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง รวมถึงดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประภัย โดยแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และถุงยังชีพอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์ภัยจะคลี่คลาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น อีกทั้งจัดเจ้าหน้าที่พร้อมรถเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยและเรือท้องแบนให้บริการขนย้ายสิ่งของและอำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ประชาชน ตลอดจนสำรวจความเสียหายครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ

ท้ายนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

อธิบดีกรมชลฯยันน้ำท่วมอุบลฯกลับสู่ตลิ่ง29ก.ย. ปรับลดระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาพรุ่งนี้

อธิบดีกรมชลฯยันน้ำท่วมอุบลฯกลับสู่ตลิ่ง29ก.ย. ปรับลดระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาพรุ่งนี้

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 12.06 น.
 
 

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปริมาณน้ำในแม่น้ำมูลที่ไหลผ่านสถานีวัดน้ำ M 7 สะพานเสรีประชาธิปไตย อำเภอเมืองอุบลราชธานีอยู่ที่ 4,920 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงจากเมื่อวานนี้ (15 กันยายน) ซึ่งอยู่ที่ 5,130 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนระดับน้ำสูง 10.73 เมตรลดลงจากเมื่อวานนี้  ซึ่งอยู่ที่ 10.88 เมตร ซึ่งลดลง 7 เซนติเมตร 

ขณะนี้ระดับน้ำฝั่งอำเภอเมืองอุบลราชธานี ต่ำกว่าตลิ่ง 12 เซนติเมตรแล้ว ส่วนฝั่งอำเภอวารินชำราบ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำยังมีน้ำล้นตลิ่งอยู่ กว่า 3.73 เมตร ซึ่งสถานการณ์น้ำอยู่ในช่วงขาลงและกลับสู่ตลิ่งวันที่29 ก.ย.นี้

ขณะนี้เดินเครื่องแล้ว 150 เครื่อง อีก 50 เครื่อง กำลังเร่งติดตั้ง อีกทั้งช่วงนี้ระดับน้ำแม่น้ำโขงยังต่ำ ทำให้การดันน้ำออกปากแม่น้ำมูลได้สะดวก เพราะระดับแม่น้ำโขงต่ำกว่าหน้าเขื่อนปากมูลถึง 2.32 เมตร ลดต่ำลงจากเมื่อวานนี้ซึ่งอยู่ที่ 2.07 เมตร 

ซึ่งเมื่อเดินเครื่องผลักดันน้ำได้ 260 เครื่องตามแผนจะผลักดันน้ำออกไปได้เร็วขึ้น สามารถลดความเดือดร้อนของประชาชนให้น้อยที่สุด ตามที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ย้ำให้เร่งดำเนินการให้คลี่คลายอุทกภัยภาคอีสาน แนวลุ่มน้ำชี-มูล ให้กลับสู่ปกติทุกพื้นที่ก่อนสิ้นเดือนนี้

นายทองเปลว กล่าวถึงสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยาว่า ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่อัตรา 750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากการติดตามสถานการณ์น้ำเหนือจากสถานีวัดน้ำ C 2 จังหวัดนครสวรรค์ลดลงตามลำดับ ทั้งนี้คาดการณ์ว่า ในวันพรุ่งนี้อาจปรับลดการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงอีก 50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเป็น 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 

ขณะนี้พื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณคลองโผงเผง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง อำเภอเสนาและผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา น้ำอยู่ที่ระดับตลิ่ง ไม่เอ่อล้นท่วมพื้นที่นอกคันกั้นน้ำแล้ว เมื่อพรุ่งนี้ปรับลดลงอีกน้ำจะต่ำกว่าตลิ่ง พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบก่อนหน้านี้จึงสบายใจได้

สำหรับจังหวัดที่สถานการณ์น้ำเข้าสู่ภาวะปกติแล้วมี 16 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ แพร่ น่าน สุโขทัย ลำปาง อุตรดิตถ์ พิจิตร แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ ชัยภูมิ นครราชสีมา ขอนแก่น มุกดาหาร สระแก้ว ชุมพร และระนอง ส่วนที่ยังมีสถานการณ์น้ำท่วมรวม 13 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด ยโสธร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุดรธานี อุบลราชธานี อำนาจเจริญ สกลนคร นครพนม ศรีสะเกษ พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลก และตราด

โดยจังหวัดตราดนั้นเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากและสะสมอย่างต่อเนื่อง วัดได้ 172 มิลลิเมตร ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่อำเภอเกาะช้าง หลายจุดในเขตเทศบาลตำบลเกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง ซึ่งกรมชลประทานได้สนับสนุนเครื่องจักร-เครื่องมือ แก่ทางจังหวัดและท้องถิ่นเร่งระบายน้ำออกโดยเร็วที่สุด

 
 
หน้าแรก / ยานยนต์ ยักษ์พลังงานขยับ "ปตท.-บางจาก" จ่อลุย EV

ยักษ์พลังงานขยับ "ปตท.-บางจาก" จ่อลุย EV

16 Sep 2019

กลุ่มธุรกิจพลังงานยักษ์ใหญ่ เกาะติดกระแสยานยนต์ไฟฟ้า ค่าย “ปตท.” ผนึกสตาร์ตอัพจีน หวังใช้ไทยเป็นฐานผลิตอีวีเพื่อขายในประเทศและส่งออก ส่วน “บางจาก” ลงทุนกับบริษัทในอเมริกาศึกษาการทำแบตเตอรี่ พร้อมขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าทุก 100 กม. ด้านค่ายรถ “เอ็มจี” ฟุ้ง ยอดจอง “แซดเอส อีวี” ทะลุ 1,000 คัน

ยุคใหม่ยานยนต์ไฟฟ้ากำลังจะก้าวเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้น ดังจะเห็นจากการที่หลายค่ายยื่นบีโอไอเพื่อขอรับการส่งเสริมในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการเปิดโรงงานประกอบแบตเตอรี่ในไทยไม่ว่าจะเป็นโตโยต้า, บีเอ็มดับเบิลยู,เมอร์เซเดส-เบนซ์

นอกจากนั้นแล้วการที่ค่ายเอ็มจี นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าในรุ่น แซดเอส อีวี จากจีนมาจำหน่ายในราคาที่เข้าถึงได้ และสะท้อนออกมาเป็นยอดขาย 1,000 คันในช่วง 2 เดือน ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการตอบรับของลูกค้าที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้า และช่วยกระตุ้นให้ตลาดนี้คึกคักขึ้นมา

“เดิมเราตั้งเป้า 1,000 คันจนถึงสิ้นปี แต่ปรากฏว่า 2 เดือนเราทำยอดจองได้แล้ว 1,000 คัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโอกาสทางการตลาดมันมี ดังนั้นเราจึงประเมินใหม่และคาดว่าจนถึงสิ้นปีน่าจะทำยอดได้ 2,000 คัน ขณะที่ยอดส่งมอบนั้นมีกว่า 200 คัน คาดว่าจนถึงสิ้นปีจะส่งมอบรถให้ครบทุกคัน” นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองประธานกรรมการ บริษัท เอ็มจี เซลส์(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวและว่า

“อีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลทำให้รถยนต์ไฟฟ้าขายได้ คือความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับเอ็มจีได้จับมือกับอีเอ ที่ให้บริการสถานีชาร์จไฟ และได้ติดตั้งหัวจ่ายที่โชว์รูมไปแล้ว 19 แห่ง และตั้งเป้าจะขยายให้ครบ 130 โชว์รูมภายในสิ้นปีนี้”

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาค ไทยถือว่าพร้อมที่สุด ประกอบกับการเป็นฐานผลิตรถยนต์อยู่แล้ว ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตรัฐบาลก็น่าจะให้การสนับสนุนต่อไป รวมไปถึงผู้เล่นอย่าง ปตท. หรือสถานีบริการนํ้ามันรายอื่นๆ และหน่วยงานอย่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือการไฟฟ้านครหลวง ที่มีแผนขยายจุดชาร์จไฟเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ช่วยกระตุ้นให้ยานยนต์ไฟฟ้าเกิด

ล่าสุดผู้เล่นด้านพลังงานรายใหญ่อย่าง ปตท.ได้ขยับแนวรุกธุรกิจเข้ามาสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการจับมือกับสตาร์ตอัพจีนในนาม WM Motors ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV ) แบรนด์ Weltmeister ที่มียอดขายมากกว่า 1 หมื่นคัน (เป็นอันดับที่ 1 ของกลุ่มบริษัท EV Startup ในประเทศจีน)

การจับมือกันในครั้งนี้ปตท.ระบุว่าจะร่วมมือกันศึกษาโอกาสในการพัฒนาธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ด้านต่าง ๆ อาทิ การลงทุนในโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ไทยผลิต Localized
Model เพื่อเป็นการต่อยอดธุรกิจด้านแบตเตอรี่และผลิตภัณฑ์พลาสติกของกลุ่ม ปตท. รวมไปถึงศึกษาความเป็นไปได้ของ ปตท. ในการเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าของ WM Motors โดยไทยจะเป็นศูนย์กลางส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อีกทั้งยังร่วมมือเพื่อการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า และโครงการอื่นๆ ในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่อให้สอดรับกับนโยบาย “Thailand 4.0” ของภาครัฐ

การจับมือกับสตาร์ตอัพจากจีน มิใช่รายแรกของปตท. โดยก่อนหน้านั้น ปตท.ได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ากับETRANซึ่งเป็นสตาร์ตอัพแบรนด์ไทย เพื่อร่วมศึกษาตลาดรถไฟฟ้าพัฒนาต้นแบบ แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีปรับปรุงคุณภาพสินค้าและรูปแบบธุรกิจต่างๆรวมทั้งรูปแบบการชาร์จที่จะร่วมสร้างมาตรฐานในการชาร์จ

ถือเป็นการขยับตัวเตรียมความพร้อมรอบด้านเพื่อรองรับกับยานยนต์ไฟฟ้าจากปตท. ซึ่งเดิม ปตท. ได้ประกาศแผนลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่และไฮโดรเจน และสร้างโรงงานแบตเตอรี่ต้นแบบที่สถาบันวิทยสิริเมธี จ.ระยอง เพื่อผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และแบตเตอรี่ลิเทียมซัลเฟอร์ ที่สามารถประจุไฟฟ้าได้มากกว่าปกติ 3 เท่า ซึ่งบริษัทในเครือ ได้แก่ ไทยออยล์, พีทีที โกลบอล เคมิคอล และไออาร์พีซี ได้มีแผนขอซื้อไลเซนส์ในการผลิตแบตเตอรี่ดังกล่าว โดยจะตั้งโรงงานผลิตในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi)

นอกจากนี้ ปตท. ยังเปิดให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้า  (PTT EV Station) ไปแล้วกว่า 14 แห่ง และพัฒนาเครื่องชาร์จไฟฟ้าแบบติดผนัง (EV Wall Charger) เพื่อจำหน่ายให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ารายย่อย รวมไปถึงลงนามความร่วมมือกับ 6 บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าร่วมกัน

เรียกว่าไม่ยอมตกขบวนสำหรับบริษัทพลังงานรายใหญ่ของไทย และแม้ว่าทิศทางยานยนต์ในอนาคตจะมุ่งเข้าหาไฟฟ้า และส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้ค้านํ้ามัน จนอาจเกิดเป็น
disruption แต่เมื่อดูจากการเตรียมความพร้อมของปตท.แล้วก็ต้องบอกว่าไม่หวั่น เพราะมีแผนรองรับแบบเต็มสูบ

เช่นเดียวกับบริษัทพลังงานอีกรายอย่าง บางจาก โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์รายงานว่าบางจากได้เข้าไปลงทุนในสตาร์ตอัพของสหรัฐอเมริกา ในชื่อ “เอนเนเวท” ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิตลิเทียมแบตเตอรี่สำหรับใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า สามารถรองรับการชาร์จพลังงานได้รวดเร็วขึ้น 10 เท่า ซึ่งคาดว่าบางจากจะต่อยอดเทคโนโลยีดังกล่าวมาทำเป็นสถานีชาร์จไฟฟ้าแบบควิกชาร์จ ให้รวดเร็วเทียบเท่ากับการเติมนํ้ามัน

นอกจากนี้ยังมีแผนการลงทุนร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าในสถานีบริการบางจาก ทุกๆ 100 กิโลเมตร ตามถนนสายหลักรวม 62 สถานี ภายในปี 2021

ขณะที่ผู้เล่นหลักในธุรกิจให้บริการชาร์จไฟอย่าง EA Anywhere บริษัทพลังงาน บริสุทธิ์ฯ ก็เดินหน้าขยายจุดชาร์จไฟ จากปัจจุบันมีจำนวน 380 แห่ง และภายในสิ้นปีจะติดตั้งอีก 190 แห่ง แต่หากนับเป็นจำนวนหัวจ่ายทั้งหมดที่ให้บริการก็จะมีกว่า 680 หัวจ่าย นอกจากนั้นแล้วอีเอ ยังมีการจับมือกับพันธมิตรอีกหลายราย ไม่ว่าจะเป็น เซเว่น อีเลฟเว่น 21 สาขา, ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน , ศูนย์บริการรถยนต์ A.C.T. และ Cockpit,อินซ์เคป ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์แลนด์โรเวอร์และจากัวร์ในประเทศไทย

“กระแสการตอบรับรถยนต์ไฟฟ้ามีมากขึ้น ในส่วนของสถานีชาร์จไฟหากเทียบกับค่าใช้จ่ายในการเติมแต่ละครั้งกับพลังงานอื่นๆ นั้นถือว่าถูกกว่า ประกอบกับค่ายรถมีการเปิดตัวรถไฟฟ้า จึงช่วยกระตุ้นและทำให้คนตัดสินใจซื้อเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น”นายธนพัชร์ สุขสุธรรมวงศ์กรรม การผู้จัดการ บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด ในเครือบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EAกล่าว 

หน้า 28-29 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,505 วันที่ 15 - 18 กันยายน พ.ศ. 2562


หน้าแรก / World สรุป 9ข้อเหตุการณ์โจมตีคลังน้ำมันในซาอุดิอาระเบีย

สรุป 9ข้อเหตุการณ์โจมตีคลังน้ำมันในซาอุดิอาระเบีย

16 Sep 2019
อ่าน 1,082 ครั้ง
 

1.เกิดเหตุโจมตีคลังน้ำมัน 2 แห่งในซาอุฯ

เมื่อเช้ามืดวันเสาร์ (14 ก.ย.) ที่ผ่านมาเกิดเหตุโจมตีคลังน้ำมัน 2 แห่ง ของบริษัทซาอุดี อารามโค ที่แหล่งผลิตน้ำมัน Abqaiq และ Khurais โดยเครื่องบินไร้คนขับหรือโดรนกว่า 10 ลำ ซึ่งโฆษกกระทรวงมหาดไทยของซาอุดีอาระเบีย ออกมาเปิดเผยภายในวันเดียวกันว่า หลังจากที่คลังน้ำมันเกิดเพลิงลุกไหม้ ทางบริษัทซาอุดี อาราโคบริษัทสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว โดยยังไม่มีการเปิดเผยถึงแหล่งที่มาของโดรนที่เข้าโจมตี

2.สถานที่ตั้งของคลังน้ำมันและกำลังการผลิต

แหล่งน้ำมัน Abqaiq ซึ่งอยู่ห่างจากเมือง Dhahran ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 60 กม. เป็นจังหวัดทางตะวันออกของซาอุดีอาระเบีย เป็นที่ตั้งของโรงงานแปรรูปน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ส่วนแหล่งน้ำมัน Khurais ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 190 กม.นั้นเป็นแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของซาอุดีอาระเบีย

การโจมตีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันและก๊าซ 5.7 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่ตัวเลขล่าสุดที่โอเปกเปิดเผยเมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา การผลิตน้ำมันของซาอุฯทั้งหมดอยู่ที่ 9.8 ล้านบาร์เรล/วัน เท่ากับว่าผลผลิตจะหายไปถึงราวครึ่งหนึ่ง หรือคิดเป็น 5% ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก

3.ราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้น

สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัสทะยานขึ้นกว่า 11% ในการซื้อขายทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วงเช้านี้ ไนเม็กซ์ปรับตัวขึ้นกว่า15%แตะที่ราคา 63.34 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะยานกว่า 19%แตะที่ราคา 71.95 ดอลลาร์/บาร์เรล ปรับตัวขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.

4.กลุ่มกฏบฮูตีในเยเมนอ้างว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

โฆษกกลุ่มกบฏฮูตีอ่านแถลงการณ์ ผ่านทางสถานีโทรทัศน์อัล มาซิราห์ ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้ใช้โดรน 10 ลำ และให้คำมั่นว่า ฮูตีจะขยายการโจมตีซาอุดิอาระเบียให้กว้างขึ้น

5.สหรัฐฯพุ่งเป้าอิหร่านอยู่เบื้องหลัง

นายไมค์ ปอมเปโอทวีต ช่วงบ่ายวันเสาร์ตามเวลาสหรัฐฯ "ท่ามกลางการเรียกร้องเรื่องการลดความรุนแรง อิหร่านกลับเปิดการโจมตีแหล่งพลังงานของโลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และไม่มีหลักฐานว่า การโจมตีมาจากเยเมน"  

6.อิหร่านยืนกรานไม่เอี่ยวโจมตีคลังน้ำมัน

นาย เซย์เยด อับบาส มูซาวี โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน กล่าวในวันอาทิตย์(15 ก.ย.) ว่าการที่สหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านว่าอยู่เบื้องหลังเหตุโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในซาอุฯ เป็นเรื่องที่ไม่มีข้อพิสูจน์และไม่เป็นความจริง และว่าที่สหรัฐฯ กล่าวหาพวกเขาก็เพื่อทำลายภาพลักษณ์ของอิหร่านบนเวทีโลก เพื่อเตรียมสำหรับมาตรการต่อต้านเตหะรานในอนาคต

7.ทรัปม์ยกหูหาซาอุฯพร้อมสนับสนุนทุกทาง

ทำเนียบขาวแถลงการณ์หลังการพูดคุยทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ระบุว่า สหรัฐขอประณามอย่างรุนแรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และทำให้ความขัดแย้งและความไม่น่าเชื่อถือต่ออิหร่านมีมากขึ้นไปอีก พร้อมเสนอให้การสนับสนุนต่อการป้องกันตนเองของซาอุดีอาระเบีย  

ล่าสุดทรัปม์ประกาศทางทวิตเตอร์ว่า สหรัฐฯจะปลดล็อคและปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) เพื่อทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

ประธานาธิบดีทรัมป์ทวีตสนับสนุนนำน้ำมันสำรองออกมาใช้

ประธานาธิบดีทรัมป์ทวีตสนับสนุนนำน้ำมันสำรองออกมาใช้

8.รัฐมนตรีพลังงานของไทยชี้ยังไม่กระทบแต่มีแผนรองรับแล้ว

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน เผยว่าได้ประสานสอบถามไปยังบริษัท อารามโค และผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ ถึงผลกระทบทราบความว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุมได้ และอยู่ระหว่างสำรวจและประเมินความเสียหาย และยังไม่มีผลกระทบต่อการส่งออก เพราะโรงงานที่ถูกไฟไหม้อยู่ในบริเวณทะเลทรายจึงไม่มีผลกระทบต่อคลังน้ำมันที่เป็นแหล่งน้ำมันที่ป้อนให้กับทางกลุ่มบมจ.ปตท. (PTT) จึงยังไม่กระทบต่อการนำเข้าน้ำมันของไทย แต่มีแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินไว้เรียบร้อยแล้ว ภาพรวมประเทศมีปริมาณสำรองคงเหลือเพียงพอทั้งน้ำมันดิบสำรอง น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่ง และน้ำมันสำเร็จรูป โดยจะไม่เกิดการขาดแคลนในระยะสั้น

9.ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับซาอุดิ อารามโค

เป็นบริษัทพลังงานใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนหน้านี้ เพียง 5 วัน ในวันที่ 11 ก.ย. นายอามิน นาสเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทซาอุดี อารามโค ได้เปิดเผยถึงการที่บริษัทเตรียมนำหุ้นเข้าจดทะเบียนที่ตลาดหลักทรัพย์ริยาดห์และในต่างประเทศ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์ใด

การเสนอขายหุ้น IPO ของซาอุดิ อารามโค ถือเป็นการทำ IPO ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก โดยทางบริษัทคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้มากถึง 1 แสนล้านดอลลาร์จากการนำหุ้น 5% ของบริษัทออกเสนอขาย วอลล์สตรีท เจอร์นัลรายงานว่า การขายหุ้น IPO ดังกล่าวจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกจะเป็นการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของซาอุดีอาระเบียในปีนี้ และต่อมาจะมีการเสนอขายหุ้นในตลาดต่างประเทศในปี 2563 หรือ 2564

ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกต่างพากันยื่นข้อเสนอให้ซาอุดี อารามโคนำหุ้นมาจดทะเบียนในตลาดของตัวเอง โดยตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน และฮ่องกงถือเป็นตัวเก็งในช่วงแรก ทั้งทั้งสองตลาดต่างมี่ความเสี่ยงด้านการเมืองที่ไม่แน่นอน ส่วนตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กจะทำให้บริษัทมีความเสี่ยงทางด้านกฎหมายมากเกินไป เนื่องจากตลาดมีการคุมเข้มด้านการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน และมีกฎระเบียบห้ามบริษัทจดทะเบียนพัวพันกับการเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนการก่อการร้าย ล่าสุดโอกาสจึงไปตกอยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์โตเกียวมีแนวโน้มได้รับเลือกในการจำหน่ายหุ้น IPO ของบริษัท แต่ขณะนี้บริษัทยังไม่ได้ตัดสินใจในขั้นสุดท้าย และทุกทางเลือกยังคงมีความเป็นไปได้ และเจพีมอร์แกน เชส ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐเมื่อพิจารณาจากมูลค่าสินทรัพย์ จะคว้าสิทธิในการเป็นที่ปรึกษาหลักในการเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัทซาอุดี อารามโค ทั้งนี้ บริษัทซาอุดี อารามโค มีกำไร 1.111 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว โดยมากกว่ากำไรของบริษัทแอปเปิล อิงค์ถึง 2 เท่า ส่งผลให้บริษัทขึ้นแท่นบริษัทที่มีกำไรมากที่สุดในโลก


หน้าแรก / ตลาดเงิน - ตลาดทุน หุ้นกลุ่มน้ำมันเด้งรับข่าวถล่มโรงกลั่นน้ำมันมันซาอุ

หุ้นกลุ่มน้ำมันเด้งรับข่าวถล่มโรงกลั่นน้ำมันมันซาอุ

16 Sep 2019

หุ้นกลุ่มธุรกิจน้ำมัน ได้อานิสงค์จากข่าวบ่อน้ำมันใหญ่ที่สุดของโลกในซาอุฯ ถูกโดรนติดอาวุธโจมตี

ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาตร์ในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังจากเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยของซาอุดีอาระเบีย แจ้งว่าบ่อน้ำมันขนาดใหญ่ 2 แห่งของ บริษัทซาอุดี อารามโค ซึ่งเป็นบริษัทผลิตน้ำมันดิบใหญ่ที่สุดของโลกถูกโดรนติดอาวุธโจมตีก่อให้เกิดความเสียหายและต้องหยุดผลิตเป็นการชั่วคราว 

เหตุการณ์นี้หนุนให้ราคาน้ำมันดิบเช้าวันนี้พุ่งแรงกว่า 5.5-6$/bbl (+10%) เนื่องจากแหล่งผลิตน้ำมันดิบทั้ง 2 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมกันกว่า 8.45 ล้านบาร์เรลต่อวัน มากกว่า 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมดของซาอุฯ และคิดเป็น 5% ของกำลังการผลิตน้ำมันดิบของโลก การหยุดผลิตจะทำให้อุปทานน้ำมันดิบของโลกเข้าสู่ภาวะตึงตัวทันที (ต้องติดตามผลเสียหายที่เกิดขึ้นและระยะเวลาในการหยุดการผลิต) ส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มธุรกิจ น้ำมัน โรงกลั่นและ ปิโตรฯ โดยตรง

ด้านบริษัทหลักทรัพย์  (บล.)กรุงศรี เลือกหุ้น  PTTEP, TOP และ IVL เป็นหุ้น TOP pick และอีกตัวที่น่าสนใจวคือ PTTGC (ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบต้นทุนจะถูกกว่าแนฟทา)  ขณะที่หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ยังมีแรงกดดันจาก Bond yield ที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการเตรียมสภาพคล่องเพื่อซื้อหุ้นเพิ่มทุนหุ้น GPSC: อัตราส่วน 1 หุ้นเดิม ต่อ 0.8819 หุ้นเพิ่มทุน ราคา 56 บาท มูลค่า 7.4 หมื่นล้านบาท จ่ายชำระค่าหุ้น 30 ก.ย.- 4 ต.ค.19  จึงเป็นไปได้ที่จะเห็นการปรับพอร์ตการลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้าเพื่อเตรียมสภาพคล่องไว้สำหรับการจ่ายเงินเพิ่มทุนดังกล่าวกลุ่มโรงไฟฟ้าเลือก GPSC และ EA เป็น Top pick

บล. กสิกรไทย ประเมินเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดสภาวะอุปทานน้ำมันขาดตลาด เนื่องจากแต่ละประเทศจะมีการดึงน้ำมันจากคลังสำรองออกมาใช้ ดังนั้นมองว่าราคาน้ำมันจะไม่พุ่งสูงจนกระทบให้เศรษฐกิจชะลอตัว

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส  ระบุว่าหลัง Aramco บริษัทผลิตน้ำมันและก๊าซแห่งชาติ ซาอุฯถูกโดรนโจมตี เป็นบวกระยะสั้นกับหุ้นกลุ่มพลังงานและตลาดหุ้นไทย ที่มีน้ำหนักในกลุ่มนี้ 1 ใน 4 ของตลาด เนื่องจากสหรัฐกล่าวว่าจะเร่งผลิตน้ำมันขึ้นมาทดแทน

.......................................................

16 กันยายน 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน