*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5573
  • จำนวนผู้ชม : 3354239
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 19 กันยายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 300 , 19:20:17 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สิงห์นอกระบบ , vinitvadee โหวตเรื่องนี้

link @: ฝนถล่มแม่ฮ่องสอนหนัก เสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก-ดินโคลนถล่ม  

สวัสดีครับ

          จากข่าวอากาศที่ทะยอยรายงานออกมาเรื่อยๆ ภาวะน้ำท่วมยังจะมีอยู่ต่อไปอีก โดยฉะเพาะตอนบนของประเทศยังจะมีพายุ

ฝนต่อไปอีกหลายวัน ส่วนภาคอื่นๆก็อย่าเพิ่งวางใจเหมือนกัน เพราะยังจะมีมรสุมในประเทศเพื่อนบ้าน แล้วอาจจะเข้ามาทักทายคน

ไทยบ้างก็ได้

 

พยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้า

ระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2562 - 25 กันยายน 2562

การคาดหมาย ในช่วงวันที่ 19 - 21 ก.ย. บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางมีฝนเพิ่มขึ้น ส่วนภาคตะวันออก และภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนในช่วงวันที่ 22 - 25 ก.ย. บริเวณภาคกลางตอนล่างรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน มีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีฝนลดลง
สำหรับในวันที่ 19 ก.ย. บริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 20-25 ก.ย. บริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

 

ข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 19 - 21 ก.ย. ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทย ควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ โดยหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 19 ก.ย. 62

 

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ในช่วงวันที่ 19 - 21 ก.ย. ร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นมาพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศกัมพูชา ในขณะที่มีความกดอากาศสูงปกคลุมบริเวณประเทศลาวตอนบนและเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง มีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ทำให้บริเวณภาคใต้และภาคตะวันออกยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังปานกลาง ส่วนในช่วงวันที่ 22 - 25 ก.ย. บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่เข้ามาปกคลุมบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ร่องมรสุมเลื่อนลงมาผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้บริเวณภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน มีฝนฟ้าคะนองเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีฝนลดลง
ภาคเหนือ ในช่วงวันที่ 19 - 21 ก.ย. มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-20 กม./ชม.
ส่วนในช่วงวันที่ 22 - 25 ก.ย. มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10-30 ของพื้นที่ ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

 

อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส

 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงวันที่ 19-21 ก.ย. มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ส่วนในช่วงวันที่ 22 – 25 ก.ย. มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20-40 ของพื้นที่ ส่วนมากทางตอนล่างของภาค

 

ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

 

อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส

 

ภาคกลาง ในช่วงวันที่ 19 - 21 ก.ย. มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง

ส่วนในช่วงวันที่ 22 - 25 ก.ย. มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20-40 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนมากทางตอนล่างของภาค

 

อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

 

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง ตลอดช่วง

ในวันที่ 19 ก.ย. ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

 

ส่วนในช่วงวันที่ 20 - 25 ก.ย. ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

 

อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส

 

 ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) ในช่วงวันที่ 19 - 21 ก.ย. มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่

ส่วนในช่วงวันที่ 22 - 25 ก.ย. มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง

 

ในวันที่ 19 ก.ย. ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

 

ส่วนในช่วงวันที่ 20 - 25 ก.ย. ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

 

อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส

 

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) ในช่วงวันที่ 19 - 21 ก.ย. มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง
ส่วนในช่วงวันที่ 22 - 25 ก.ย. มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง

 

ในวันที่ 19 ก.ย. ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

 

ส่วนในช่วงวันที่ 20 - 25 ก.ย. ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

 

อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-32 องศาเซลเซียส

 

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง เกือบตลอดช่วง
อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

 

 

ข่าวทั่วไป

ลูกจ้างเฮ พ.ร.บ.ควบคุมโรคจากการทำงานฯ มีผลบังคับใช้แล้ว

วันที่ 19 กันยายน 2562 - 18:02 น.
เสี่ยหนู,พรบควบคุมโรคจากการทำงาน,คุ้มครอง,คุ้มครองลูกจ้าง

คุ้มครองลูกจ้าง "หมอหนู" เผย พ.ร.บ.ควบคุมโรคจากการทำงานและโรคจากมลพิษสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้วันนี้

          เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 62 - ที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งจัดขึ้นตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.ควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2562 และเป็นวันแรกที่ พ.ร.บ. มีผลใช้บังคับหลังการประกาศในราชกิจจานุเบกษา 120 วัน โดยมีผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อธิบดีกรมอนามัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ผู้แทนสำนักงานประกันสังคม และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ร่วมประชุม

         นายอนุทิน กล่าวว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะมีประโยชน์กับลูกจ้างเนื่องจากมีกลไกการเฝ้าระวัง การป้องกันและการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม “ตรวจจับ ฉับไว เตือนภัยเมื่อผิดปกติ” ช่วยให้ลูกจ้างหรือผู้ได้รับผลกระทบได้รับการดูแลและการตรวจสุขภาพได้รับการบริการบนมาตรฐานเดียวกัน กรณีมีเหตุสงสัย ผิดปกติ บุคลกรสาธารณสุขสามารถเข้าทำการตรวจสอบ/สอบสวนโรคหาสาเหตุได้ทันที เมื่อพบความเสี่ยงหรือพบผู้ป่วย สามารถส่งต่อวินิจฉัย รักษา อย่างทันท่วงที เนื่องจากปัจจุบันแนวโน้มและความรุนแรงของความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจากการทำงานและโรคจากสิ่งแวดล้อมสูงขึ้น ทั้งโรคจากการทำงานที่เกิดขึ้นทันทีหรือเกิดภายหลังจากการทำงานเป็นระยะเวลานาน และโรคที่เกิดแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรังจากมลพิษหรือสิ่งปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ทั้งจากธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์

         นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า การประชุมวันนี้ คณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบต่อร่างอนุบัญญัติจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. .... (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการในคณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมจังหวัดและคณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. .... และ (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2562 อันจะทำให้การจัดตั้งคณะกรรมการ ทั้งในระดับชาติและระดับจังหวัด รวมทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นไปอย่างสมบูรณ์ตามที่พระราชบัญญัติฯ กำหนดไว้.

ข่าวด่วน

อนุทิน สั่ง สธ.ลงใต้ แก้ปัญหาสุขภาพฝุ่น PM 2.5

วันที่ 19 กันยายน 2562 - 18:14 น.
อนุทิน,แก้ปัญหาฝุ่น,PM25,สั่ง สธลงใต้
Shares : 
 

เป็นห่วงประชาชน "อนุทิน" สั่ง สธ.ลงใต้ แก้ปัญหาสุขภาพจากฝุ่น PM 2.5 พร้อมสำรองหน้ากากอนามัยมอบพื้นที่เสี่ยง

          เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 62 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากปัญหาฝุ่น PM 2.5 ปกคลุมพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่ผ่านมาได้สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กในภาคใต้อย่างใกล้ชิด 

         ขณะเดียวกันยังสั่งการให้สำรองหน้ากากไว้แล้ว รอส่งมอบแก่พื้นที่ที่มีการร้องขอต่อไป โดยได้มอบหมายให้นายธนิตพล ไชยนันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในพรุ่งนี้ (20 ก.ย.) เพื่อติดตามการช่วยเหลือประชาชน สำหรับประชาชน หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอบ่อย หายใจลำบาก หายใจถี่ หรือวิงเวียนศีรษะ ให้รีบไปพบแพทย์ ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 

          นอกจากนั้น ภาครัฐได้เปิดช่องทางโซเชียลให้ประชาชนติดตามข่าวสาร และการป้องกันตัวเองจากฝุ่นละออง PM2.5 คือ “แอพลิเคชั่น air4thai” และเฟซบุ๊กเพจ “คนรักอนามัย ใส่ใจอากาศ PM2.5”

 

"ลุงตู่" ลุยน้ำท่วมอุบลฯ เว้าอีสานให้กำลังใจรอบ 2 คอหวยแห่ส่องทะเบียนรถ

ไทยรัฐออนไลน์19 ก.ย. 2562 17:32 น.
SHARE
 

ลูกอีสานเหมือนกัน "ลุงตู่" ลงพื้นที่น้ำท่วมอุบลฯ รอบ 2 พร้อมเว้าอีสานให้กำลังใจผู้ประสบภัย ขณะที่คอหวยไม่ลืมส่อง "เลขเด็ด" ทะเบียนรถ

วันที่ 19 ก.ย. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว บ้านหนองกินเพล ต.หนองกินเพล จ.อุบลราชธานี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เดินทางด้วยรถอัลพาร์ดสีขาว หมายเลขทะเบียน กข 2002 อุบลราชธานี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ บ้านหนองกินเพล อ.วารินชำราบ หนึ่งในพื้นที่ประสบอุทกภัยจากน้ำมูลไหลเอ่อล้นตลิ่ง เข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรเสียหายอย่างหนักของจังหวัดอุบลราชธานี

ขณะที่ นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ พร้อมกล่าวรายงานสถานการณ์ ซึ่งบรรยากาศในงานหลายหน่วยงานมาจัดซุ้มให้บริการอาหาร น้ำดื่ม กิจกรรมสันทนาการ ตัดผมฟรี จัดทีมแพทย์เคลื่อนที่มาตรวจสุขภาพผู้อพยพ และโรงครัวพระราชทาน คอยดูแลประชาชน

สำหรับจังหวัดอุบลราชธานี ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยอันเนื่องมาจาก พายุโพดุล และ คาจิกิ ทำให้เกิดฝนตกหนัก ตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา ทั้งหมด 25 อำเภอ 174 ตำบล 1,362 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 42,383 ครัวเรือน 159,692 คน อพยพ 19,833 คน พื้นที่การเกษตรจำนวน 639,556 ไร่ ประมง 1776.97 ไร่ ถนน 182 สาย สะพาน 27 สาย ฝาย 3 แห่ง วัด 98 แห่ง โรงเรียน 103 แห่ง รพ.สต. 9 แห่ง สถานที่ราชการ 13 แห่ง

ภายหลัง พลเอกประยุทธ์ ได้นั่งพูดคุยกับประชาชนว่าใจเป็นห่วงมาตลอดให้เตรียมการต่อเนื่อง ช่วงที่ผ่านมาอุบลราชธานีเจอทั้งพายุโพดุล คาจิก ฝนตกต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืนติดต่อกันหลายวัน "มันบ่เคยเกิดมาก่อน แมนบ่" จริงๆ เราเตรียมพื้นที่ทหารไว้ให้แต่ท่านบ่อยากไป มันไกลบ้านแม่นบ่ แต่ที่ทหารจะดีมีความสะดวกกว่า และหลังน้ำลดจะมีมาตรการการเยียวยา ซึ่งนายกพยายามพูดอีสานกับประชาชนตลอดเวลา โดยพูดอีกว่า ต่อให้มีพายุมาก็บ่กลัวแล้วเพราะมีรัฐบาลที่มีความห่วงใยของประชาชน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังพูดกับชาวบ้านอีกว่า "จะเกลียดใคร อย่าเกลียดเขาเลย เกลียดนายกฯก็พอ นายกฯมามีรอยยิ้ม เห็นรอยยิ้มชาวบ้านก็มีความสุข อาทิตย์หน้าต้องไปอเมริกาจึงรีบมาเยี่ยม แต่ รมต.ยังอยู่ดูแลพวกท่านต่อ" พร้อมทิ้งท้ายว่า "ตนเป็นลูกอีสานเหมือนกันเกิดโคราชแม่เป็นคนชัยภูมิไม่ว่าจะเกิดที่ใดล้วนเป็นคนไทยด้วยกัน รักกันไว้".

13 ปี รัฐประหาร "ทักษิณ" จากอกแผ่นดินแม่ ถึงก้มกราบผืนดิน สู่ เจ้าไร้ศาล

ไทยรัฐออนไลน์14 ก.ย. 2562 09:01 น.
SHARE
บทเรียน 13 ปี รัฐประหาร
 

13 ปี ผ่านไปไวเหมือนโกหก หากย้อนเวลากลับไป เมื่อ 19 ก.ย. 2549 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศในขณะนั้น) ตอนนี้ยศหายไปเหลือเพียงนายทักษิณ

หากจำกันได้ "ฟางเส้นสุดท้าย" ว่ากันว่า น่าจะเกิดจากกรณี ขายหุ้นชินคอร์ปของ ตระกูลชินวัตร-ดามาพงษ์ เป็นจุดแตกหักสำคัญ ทำให้ สนธิ ลิ้มทองกุล และ พลตรี จำลอง ศรีเมือง ประกาศจัดตั้งกลุ่มที่มีชื่อเรียกว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านรัฐบาล “ทักษิณ 2”

สถานการณ์การเมืองขณะนั้นอึมครึมมาก จนมีการประกาศ “ยุบสภา” เมื่อ 24 ก.พ. 2549 เพื่อมีการเลือกตั้งใหม่ โดยทุกฝ่ายคาดหวังว่า สถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่ผลการเลือกตั้ง 2 เม.ย. 2549 กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

นำมาซึ่งการฟ้องศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย ก่อนที่จะมีคำพิพากษา “ให้การเลือกตั้งเป็นโฆฆะ” และจัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งในวันที่ 15 ต.ค.2549 แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน 

ช่วงนั้นกระแสข่าว “รัฐประหาร” มีโชยมาตลอด ทำให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ในขณะนั้น ออกมาปฏิเสธกระแสข่าว"รัฐประหาร" แทบจะวันเว้นวัน เดือน ส.ค. 2549 มีการเคลื่อนย้ายรถถังจำนวนหนึ่งเข้ามาส่วนกลาง ทำให้กระแสแรงขึ้น จนถึง ผบ.ทบ.ออกคำสั่ง 19 ก.ค.2549 สั่งโยกย้ายนายทหารระดับคุมกำลัง 129 นาย ซึ่งหลายคนต่างกล่าวถึงคำสั่งนี้ว่า เป็นการ “ถอดเขี้ยวเล็บ ตท.10” เลยทีเดียว

สถานการณ์ดูใกล้จะรุนแรงมากขึ้น เมื่อทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและกลุ่มเห็นต่าง นัดรวมตัวชุมนุมใหญ่ แสดงพลังกันทั้ง 2 ฝ่าย ในที่สุด 19 ก.ย. 2549 ผู้นำเหล่าทัพจึงได้เข้ายึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จ

• เช้า 19 ก.ย. 49 – สถานการณ์ยังคงปกติเหมือนเช่นทุกวัน แต่กระแสเรื่องของการทำรัฐประหารแรงมากขึ้น

• ที่เวที่พันธมิตร นายสุริยะใส กตศิลา ขึ้นแถลงการณ์รายละเอียดการนัดชุมนุมใหญ่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ในวันที่ 20 ก.ย. 2549

• 08.00 น. มีการเรียกประชุมฝ่ายความมั่นคง โดย พล.ท.ปรีชา วรรณรัตน์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์แจ้ง พล.อ.สนธิ แต่ไม่มีผู้นำเหล่าทัพคนใดเข้าร่วมประชุมดังกล่าว เหตุผลคือ การเรียกประชุมนั้น “กระชั้นชิดเกินไป”

• ตอนสาย เริ่มมีกระแสข่าวว่า เย็นนี้จะมีทหารบางส่วนจากลพบุรีเข้ากรุงเทพฯ และเสียงโทรศัพท์ในฟากฝั่งของ เตรียมทหาร รุ่น 10 เริ่มกริ๊งกร๊างหากัน หลังจากการประชุมความมั่นคงในช่วงเช้า “ล่ม”

• พ.ต.ท.ทักษิณ นายกฯ ในขณะนั้น กำลังร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 16 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้กล่าวสุนทรพจน์มีใจความว่า ประเทศไทยยังคงมีประชาธิปไตยที่แข็งแรงอยู่

• พล.อ.สนธิ ผบ.ทบ. ยืนยัน กองทัพมีความพร้อมรับมือ “ม็อบชนม็อบ” มีแผน “ปฐพี149” 2 ขั้นตอน คือ 1. เตรียมพร้อมในที่ตั้ง 2. นำกำลังพลออกนอกหน่วยปฏิบัติภารกิจ

• กองทัพแจ้งว่า เป็นการเคลื่อนย้ายเพื่อสับเปลี่ยนกำลังในภารกิจ 3 จังหวัดชายแดนใต้

• 18.00 น. กระแสข่าวลือรุนแรงขึ้น หลังจากข่าวของการเคลื่อนกำลังทหารจำนวนมาก และกระแสข่าวชัดเจนขึ้นว่าจะเป็นการผลงานของขั้วตรงข้าม “ทักษิณ ชินวัตร”

• 18.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ แจ้งเลื่อนการกลับไทยเร็วขึ้น จากกำหนดเดิมวันที่ 22 ก.ย. เป็น 21 ก.ย. เวลา 05.00 น.

• 21.00 น. มีรายงานแจ้งว่า มีรถ OB ของทาง ททบ.5 วิ่งบนถนน โดยไม่ทราบพิกัดเป้าหมายปลายทางว่าไปยังที่ใด

• 21.30 น. สัญญาณมา! เมื่อ ททบ.5 ล้มผังรายการปกติ เปิดเพลงต่างๆ ที่ผิดไปจากปกติ

• 22.00 น. มีรายงานเข้ามาถึงความเคลื่อนไหวที่ถนนราชดำเนิน ว่า มีขบวนรถถังออกมาวิ่งบนถนน ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน โทรทัศน์ช่อง 9 อสมท ได้ตัดเข้ารายการสดผ่านทางโทรศัพท์ใจความว่า นายกฯ สั่งปลด พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. แต่ยังไม่ทันกล่าวจบ สัญญาณก็ตัดภาพไป พร้อมทหารเริ่มเต็มถนนต่างๆ

• 22.30 น. สถานีโทรทัศน์เริ่มทยอยตัดภาพเข้าสู่รายการพิเศษ ซึ่ง ณ เวลานั้น เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า มีการทำรัฐประหารเรียบร้อยแล้ว

• 23.15 น. พล.ต.ประภาส ศกุนตนาค อดีตโฆษก ททบ.5 อ่านแถลงการณ์คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. พร้อมประโยคที่หลายคนจำกันได้ไม่ลืมคือ “โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง”

มูลเหตุการตัดสินใจทำรัฐประหาร คือการระบุว่า มีการทุจริตผลประโยชน์ทับซ้อน การใช้อำนาจในทางมิชอบ การละเมิดจริยธรรมคุณธรรมของผู้นำประเทศ การแทรกแซงระบบการตรวจสอบทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ข้อผิดพลาดเชิงนโยบายที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิเสรีภาพ และการบ่อนทำลายความสามัคคีของคนในชาติ

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์จากหลายฝ่ายชี้ให้เห็นว่า ยังมีสาเหตุอีกบางประการนอกเหนือจากเหตุผลของ คมช. ที่นำมาสู่รัฐประหาร เช่น ความขัดแย้งทางอำนาจที่เห็นได้จากการโยกย้ายนายทหารประจำปี และความขัดแย้งระหว่างนายกฯ และประธานองคมนตรีในขณะนั้น 

ต่อเนื่องมาที่ วีรกรรมที่ นายทักษิณ กระทำ แล้วอยู่ในความทรงจำคนไทยทั้งประเทศไม่มีวันลืม คือ "ก้มกราบแผ่นดิน" เมื่อเจ้าตัวได้เดินทางกลับประเทศไทย เมื่อ 28 ก.พ. 2551 ที่ "สนามบินสุวรรณภูมิ" ทันทีเมื่อเท้าสัมผัสแผ่นดินแม่ หรือมีบางสื่อฯ ในขณะนั้นรายงานถึงขั้น "ก้มลงจูบแผ่นดิน" ด้วยซ้ำ

จนมาถึงวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องขออนุญาต "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" เดินทางออกนอกประเทศไปเมื่อ 31 ก.ค. 2551 โดยระบุว่า จะเดินทางไปชมมหกรรมแข่งขันกีฬา "โอลิมปิกเกมส์" ที่กรุงปักกิ่ง แล้วจะเดินทางกลับมาไทยวันที่ 11 ส.ค. ในปีเดียวกัน แต่แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่ได้เดินทางกลับมาสู่ผืนแผ่นดินแม่อีกเลย และหากนับวันนั้นจนถึงวันนี้ 13 ปีเต็ม 

เมื่อมาถึงวันนี้ก็ต้องยอมรับว่า ความหวังในการกลับไทยแบบ "เท่ๆ" อย่างที่ "นายทักษิณ" เคยประกาศไว้ ดูเหมือนเลือนลางลงไปทุกที จนแทบมองไม่เห็นแล้ว....

 

”ชวน” ระดมทุน 7.75 แสนในนาม"รัฐสภาไทยรวมใจช่วยน้ำท่วม"ช่วย 31 จังหวัด

 

“อิสระ” เผย ”ชวน” ระดมทุน 7.75 แสน ช่วย 31 จ.น้ำท่วม 20 ก.ย. จัดงานรัฐสภาสู้น้ำท่วม 23-24 ก.ย. ไป จ.อุบลราชธานี เยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชน

วันที่ 19 ก.ย. นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มอบหมายให้คณะทำงานเดินทางไปยังกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก และภาคเหนือ โดยมอบหมายให้ น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ เป็นหัวหน้าคณะเดินทางไปยังจังหวัดปราจีนบุรี และสระแก้ว และ น.ส.พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล เป็นหัวหน้าคณะไปยังจังหวัดแพร่ และน่าน เพื่อเยี่ยมเยียนครอบครัวผู้ประสบอุทกภัย และมอบเงินช่วยเหลือ จังหวัดละ 25,000 บาท 31 จังหวัด รวม 775,000 บาท โดยคณะผู้แทนประธานสภาผู้แทนราษฎร จะได้เดินทางต่อเนื่องไปยังจังหวัด ตราด ลำปาง กระบี่ ระนอง ชุมพร เพื่อมอบเงินช่วยเหลือให้ครบจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ

นายอิสระ กล่าวต่อว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นายชวนพร้อมคณะเดินทางกระจายไปยังกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนล่างในสัปดาห์ก่อนเพื่อมอบเงินช่วยเหลือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะเดินทางไปอุบลราชธานี อีกครั้งหนึ่ง เพื่อเยี่ยมเยียนครอบครัวผู้ประสบภัย ในวันที่ 23-24 ก.ย.นี้

นอกจากนี้ นายชวน ตัวแทนพรรคการเมือง 5 พรรค และวุฒิสมาชิกจะเข้าร่วมรายการถ่ายทอดสด "รัฐสภาพร้อมใจ สู้ภัยน้ำท่วม" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ดิจิทัล ช่อง10 วิทยุรัฐสภา 86.5 MHz และ 14 เครือข่าย ทั่วประเทศ ในวันที่ 20 ก.ย. นี้ ตั้งแต่เวลา 20.30 น.เป็นต้นไป เพื่อขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย ร่วมส่งความห่วงใยจากใจกับรัฐสภาไทยพร้อมกัน

ข้างในอันตรายกว่า!

ไทยรัฐฉบับพิมพ์10 ก.ย. 2562 05:01 น.
SHARE
 

ให้อารมณ์บาดลึก เชือดเฉือนความรู้สึกกันแบบ “ซาดิสม์” นิดๆกับภาพที่ “การ์ตูนิสต์” ดัง นำเสนอผลงานภาพ “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังโชว์เมนูหรู กินปูทะเลฉลองกับพี่ชายอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อย่างมีความสุข

คดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี แก้คำพิพากษาให้จำคุกนายบุญทรง จำเลยที่ 2 เพิ่มอีก 6 ปี

รวมโทษจำคุกนายบุญทรงจากโทษเดิม 42 ปี เป็นจำคุกทั้งสิ้น 48 ปี

ขณะที่นายเดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ บุตรชายนายบุญทรง ให้สัมภาษณ์น้ำตาคลอ ยอมรับพ่อค่อนข้างช็อกกับผลคำพิพากษา แต่ต้องยอมรับ เพราะถือว่าได้โอกาสพิสูจน์ตัวเองครั้งที่สอง ก็ดีมากแล้ว

มันคือ “วิบากกรรม” ที่สุดเจ็บปวดของคนตระกูล “เตริยาภิรมย์”

และเหนือไปกว่านั้น มันคือภาพเตือนใจบรรดา “หน่วยกล้าตาย” แทน “นายใหญ่” เห็นกันชัดๆ บทสุดท้ายของพวกที่ยอมเสี่ยงทุ่มสุดตัว ชนิดที่เอาตัวเข้าปกป้องด้วยประโยคสั้นๆ“กูพูดไม่ได้”

“บุญทรง” เลยต้องแบกรับชะตาหนักๆไปอีก 45 ปี

เรื่องของเรื่อง มันก็อย่างที่ “จอมแสบ” อย่างนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เปิดเผยว่า ตอนอยู่ในเรือนจำได้คุยกับนายบุญทรงที่ต่างไปเป็นคนละคนกับตอนอยู่สภาฯ และโดยประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากยังเชื่อว่านายบุญทรงจะไม่ใช่รัฐมนตรีคนสุดท้ายที่เข้าคุก

พร้อมทั้งเตือนพวกนักการเมืองกลุ่มเสี่ยงทั้งหลาย ให้หัดนับวันลดหย่อนผ่อนโทษกันไว้

เพราะอาจต้องไปนับโทษในคุกเร็วๆนี้

ในห้วงสถานการณ์ที่สงครามพลิกขั้วอำนาจรอบใหม่กำลังตั้งป้อมลุยกันอีกรอบ ตามยุทธการเดินหน้ารื้อรัฐธรรมนูญฉบับ “ยันต์กันทักษิณ” ที่กำลังโหมโรงคึกคัก

อย่างไรก็ตาม ประเมินจากผล “นิด้าโพล” ล่าสุดกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ไม่อินไปกับมุกที่ “เสี่ยคลอสเตอร์” นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้นำฝ่ายค้าน กับ “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

ผลิตซ้ำวาทกรรม เศรษฐกิจแย่ ต้องแก้รัฐธรรมนูญ

ถึงวันนี้ชาวบ้านรู้ทัน แยกแยะออกระหว่าง “คนด่า” กับ “คนลงมือทำ” มันเหนื่อยยากต่างกัน

จุดสำคัญมันยังอยู่ที่เนื้องานที่สัมผัสจับต้องได้เมื่อเทียบกับเสียงวิจารณ์ลอยๆ โดยเฉพาะกับบทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะเบอร์หนึ่งนั่งหัวโต๊ะ ครม.เศรษฐกิจ ที่ส่งซิกเปิดสัญญาณให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เดินหน้าลุยอัดโปรโมชัน

เพิ่มปัจจัยดึงดูดนักลงทุนที่ย้ายฐานการผลิตหนีสงครามการค้า

ไล่บี้พวกขวางคลอง ทะลวงจุดที่เป็นอุปสรรค เปิดทางทีมหาเงินเข้าประเทศ

ล่าสุดนายสมคิด ได้เป็นประธานลงนามความร่วมมือการลงทุนและส่งเสริมสตาร์ตอัพ ขับเคลื่อน บริษัทอินโนสเปซ (ประเทศไทย) เพื่อเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมสตาร์ตอัพไทยและยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและสตาร์ตอัพของอาเซียนในอนาคต

“บิ๊กตู่” ใช้อำนาจเด็ดขาด ผ่าน “สมคิด” ที่เชี่ยวเชิงยุทธศาสตร์ทันโลก

นี่คือจุดที่ ครม.เศรษฐกิจของรัฐบาลยังสามารถประคองตัว เดินหน้าฝ่ามรสุมสงครามการค้าได้ ท่ามกลางทุ่นระเบิด

ทางการเมืองภายใน และขีปนาวุธ “fake news” ยุคข่าวลวง ข่าวปลอม

ถ้าไม่แกร่งจริง เศรษฐกิจพังพาบตามแรงเตะตัดขา “บิ๊กตู่” นานแล้ว

แนวโน้มแรงปะทะจากแนวร่วมทีมดูไบ วาทกรรมเศรษฐกิจแย่ต้องแก้รัฐธรรมนูญยังจุดไม่ติด

ปมล่อแหลมจริงๆในเชิงเศรษฐกิจของรัฐบาล “ประยุทธ์ ภาค 2” ณ นาทีนี้ มันแฝงอยู่ที่สถานการณ์ตามธรรมชาติของรัฐบาลผสมมากกว่า ในอารมณ์ที่ต่างพรรคต่างยึดเอากระทรวงในโควตาสนองยุทธศาสตร์การหาเสียงของตัวเองเป็นหลัก มากกว่าเดินตามยุทธศาสตร์ภาพรวมของประเทศ

ดึงคะแนนนิยม สะสมคลังกระสุน ตุนเสบียงเลือกตั้ง

ตามจังหวะชัดๆ กับปฏิบัติการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง โดยเฉพาะในกระทรวงคมนาคม ที่อธิบดีกรมสำคัญที่คุมเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่คืบหน้าไปมากในยุครัฐบาล “ประยุทธ์ ภาค 1” โดยไร้ข่าวทุจริตคอร์รัปชันหัวคิว มาถึง “รัฐบาลประยุทธ์ ภาค 2” ถูกสลับที่สลับทาง โดยที่ “บิ๊กตู่” นั่งมองตาปริบๆ

นั่นจึงทำให้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันหันกลับมาเฝ้าจับตาไม่กะพริบ

มันคือปรากฏการณ์อันตรายที่ “บิ๊กตู่” ต้อง “เด็ดขาด” สกัด “วาระเสี่ยง” ในด่าน ครม.เศรษฐกิจ

ขืนพลาด ปล่อยให้โดนจับทุจริต มันหมายถึงจุดจบรัฐบาล

พังได้ทั้งเกมในสภา หรือโดน “แอ่นแอ๊น” อัปเปหิ.

ทีมข่าวการเมือง

 

ลุงเคราะห์ร้าย ขับรถขึ้นดอย ไม้ใหญ่ 100 ปี ล้มทับดับ ป้าบาดเจ็บ

ไทยรัฐออนไลน์19 ก.ย. 2562 18:44 น.
SHARE
 

ลุงกับป้า สามีภรรยาชาว อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ขับรถขึ้นดอยจะกลับบ้าน เคราะห์ร้าย ต้นไม้ใหญ่ขึ้นมานานนับ 100 ปี ล้มทับกลางรถ ลุงคนขับตายคาที่ ป้านั่งข้างอาการสาหัส  วลา 15.20 น. วันที่ 19 ก.ย.62 ร.ต.อ.กุศล มีกลิ่น รอง สว.(สอบสวน) สภ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มทับรถยนต์ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตติดอยู่ภายในรถ เหตุเกิดบริเวณถนนใกล้กับวัดบ้านเหล่า ทางหลวงชนบท ชม.4024 ม.5 ต.เมืองก๋าย อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะ ยี่ห้อไฮลักซ์ วีโก้ สีเทาดำ หมายเลขทะเบียน ผย 2122 เชียงใหม่ ถูกต้นไม้ล้มทับพาดบริเวณห้องผู้โดยสาร สภาพรถพังเสียหายทั้งคัน ขณะเดียวกันพบว่ามีร่างผู้ประสบเหตุ 2 ราย หมดสติติดอยู่ภายในรถ เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เร่งนำอุปกรณ์ตัดถ่างเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงจึงสามารถนำตัวคนเจ็บเป็นหญิง ซึ่งเป็นคนโดยสารออกมาได้ 1 ราย ก่อนรีบปฐมพยาบาลและนำส่งโรงพยาบาลแม่แตงทันที ส่วนผู้ประสบเหตุอีก 1 ราย เป็นคนขับ เสียชีวิตภายในซากรถ ทางเจ้าหน้าที่ได้นำร่างออกมาอย่างทุลักทุเล

จากการสอบสวน ทราบชื่อผู้ประสบเหตุทั้ง 2 ราย ฝ่ายชายที่เสียชีวิตคือ นายอุดม รักดี อายุ 61 ปี ที่อยู่ 913/2 ต.เมืองก๋าย อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เป็นคนขับและสามี ฝ่ายหญิงที่บาดเจ็บคือ นางทองศร รักดี อายุ 56 ปี ภรรยา โดยก่อนเกิดเหตุสองสามีภรรยาได้ขับรถกลับจากไปซื้อปุ๋ย เพื่อจะนำไปใส่สวน จากตัวอำเภอแม่แตงขับมาตามถนนสายดังกล่าว ถึงบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นจุดที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่ริมทาง จู่ๆ ต้นไม้เกิดล้มลงมาอย่างกะทันหัน เป็นช่วงที่รถของทั้งคู่กำลังจะขับผ่าน แต่ยังไม่ทันไรต้นไม้ล้มลงมาทับรถอย่างจัง  เป็นเหตุทำให้สามีซึ่งเป็นคนขับเสียชีวิตคาที่ ส่วนภรรยาที่นั่งมาเบาะด้านข้างอาการสาหัส

ส่วนสาเหตุที่ต้นไม้ล้มลงมานั้น น่าจะเกิดจากการที่มีฝนตกหนักก่อนหน้านี้ทำให้ดินชุ่มน้ำและอุ้มน้ำไว้มาก ประกอบกับต้นไม้มีขนาดใหญ่ มีอายุอยู่มานานนับ 100 ปี ถูกกัดเซาะโคนรากจึงทำให้ล้มลงมาในที่สุด.

 

........................................................

19 กันยายน 2562

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน