*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5899
  • จำนวนผู้ชม : 3573627
  • จำนวนผู้โหวต : 1716
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1716 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 394 , 15:23:05 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ขณะนี้เราประชาชนก็ต้องคอยดูมาตรฐานของป.ป.ช.ในการตีราคาเหล็กไหล เพราะเป็นของใหม่ที่ไม่เคยมีเรื่องอย่างนี้มาก่อน

และผู้ครอบครองก็อ้างอย่างเลื่อนลอย ว่ามีคนมาขอซื้อด้วยราคาเท่านี้ ตนก็เลยยึดถือราคานี้ จึงเกิดเป็นคำถามตามมาว่า ทำไมยุคนี้จึง

มีส.ส.ขาดคุณภาพมากถึงเพียงนี้

 

 

 

'วิษณุ'ชี้ปมตั้งราคาเหล็กไหลเว่อร์ อยู่ที่ป.ป.ช.ตีราคา-ย้ำหากไม่เชื่อต้องพิสูจน์

'วิษณุ'ชี้ปมตั้งราคาเหล็กไหลเว่อร์ อยู่ที่ป.ป.ช.ตีราคา-ย้ำหากไม่เชื่อต้องพิสูจน์

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 14.06 น.
 
 

“วิษณุ” ชี้กรณีตั้งราคา “เหล็กไหล” เว่อร์ อยู่ที่ป.ป.ช.ตีราคา ย้ำหากไม่เชื่อก็ต้องพิสูจน์ เผยหากผลออกมาแจ้งเท็จ ก็ถือว่ามีความผิด ระบุกรณี “มนัญญา” อ้างได้รับยกเว้นไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ต้องให้ป.ป.ช.ชี้ ยันอะลุ่มอล่วย-ยื่นย้อนหลังได้ หากมีข้อสงสัยที่มีเหตุผล

วันที่ 23 กันยายน 2562 เวลา 12.30 น. ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ที่มีมูลค่าเกินจริง จะมีผลอะไรต่อเจ้าตัวหรือไม่ว่า ตนไม่แน่ใจ แต่นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป.ป.ช.ออกมาให้ความเห็นถูกต้องว่า อันดับแรกต้องดูก่อนว่าของนั้นเป็นของจริงหรือไม่จริง มูลค่านั้นบางทีมันแล้วแต่ใจคนจะกำหนด แต่ก็แล้วแต่ว่าเป็นของจริงหรือไม่จริง ถ้าของไม่จริง แล้วไปตีราคาเว่อร์เกินไปก็คงไม่ได้ แต่ถ้าของจริงจะตีราคาเว่อร์หรือไม่เว่อร์ก็ค่อยเอาผู้เชี่ยวชาญมาดู ซึ่งก็เป็นดุลพินิจของป.ป.ช.ว่าจะเชื่ออย่างไร

“ในอดีตเคยมีอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง (นายนิพัทธ พุกกะณะสุต) ที่มีเหรียญรัชกาลที่ 5 และมีการตีราคาขายไป 30 กว่าล้าน แต่ป.ป.ช.ไม่เชื่อในราคานี้ เพราะดูราคาในท้องตลาดแล้วมันไม่ใช่” นายวิษณุ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีเหล็กไหล จะนำราคาท้องตลาดจากตรงไหนมาเป็นตัววัด นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ก็คงไปเหนื่อยที่ป.ป.ช.เอง เจ้าของจะกำหนดอย่างไรก็ช่างเขา แต่คนที่สงสัยก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าราคามันเป็นอย่างไรกันแน่ เมื่อถามว่าการตั้งราคาที่เกินจริงจะเกี่ยวกับการฟอกเงินหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่ทราบ 

เมื่อถามว่าหากผลออกมาปรากฎว่าเกินจริงและชี้แจงทรัพย์สินเป็นเท็จ จะมีผลอะไรตามมาหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า แน่นอน ตามกฎหมายป.ป.ช.ก็มีอยู่แล้ว ถ้าแจ้งเท็จก็ถือว่ามีความผิด แต่จำไม่ได้แล้วว่าจะต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ “ขอสื่อช่วยย้ายไปถามป.ป.ช.หน่อย รู้สึกอะไรๆ ก็มาลงที่ไทยคู่ฟ้าหมด”

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีทนายความประจำตัวของ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงถึงการที่ น.ส.มนัญญา ยังไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและต่อ ป.ป.ช. เนื่องจากพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ไม่พ้น 1 เดือนก่อนเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณรับตำแหน่งรมช.เกษตรฯ จึงเข้าข่ายได้รับการยกเว้น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 105 ว่า เรื่องนี้ต้องให้ป.ป.ช.เป็นคนชี้ ซึ่งกฎหมายได้บอกไว้จริงว่าคนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากดำรงตำแหน่งใหม่ภายใน 1 เดือนก็ไม่ต้องยื่น แต่ต้องยื่นตอนออกจากตำแหน่งอยู่ดี จึงตอบไม่ถูกว่าตำแหน่งนายกเทศมนตรีเป็นตำแหน่งที่มาต่อกับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ ซึ่งไม่น่าจะลำบากอะไร สามารถไปดูมาตรฐานว่าคนที่เคยดำรงตำแหน่งในท้องถิ่นแล้วมาเป็นส.ส.เขาต้องยื่นหรือไม่ หากพบว่าตำแหน่งไม่ต่อกันก็ต้องยื่น 

เมื่อถามว่า ขณะนี้ล่วงเลยกำหนดเวลาในการยื่นบัญชีมาแล้ว จะส่งผลกระทบอะไรหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ก็กระทบ แต่อย่างไรเสียก็ต้องยื่น ตนคิดว่าเรื่องนี้อาจทำหนังสือแจ้ง ป.ป.ช.ได้ว่า เมื่อวินิจฉัยว่าต้องยื่น ก็พร้อมจะยื่นย้อนหลังไป ซึ่งเขาก็อะลุ่มอล่วยกันอยู่แล้วทั่วไปทุกคน โดยเรื่องนี้ถือเป็น reasonable doubt หรือความสงสัยที่มีเหตุผล และเข้าใจว่าก่อนหน้านี้ก็เคยมีการถามกัน โดยคนที่เป็นส.ว.เคยถามว่าหากเคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)แล้ว จะต้องยื่นบัญชีหรือไม่ เพราะถือเป็นคนละสภา ซึ่งป.ป.ช.ก็ชี้แจงว่าไม่เป็นไร เพราะเป็นตำแหน่งทางการเมืองที่อยู่ในมาตราเดียวกัน ทั้งนี้ ทุกคนที่ได้รับยกเว้นเรื่องนี้ ก็ยื่นบัญชีตามกฎหมายป.ป.ช.ฉบับเก่าทั้งสิ้น เนื่องจากกฎหมายใหม่เพิ่งประกาศใช้เมื่อปี 2561 นี่เอง

'วิษณุ'ปัดตอบปมเงินกู้พรรคอนค.หวั่นโดนถูกครหาชี้นำ

'วิษณุ'ปัดตอบปมเงินกู้พรรคอนค.หวั่นโดนถูกครหาชี้นำ

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 14.07 น.
 
 

"วิษณุ"ปัดตอบปมเงินกู้พรรคอนค. หวั่นโดนถูกครหาชี้นำ บอกหากกฎหมายเขียนไม่ครอบคลุมแล้วส่งผลร้าย ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 23 กันยายน 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ให้พรรคอนาคตใหม่ กู้เงิน 191 ล้านบาทเศษ ว่า ตนไม่ตอบว่าทำได้หรือไม่ เพราะขณะนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบอยู่ หากพูดอะไรจะกลายเป็นการชี้นำ โดย กกต.ต้องสืบพยานให้รู้แน่ว่ามันคืออะไร ซึ่งไม่ใช่การตัดสินโดยใช้ดุลยพินิจ เพราะหากเป็นดุลยพินิจจะชี้ซ้ายหรือขวาก็ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง เรื่องนี้มันอาจจะไม่ผิดก็ได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหม่ เพราะกฎหมายเดิมเรื่องการเงินไม่ได้รัดกุมเท่ากับปัจจุบัน และไม่ทราบว่าการกู้เงินจะถือเป็นรายได้หรือไม่ กกต.เขาคงดูประเด็นนี้อยู่ และทางกฎหมายกับทางบัญชีกำหนดเรื่องเงินกู้ต่างกัน

เมื่อถามว่า หากผลวินิจฉัยเป็นลบต่อพรรคอนาคตใหม่ จะเกิดอะไรขึ้น นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่รู้ หากตนตอบจะกลายเป็นการชี้นำว่าผลเป็นลบ เรื่องนี้ไม่ว่าการวินิจฉัยจะออกมาอย่างไรจะถือว่าเป็นประโยชน์ เพราะมาตรฐานมันจะเกิดขึ้นมา

เมื่อถามย้ำว่า หากผลเป็นลบขึ้นมา จะต้องมีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ใหม่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า หากเหตุเกิดภายใน 1 ปีหลังเลือกตั้งต้องคำนวณใหม่ โดยจะเอาคะแนนมาคิด ส.ส.บัญชีรายชื่อ ใหม่ทั้งหมด ซึ่งอาจจะกระทบบ้าง แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องของการทุจริต เช่น ส.ส.ลาออก ที่เขต 5 จ.นครปฐม หรือ ส.ส.ขาดคุณสมบัติ เพราะต้องคำพิพากษา ไม่ต้องคำนวณใหม่

เมื่อถามว่า เรื่องรายได้พรรคการเมือง ที่กำหนดไว้ในมาตรา 62 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ไม่ได้ระบุเรื่องกู้ยืมเอาไว้ ในทางกฎหมายแล้ว จะต้องยกประโยชน์ให้จำเลยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า มันได้ทุกทาง ถ้ากฎหมายไม่เขียนไว้แล้วเป็นผลร้ายก็ต้องยกประโยชน์ แต่ถ้าไม่เขียนและเทียบเคียงได้ก็ต้องวินิจฉัย ต่อข้อถามว่า การยุบพรรคร้ายถือเป็นผลร้ายหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นผลร้าย ทำไมจะไม่เป็น ร้ายยิ่งกว่าอะไร

ปชช.แห่ลงทะเบียน'ชิมช้อปใช้'วันแรกคึกคัก 'อุตมม'สั่งดูแลใกล้ชิดหลังระบบล่าช้า

ปชช.แห่ลงทะเบียน'ชิมช้อปใช้'วันแรกคึกคัก 'อุตมม'สั่งดูแลใกล้ชิดหลังระบบล่าช้า

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 14.03 น.
 
 

ปชช.แห่ลงทะเบียน"ชิมช้อปใช้"วันแรกคึกคัก "อุตมม"สั่งดูแลใกล้ชิดหลังพบระบบล่าช้า แนะวางแผนท่องเที่ยวให้ดี มั่นใจกระตุ้นเศรษฐกิจได้

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หลังจากเปิดโครงการชิม ช้อป ใช้ เป็นวันแรกผ่านเว็บไซต์ "www.ชิมช้อปใช้.com" พบว่ามีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนต่อโครงการ ซึ่งรัฐบาลเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะสนับสนุนการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศจากการท่องเที่ยว รวมถึงช่วยกระจายรายได้อย่างยั่งยืน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ทำให้เม็ดเงินหมุนหลายรอบ อย่างไรก็ตาม ในการลงทะเบียนวันแรกอาจจะมีปัญหาบ้าง เนื่องจากมีผู้ให้ความสนใจอย่างมาก

ทั้งนี้ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ ฝ่ายไอที กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบเพื่อรองรับการเข้าใช้บริการที่เยอะและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยจะมีการนำระบบ Cloud หรือระบบอื่นๆ ที่จะทำให้การดำเนินงานเสถียรขึ้นมาให้บริการประชาชน

นายธนกร กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวเปิดให้ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ โดยจำกัดวันละ 1 ล้านคน จากจำนวนผู้จะได้รับสิทธิ์ทั้งสิ้น 10 ล้านคน เมื่อลงทะเบียนเสร็จสมบูรณ์ ภายใน 3 วัน จะได้รับ SMS และอีเมลยืนยัน แต่หากท่านลงทะเบียนได้ แต่เกินคนที่ 1 ล้านในแต่ละวัน ระบบจะส่งข้อความแจ้งทันทีว่า จำนวนการลงทะเบียนเต็มแล้วสำหรับวัน และสามารถลงทะเบียนใหม่อีกครั้งในวันถัดไป ซึ่งหากดูจากจำนวนการลงทะเบียนวันละ 1 ล้านคนแล้ว หมายความว่า ท่านสามารถไปลงทะเบียนได้อีกราว 9 วัน จึงอยากจะให้ประชาชนวางแผนการท่องเที่ยวให้ดี และทยอยกันลงทะเบียน เพราะเมื่อลงทะเบียนแล้วผู้ได้รับสิทธิ์จะต้องใช้จ่ายภายใน 14 วัน (27 ก.ย. - 30 พ.ย.62) หากไม่ใช้จ่ายเงินภายในเวลาที่กำหนด จะไม่สามารถใช้ได้อีก

‘หญิงหน่อย’เย้ยรัฐบาลไร้เสถียรภาพ เล็งขุดกม.ฟันผิดใช้เงินดูดส.ส.เข้าฟาร์มงูเห่า

‘หญิงหน่อย’เย้ยรัฐบาลไร้เสถียรภาพ เล็งขุดกม.ฟันผิดใช้เงินดูดส.ส.เข้าฟาร์มงูเห่า

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 14.03 น.
 
 

“สุดารัตน์” โต้ 20 ส.ส.ย้ายขั้วเย้ยรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ต้องดิ้นรนทุรนทุราย เพาะฟาร์มงูเห่า ลั่น โชคดีคนเพื่อไทยมีอุดมการณ์ไม่ทรยศประชาชน เตรียมเอาผิดผู้เสนออามิสสินจ้างให้ ส.ส. 

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562  ที่พรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์ชาติพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกระแสข่าว 20 ส.ส.ของพรรคเตรียมย้ายไปพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)หรือไม่ว่า เป็นความพยายามมาตลอดของรัฐบาลที่มาจากกลไกผิดปกติ เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำมีพรรคร่วมรัฐบาล 20 พรรค เสถียรภาพไม่มี ก็ต้องดิ้นรนทุรนทุรายทุกอย่าง ที่จะพยายามสืบทอดอำนาจต่อให้ได้  ดังนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ตั้งแต่วันแรกที่เลือกตั้งจบก็มีความพยายาม ที่จะเพาะฟาร์มงูเห่าก็ทำมาหลายครั้ง ทั้งการพยายามใช้เงิน มีการข่มขู่เอาคดีไปให้ว่า ถ้าไม่ย้ายพรรคจะโดนคดี และหลังเลือกตั้งก็พยายาม จะเพาะฟาร์มงูเห่าต่อพยายามเสนออามิสสินจ้าง 

“เป็นความพยายามอยู่ทุกวี่ทุกวันของรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำได้มาด้วยความพิกลพิการ แต่โชคดีที่คนของพรรคเพื่อไทยมีอุดมการณ์ ไม่ทรยศประชาชน เขามาเล่าให้ฟังหมดพรรคจึงมีโอกาส ได้รวบรวมคลิปเสียง รวบรวมหลักฐาน ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ และขออนุญาตยังไม่เปิดเผยรายละเอียดตอนนี้ โดยจะใช้หลักฐานเหล่านี้ดำเนินการ เพราะคนที่มาเสนอเงินให้ ส.ส.นั้นมีความผิด ซึ่งหากมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีกจะมี ส.ส. พร้อมจะช่วยดำเนินการ” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว 

เมื่อถามว่า เชื่อมั่นว่าหลักฐานที่มีจะสามารถเอาผิดได้หรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า เราทำตามกฎหมาย ทำแบบคนไร้เส้นไม่มีเส้น แต่ทางคนที่มีอำนาจเขาก็รอดทุกคดี ก็ไม่เป็นไร อะไรก็ตามที่อยู่ในกรอบของกฎหมาย เราอยู่ในระบอบประชาธิปไตย การกระทำของผู้มีอำนาจในรัฐบาลพยายามทำอยู่นั้น เป็นการกระทำที่ขาดซึ่งคุณธรรมและจริยธรรม และทำลายระบอบประชาธิปไตยและระบอบการเมืองอีกทั้งเสียงผิดต่อกฎหมายด้วย 

เมื่อถามว่า มีแนวทางป้องกันการอภิปรายงบประมาณฯที่อาจมีการใช้วิธีทาบทามหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า  เป็นเรื่องภายในไม่สามารถบอกให้ทราบได้ เดี๋ยวจับเขาไม่ได้ 

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ในการอภิปรายจะไม่มีเสียงแตกของเพื่อไทยไปอยู่ฝั่งตรงข้ามหรือไม่คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า เรามั่นใจว่า ส.ส. เพื่อไทยไม่กล้าทรยศประชาชน 

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เริ่มออกมาค้านนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า เป็นธรรมดาส.ว.เขาตั้งมาก็ต้องคอยอุ้มคอยปกป้องกันเป็นธรรมดา อยากให้ ส.ว. คิดหน่อยวันนี้ถึงคณะรักษาความสงบจะตั้งมา แต่ท่านกินเงินเดือนประชาชนทำอะไรก็คิดถึงประชาชนสักหน่อย 

เมื่อถามว่า ได้มีการหารือกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์เรื่องลงสมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวพร้อมเดินหนีออกจากวงสัมภาษณ์ว่า รอให้ชัดก่อน

 

 

 

 

‘โรฮิงญา’  เรื่องที่‘อาเซียน’ไม่อยากเอ่ย

‘โรฮิงญา’ เรื่องที่‘อาเซียน’ไม่อยากเอ่ย

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.
 
 
 

“โรฮิงญา (หรือโรฮีนจา)” ชนกลุ่มน้อยผู้ลี้ภัยจาก เมียนมา ทางหนึ่งผ่านประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย มุ่งหน้าปลายทางคือมาเลเซีย-อินโดนีเซีย และอีกทางคือข้ามพรมแดนไปบังกลาเทศ เป็นปัญหาหนักอกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ด้านหนึ่งโลกภายนอกก็กดดันให้ชาติสมาชิกต้องลงมือแก้ปัญหาตามหลักสิทธิมนุษยชน แต่อีกด้านหนึ่งด้วยความที่อาเซียนยึดหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในเพื่อรักษาบรรยากาศความปรองดองของประชาคม ดังนั้นแม้จะเป็นข่าวมาแล้วหลายปี แต่ดูเหมือนปัญหานี้ยังไม่น่าจะจบลงภายในอนาคตอันใกล้

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี อดีตบรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์ The Nation กล่าวในเวทีเสวนา “อาเซียนกับการย้ายถิ่นแบบไม่ปกติของชาวโรฮิงญา” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ว่า โรฮิงญาเป็นปัญหาที่ไม่อาจมองข้าม แม้หลายคนอยากจะทำเป็นมองไม่เห็นก็ตาม และอาเซียนจำเป็นต้องพูดถึงอย่างชัดเจน แต่ถ้าติดตามข่าวสารต่างๆ จะพบว่า “อาเซียนพูดถึงเรื่องโรฮิงญาน้อยมาก” โดยอาจแยกเป็นประเด็นต่างๆ ได้ดังนี้

1.ไม่ว่าชาติใดจะเป็นประธานอาเซียน จะไม่นำปัญหาในประเทศของตนมาพูด เช่น ไทยไม่อยากพูดถึงปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่นเดียวกับเมียนมาที่ไม่อยากพูดถึงปัญหาชาวโรฮิงญา2.อาเซียนส่งเสริมการเคลื่อนย้ายที่ลื่นไหล (Flow Movement) ของผู้คนเฉพาะประเภทแรงงานฝีมือ เช่น แรงงานไทยอยากไปทำงานที่สิงคโปร์ หรือไทยอยากได้แรงงานหัวกะทิจากสิงคโปร์เข้ามาทำงานในไทย แต่นั่นไม่รวมถึงการเคลื่อนย้ายของชาวโรฮิงญา

3.อาเซียนมีกลไกแก้ปัญหา แต่ไม่ค่อยถูกใช้งานเท่าที่ควร ดังที่มักจะมีคนพูดกันว่า “อาเซียนมีแต่การประชุม ประชุม และประชุม เพื่อที่จะประชุมในครั้งต่อไป” ไม่ค่อยได้ปฏิบัติ เช่น การคุ้มครองผู้ย้ายถิ่นกลุ่มเปราะบางอย่างสตรีและเด็ก 4.เมียนมาไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นและรับรองด้านความปลอดภัย ทั้งต่อชาวโรฮิงญา เช่น ช่วงปลายปี 2561 ที่เริ่มกระบวนการส่งชาวโรฮิงญาจากบังกลาเทศกลับเมียนมา มีชาวโรฮิงญาจำนวนมากไม่กล้าเดินทางกลับ

และต่อผู้ตรวจสอบจากภายนอก ทั้งจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และจากคณะทำงานของอาเซียน “รัฐยะไข่ห้ามคนนอกเข้าและใครที่เข้าไปก็จะไม่รับรองความปลอดภัย” แม้กระทั่งสื่อมวลชน “ชาวเมียนมา 2 คน ที่ทำงานให้สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuter) ถูกจับกุมและถูกจำคุกฐานเปิดเผยความลับของทางราชการ กรณีนำหลักฐานการสังหารหมู่ชาวโรฮิงญาออกมาเผยแพร่” นำมาสู่การตั้งคำถามว่าเมียนมากำลังปกปิดอะไรหรือไม่ และความรุนแรงที่เกิดขึ้นใหม่มุ่งหมายไม่ให้ชาวโรฮิงญากลับมาหรือเปล่า

ขณะที่ ธานินทร์ สาลาม นักวิชาการอาคันตุกะ ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าว่า รู้จักชาวโรฮิงญาเป็นครั้งแรกในปี 2549 ขณะที่ไปศึกษาระดับปริญญาเอกที่เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในวันที่ต้องจากกัน ชาวโรฮิงญาผู้นี้มอบเอกสารให้ชุดหนึ่งโดยบอกว่าในนี้คือชะตากรรมของพวกเขา และหากใครช่วยได้ก็ขอร้องให้ช่วยพวกเขาด้วย หลังจากนั้นจึงเริ่มศึกษาเรื่องราวของชาวโรฮิงญา

“เคยถามโรฮิงญาที่เป็นเพื่อนว่าคุณต้องการอะไรในชีวิต เขาว่าเงินทองใช้แล้วก็หมดไป ที่สุดเขาบอกว่า..
“คืนความเป็นมนุษย์ให้ผม ผมมีสมอง มีกำลังเหมือนทุกคน แต่ทุกวันนี้ที่ผมไม่มีคือความเป็นมนุษย์ เรียกว่าความเป็น
ประชากรของประเทศ ผมไม่มี”..ข้อสรุปความเป็นคนที่มองไม่สมบูรณ์ในความเป็นรัฐสมัยใหม่ แต่ชีวิตมันถูกบีบเค้นให้สู้ไปข้างหน้าเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ นี่คือความมหัศจรรย์ของชีวิต” ธานินทร์ กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร หัวหน้าสาขาวิชาการระหว่างประเทศคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่า มีปัญหาหลายประการที่ทำให้ระบบธรรมาภิบาลระหว่างประเทศไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1.โรฮิงญาเป็นเรื่องภายใน เช่น มรดกสมัยอาณานิคมอังกฤษ ความขัดแย้งด้านชาติพันธุ์และศาสนา การพัฒนาที่ไม่เท่าเทียม แม้กระทั่งกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยในช่วง 10 ปีล่าสุด กลับซ้ำเติมชาวโรฮิงญาให้เป็นผู้แปลกแยก
ในสังคมเมียนมายิ่งกว่าเดิม การหาทางออกจึงยากเพราะจุดเริ่มต้นก็ซับซ้อนแล้ว

2.ปัญหาโรฮิงญาไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ ถ้าเทียบกับ “ผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย” ที่สถิติจนถึงปี 2561 พบว่ามีจำนวนกว่า 6.7 ล้านคน หรือรองลงมา เช่น ผู้ลี้ภัยจากอัฟกานิสถานซูดานใต้ โซมาเลีย ความเหมือนของชาติเหล่านี้คือมีสัมพันธ์เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ ไม่ว่าทางการทหารหรือทางเศรษฐกิจ แต่ไม่มีสิ่งเดียวกันกับเมียนมา แม้เมียนมาที่เปิดประเทศแล้วจะจูงใจให้มหาอำนาจต่างๆ ไปลงทุนก็ตาม

“สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น อุปสรรคที่เกิดขึ้นมันเป็นอุปสรรคเชิงบริบทที่เราอาจจะจัดการอะไรกับมันไม่ได้ มิหนำซ้ำถ้าเราลองติดตามสถานการณ์ระหว่างประเทศ เราจะเห็นความรุนแรงของโรฮิงญาเกิดขึ้นในปี 2555 และมาลุกอีกทีในปี 2560 ถ้าท่านสำรวจแล้วท่านเห็นอะไรในโลกนี้..“เห็นการเสื่อมสลายอย่างสุดโต่งของกระแสเสรีนิยมประชาธิปไตยที่นำโดยสหรัฐอเมริกา”..มันทำอะไรไม่ได้ มีรัฐบาลอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องหลักของรัฐบาลชุดนี้

แล้วเราต้องยอมรับว่า..“การขับเคลื่อนระบบโลกที่ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน คุณต้องการมหาอำนาจ และคุณไม่สามารถใช้มหาอำนาจอย่างจีนได้เช่นเดียวกัน ต้องใช้มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา”..ถ้าสหรัฐอเมริกาไม่สนแล้วจะเกิดอะไรขึ้น หรือเขาอาจจะสนแต่ไม่สนเหมือนกรณีในอดีต มูลเหตุจูงใจในการสนใจหรือในการแทรกแซงเขาไม่มีเหมือนในอดีต” อาจารย์พินิตพันธุ์ กล่าว

อาจารย์พินิตพันธุ์ ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ “การผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจของจีน (Rising of China)” ยังเป็นอีกตัวแปรสำคัญ “จีนยึดถือหลักการว่าจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น” และเมื่อจีนกลายเป็นขั้วอำนาจใหญ่ของโลกแข่งกับสหรัฐอเมริกา ชะตากรรมของคำว่า สิทธิมนุษยชน จะเป็นอย่างไร รวมถึง “กระแสอนุรักษ์นิยม (ฝ่ายขวา) ที่เสียงดังมากขึ้นในทวีปยุโรป” และลำพังประชาคมสหภาพยุโรป (EU) ก็มีปัญหาอื่นๆ ต้องรับมืออยู่แล้ว เช่น ผู้ลี้ภัยซีเรีย หรือการย้ายถิ่นฐานของชาวยุโรปตะวันออกเข้ามาทำงานในยุโรปตะวันตก

3.ความสัมพันธ์ของเมียนมากับโลก การเปิดประเทศและปฏิรูปประชาธิปไตยทำให้เมียนมามีอิสระในการติดต่อกับนานาประเทศ ไม่ต้องพึ่งพาจีนเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต เมียนมาจึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของมหาอำนาจ เช่น เมียนมาอยู่ในจุดเชื่อม One Belt One Road ของจีน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นจุดเชื่อม Indo-Pacific ของอินเดีย ทำให้ประเด็นโรฮิงญากลายเป็นเรื่องรอง

อย่างไรก็ตาม “ณ วันนี้ไม่ใช่อาเซียนทำอะไรไม่ได้..แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะทำหรือไม่และแค่ไหน” เพราะระยะหลังๆ เมียนมาเริ่มเปิดพื้นที่ให้กับอาเซียนมากขึ้น “แต่ก็ต้องทำให้เมียนมาเข้าใจด้วยว่าต้องพึ่งพาอาเซียน เพราะไม่มีที่ไหนพึ่งพาได้” เช่น แม้ที่ผ่านมาเมียนมาต้องพึ่งพาจีนแต่ก็ไม่ได้มีความสุขกับการพึ่งพาจีนมากนัก ในทางกลับกับเมียนมามีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะสิงคโปร์กับไทย

“มีบทความที่เขียนโดยอดีตที่ปรึกษาของอดีตประธานาธิบดีโอบามา (Barrack Obama) บอกว่า ประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่การแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องสันติภาพ แต่ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนที่ควรจะมาก่อน ถ้าท่านติดตามข่าวท่านจะเห็นเมียนมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจจะแก้ไม่ได้เลยในอนาคตไม่ว่าจะใกล้ กลางหรือไกล เพราะทหารยังมีความเข้มแข็งมาก แต่รัฐบาลก็พยายามตลอด ประเด็นนี้
ไม่ควรจะถูกให้ความสำคัญ เพราะสิทธิมนุษยชนมันกลายเป็นเรื่องพื้นฐานที่รัฐบาลจำเป็นต้องจัดการ

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลเมียนมาต่อโรฮิงญาเริ่มปรากฏชัดขึ้น เช่น เมื่อไม่นานนี้มีข่าวว่ามีการให้ ID Catd (บัตรรับรองสถานะบุคคล) มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการมีบัตรแสดงตัวตนบางอย่าง แต่การแก้ไขปัญหาต้องระลึกเสมอว่ามันเป็นการสร้างความเท่าเทียม (Equality) แต่ไม่ใช่การสร้างความเป็นธรรม (Fairness) ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลเมียนมาจะต้องให้ความสนใจและแก้ไข”อาจารย์พินิตพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

'หญิงหน่อย'เผยชาวบ้านซึมเศร้าหลังน้ำลด จี้รัฐเร่งจ่ายชดเชย-พบเบาะแสหักหัวคิวช่วยชาวบ้าน

'หญิงหน่อย'เผยชาวบ้านซึมเศร้าหลังน้ำลด จี้รัฐเร่งจ่ายชดเชย-พบเบาะแสหักหัวคิวช่วยชาวบ้าน

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 15.37 น.
 
 
 

“หญิงหน่อย”เผย ชาวบ้านซึมเศร้าหลังน้ำลด จี้ รัฐเร่งจ่ายชดเชย พบเบาะแส หักหัวคิวงบช่วยชาวบ้าน ขอ อย่าซ้ำเติมประชาชน เพื่อไทย วางแผนช่วยหลังน้ำลด ขนคณะช่วยซ่อมบ้าน หาพืชโตไวปลูกทดแทนพื้นที่นาปรังถูกน้ำท่วม    

23 กันยายน 2562 เวลา 14.15 น. ที่พรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้รับมอบสิ่งของจากนายพงศกร รัตนเรืองวัฒนา ตัวแทนชาวบางกะปิ ซึ่งได้นำ ข้าวสารอาหารแห้ง ของใช้จำเป็น เงินจำนวน 5 หมื่นบาท และเรือ 1 ลำ ที่ระดมสิ่งของจากประชาชนในพื้นที่เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมหลายจังหวัดในภาคอีสาน

โดยคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวภายหลังรับมอบสิ่งของจากชาวบางกะปิ ว่า ขอบคุณพี่น้องชาวบางกะปิ ประชาชนหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมไม่ใช่เฉพาะจ.อุบลราชธานี แต่ยังมีหลายพื้นที่ที่ไม่เป็นข่าวเช่น จ.ศรีสะเกษ ซึ่งสิ่งของที่ทางพรรคได้จะลำเลียงนำไปช่วยเหลือประชาชนทั้งในจ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษ และจังหวัดอื่นๆ และขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจ่ายเงินเยียวยาให้ประชาชน แม้ทางรัฐบาลอ้างว่าติดขัดระเบียบราชการ แต่ยังมีงบกลาง งบฉุกเฉินที่ควรนำมาใช้ได้ทันที สิ่งที่ติดขัดนั้นเกิดจากการบริหารจัดการที่บริหารได้ล่าช้า ขณะเดียวกันทางพรรคได้ข้อมูลจากส.ส.ขอนแก่น แม้น้ำจะลดลงแล้ว ชาวบ้านเริ่มอยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่ก็ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐ ทำให้ชาวบ้านเริ่มซึมเศร้า คิดมากว่าจะหาเงินที่ไหนมาซ่อมบ้าน มาซื้อเมล็ดพันธ์เพาะปลูก จึงขอเรียกร้องให้ทางรัฐบาลเร่งจ่ายเงินเยียวยาด้วย

 

นอกจากนี้ ส.ส.ของพรรค ได้รับแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการตั้งงบประมาณช่วยเหลือเรื่องภัยแล้งกว่า 200ล้านบาทต่อจังหวัด มีข่าววิ่งเต้น มีข่าวความไม่ชอบมาพากล โดยเราจะแจ้งเบาะแสนี้ไปให้ทางรัฐบาลทราบ วันนี้ชาวบ้านทุกข์มากอยู่แล้ว ขออย่าไปซ้ำเติมชาวบ้าน ขอให้มีใช้งบประมาณอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

“สำหรับพรรคเพื่อไทย กำลังประชุม หามาตรการเยียวยาประชาชน หลังน้ำลดที่จะไปช่วยเหลือประชาชน แต่ต้องขอออกตัวก่อน แม้จะไปช่วยเหลือไม่ได้ทุกพื้นที่ เพราะเราไม่ใช่รัฐบาล มีงบน้อย แต่เราก็จะระดมกำลังไปช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านประชาชนในพื้นที่น้ำลด ส่วนพื้นที่เกษตร ที่เคยทำนาปรัง วันนี้เป็นโคลน คงจะเพาะปลูกทำนาไม่ได้ เรากำลังหารือกับภาคเอกชน หาพืชที่โตไว เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ถือเป็นมาตรการเล็กๆของพรรคฝ่ายค้าน แม้ไม่มีงบมาก แต่ก็มีใจ เราจะดิ้นรนทำทุกอย่าง ที่จะทำให้ประชาชนอย่างสุดความสามารถ”คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว    

 
 
 
 
 
 
 
‘มนัญญา’ขอนั่งหัวโต๊ะถกกก.4ฝ่าย มั่นใจแบน3สารพิษเสร็จก่อน60วัน

‘มนัญญา’ขอนั่งหัวโต๊ะถกกก.4ฝ่าย มั่นใจแบน3สารพิษเสร็จก่อน60วัน

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 15.26 น.
 
 

“มนัญญา” บุกดูขั้นตอนตรวจสอบสารเคมีนำเข้า หวั่น 3 สารพิษเล็ดลอด พร้อมขอนั่งหัวโต๊ะกรรมการ 4 ฝ่าย เชื่อแบนได้ภายในระยะเวลา 60 วัน 

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาสารเคมีเกษตรที่มีความเสี่ยงสูง 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลฟอเซต ณ ด่านตรวจพืชท่าเรือกรุงเทพ กรมวิชาการเกษตร โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้รับตัวเลขสต๊อกของสารเคมีมาแล้ว แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ในเวลานี้ และ ต้องการลงพื้นที่สุ่มตรวจและเปิดเผยให้สาธารณชนรับทราบ เพราะประชาชนเป็นผู้บริโภค ฉะนั้นต้องรู้ข้อมูลว่า สิ่งที่บริโภคเข้าไปนั้นมีความเป็นพิษหรือไม่ 

“สารเคมีทั้ง 3 ชนิด อยู่ตรงไหน ประชาชนจับตาดูอยู่ แล้วคุณบอกว่ามีอยู่เป็นหมื่น แล้วตอนนี้ขายไปแล้วอยู่เท่าไหร่ ณ วันที่ตรวจเหลืออยู่เท่าไหร่ และอยู่ในท้องตลาดอีกเท่าไหร่ แต่ตอนนี้มีข้อมูลตรงนี้อยู่แล้วว่าสต๊อกมีอยู่ขนาดนี้ รู้แม้กระทั่งร้านค้าจำหน่ายอยู่แห่งหนตำบลใด  เมื่อมีการยกเลิก ของเหล่านี้ต้องหายไป ไม่ใช่การยืดระยะเวลาขายของ เราไม่ต้องการให้ยืดระยะเวลาขายของ เราต้องการให้สาร 3 ชนิดนี้ขาดไปเลย แต่ตราบใดคณะกรรมการวัตถุอันตราย ต้องยืดมติไปอีก 2-3 เดือน เป็นโอกาสให้การขายสารเคมีสามารถยืดออกไป ทั้งที่ ไม่สามารถนำเข้ามาได้” รมช.เกษตรฯ กล่าว 

นางสาวมนัญญา กล่าวว่า ปฏิบัติการวันนี้ต้องการตรวจสอบการนำเข้าการนำเข้าสารเคมีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งทราบว่ามี 5 ชนิดประกอบด้วย สารป้องกันกำจัดโรคพืช และป้องกันกำจัดแมลง รวมถึงมีการตรวจสอบตัวอย่างสารให้เป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่ ทั้งนี้ตั้งข้อสังเกต กระบวนการนำเข้าสารเคมีที่มีการปะปนกันมามากกว่าหนึ่งชนิดในตู้คอนเทนเนอร์เดียวกันใช่หรือไม่ เช่น  3 ตู้ มี 3 สารปนกันอยู่ในแต่ละตู้ ซึ่งทำให้ยากต่อการตรวจสอบ และอาจมีการปลอมปนเข้ามาได้ จึงเสนอให้มีการแยกสารแต่ละชนิดอยู่แต่ละตู้ 

นอกจากนี้ยังสอบถามถึง สินค้าเกษตรต่างๆที่นำเข้ามาด้วย เช่นเมล็ดผักชีที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ สำหรับสารเคมีเกษตรที่มีความเสี่ยงสูงทั้ง 3 ชนิดคือ พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซต หลังจากที่ถูกสั่งห้ามนำเข้าตั้งแต่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นสารเคมีอันตรายที่กระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมปรากฏว่าไม่พบมีการนำเข้าผ่านด่านตรวจพืชท่าเรือกรุงเทพ แม้จะไม่มีการนำเข้า 3 สารเคมีดังกล่าว แต่ขณะนี้ยังคงค้างอยู่ในสต๊อก 

นางสาวมนัญญา กล่าวว่า การที่ “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” ยังไม่มีมติออกมาชัดเจน และขอยืดระยะเวลาพิจารณาออกไป ก็เท่ากับปล่อยให้สารเหล่านี้สามารถยืดการขายต่อไปได้อีก 

จากนั้นเดินทางต่อไปยังนิคมอุตสาหกรรมบางปู เข้าไปที่บริษัทเเห่งหนึ่งที่ได้รับใบอนุญาตในการนำเข้า พาราควอต และไกลโฟเซต เพื่อตรวจสอบสต็อคการนำเข้าและคงค้าง โดยเจ้าหน้าที่บริษัทให้ข้อมูลว่า ปี 2562 ได้นำเข้าสารทั้ง 2 ชนิดจริง มีใบอนุญาต โดยพาราควอต นำเข้า 190 ตัน ส่วนไกลโฟเซต นำเข้า 370 ตัน 

ขณะเดียวกัน มีอีกหนึ่งบริษัทที่เป็นเจ้าของเดียวกัน สามารถนำเข้าได้เพียงสารพาราควอต ซึ่งปี 2562 นำเข้ามาแล้ว 54 ตัน โดยสารทั้ง 2 ชนิด ได้จำหน่ายต่อให้กับร้านค้า และบางส่วนอยู่ในมือเกษตรกรแล้วจึงไม่มีสต๊อคตกค้างที่บริษัท 

ทั้งนี้ทีมงานของรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ได้ขอเอกสารการนำเข้าและปริมาณของสารเคมีอันตรายทั้งสองชนิด เพื่อนำกลับไปตรวจสอบว่าเป็นข้อมูลที่ตรงกับข้อมูลของกรมวิชาการเกษตรหรือไม่ เบื้องต้นพบว่า ตัวเลขไม่ตรงกัน 

นอกจากนี้ นางสาวมนัญญา ถือโอกาสตรวจสอบสารกำจัดแมลงและศัตรูพืช ไดคลอร์วอส และควินคอลแรก ซึ่งสารทั้ง 2 ชนิดนำเข้าจากประเทศจีน บรรจุอยู่ในถังพลาสติก 200 ลิตร รวมทั้งหมด 32,000 ลิตร ซึ่งทีมงานของรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ได้มีการเก็บตัวอย่างของสารไปตรวจสอบว่าตรงตามที่แจ้งนำเข้าหรือไม่ 

นางสาวมนัญญา กล่าวว่า แค่อำนาจของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่สามารถที่จะแบน 3 สารเคมีอันตรายได้ทันที แต่ต้องอาศัยทุกภาคส่วนช่วยกัน ซึ่งการแบนจะส่งผลกระทบกับผู้นำเข้าและผู้เกี่ยวข้อง หลังจากนี้จะมีการยกระดับโรงงานที่นำเข้าให้มีมาตรฐานสากล รัดกุมมากกว่านี้ 

“จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบการ แจ้งให้ทราบด้วยว่า มีสารเคมีที่สามารถทดแทน 3 สารเคมีอันตราย(พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซต) ซึ่งเกษตรกรก็ทราบอยู่แล้วว่า มีสารทดแทน  สำหรับตัวเลขของบริษัทที่นำเข้าสารเคมี กับข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร ที่ไม่ตรงกัน จะต้องไปดูอีกครั้งว่า เพราะอะไร 

สำหรับการดำเนินการต่อไปนั้น จากหนังสือสั่งการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วม 4 ภาคส่วน นั้น จะป็นกลไกในการทำงานซึ่งจะขอเสนอตัวเองเป็นประธานกรรมการชุดนี้ เพื่อมาแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว มั่นใจว่า จะสามารถทำงานแล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด 60 วัน และอาจจะเสร็จก่อนเวลาดังกล่าวด้วย

กษ.รวมพลังจิตอาสา ฟื้นฟู-ดูแล'ผู้ประสบภัย' พร้อมเร่งสำรวจพื้นที่เสียหายหลังน้ำลด

กษ.รวมพลังจิตอาสา ฟื้นฟู-ดูแล'ผู้ประสบภัย' พร้อมเร่งสำรวจพื้นที่เสียหายหลังน้ำลด

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.12 น.
 
 

เกษตรฯรวมพลังจิตอาสา ฟื้นฟู-ดูแล"ผู้ประสบภัย" พร้อมเร่งสำรวจพื้นที่เสียหายหลังน้ำลด ให้เกษตรกรสามารถกลับมาประกอบอาชีพได้โดยเร็ว

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีเปิด "โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟูดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย" ณ สำนักชลประทานที่ 7 จ.อุบลราชธานี ว่า จากอิทธิพลพายุ "โพดุล" และพายุ "คาจิกิ" ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 เป็นต้นมา ทำให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ จำนวน 21 จังหวัด ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรประมาณ 3.36 ล้านไร่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 30,773 ไร่ สัตว์ได้รับผลกระทบ 1.86 ล้านตัว รวมเกษตรกร 6 แสนกว่าราย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจัดทำ "โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย" ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ให้ทุกหน่วยงานร่วมกันบูรณาการ การดำเนินการช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัยหลังน้ำลด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และสร้างการรับรู้การเตรียมการด้านการเกษตรตามหลักวิชาการ รวมทั้งการสนับสนุน ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถกลับมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับกิจกรรมในวันนี้ มีจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่ 21 จังหวัด เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 7,760 คน โดยจิตอาสาของจังหวัดอุบลราชธานีเข้าร่วม 500 คน ซึ่งมีการดำเนินกิจกรรมต่างๆ จำนวน 8 กลุ่ม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 บุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะร่วมกันเข้าสำรวจความเสียหายด้านการเกษตรในพื้นที่ เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ให้กับเกษตรผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว กิจกรรมที่ 2 จัดหน่วยเคลื่อนที่ลงปฏิบัติการ ให้คำแนะนำ เพื่อการฟื้นฟู ดูแลพื้นที่เสียหาย และยังไม่สามารถทำการเกษตรได้ ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ เพื่อให้เกษตรกรได้เตรียมพร้อมบำรุงรักษา และฟื้นฟูผลผลิตให้กลับสู่ภาวะปกติ กิจกรรมที่ 3 สนับสนุนเครื่องมือ เครื่องจักร ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ รถขุด รถบรรทุกน้ำ เป็นต้น ช่วยเหลือเกษตรกรในการสูบน้ำปรับทางน้ำ เพื่อช่วยระบายน้ำออกจากพื้นที่การเกษตรของเกษตรกรและชุมชนให้มีความพร้อมที่จะทำการเกษตร กิจกรรมที่ 4 สนับสนุนอุปกรณ์และองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดิน ทั้งในช่วงก่อนน้ำลดและหลังน้ำลด เพื่อให้พร้อมสำหรับการผลิต และสนับสนุนให้มีการบำบัดน้ำเสียทั้งในพื้นที่ของเกษตรกรและแหล่งน้ำของชุมชน เพื่อช่วยรักษาสภาพแวดล้อมและช่วยให้เกิดการยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรในระยะต่อไป

กิจกรรมที่ 5 สนับสนุนปัจจัยการผลิตพันธุ์พืช พันธุ์ผัก กล้าพันธุ์พืชผัก-ไม้ผล และพันธุ์สัตว์ เพื่อให้เกษตรกรนำไปทำการผลิตในเบื้องต้น ผลิตอาหารไว้บริโภคในครัวเรือน ซึ่งจะช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน ในระหว่างที่การผลิตใหม่ยังไม่ให้ผลผลิต กิจกรรมที่ 6 ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อช่วยฟื้นฟูรักษาระบบนิเวศน์ รวมทั้งเป็นแหล่งอาหารชองชุมชนได้อย่างยั่งยืน กิจกรรมที่ 7 สนับสนุนการซ่อมแซมเครื่องมือ เครื่องจักรกลทางการเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้สามารถนำกับมาใช้งานในการทำการเกษตรได้ตามปกติ และกิจกรรมที่ 8 สำรวจงานก่อสร้างทางด้านชลประทาน เช่น ฝาย เส้นทางส่งน้ำ ประตูระบายน้ำ เพื่อดำเนินการซ่อมแซมบำรุงรักษาไม่ให้เกิดความเสียหาย รวมทั้งวางแผนการก่อสร้างอาคารชลประทานเพิ่มเติม เพื่อป้องกันภัยพิบัติและการบริหารจัดการน้ำในระยะต่อไป

นายเฉลิมชัย กล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องประชาชน กระทรวงเกษตรฯ จึงจัดโครงการดังกล่าว เพื่อบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบอุทกภัยทั้งระยะเผชิญเหตุและระยะฟื้นฟู ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติและประกอบอาชีพได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย มี 15 จังหวัด เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังเหลืออีก 6 จังหวัด ที่ยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วม ได้แก่ อุบลราชธานี , ศรีสะเกษ , ร้อยเอ็ด , อำนาจเจริญ , กาฬสินธุ์ และยโสธร

 

ต่างประเทศ

 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11  ถัดไป
 
 
.......................................................
 
23 กันยายน 2562
 
 
 
 
 
 

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน