*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5686
  • จำนวนผู้ชม : 3394799
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 593 , 20:12:26 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน vinitvadee , wullopp โหวตเรื่องนี้

link @: วิษณุชี้ปมตั้งราคาเหล็กไหลเว่อร์ อยู่ที่ป.ป.ช.ตีราคา    

สวัสดีครับ

         หลังจากอ่านข่าว  ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น ว่าที่ประธานที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) ถึง

ปัญหาในวงการอุดมศึกษา พร้อมทางออกที่เป็นไปได้ ทำให้เพิ่งจะทราบว่า การศึกษาของเรามีสภาคณาจารย์อยู่แล้ว แต่อาจจะเป็น

ผมคนเดียวที่เพิ่งทราบก็ได้ครับ

 

 

เจาะประเด็นร้อน

สำรวจ  ระเบิดเวลา  ปัญหาอุดมศึกษาไทย

วันที่ 23 กันยายน 2562 - 09:35 น.
อุดมศึกษา,การศึกษา,รายได้

โดย...  อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์  /  ปกรณ์ พึ่งเนตร

          วิกฤติการณ์ในวงการอุดมศึกษาไทยเป็นข่าวใหญ่มาตลอดหลายปี

          ช่วงที่ คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง และพยายามยกเครื่องระบบราชการในหลายๆ ภาคส่วนนั้น ปรากฏว่าแวดวงอุดมศึกษาก็เป็นเป้าหมายหนึ่ง

          มีการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.หลากหลายฉบับ โดยเฉพาะฉบับหลักคือฉบับที่ 39/59 ที่เปิดช่องให้กระทรวงศึกษาธิการเข้ายึดอำนาจการบริหารของมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาธรรมาภิบาลได้

          แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับมองไม่เห็นรูปธรรมของการแก้ไขปัญหามากนัก โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า “สภาเกาหลัง” เมื่อสภามหาวิทยาลัยสมประโยชน์กันกับฝ่ายบริหาร แล้วธรรมาภิบาลจะเกิดได้อย่างไร

          อาจารย์ ข้าราชการ และพนักงานมหาวิทยาลัยที่เคลื่อนไหวเรียกร้องความโปร่งใสและความเป็นธรรม ต้องเผชิญชะตากรรมถูกสอบสวน ถูกปลด ถูกลอยแพ ถูกเลิกจ้าง มีคดีฟ้องร้องคั่งค้างอยู่ในศาลปกครองหลายร้อยคดี


          ขณะเดียวกันยังมีปัญหาคั่งค้าง ยืดเยื้อ ซุกอยู่ใต้พรมอีกหลายปัญหา ซึ่งตลอด 5 ปีของรัฐบาล คสช.ก็ไม่ได้แก้ไข แถมยังเพิ่มปัญหาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ให้หนักขึ้นไปอีก

          ปลายรัฐบาล คสช. มีการผลักดันกฎหมายจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ปัจจุบันเป็นกระทรวงใหม่ถอดด้ามของประเทศไทย มีรัฐมนตรีใหม่ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคนแรกเข้าไปรับหน้าที่ แต่ทำงานผ่านมาเข้าเดือนที่ 3 ดูเหมือนรัฐมนตรีจะยังไม่แตะสารพัดปัญหาในวงการอุดมศึกษาเลย

          “คม ชัด ลึก” ได้จับเข่าคุยแบบยาวๆ กับ ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น ว่าที่ประธานที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) ถึงปัญหาในวงการอุดมศึกษา พร้อมทางออกที่เป็นไปได้

          ความเห็นและท่าทีของ ทปสท. เป็นเรื่องที่ผู้บริหารกระทรวงอุดมศึกษาฯ ต้องเงี่ยหูฟัง เพราะ ทปสท.คือองค์กรตัวแทนของ "คนอุดมศึกษา" ส่วนใหญ่อย่างแท้จริง เนื่องจาก ทปสท.มีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งซึ่งมาจากการเลือกตั้งของข้าราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยของรัฐทั่วทุกภูมิภาค

          รายได้-เงินเดือน...ยังเหลื่อมล้ำ
          ดร.เชษฐา ให้ข้อมูลว่า บุคลากรของมหาวิทยาลัยขณะนี้ แยกเป็นกลุ่มที่มีสถานะเป็นข้าราชการจำนวนราวๆ 3-4 หมื่นคน นอกจากนั้นเป็นกลุ่ม “พนักงานมหาวิทยาลัย” หรือ “พม.” ที่มีจำนวนเกิน 1 แสนคน ถ้ารวมกับลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว จะมีบุคลากรทั้งระบบอุดมศึกษาประมาณ 2 แสนคน แต่ปรากฏว่ามีปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม 2 เรื่องหลักๆ คือ

          1.กลุ่มข้าราชการ เรียกเต็มๆ ว่า “ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา” มีความเหลื่อมล้ำเรื่องเงินเดือนกับข้าราชการครูในสังกัดอื่นๆ เพราะมติ ครม.เมื่อปี 54 อนุมัติขึ้นเงินเดือนให้เฉพาะข้าราชการครูในสังกัด สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ซึ่งก็คือครูตามโรงเรียนต่างๆ ด้วยเหตุผลทางการเมือง เพราะเป็นครูกลุ่มใหญ่ แต่ไม่ได้อนุมัติขึ้นเงินเดือนให้อาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีสถานะเป็น “ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา” ด้วย กลายเป็นความเหลื่อมล้ำของเงินเดือนประมาณ 8% ซึ่ง ทปสท.เป็นหัวหอกเรียกร้องให้ปรับขึ้นเงินเดือนมาแล้วหลายรัฐบาล

 


          “เรื่องนี้เรื้อรังมา 9 ปี จะเข้าสู่ปีที่ 10 อยู่แล้ว โดยที่ผ่านมา ทปสท.ได้ขับเคลื่อนจนกระทั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ได้ออกกฎหมายแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เปิดช่องให้ ก.พ.อ. (คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา) สามารถพิจารณาเยียวยาเรื่องเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งให้เหมาะสมและเป็นธรรมได้ แต่กลับเกิดความโชคร้ายขึ้น เพราะมีการออกพระราชบัญญัติจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาฯ ขึ้นมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้การดำเนินการต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากต้องสรรหา ก.พ.อ.ชุดใหม่ ทำให้ข้าราชการมหาวิทยาลัยต้องตั้งตารออย่างมีความหวังต่อไป” ว่าที่ประธาน ทปสท.ระบุ

          2.กลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัย หรือ พม. ตำแหน่งนี้เป็นผลมาจากนโยบายคุมกำเนิดข้าราชการ จึงลดการบรรจุข้าราชการมหาวิทยาลัย แต่ให้จ้างเป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย” หรือ พม.แทน ซึ่งคนกลุ่มนี้จะไม่ได้รับสวัสดิการ โดยเฉพาะบำเหน็จบำนาญเหมือนข้าราชการ จึงมีมติ ครม.เมื่อปี 42 ให้ พม.สายผู้สอน (อาจารย์) ได้รับเงินเดือนมากกว่าข้าราชการ 1.7 เท่า และ พม.สายสนับสนุน ได้เงินเดือนมากกว่าข้าราชการ 1.5 เท่า แต่ปรากฏว่าตลอดเกือบๆ 20 ที่ผ่านมา พนักงานมหาวิทยาลัยไม่เคยได้รับเงินเดือนเต็มตามอัตราที่ ครม.กำหนดเลย แต่ถูกมหาวิทยาลัยหักเอาไว้ อ้างว่าเพื่อตั้งเป็นกองทุนสวัสดิการ แต่จริงๆ แล้วมีบางแห่งนำเงินไปใช้อย่างอื่น ทำให้กลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัยเสียประโยชน์ และไม่ได้รับความเป็นธรรม


          “ข้าราชการเมื่อเกษียณก็จะมีบำเหน็จบำนาญ แต่พนักงานมหาวิทยาลัย เมื่ออายุครบ 60 ปีกลับไม่ได้อะไรเลย ถ้าอายุยืนเกิน 60 ปีก็ต้องไปหาอาชีพเอง อย่างในมหาวิทยาลัยที่ผมทำงานอยู่ (มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี) มีพนักงานมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง อายุครบ 60 ปีแล้ว กลับไม่ได้ค่าอะไรเท่าไรเลย การที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งไม่ยอมจ่ายเงินเต็มตามอัตราค่าจ้าง 1.7 เท่า หรือ 1.5 เท่าของข้าราชการตามมติ ครม.ปี 42 ทำให้พนักงานมหาวิทยาลัยมีเงินสะสมน้อยมาก เมื่อครบอายุ 60 ปีก็ต้องไปหาอาชีพทำตอนแก่ ไม่สมศักดิ์ศรีที่เรียนจบปริญญาเอกมา ถือเป็นชีวิตที่รันทดอีกมุมหนึ่ง” ว่าที่ประธาน ทปสท.กล่าว

          ดร.เชษฐา เตือนว่า ปัญหานี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรใส่ใจ โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ เพราะเป็นเรื่องความเป็นธรรมของบุคลากรนับแสนคน ที่สำคัญพนักงานมหาวิทยาลัยที่กำลังเข้าสู่วัยเกษียณจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากยังละเลยจะกลายเป็นระเบิดเวลาในวงการอุดมศึกษาไทย และสะเทือนไปถึงปัญหาสังคมผู้สูงอายุที่เมืองไทยกำลังเผชิญอยู่ด้วย

          “แม้ขณะนี้จำนวนพนักงานมหาวิทยาลัยที่เริ่มเกษียณจะยังมีไม่มาก แต่มันคือระเบิดเวลา เพราะจะมีคนเกษียณมากขึ้นในระยะต่อไป จากการสำรวจมหาวิทยาลัยในเครือข่ายของ ทปสท.ทั้งหมด 48 แห่ง ในรอบ 1 ปี พบว่ามีคนที่กำลังจะเกษียณอายุ คีอมีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป มากขึ้นกว่าเดิม 20-30% คนเหล่านี้ถ้ามีเงินสะสมไม่พอ สุดท้ายก็ต้องไปหาเงินเลี้ยงชีพเอง กลายเป็นบุคคลที่อาจจะสร้างปัญหาให้แก่สังคมต่อไป”

          อธิการบดีเกษียณ...ยังคาราคาซัง
          ปัญหาต่อมาที่ยังถูกซุกไว้ใต้พรม ก็คือ การแต่งตั้งหรือปล่อยให้คนที่อายุเกิน 60 ปี ดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้ต่อไป ซึ่งว่าที่ประธาน ทปสท. มองว่า เป็นหนึ่งในปัญหาธรรมาภิบาล และเข้าข่ายละเมิดกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐแต่ละแห่ง, พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ยึดโยงกันและมีผลชัดเจนว่า คนที่จะเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย ต้องไม่ใช่ข้าราชการที่เกษียณอายุแล้ว แต่ปรากฏว่าปัจจุบันยังมีการละเมิดเงื่อนไขข้อนี้เป็นจำนวนมาก

          “มีการสำรวจพบว่ามีอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นข้าราชการเกษียณแล้วถึงราวๆ 20 คนจาก 20 สถาบัน อย่าลืมว่าขนาด ผบ.ทบ.อายุ 60 ปียังต้องเกษียณ แล้วทำไมคนที่เกษียณแล้วยังนั่งเป็นอธิการบดีได้ มหาวิทยาลัยบางแห่งมีอธิการบดีอายุ 78 ปี บางแห่ง 74 ปี เราคิดว่ามันไม่เกิดผลดีต่อการพัฒนาระบบราชการ เนื่องจากเป็นการละเมิดกฎหมาย เมื่อปีที่แล้วมีคดีที่ศาลปกครองสูงสุดตัดสินแล้ว เป็นกรณีของมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี สรุปชัดเจนว่าคนที่เกษียณอายุราชการแล้วเป็นอธิการบดีไม่ได้ แต่กลับยังมีหลายมหาวิทยาลัยทำกันอยู่” ดร.เชษฐา ระบุ

          ว่าที่ประธาน ทปสท. กล่าวอีกว่า เมื่อไม่นานมานี้ ศาลปกครองสูงสุดได้ออกแนวปฏิบัติราชการให้ทุกหน่วยปฏิบัติ ซึ่งมีข้อหนึ่งระบุว่า การเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยของรัฐ ให้ยึดตามแนวคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด หากอายุเกิน 60 ปี หรือเกษียณอายุราชการแล้ว จะเป็นอธิการบดีไม่ได้ เป็นได้แค่อาจารย์ผู้สอนเท่านั้น

          “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ ท่านแรกของประเทศไทย ควรนำเรื่องนี้ไปจัดทำเป็นมาตรฐานกลาง เพราะก่อนหน้านี้เราเคยไปเรียกร้อง สกอ. (สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา สมัยยังไม่มีกระทรวงอุดมศึกษาฯ) ให้ออกมาตรฐานกลางแล้ว แต่กลับถูก สกอ.แจ้งว่าไม่มีอำนาจออกมาตรฐานกลาง แต่ต้องไม่ลืมว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดออกมาแล้ว และยังมีแนวปฏิบัติจากศาลปกครองออกมาชัดเจน จึงไม่ควรปล่อยให้แต่ละมหาวิทยาลัยฟ้องศาลกันไปเรื่อยๆ แต่รัฐมนตรีสามารถหันมาสนใจและแก้ไขปัญหานี้ได้” ดร.เชษฐา กล่าว

          รักษาการไม่จำกัด...มรดก(บาป)คสช.
          ประเด็นอธิการบดียังมีต่อเนื่องไปถึงผลพวงจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 37/60 ที่เปิดช่องให้ผู้ที่รักษาราชการแทนในตำแหน่งอธิการบดี สามารถรักษาการได้นานกว่า 180 วันตามที่กำหนดในกฎหมาย ในระหว่างการดําเนินการสรรหาหรือดําเนินการเพื่อแต่งตั้งอธิการบดีคนใหม่

          ดร.เชษฐา เห็นว่า การออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้ พอเข้าใจได้ว่ามีเจตนาไม่ให้การบริหารมหาวิทยาลัยสะดุด หากมีปัญหาเรื่องการสรรหาอธิการบดีนานเกิน 180 วัน แต่ผลอีกด้านที่ คสช.อาจคาดไม่ถึงก็คือ ทำให้เกิดกระบวนการรักษาการแบบไม่จำกัดเวลา หรือ unlimit

          “คำสั่ง คสช.ที่ 37/60 ยังไม่ถูกยกเลิก ตอนแรกหลายคนคิดว่าจะมีการยกเลิกคำสั่งนี้หลัง คสช.หมดอำนาจ เนื่องจากเป็นคำสั่งชั่วคราว แต่กลับไม่มีการยกเลิกใดๆ ทำให้เกิดช่องว่างของกฎหมาย อธิการบดีที่มีข้อครหา หรือหมดวาระไปแล้ว และยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ (บางคน สกอ.ไม่เสนอทูลเกล้าฯ เพราะมีปัญหาถูกร้องเรียน หรือถูกสอบทุจริต) แต่ยังนั่งรักษาการต่อไป สามารถครองเก้าอี้ต่อไปได้แบบไม่จำกัดเวลา ซึ่งอธิการบดีกลุ่มนี้ชื่นชอบด้วยซ้ำ เพราะถ้ามีการแต่งตั้ง มีการโปรดเกล้าฯ ไม่รักษาการ จะนั่งตำแหน่งอธิการบดีได้แค่ 4 ปี แต่ถ้าเป็นรักษาการ สามารถอยู่ไปเรื่อยๆ กี่ปีก็ได้”

          “เรื่องนี้ รมว.อุดมศึกษาฯ สามารถเข้าไปแก้ไขได้ทันที สามารถนำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม.ให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้ได้ หรือเสนอเป็นพระราชบัญญัติเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพราะคำสั่งที่ออกมาก็เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอยู่แล้ว เมื่อมันสร้างปัญหาใหม่ ก็ควรยกเลิก” ดร.เชษฐา กล่าว

          ไร้ธรรมาภิบาล...ยังเบิกบานไม่เปลี่ยน
          ส่วนปัญหาธรรมาภิบาล ว่าที่ประธาน ทปสท. แจกแจงว่า ทั้งการทุจริตคอร์รัปชั่นโครงการก่อสร้าง ตึกร้าง ถนนไม่ได้มาตรฐาน ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดหลักสูตรด้อยคุณภาพ การกินหัวคิวหรือแบ่งผลประโยชน์กันเป็นทอดๆ บางเรื่องตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตจริง แต่ไม่มีกระบวนการเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง หรือระงับยับยั้งโครงการได้

          “ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่กระทรวงอุดมศึกษาฯ ต้องใส่ใจอย่างมาก เพราะรัฐบาลประกาศแล้วว่าไม่เอาการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่การทุจริตกลับมีมากมายในมหาวิทยาลัยเต็มไปหมดเลย แล้วแวดวงอุดมศึกษาจะไปสร้างเด็กที่มีคุณภาพได้อย่างไร ขณะที่การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารกลั่นแกล้งบุคลากรในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะกลุ่ม พม.ที่ขัดขวางการใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือทุจริตคอร์รัปชั่น ยังคงมีอยู่ตลอด เพราะกลุ่ม พม.ใช้ระบบสัญญาจ้าง 3-5 ปี หากคนกลุ่มนี้ออกมาเรียกร้องอะไรที่ขัดกับผู้บริหาร หรือแสดงตัวอยู่ฝ่ายตรงข้าม ก็จะถูกเลิกจ้างเมื่อครบสัญญาทันที ต้องจบอาชีพอาจารย์ บางคนต้องออกไปขายหมูทอด หมูปิ้งก็ยังมี”

          ดร.เชษฐา อธิบายว่า ต้นตอของปัญหามาจากโครงสร้าง “สภาเกาหลัง” คือสภามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นฝ่ายตรวจสอบ กับอธิการบดีซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร กลายเป็นพวกเดียวกัน แต่งตั้งตำแหน่งแบบต่างตอบแทน ไม่ได้ตรวจสอบถ่วงดุลกันจริง จึงขอเรียกร้องให้กระทรวงอุดมศึกษาฯ ปฏิรูปโครงสร้างการสรรหาสภามหาวิทยาลัยเสียใหม่ ให้เกิดความเป็นธรรม และไม่ขึ้นกับอำนาจฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัย ถ้าไม่ทำแบบนี้ไม่มีทางแก้ไขได้ แม้ว่ากระทรวงอุดมศึกษาฯ จะมีนโยบายสวยหรูขนาดไหนก็ตาม

          “มหาวิทยาลัยควรมีระบบคัดสรรบุคลากรที่จะขึ้นไปเป็นผู้บริหาร ต้องไม่ตกอยู่ในอำนาจการเลือกกันเองของสภามหาวิทยาลัย และควรมีองค์กรจากนอกมหาวิทยาลัยร่วมด้วย เพื่อสร้างสมดุล ซึ่งจะทำให้ได้ผู้บริหารตามต้องการ และอิสระในการบริหารของมหาวิทยาลัยก็จะยังคงอยู่”

          “ยกตัวอย่างง่ายๆ สภามหาวิทยาลัยที่เป็นผู้เลือกอธิการบดี ทำไมต้องให้อธิการบดีเลือกผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย (กลายเป็นเลือกไขว้ เอื้อประโยชน์กันเอง) ทำไมไม่มีบัญชีกลางของทั้งประเทศ ขึ้นทะเบียนผู้ทรงคุณวุฒิที่ผ่านการคัดสรรอย่างดีเอาไว้ แยกตามสาขาที่จำเป็น เมื่อมหาวิทยาลัยไหนต้องการผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย ก็ออกระเบียบห้ามเอาพรรคพวกตัวเองเข้ามา แต่ให้ดึงมาจากรายชื่อในบัญชีกลางที่ว่านี้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง”

          พม.กว่าแสนคน...ยังไร้กฎหมายดูแล
          “ส่วนการปลดแอกพนักงานมหาวิทยาลัย ไม่ให้ฝ่ายบริหารมีอิทธิพลเหนือกว่า ก็ควรให้มีสัญญาจ้างระบบเดียวกับข้าราชการ คือทดลองงาน 1 ปี ถ้าผ่านประเมินก็จะทำสัญญาจ้างต่อไปจนถึง 60 ปี หากระหว่างนั้นประพฤติผิดทางวินัย ก็สามารถไล่ออก ปลดออกได้ ประเมินผลงานได้ พนักงานมหาวิทยาลัยควรมีสัญญาจ้างแบบนี้ เพราะคุณสมบัติและคุณภาพเท่าเทียมกันกับข้าราชการ สามารถประเมินผลงานเป็นระยะได้ แต่ปัจจุบันมหาวิทยาลัยใช้วิธีไม่เป็นธรรม ทำสัญญาจ้างแค่ 3 ปี กลายเป็นช่องทางให้ฝ่ายบริหารบีบหรือกดดันได้”

          “ปัจจุบันทิศทางการบริหารบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษากำลังเปลี่ยนไป พนักงานมหาวิทยาลัยกลายเป็นคนกลุ่มใหญ่ มีจำนวนมากกว่า 1 แสนคน แต่กลับไม่มีกฎหมายใดรองรับหรือดูแลพวกเขาเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงอุดมศึกษาฯ ต้องเร่งจัดการ วันนี้โอกาสเปิดแล้ว มาจับมือกับ ทปสท.ก็ได้ เพื่อผลักดันพระราชบัญญัติระเบียบบริหารพนักงานมหาวิทยาลัย จะได้ช่วยแก้ไขปัญหาที่ซุกอยู่ใต้พรม” ว่าที่ประธาน ทปสท.กล่าว

          และว่า ความเสมอภาคของบุคลากรในวงการอุดมศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทุกวันนี้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือ ก.พ.อ. ซึ่งมีอำนาจทุกอย่างในการบริหารงานบุคคล กลับมีเฉพาะข้าราชการเท่านั้น ถือเป็นกฎหมายที่ล้าหลังมาก เพราะข้าราชการในระบบอุดมศึกษาทุกวันนี้เหลือน้อยมาก พนักงานมหาวิทยาลัยมีจำนวนมากกว่า แต่กลับไม่มีตัวแทนใน ก.พ.อ.เลย ถือเป็นเรื่องที่ผิดหลักมากๆ

          รมว.อุดมศึกษาฯ...ถูกกังขาตาชั่งเอียง
          ดร.เชษฐา ยังฝากไปถึง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษาฯ ว่า ตั้งแต่เริ่มงานพร้อมกับรัฐบาลชุดใหม่ เหตุใดรัฐมนตรีจึงให้ความสำคัญเฉพาะกับกลุ่มอธิการบดี และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ซึ่งรวมตัวกันเป็น “ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย” หรือ ทปอ.เท่านั้น แต่ไม่เคยพบปะหรือรับฟังความเห็นจาก ทปสท. ซึ่งเป็นตัวแทนของคณาจารย์และพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งประเทศเลย

          “มันไม่มีความสมมาตรของข้อมูล เพราะท่านรัฐมนตรีฟังแต่ข้อมูลข้างเดียว เน้นแต่กลุ่มอธิการบดี หรือ ทปอ. ทั้งๆ ที่กลุ่มผู้บริหารกลุ่มนี้มีปริมาณไม่ถึง 1% ของบุคลากรมหาวิทยาลัยทั้งหมดเกือบ 2 แสนคน ที่ผ่านมาตลอด 2-3 เดือน พวกเราไม่เคยถูกเชิญหรือรับฟังความคิดเห็นของพวกเราเลย แต่กลับไปฟังข้อมูลเพียงแค่ปีกเดียว คล้ายกับตาชั่งเอียง”

          “ทางสภาคณาจารย์และข้าราชการเริ่มพูดกันหนาหูว่า กระทรวงอุดมศึกษาฯ เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองกลุ่มอธิการบดีเพียงแค่ไม่ถึง 1% โดยไม่สนใจบุคลากรอีกกว่า 2 แสนคนเลย และกำลังมีข้อครหาว่า กระทรวงอุดมศึกษาฯ กำลังถูกครอบงำหรือไม่ ซึ่งผมมองว่า หากยังเป็นแบบนี้จะทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายผิดพลาด 100% เพราะข้อมูลไม่รอบด้าน”

          ดร.เชษฐา เสนอทิ้งท้ายว่า ทิศทางของมหาวิทยาลัยไทยในอนาคตอันใกล้ ถือว่าท้าทายอย่างมาก เพราะต้องเผชิญปัญหาเด็กเกิดน้อย ทำให้ที่นั่งในมหาวิทยาลัยยังว่างเป็นจำนวนมาก นักศึกษาปี 1 ทุกคณะของบางสถาบัน เหลือไม่ถึง 1,000 คน นี่คืออีกหนึ่งปัญหาที่รอการแก้ไข ซึ่งอาจต้องควบรวมบางมหาวิทยาลัยเข้าด้วยกัน

          ขณะที่มหาวิทยาลัยในกลุ่มราชภัฏและเทคโนโลยีราชมงคล ต้องกลับไปให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กในชุมชน แต่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ออกนอกระบบราชการ ทำให้มหาวิทยาลัยต้องหาเงินเอง เมื่อหาไม่ได้ก็ต้องไปเพิ่มค่าเทอมเด็ก ทำให้เด็กที่ยากจนไม่มีเงินเรียน ยิ่งหาที่เรียนยากขึ้นไปอีก

          ถึงเวลาแล้วที่ต้องกำหนดนโยบายให้มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ยังดำรงสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในระบบราชการเหมือนเดิม เพื่อให้คงวัตถุประสงค์เดิม คือการให้เด็กยากไร้ได้เรียนหนังสือ ตรงตามนโยบายของรัฐบาลที่ว่า...ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

 

ระทึก กกต. ถกปม 'ธนาธร' ปล่อยกู้ อนค.

วันที่ 23 กันยายน 2562 - 06:00 น.
ระทึก,กกต,ถกปม,ธนาธร

จับตาวันนี้  ประธานกกต.หยิบปมเงินกู้ ธนาธร-อนค. บรรจุเป็นวาระพิจารณา ขณะที่กฎหมายไม่เปิดช่องให้พรรคการเมืองกู้เงิน

      พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการ กกต.จะพิจารณาสำนวนตรวจสอบกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถูกร้องให้ตรวจสอบในประเด็นให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงิน191 ล้านบาท เพื่อดำเนินกิจการพรรคอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายพรรคการเมือง ว่า ทางสำนักงานฯได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้กับกกต.แล้วโดยปกติเรื่องสำคัญกกต.แต่ละท่านก็จะทำการศึกษาก่อน จากนั้นทางประธานกกต.ก็จะพิจารณาว่าจะบรรจุ เข้าเป็นระเบียบวาระให้ที่ประชุมกกต.พิจารณาเมื่อใด ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็เช่นเดียวกัน

     เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าพิจารณาในการประชุมกกต. ภายในสัปดาห์นี้เลย เลขาธิการ กกต.กล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้ขึ้นอยู่กับประธานกกต.ว่าจะพิจารณาบรรจุเป็นระเบียบวาระให้ที่ประชุม กกต.พิจารณาเมื่อใด

       รายงานข่าวเปิดเผยว่า สำนวนที่ทางสำนักงานฯจะเสนอกกต.นั้น นอกจากจะเป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ตามคำร้องที่มีการกล่าวหาแล้ว ยังจะมีความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองเสนอไปประกอบการพิจารณาด้วย และมีความเป็นไปได้ที่สำนวนดังกล่าวจะถูกเสนอให้ที่ประชุมกกต.พิจารณาในวันพรุ่งนี้(23ก.ย.) เนื่องจากหลักการประชุมกกต.ที่ผ่านมา ในทุกวันจันทร์จะเป็นการพิจารณาสำนวน เรื่องร้องเรียนต่างๆ และ การประชุมวันอังคารจะเป็นเรื่องร่างระเบียบ ประกาศหรือการบริหารสำนักงาน

       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นที่น่าสนใจของเรื่องเงินกู้นั้นอยู่ที่ กกต.จะตีความข้อกฎหมายอย่างไร เนื่องจาก พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 62 กำหนดที่มา รายได้ของพรรคการเมือง ไว้ 7 ประการ คือ1. เงินทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ตามมาตรา 9 วรรคสอง  2. เงินค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรคการเมืองตามที่กำหนดในข้อบังคับ 3. เงินที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าหรือบริการของพรรค 4. เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรค 5.เงินทรัพย์สินและประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการบริจาค 6. เงินอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 7. ดอกผลและรายได้ที่เกิดจากเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของพรรคการเมือง 

     ขณะเดียวกัน ในหมวดการใช้จ่ายของพรรคการเมือง มาตรา 87 ก็กำหนดให้การดำเนินกิจการของพรรค ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของพรรคและสมาชิก และค่าใช้จ่ายในการบริหารพรรคให้ใช้จ่ายเงิน ที่มาจากรายได้ที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น

     สำหรับกรณีเงินกู้พรรคอนาคตใหม่ ตกเป็นประเด็นจากการบรรยายของนายธนาธร เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 62 ระหว่างได้รับเชิญจากสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย(FCCT)  ว่าในช่วงระหว่างหาเสียงเลือกตั้งพรรคอนาคตใหม่ไม่สามารถระดมทุนได้ทันเวลาสำหรับการหาเสียง นายธนาธรจึงให้เงินพรรคยืม 110 ล้านบาท ซึ่งจะเท่ากับว่า นายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ยอมรับว่าเงินที่พรรคใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค.62 เป็นเงินกู้ และการที่พรรคนำเงินกู้มาใช้จ่ายเป็นค่าดำเนินกิจการของพรรค ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของพรรคและสมาชิกจะถือว่าขัดมาตรา 87 ที่กำหนดให้การใช้จ่ายในเรื่องดังกล่าว ต้องมาจากเงินรายได้และทรัพย์สินตามมาตรา 62 หรือไม่

ต่างประเทศ

อาจารย์ม.ดังเกาหลีเทียบทาสกามารมณ์ทหารญี่ปุ่นเหมือนโสเภณี

วันที่ 23 กันยายน 2562 - 07:27 น.
ทาสกามารมณ์,ทหารญี่ปุ่น,โสเภณี

ศิษย์เก่า-ศิษย์ปัจจุบัน พรรคการเมือง จี้ไล่ออกศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยแถวหน้าของเกาหลีใต้ เทียบทาสกามารมณ์ทหารญี่ปุ่นเป็นโสเภณี 

“คอมฟอร์ท วีเมนก็เหมือนกับโสเภณี  ทำไมพวกเธอต้องขายตัว  ก็เพราะความยากลำบากในการหาเลี้ยงชีพ ในอดีตมันเป็นเช่นนั้น” ริว ซึ่งอดีตเป็นประธานคณะกรรมการนวัตกรรม ของพรรคเสรีภาพ พรรคฝ่ายค้านหลักในปี 2560 กล่าว 

 

พบบันทึกภาพยนตร์สตรีเกาหลีที่ถูกบังคับเป็นทาสกามารมณ์ญี่ปุ่นครั้งแรก
สิ้นอดีตทาสกามารมณ์เกาหลีใต้คนสำคัญในวัย 93
บาดแผลทาสกามารมณ์ญี่ปุ่นเงินแก้ไม่ได้

สื่อในเกาหลีใต้รายงานโดยอ้างคลิปเสียงในห้องบรรยาย ว่าเมื่อนักศึกษาคนหนึ่งแย้งว่าเหยื่อเหล่านั้น ถูกหลอกไปเป็นทาสบำเรอกาม อาจารย์ก็เปรียบว่า ไม่ต่างจากการค้าประเวณีในสมัยนี้ ผู้หญิงเข้าสู่การเป็นโสเภณี เพราะถูกหลอกว่าไม่ได้พาไปขายตัว แต่ไปรินเหล้าให้กับลูกค้า

 

เจาะประเด็นร้อน

ลุงตู่ สวมสูทสีเดียวบนเวทียูเอ็น

วันที่ 23 กันยายน 2562 - 00:00 น.
พลอประยุทธ์,ลุงตุ่

คอลัมน์...  วงในวงนอก   โดย... อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

          ถึงวันนี้ ท่านนายกรัฐมตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงปฏิบัตภารกิจอยู่ที่สหรัฐอเมริกานะครับ กว่าจะกลับถึงเมืองไทยเกือบปลายเดือนโน่นเลย คือวันที่ 27 กันยายน

          ถือเป็นการเดินทางเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 74 ที่นครนิวยอร์ก และจะได้ขึ้นอภิปรายในเวทีที่ประชุม


          นอกเหนือจากนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรองเพื่อเป็นเกียรติแก่หัวหน้ารัฐบาลที่เข้าร่วมประชุมด้วย

 

          “ใครมาถึงเรือนชานก็ต้องต้อนรับ” จึงเปิดโอกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นตัวแทนมิตรภาพมาช้านานได้พบปะพูดคุยกับเจ้าภาพงานเลี้ยง หลังจากนั้น ยังได้เจอะเจอผู้นำชาติต่างๆ ในลักษณะทวิภาคีอีกด้วย


          ถือว่าไปทั้งทีต้องไปให้คุ้ม เปิดเจรจาการค้าการลงทุนให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด

          กล่าวถึงเวทีแห่งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยมาโชว์สปีคอิงลิช ฟุตฟิตฟอไฟก็หลายรอบ แต่ช่วงนั้นมาในลักษณะสวมใส่เครื่องแบบสองสี ซีกขวาสวมสูทสีดำ ซีกซ้ายสวมชุดสีเขียวลายพราง นึกภาพดูแล้วกัน คนสวมเสื้อผ้าแบบนี้แปลกประหลาดอยู่ไม่น้อย

          ยิ่งไปอยู่ในวงล้อมโลกเสรีประชาธิปไตย ได้ทีนักวิจารณ์เอามาแซวเป็น "ตัวตลกอาเซียน” ซะงั้น อีกอย่าง บรรดานักการเมืองผู้ผูกขาดสัมปทานประชาธิปไตยก็ออกมาปรามาส “เพื่อนไม่คบ” ต่างชาติเบือนหน้าหนีแน่นอน

          แต่ทว่า "ลุงตู่” ไม่ยี่หระ อีกทั้งเป็นความโชคดีที่เข้ามาดูแลสถานการณ์บ้านเมืองในยุคสมัยประชาธิปไตย 5.0 แต่ละชาติเปลี่ยนวิธีการทูตด้วยการยึดถือผลประโยชน์ระหว่างประเทศมาก่อน เก็บคัมภีร์ประชาธิปไตยไว้ข้างหลัง

          “ประเทศไทยตอนนั้นจึงเป็นลักษณะเผด็จการบางๆ ต่อให้คุณเป็นนายกฯ มีเงา คสช.ครอบอยู่ หลายประเทศก็ไม่ถึงกับตั้งป้อมต่อต้าน เพราะเข้าใจสถานการณ์การเมืองในไทยด้วยคำมั่นจะมีการเลือกตั้ง”

          จึงมีคนหน้าแตกหลายราย ที่ว่าไม่มีใครคบผลตรงข้ามทั้งนั้น "ลุงตู่” เดินทางออกไปพบผู้นำชาติยักษ์ใหญ่อย่างไม่ถูกปิดกั้น ขณะเดียวกัน ผู้นำชาติในเอเชียติดต่อขอเดินทางมากระชับสัมพันธ์กับไทยเสียเอง

          แม้แต่กลุ่มสหภาพยุโรป มักมีข่าวออกมาว่างอนรัฐบาลไทย เพราะเป็นรัฐบาลทหาร แต่ดูไปดูมา น่าจะเป็นการออกข่าวจากฝรั่งขี้นกมากกว่า เนื่องจากระดับผู้บริหารของอียู ดันออกมาแถลงกระชับสัมพันธ์ ผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ICAO ปลดธงแดง จากการที่ไทยแก้ไขมาตรฐานการบินสำเร็จ หรือกรณี IUU ปลดธงเหลืองการทำประมงผิดกฎหมา

          ถ้ายังหลงเชื่อตามกันว่ายุโรปไม่เอารัฐบาล "ลุงตู่” ต้องไปยืนฟังกลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างชาติที่เข้ามาแสวงประโยชน์บนแผ่นดิน หรือไม่ก็ไปฟังฝรั่งหน้าเดิมแถวๆ พรรคการเมืองที่ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเท่านั้น

          ต่อให้เรายืนยันว่าสิ่งที่เห็นเป็นสีขาว แต่คนพวกนี้จะบอกว่าสีดำ หรือบอกว่าดีเขาก็จะบอกว่าไม่ดี ไม่มีหรอกเห็นตรงกัน ตราบใดที่เข้ามาทำงานตามใบสั่งหารับประทานกับองค์กรต่างชาติ "ซังกะบ๊วย”

          ครานี้ พาทุกท่านกลับมาโลกปัจจุบัน การที่ “ลุงตู่” ไปสหรัฐอเมริการอบล่าสุด จึงไปในสถานะนายกรัฐมนตรีเต็มขั้น ไม่มีเงาร่างหัวหน้า คสช.ตามไปด้วย และเป็นการไปภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะนายกฯ ครบถ้วนตามคุณสมบัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทุกประการ

          สูทที่สวมใส่ จึงไม่ต้องกลัวสีตกหรือเปลี่ยนเป็นสีเขียวลายพราง แต่มาด้วยสีเดียวเป็นสีลายธงชาติไทยไปผงาดอยู่บนเวทียูเอ็นอย่างไม่อายใคร

          เชื่อได้เลยว่า ประเด็นการดูถูกดูแคลน เป็นผู้นำไม่ได้มาจากประชาธิปไตยลดน้อยลง หากจะมีบ้างคงไม่ได้มาจาก บรรดาชาติผู้นำต่างๆ หรอกนะครับ

          แต่จะมาจากคนไทยด้วยกันเองนี่ล่ะ ที่ยังไม่ตื่นจากการเสพตำราประชาธิปไตยฉบับแย่งชิงอำนาจกันอย่างไม่รู้จบ ไปยืนแหกปากเย้วๆ ต่อต้านเผด็จการอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

          อันนี้ก็เป็นสิทธิของการแสดงความคิดความอ่านตามระบอบประชาธิปไตย แต่อย่าละเมิดสิทธิผู้อื่นแล้วกัน

          โลกเสรีประชาธิปไตย เขาเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่เหมือนประเทศไทยหรอกนะครับที่บ่นกันจังว่าเผด็จการครอบงำแต่กลับแสดงออกเลยเถิดอย่างไรก็ได้


          วันดีคืนดีออกมาจาบจ้วงดูหมิ่น กล่าวหารัฐธรรมนูญเฮงซวย โดยไม่มีใครเอาผิดได้ จำเริญเถอะพ่อคุณทูนหัวนักผูกขาดประชาธิปไตย

 

แต่ศาสตราจารย์ในสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ยังได้เปรียบสภาเกาหลีเพื่อการระลึกถึงและความยุติธรรม ซึ่งเป็นองค์กรหลักสนับสนุนอดีตทาสกามารมณ์ ว่าไม่ได้ต่างจากพรรคการเมืองหัวซ้ายที่เคยถูกสั่งยุบพรรคฐานสนับสนุนโสมแดง องค์กรนี้ล้างสมองเหยื่อ เพื่อทำให้พวกเธอเชื่อว่าตนเองคือเหยื่อ 

สภาเกาหลีเพื่อการระลึกถึงและความยุติธรรม ประณามความเห็นของนักวิชาการท่านนี้ว่าเผยแพร่ความรู้ผิดๆ และเรียกร้องให้ไล่ออก อีกทั้งควรขอโทษเหยื่อ เช่นเดียวกับกลุ่มศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยยนเซ และสภานักศึกษาที่ออกแถลงการณ์ ว่ารับไม่ได้กับความเห็นอัปยศในมหาวิทยาลัยที่มีประวัติศาสตร์ภาคภูมิใจกับการต่อสู้จักรวรรดินิยมญี่ปุ่น 

 ด้านพรรคประชาธิปไตยเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ระบุว่า นี่เป็นความเห็นน่าผิดหวังมาก แม้แต่กลุ่มฝ่ายขวาญี่ปุ่นยังไม่กล้าพูดขนาดนี้ และพรรคเสรีภาพ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ก็เรียกร้องศาสตราริวควรขอโทษเหยื่อและครอบครัว 

ความเห็นของศ.ริว  ยังมีขึ้นในขณะที่ความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นกำลังร้าวฉานหนักจากประเด็นประวัติศาสตร์ และพาลมาเป็นสงครามการค้า 

ข่าวด่วน

ลุ้นต่อพรุ่งนี้ กกต.ยังไม่พิจารณาเงินกู้ธนาธร

วันที่ 23 กันยายน 2562 - 18:55 น.
เงินกู้ธนาธร,อนาคตใหม่,กกต

 

ลุ้นอีก เงินกู้ธนาธร ยังไม่บรรจุเป็นวาระ กกต.พิจารณาต่อพรุ่งนี้

 
ทั้งนี้เพื่อใช้ดำเนินกิจการพรรคการเมือง อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายพรรคการเมือง แต่กกต.ยังจะมีการประชุมต่อในวันพรุ่งนี้(24ก.ย.) จึงต้องรอดูว่าเรื่องดังกล่าวจะเข้าพิจารณาหรือไม่. อย่างไรก็ตาม สำนวนที่สำนักงาน กกต.ฯเสนอไปยังคณะกรรมการ กกต. นั้น คาดว่าจะเป็นสำนวนที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเบื้องต้นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องเป็นอย่างไร มีประเด็นข้อกฎหมายอะไรบ้าง พรรคการเมืองสามารถกู้เงินมาใช้ดำเนินกิจกรรมได้หรือไม่ เงินกู้เป็นรายได้ของพรรคหรือไม่ และการดำเนินการดังกล่าวของพรรคมีมูลเข้าข่ายเป็นความผิด ตามกฎหมายหรือไม่

 .....................................................

23 กันยายน 2562

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน