*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5899
  • จำนวนผู้ชม : 3573675
  • จำนวนผู้โหวต : 1716
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1716 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 475 , 13:18:38 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หน.พรรคอนาคตใหม่ คงจะกลัวว่า นายกฯ'บิ๊กตู่' ไปประชุมที่นิวยอร์คกับ UNO ทั้งที แต่น่าจะเหงาๆ

ไปสักหน่อย ก็เลยติดต่อจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสหรัฐอเมริกา ให้หาคนมาชูป้ายต่อต้าน 'บิ๊กตู่' สักกระหย่อมหนึ่ง

แต่จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม คนที่ได้มาไม่ใช่คนไทย แต่เป็นคนชาติด้อยพัฒนาบางชาติที่อพยพเข้ามาอยู่ในสหรัฐแทน แล้วคนพวก

นั้นก็ดันไม่รู้จักประเทศไทย ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนของโลกอีกด้วย ..... ประเด็นนี้ 'บิ๊กตู่' คงจะทำเป็นโจทย์การบ้านเอามาฝากหน่วยงานที่

เกี่ยวข้อง เพื่อโหมประชาสัมพันธ์ประเทศไทยเป็นการใหญ่ต่อไป

 


หน้าแรก / Politics เปิดรายละเอียดสัญญา‘ธนาธร’จ้างล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯ

เปิดรายละเอียดสัญญา‘ธนาธร’จ้างล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯ

27 Sep 2019
 

เอกสารชี้ “ธนาธร”จ้างแอพโกฯเป็นตัวแทนดำเนินกิจกรรมการเมืองและเป็นที่ปรึกษาด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ในสหรัฐฯ

วันนี้ (27 ก.ย.) เพจเฟซบุ๊กพรรคอนาคตใหม่ได้ออกมาชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่เอกสารการว่าจ้างระหว่างนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (Thanathorn Juangroongruangkit) กับบริษัท แอพโก เวิลด์ไวด์ (APCO Worldwide LLC) ซึ่งเป็นบริษัทประชาสัมพันธ์และล็อบบี้ยิสต์รายใหญ่ในสหรัฐฯ“อนาคตใหม่”ยอมรับจ้างล็อบบี้ยิสต์สหรัฐจริงอ้างแค่ประสานงาน

เมื่อมาดูในเนื้อหาเอกสาร ระบุชื่อ บริษัท แอพโก เวิลด์ไวด์ (APCO Worldwide LLC) ซึ่งเป็นบริษัทประชาสัมพันธ์ใหญ่อันดับ2 และเป็นล็อบบี้ยิสต์ชั้นแนวหน้าของสหรัฐฯ มีความเชี่ยวชาญในการจัดการปัญหาด้านการเมืองที่อ่อนไหวและการจัดการวิกฤติต่างๆ สำนักงานตั้งอยู่ที่ถนนเพนซิลวาเนีย อเวนิว (Pennsylvania Ave) กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา

ส่วนผู้ว่าจ้างชาวต่างชาติ (Foreign Principal) คือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในเอกสารระบุชื่อภาษาอังกฤษ Thanathorn Juangroongruangkit เป็นบุคคลสัญชาติไทย และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มีการกากบาท “NO” ในข้อ b เพื่อยืนยันว่า ไม่ได้อยู่ภายใต้การจัดการ เป็นเจ้าของ สั่งการ ควบคุม ระดมทุน และอุดหนุนทางการเงินโดยรัฐบาลต่างชาติ พรรคการเมืองต่างชาติ หรือคนต่างชาติ

เอกสารดังกล่าว ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1 ก.ค. ถึง 31 ธ.ค. 2562 แอพโกจะให้บริการในราคา 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน (คิดเป็นเงินไทย 306,300 บาทต่อเดือน รวม 6 เดือน ประมาณ 1,837,710 บาท) มีการลงนามร่วมกันโดยนายอีวาน เคราส์ (Evan Kraus) ประธานและกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ (President and MD Operations)ในฐานะผู้รับจ้างงาน และนาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะผู้ว่าจ้าง  

ในหัวข้อที่ให้อธิบายถึงขอบข่ายของงานที่ว่าจ้างนั้น ในเอกสารระบุว่า ผู้รับจ้างงานจะต้องช่วยให้ข้อมูลแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและให้บริการด้านกลยุทธ์การสื่อสารในประเทศสหรัฐอเมริกาให้กับผู้ว่าจ้าง เพื่อให้ผู้คนในสหรัฐฯได้ตระหนักเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและสังคมในประเทศไทยดียิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังให้แอพโก เวิลด์ไวด์ฯ “ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง” และ “ให้บริการด้านการสื่อสาร” ในฐานะตัวแทนของผู้ว่าจ้าง ประสานงานกับสื่อมวลชนและองค์กรในสหรัฐฯเพื่อสร้างความตระหนักมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและสังคมในประเทศไทย


หน้าแรก / Politics มีผลแล้ว รัฐวิสาหกิจทำงาน 20 ปี รับ 400 วัน

มีผลแล้ว รัฐวิสาหกิจทำงาน 20 ปี รับ 400 วัน

27 Sep 2019
 
หม่อมเต่า เผยประกาศมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ปรับเพิ่มเงินค่าตอบแทน ค่าชดเชยลูกจ้างรัฐวิสาหกิจทำงาน 20 ปีขึ้นไป ให้ได้รับเงิน 400 วัน เริ่มบังคับ 27 กันยายน 2562

ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 4) ได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2562 เป็นต้นไป ซึ่งสาระสำคัญของประกาศดังกล่าวได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 โดยปรับเพิ่มอัตราค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจที่ถูกเลิกจ้าง ซึ่งขยายสิทธิให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกัน  ครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ให้ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายของการทำงาน 300 วัน และลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชย 400 วัน

รวมทั้ง เพิ่มค่าตอบแทนความชอบในการทำงานของลูกจ้างที่มีอายุงาน  20 ปี ขึ้นไป และพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุตามข้อบังคับ ข้อกำหนด ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้าง ให้ได้รับค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายของการทำงาน 400 วัน ซึ่งสิทธิการได้เงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานนี้ จะมีผลใช้บังคับแก่ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจที่จะเกษียณอายุในวันที่ 30 กันยายน 2562 นี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนคุณงามความดีของลูกจ้างที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่องค์กรมาเป็นระยะเวลายาวนาน

"เพื่อให้นายจ้างและลูกจ้างในภาคส่วนรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องได้รับรู้รับทราบข้อมูล    ที่ถูกต้อง ได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เร่งสร้างความเข้าใจ พร้อมทั้งให้ข้อมูลทั้งในส่วนของหลักการ เหตุผล และแนวทางปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจและปฏิบัติได้อย่างถูกต้องภายใต้ความสัมพันธ์อันดีต่อกัน"

หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค การค้า - การเกษตร กาง 3 ยุทธศาสตร์พาณิชย์เพิ่มยอดส่งออก

กาง 3 ยุทธศาสตร์พาณิชย์เพิ่มยอดส่งออก

27 Sep 2019

สรรเสริญชี้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอน เฟืองทุกตัวต้องหมุนพร้อมกัน ชูยุทธศาสตร์เน้นเร่งรายได้จากล่างขึ้นบน บนลงล่าง และแสวงหาจากอนาคต ระบุมาตรการประกันราคาฯ ให้ประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรมากกว่า 19 ล้านคน มั่นใจรัฐบาลพาเศรษฐกิจไทยพ้นภาวะถดถอยสู่ความก้าวหน้า

ดร.สรรเสริญ สมะลาภา กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันมาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก โดยหลายสำนักทางเศรษฐกิจปรับคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2562 ลงมาโดยลำดับ จากเดิมคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัว 3.8% ปรับลงมาสู่ 3.3% ขณะที่บางสำนักคาดการณ์เหลือ 2.8%  ซึ่งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ความไม่แน่นอนของเบร็กซิท (Brexit) ส่งผลให้การส่งออก การลงทุนชะลอตัว และโยงมาถึงเศรษฐกิจภาพรวมในที่สุด

ทั้งนี้  จากสถานการณ์ดังกล่าวการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีประสิทธิผลคือ ฟันเฟืองทุกตัวต้องหมุนไปพร้อมกัน จะหวังให้กระทรวงการคลังอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ประกันราคาสินค้าเกษตร กระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬาเร่งรัดดึงนักท่องเที่ยว เปรียบเหมือนเฟืองทุกตัวต้องหมุนไปพร้อมกัน  เมื่อรายได้ของประชาชนมากขึ้น ก็จะเงินนำไปซื้อสินค้าที่ภาคธุรกิจผลิตได้มากขึ้น เมื่อรายได้ของภาคธุรกิจเพิ่ม จะทำให้การจัดซื้อวัตถุดิบ การจ้างงาน และการขยายกิจการสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปข้างหน้า ทั้งนี้ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ต้องดูแลงานด้านเศรษฐกิจหลายมิติ เช่น ราคาสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค ภาคส่งออก การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และพัฒนาธุรกิจยุคใหม่ให้เจริญก้าวหน้า

“กรอบภารกิจดังกล่าวนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบนโยบายให้ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เร่งขับเคลื่อนไปข้างหน้าโดยพร้อมเพรียงกันเหมือนเฟืองทุกตัวหมุนไปพร้อมๆ กัน โดยกำหนดแนวทางหลักไว้ ประการคือ หนึ่ง สร้างรายได้จากฐานรากหรือจากล่างขึ้นบน สอง สร้างรายได้จากบนลงล่าง และสาม การมองไปที่อนาคต

ดร.สรรเสริญ กล่าวต่อไปอีกว่า หนึ่งในกลไกสำคัญของการสร้างรายได้จากฐานรากที่กระทรวงฯกำลังขับเคลื่อนอยู่เวลานี้คือ นโยบายประกันราคาสินค้าเกษตร 5 ชนิด ประกอบด้วย ข้าวเปลือก ยางพารา น้ำมันปาล์ม มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หลักการของการประกันราคาสินค้าเกษตรคือ ต้นทุนทั้งหมดรวมกำไรที่เกษตรกรพึงได้หักด้วยราคาตลาด มีส่วนต่างเท่าไหร่นำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดราคารับประกัน  โดยการประกันราคาข้าวเปลือกล็อตแรกจะถึงมือเกษตรกร ในวันที่ 15 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ เฉพาะในส่วนประกันราคาข้าวเปลือก มีชาวนาเข้าร่วมโครงการ 3.9 ล้านครัวเรือน เฉลี่ยครัวเรือนหนึ่งมีสมาชิก 3-3.5 คน คิดแล้วเป็นประชากรที่ได้ประโยชน์ทั้งสิ้น 11.48 ล้านคน ส่วนปาล์มน้ำมัน เงินประกันล็อตแรกจะถึงมือเกษตรกรในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ มีพี่น้องเกษตรกรรับประโยชน์ 300,000 ครัวเรือน ยางพารา เงินประกันล็อตแรกออก 15 ตุลาคม นี้เช่นกัน มีเกษตรกรรับประโยชน์ 1.1 ล้านครัวเรือน ส่วนมันสำปะหลัง และข้าวโพดสำหรับเลี้ยงสัตว์อยู่ระหว่างพิจารณากำหนดเกณฑ์ในการรับประกัน

สำหรับมาตรการประกันราคาพืชผล ตัวแรก คือ ข้าวเปลือก ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มีเกษตรกรรับประโยชน์ 5.3 ล้านครัวเรือน หรือราว 19 ล้านคน  โดยเป้าหมายของกระทรวงฯคือ ยกระดับเกษตรกรฐานรากให้ขึ้นมา จากเดิมก่อนหน้านี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินรายได้เกษตรกรจะเพิ่ม 3.5% ถึง 3.8% ในปีนี้ หากรวมนโยบาย พืชหลักที่อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่ารายได้ของเกษตรกรจะเพิ่มขึ้นเป็น 4% การเพิ่มรายได้ของเกษตรกรที่เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศ จะแปรเป็นรายได้มาซื้อสินค้าของไทย



                นอกจากนี้ กระทรวงฯยังมีนโยบายพลิกฟื้นโชห่วยที่มีอยู่มากกว่า แสนราย ให้เป็นสมาร์ทโชห่วย ให้สามารถแข่งขันในตลาดกับโมเดิร์นเทรดและการค้าออนไลน์ โดยกระทรวงจะสนับสนุนเรื่องรูปลักษณ์ การจัดวางผังในร้าน โปรแกรมบัญชี สต็อกและจะนำสินค้าจากชุมชนโอท็อปที่มีอยู่ทั่วประเทศกระจายผ่านโชห่วย

ดร.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า นโยบายลำดับสอง ที่กระทรวฯดำเนินการคือ ทำเรื่อง บนลงล่าง หรือจากผู้ประกอบการลงมา เรื่องแรกที่ทำคือ เร่งรัดส่งออก ด้วยยุทธศาสตร์ ด้าน คือ ขยายตลาดเดิม เปิดตลาดใหม่ และฟื้นตลาดเก่า ต่อจากนี้ไปทูตพาณิชย์ต้องทำหน้าที่เป็นเซลล์แมนของประเทศ โดยให้ทูตพาณิชย์ต้องค้นหาให้ได้ว่า ประเทศที่ตัวเองไปประจำอยู่นั้น จะขายสินค้าอะไรได้ ขายให้ใคร และใช้วิธีอย่างไร พร้อมกับให้ศึกษาว่าสินค้าของไทยแตกต่างจากสินค้าคู่แข่งหรือไม่อย่างไร


“ที่ผ่านมา รมว.พาณิชย์ นำคณะผู้บริหารจากภาครัฐและเอกชนเดินทางไปประเทศจีน และสามารถจับคู่ทำสัญญาขายมันสำปะหลังจำนวน 2.68 ล้านตันมูลค่าประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาส่งมอบ 1 ปี รูปแบบนี้จะต้องเกิดขึ้นกับสินค้าอื่นและหลายประเทศ นอกจากนี้ การขยายตลาดส่งออกชายแดนและการค้าแบบผ่านชายแดนก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์พยายามขยายตลาดเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันการค้าผ่านช่องทางดังกล่าวมีสัดส่วนราว 9% ของปริมาณส่งออกรวม โดยจะขจัดอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้ขั้นตอนการส่งออกคล่องตัวมากที่สุด”

อย่างไรก็ดี ส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกที่ทำในระดับนโยบายคือการค้าระหว่างประเทศ เรื่องใหญ่สุดคือ เขตการค้าเสรีอาร์เซ็ป มีอาเซียน 10 ประเทศบวก ประเทศคือจีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์รวม 16 ประเทศ ซึ่งนับเป็นเรื่องใหญ่เพราะรวมแล้วเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่สุดในโลก ประชากรรวม 3,500 ล้านคน อาร์เซป ต้องเร่งเจรจา หากเจรจาจบเราจะได้ตลาดการค้าเสรีใหญ่ที่สุดในโลกพร้อมกับขับเคลื่อนการเจรจาเขตการค้าอื่นที่ค้างท่ออยู่ อาทิ เขตการค้าเสรีกับอียู ศรีลังกา ตรุกี ศรีลังกา ปากีสถาน หากทุกการเจรจาจบจะเพิ่มยอดส่งออกให้ประเทศไทย

ด้านนโยบายกลุ่มที่สาม คือ ภาคธุรกิจต้องก้าวไปข้าวหน้าให้ทันกับยุคเศรษฐกิจทันสมัย ไบโออีโคโนมี (เศรษฐกิจชีวภาพ) กรีนอีโคโนมี (เศรษฐกิจสีเขียว) แชรริ่งอีโคโนมี (เศรษฐกิจแบ่งปัน) ครีเอทีฟอีโคโนมี (เศรษฐกิจสร้างสรรค์) กระทรวงพาณิชย์จะเป็นกลไกให้เกิดเศรษฐกิจใหม่ๆ ขึ้น พร้อมกับเร่งผลักดันสินค้าท้องถิ่นที่มีแหล่งกำเนิดบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับเกษตรกรมหาศาล เช่น ไข่เค็มไชยา มะขามหวานเพชรบูรณ์ ฯลฯ สินค้าเหล่านี้รอขึ้นทะเบียน และกระทรวงให้การบ้านพาณิชย์จังหวัด หาสินค้าในแต่ละจังหวัดมาจดทะเบียน โดยกระทรวงพาณิชย์จะจัดรถเคลื่อนที่ไปให้บริการจดทะเบียนถึงที่

หน้าแรก / อสังหาริมทรัพย์ ย้อนรอยวิบากกรรม ”มหาดเล็กหลวง 2 เรสซิเดนเซส”

ย้อนรอยวิบากกรรม ”มหาดเล็กหลวง 2 เรสซิเดนเซส”

27 Sep 2019
 
เซเลบ-ชาวชุมชนซอยมหาดเล็กหลวงแข็งแกร่ง ล้มคอนโดหรูโครงการ”มหาดเล็กหลวง 2 เรสซิเดนเซส” ของ TFD ตระกูลเตชะอุบล ล่าสุดศาลปกครองเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้าง หลังจาก 2 ปีก่อนสั่งถอน EIA มาแล้ว   

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครขยายตัวอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมหรูระดับลักชัวรี่ในย่านใจกลางธุรกิจอย่าง ราชดำริ เพลินจิต และหลังสวน กลายเป็นทำเลทองที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจ จึงไม่แปลกที่ปัจจุบันที่ดินซึ่งมีสิทธิ์ขาดในการครอบครองหรือฟรีโฮลด์ หายากและมีราคาแพงมาก จึงหันไปสนใจที่ดินให้สิทธิ์การถือครองเป็นระยะเวลา หรือลีสโฮลด์ มาทดแทน

ทั้งนี้บริษัท ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TFD ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) ที่มีตระกูลเตชะอุบลเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ได้เช่าที่ดินจากสำนักงานพระคลังข้างที่ เนื้อที่ 1-3-28 ไร่ โดยมีระยะสัญญาเช่ายาว 30 ปี เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมสูง 43 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น ชื่อ”มหาดเล็กหลวง 2 เรสซิเดนเซส”

สำหรับที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินเปล่าผืนสุดท้ายในซอยมหาดเล็กหลวง ดังนั้น เมื่อ TFD ประกาศพัฒนาโครงการอาคารพักอาศัยสูง 43 ชั้น จึงได้รับการต่อต้านจากชุมชนที่พักอาศัยในบริเวณใกล้เคียง ในประเด็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เหตุเดือดร้อนรำคาญจากมลภาวะทางเสียงและฝุ่นระหว่างการก่อสร้าง ปิดกั้นแสงแดดและทางลม เมื่อประมาณปี 2560

ประเด็นดังกล่าวศาลปกครองกลางมีคำสั่งเพิกถอนมติคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านอาคาร การจัดสรรที่ดิน และบริการชุมชน ที่ให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2560

และเร็วๆนี้ ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ซ้ำอีกหนึ่งกระทง โดยศาลมีคำพิพากษาวินิจฉัยว่าถนนมหาดเล็กหลวง 2 มีเขตทางกว้าง 12 เมตรถึง 13.57 เมตร การที่สำนักการโยธา กทม.ออกใบอนุญาตให้ก่อสร้างดัดแปลงอาคาร เลขที่ 20/2559 ลงวันที่ 1 มิ.ย. 2559 ให้สำนักงานพระคลังข้างก่อสร้างเป็นอาคารสูง 43 ชั้น ชั้นใต้ดิน 1 ชั้นเพื่อใช้เป็นอาคารอยู่อาศัยรวม 145 ห้อง พื้นที่ 44,618 ตารางเมตร

โดยมีพื้นที่รวมกันทุกชั้นในหลังเดียวกันตั้งแต่ 1 หมื่นตารางเมตรขึ้นไป ถือเป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ตั้งอยู่บนที่ดินแปลงย่อยที่ 24 โดยอยู่ติดกับถนนมหาดเล็กหลวง 2 ที่มีขนาดเขตทางกว้างน้อยกว่า 18 เมตร จึงเป็นการฝ่าฝืนตามข้อ 2 วรรคสอง ของกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522

อย่างไรก็ตาม แรงต้านของผู้พักอาศัยและชาวชุมชนในย่านราชดำริต่อโครงการคอนโดมิเนียม แบบไฮไรส์ นั้น โครงการมหาดเล็กหลวง 2 เรสซิเดนเซส ไม่ใช่โครงการแรก เมื่อปี 2555 เจ้าของห้องชุดและลูกบ้านผู้อยู่อาศัยในอาคารคอนโดมิเนียมหรูในซอยมหาดเล็กหลวง 2 รวมตัวกันร้องเรียนบริษัท โรงแรมราชดำริ จำกัด ชื่อ โรงแรมโฟร์ซีซัน เวลานั้นซึ่งบริหารงานโดยบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (MINT) ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ มีโครงการจะรื้อหรือทุบทิ้ง พื้นที่บางส่วนของโรงแรมที่ยื่นออกไปทางด้านหลัง เพื่อจะก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมหรูชื่อ ราชดำริ เรสซิเดนซ์ เพื่อเสนอขายแก่บุคคลทั่วไปในรูปแบบ Lease Hold (ได้สิทธิ์การถือครองเป็นระยะเวลา)

 

 

 

 .................................................

เอาแล้ว! 'บิ๊กตู่'แฉมีหลักฐานหมด ใครอยู่เบื้องหลังให้ต่างชาติถือป้ายประท้วง

เอาแล้ว! 'บิ๊กตู่'แฉมีหลักฐานหมด ใครอยู่เบื้องหลังให้ต่างชาติถือป้ายประท้วง

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.10 น.
 
 

เมื่อวันที่ 27 กันายน 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย ให้สัมภาษณ์สำนักข่าววีโอเอไทย ระหว่างปฏิบัติภารกิจร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ(UNGA) โดยนายกฯ ตอบคำถามกรณีฯมีการถือป้ายรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยและต่อต้านรัฐบาลไทย ที่ติดไว้หน้าทางเข้ายูเอ็น รวมทั้งการประท้วงของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งบริเวณหน้าโรงแรมที่พักของคณะเจ้าหน้าที่ไทยว่า

"ผมไม่สนใจเรื่องการประท้วง ถ้ามีการประท้วงแสดงว่าผมทำได้ดี ถ้าผมทำไม่ดีเขาก็คงเฉยๆ เขาก็ปล่อยให้ผมตายไปแสดงว่าผมต้องทำอะไรดีเขาถึงมาประท้วง แล้วไปดูสิว่าคนประท้วงคนไทยรึเปล่า มาจากไหนยังไม่รู้เลย ประเทศไทยอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ต้องไปว่าคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ผมมีหลักฐานหมด แต่ผมไม่สนใจ จริงๆ มีคนรายงานแล้วว่ามาที่นี่ต้องเจอแบบนี้ แต่ผมไม่กลัว"นายกฯกล่าว

 

‘บิ๊กป้อม’ฉุนคนไทยขายประเทศได้ยังไง ลุยตรวจสอบเอกสารล็อบบี้ยิสต์

‘บิ๊กป้อม’ฉุนคนไทยขายประเทศได้ยังไง ลุยตรวจสอบเอกสารล็อบบี้ยิสต์

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.37 น.
 
 

“บิ๊กป้อม” ขอตรวจสอบเอกสารล็อบบี้ยิสต์ไทย ลั่นกระทบความมั่นคง “คนไทยขายประเทศได้ยังไง” ปัดเชื่อมโยง ขบวนการทำลายปท. 

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2562 เวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนากรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณี มีการเผยแพร่เอกสารที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จ้างล็อบบี้ยิสต์เคลื่อนไหวทางการเมืองกับประเทศไทยว่า ก็ต้องตรวจสอบดู แต่เขาบอกว่า เขาจ้างล็อบบี้ยิสต์อย่างเดียว แต่ไม่ทำเรื่องนี้ เราก็ต้องสอบสวนดู 

'บิ๊กป้อม'แจงงบฯกองทัพเพิ่ม!  โอดยุทโธกรณ์ของเดิมเก่าแล้ว

'บิ๊กป้อม'แจงงบฯกองทัพเพิ่ม! โอดยุทโธกรณ์ของเดิมเก่าแล้ว

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 10.55 น.
 
 

"ประวิตร” แจงงบฯกองทัพเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน ชี้ทำตามแผนพัฒนากองทัพ โอดยุทโธกรณ์ของเดิมเก่าแล้ว เชื่อแจงงบต่อสภาฯ ได้

วันที่ 27 กันยายน 2562 เวลา 09.45 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณของกระทรวงกลาโหม และกองทัพว่า ยืนยันว่างบประมาณของกองทัพไม่ได้เพิ่มมากขึ้น แต่ทุกอย่างเพิ่มไปตามสัดส่วนของงบประมาณ ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาก็ไม่มีการเพิ่มเลย และที่ผ่านมากองทัพก็ขาดแคลนงบประมาณมาโดยตลอด ทั้งนี้เรามีแผนงานที่พัฒนากองทัพ โดยเฉพาะเรื่องยุทโปกรณ์ที่ของเดิมก็เก่ามากแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องปรับเปลี่ยน ยืนยันว่าสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นกองทัพไม่ได้มากจนเกินไป เพราะเรามีการจัดตั้งหน่วยใหม่เพิ่มขึ้นมาด้วย

เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าควรนำงบประมาณไปจัดซื้อเครื่องบินให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แทนเครื่องที่ตกไปนั้น พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า แต่ละหน่วยงานมีงบประมาณของตนเองอยู่แล้ว เพราะทุกหน่วยงานมีการพัฒนา และงบประมาณมีจำนวนน้อย เพราะจะต้องจัดสรรกันไป  ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะสามารถชี้แจงในวันพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ต่อสภาฯได้

 

'กรีด'ฝ่ายค้านเลือดซิบ! 'ชวน'เมินขอถกงบ5วัน ตอกคืนตอนเป็นรบ.ก็ให้เวลาแค่1-2วัน

'กรีด'ฝ่ายค้านเลือดซิบ! 'ชวน'เมินขอถกงบ5วัน ตอกคืนตอนเป็นรบ.ก็ให้เวลาแค่1-2วัน

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.16 น.
 
 

'ชวน'ตอกกลับฝ่ายค้านขอถกงบ5วันไม่ใช่อภิปรายไม่ไว้วางใจ กรีดตอนเป็นรัฐบาลให้เวลาแค่1-2 วัน

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2562 นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฏรสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ที่ฝ่ายค้านยังคงยืนยันที่จะต้องการวันอภิปราย 5 วันว่า ที่ผ่านมา ในสมัยที่ฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลในวาระแรกที่รับหลักการก็ใช้เวลาอภิปราย 1-2 วันเท่านั้น แต่พอถึงวาระที่ 2 ทุกคนจะแปรญัตติเป็นรายมาตราก็จะใช้เวลามากกว่า 2 วัน

ผ่านมาบางครั้ง ก็มีการอภิปรายถึง 3 วัน เพราะสมาชิกแต่ละคนก็ขอแปรญัตติ ทั้งนี้จะใช้เวลาอภิปรายกี่วันขึ้นอยู่กับวิปทั้งสองฝ่ายที่จะบริหารเวลาด้วยตัวเอง แต่ 5 วันในขั้นรับหลักการไม่เคยมี ผมว่าเป็นการขออภิปรายไม่ไว้วางใจมากกว่าหรือไม่"นายชวน กล่าว

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่มีข่าวว่ามีการกว้านซื้อส.ส.เพื่อให้สนับสนุนการอภิปรายร่างงบประมาณ นายชวน กล่าวว่า ตนไม่มีความเห็นเพราะไม่ทราบเรื่องนี้

ถ้าผมผิดก็ต้องออก! 'บิ๊กตู่'เปิดใจ'วีโอเอไทย ลั่นคดี'ธรรมมนัส'ผิดจริง'ไม่เอาไว้'

ถ้าผมผิดก็ต้องออก! 'บิ๊กตู่'เปิดใจ'วีโอเอไทย ลั่นคดี'ธรรมมนัส'ผิดจริง'ไม่เอาไว้'

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.02 น.
 
 

"บิ๊กตู่"โยนหน้าที่ปปช. จัดการปมอดีต"ธรรมนัส"เอี่ยวยาเสพติด ลั่นถ้าผิดเอาออกทั้งหมด แม้แต่ตัวเองก็ต้องออก ย้ำมีระบบคัดกรอง รมต.ทุกคนต้องเซ็นรับผิดชอบประวัติตัวเอง

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย ให้สัมภาษณ์สำนักข่าววีโอเอไทย ระหว่างปฏิบัติภารกิจร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ(UNGA) โดยนายกฯ ตอบคำถามกรณีที่มีข่าวรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลชุดนี้พัวพันเรื่องยาเสพติด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลกว่าถ้าเขาผิด ถ้าเขาฟ้องมา แล้วคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)สรุปแล้วว่าผิด ผิดก็คือผิด ตนปกป้องให้ไม่ได้ เพราะเขารับรองในประวัติเขาอยู่แล้ว และยินยอมที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ก็จบแค่นี้

"เรื่องนี้ผมคิดว่าต้องให้ความเป็นธรรมพอสมควร ในส่วนของรัฐบาลเอง ในเรื่องการคัดกรองคนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี เรามีการตรวจสอบอยู่แล้ว เป็นการตรวจสอบในชั้นต้นโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะทุกคนต้องกรอกข้อมูลของตัวเอง แล้วก็ส่งไปให้หน่วยงานต่างๆ ตรวจสอบตามข้อมูลที่มีอยู่ แต่ที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะทำผิดที่ไหนก็ตาม เขาจะลงท้ายว่า ข้าพเจ้าจะขอรับผิดชอบรับรองในประวัติที่กรอกทุกประการ ตัวนี้ล่ะถ้าผิด และไปร้อง ป.ป.ช. เขาก็ต้องยอมรับผิดตัวนี้ ผมเองก็ต้องกรอก กฎหมายเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าจะเอากฎหมายต่างประเทศมา...ก็มาสิครับ เอาข้อมูลมา ก็ฟ้อง ป.ป.ช. ไป"พล.ประยุทธ กล่าว

นายกฯกล่าวต่อว่า  การคัดกรองคนเป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่ตนคนเดียว หลายคนก็ต้องมาดู พรรคการเมืองก็เสนอเข้ามา ตนก็ต้องตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ตัวนี้ ที่ใช้มาทุกรัฐบาล ถ้าเขาผิด ถ้าเขาฟ้องมา แล้ว ป.ป.ช.สรุปแล้วว่าผิด ผิดก็คือผิด ตนปกป้องให้ไม่ได้ เพราะเขารับรองในประวัติเขาอยู่แล้ว และยินยอมที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ก็จบแค่นี้ เพราะฉะนั้นมันเป็นประเด็นทางการเมืองไปด้วย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หมายความว่าถ้ามีการปรับคณะรัฐบาลชุดต่อไป นายกฯกล่าวว่า "ก็เขาผิดไหมล่ะ ถ้าผิดก็เอาออก ใครผิดก็เอาออกหมด ผมผิดก็ต้องออก ถูกไหมล่ะ"

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 02.00 น.
 
 
 

“หลายคนบอกว่าประเทศไทยขัดแย้งสูงเป็นผู้ป่วยอาเซียนหรือไม่ ขอย้ำว่าใครจะมองเป็นเสือตัวที่เท่าไหร่ ผมไม่สนใจ แต่ผู้นำอาเซียนทุกประเทศสัญญากับผมแล้วว่าจะเป็นเสือ 10 ตัวที่เดินไปข้างหน้าพร้อมกัน ไม่ทะเลาะกัน จูงมือไปด้วยกัน”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม

'จุรินทร์'รุกคืบช่วยชาวสวนยาง  เปิดดีลส่งเสริมการขายบนเวทีการค้าอินเดีย

'จุรินทร์'รุกคืบช่วยชาวสวนยาง เปิดดีลส่งเสริมการขายบนเวทีการค้าอินเดีย

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.59 น.
 
 

27 กันยายน 2562 เวลา 10.00 น.เมืองเจนไน ประเทศอินเดีย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดสัมมนา โอกาสใหม่ทางธุรกิจของอุตสาหกรรมอย่างระหว่างไทยและอินเดียและกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สมาคม All India Rubber Industries Association (AIRIA) และสมาคม Automobile Tyre Manufactures Association (ATMA) ณ เมืองเจนไน ประเทศอินเดียซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอินเดียมีประชากรกว่า 7 ล้านคน โดยมีนายนิธิรุจ โผนประเสริฐ กงสุลใหญ่ร่วมกับ ประธานของสมาคม AIRIA กับ ATMA กล่าวต้อนรับ

โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า โอกาสที่ได้มาเยือนเมืองเจนไน รัฐทมิฬนาฑูเป็นครั้งแรก ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้เห็นศักยภาพที่เข้มแข็งทางเศรษฐกิจของรัฐทมิฬนาฑูว่า เป็นรัฐที่สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอินเดียมากเป็นอันดับ 2  และเป็นแหล่งลงทุนของต่างชาติสูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศ อีกทั้งเป็นฐานการผลิตสำคัญของอินเดียตามนโยบาย Make in India โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ จนได้ชื่อว่าเป็น “ดีทรอยต์ ออฟ อินเดีย”

 
ตนเชื่อว่าทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้ว ว่าอินเดียและประเทศไทยมีความสัมพันธ์กันมายาวนาน และรัฐบาลทั้งสองมีนโยบายที่สอดคล้องประสานกัน โดยเฉพาะนโยบาย Act East ของอินเดียกับนโยบาย Look West ของไทย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการได้ส่งเสริมความเป็นพันธมิตรหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกันให้เพิ่มมากขึ้น
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยกับอินเดียมี FTA ที่เชื่อมโยงการค้าระหว่างกันถึง 2 ฉบับ นั่นคือ 1.คือ FTA ไทย-อินเดีย ซึ่งได้กล่าวถึงเรื่องการลดภาษีนำเข้ายางจากประเทศไทย ซึ่งตนจะรับไปหารือ และ 2. FTA อาเซียน-อินเดีย ซึ่งส่งผลให้การค้าระหว่างสองภูมิภาคขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการประชุมที่ผ่านมาตนเป็นประธานเราเห็นว่าเราจะยกระดับการค้าอาเซียน-อินเดีย ซึ่งจะได้ขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2561 การค้าระหว่างอินเดีย-อาเซียน คิดเป็นมูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 9.8 นอกจากนั้นยังมี RCEP (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งความสัมพันธ์ทางการค้าที่จะช่วยให้การค้าระหว่างอินเดียกับอาเซียนมีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในโอกาสที่ไทยเป็นประธานอาเซียนและประธานการประชุมรัฐมนตรี RCEP ในปีนี้ เราตั้งเป้าที่จะเจรจาให้บรรลุข้อตกลง RCEP ในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะทำให้อาเซียนและอินเดียสามารถเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรรวมกันกว่า 3,560 ล้านคนหรือประชากรกว่าครึ่งโลก มีมูลค่าการค้ามากกว่า 10.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 30 ของมูลค่าการค้าของโลกในอนาคต
 
สำหรับสินค้าสำคัญของไทย คือ สินค้าทางการเกษตร และยางพารา ถือว่าเป็นสินค้าที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญ เพราะประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพาราสำคัญของโลก และยืนยันว่ายางพาราไทยมีคุณภาพ มาตรฐานสากล รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสินค้ายางพาราของไทย เพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องคุณภาพ มาตรฐานให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ ซึ่งผมได้เล็งเห็นว่า อินเดียในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ และไทยในฐานะผู้ผลิตยางพาราสำคัญ จะสามารถร่วมมือกันยกระดับธุรกิจการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมยางระหว่างกันให้เพิ่มมากขึ้นได้อีกขั้นหนึ่ง
 
ในการเยือนครั้งนี้ ตนขอขอบคุณสมาชิกธุรกิจอินเดียที่จะได้ทำการตกลงการซื้อขายและในนามรองนายกรัฐมนตรีจากประเทศไทยนั้นถือว่าเป็นการให้เกียรติตนอย่างยิ่ง โดยหากมีสิ่งใดที่เป็นอุปสรรคต้องการให้ตนรับทราบสามารถประสานงานได้ทั้งกงสุลใหญ่และทูตพาณิชย์ประจำเมืองเจนไน และในการทำข้อตกลงซื้อขายที่จะเกิดขึ้นวันนี้นั้นตนขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง และไม่ว่าอนาคตตนจะเป็นรัฐบาลหรือไม่แต่อย่างไรตนก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อไป อย่างไรก็ตาม การทางมาเยือนเมืองเจนไนในครั้งนี้ ได้นำคณะผู้แทนไทยทั้งภาครัฐและเอกชนด้านยางพาราและไม้ยางพารา แล้วยังได้นำผู้ดำเนินธุรกิจบริการโลจิสติกส์มาพบและหารือกับภาคธุรกิจของอินเดียในงานสัมมนาและการเจรจาธุรกิจในวันนี้ด้วย
 
สุดท้ายนี้ นายจุรินทร์ ได้ขอบคุณสมาคมอุตสาหกรรมยางแห่งอินเดียและสมาคมผู้ผลิตยางล้อที่มีบทบาทสำคัญ และให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับกระทรวงพาณิชย์ของไทยในการจัดสัมมนาแลการเจรจาธุรกิจในครั้งนี้ ขอบคุณนักธุรกิจชาวอินเดียในเมืองเจนไนทุกท่านที่สละเวลาที่มีค่าของท่านมาร่วมงานในวันนี้ เชื่อว่างานสัมมนาในวันนี้จะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักธุรกิจสองฝ่ายได้ทำความรู้จัก สร้างเครือข่ายธุรกิจ และแสดงศักยภาพของกันและกัน เพื่อนำไปสู่การขยายโอกาสทางการค้าใหม่ๆ ด้านสินค้ายางพาราระหว่างกันต่อไป และขอให้การสัมมนาและการเจรจาธุรกิจในวันนี้ประสบผลสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเปิดการสัมมนา 

รายงานข่าวกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า สำหรับการสัมมนาที่เมืองเจนไน เรื่องโอกาสใหม่ทางธุรกิจของอุตสาหกรรมยางระหว่างไทยและอินเดียเป็นเป้าหมายการเปิดตลาดยางพาราของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลนี้ 

ในโอกาสนี้ยังมีประธานสมาพันธ์อุตสากรรมแห่งอินเดียใต้นำสมาชิกคณะนักธุรกิจชั้นนำของเมืองเจนไนเข้าเยี่ยมคารวะพร้อมหารือกับนายจุรินทร์เกี่ยวกับโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและอินเดียใต้ด้วย ซึ่งทางไทยได้มีคณะและผู้แทนการค้า เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจไม้ยางพารา รวมทั้งบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเปิดตลาดร่วมพบปะด้วย โดยเชื่อว่าช่วงค่ำวันนี้นายจุรินทร์จะได้ประกาศข่าวดีสำหรับประเทศไทย

 
 
 
 

'สนธิรัตน์'ชูธงแก้ปัญหาราคาน้ำมันปาล์ม  สั่งกฟผ.รับซื้อจากเกษตร1แสนตัน

'สนธิรัตน์'ชูธงแก้ปัญหาราคาน้ำมันปาล์ม สั่งกฟผ.รับซื้อจากเกษตร1แสนตัน

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.54 น.
 
 

27 กันยายน 2562 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการยกระดับราคาน้ำมันปาล์มขณะนี้ว่า นโยบายของกระทรวงพลังงาน มีความห่วงใยต่อปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรและชาวสวนปาล์มซึ่งมีมากกว่า 2 แสนครอบครัว โดยรัฐบาลได้ออกแนวทางแก้ไขอย่างจริงจังและเร่งด่วน ภายใต้มติคณะรัฐมนตรีในช่วงที่ผ่านมา มอบให้ทาง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดซื้อน้ำมันปาล์มดิบรวมทั้งสิ้น 200,000 ตัน เพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งที่ผ่านมาทาง กฟผ.ได้จัดซื้อเสร็จสิ้นไปแล้ว 66,250 ตัน และ มติครม.เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ได้เห็นชอบให้กฟผ.มีการซื้อน้ำมันปาล์มดิบส่วนที่เหลืออีก 133,750 ตัน

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานให้ประสานให้ กฟผ. เริ่มดำเนินการรับซื้อปาล์มน้ำมันตามนโยบายรัฐบาลโดยทันที สามารถพยุงราคาในช่วงที่ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากทันต่อสถานการณ์ ให้แล้วเสร็จประมาณเดือนตุลาคม 2562

“กระทรวงพลังงานมีภารกิจสำคัญ ในการพลิกชีวิตพี่น้องชาวสวนปาล์มให้ดีขึ้นในทุกมิติ ซึ่งที่ผ่านมา เราได้รณรงค์ประชาชนให้ใช้น้ำมัน B10 เป็นน้ำมันเกรดพื้นฐาน ช่วยส่งเสริมไบโอดีเซลที่ผลิตจากปาล์มน้ำมันมากขึ้นทำให้ราคาผลผลิตขยับขึ้นทันที และยังได้เพิ่มมาตรการช่วยเหลือต่อไป โดยให้ กฟผ. รับซื้อปาล์มดิบไปผลิตกระแสไฟฟ้าอีกจำนวน 133,750 ตัน ตรงนี้เรามั่นใจว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับราคาผลผลิตปาล์มที่ออกสู่ตลาด ระบายสต็อคที่เหลืออยู่อย่างเป็นระบบ เกิดประโยชน์ต่อชาวสวนปาล์มโดยเฉพาะช่วงปลายปีนี้”

 
'พิชัย'จวก'บิ๊กตู่'ศก.ไทยแย่ กลับซื้ออาวุธเพิ่ม-ถามอยากโดนถอดถอนเหมือน'ทรัมป์'ไหม
 
Pichai Naripthaphan

“พิชัย” ชี้ เศรษฐกิจแย่แต่รัฐบาลกลับซื้ออาวุธเพิ่มไม่หยุด ถาม “บิ๊กตู่” ต้องถูกถอดถอนเหมือน “ทรัมป์” ด้วยไหมที่มีการใช้สื่อรัฐถล่มพรรคคู่แข่ง แนะ คนรุ่นไหม่ถาม “บิ๊กตู่กล้าดีอย่างไรส่งต่อประเทศเละแบบนี้ ?”

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน กล่าวว่า ตามที่ธนาคารกลางสหรัฐปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กลับยังคงอัตราดอกเบี้ยเดิมไม่ปรับลดตาม ซึ่งน่าจะทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาคอย...

ดูเพิ่มเติม
 
 
ทช.พิชิตรางวัล'ผู้นำด้านสำนักงานสีเขียว' จากผลการประเมินของคณะกรรมการระดับชาติ2562

ทช.พิชิตรางวัล'ผู้นำด้านสำนักงานสีเขียว' จากผลการประเมินของคณะกรรมการระดับชาติ2562

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 11.27 น.
 
 
 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (อทช.) กล่าวว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เข้าร่วมโครงการสำนักงานสีเขียว (Green Office) ประจำปี 2562  เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรนำความรู้สำนักงานสีเขียว (Green Office) ไปประยุกต์ใช้และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมภายในสำนักงาน ลดใช้พลังงาน และ ดำเนินกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  เช่น  ลดปริมาณขยะโดยการลดใช้ซํ้า การนำมาใช้ใหม่ การลดและเลิกใช้สารเคมีอันตราย  รวมทั้งการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของหน่วยงาน และ ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ภายในอาคารกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ทั้งนี้ นายจเรศักดิ์ นันตะวงษ์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และ คณะผู้บริหาร ทช. มีความมุ่งมั่นที่จะพลักดัน สนับสนุนให้กิจกรรมต่าง ๆ ดำเนินการ และ บรรลุตามกรอบนโยบายที่กำหนด จนได้รับรางวัล  “ผู้นำด้านสำนักงานสีเขียว“ ( Green Office) ระดับดีเยี่ยม(ทอง) จากผลการประเมินของคณะกรรมการระดับชาติ ปี 2562 เพื่อให้การดำเนินงานโครงการสำนักงานสีเขียว( Green Office) ของกรมรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิภาพสูงสุด    จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานโครงการสำนักงานสีเขียว ตามนโยบายของนายวราวุธ ศิลปอาชา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง " สำนักงานสีเขียว (Green Office) เพื่อเป็นแบบอย่างและเป็นต้นแบบของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี

อดีกรมทรยากรทางทะเลและชายฝั่ง (อทช.) กล่าวต่ออีกว่า  รัฐบาลกำหนดนโยบายการจัดการสำนักงานสีเขียว เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมมือในการรักษาความสะอาดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สุขอนามัย และ ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม , เลือกซื้อ เลือกใช้สินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม , ใช้ทรัพยากร และ พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ , ลด ละ เลิก การใช้ถุงพลาสติกและงดการใช้โฟมภายในอาคาร , ส่งเสริมให้มีการจัดประชุมที่เป็นมิตรกับสิงแวดล้อม , ป้องกันและควบคุมมลพิษ โดยการจัดการขยะแบบ 3Rs มุ่งเน้นการลดและคัดแยกขยะต้นทางและมีการจัดการนํ้าเสียอย่างมีประสิทธิภาพ  เพื่อให้การดำเนินการสำนักงานสีเขียว ให้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และ ให้มีประสิทธิภาพการจัดการสิ่งแวดล้อมมากขึ้น  ตลอดจนสร้างสภาพแวดล้อมของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้พื้นที่สีเขียว และ เอื้อต่อการทำงาน  กำหนดให้ตัวชีวัด การดำเนินงานตามเกณฑ์สำนักงานสีเขียว เป็นตัวชี้วัดการประเมินผลการปฏิบัติราชการรายบุคคล , ปฏิบัติตามกฏหมายข้อกำหนด และ ระเบียบ ปฏิบัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานสีเขียว 

 
 
 
 
 
 
 
 
 .........................................................
 
27 กันยายน 2562

 


 

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน