*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5899
  • จำนวนผู้ชม : 3573678
  • จำนวนผู้โหวต : 1716
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1716 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 28 กันยายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 598 , 12:12:17 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ข่าว : ญี่ปุ่นทุ่ม 130 ล้าน ตั้งรง.กำจัดขยะไฮเทคนำร่อง ดึงลงทุนรีไซเคิลซาก 4 แสนตัน  ก็อย่าเพิ่งวางใจว่า

เป็นข่าวดี เพราะ 'พี่ยุ่น' แกเล่นกลเอาขยะอันตรายมากำจัดในประเทศเราแทนประเทศของตัวหรือเปล่า ... ไม่ใช่

เรื่องที่จะมองกันแค่ง่ายๆครับ

 

 

กทม.ปริมณฑลฝนตกต่อเนื่องทั่วไทย ใต้คลื่นสูง 2 เมตร

กทม.ปริมณฑลฝนตกต่อเนื่องทั่วไทย ใต้คลื่นสูง 2 เมตร

วันเสาร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.50 น.
 
 

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2562 ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะนี้ โดยภาคเหนือมีการกระจายของฝนมากกว่าภาคอื่นๆ ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออกยังคงมีฝนต่อเนื่อง สำหรับทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า2 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง 

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา คลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกยังคงปกคลุมบริเวณภาคเหนือ และประเทศลาว ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น สำหรับบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนที่ปกคลุมประเทศไทย และทะเลจีนใต้ มีกำลังอ่อนลง แต่ยังคงทำให้มีลมตะวันออกพัดปกคลุมอ่าวไทย ประเทศไทย และทะเลอันดามัน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนต่อเนื่อง 

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย 

ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆบางส่วน อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

ภาคกลาง มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

ภาคตะวันออก มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดสระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร 

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร 

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร 

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

‘รัฐบาล’ประกันรายได้ปีทองดันส่งออก‘มันสำปะหลัง-ยางพารา’

‘รัฐบาล’ประกันรายได้ปีทองดันส่งออก‘มันสำปะหลัง-ยางพารา’

วันเสาร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2562, 10.56 น.
 
 

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2562 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการแก้ปัญหารายได้เกษตรกรของรัฐบาลว่าที่ผ่านมาได้มีการออกมาตรการมาดูแลอย่างต่อเนื่อง ดังเห็นได้จากการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและปาล์มที่ได้รับการอนุมัติจากครม.ไปแล้ว ยังจะมีการพิจารณามาตรการประกันรายได้ชาวสวนยางเป็นลำดับต่อไป และเมื่ออังคารที่ผ่านมา ครม.ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรเสนอในสองเรื่อง คือ

1)การแก้ไขพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ.2542 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับการบรรเทาภาระหนี้เกษตรกรทั้งระบบ การปรับแก้จะเป็นการให้อำนาจกองทุนฟื้นฟูฯสามารถรับภาระชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของเกษตรกรที่มีบุคคลค้ำประกันได้ด้วย จากเดิมที่ให้เฉพาะที่มีทรัพย์สินค้ำประกัน

2)การขยายระยะเวลาแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรตามโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร และโครงการแผนฟื้นการเกษตรออกไปอีก 5 ปี ซึ่งจะเป็นการต่อลมหายใจให้แก่เกษตรกร 3.4 หมื่นราย 

"มากไปกว่านั้นครม.ยังได้เห็นชอบให้กระทรวงการคลังเบิกงบกลาง ปี 2562 จำนวน 10,000 ล้านบาทให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินในการจ่ายเงินชดเชยตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว" รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการยกระดับราคาสินค้าเกษตร คาดว่าจะได้เห็นสัญญาณที่ดีในปีหน้าจากการเร่งเดินหน้าเปิดตลาดต่างประเทศ เฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดตลาดในสองประเทศใหญ่คือจีนและอินเดียสำเร็จ โดยได้ลงนาม MOU ไทยกับจีนซื้อขายมันสำปะหลัง 2.68 ล้านตัน มูลค่ากว่า 1.8 หมื่นล้านบาท และMoU ซื้อขายยางพารากับอินเดีย ยอดสั่งซื้อรวม 100,000 ตัน มูลค่า 7,500 ล้านบาท ไม้ยางพาราอีก 130 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์ยางพาราอีก 1,370 ล้านบาท รวมยอดขายยางพาราได้ 9,000 ล้านบาท ด้วยการทำงานอย่างบูรณาการระหว่างกระทรวงเกษตร-พาณิชย์ตามแนวทางของรัฐบาล ในปีหน้าราคาสินค้าเกษตรหลักๆน่าจะสูงขึ้นเนื่องจากมีตลาดส่งออกเพิ่ม

รบ.แก้ไขปัญหารายได้เกษตรกรต่อเนื่อง  ประกันรายได้-บรรเทาหนี้-ดันส่งออก

รบ.แก้ไขปัญหารายได้เกษตรกรต่อเนื่อง ประกันรายได้-บรรเทาหนี้-ดันส่งออก

วันเสาร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2562, 10.04 น.
 
 
 

28 กันยายน 2562 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการแก้ปัญหารายได้เกษตรกรของรัฐบาลว่า ที่ผ่านมาได้มีการออกมาตรการมาดูแลอย่างต่อเนื่อง ดังเห็นได้จากการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและปาล์มที่ได้รับการอนุมัติจากครม.ไปแล้ว ยังจะมีการพิจารณามาตรการประกันรายได้ชาวสวนยางเป็นลำดับต่อไป และเมื่ออังคารที่ผ่านมา ครม.ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรเสนอในสองเรื่องคือ 1)การแก้ไขพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ.2542 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับการบรรเทาภาระหนี้เกษตรกรทั้งระบบ การปรับแก้จะเป็นการให้อำนาจกองทุนฟื้นฟูฯสามารถรับภาระชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของเกษตรกรที่มีบุคคลค้ำประกันได้ด้วย จากเดิมที่ให้เฉพาะที่มีทรัพย์สินค้ำประกัน 2)การขยายระยะเวลาแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรตามโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร และโครงการแผนฟื้นการเกษตรออกไปอีก 5 ปี ซึ่งจะเป็นการต่อลมหายใจให้แก่เกษตรกร 3.4 หมื่นราย  มากไปกว่านั้นครม.ยังได้เห็นชอบให้กระทรวงการคลังเบิกงบกลาง ปี 2562 จำนวน 10,000 ล้านบาทให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินในการจ่ายเงินชดเชยตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว

นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการยกระดับราคาสินค้าเกษตร คาดว่าจะได้เห็นสัญญาณที่ดีในปีหน้าจากการเร่งเดินหน้าเปิดตลาดต่างประเทศ เฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดตลาดในสองประเทศใหญ่คือจีนและอินเดียสำเร็จ โดยได้ลงนาม MOU ไทยกับจีนซื้อขายมันสำปะหลัง 2.68 ล้านตัน มูลค่ากว่า 1.8 หมื่นล้านบาท และMoU ซื้อขายยางพารากับอินเดีย ยอดสั่งซื้อรวม 100,000 ตัน มูลค่า 7,500 ล้านบาท ไม้ยางพาราอีก 130 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์ยางพาราอีก 1,370 ล้านบาท รวมยอดขายยางพาราได้ 9,000 ล้านบาท ด้วยการทำงานอย่างบูรณาการระหว่างกระทรวงเกษตร-พาณิชย์ตามแนวทางของรัฐบาล ในปีหน้าราคาสินค้าเกษตรหลักๆน่าจะสูงขึ้นเนื่องจากมีตลาดส่งออกเพิ่ม

 

เล่นของหนัก! 'ศรีสุวรรณ'จ่อร้อง สตง.สอบ ทบ.จัดซื้อ'STRYKER-ฮ.โจมตี AH-6i'ส่อพิรุธ

เล่นของหนัก! 'ศรีสุวรรณ'จ่อร้อง สตง.สอบ ทบ.จัดซื้อ'STRYKER-ฮ.โจมตี AH-6i'ส่อพิรุธ

วันเสาร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2562, 12.25 น.
 
 

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2562 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่กองทัพบกได้ดำเนินโครงการจัดซื้อจัดหารถเกราะล้อยาง M1126 STRYKER จากอัตราสำรองคลังของกองทัพสหรัฐอเมริกาจำนวน 37 คัน (แถม 23 คัน) มูลค่า 2,480 ล้านบาท และเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ AH-6i จำนวน 31 เครื่องมูลค่า 12,000 หมื่นล้านบาทด้วยนั้น

การอนุมัติซื้อรถเกราะล้อยางดังกล่าวไม่มีความเหมาะสม เพราะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจของชาติกำลังตกต่ำ ประชาชนเดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาภัยธรรมชาติ น้ำท่วมอย่างมากในหลายจังหวัดในภาคเหนือ-อีสาน จนรัฐบาลต้องมาแบบมือขอรับเงินบริจาคจากประชาชนเพื่อนำไปช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยาก การดำเนินการจัดซื้อจัดหาอาวุธในราคาสูง มาเพียงเพื่ออวดบารมี สะสมอาวุธในยุคที่ประเทศต่างๆในภูมิภาคต่างเน้นการทำสงครามเศรษฐกิจ และสงครามเทคโนโลยีดิจิตอลไซเบอร์กันแล้ว ในขณะที่ปัญหาเรื่องปากท้องและการลดความเหลือมล้ำเป็นปัญหาสำคัญของชาติ ซึ่งขณะนี้คนไทยล้วนเผชิญชะตากรรมข้าวยากหมากแพงกันทั้งแผ่นดิน พืชผลทางการเกษตรตกต่ำเป็นประวัติการณ์ หากแต่กองทัพยังกลับมีนโยบายถอยหลังลงคลองไปในยุคสงครามเย็นถวิลหาแต่การซื้ออาวุธ การสะสมอาวุธจึงเป็นการหลงอยู่ในยุคเต่าล้านปีโดยชัดแจ้ง และที่สำคัญราคาในการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์ดังกล่าว อาจมีราคาเกินกว่าที่มีขายกันโดยทั่วไปอย่างมีข้อพิรุธ

ด้วยเหตุดังกล่าวสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความไปร้องต่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อตรวจสอบว่าการจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ดังกล่าวเป็นไปอย่างคุ้มค่า ประหยัด และเป็นไปตามพรป.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน 2561 ประกอบ พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 และพรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 หรือไม่ โดยจะเดินทางไปยื่นคำร้องในวันจันทร์ที่ 30 ก.ย.62 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงาน สตง. ซ.อารีย์ ถ.พระราม 6 พญาไท กทม.

ข่าว Like สาระ (โปรดคลิกที่คำบรรยายใต้ภาพข่าว)

 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11  ถัดไป

 


 

รู้จักขุนศึก"เจ้าสัวเจริญ"ในไทยเบฟ

28 Sep 2019

“ไทยเบฟ” เสริมทัพผู้บริหารใน 4 กลุ่มธุรกิจ ปูพรมรุกตลาดอาเซียน 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง ‘ไทยเบฟ’ชูวิชัน ยืนแชมป์อาเซียน

 

หน้าแรก / ธุรกิจ สุวรรณภูมิเฟส2 เสร็จปลายปี63 รองรับ60ล.คน

สุวรรณภูมิเฟส2 เสร็จปลายปี63 รองรับ60ล.คน

28 Sep 2019

     ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เร่งพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถสนามบิน ยันอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่1แล้วเสร็จปลายปี63 ขยายการรองรับเป็น60ล้านคน รองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของผู้โดยสารและเที่ยวบินในอนาคต

     น.ท.สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ทสภ. ซึ่งเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศในฐานะ “ประตูสู่นานาชาติ” มีกำหนดครบรอบการดำเนินงาน 13 ปีในวันที่ 28 กันยายน 2562 ทั้งนี้นับตั้งแต่เปิดให้บริการจนถึงปัจจุบัน ทสภ.มีผู้โดยสารใช้บริการแล้วทั้งสิ้นกว่า 650 ล้านคน ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศรวมทั้งหมด 16.5 ล้านตัน ปริมาณเที่ยวบินรวมทั้งหมด 3.93 ล้านเที่ยวบิน จากตัวเลขผู้โดยสารและเที่ยวบินที่เพิ่มมากขึ้นในทุกๆปี ทำให้ปัจจุบัน ทสภ. ต้องให้บริการผู้โดยสารเกินศักยภาพของ ทสภ. ที่ได้ถูกออกแบบไว้ที่ 45 ล้านคนต่อปี

      ดังนั้นเพื่อให้คงไว้ซึ่งมาตรฐานการให้บริการ ทสภ.จึงได้นำเทคโนโลยีและการบริหารจัดการมาช่วยแก้ปัญหาความหนาแน่นของผู้โดยสาร โดยมีแผนที่จะดำเนินการในด้านต่างๆ อาทิ การปรับปรุงการให้บริการของเจ้าหน้าที่จุดตรวจค้น การปรับเปลี่ยนระบบตรวจค้นผู้โดยสารขาออกภายในประเทศจากแบบ Centralized Screening เป็น Concourse Screening และมีการเพิ่มจำนวนช่องตรวจค้น (Security Screening Lane) การเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจหนังสือเดินทาง (Passport Control) โดยการใช้เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ (Auto Emigration Service) รวมถึงมีแผนที่จะติดตั้งเคาน์เตอร์ตรวจหนังสือเดินทางเพิ่มเติม เป็นต้น

     นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะปรับปรุง พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการผู้โดยสารในด้านต่าง ๆ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการจอดรถ โดยปัจจุบัน ทสภ. อยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารจอดรถโซน 1 พร้อมอาคารสำนักงาน มีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2563 ซึ่งจะสามารถรองรับรถยนต์ได้เพิ่มขึ้นจากเดิมอีกกว่า 400 คัน การปรับปรุงอาคารจอดรถโซน 2-3 ,การขยายพื้นที่ลานจอดรถโซน 6, 7, 8 และการปรับปรุงลานจอดรถระยะยาวโซน ,การก่อสร้างและปรับปรุงห้องสุขาภายในอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบินทั้งสิ้น 124 จุด ซึ่งขณะนี้ดำเนินการเสร็จแล้วไปจำนวน 15 จุด พร้อมกันนี้ยังมีการจัดหาเก้าอี้มาสำหรับบริการผู้โดยสารนั่งพักคอยเพิ่มเติมอีกด้วย

     พร้อมกันนี้ยังนำร่องในการนำเอา AOT AIRPORT APPLICATION มาใช้ในการให้บริการ เพื่อบริหารจัดการท่าอากาศยานให้มีประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพการให้บริการ โดยในเบื้องต้นแอพพลิเคชั่นดังกล่าว จะมีฟังก์ชันสำหรับให้ผู้โดยสารได้ใช้งานในหลายๆ ด้าน เช่น การตรวจสอบตารางเที่ยวบิน การให้ข้อมูลเส้นทางภายในอาคารผู้โดยสาร พร้อมนำทางไปยังจุดต่างๆ การให้ข้อมูลด้านบริการขนส่งสาธารณะในการเดินทางเข้า-ออกท่าอากาศยาน การบริการข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวกภายในท่าอากาศยาน เป็นต้น

     ด้านส่วนของแผนพัฒนาด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศ ทสภ. อยู่ระหว่างดำเนิน “โครงการศูนย์ตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนส่งออก” เพื่อเป็นการสนับสนุนการส่งออกสินค้าภาคเกษตรโดยเพิ่มมูลค่าไปสู่ตลาดต่างประเทศ และยังเป็นการส่งเสริมกิจการการขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์ภาพรวมของประเทศอีกด้วย ในระยะแรก ทสภ. มีโครงการจัดตั้งสถานที่สำหรับเตรียมสินค้าเกษตรและสินค้าเน่าเสียผ่านช่องทางพิเศษ (Perishable Premium Lane (PPL)) ก่อนการดำเนินโครงการศูนย์ตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนส่งออก เปรียบเสมือนการให้บริการผู้โดยสารชั้นธุรกิจ ซึ่งสินค้าที่ใช้บริการโครงการ PPL จะได้รับการดูแลและจัดเตรียมขึ้นเครื่องโดยผู้ชำนาญโดยเฉพาะ ซึ่งจะเป็นการยกระดับมาตรฐานสินค้าการเกษตรของไทยให้ทัดเทียมนานาชาติเพื่อให้ผู้ส่งออกไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกและขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางอากาศของอาเซียนต่อไป

     ปัจจุบัน ทสภ. อยู่ระหว่างการก่อสร้าง “โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” ระยะที่ 2 ซึ่งประกอบด้วย อาคารเทียบเครื่องบินรอง หลังที่ 1 (อาคาร SAT 1  ),ลานจอดอากาศยาน มีหลุมจอดอากาศยาน 28 หลุมจอด โดยโครงการดังกล่าวมีก่อสร้างอุโมงค์พร้อมติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ ให้บริการเชื่อมต่อระหว่างอาคารผู้โดยสารหลัก กับอาคาร SAT 1  ทั้งนี้คาดว่าโครงการดังกล่าวจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2563  เมื่อพัฒนาแล้วเสร็จจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี ในระหว่างนี้จึงได้มีการจัดทำแผนเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านกำลังคนและอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้พร้อมเข้าบริหารงานอาคาร SAT 1 ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

 

     อย่างไรก็ตามสำหรับสำหรับผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2562 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 – สิงหาคม 2562 (รวม 11 เดือน) ทสภ. มีสายการบินประจำให้บริการจำนวน 111 สายการบิน โดยมีเที่ยวบินที่ทำการบินขึ้น-ลงรวมทั้งสิ้น 348,439 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ยวันละ 1,040 เที่ยวบิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 4.06%  มีผู้โดยสารใช้บริการรวมทั้งสิ้น 60 ล้านคน หรือเฉลี่ยวันละ179,042 คนต่อวัน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 2.88% และมีปริมาณการขนส่งสินค้า 12.35 ล้านตัน ลดลง 9.93%  ขณะที่จำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นมีปัจจัยมาจากจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น และขนาดของเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ สามารถขนส่งผู้โดยสารได้มากขึ้นกว่าเดิม สำหรับปริมาณการขนส่งสินค้าที่ลดลงนั้น มีสาเหตุมาจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจการค้าของโลก

 

หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค EEC ญี่ปุ่นทุ่ม 130 ล้าน ตั้งรง.กำจัดขยะไฮเทคนำร่อง ดึงลงทุนรีไซเคิลซาก 4 แสนตัน

ญี่ปุ่นทุ่ม 130 ล้าน ตั้งรง.กำจัดขยะไฮเทคนำร่อง ดึงลงทุนรีไซเคิลซาก 4 แสนตัน

28 Sep 2019
 

กรอ.จับมือ NEDO ตั้งโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์มูลค่า 130 ล้านบาท นำร่อง หวังเป็นต้นแบบโรงงานที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ต่อยอดดึงนักลงทุน สร้างธุรกิจจากซากผลิตภัณฑ์กว่า แสนตันต่อปี

การลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการความร่วมมือด้านการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น (NEDO) เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นการรื้อฟื้นความร่วมมือกันอีกครั้ง จากเมื่อปี 2558 กระทรวงอุตสาหกรรม เคยมีความร่วมมือในการศึกษาความเหมาะสมของโครงการเตาเผาขยะขนาด 500 ตัน ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า NEDO จะเป็นผู้สนับสนุนเตาเผาขยะ ขณะที่ผู้ประกอบการที่สนใจจะตั้งโรงงานจะต้องเป็นผู้ลงทุนติดตั้งเตาเผาและก่อสร้างโรงไฟฟ้า มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 1,800 ล้านบาท แต่โครงการดังกล่าวต้องยุติลงไป เนื่องจากติดปัญหาการรับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบ

ในครั้งนี้ถือเป็นอีกโครง การหนึ่งที่ NEDO หวังจะให้เกิดขึ้นในการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยของญี่ปุ่นมาใช้รีไซเคิลซากผลิตภัณฑ์ฯ โดยมีภาคเอกชนของประเทศญี่ปุ่นที่เข้าร่วมโครงการได้แก่ บริษัท ABIZ Corporation เพื่อดำเนินการก่อสร้างโรงงานนำร่องในพื้นที่ของบริษัท ฮิดากาโยโก เอ็นเตอร์ไพรส์ฯ ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ดำเนินธุรกิจรีไซเคิลอยู่แล้ว โดยระหว่างวันที่ 24-28 กันยายนนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เดินทางไปญี่ปุ่น เพื่อหารือทางการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหมุน เวียน ที่เน้นการกำจัดซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

 

นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) เปิดเผยว่า การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ ทาง NEDO ได้ขอสนับสนุนเงินงบประมาณจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม หรือ METI
เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนของญี่ปุ่นลงทุนในต่างประเทศวงเงินราว 130 ล้านบาท เพื่อศึกษาและลงทุนก่อสร้างโรงงานขนาดปริมาณกำจัดซากฯ 100 ตันต่อเดือน โดยบริษัท ABIZCorporation และบริษัท ฮิดากาโยโก เอ็นเตอร์ไพรส์ฯ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินโครงการ ดังกล่าว เพื่อเป็นโครงการนำร่องหรือเป็นต้นแบบของธุรกิจรีไซเคิลซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แก่ผู้ที่สนใจจะลงทุน ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์จากการร่วมมือครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีการรีไซเคิล และผู้ประกอบการ สามารถพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้เพิ่มยิ่งขึ้น

ที่สำคัญจะเป็นการช่วยแก้ปัญหากำจัดซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจรได้มาตรฐานเพิ่มมากขึ้น จากการแยกโลหะที่มีค่านำไปใช้งานต่อ และชิ้นส่วนที่เป็น อันตราย ซึ่งไม่สามารถจัดการได้ ในประเทศไทย จะถูกส่งไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อการกำจัดที่เหมาะสม ซึ่งโรงงานนำร่องนี้จะเปิดดำเนินการในเดือนมิถุนายน 2563

 ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานรีไซเคิลอิเล็กทรอนิกส์อยู่ราว 148 แห่ง ยังไม่เพียงพอต่อปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ปี 2561 พบว่า มีซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เกิดจากชุมชน 4.14 แสนตัน และคาดว่าปี 2562 มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก

ขยะอิเล็กทรอนิกส์หากจัดการอย่างไม่ถูกวิธี ไม่ว่าการนำไปกองทิ้งในที่รกร้าง หรือจ้างชาวบ้านคัดแยก/เผา ไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ ทำให้เกิดมลพิษในวงกว้าง จึงควรมีการคัดเลือกขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมูลค่าสูง โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการรีไซเคิล

ดังนั้น การลงทุนในธุรกิจนี้ยังสามารถเติบโตต่อไปได้อีก โดยเฉพาะการรองรับปัญหาขยะเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่จะเกิดขึ้น และจากการเข้ามาลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ให้เห็นว่า ในปี 2564 ตลาดรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ไทยน่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 10,290-11,420 ล้านบาท ขยายตัวกว่า 109.1-128.3% จากปี 2560 มีมูลค่าอยู่ที่ 4,920-5,000 ล้านบาท สอดคล้องกับการขยายตัวของปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์จากชุมชนในประเทศ


หน้าแรก / Columnist Let me think พลังงานแสงอาทิตย์ โอกาสผู้ใช้พลังงานไทย

พลังงานแสงอาทิตย์ โอกาสผู้ใช้พลังงานไทย

28 Sep 2019
 

     ทันทีที่เข้ามากุมบังเหียนกระทรวงพลังงาน สิ่งที่ “นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขับเคลื่อนและพร้อมคิกออฟ เรื่องหลักๆ คือ ประกาศนโยบายด้านพลังงานไฟฟ้า “ทำให้พลังงานเป็นเรื่องของทุกคน หรือ Energy for All”  สนับสนุนภาคประชาชน ชุมชน มีส่วนร่วมในการ “ลดค่าใช้จ่าย” และ “สร้างรายได้” จากพลังงานควบคู่ไป 

นอกจากนี้ยังออกมาประกาศชัดถึงการชูธงเดินหน้าปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2561- 2580 หรือ PDP2018 โดยเพิ่มสัดส่วนการสร้างพลังงานทดแทน  ที่สำคัญเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมและเข้าถึงพลังงานทดแทนได้มากขึ้น

     ต่อยอดโครงการ  “โซลาร์ภาคประชาชน” นโยบายภายใต้แผน PDP2018 ที่สตาร์ตโครงการไปแล้วเมื่อกลางปี 2562 โดย “รัฐ” รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จากภาคประชาชน ปริมาณ 10,000  เมกะวัตต์   นำร่องรับซื้อพลังงานแสงอาทิตย์จากหลังคาบ้าน  หรือโซลาร์รูฟท็อป ทยอยรับซื้อปีละ 100 เมกะวัตต์  แบ่งการรับซื้อผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 70 เมกะวัตต์ และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) 30  เมกะวัตต์ โดยผู้มีสิทธิยื่นชื่อเข้าโครงการต้องเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1  หรือบ้านที่อยู่อาศัยเท่านั้น

ที่น่าติดตามคือ  “โซลาร์ภาคประชาชน”  คือการกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน เหลือใช้จากประชาชน ในราคา 1.68 บาทต่อหน่วย  กำหนดเวลารับซื้อ 10 ปี  แต่ที่ผ่านมาหลายฝ่ายมองว่าราคารับซื้ออาจยังไม่จูงใจมากพอ บางรายรอดูตัวอย่างจากกลุ่มนำร่อง รวมทั้งข้อดีของการร่วมโครงการที่ยังไม่รับรู้อย่างแพร่หลาย ซึ่งในแง่กระทรวงพลังงานเอง ก็อยู่ในช่วงกำลังพิจารณาอย่างละเอียดเพื่อนำไปปรับปรุง เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการในระยะต่อไป

-จับตาบรรดาผู้นำร่องรายใหญ่

     ปัจจุบันโครงการโซลาร์ภาคประชาชน มีผู้เล่นที่น่าจับตาคือ “บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA” เข้าร่วมโครงการนี้ เป็นลำดับแรกๆ เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าแรก ที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านที่อยู่อาศัย ติดตั้งให้บ้านทุกหลังในโครงการของเสนา  เว้นบ้านที่มีราคาน้อยกว่า 1 ล้านบาท  นอกจากจุดแข็งการติดตั้งแผงโซลาร์ให้กับลูกบ้านเท่านั้น  แต่พ่วงบริการแบบครบวงจร  ดำเนินการติดตั้ง พร้อมดูแลรักษา โดยบริษัท เสนา โซลาร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ที่เสนาถือหุ้น 100% 

     เสนารับเป็นตัวกลาง นำพาลูกบ้านที่มีโซลาร์รูฟท็อป จากโครงการเสนาพาร์ค แกรนด์ รามอินทรา , เสนาพาร์ควิลล์ รามอินทรา-วงแหวน , เสนาวิลล์ บรมราชชนนี สาย 5 (ศาลายา) , เสนาแกรนด์ โฮม รังสิต-ติวานนท์ , เสนาช็อปเฮ้าส์ พหลโยธิน-คูคต และโครงการเสนาช็อปเฮ้าส์ บางแค เฟส 1 และเฟส 2 ยื่นสิทธิขายไฟฟ้าให้รัฐ  ถือเป็นกลุ่มผู้ยื่นสิทธิสูงสุดในปีนี้มากกว่า 164 ราย  ขายไฟฟ้าเข้าระบบมากกว่า 394.40 กิโลวัตต์ 

     ด้านบริษัท แสนสิริ  จำกัด ก่อนหน้านั้นโดดจับมือกับ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เปิดตัวโฉมใหม่การผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน โดยบีซีพีจีเป็นผู้ลงทุนติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ในโครงการแสนสิริ เพื่อผู้อยู่อาศัยในโครงการสามารถผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้ด้วยตนเอง  รวมถึงยังสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนไฟฟ้าระหว่างกันภายในโครงการได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วยการใช้blockchain technology และแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน โดยความร่วมมือดังกล่าวเป็นแผนระยะยาว 5 ปี เบื้องต้นมีโครงการของแสนสิริที่จะเข้าร่วมกว่า 20 โครงการ

        นอกจากนี้ล่าสุดแสนสิริยังออกมาเนรมิตเสาไฟอัจฉริยะที่ใช้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ที่เรียกว่า Smart Lighting Pole พัฒนาโดย Omniflow ซึ่งใช้พลังงานสะอาด 100% ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ย่านอ่อนนุช 1/1 และเข้าไปในเมือง T77 โดยเสานี้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ที่สำคัญไม่จำเป็นต้องเดินสายไฟ และไม่ต้องห่วงว่าหากไม่มีแดดหรือลมแล้วจะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ เพราะเสาไฟอัจฉริยะนี้ใช้แบตเตอรี่ชนิดพิเศษที่สามารถจ่ายไฟให้อยู่ได้นานถึง 3 วัน ติดตั้งขึ้นเพื่อผลิตไฟฟ้าบริเวณถนนโดยรอบของศูนย์การค้า Habito Mall ภายในเมือง T77 สร้างให้เมืองได้ใช้พลังงานสะอาดอย่างสมบูรณ์แบบถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่นำร่องใช้พลังงานสะอาด

 

                สำหรับโซลาร์รูฟท็อป อาจจะยังดูใหม่และอยู่ในวงจำกัดในเมืองไทย แต่ในหลายประเทศคืบหน้าไปไกลแล้ว  เช่น ในสหรัฐอเมริกา  มีการรับซื้อไฟฟ้าในอัตราที่สูงกว่าที่ขายให้กับผู้บริโภค ด้วยเหตุผลว่าไฟฟ้าจากโซลาร์นั้น ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม   ไฟฟ้าไม่สูญเสียในสายส่ง  และลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่  หรือเรียกว่าการให้คุณค่ากับพลังงานแสงอาทิตย์ (Value of Solar) มากกว่าพลังงานชนิดอื่นๆ  ขณะที่ไทยนั้นไฟฟ้ากว่า 60% มาจากก๊าซธรรมชาติที่กำลังจะหมดลง ต้องนำเข้า แต่ปริมาณใช้ไฟยังคงเติบโตต่อเนื่อง

      เมื่อทั่วโลกต่างตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ไทยยังเดินสวนทาง เพราะการผลิตไฟฟ้ายังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก จึงไม่อาจมองข้ามพลังงานสะอาดจากโซลาร์รูฟท็อป ที่กำลังทำให้รูปแบบของการผลิตไฟฟ้าเปลี่ยนไป

      พลังงานจากแสงอาทิตย์ จึงเป็นอนาคตที่มองข้ามไปไม่ได้ และเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ช่วยลดปัญหามลพิษ!!!

คอลัมน์ : Let Me Think

โดย     : TATA007


หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค Mega Project ‘บีทีเอส’…คิกออฟ  ขึ้นรถไฟฟ้า ไม่ต้องพกเหรียญ

‘บีทีเอส’…คิกออฟ  ขึ้นรถไฟฟ้า ไม่ต้องพกเหรียญ

28 Sep 2019
 

“บีทีเอส” คิกออฟใช้ระบบชำระค่าโดยสารด้วยคิวอาร์โค้ด เนื่อง จากกระแสสังคมไร้เงินสดในเมืองกรุงมาแรง ไม่น่าเชื่อมีประชาชนให้ความสนใจและใช้บริการการจ่ายเงินด้วยวิธีการดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นและภาพที่ชัดคือการต่อแถวแลกเหรียญที่ลดลง

จากการให้สัมภาษณ์ของบอสใหญ่บีทีเอส นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชนเผยว่า นับแต่บีทีเอสเปิดให้ตู้จำหน่ายตั๋วทัชสกรีน รองรับการซื้อตั๋วเดินทางเที่ยวเดียวด้วย QR Code ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561-สิงหาคม 2562 มีผู้ใช้งานรวมแล้วกว่า 1.25 ล้านรายการ

ทั้งนี้ตัวแปรที่ทำให้คนไทยหันมาใช้รูปแบบการชำระดังกล่าว จากผลสำรวจเกี่ยวกับทัศนคติและพฤติกรรมการชำระเงินระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเทรนด์สำคัญของผู้บริโภคประจำปี 2561 ของวีซ่าพบว่าปัจจุบัน ผู้บริโภคสามารถชำระเงินด้วยอุปกรณ์เชื่อมต่อที่หลากหลาย และหนึ่งในนั้นคือแอพพลิเคชัน Line ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวบีทีเอส นำมาปรับใช้ ไม่เพียงเท่านั้นจากผลสำรวจนี้ ใน ของคนไทย หรือ 42% พกเงินสดน้อยลงในช่วง ปีที่ผ่านมา ทำให้ทิศทางการชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ดดูเหมือนว่าจะมีทิศทางเพิ่มในอนาคตสำหรับบีทีเอส

 

อย่างไรก็ตามปัจจุบันตู้จำหน่ายตั๋วบีทีเอสทุกตู้ ทุกสถานี รองรับ QR Code ทั้งหมด โดยรองรับ QR Code 2 ระบบ คือ 1. แรบบิท ไลน์ เพย์ (Rabbit LINE Pay) และ 2. แอพพลิเคชัน ธนาคารทุกธนาคาร เป็นความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียว กันสำหรับผู้โดยสารที่ไม่ได้ใช้ QR Code ทางพนักงานพร้อมให้บริการซื้อตั๋วที่ห้องจำหน่ายตั๋วได้โดยตรง ซึ่งไม่ต้องแลกเหรียญแบบเดิมอีกต่อไป

ด้านบริการแรบบิท ไลน์ เพย์ ที่บีทีเอสร่วมกับพันธมิตรพัฒนาบริการให้เติมเงินหรือเติมเที่ยวเดินทางบัตรแรบบิทได้บนแอพพลิเคชันไลน์ ตั้งแต่ปลายปี 2561 ก็ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม เพราะมีจุดแข็ง คือผู้โดยสารสามารถจัดการบัตรแรบบิทของตัวเองทั้งหมดได้ ทั้งการเติมเที่ยวเดินทางหรือเติมเงินบัตรโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส ตรวจสอบประวัติ การเดินทางและประวัติการชำระเงินซื้อสินค้า รวมทั้งระงับหรืออายัดบัตรได้เองทันทีกรณีสูญหาย ซึ่งผู้โดยสารสามารถสมัครและเปิดการใช้งานแรบบิท ไลน์ เพย์ ได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วบีทีเอสทุกสถานี

การนำเอาระบบชำระค่าโดยสารด้วยคิวอาร์โค้ดจากทาง บีทีเอส ถือเป็นมิติใหม่ของการเดินทางโดยสารในประเทศที่ในอนาคตรูปแบบการเดินทางอื่นๆ อาทิ เรือ รถ จะสามารถนำไปปรับใช้ แน่นอนในลำดับแรกคือ ความสะดวกสบาย อีกปัจจัยคือลดความอันตรายในการถือเงินสด ที่สำคัญภาพของการต่อแถวโดยสารน่าจะลดลง เรื่องเล็กๆน้อยๆ แบบนี้ เมื่อทำอย่างเป็นรูปธรรมไม่ได้สร้างแค่การรับรู้และภาพลักษณ์แต่ยังบ่งบอกถึงการทรานส์ฟอร์มธุรกิจให้สอดรับกับยุคดิจิทัลได้อย่างลงตัว ไม่แน่ระบบนี้อาจนำไปใช้กับไฮสปีดบางสายในอนาคตก็เป็นได้


หน้าแรก / ธุรกิจ การตลาด อย.เรียกคืนยา Ranitidine หลังพบสารปนเปื้อน

อย.เรียกคืนยา Ranitidine หลังพบสารปนเปื้อน

28 Sep 2019

     อย. เรียกคืนยา Ranitidine ยารักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารและในลำไส้เล็กส่วนต้น เหตุพบสารปนเปื้อน NDMA ในประเทศสหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสารที่อาจก่อมะเร็งในมนุษย์ วอนบุคลากรทางการแพทย์และผู้บริโภคอย่าตื่นตระหนก พร้อมผนึกผู้ประกอบการเฝ้าระวังและเร่งตรวจสอบแหล่งวัตถุดิบและรุ่นการผลิตของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยา Ranitidine

     นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่องค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา ได้ประกาศตรวจพบสารปนเปื้อน  N-Nitrosodimethylamine (NDMA) ในผลิตภัณฑ์ยาชื่อสามัญ Ranitidine ที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกา รวมถึงยาชื่อการค้า Zantac ซึ่งเป็นยาต้นแบบ โดยระบุว่าปริมาณที่ตรวจพบ NDMA นั้นพบในปริมาณสูงกว่าค่าเกณฑ์การยอมรับในอาหารทั่วไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และสหรัฐอเมริกาอยู่ระหว่างการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ภายหลังทางสาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้ประกาศเรียกเก็บยา Ranitidine 8 ชื่อการค้า ได้แก่ Aciloc, Apo-Ranitidine, Hyzan, Neoceptin R-150, Vesyca, Xanidine, Zantac และ Zynol โดยระบุชัดเจนว่าการเรียกคืนยาในครั้งนี้เป็นเพียงมาตรการเฝ้าระวัง โดยให้มีการเรียกคืนเฉพาะในโรงพยาบาลและร้านขายยาเท่านั้น ส่วนของผู้ป่วยที่ได้รับยาไปนั้นยังสามารถใช้ยาดังกล่าวต่อไปได้ เนื่องจากยา Ranitidine เป็นยาที่มีข้อบ่งใช้ในการรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นอักเสบ ซึ่งมีระยะเวลาในการรับประทานไม่ยาวนานต่อเนื่อง จึงไม่มีความเสี่ยงในการบริโภค

     ทั้งนี้ N-Nitrosodimethylamine (NDMA) เป็นสารในกลุ่ม Nitrosamines ซึ่งเป็นสารที่อาจก่อมะเร็งในมนุษย์ตามการจัดระดับของ International Agency for Research on Cancer (IARC) และเป็นสารที่สามารถพบได้ในสิ่งแวดล้อม ทั้งในดินและแหล่งน้ำ รวมถึงน้ำดื่มและอาหารทั่วไป ทั้งนี้การปนเปื้อน NDMA ในยา Ranitidine อาจมีสาเหตุแตกต่างจากการปนเปื้อนในยากลุ่ม Angiotensin II Receptor Blockers (ARBs) โดยหน่วยงานในต่างประเทศอยู่ระหว่างการศึกษาและสืบสวนหาสาเหตุที่ชัดเจนของการปนเปื้อนดังกล่าว 

     นายแพทย์สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหาร และยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียนตำรับยา Ranitidine จำนวนทั้งหมด 34 ทะเบียน แบ่งเป็นยาที่ผลิตในประเทศจำนวน 23 ทะเบียน และยานำเข้าจากต่างประเทศจำนวน 11 ทะเบียน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เฝ้าระวังและติดตามข่าวการตรวจวิเคราะห์ยา Ranitidine ทั้งในสหรัฐอเมริกา และข่าวการเรียกคืนยาในสิงคโปร์ พบว่ามีผลิตภัณฑ์ยาที่มีชื่อการค้าเดียวกันกับที่ถูกเรียกคืนในประเทศสิงคโปร์ คือ ชื่อการค้า Xanidine เลขทะเบียน 1A 67/33 ผลิตโดยบริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี้ จำกัด ซึ่งใช้วัตถุดิบที่ผลิตจาก SMS Lifesciences India Ltd. สาธารณรัฐอินเดีย และ ชื่อการค้า Aciloc 150 เลขทะเบียน 1C 90/39 และ Aciloc 300 เลขทะเบียน 1A 91/39 นำเข้าโดยบริษัท ฟาร์มาแลนด์ (1982) จำกัด จากผู้ผลิตยาสำเร็จรูป คือ Cadila Pharmaceuticals Limited สาธารณรัฐอินเดีย และผู้ผลิตวัตถุดิบ คือ Saraca Laboratories Ltd. สาธารณรัฐอินเดีย

     ดังนั้น อย. จึงได้ประสานการดำเนินงานร่วมกับผู้รับอนุญาตทั้ง 2 ราย เรียกเก็บยาคืน โดยบริษัทยินดีรับเปลี่ยนยาสำเร็จรูปรุ่นการผลิตที่พบว่ามีการใช้วัตถุดิบรุ่นเดียวกับยาสำเร็จรูปที่พบการปนเปื้อนในประเทศสิงคโปร์ และทาง อย. ได้ดำเนินการแจ้งเตือนภัยเร่งด่วนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้รับทราบ นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลยาของ บริษัท สยามฟาร์มาซูติคอล จำกัด ชื่อการค้า ZANTIDON ทาง อย. จึงประสานกับบริษัทฯ ในการเรียกคืนยาดังกล่าวโดยสมัครใจ ทั้งรูปแบบเม็ดและฉีด เลขทะเบียน 1A 1033/40, 1A 324/33 และ 1A 6/30

     สำหรับผู้รับอนุญาตรายอื่น ถึงแม้จะยังไม่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีการเรียกเก็บยาคืนในต่างประเทศ แต่ อย.ยังคงเร่งตรวจสอบหาสาเหตุการปนเปื้อน NDMA ในยา Ranitidine หากพบสาเหตุที่แท้จริงจะดำเนินการตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ในระหว่างรอผลการสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของการปนเปื้อน อย. จะดำเนินการเก็บตัวอย่างวัตถุดิบ และยาสำเร็จรูปจากทุกแหล่ง ส่งตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หากพบมีการปนเปื้อนจะดำเนินการให้เรียกเก็บยาคืนและระงับการจำหน่าย และหากผลการสืบสวนหาสาเหตุมีความคืบหน้าประการใด อย. จะเร่งดำเนินการกำหนดมาตรการและแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบต่อไป

 

แท่นปิโตรเลียมหมดอายุ ปี 2565-2566

28 Sep 2019
อ่าน 41 ครั้ง
 

การรื้อถอนแท่นปิโตเลียมแหล่งเอราวัณและบงกช ที่จะหมดอายุในปี 2565-2566

 
https://media.thansettakij.com/infographic/2019/08/1566796424.jpg
 

ชาวอินโดนีเซียประท้วงเดือดทั่วประเทศ ปะทะตำรวจนักศึกษาดับ 1 ศพ

ไทยรัฐออนไลน์28 ก.ย. 2562 07:10 น.
SHARE
 

อินโดนีเซียเผชิญการประท้วงรุนแรงในหลายพื้นที่ของประเทศ จากการต่อต้านกฎหมายใหม่ที่พวกเขามองว่า ทำให้ประเทศพัฒนาถอยหลัง โดยมีผู้เสียชีวิตแล้วที่ 1 รายและบาดเจ็บจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ประเทศอินโดนีเซียต้องเผชิญการประท้วงอย่างรุนแรงนำโดยกลุ่มนักศึกษา ที่ออกมาต่อต้านกฎหมายคอร์รัปชันฉบับใหม่ ที่พวกเขามองว่าทำให้คณะกรรมาธิการต่อต้านการคอร์รัปชันอ่อนแอลง และแผนการปฏิรูปประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งประเด็นที่ถูกโต้แย้งที่สุดคือการเสนอให้ ห้ามมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ใช่คู่สมรส

การชุมนุมที่เกิดขึ้นนับเป็นหนึ่งในการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การประท้วงโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการซูฮาร์โตเมื่อปี 2541 ประชาชนจำนวนหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมตามท้องถนนทั่วประเทศ โดยมีกรุงจาการ์ตาเป็นศูนย์กลาง และการเคลื่อนขบวนส่วนใหญ่จบลงที่การปะทะกับตำรวจ ซึ่งยิงแก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำแรงดันสูงตอบโต้ผู้ชุมนุมที่ขว้างปาก้อนหินและระเบิดขวดใส่พวกเขา

การประท้วงในวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.ย. 2562 มีนักศึกษารายหนึ่งเสียชีวิตที่เมืองเคนดารี บนเกาะสุลาเวสี ขณะที่มีผู้บาดเจ็บในการประท้วงที่กรุงจาการ์ตาหลายร้อยคน และมีนักศึกษาถูกจับกุมทั่วประเทศอีกจำนวนมาก

 

ทั้งนี้ อินโดนีเซียพยายามปฏิรูปประมวลกฎหมายอาญาของพวกเขาที่ใช้มาตั้งแต่ยุคเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ แต่ฉบับร่างของกฎหมายอาญาใหม่ที่ออกมาถูกโจมตีว่า เป็นการย้อนคืนความก้าวหน้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทั้งหมด ทั้งการห้ามมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ใช่คู่สมรส, การกำหนดให้การทำแท้งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ยกเว้นกรณีฉุกเฉินหรือถูกข่มขืน

กฎหมายใหม่ยังกำหนดให้การดูหมิ่นประธานาธิบดีเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และขยายขอบเขตของกฎหมายเกี่ยวกับหมิ่นศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมากในอินโดนีเซียอยู่แล้ว

นอกจากนี้ การประท้วงยังลุกลามไปถึงเรื่องการคอร์รัปชัน, ความไม่พอใจกองทัพในเหตุความไม่สงบที่จังหวัดปาปัว และความล้มเหลวในการควบคุมไฟป่าบนเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียว ซึ่งทำให้เกิดฝุ่นความพิษไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ออกมากล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เขาอาจจะพิจารณายกเลิกกฎหมายดังกล่าว หลังจากพูดมาตลอดหลายวันว่าจะมีการแก้กฎหมาย

...........................................................

28 กันยายน 2562

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน