*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5576
  • จำนวนผู้ชม : 3355516
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 408 , 15:15:15 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         เหตุสลดใจนศ.วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษเสียชีวิต 13 รายพร้อมกัน บาดเจ็บ 6 ราย จากจำนวนผู้นั่งมากับรถทั้งหมด 19 คน

สาเหตุนั่งรถกระบะพิคอัพเปิดท้ายที่ขับด้วยความเร็ว 120 ก.ม./ช.ม.แล้วพลิกคว่ำกลางถนน โดยตำรวจกำลังสอบหาสาเหตุว่าเกิดจาก

ตัวรถหรือคนขับดื่มสุรากันแน่ ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้ผู้ติดตามข่าวที่มีลูกหลานวัยคะนองพากันหวาดผวาไปตามกัน ยังดีที่มีคลิปจับภาพ

ขณะเกิดเหตุการณ์เอาไว้ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนต่อไป

         อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังจะไม่เร่งหามาตรการป้องกันอีกกระนั้นหรือ หรือจะถือว่าเป็นเรื่องสุดวิสัย จะเกิดขึ้น

เมื่อไรก็ได้ ... ผ่าซี .. เอ้า ...

ชี้สาเหตุ 13 ศพ นั่งกระบะท้าย ทำไม "ตายหมด"

ไทยรัฐออนไลน์30 ก.ย. 2562 09:41 น.
SHARE
 

ผจก.ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ชี้อุบัติเหตุ นศ.ตาย 13 ศพ รถวิ่ง 120 กม./ชม. แรงปะทะเท่าตกตึก 19 ชั้น และคนนั่งท้ายกระบะท้ายเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าผู้โดยสารในตัวรถที่คาดเข็มขัดนิรภัยถึง 8 เท่า 

จากกรณีเกิดอุบัติเหตุที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ นักศึกวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ที่มาฝึกงาน นั่งในกระบะหลังรถปิกอัพ เสียชีวิต 13 ราย บาดเจ็บ 6 ราย รวมขณะเกิดเหตุมีคนในรถถึง 19 คน 

เรื่องนี้ นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน เปิดเผยว่า สาเหตุของอุบัติเหตุประเภทนี้การควบคุมของผู้ขับขี่อาจจะเป็นประเด็นสําคัญประเด็นหน่ึง แต่สิ่งที่ทุกคนอาจไม่พึงระวัง คือ ขนาดหรือมิติตัวรถถือเป็นส่วนสําคัญของอุบัติเหตุครั้งนี้ คือ รถท่ีจุดศูนย์ถ่วงสูง (Center of Gravity) ซึ่งหากบรรทุกคน มา 10 คน เฉลี่ยน้ำหนักคนละ 60 กิโลกรัม จะมีความเสี่ยงในการพลิกควํ่ามากกว่ารถปกติสูงกว่าปกติถึงกว่า 2.5 เท่า ซึ่งเป็นไปตามหลักฟิสิกส์พื้นฐาน

นอกจากนี้ เมื่อมีการบรรทุกคนนั่งท้ายกระบะ ซึ่งไม่มีอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (เข็มขัดนิรภัย) เมื่อเกิดการหักเลี้ยวกะทันหันก็จะเกิดแรงเหวี่ยงที่เพิ่มขึ้น จนส่งผลให้เกิดการพลิกคว่ำ คนที่อยู่บริเวณท้ายกระบะจึงมีลักษณะเหมือนการถูกเทกระจาดไปคนละทิศคนละทาง ซึ่งเมื่อเกิดการเทกระจาด ผู้โดยสารท้ายกระบะจะมีอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าผู้โดยสารภายในตัวรถที่คาดเข็มขัดนิรภัยถึง 8 เท่า และรถคันดังกล่าวที่ได้เห็นจากในคลิป จากการคำนวณดูระยะความเร็วรถที่วิ่ง ใกล้ๆ กับ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งหากเกิดแรงปะทะจะเท่ากับตกจากตึกสูง 19 ชั้น จึงส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

“อาจจะมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ซึ่งยังคงอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนการเกิดเหตุ เช่น ความเสี่ยงจากยางระเบิดเนื่องจากบรรทุกจำนวนมาก หรือปริมาณแอลกอฮอล์ในตัวผู้ขับขี่”.

อ่านข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ "ข่าวรถชน | 13 ศพ | เทคนิคศรีสะเกษ"

 

หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค การค้า - การเกษตร เตือน 20 จังหวัด เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน ล้นตลิ่ง

เตือน 20 จังหวัด เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน ล้นตลิ่ง

30 Sep 2019
 
สทนช.เปิดพื้นเสี่ยงน้ำท่วม ล้นตลิ่งพื้นที่ซ้ำซาก เดือนต.ค.-พ.ย. ผวาฝนตกซ้ำ ลดความเสี่ยงหาย รวม 20 จังหวัด 55 อำเภอ 34 แม่น้ำ เร่งปรับเกณฑ์ระบายน้ำ 11 เขื่อนใหญ่ให้แล้วเสร็จก่อน 7 ต.ค. 62  จี้ทุกหน่วยรุกแผนรับแล้งล่วงหน้าจัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อทุกกิจกรรม ป้องกันปัญหาแย่งน้ำซ้ำรอยอดีต

วันนี้ (30 กันยายน 2562) ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจเพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ ว่า ศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ เผยว่า  ที่ประชุมยังได้ติดตามสถานการณ์ฝนในช่วงระยะเวลา 2 เดือน คือ เดือน ต.ค. และ พ.ย. ก่อนสิ้นสุดฤดูฝนปี 62 โดยติดตามข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ฯลฯ ทั้งสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำท่า การคาดการณ์และวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงเกิดฝนตกหนัก พื้นที่เสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะในบริเวณภาคตะวันตกและภาคใต้ เพื่อนำข้อมูลมาบูรณาการวิเคราะห์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงเกิดน้ำท่วม เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้ทันที

โดยจากการวิเคราะห์โดยพิจารณาจากปริมาณน้ำในเขื่อนที่มีน้ำมาก พบพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและน้ำล้นตลิ่ง รวม 20 จังหวัด โดยแบ่งเป็น  ดังนี้ เดือน ต.ค. 62  พบ 12 จังหวัดเสี่ยงน้ำท่วม น้ำล้นตลิ่ง  51 อำเภอ 18 แม่น้ำ คือ จังหวัดชลบุรี จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และ เดือน พ.ย. 62 มีทั้งหมด 8 จังหวัด 44 อำเภอ แม่น้ำ 16 สาย อำเภอ ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา  และนราธิวาส

สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อนปัจจุบัน พบแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำมาก 5 แห่ง คือ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนปราณบุรี และเขื่อนนฤบดินทรจินดา ซึ่งศูนย์อำนวยการน้ำฯ จะมีการประเมินติดตามสภาพอากาศ และสภาพน้ำท่าอย่างใกล้ชิด เมื่อมีแนวโน้มความเสี่ยงพื้นที่ใดที่อาจจะได้รับผลกระทบจะมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าผ่านช่องทางต่างๆ ให้เข้าถึงประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยมากยิ่นขึ้น เช่น ทางไลน์ หรือ SMS เป็นต้น

ดังนั้น ที่ประชุมจึงได้กำหนดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเสนอเกณฑ์การระบายน้ำและการบริหารจัดการเขื่อนเก็บกักน้ำ เขื่อนระบายน้ำ และประตูระบายน้ำ ในรูปแบบเดียวกับเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งมีข้อกำหนด อาทิ ต้องไม่มีผลกระทบต่อด้านเหนือน้ำและท้ายน้ำ โดยพิจารณาอย่างเป็นระบบลุ่มน้ำ พิจารณาเงื่อนไขและข้อตกลงเดิมที่ภาครัฐทำขึ้นกับภาคประชาชน มีการกำหนดหน่วยงานผู้ที่รับผิดชอบชัดเจน ในแต่ละช่วงอัตราการระบายน้ำ เป็นต้น โดยเขื่อนที่ต้องจัดทำเกณฑ์อย่างเร่งด่วน ภายใน 7 ต.ค. 62 นี้

ประกอบด้วย เขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ 6 แห่ง แบ่งเป็น ภาคตะวันตก ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ วชิราลงกรณ แก่งกระจาน ปราณบุรี ภาคใต้ ได้แก่ เขื่อนรัชชประภา บางลาง  เขื่อนระบายน้ำขนาดใหญ่ 5 แห่ง แบ่งเป็น ภาคตะวันตก ได้แก่ เขื่อนแม่กลอง เพชร ภาคใต้ ได้แก่ เขื่อนปากพนัง ปัตตานี ภาคกลาง ได้แก่ เขื่อนเจ้าพระยา และประตูระบายน้ำ 2 แห่ง ในภาคใต้ ได้แก่ ปตร.อู่ตะเภา ปตร.ท่าตะเภา รวมทั้งเขื่อนขนาดกลางที่มีความจุมากกว่า 50 ล้าน ลบ.ม. ในภาคตะวันตกและภาคใต้ ระยะสั้น ภายใน 21 ต.ค 62 ได้แก่ เขื่อนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง จุมากกว่า 50 ล้าน ลบ.ม. และแม่น้ำสายหลักทั้งหมด และในระยะยาว ภายใน 25 พ.ย. 62 ได้แก่ เขื่อนขนาดกลางและแม่น้ำสายรองทั้งหมด

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบรายงานพื้นที่ประสบอุทกภัย การให้ความช่วยเหลือ และการประชาสัมพันธ์ โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเตรียมเครื่องมือเครื่องจักรในการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ทุกหน่วยงานยังได้ร่วมกันกำหนดมาตรฐานสีที่ใช้ในการจำแนกระดับความรุนแรงของปริมาณฝน น้ำท่า และแหล่งน้ำ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการแจ้งเตือนสาธารณภัยแก่ประชาชนให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันด้วย

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับการเตรียมการรองรับสถานการณ์น้ำในฤดูแล้งหน้าที่กำลังจะมาถึง โดยสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้คือระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ลดต่ำลงจากปริมาณฝนที่ลดลง จึงมีความกังวลว่าช่วงฤดูแล้งในปีนี้ ระดับน้ำโขงจะลดต่ำลงกว่าในอดีต และอาจจะกระทบกับ 8 จังหวัดริมโขงได้ โดยจากการสอบถามไปยังประเทศจีนและลาว พบว่ามีระดับน้ำโขงต่ำเนื่องจากฝนน้อยเช่นกัน ซึ่งประเด็นนี้จะต้องมีการหารือกันเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป ทั้งนี้ สทนช. ได้วิเคราะห์คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค ปี 62/63 พบพื้นที่เสี่ยงในเขตการประปาส่วนภูมิภาค 24 จังหวัด 48 สาขา แบ่งเป็น ภาคเหนือ 7 จังหวัด 12 สาขา ภาคอีสาน 11 จังหวัด 28 สาขา ภาคตะวันออก 2 จังหวัด 4 สาขา และภาคใต้ 4 จังหวัด 4 สาขา ซึ่งจำเป็นต้องมีการเตรียมแหล่งน้ำสำรองเพื่อป้องกันผลกระทบให้กับประชาชนด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในการจัดสรรน้ำ ได้มีการคาดการณ์ปริมาณน้ำต้นทุนเบื้องต้น พิจารณาจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง และนอกเขตชลประทานโดยข้อมูลคาดการณ์จากกรมทรัพยากรน้ำ โดยคาดการณ์ปริมาณน้ำช่วงสิ้นสุดฤดูฝน ณ วันที่  1 พ.ย. 62 มีน้ำใช้การได้รวม 35,972 ล้าน ลบ.ม. ในเขตชลประทาน 27,399 ล้าน ลบ.ม. นอกเขตชลประทาน 8,573 ล้าน ลบ.ม. จัดสรรน้ำ 5 กิจกรรม ได้แก่ 1) อุปโภค-บริโภค 2,703 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 7% 2) รักษาระบบนิเวศ 7,161 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 20% 3) สำรองน้ำต้นฤดูฝน(อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่) 9,969 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 28% 4) เกษตรกรรม 15,581 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 43% แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 9,937 ล้าน ลบ.ม. นอกเขตชลประทาน 5,644 ล้าน ลบ.ม. และ 5) อุตสาหกรรม 558 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2%

“เบื้องต้นที่ประชุมได้มอบหมายทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมมาตรการต่างๆ ก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง โดยเฉพาะการจัดสรรน้ำอย่างเหมาะสม ครอบคลุมกิจกรรมในทุกด้าน อาทิ การประเมินพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำดิบ การกำหนดแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 ทั้งในและนอกเขตชลประทาน รายจังหวัดทั้งประเทศ เพื่อให้มีการกำหนดพื้นที่ทำการเกษตรที่เหมาะสมและชัดเจน เกษตรกรรับทราบล่วงหน้าก่อนลงทุนเพาะปลูกเพื่อลดความเสี่ยง ลดการกระทบต่อการใช้น้ำในกิจกรรมด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะการอุปโภคบริโภค”ดร.สมเกียรติ กล่าว

หน้าแรก / ตลาดเงิน - ตลาดทุน ผู้ว่าแบงก์ชาติ แนะใช้กุญแจ4ดอก​ แก้ผูกขาดธุรกิจ

ผู้ว่าแบงก์ชาติ แนะใช้กุญแจ4ดอก​ แก้ผูกขาดธุรกิจ

30 Sep 2019

คำต่อคำ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกฐาพิเศษในงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทยประจําปี 2562 “พลิกโฉมเศรษฐกิจ พิชิตการแข่งขัน” Competitive Thailand ระบุ ในงานสัมมนาวิชาการครั้งที่ผ่าน ๆ มาเราได้พูดถึงปัจจัยหลายด้านที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสําคัญของการเพิ่มผลิตภาพ การยกระดับเทคโนโลยี รวมไปถึงการสร้างนวัตกรรม สิ่งเหล่านี้ทําให้เราใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจํากัดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นรากฐานสําคัญของการ พัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

กุญแจสําคัญตัวหนึ่งที่สร้างแรงจูงใจให้เราก้าวข้ามขีดจํากัดของทรัพยากร ขีดจํากัดทางเทคโนโลยี และผลักดันให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ครั้งแล้วครั้งเล่า คือ “การแข่งขัน” ซึ่งเป็นประเด็นหลักของงาน สัมมนาวิชาการของธนาคารแห่งประเทศไทยประจําปีนี้

การแข่งขันเป็นกลไกสําคัญในการสร้างผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ การแข่งขันผลักดันให้ ผู้ประกอบการทั้งรายเก่าและรายใหม่ต้องพัฒนาความสามารถของตนให้สูงขึ้นกว่าเดิม นําไปสู่ต้นทุนการผลิต ที่ต่ำลง คุณภาพผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่มากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก่อให้เกิด ประโยชน์ต่อผู้บริโภคและสังคมโดยรวม

ความสําคัญของการแข่งขันต่อผลิตภาพของประเทศนี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เป็นหลักพื้นฐานสําคัญที่ถือกําเนิดและพัฒนาควบคู่มากับวิชาเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ Adam Smith ได้กล่าวไว้ในหนังสือ The Wealth of - Nations เมื่อเกือบ 250 ปีที่แล้วว่า การแข่งขันเป็นกลไกสําคัญในการจัดสรรทรัพยากรไปสู่กิจกรรมทาง เศรษฐกิจที่สร้างประโยชน์สูงสุด

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม หรือระบบเศรษฐกิจที่เน้นการวางแผนจาก ส่วนกลาง ปรับตัวเองมาเป็นระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพิงกลไกตลาดและการแข่งขันมากขึ้น ส่งผลให้คุณภาพชีวิต ของประชากรในระบบเศรษฐกิจเหล่านั้นพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด

โดยธรรมชาติแล้ว ผู้ประกอบการมักจะไม่ค่อยชอบการแข่งขัน และลืมไปว่าการแข่งขันก็เป็น ประโยชน์กับผู้ประกอบการในระยะยาวด้วย โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าระบบเศรษฐกิจในประเทศไม่มีการแข่งขันที่มากพอแล้ว ผู้ประกอบการอาจชะล่าใจ ไม่พัฒนาตนเองมาก เท่าที่ควร ระบบนิเวศของการทําธุรกิจจะเฉื่อยชาและมีต้นทุนสูง ผู้ประกอบการจะขาดทักษะในการปรับตัว อย่างรวดเร็ว เมื่อถึงวันหนึ่งที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันซึ่งอาจมาจากภายนอก หรือจากรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ที่มากับพัฒนาการของเทคโนโลยี ผู้ประกอบการก็จะตั้งตัวไม่ทัน

นอกจากนี้ การแข่งขันยังช่วยสร้างแรงจูงใจ ให้แรงงานพัฒนาทักษะของตนเองเพื่อเพิ่มโอกาสในการจ้างงานและมีรายได้สูงขึ้น รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้ ผู้ประกอบการลงทุนและพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดและเติบโตของธุรกิจอีกด้วย แรงงาน และธุรกิจที่ไม่พัฒนาตนเองให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและค่อย ๆ ถูก คัดกรองให้ออกจากตลาดไปในที่สุด

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่ดีจะต้องเป็นการแข่งขันที่เปิดกว้าง เป็นธรรม และส่งเสริมให้เกิดการ พัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เราปฏิเสธไม่ได้ว่าในหลายธุรกิจที่มีต้นทุนในการเข้าสู่ตลาดสูง หรือมีการ ประหยัดจากขนาด (economy of Scale) ผู้ประกอบการที่อยู่รอดมักเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความได้เปรียบในด้านต่าง ๆ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยหรือผู้ประกอบการรายใหม่ไม่สามารถเข้ามาแข่งได้ ทํา ให้หลายครั้งการแข่งขันจึงอาจจบลงด้วยการผูกขาดกินรวบในระยะยาว ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันในหลายภาค ธุรกิจยังถูกจํากัดด้วยสิทธิพิเศษที่ผู้ประกอบการบางรายได้รับจากภาครัฐ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็น รัฐวิสาหกิจ 

หลายครั้งการแข่งขันถูกจํากัดด้วยการใช้ผลประโยชน์จากอํานาจผูกขาดไปยับยั้งกฎเกณฑ์และ กติกาที่จะทําให้ตนเองเสียประโยชน์และกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ไม่ให้เข้ามาแข่งขัน ถูกจํากัดโดยการใช้ อํานาจเหนือตลาดหลากหลายรูปแบบ ถูกจํากัดด้วยเครือข่ายความสัมพันธ์ หรือถูกจํากัดด้วยกฎเกณฑ์กติกา ของภาครัฐที่ล้าสมัย สร้างภาระให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและรายใหม่ จนไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม 

ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมการแข่งขันไม่ใช่เรื่องง่าย มีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบ ด้าน หลากหลายมิติ แต่ถ้าปล่อยปัญหาเหล่านี้ไว้ ไม่แก้ไขอย่างจริงจังแล้ว จะสร้างผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ หลายด้านเช่นกัน โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ํา ทั้งด้านทรัพย์สิน รายได้ และโอกาส ที่กําลังเป็นปัญหา สําคัญของระบบทุนนิยมในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย นอกจากนี้ จะบั่นทอนความสามารถในการ แข่งขันของประเทศในระยะยาวด้วย ถ้าคนเก่งไม่ได้รับโอกาสให้เข้ามาแข่งขันอย่างเป็นธรรม

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดและกระแสโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันกําลังทําให้ภูมิทัศน์ ของการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนไป เกิดความท้าทายมิติใหม่ ๆ ที่ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น

ในด้านหนึ่งนั้น เทคโนโลยีเป็นปัจจัยส่งเสริมการแข่งขัน ทําให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ เกิด การทําธุรกิจรูปแบบใหม่ ๆ ธุรกิจหลายประเภทต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากคู่แข่งรายเดิมและ จากคู่แข่งประเภทใหม่ ๆ หลายธุรกิจกําลังปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว มีต้นทุนการผลิตและต้นทุนการเข้าสู่ตลาดลดลง ระบบเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (sharing economy) และ online platform ต่าง ๆ เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อ และผู้ขายทั่วโลกเชื่อมต่อถึงกันได้ง่ายขึ้น ให้บริการตั้งแต่ขายสินค้า จองที่พัก เช่าเครื่องจักรการผลิต ตลอด จนถึงระดมทุน ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดได้รวดเร็ว และเริ่มทําธุรกิจเล็ก ๆ ของตนเองได้โดย ไม่ต้องลงทุนสูง สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยส่งเสริมการแข่งขันทั้งสิ้น

ในทางกลับกัน เทคโนโลยีก็สามารถเป็นปัจจัยหน่วงรั้งการแข่งขันได้เช่นกัน ความไม่เท่าเทียมกันของการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงที่อาจต้องอาศัยความรู้ ทักษะ และเงินทุนสูง ทําให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะขนาด กลางและขนาดย่อมเสียเปรียบผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ทําให้ธุรกิจขนาดใหญ่ สามารถสร้างเครือข่ายและใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทําให้ธุรกิจที่ครอบครองข้อมูล ปริมาณมากได้เปรียบคู่แข่ง 

โดยเฉพาะคู่แข่งรายใหม่ที่ไม่มีฐานข้อมูลเดิม ในวันนี้เราเห็นหลายธุรกิจที่พัฒนา online platform ยอมขาดทุนอย่างมากในช่วงแรก เพื่อแลกกับการเร่งยึดครองส่วนแบ่งการตลาด ซึ่ง หมายถึงการครอบครองข้อมูลของลูกค้าจํานวนมากที่สุดไว้ก่อนด้วย การแข่งขันที่เอื้อผู้ประกอบการรายใหญ่ ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่เช่นนี้ อาจนําไปสู่การผูกขาดในระยะยาว และสร้างความเหลื่อมล้ําในรูปแบบใหม่ได้

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจึงเป็นเหรียญสองด้าน มีบทบาททั้งสนับสนุนและคุกคามการแข่งขันได้ ในเวลาเดียวกัน ความท้าทายสําคัญที่เรากําลังเผชิญในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนี้คือ เราจะส่งเสริมการแข่งขันที่ เปิดกว้าง เป็นธรรม และยั่งยืน เพื่อนําไปสู่การสร้างนวัตกรรมและการยกระดับผลิตภาพอย่างต่อเนื่องใน อนาคต ไปพร้อมกับการดูแลให้ผลประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจกระจายอย่างทั่วถึงได้อย่างไร ในยุคที่โลก ไร้พรมแดนและเทคโนโลยีกําลังเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด

ในฐานะผู้กําหนดนโยบายและผู้เขียนกฎกติกาสําหรับการแข่งขัน ภาครัฐมีบทบาทสําคัญยิ่งในการ ส่งเสริมและออกแบบการแข่งขันที่จะทําให้ผลิตภาพและศักยภาพของประเทศพัฒนาได้ต่อเนื่อง มีอย่างน้อย 4 บทบาท ที่ผมอยากกล่าวถึง

บทบาทแรก ภาครัฐมีส่วนสําคัญในการสร้างระบบนิเวศ (ecosystem) ที่เอื้อให้เกิดการแข่งขันอย่าง เปิดกว้างและเป็นธรรม เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีศักยภาพเข้ามาแข่งขันและเติบโตในธุรกิจที่ ผู้ประกอบการรายเดิมเป็นเจ้าตลาดได้ โดยภาครัฐจะต้องดูแลไม่ให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งเอาเปรียบ ผู้ประกอบการรายอื่นหรือใช้อํานาจเหนือตลาดกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ บังคับใช้กฎหมายป้องกันการ ผูกขาดอย่างเข้มงวดและไม่เลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ นโยบายและมาตรการของภาครัฐเองควรมีความเสมอภาค ไม่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษ

บทบาทที่สอง การช่วยเหลือของภาครัฐให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถแข่งขันได้ ในโลกใหม่ที่กําลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จะต้องเน้นที่การช่วยเหลือเพื่อเพิ่มผลิตภาพของผู้ประกอบการ มี ระบบจูงใจ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อม ของการทําธุรกิจ การให้เงินอุดหนุนหรือให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ําเพื่อลดภาระผู้ประกอบการในระยะสั้น โดยไม่ได้ ยึดโยงกับการพัฒนาผลิตภาพและการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทําธุรกิจ อาจเป็นเพียงการยืดปัญหาออกไปในอนาคต ทําให้ผู้ประกอบการติดอยู่ในวงจรหนี้ที่สูงขึ้น ไม่ได้ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันที่จะนําไปสู่ ความยั่งยืนในระยะยาว

บทบาทที่สาม ท่ามกลางเทคโนโลยีที่กําลังเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดและรูปแบบการทําธุรกิจที่ ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว กฎระเบียบภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนให้ยืดหยุ่น สอดรับกับสภาวะแวดล้อมและรูปแบบ การทําธุรกิจที่เปลี่ยนไป เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน โดยเฉพาะสําหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาด ย่อมที่มีต้นทุนต่อหน่วยของการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์หลายอย่างสูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ทั้งต้นทุนทางตรงและ ต้นทุนแฝงที่มีอยู่มากในสังคมไทย กฎหมายที่ไม่จําเป็นควรถูกยกเลิก ข้อบังคับที่ล้าหลังควรได้รับการแก้ไขให้ เท่าทันกับสภาวะแวดล้อมในปัจจุบัน

บทบาทสุดท้าย การแข่งขันจะต้องไม่นําไปสู่การเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ผู้บริโภคจะต้องได้รับการ คุ้มครองอย่างเหมาะสม กําไรที่เพิ่มขึ้นต้องมาจากการเพิ่มผลิตภาพ ไม่ใช่มาจากการผลักภาระต้นทุนไปให้ ผู้บริโภคหรือมาจากการรวมตัวกันของผู้ประกอบการเพื่อสร้างอํานาจผูกขาด นอกจากนี้ ในโลกยุคดิจิทัล การ คุ้มครองผู้บริโภคจะต้องรวมถึงการใช้ข้อมูลของผู้บริโภคด้วย ธุรกิจจะต้องไม่อาศัยศักยภาพในการประมวลผล ข้อมูลที่สูงกว่าหาประโยชน์จากผู้บริโภคอย่างไม่เป็นธรรม

ภาคการเงินเป็นภาคธุรกิจหนึ่งที่นวัตกรรมและการแข่งขันได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการทําธุรกิจไปจาก เดิมหลายด้าน นอกจากเทคโนโลยีจะช่วยลดต้นทุนและสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ แล้ว เทคโนโลยียัง ช่วยสร้าง platform เปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายใหม่จากทั้งในและนอกภาคการเงิน จากทั้งในและต่างประเทศ เข้า มาประกอบธุรกิจทางการเงินได้ง่ายขึ้นด้วย

ตามที่ได้กล่าวไปตอนต้นแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเป็นเหรียญสองด้านที่อาจสนับสนุน และคุกคามการแข่งขันได้ในเวลาเดียวกัน จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐจะต้องส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันอย่าง เหมาะสม เปิดกว้าง และเป็นธรรม ในช่วงสามปีที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในระบบการชําระเงินของประเทศอย่างก้าว กระโดด ทั้งผ่านระบบพร้อมเพย์และการใช้ Thai Standard QR Code หลายท่านอาจคิดว่านี่เป็นเพียงเรื่อง ของการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่แท้จริงแล้ว การออกแบบระบบนิเวศและโครงสร้างการแข่งขันเป็นสิ่งที่ สําคัญกว่า ทั้งสองโครงการถูกออกแบบโดยยึดหลัก interoperability ที่เปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการชําระเงิน หลากหลายประเภท ทั้งที่เป็นธนาคารพาณิชย์และไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ สามารถใช้ประโยชน์จากมาตรฐาน กลางและโครงสร้างพื้นฐานกลางที่เชื่อมโยงกันได้สะดวก ไม่แบ่งแยกเป็นวง ๆ ทําให้เกิดการแข่งขันเพิ่มขึ้นมาก เกิดนวัตกรรมการชําระเงินรูปแบบใหม่ ๆ ที่จะเป็นฐานสําคัญของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล 

นอกจากนี้ การยกเลิก โครงสร้างค่าธรรมเนียมแบบเดิมที่แบ่งรายได้ระหว่างสถาบันการเงินต้นทางกับสถาบันการเงินปลายทางซึ่งเป็น อุปสรรคสําคัญของการแข่งขัน ได้นําไปสู่การแข่งขันกันลดค่าธรรมเนียมการบริการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ในประเทศไทย การมีระบบการชําระเงินที่เปิดกว้างยังทําให้ข้อมูลการชําระเงินรายธุรกรรมที่เป็นหัวใจสําคัญของโลกการเงินดิจิทัล อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่มาตรฐานของผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งที่จะมีอํานาจ เหนือตลาดได้ในอนาคตอีกด้วย

 

หน้าแรก / World 800 ล้านทัวริสต์จีนทะลัก!  

800 ล้านทัวริสต์จีนทะลัก!  

30 Sep 2019
 

ช่วงวันหยุด “โกลเด้นวีค”ฉลองวันชาติจีน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ คาดว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งความคึกคักสูงสุดครั้งหนึ่งของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจีน  โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จะหลั่งไหลออกมาสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวในต่างแดนในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวของปีนี้จะสูงถึง 800 ล้านคน

เริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้ (30 ก.ย.) คือภาพความอลหม่านของการจราจร การเข้าคิวต่อแถวยาวเหยียดบริเวณสถานีรถไฟ สถานีรถโดยสารประจำทาง และการเข้าคิวเพื่อชิม ช้อป และท่องเที่ยวของชาวจีน เนื่องในเทศกาลวันหยุดเฉลิมฉลองวันชาติ ที่เรียกว่า เทศกาลโกลเด้น วีค (Golden Week) ชาวจีนได้หยุดงานตลอดทั้งสัปดาห์ (1-7 ตุลาคม) ปักกิ่งนิวส์ สื่อท้องถิ่นของจีนรายงานว่า ปีนี้คาดหมายตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางออกนอกประเทศในช่วงเทศกาลวันหยุดนี้ 800 ล้านคน ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรรวมในประเทศ 

และหากจะเทียบกับสถิติของปี 2561 ตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวเพิ่มขึ้น 100 ล้านคน เนื่องจากสถิติของปีที่ผ่านมา ชาวจีนที่เดินทางออกท่องเที่ยวในต่างประเทศในช่วงโกลเด้นวีคมีจำนวนมากถึง 700 ล้านคน โดยมีประเทศจุดหมายปลายทางที่เป็นอันดับหนึ่งในดวงใจของทัวริสต์ชาวจีน คือ ญี่ปุ่นและไทย ตามมาติดๆคือเกาหลีใต้ เวียดนาม สิงคโปร์ กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา เหล่านี้คือประเทศ Top 10 หรือ 10อันดับแรกในดวงใจ (ประเทศจุดหมายปลายทางยอดนิยม) ของนักท่องเที่ยวชาวจีนจากการจัดอันดับของแอพพลิเคชั่นไป่ตู้แม็ปส์ (Baidu Maps) และซีทริป (Ctrip)   

เดอะบันด์ ทางเดินเลียบแม่น้ำแห่งมหานครเซี่ยงไฮ้

เดอะบันด์ ทางเดินเลียบแม่น้ำแห่งมหานครเซี่ยงไฮ้

ส่วนแหล่งท่องเที่ยวภายในประเทศของจีนเองนั้น เมืองยอดนิยมในสายตานักท่องเที่ยวได้แก่ เมืองเฉิงตู ฉงชิ่ง ปักกิ่ง ซีอาน เซี่ยงไฮ้ ชิงเต่า หังโจว และเซียะเหมิน ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวยอดยินมได้แก่ พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง  ทะเลสาบตะวันตกหรือทะเลสาบซีหูแห่งเมืองหังโจว และเดอะบันด์ ทางเดินเลียบแม่น้ำแห่งมหานครเซี่ยงไฮ้

การจราจรที่แน่นขนัด

การจราจรที่แน่นขนัด

การจราจรที่แน่นขนัดเริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่ก่อนวันหยุดวันแรก รายงานข่าวของสื่อท้องถิ่นจีนระบุว่า ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่งและกวางโจว ได้พากันเดินทางออกนอกเมืองกันล่วงหน้าไปก่อนแล้วเพื่อหลีกเลี่ยงการทะลักเข้ามาของบรรดานักท่องเที่ยวจากต่างเมือง นอกจากนี้ การยกเว้นค่าทางด่วนในช่วงวันหยุดยังทำให้การจราจรบนถนนหลวงที่เชื่อมระหว่างหัวเมืองต่างๆของจีนแน่นขนัดเป็นพิเศษ โดยช่วงแน่นที่สุดที่กำลังจะเริ่มขึ้นคือหลังเที่ยงคืนที่เข้าสู่วันหยุดวันแรก (1 ตุลาคม)

หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค Mega Project บอร์ดรถไฟออกยกชุดมีผลพรุ่งนี้

บอร์ดรถไฟออกยกชุดมีผลพรุ่งนี้

30 Sep 2019
 

บอร์ดรถไฟลาออกยกชุด มีผลทันทีพรุ่งนี้ ขณะที่ประธานบอร์ดยอมรับห่วงปัญหาโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงล่าช้า เปิดไม่ทันปี 64 และปัญหาล่าช้าอีกหลายโครงการ

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หรือบอร์ด รฟท. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการฯ ในช่วงเช้าที่ผ่านมา  

 ได้ยื่นใบลาออกพร้อมคณะกรรมการทั้งหมด  โดยแจ้งต่อนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรับทราบแล้วโดยมีผล อย่างเป็นทางการ ในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 1 ตุลาคม 2562)      

“การประชุมวันนี้เป็นการประชุมสรุปผลการทำงานของบอร์ดในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งบอร์ด รฟท.ได้มีการยื่นใบลาออกทั้งหมด และได้แจ้งการลาออก ให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมทราบแล้ว โดยการลาออกจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป”

นายกุลิศ กล่าวว่า   ที่ผ่านมา ยอมรับว่า ไม่ได้ มีแรงกดดันจากการเมือง  โดยบอร์ดกำหนดกรอบเวลาการลาออกสิ้นเดือนกันยายนมาระยะหนึ่งแล้ว  ยอมรับว่าบอร์ดชุดนี้ได้รับการแต่งตั้งตั้งแต่รัฐบาลชุดที่ผ่านมา หรือในยุค คสช. เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม

.............................................

 

 

‘สนธิ’ชำแหละธนาธร ‘หลงตัวเอง’เปิดช่องโหว่ อย่าเที่ยวโทษใคร

‘สนธิ’ชำแหละธนาธร ‘หลงตัวเอง’เปิดช่องโหว่ อย่าเที่ยวโทษใคร

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562, 15.16 น.
 

‘สนธิ’ชำแหละธนาธร ‘หลงตัวเอง’เปิดช่องโหว่ อย่าเที่ยวโทษใคร

30 กันยายน 2562 เพจเฟซบุ๊ก “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” เผยแพร่ความเห็นทางการเมืองของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) มีเนื้อหาดังนี้

มีคนเขาบอกว่า เดือนตุลาคมนี้ จะเป็นระยะเวลาที่ชี้ชะตา คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในเรื่องอนาคตทางการเมือง และในเรื่องอื่นๆที่อาจจะตามมาภายหลังได้

ผมดูคุณธนาธรฯแล้ว ก็น่าเห็นใจ เพราะนอกจากจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่คิดหลายๆอย่างออกไปเหมือนคนรุ่นเก่าแล้ว ฐานะส่วนตัว และฐานะทางบ้าน ก็อยู่ในขั้นอภิมหาเศรษฐี

คนที่มีการศึกษา มองอะไรในรูปแบบใหม่ๆ และมีเงินมีทองหนุนหลัง น่าจะเป็นคนที่เพียบพร้อมมีคุณสมบัติในการเข้ามาเล่นการเมือง

แต่นับตั้งแต่คุณธนาธรฯ ได้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ และก้าวเข้ามาสู่สังเวียนการเมืองที่ต้องวนเวียนอยู่กับการแย่งชิงอำนาจ และแสวงหาผลประโยชน์ต่อไป จากวันนั้นถึงวันนี้ คุณธนาธรฯ ได้ประสบพบและก้าวเข้าสู่สงครามการต่อสู้ช่วงชิง และการโค่นล้มในทุกรูปแบบ

เมื่อผมมองย้อนหลังไปถึงวันแรกที่คุณธนาธรฯ ได้แสดงเจตนารมณ์ความคิดของตัวเอง ก็อดคิดไม่ได้ถึงเรื่องบางเรื่องที่คุณธนาธรฯ ได้มีส่วนร่วม หรือได้สนับสนุนการกระทำดังกล่าว และก็ไม่มีคำตอบจากคุณธนาธรฯ ในเรื่องเหล่านั้น เช่น ในยุคที่คุณธนาธรฯ เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ยังหนุ่มยังแน่น ยังไม่มีครอบครัว มีแต่ความร่ำรวยที่พ่อแม่ได้สั่งสมเอาไว้ให้ คุณธนาธรฯ ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนให้กับนิตยสาร “ฟ้าเดียวกัน” โดยนิตยสารนี้ ได้ถูกกล่าวหาและถูกมองว่า เป็นนิตยสารที่แสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยกับที่ประเทศไทย จะมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการออกแบบปก หรือในเนื้อหาที่ส่อไปในทิศทางที่ถูกกล่าวหา

เผอิญช่วงนั้นเป็นยุคที่ ทักษิณ ชินวัตร มีอำนาจทางการเมือง และในกลุ่มของทักษิณฯ ที่มีอิทธิพลในด้านความคิดกับทักษิณฯ ก็เป็นกลุ่มคนที่มีความคิดในแนวทางเดียวกันกับข้อเขียนของนิตยสาร “ฟ้าเดียวกัน” เช่น คุณจักรภพ เพ็ญแข คุณจรัญ ดิษฐาพิชัย และอีกหลายๆคน ที่ปัจจุบันส่วนใหญ่ก็ได้หนีไปพำนักพักพิงอยู่ในต่างประเทศ

ด้วยเหตุผลนี้ นิตยสารฟ้าเดียวกัน และคุณธนาธรฯ ก็เลยรอดพ้นจากการถูกจับตามองและดำเนินการให้หยุดทำเรื่องดังกล่าว เพราะกลุ่มผู้มีอำนาจในยุคนั้น ก็เป็นกลุ่มผู้มีความคิดแบบเดียวกันกับคุณธนาธรฯ

ผมไม่อยากเอาเรื่องนี้มาขยายความให้มากไปกว่านี้ เพราะเดี๋ยวจะถูกกล่าวหาว่าผมโหนเจ้า อ้างความจงรักภักดี เพื่อมาเล่นงานคุณธนาธรฯ แต่ผมเพียงแต่อยากจะเตือนความทรงจำว่า ครั้งหนึ่งสมัยคุณธนาธรฯ หนุ่มๆ คุณธนาธรฯได้ทำเรื่องเช่นนี้

อีกเรื่องหนึ่งที่ หลายคนอาจจะจำกันไม่ได้ แต่เผอิญผมจำได้ เพราะคนที่เดือดร้อนจากการกระทำของ บริษัท ไทยซัมมิท อินดรัสตรี (ของตระกูลคุณธนาธรฯ) ได้มีปัญหาแรงงานกับคนงานของกลุ่มบริษัททางตระกูลคุณธนาธรฯ ซึ่งเป็นเจ้าของ ก็ประกาศปิดโรงงาน แล้วเอาตำรวจมาล้อมโรงงานไว้ แสดงความแข็งกร้าวในการไม่ยอมเจรจา

เรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องปกติของการทำการค้าการขาย แต่พฤติกรรมแบบนี้มันสวนทางกับบุคลิคและปรัชญาของคุณธนาธรฯ ที่กำลังจะต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้กับกลุ่มต่างๆ รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้แรงงานด้วย

ทั้งสองเรื่องนี้ ผมไม่อยากให้คุณธนาธรฯลืม และอยากให้คนที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ได้รับทราบข้อเท็จจริง

คุณธนาธรฯ ก้าวเข้าสู่วงการเมือง โดยขายความหวังให้กับคนรุ่นใหม่ ในขณะที่ คสช. ได้ดับความหวังคนรุ่นใหม่ และไปเสริมความหวังให้กับคนรุ่นเก่าๆ ตลอดจนระบบราชการ

การที่มีคนรุ่นใหม่ เข้ามาสนับสนุนอย่างล้นหลามก็เป็นบทพิสูจน์ว่า คุณธนาธรฯ ได้มาถูกทางแล้ว

แต่การเข้ามาสู่สังเวียนสงครามของการแย่งชิงอำนาจกับระบบการเมืองเดิมๆนั้น คุณธนาธรฯ ประมาทเกินไปหรือเปล่า?

ประมาทในหลายๆ เรื่องที่ไม่ควรประมาท ทั้งๆ ที่ตัวเองรู้อยู่ว่า ต้องเดินเข้าไปในดงหมาป่า ตัวเองก็ยังทำพลาดอยู่ เมื่อพลาดแล้ว ถูกหมาป่ากระโดดเข้าขย้ำ พลพรรคของคุณธนาธรฯ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกบางส่วน หรือสื่อมวลชนบางกลุ่ม ก็บอกว่า คุณธนาธรฯ ถูกรังแก ถูกใส่ร้ายป้ายสี

ผมมามองดูแล้ว ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นเพราะคุณธนาธรฯ ทำผิดมาตลอดเวลา อาจจะเป็นเพราะว่า มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง หรืออาจจะเป็นเพราะว่า ตัวเองมีความมุ่งมั่น และไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น สำหรับผลที่จะตามมาภายหลัง

ความผิดพลาดนั้น ข้อแรก คุณธนาธรฯ เข้ามาในแวดวงการเมือง ก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า เขาห้ามถือหุ้นสื่อ และคุณธนาธรฯ ไม่ได้เข้ามาในสถานภาพสมาชิกพรรค แต่เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคจะประมาทเลิ่นเล่อ ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ไม่ว่าจะแก้ตัวอย่างไรก็ตาม ความผิดก็ยังตกอยู่ที่คุณธนาธรฯ เหมือนเดิม

สอง คุณธนาธรฯ ไม่ได้เอาทรัพย์สินตัวเองเข้าไปไว้ในบลายด์ทรัสต์ (BLIND TRUST) แล้วต่อมาภายหลังพอถูกศัตรูจี้ประเด็นก็มีข้ออ้างว่า เนื่องจากว่าตัวเองถูกตัดสิทธิ์ในการเป็น สส. ก็เลยไม่จำเป็นต้องเอาทรัพย์สินเข้าบลายด์ทรัสต์ ข้อแก้ตัวดังกล่าว จะฟังขึ้นเฉพาะพวกคุณธนาธรฯเท่านั้น แต่แน่นอนที่สุด ฝ่ายตรงข้ามและฝ่ายที่เป็นกลางๆ ก็จะไม่เห็นด้วยกับตรรกะอันนี้ เพราะสำหรับนักการเมืองที่มีทรัพย์สินมากๆ อย่างคุณธนาธรฯ ถ้าจะมาเล่นการเมือง และอยากแสดงออกถึงความโปร่งใส ก็จะต้องเอาทรัพย์สินทั้งหมดเข้าไปใน บลายด์ทรัสต์ เพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนในอนาคต

สาม การจ้างบริษัทล็อบบี้ วันนี้กลุ่มคุณธนาธรฯ ออกมาชี้แจงในประเด็นนี้ว่า ไม่ได้เป็นความลับอะไรทั้งสิ้น เปิดเผยหมดทุกอย่าง แต่ข้อมูลที่เปิดเผยนั้น กลับถูกเปิดเผยโดยคนที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น ด็อกเตอร์ 2 คน ที่เปิดเผยข้อมูลนี้มา และก็เลยกลายเป็นเรื่องเป็นราวพัวพันกันอย่างชุลมุน

ถ้าคุณธนาธรฯ จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มาเล่นการเมือง การว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ในต่างชาตินั้น ไม่ผิดอะไรทั้งสิ้น ถ้าเปิดเผยเอาไว้ก่อนอย่างตรงไปตรงมาว่า จ้างฝรั่งที่ทำหน้าที่ล็อบบี้ มาล็อบบี้เรื่องอะไร? และระยะเวลาในการจ้างนานแค่ไหน ? ซึ่งถ้าทำเช่นนั้นแล้ว ภาพคุณธนาธรฯ ก็จะกลายเป็นคนรุ่นใหม่จริงๆ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน

คนที่ต่อต้านคุณธนาธรฯ นั้นเพราะ เขาได้รับบทเรียนจากคุณทักษิณ ชินวัตร ที่ไปจ้างบริษัทล็อบบี้ แล้วมาทำร้ายประเทศไทย

ตรงนี้คุณธนาธรฯ จะตำหนิ คนที่ต่อต้านคุณไม่ได้เพราะ เขามีประสบการณ์ที่เลวร้ายจากคุณทักษิณ ชินวัตร ในเรื่องการจ้างบริษัทล็อบบี้ อุปมาอุปมัย เหมือนคนที่เคยถูกงูกัด โดนเชือกกล้วยเปียกน้ำมาสัมผัส ก็ย่อมคิดว่าเป็นงู แล้วคุณจะไปตำหนิพวกเขาได้ยังไง ถ้าเขาตั้งข้อสงสัย และเชื่อว่ากลุ่มคนที่ไปประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ ฯ ที่สหประชาชาติ ในมหานครนิวยอร์ค นั้นต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณ เพราะสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในหมู่ผู้ประท้วงนั้น มันชวนให้เชื่อได้ว่า ต้องมีคนว่าจ้างแน่นอน ซึ่งก็อาจจะเป็นบริษัทล็อบบี้ยิสต์ ที่คุณธนาธรฯ จ้างอยู่ก็ได้ หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้ แต่คุณธนาธรฯ ก็ต้องรู้ว่าสังคมไทย เป็นสังคมที่พึ่งพาการใช้ความรู้สึก (PERCEPTION)

ข้อสุดท้าย เงินกู้ 191 ล้าน ผมจะไม่เข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องของเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าถูกหรือผิด แต่ผมจะถามในเชิงปรัชญาดังนี้ว่า

- พรรคอนาคตใหม่กู้เงินคุณธนาธรฯ 191 ล้าน โดยพฤติกรรมแล้ว ถือได้ไหมว่าคุณธนาธรฯ คือเจ้าของพรรคอนาคตใหม่ ไม่ใช่พรรคที่มหาชนเข้ามามีส่วนร่วม

- ถึงแม้ว่าในข้อเท็จจริงทุกพรรคอาจจะทำเช่นนี้ เพียงแต่ว่า เขามีวิธีหลบหลีกหลบซ่อน ใช้นอมินี แต่คุณธนาธรฯ กลับเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา (ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม) แต่คนที่ไม่ชอบขี้หน้ากัน แค่หายใจแรงหน่อยก็ผิด

- ในเมื่อคุณธนาธรฯ จะเข้ามาสู้กับระบบการเมืองเก่า และคุณธนาธรฯ ก็ยังใช้วิธีเก่าๆ ในการเป็นเจ้าของพรรค โดยที่ทุกคนต้องมาเอาเงินกับคุณธนาธรฯ แล้วจะมีความต่างกันตรงไหนระหว่างพรรคการเมืองแบบเก่า กับพรรคอนาคตใหม่ เพราะคนที่คิดเป็นก็ต้องตั้งคำถามถามว่า พรรคอนาคตใหม่จะเอาเงินมาคืนคุณธนาธรฯ ได้อย่างไร 191 ล้านบาท?

- ในข้อนี้คุณธนาธรฯ ไม่ได้ต่างไปกว่า คุณทักษิณ ชินวัตร,คุณบรรหาร ศิลปะอาชา , คุณเสนาะ เทียนทอง ฯลฯ ในวิธีการเล่นการเมือง

ทั้งหมดที่ผมพูดมานี้ เป็นความประมาทของคุณธนาธรฯ และพรรคพวกที่ไม่เคยคิดว่า เหล่านี้ จะเป็นช่องโหว่ต่างๆ ที่จะโดนโจมตี และใช้กฎหมายมาจัดการ

ผมเห็นใจที่กลุ่มคุณธนาธรฯ รวมทั้งสื่อฝ่ายคุณธนาธรฯ พากันพูดว่า ทำไมเล่นงานกลุ่มคุณธนาธรฯ กลุ่มพรรคฝ่ายค้าน แต่ฝ่ายรัฐ ไม่เคยโดนเล่นงาน ?

คนที่พุดแบบนี้ คิดแบบนี้ สำหรับผมแล้วไร้เดียงสามากๆ

เพราะอำนาจรัฐ ไม่เคยเข้าข้างใคร นอกจากเข้าข้างผู้ที่ถืออำนาจรัฐอยู่ สมัยก่อนเป็นเช่นนี้ สมัยนี้ก็เป็นเช่นนี้ ต่อไปในอนาคตข้างหน้า ก็เป็นเช่นนี้

ถ้าวันหนึ่งคุณธนาธรฯ มีอำนาจรัฐ ก็จะต้องทำเช่นนี้ เช่นกัน ผมไม่อยากจะพูดถึงสมัยก่อนที่คุณทักษิณฯ ใช้อำนาจรัฐมารังแกผมขนาดไหน หรือกลุ่มทหารบางกลุ่ม ที่ใช้อำนาจเผด็จการมารังแกผม เช่นกัน เพราะผมยอมรับในสัจธรรมข้อนี้ในความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “มันก็เป็นของมันอย่างนี้แหละ”

เอาเป็นว่าทั้งหมดนี้ ถ้าคุณธนาธรฯ และสหายทั้งหลาย นั่งคิดให้ดีๆ ก็จะค้นพบว่า เมื่อคุณเข้ามาในแวดวงการเมืองที่มีแต่เขี้ยวงาสารพรรณ สิ่งเดียวที่คุณทำได้ เพื่อไม่ให้คุณบาดเจ็บล้มตายไปก่อนที่จะได้มีโอกาสเข้ามาช่วงชิงอำนาจ (ที่คุณเข้ามาเล่นการเมืองก็เพราะว่า คุณต้องการล้มล้างอำนาจเก่า แล้วก็ให้พวกคุณเข้ามาใช้อำนาจใหม่ บริหารชาติบ้านเมืองแทนมิใช่หรือ? )

เพราะฉะนั้นแล้ว ก็ต้องเดินเข้ามาตั้งการ์ดสูงปิดช่องโหว่ทุกอย่าง ทำอะไรด้วยความรอบคอบ ไม่แสดงออกเพื่อให้ตัวเองดูดี เหนือคนอื่น เนื่องจากคุณไม่ได้ทำเช่นนี้เลยแม้แต่นิดเดียว ในความหลงตัวเองมันก็เลยเป็นช่องโหว่ที่คุณโดนโจมตีอย่างดุเดือดตลอดเวลา

คุณอย่าไปเที่ยวโทษใครเลยแม้แต่นิดเดียว คุณต้องโทษตัวเองที่สร้างปัญหาให้ตัวเอง ด้วยตัวเอง เปิดช่องโหว่ให้คนมาเล่นงานตัวคุณเอง

 

เดือดแน่! 6 พรรคส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมสส.เขต 5 นครปฐมวันแรกคึกคัก

เดือดแน่! 6 พรรคส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมสส.เขต 5 นครปฐมวันแรกคึกคัก

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562, 14.12 น.
เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 30 กันยายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่วา่การอำเภอสามพราน จ.นครปฐม ถึงบรรยากาศการเปิดรับสมัครเลือกตั้งซ่อมเขต 5 (ยกเว้น ต.ตลาดจินดา ต.คลองจินดา ต.บางช้าง) แทนตำแหน่งที่ว่างลง หลังจากนางจุมพิตา จันทรขจร อดีต ส.ส.นครปฐม พรรคอนาคตใหม่ ลาออก โดยมี พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาเป็นประธานในการรับสมัคร 
 

วันนี้เป็นวันสมัครวันแรก บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครมาลงทะเบียนก่อนเวลา 08.30 น. จำนวน 6 พรรค ประกอบด้วย ผู้สมัครจากพรรคเสรีรวมไทย ประชาธิปัตย์ ไทยศรีวิไลย์ อนาคตใหม่ ชาติไทยพัฒนา และพลังสังคม ซึ่งพบว่าเป็นพรรคที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม เจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่า มีผู้มาถึงพร้อมกัน 6 คน จึงให้ตกลงกันเอง แต่เมื่อไม่สามารถตกลงกันได้ จึงมีการจับสลาก โดยการจับครั้งแรกเป็นการจับลำดับที่ และครั้งที่ 2 เป็นการจับลำดับการยื่นใบสมัคร ซึ่งจะหมายถึงหมายเลขของผู้สมัคร

โดยนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ พรรคชาติไทยพัฒนา ได้หมายเลข 1

น.ส.สิริขวัญ แย้มมูล พรรคพลังสังคม ได้หมายเลข 2

นายสุรชัย อนุตธโต พรรคประชาธิปัตย์ ได้หมายเลข 3

นางลาวัลย์ สิงห์สถิต พรรคเสรีรวมไทย ได้หมายเลข 4

น.ส.ปริมปรางค์ แสงสว่าง พรรคไทยศรีวิไลย์ ได้หมายเลข 5

และนายไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร พรรคอนาคตใหม่ ได้หมายเลข 6

สำหรับการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 5 นครปฐม จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ตุลาคม 2562 ทั้งนี้ การเลือกตั้งซ่อมจะไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในเขตและนอกเขต และการเปิดรับสมัครจะยังเปิดรับสมัครจนถึงวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม

ด้านนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ซึ่งเดินทางมาพร้อมกับนางสาวกัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ว่า การเลือกตั้งนั้นเป็นวิถีแห่งการเมือง ตนก็ต้องทำการบ้านเพิ่มขึ้นและขยันขึ้นด้วย

'กรมชลฯ'เผยสถานการณ์น้ำท่วม ชี้'อุบลฯ'น้ำแห้ง3ต.ค.

'กรมชลฯ'เผยสถานการณ์น้ำท่วม ชี้'อุบลฯ'น้ำแห้ง3ต.ค.

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562, 15.02 น.
อธิบดีกรมชลฯ ชี้สถานการณ์น้ำท่วมลุ่มน้ำชี-มูล และพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายสุดก่อนออกปากแม่น้ำโขง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี น้ำแห้งกลับสู่ตลิ่งวันที่ 3 ต.ค.

30 ก.ย.62 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์อุทกภัยเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว 24 จังหวัดได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ น่าน สุโขทัย พิษณุโลก อุตรดิตถ์ พิจิตร แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี ชัยภูมิ นครราชสีมา ขอนแก่น มุกดาหาร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุดรธานี นครพนม อำนาจเจริญ พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท ชุมพร และระนอง ส่วนที่ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำมี 7 จังหวัดได้แก่ อุบลราชธานี ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร ปราจีนบุรี และสระแก้ว ซึ่งกรมชลประทานเร่งสูบออกสู่ลำน้ำสายหลักเพื่อให้น้ำแห้งกลับสู่ปกติโดยเร็วที่สุด

สำหรับที่อุบลราชธานี ระดับน้ำฝั่งอำเภอวารินชำราบสูงกว่าตลิ่ง 1.20 เมตร ขณะนี้แม่น้ำโขงมีระดับต่ำกว่าแม่น้ำมูลถึง 4.41 เมตร ประกอบกับการเร่งระบายน้ำที่แก่งสะพือ อำเภอพิบูลมังสาหารโดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำกำลังสูง (Hydro Flow) 4 เครื่องเหนือแก่งสะพือให้น้ำไหลอ้อมไปลงท้ายแก่ง ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 23 เครื่องเพื่อเพิ่มความเร็วกระแสน้ำบริเวณแก่งสะพือ และในวันนี้จะติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติมบริเวณสะพานอเล็กซานเดอร์ ถนนเลี่ยงเมือง อำเภอเมืองอีก 40 เครื่องซึ่งจะทำให้ระดับน้ำเท่ากับระดับตลิ่งแม่น้ำมูลวันที่ 3 ตุลาคมนี้ ที่จังหวัดร้อยเอ็ด โครงการชลประทานร้อยเอ็ดติดตั้งเครื่องสูบน้ำรวม 50 เครื่องและเครื่องผลักดันน้ำ 18 เครื่อง ปัจจุบันหยุดการเดินเครื่องสูบน้ำบางจุดเพื่อชะลอน้ำช่วยพื้นที่น้ำท่วมแม่น้ำชีตอนล่าง รวมทั้งชะลอน้ำชีที่จะไหลไปสมบทบกับแม่น้ำมูลที่อุบลราชธานี ส่วนที่จังหวัดยโสธร น้ำในแม่น้ำชีที่เขื่อนธาตุน้อยระดับน้ำยังสูงกว่าตลิ่ง 1.50 เมตรคาดว่า จะลดลงที่ระดับเก็บกักภายในสัปดาห์หน้า  

นายทองเปลว กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในจังหวัดปราจีนบุรีซึ่งมีฝนตกลงมาอย่างหนักบริเวณตอนบนของลุ่มน้ำสาขาทุกสายของแม่น้ำปราจีนบุรี ทำให้ปริมาณน้ำและระดับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเริ่มล้นตลิ่งบริเวณตลาดเก่ากบินทร์บุรีในวันที่ 22 กันยายน ปัจจุบันมีพื้นที่ได้รับผลกระทบมีน้ำเอ่อล้นตลิ่งต่ำบริเวณตลาดเก่า อำเภอกบินทร์บุรี สำนักงานชลประทานที่ 9 ได้ดำเนินการเปิดประตูระบายน้ำรับน้ำเข้าทุ่งท่าแหเพื่อลดระดับน้ำบริเวณตลาดเก่ากบินทร์บุรี รวมรับน้ำเข้า 8.46 ล้าน ลบ.ม./วัน สถานการณ์น้ำเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง อีกทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณชุมชนตลาดเก่ากบินทร์บุรีและโรงเรียนเทศบาล 2 กบินทร์บุรีเพื่อเร่งสู่บน้ำที่ท่วมขังพื้นที่ลุ่มต่ำออก

ส่วนที่จังหวัดสระแก้วฝนที่ตกหนักสะสมทำให้น้ำล้นตลิ่งคลองพรมโหดท่วมตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ 235 ไร่ อีกทั้งระดับน้ำในคลองพระปรงเพิ่มสูงขึ้นทำให้ท่วมตำบลบ้านแก้ง อำเภอเมืองสระแก้วประมาณ 50 ไร่ซึ่งได้กำชับให้เร่งสูบน้ำออก ทั้งนี้พื้นที่ที่น้ำลดแล้วได้ดำเนินกิจกรรมจิตอาสาตามนโยบายของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าไปช่วยทำความสะอาดบ้านเรือนและพื้นที่ชุมชน เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วที่สุด

นักวิชาการชี้'ห้ามนั่งท้ายกระบะ'ถ้าจะทำต้องให้รอบด้าน แนะดึง'ค่ายรถ'ร่วมด้วย

นักวิชาการชี้'ห้ามนั่งท้ายกระบะ'ถ้าจะทำต้องให้รอบด้าน แนะดึง'ค่ายรถ'ร่วมด้วย

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562, 14.48 น.
30 ก.ย. 2562 สืบเนื่องจากอุบัติเหตุรถกระบะบรรทุกผู้โดยสารมาเต็มคันพลิกคว่ำที่ปากทางเข้าซอยกิ่งแก้ว 21 มุ่งหน้าลาดกระบัง ม.12 ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อช่วงกลางดึกคืนวันที่ 28 ต่อเนื่องเช้าวันที่ 29 ก.ย. 2562 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 13 ศพ ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเมื่อครั้งปี 2560 รัฐบาลเคยจะออกกฎหมายห้ามนั่งท้ายรถกระบะ แต่ก็เป็นคนไทยจำนวนมากที่ออกมาคัดค้านกันโดยไม่ห่วงความสูญเสีย รวมถึงล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกฯ ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้เช่นกันว่าจะให้ทำอย่างไรในเมื่อประชาชนขอร้องให้ช่วยอนุโลม 
 

ศ.ดร.พิชัย ธานีรณานนท์ ประธานคณะอนุกรรมการสาขาการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและการเสียชีวิต วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงเรื่องนี้ว่า มาตรการห้ามนั่งท้ายรถกระบะหากจะทำต้องทำอย่างเป็นระบบรอบด้าน แต่ที่ผ่านมาเน้นเพียงการผลักภาระไปให้ประชาชนที่มีความจำเป็นต้องใช้รถกระบะในการเดินทาง ทำให้กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงและเกิดการต่อต้านขึ้น และที่สำคัญคือกฎหมายไม่เคยเอาภาระไปฝากไว้กับผู้ผลิตรถยนต์

“การห้ามนั่งท้ายรถกระบะ ต้องมาพร้อมกับการให้เวลาผู้ผลิตรถยนต์ 1 ปี ในการเอาแค็บหรือเข็มขัดนิรภัยมาใส่ แต่ระหว่างนี้เราจะผ่อนผัน ผู้ผลิตถ้าจะผลิตรถกระบะออกมาขายคุณต้องทำให้ดีกว่านี้ ไม่เช่นนั้นก็จะมีมาอีก มันต้องแก้เป็นระบบ คุณก็รู้อยู่ชาวบ้านต้องเอามาบรรทุกของและบรรทุกคน ออสเตรเลียเคยมีปัญหาแบบนี้ เดินทาง 50 กิโลเมตร เขาไม่รู้จะไปยังไงก็นั่งไปกันหลังรถกระบะ แต่รถกระบะของเขาจะใหญ่กว่าของเรา นั่งกัน 10-20 คน แต่พอเกิดพลิกคว่ำเทกระจาด รัฐบาลเขาก็เลยต้องให้ใส่คอก ไม่ให้กระเด็นออกมา” ศ.ดร.พิชัย กล่าว

ทั้งนี้เมื่อถามต่อไปว่า การกำหนดให้ผู้ผลิตรถกระบะต้องติดตั้งคอก ราว หรือสายรัดสำหรับลดความเสี่ยงผู้โดยสารตกจากท้ายกระบะ จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มหรือไม่ ซึ่งท้ายที่สุดย่อมเป็นภาระกับประชาชนที่ต้องซื้อรถในราคาแพงขึ้น อาจจะมีเสียงคัดค้านขึ้นอีกเหมือนกับกรณีมาตรการบังคับเปลี่ยนรถตู้โดยสารเป็นรถมินิบัส ที่ผู้ประกอบการคัดค้านเพราะราคารถตู้คันละ 1.2 ล้านบาท ส่วนมินิบัสคันละ 2.2 ล้านบาท แพงกว่าเกือบเท่าตัว สุดท้ายอาจต้องลดจำนวนรถที่ให้บริการลงหรือบางรายก็เลิกกิจการไป ทำให้ผู้ใช้บริการต้องรอรถนานขึ้น

ศ.ดร.พิชัย ให้ความเห็นว่า เรื่องนี้รัฐต้องเข้ามาดูด้วยว่าจะช่วยลดภาระของผู้ประกอบการรวมถึงประชาชนในการเปลี่ยนไปเลือกใช้รถที่ปลอดภัยขึ้นได้อย่างไร เช่น มาตรการลดภาษีจะลดได้เท่าไรเพื่อให้ราคารถยนต์ชนิดที่ปลอดภัยขึ้นนั้นถูกลง เพราะความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่มีสิ่งใดที่จะมีราคาสูงกว่านี้อีกแล้ว โดยเฉพาะหลายครั้งความสูญเสียเกิดขึ้นกับประชากรวัยแรงงานที่เป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปแล้วประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างไร 

เมืองน้ำดำเตรียมจัดงานตักบาตรเทโวโรหณะเขาภูสิงห์ปีที่ 15 ยิ่งใหญ่

เมืองน้ำดำเตรียมจัดงานตักบาตรเทโวโรหณะเขาภูสิงห์ปีที่ 15 ยิ่งใหญ่

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562, 14.24 น.

ชาวอำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เตรียมจัดงานประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ สักการะพระประชาชนบาล ประจำปี 2562 ครั้งที่ 15 อย่างยิ่งใหญ่ กำหนดวันที่ 18-19 ต.ค.62 คาดมีคนเดินทางมาร่วมไม่น้อยกว่า 30,000 คนโดยปีนี้มีคณะสงฆ์ทั้งมหานิกายและธรรมยุต ร่วมรับบิณฑบาตกว่า 500 รูป

นายกฯนักประดิษฐ์ฯ เตรียมเปิดโครงการYoung Creative Awards 2020 หวังเยาวชนเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ

นายกฯนักประดิษฐ์ฯ เตรียมเปิดโครงการYoung Creative Awards 2020 หวังเยาวชนเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562, 15.07 น.
นายกฯ นักประดิษฐ์ฯ เตรียมเปิดโครงการ ‘Young Creative Awards 2020’ - หวังเยาวชน ส่งผลงานนวัตกรรมใหม่ๆ - เผยวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผู้ประกอบการ (Start Up) รายใหม่ และเน้นให้รู้จักรักษาหวงแหนทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง
 
นายภณวัชร์นันท์ ไกรมาตย์  นายกสมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 2/2562 ของทางสมาคมฯ ณ โรงแรมเดอะสุโกศล เมื่อวานนี้ (28 กันยายน) ว่า ทางคณะกรรมการสมาคมฯ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ได้มีการประชุมเพื่อปรึกษาหารือ เพื่อที่จะจัดทำโครงการ Young Creative Awards 2020 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสรรหานวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ Startup ที่มีความสามารถในการดำเนินกิจการอย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานที่ดี มีการใช้เทคโนโลยี เข้ามาบริหารจัดการอย่างโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล ต่อมา เป็นการส่งเสริมเยาวชนไทยให้มีทักษะและมีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาเป็นผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์รายใหม่ของประเทศ และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เยาวชนไทยตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเชิงธุรกิจและความคิดสร้างสรรค์และแข่งขันได้ในระดับโลก ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมเยาวชนและภาคเอกชน ได้ส่งผลงานการประดิษฐ์เข้าแข่งขัน และมีการฝึกการดำเนินการในด้านธุรกิจ จากผู้ทรงคุณวุฒิของโครงการ เพื่อสามารถต่อยอดเพื่อให้ใช้ได้จริง รวมทั้ง ผลักดันให้เยาวชนรู้จักการหวงแหนและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง ซึ่งถือเป็นจุดหนึ่งที่ทางโครงการฯ จะเน้นย้ำเป็นพิเศษ

 “ทางสมาคมฯ มีความตั้งใจว่า โครงการดังกล่าว จะเกิดขึ้นเพื่อค้นหาสุดยอดนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ในด้านต่างๆ ของเยาวชนไทย และสร้างโอกาสให้เยาวชนเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ โดยผลงานที่น้องๆ เยาวชนที่จะส่งเข้าร่วมจะต้องเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ มีศักยภาพ ไม่ละเมิดสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ หรือเครื่องหมายทางการค้าของผู้อื่น รวมทั้ง ต้องไม่กระทำการใดๆเพื่อซึ่งจะได้ผลงานมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ผมจึงขออยากขอเชิญชวนน้องๆ เยาวชนตั้งแต่เนิ่นๆ ในการที่จะมีเวลาคิดประดิษฐ์สิ่งต่างๆ เพื่อเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้เกิด สตาร์ทอัพ” (Startup)  สร้างธุรกิจ แก้จน  สร้างโมเดลธุกิจใหม่ เติมโตแบบฉับพลันและยั่งยืน และจะไขปัญหาของประชาชนในชีวิตประจำวัน และสร้างมูลค่าในเวทีโลก ซึ่งรายละเอียดต่างๆ ผมจะได้ทยอยๆ บอกกับน้องๆ ให้ทราบต่อไป 

โดยเบื้องต้น คณะกรรมการบริหารของสมาคมฯ ได้อนุมัติหลักการ เป็นที่เรียบร้อย รอเพียงแค่งบประมาณและการสนับสนุนในหลายภาคส่วน เพราะการจัดหารแข่งขันครั้งนี้ จะต้องมีระยะเวลา เตรียมการ 30 วัน รับสมัครและคัดเลือก 45 วันและ ผึกอบรมผู้เข้าแข่งขันอีก 30 วัน และทำการแข่งขัน 90 วัน” นายภณวัชร์นันท์กล่าว

 
 
นายกฯเสียใจนศ.ดับหมู่ เตือนสังคมใช้เป็นบทเรียนเตือนสติใช้ถนน

นายกฯเสียใจนศ.ดับหมู่ เตือนสังคมใช้เป็นบทเรียนเตือนสติใช้ถนน

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562, 14.38 น.
นายกฯเสียใจนศ.ดับหมู่ เตือนสังคมใช้เป็นบทเรียนเตือนสติใช้ถนน

30 กันยายน 2562 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสียใจกับเหตุการณ์รถกระบะพลิกคว่ำ มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมากที่ จ.สมุทรปราการ ซึ่งทั้งหมดเป็นนักศึกษาที่ถือเป็นอนาคตของชาติ โดยสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือดูแลครอบครัวตามระเบียบที่ปฏิบัติได้

ทั้งนี้ นายกฯเป็นห่วงเรื่องการเกิดอุบัติเหตุทางถนนมาก ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียเช่นนี้ จึงอยากให้ทุกคนในสังคมร่วมกันตรึกตรอง โดยนำสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียนเตือนสติตัวเองในการใช้รถใช้ถนน เช่น ไม่ขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด ไม่ดื่มสุราก่อนขับรถ ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และคนขับรถที่ต้องรับผิดชอบชีวิตผู้อื่นต้องอยู่ในสภาพที่พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น

กลุ่มนร.ร้องกมธ.สภาฯ ทบทวนลงโทษประจาน‘กล้อน-ตัด-ไถผม’

กลุ่มนร.ร้องกมธ.สภาฯ ทบทวนลงโทษประจาน‘กล้อน-ตัด-ไถผม’

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562, 14.26 น.

กลุ่มนร.ร้องกมธ.สภาฯ ทบทวนลงโทษประจาน‘กล้อน-ตัด-ไถผม’

30 กันยายน 2562 เวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นายลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ เลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท พร้อมกลุ่มนักเรียน 7 คน เข้ายื่นหนังสือถึง น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา และนายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติติพันธ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้พิจารณา และทบทวนมาตรฐาน ในการลงโทษเด็กนักเรียนด้วยวิธีที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เรื่องของการไว้ทรงผมที่นักเรียนในปัจจุบันถูกบังคับให้ตัดผมเพียง  2 ทรง คือ ทรงนักเรียนและทรงรองทรง

ทั้งนี้ พบว่ามาตรฐานและระเบียบในการลงโทษเรื่องของทรงผม มีการกำหนดไว้ชัดเจนในหลักของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ในทางปฏิบัติ กลับพบปัญหาเรื่องของการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และมีการลงโทษที่นอกเหนือจากระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้เด็กนักเรียนที่ถูกลงโทษ เกิดความอับอาย เนื่องจากการลงโทษมีลักษณะเป็นการประจาน โดยสิ่งที่ตามมาทำให้นักเรียนต้องยอมรับในสิ่งที่ถูกลงโทษ

นอกจากนี้หลักการของกระทรวงศึกษาธิการในการลงโทษมีการระบุชัดเจน 4 ข้อ คือ การว่ากล่าวตักเตือน การทำทัณฑ์บน การตัดคะแนนความประพฤติ และการทำกิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ส่วนในข้อที่ 6 ยังห้ามมิให้ลงโทษนักเรียน นักศึกษาด้วยความรุนแรง หรือกลั่นแกล้ง หรือลงโทษด้วยความโกรธและความพยาบาท โดยต้องคำนึงอายุของนักเรียนด้วย แต่การลงโทษของครูต่อนักเรียนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบเรื่องทรงผม ไม่ได้ใช้วิธีลงโทษข้างต้น แต่ใช้การกล้อนผม ตัดผม หรือไถผมนักเรียน สร้างความอับอายให้แก่นักเรียน และกระทบถึงสภาพจิตใจ อาจก่อให้เกิดแผลในใจของนักเรียนได้

น.ส.กุลธิดา กล่าวว่า หลักการปฏิบัติของกระทรวงศึกษาธิการมีความชัดเจน ซึ่งตัวแทนจากกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท เห็นชอบกับมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ และไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดทรงผมดังกล่าว ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นมีเพียงบางโรงเรียนเท่านั้นที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ซึ่งจะนำประเด็นปัญหาดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมาธิการการศึกษา และจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูล เพื่อพิจารณาหาแนวทางการแก้ไขต่อไป

ปภ.เขต5 โคราชระดมสรรพกำลังเร่งช่วยผู้ประสบอุทกภัยอุบลฯ

ปภ.เขต5 โคราชระดมสรรพกำลังเร่งช่วยผู้ประสบอุทกภัยอุบลฯ

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562, 15.36 น.
วันที่ 30 กันยายน 2562 ที่ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 5 นครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผอ.ศูนย์ ปภ.เขต 5 นครราชสีมา เป็นประธานปล่อยขบวนรถเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องจักรกล เครื่องสูบน้ำและท่อส่งน้ำระยะใกล้ ระยะไกลในการบรรเทาสาธารณภัยสำหรับสูบน้ำ ประกอบด้วยรถปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยพร้อมอุปกรณ์ 1 คัน, รถบรรทุกเครื่องสูบส่งน้ำระยะไกล 2 คัน, รถบรรทุกเครื่องสูบน้ำท่วมขัง 2 คัน, รถยนต์ปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัยพร้อมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 1 คัน, เครื่องสูบน้ำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 14 นิ้ว  28,000 ลิตร/นาที ติดตั้งบนเทเลอร์ 4 เครื่อง, รถบรรทุกลากจูง 1 คัน, รถบรรทุกติดตั้งปั้นจั่น 1 คัน เดินทางไปปฏิบัติงานสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังเพื่อให้ผู้ประสบภัยกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วตามนโยบายของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย  

ทั้งนี้ การดำเนินงานเป็นการเสริมทรัพยากรกู้ภัยซึ่งก่อนหน้านี้ศูนย์ฯ ได้ส่งรถปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยพร้อมอุปกรณ์ , รถบรรทุก 10 ล้อติดตั้งปั้นจั่น  , เรือท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์เรือ รถกู้ภัยเคลื่อนที่เร็ว รถขุดตักไฮดรอลิค ไปร่วมปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนที่จังหวัดอุบลราชธานีตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2562 เป็นต้นมา
 

 
 
 
 
 
 .............................................................
 
30 กันยายน 2562
 
 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 30/09/2019 เวลา : 19.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ
ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว


wullopp
..........................................

ขอบคุณครับ ขอบคุณข้อมูลความรู้ที่คุณหมอให้มาครับ

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 30/09/2019 เวลา : 18.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ภาพประกอบเรื่อง "น้ำ"...
เป็น

อินโฟกราฟิก ระดับเทพ
ยอดเยี่ยม

และ
สื่อสารได้ดีมากๆ ครับ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน