*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5899
  • จำนวนผู้ชม : 3544996
  • จำนวนผู้โหวต : 1716
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1716 คน
<< ตุลาคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 6 ตุลาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 786 , 19:49:13 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         'เสี่ยกำมะลอ' ไม่ธรรมดาเลยครับ เพราะเคยอ้างเป็นผู้แทนไทยหลังเข้าไปดูงานในประเทศจีน แอบอ้างเป็นที่ปรึกษารัฐบาลไทย ดังข่าว

 

ข่าวทั่วไป

เสี่ยกำมะลอโผล่จีนหลอกรัฐบาลจีนแอบอ้างที่ปรึกษาไทยเจอสอบด่วน

วันที่ 6 ตุลาคม 2562 - 10:33 น.
จีน,สั่งสอบ,เสี่ยกำมะลอ,เสี่ยท็อป,แอบอ้าง,รัฐบาลไทย,ไทย
Shares : 
 

ล่าสุดเรื่องราวของเสี่ยกำมะลอรายนี้ ไม่ได้โด่งดังแค่ในประเทศไทยเสียแล้ว เมื่อทางการจีนสั่งสอบด่วน หลังเข้าไปดูงานในประเทศจีน

แตว่าล่าสุดเรื่องราวของเสี่ยกำมะลอรายนี้ ไม่ได้โด่งดังแค่ในประเทศไทยเสียแล้ว เมื่อทางการจีนสั่งสอบด่วน หลังเข้าไปดูงานในประเทศจีน แอบอ้างเป็นที่ปรึกษารัฐบาลไทย

รายงานข่าวระบุว่า ขณะนี้ ทางบอร์ดบริหารของไชน่า เรลเวย์ เอ็นจิเนียริ่ง ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 500 รัฐวิสาหกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศเร่งสืบสวนและปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยภายใน หลังจากที่มีรายงานข่าวแพร่สะพัดในประเทศไทยว่าเสี่ยท็อปก่อเหตุหลอกลวงพริตตี้สาวแต่งงาน และยังก่อคดีหลอกลวง จนมีผู้เสียหายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมาก โดยเมื่อวันที่ 26-27 ต.ค. ปี ค.ศ.2012 หรือเมื่อ 7 ปีก่อน ทางผู้บริหารของไชน่า เรลเวย์ เอ็นจิเนียริ่ง ได้ให้การต้อนรับเสี่ยท็อป และคณะผู้ติดตามจากประเทศไทย โดยมีการเปิดสำนักงานใหญ่ของบริษัทที่เมืองเฉิงตู ในมณฑลเสฉวน และพื้นที่หวงห้ามภายใน ให้นายท็อปได้เข้าเยี่ยมชมและบันทึกภาพ

แม้เหตุการณ์จะผ่านมาแล้วถึง 7 ปี แต่ข่าวนี้ได้สร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของบริษัทไชน่า เรลเวย์ เอ็นจิเนียริ่ง เป็นอย่างมาก เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีคนนอก บุกเข้าไปถึงพื้นที่หวงห้ามภายในสำนักงานใหญ่ของรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่แห่งนี้ของจีน ซึ่งเป็นผู้ดำเนินโครงการสร้างทางรถไฟทั้งในจีน ลาว ซูดาน อิรัก และอีกหลายประเทศทั่วโลก


BBC News บีบีซีไทย นาวิเกชัน

แก้รัฐธรรมนูญ : เพราะเหตุใดข้อเสนอแก้ไข รธน. มาตรา 1 จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องอ่อนไหว

กุลธิดา สามะพุทธิผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • 5 ตุลาคม 2019
อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยImage copyrightWASAWAT LUKHARANG/BBCTHAI

คำอภิปรายช่วงหนึ่งของ ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตร ในเวทีเสวนาเรื่องการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2562 มีการพูดถึงการแก้ไขมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญ

แม้จะเป็นการให้ความเห็นเพียงสั้น ๆ แต่กลับกลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ฟ้องร้องดำเนินคดีแกนนำพรรคฝ่ายค้านและนักวิชาการรวม 12 คนที่ขึ้นเวทีในวันนั้น ในข้อหายุยงปลุกปั่นตามกฎหมายอาญา มาตรา 116

Image copyrightรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

บีบีซีไทยสัมภาษณ์ รศ.มานิตย์ จุมปา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งอธิบายถึงนัยสำคัญของ "มาตรา 1" ของรัฐธรรมนูญไทย มีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

ความสำคัญและความหมายของมาตรา 1

ประการที่ 1 กฎหมายใดก็ตาม ถ้ามีเนื้อหาเป็นมาตรา 1 และอยู่ในบททั่วไป โดยหลักกฎหมายถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ตำแหน่งของมันที่ถูกวางไว้เป็นมาตราแรก แสดงให้เห็นว่ามีความสำคัญ

ประการที่ 2 รัฐธรรมนูญมาตรานี้รับรองเรื่องรูปแบบของรัฐว่า ประเทศไทยจะต้องมีรูปแบบเป็นรัฐเดียวเท่านั้น ไม่มีสิทธิที่จะเป็นมลรัฐหรือสหพันธรัฐฯ

ประการที่ 3 มาตรา 1 มีคำว่า "ราชอาณาจักร" หมายถึงอาณาจักรที่มีประมุขของรัฐเป็นพระมหากษัตริย์

การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 1

หากมีข้อเสนอเรื่องการแก้ไขมาตรา 1 ก็จะต้องไปดูเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีการเขียนล็อกไว้ในมาตรา 255 ที่ระบุว่า "การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้" คำว่า "รูปแบบของรัฐ" นี่แปลว่าจะแก้มาตรา 1 ไม่ได้ แค่คิดว่าจะเสนอแก้ก็แก้ไม่ได้แล้วเพราะติดล็อกตามมาตรา 255

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยImage copyrightWASAWAT LUKHARANG/BBCTHAI

โดยปกติแล้ว หมวด 1และ 2 ของรัฐธรรมนูญจะไม่มีการแตะต้อง โดยเฉพาะมาตรา 1 ซึ่งในภาษาเทคนิคเรียกว่าเป็น "บทนิรันดร์" หรือ eternity clause เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่แสดงไว้ว่าต่อไปในภาคหน้าห้ามแตะเรื่องนี้ ในต่างประเทศก็มีบทบัญญัติทำนองนี้เหมือนกัน ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย บทนิรันดร์ในรัฐธรรมนูญเป็นเหมือนจิตวิญญาณร่วมกันของรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ๆ

ในความเห็นของผม การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นนั้น มาตรา 1 ไม่น่าจะเป็นสาระสำคัญ

มาตรา 1 กับการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ว่าปัญหาภาคใต้มีสาเหตุมาจากอะไร ซึ่งมีหลากหลายทฤษฎี แต่ถ้าพูดถึงรูปแบบการปกครองแบบพิเศษ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็มีมาตรา 249 ว่าด้วยเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น

เพราะฉะนั้น ถ้าพูดถึงการแก้ปัญหาของภาคใต้ด้วยการให้มีรูปแบบการปกครองแบบพิเศษขึ้นมาก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องไปแตะมาตรา 1 เลย คำตอบในทางรัฐธรรมนูญมีให้อยู่แล้วในมาตรา 249 วรรค 2 ที่ระบุว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 1 ให้มีการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามวิธีการและรูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กฎหมายบัญญัติ การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบใดให้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นและความสามารถในการปกครองตนเองในด้านรายได้ จำนวนและความหนาแน่นของประชากร และพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบ ประกอบกัน"

จะเห็นได้ว่ามาตรา 249 มีข้อความที่เขียนล็อกไว้ว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 1" แปลว่าไม่ว่าจะออกแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบใดก็ตาม ห้ามขัดต่อหลักการในมาตรา 1

จังหวัดชายแดนภาคใต้Image copyrightGETTY IMAGES

การเสนอเรื่องนี้ถือว่ามีความผิดหรือไม่

สิ่งที่รัฐธรรมนูญรับรองคือเสรีภาพในทางวิชาการ ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา 34 ว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน เสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และต้องเคารพและไม่ปิดกั้นความเห็นต่างของบุคคลอื่น"

ถ้าข้อเสนอดังกล่าวเป็นไปภายใต้บทบัญญัตินี้ คือ ใช้เสรีภาพทางวิชาการอยู่และไม่ได้มีการบิดเบือนบุคคลก็ย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

ดร.ชลิตาเสนออะไรเรื่อง "มาตรา 1"

ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ ได้ถอดคำพูดของเธอในเวทีวันที่ 28 ก.ย.และนำมาเผยแพร่ในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเนื้อหาส่วนที่พูดถึงมาตรา 1 นั้น อยู่ในช่วงท้ายสุดของการอภิปราย ซึ่งเธอกล่าวว่า

"สรุปสุดท้าย ดิฉันเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ในบริบทของจังหวัดชายแดนภาคใต้ คิดว่าเราสามารถใช้เวทีรัฐธรรมนูญมาถกเถียงถึงใจกลางของปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบ ที่ผ่านมามีงานวิชาการหลายชิ้นที่บอกว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จริงแล้วเป็นปัญหาเรื่องอำนาจอธิปไตยของรัฐไทยในแบบปัจจุบัน ที่ไม่สามารถเผชิญกับความแตกต่างทางศาสนาและชาติพันธุ์ได้ ฉะนั้นเราต้องการรัฐที่มีความแยกย่อย ยืดหยุ่น มีการใช้อำนาจอธิปไตยที่จะโอบรับความแตกต่างหลากหลายได้ สามารถจินตนาการถึงการเมืองประเภทต่าง ๆ ได้ เช่น ประเทศไทยอาจจะไม่จำเป็นต้องมีรัฐเดี่ยวหรือแบบรวมศูนย์ ดิฉันหวังว่าในกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ เราจะมีพื้นที่จะสามารถอภิปรายเรื่องนี้ได้ เราจะต้องทำให้เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เราจะถกเถียงกันในมาตราต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญที่เราจะแก้ไข (ปัญหาชายแดนใต้) ได้โดยตรง ซึ่งอาจจะรวมถึงมาตราที่ 1 ด้วยก็ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร"

 
News ไทย

BBC News บีบีซีไทย นาวิเกชัน

6 ตุลา : ธรรมศาสตร์จัดกิจกรรมรำลึก 43 ปี 6 ตุลา 2519

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีสภาพไม่ต่างจาก “ลานประหาร” ในวันล้อมปราบนักศึกษาและประชาชน ได้จัดกิจกรรมรำลึก 43 ปี 6 ตุลา 2519 มีพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 19 รูป พิธีวางพวงมาลาและดอกไม้ ณ ประติมานุสรณ์ และกล่าวไว้อาลัยแด่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ พร้อมอ่านรายชื่อของทุกคนด้วย

  • ดอกไม้ถูกนำมาวางไว้ที่ประติมานุสรณ์THAI NEWS PIX

    ประติมานุสรณ์ ม. ธรรมศาสตร์ เป็นพื้นที่ความทรงจำในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

  • สุธรรมTHAI NEWS PIX

    สุธรรม แสงประทุม (ขวามือ) อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) และอดีตจำเลยคดีคอมมิวนิสต์ ร่วมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 19 รูป ที่ ม. ธรรมศาสตร์

  • แขวนคอTHAI NEWS PIX

    ผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งเสียชีวิตเพราะถูกแขวนคอ ท่ามกลางวาทกรรมกล่าวหาขบวนการนักศึกษาว่า "ไม่ใช่คนไทย" และ "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป"

  • หมอสุรพงษ์THAI NEWS PIX

    นพ. สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี อดีตผู้นำนักศึกษา ปาฐกถารำลึกเหตุการณ์เมื่อ 43 ปีก่อน ระบุตอนหนึ่งว่า "ไม่มีใครอยากตาย แต่มีบางคนพร้อมเผชิญหน้ากับความตายแพื่อแลกกับอุดมการณ์ที่ใฝ่ฝัน"

  • จ่านิวTHAI NEWS PIX

    สภานักศึกษา ม. ธรรมศาสตร์ มอบรางวัล รางวัล "จารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย” แด่ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว อดีตนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ และนักกิจกรรม "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง" เพื่อเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นพิทักษ์ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมสืบไป สำหรับ จารุพงษ์ ทองสินธุ์ เป็นอดีตนักศึกษาที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา

  • วางดอกไม้THAI NEWS PIX

    อดีตคนเดือนตุลา ญาติผู้สูญเสีย นักการเมือง นักศึกษา และประชาชน ร่วมนำดอกไม้วางไว้ที่ประติมานุสรณ์ เพื่อแสดงความไว้อาลัยแด่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

  • ประตูแดงTHAI NEWS PIX

    เหตุฆาตกรรม 2 พนักงานการไฟฟ้าที่ร่วมคัดค้านการกลับเข้าประเทศของ "เณรถนอม" แล้วนำร่างไปแขวนไว้ที่ "ประตูแดง" อ. พระประโทน จ. นครปฐม คือชนวนนัดชุมนุมใหญ่ของขบวนการนักศึกษาประชาชน

  • ประตูแดงTHAI NEWS PIX

    ชุมพร ทุมไมย และ วิชัย เกศศรีพงษ์ศา เป็นเพื่อนรักกัน และเสียชีวิตพร้อมกันเมื่อ 43 ปีก่อน

  • ลำโพงTHAI NEWS PIX

    โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา ระบุว่า ลำโพงนี้ถูกกระสุนปืนลูกซอง 3 นัด ยิงถล่มในวันที่ 6 ตุลา สื่อถึงการ "ถูกปิดปากด้วยความรุนแรง"

  • กางเกงTHAI NEWS PIX

    เสื้อผ้าชุดสุดท้ายที่ ดนัยศักดิ์ เอี่ยมคง นักศึกษา ม. รามคำแหง สวมใส่ ก่อนเสียชีวิตเมื่อ 6 ตุลา 2519 ซึ่งผลชันสูตรระบุสาเหตุเสียชีวิตเพราะถูกยิงที่ต้นขา

  • วิดีโอTHAI NEWS PIX

    ประชาชนให้ความสนใจชมวิดีโออธิบายเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา 4 ที่ใช้ชื่อ "4 ทศวรรษเหตุการณ์เดือนตุลา คุณจำอย่างไร" จัดทำโดยทีมข่าวบีบีซีไทย

     

 

หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค Mega Project เปิดใช้แล้วรถไฟฟ้า 142 กิโล ดัมพ์ค่าตั๋ว ดึงคนเข้าระบบ

เปิดใช้แล้วรถไฟฟ้า 142 กิโล ดัมพ์ค่าตั๋ว ดึงคนเข้าระบบ

05 Oct 2019

อย่างที่ทราบกันดีในเรื่องการคมนาคมโดยเฉพาะในกรุงเทพ มหานคร จากข้อมูลของ INRIX Global Traffic Scorecard ได้เผยผลสำรวจออกมาว่า กรุงเทพฯ ครองอันดับ 8 ของโลก และอันดับ 2 ของอาเซียนสำหรับการเป็นเมืองรถติด หรือคิดเป็น 64 ชั่วโมงต่อปีในการเสียเวลาบนท้องถนน และหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญ คือ ระบบโครงสร้างพื้นฐานยังไม่ตอบโจทย์การเดินทางภายในเมืองทำให้ทุกคนแห่กันซื้อรถและนำออกมาใช้เพิ่มขึ้นในทุกวัน หรือประมาณ 9.8 ล้านคัน โดยเกินพื้นที่ถนนรองรับได้ 4.4 เท่านั้นเอง

ความสำคัญดังกล่าว ทาง ออกที่สมดุลที่สุด คือ การหันมาพัฒนาระบบรางและตลอด 1 ทศวรรษที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้หันมายกระดับในด้านการขนส่งทาง รางอย่างต่อเนื่อง มีการจัดตั้ง กรมการขนส่งทางรางขึ้นมาในปีนี้เพื่อกำกับดูแลระบบขนส่งทางรางทั่วประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงการเสนอแนะนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนงานการกำกับดูแลกิจการขนส่งทางรางให้เป็นมาตรฐาน อีกทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางรางของประเทศให้สามารถแข่งขันและเชื่อมต่อการขนส่งรูปแบบอื่นและประเทศเพื่อนบ้านได้

14 เส้นทาง 557กม.

ระบบรถไฟฟ้าที่เราเห็นในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล (M-Map) ระยะ 20 ปี (2553-2572) โดยจะมี 14 เส้นทาง ในระยะทาง 557.56 กม.จาก 351 สถานี และ 56 สถานีเชื่อมต่อ โดยเมื่อแล้วเสร็จจะก้าวสู่การเป็น อันดับ 3 ของโลกในฐานะมหานครระบบราง โดยมีระยะทางที่ให้บริการที่มากกว่า กรุงลอนดอน นครนิวยอร์กและโตเกียวด้วยซํ้า

 

ซีพี : ธนินท์ เจียรวนนท์ ปัด “ผูกขาด” ทางธุรกิจ แค่ชอบทำเรื่องยาก ยก แจ๊ก หม่า เป็น “อาจารย์”

  • เมื่อ 12 นาทีที่ผ่านมา
ธนินท์Image copyrightWIWAT PANDHAWUTTIYANON

ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ปฏิเสธข้อกล่าวหาผูกขาดตลาด แต่เผยว่าทั้งหมดมาจากเคล็ดลับในการทำธุรกิจที่ชอบ "ทำของยาก" คู่แข่งจึงตามมาไม่ทัน

ในงานเปิดตัวหนังสือ "ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว" ของ ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และ Exclusive Talk ครั้งแรกของเขา มี สรกล อดุลยานนท์ หรือ "หนุ่มเมืองจันท์" เป็นผู้ดำเนินรายการ อภิมหาเศรษฐีวัย 80 ปีได้บอกเล่าเส้นทางการทำธุรกิจ วิธีคิด การฝ่าฟันอุปสรรค รวมถึงถือโอกาสแก้ข้อกล่าวหา "ผูกขาดตลาด"

ไม่ว่าความสำเร็จ หรือความล้มเหลว ธนินท์ ระบุว่าเขามีเวลา "ดีใจ" และ "เสียใจ" เพียงวันเดียวเท่านั้น โดยเลือกเก็บรับทั้งหมดไว้เป็นบทเรียน

บีบีซีไทยสรุป 6 เรื่องน่ารู้จากคำกล่าวของ ธนินท์ มาไว้ ณ ที่นี้

1. ยก "แจ๊ก หม่า" เป็น "อาจารย์"

ธนินท์ ยกย่องให้ "คนเก่ง ๆ ในโลก" เป็น "อาจารย์" ของเขา และมักขอไป "เรียนลัด" ด้วยการหาทางไปเคารพคนหนุ่มสาวและหาทางไปสนทนาด้วย หนึ่งในนั้นคือ แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา กรุ๊ป บริษัทประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ในจีน ซึ่ง ธนินท์ บอกว่า รู้จัก เคยเจอกัน คุยกัน แต่ "ฟังเขาพูดแล้ว ผมไม่กล้าลงทุน" เพราะ "อาลีบาบามันไม่มีตัวตน เรามองไม่เห็น มันเป็นภาพเล่าเฉย ๆ"

แจ็ก หม่าImage copyrightREUTERSคำบรรยายภาพแจ็ก หม่า ประธานบริษัทอาลีบาบา ลาออกจากตำแหน่งเมื่อ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา ในขณะที่ธุรกิจของเขามีมูลค่ากว่า 460,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

"ความสำเร็จของผมของเครือซีพีคือเราเห็นก่อนว่าเรื่องนี้เขาสำเร็จมากอย่างไร เรามีโอกาสไหมเอามาต่อยอด แต่ไปคุยกับ แจ๊ก หม่า เราฟังไม่รู้เรื่อง ทั้ง ๆ ไปเรียนอี คอมเมิร์ซ อินเตอร์เน็ต เข้าคอร์สที่ฮ่องกงนะ ก็อยากไปลงทุนกับเขา เขาไม่ได้ชวน เราไปหาเขาเลย... รู้ว่าเทรนด์มันจะมา เราก็ไปฟัง แต่ไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่มีรูปแบบให้เราเห็นว่าเป็นอย่างไร เรายังชินกับว่ารูปแบบนี้สำเร็จแล้ว เราเอามาต่อยอดกับประเทศกำลังพัฒนา" ธนินท์กล่าว

แจ็ก หม่า วัย 55 ปี เคยบอกว่าได้ยินชื่อ ธนินท์ ตั้งแต่ตัวเขายังเรียนหนังสืออยู่ ขณะที่เจ้าสัวซีพีวัย 80 ปี ระบุว่า เพิ่งมารู้จัก แจ๊ก หม่า ก็ตอนที่นักธุรกิจชาวจีนรายนี้ดังพอสมควรแล้ว

"ถ้าตอนนั้นไปลงทุนกับเขาก็ได้กำไรหลายร้อยเท่านะ แต่ตอนนั้นไม่กล้า มองไม่ชัด คิดไม่ออกว่าจะสำเร็จได้อย่างไรเพราะมันไม่มีทางเดิน แต่เขาดันมีความเชื่อมั่นของเขา ผมเชื่อมั่นว่าเขาเห็นแล้วล่ะ แต่เราดันมองไม่เห็น เขาเห็นว่าภูเขานี้เป็นทองทั้งภูเขา แต่เรามองไปก็มีแต่ต้นไม้กับหินดิน ก็ยังไม่กล้าลงทุนกับเขา" ธนินท์ระบุ

2. "เราผูกขาดที่ไหน แต่เราทำก่อน"

ก่อนเกิดร้านสะดวกซื้อ 7-11 และธุรกิจเลี้ยงไก่และทำอาหารสัตว์แบบครบวงจร ธนินท์ เคยไปดูงานที่ประเทศสหรัฐฯ ทว่าถูกนักธุรกิจที่เป็นเจ้าของกิจการปรามาสว่า "เป็นไปไม่ได้" และ "ยังไม่ถึงเวลา" ที่จะใช้รูปแบบธุรกิจเดียวกันนี้ในประเทศไทย

"อะไรที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าผมทำสำเร็จ คนอื่นก็จะไม่ได้ทำ เพราะผมทำแต่ผู้เดียว เหมือนกับผมเลือกของที่ยาก คนฉลาดไม่เอาหรอกครับ คนฉลาดชอบอะไรที่ง่ายและสำเร็จได้ง่าย แต่ผมไม่ใช่ ผมต้องดูว่ายากที่สุดแล้วมีอนาคตไหม ถ้ายาก แต่ไม่มีอนาคต ผมก็ไม่เอา แต่ถ้ายากแล้วมีอนาคต ธุรกิจจะยิ่งใหญ่ ผมจะเข้าไป"

7-11Image copyrightWASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

เขาขยายความว่า เหตุที่เลือกทำของยากที่สุด คนเก่งจะได้ไม่มา เพราะคนเก่งคนฉลาดจะเห็นว่าอย่างนี้มันไม่มีทางสำเร็จหรอก ให้เขาทำไปเถอะ ไม่เป็นไรล้มละลายแน่ ซึ่งถือเป็นการเห็นโอกาสก่อน และลงมือทำก่อน แต่ถึงกระนั้นก็ยอมรับว่าซีพีเจอปัญหาเหมือนกัน

"มันเหมือนต่อยมวย ขึ้นเวทีมีคนเดียวเท่านั้น สะดุดขาล้มไปนับ 10 ตื่นขึ้นมาก็เป็นแชมป์เพราะไม่มีคู่ต่อย ถ้าเราสำเร็จเมื่อไร คนขึ้นมาตามก็สายไปแล้ว ซีพีถึงถูกมองว่าผูกขาด พวกคุณต้องเข้าใจ เราผูกขาดที่ไหน แต่เราทำก่อน" และ "ตอนเราสำเร็จ ค่อยมาตามช่วงนั้น เราก็ผูกขาดไปแล้ว แต่ไม่มีใครให้เราผูกขาดนะ รัฐบาลไม่ให้ กฎหมายไม่ให้ผูกขาด"

เขาย้ำด้วยว่า ถ้าดูธุรกิจสำคัญของเครือซีพีจะควบคู่กับ "ความเป็นมนุษย์" เช่น ธุรกิจค้าปลีกก็เป็นธุรกิจต่อเนื่องจากการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์

3. ยึดสูตรบริหารความเสี่ยง 70-30

"ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง" เป็นประโยคคุ้นหูของคนทั่วไป แต่ความเสี่ยงระดับไหนที่เจ้าของธุรกิจยักษ์ใหญ่กล้าได้-กล้าเสี่ยง ธนินทร์เฉลยนโยบายของเครือซีพีว่า "เสี่ยงได้ แต่ต้องไม่ให้ล้มละลาย" โดยเขาจะลงทุนก็ต่อเมื่อประเมินแล้วได้ 70% เสี่ยง 30% เพราะไม่มีอะไรที่ 100% หรือ 50-50

ทว่าหากโครงการใหญ่มาก ทำให้ซีพีล้มละลายได้ "ผมไม่เอา แม้ว่าเสี่ยง 10 ผมก็ไม่เอา เราไปหาเรื่องทำไม และเวลาเสี่ยงต้องเสี่ยงแล้วต้องไม่ล้มละลาย อย่าเล่นอะไรที่เกิน เพราะเสี่ยงแล้ว ไม่มีใครกล้ารับรอง มันเกิดอุบัติเหต เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ ทำใหญ่ยิ่งใหญ่ยิ่งเสี่ยงสูง ถ้าทำใหญ่แล้วเกินความสามารถล้มละลายได้"

เจ้าสัวซีพีImage copyrightWIWAT PANDHAWUTTIYANON

4. หากเผชิญวิกฤต "อย่าตาย" แต่ให้เลือก "ทิ้งบางอย่าง"

นอกจากความสำเร็จ ธนินท์ยอมรับว่าเคยประสบความล้มเหลวชนิดที่เขารู้สึก "มืดแปดด้าน" เมื่อครั้งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หรือที่รู้จักในนาม "ต้มยำกุ้ง" หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท จากเคยมีหนี้ 25 บาท ทะยานขึ้นไปเป็น 55 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ซีพประสบปัญหาหนักเพราะกู้เงินจากต่างประเทศ

ธนินท์เล่าว่า ได้ปิดห้องเจรจาในหมู่ 4 พี่น้องว่าจะรักษาธุรกิจเดิมของครอบครัว นั่นคือ สินค้าเกษตรทั้งหลายไม่ให้ล้มละลาย และจะขายธุรกิจใหม่ที่ตัวเขาสร้างขึ้น ขอให้เขาปวดหัวคนเดียว ส่วนอีก 3 คนไปเที่ยวให้สบายใจได้เลย

"ตอนวิกฤต เรารักษาทุกอย่างไว้ไม่ได้หรอก เราต้องทิ้งบางอย่าง เราต้องดูว่าอันไหนสำคัญแล้วต้องรักษาไว้ และก็ต้องสำคัญด้วยถึงจะขายได้ตอนวิกฤต ถ้าไม่สำคัญ ไม่ดี ก็ขายไม่ได้ จึงมีบทเรียนเดือนว่าเวลาจะทำอะไรต้องทำในสิ่งที่โลกยอมรับและเป็นธุรกิจที่มีอนาคต ไม่เช่นนั้นพอวิกฤตแล้วให้เขาฟรี เขายังไม่เอาเลย" ธนินท์กล่าว

ในเวลานั้น "เจ้าสัวธนินท์" เลือกตัดขายห้างค้าปลีกโลตัส และห้างค้าส่งแมคโคร เพื่อใช้หนี้ที่ก่อไว้ในต่างประเทศ ไม่เช่นนั้นจะถูกจัดให้ล้มละลาย และเสียเครดิตที่สั่งสมไว้ทั้งหมด ซึ่งเครือซีพีถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 50 ของโลก และอันดับ 11 ของเอเชีย

"เรือมันเจอพายุแล้ว เราต้องทิ้งของบางส่วน เราต้องรักษาเรือลำนี้ให้อยู่รอดก่อน แล้วเราค่อยหาคืนมา ประสบการณ์บอกเรา ถ้าอันนี้ก็จะรักษาไว้ อันนั้นก็จะรักษาไว้ สุดทายล้มทั้งลำ ก็เหลือที่มีอนาคต โดยเฉพาะที่พี่น้องสร้างเอาไว้ ผมต้องรักษาไว้เอาไว้ก่อน"

นักธุรกิจวัย 80 ยังแนะนำ "คาถาฝ่าวิกฤต" ให้แก่บรรดานักธุรกิจรุ่นใหม่ สรุปได้ดังนี้

  • ก่อนวิกฤต - "อย่าเหลิง" คิดว่าเรามันยิ่งใหญ่แล้ว เราร่ำรวยแล้ว และต้องคิดเสมอว่าถ้ามีวิกฤตจะรับมือย่างไร
  • ช่วงวิกฤต - "อย่าท้อ" แสงสว่างจะมาแล้วถ้าเราผ่านได้ และต้องคิดว่าหลังจากวิกฤตมีโอกาสอะไร และ "อย่าตาย" ต้องแก้ปัญหา

"อย่าตาย ต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ เราถึงจะมีโอกาสคืน เป็นประสบการณ์ความรู้แล้ว เสียค่าเล่าเรียนแล้ว ถ้าตายไปก็ไม่มีอะไร เอาคืนไม่ได้แล้ว หมดโอกาสแล้ว คืออวิกฤตก็ตามมาด้วโอกาส โอกาสก็ตามมาด้วยวิกฤต อันนี้คู่กัน" ธนินท์กล่าว

5. ติงรัฐบาลต้องร่วมเล่นเกมเสี่ยงกับเอกชนปมไฮสปีด 3 สนามบิน

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยจาก "สงครามการค้า" ระหว่างสหรัฐฯ-จีน ธนินท์ ยังเชื่อว่าโอกาสอยู่กับประเทศไทย

"ถ้าเมืองไทยทำเป็นนะ เป็นโอกาส เป็นโอกาสอย่างยิ่งเลย แต่รู้สึกว่ายังทำไม่เป็น ความจริงอย่างสหรัฐฯ กับจีนมีปัญหากัน เป็นโอกาสของไทยอย่างยิ่งเลย คนจะย้ายฐานจากจีน บางอย่างจะไปขายให้สหรัฐฯ มาเมืองไทยดีที่สุด แต่ถ้าไม่ฉวยโอกาสไว้ก็ไปเวียดนาม อินโดนีเซีย โอกาสก็หายไปเป็น 10 ปี"

สงครามการค้าImage copyrightAFP/GETTY IMAGES

อีกประเด็นที่ ธนินท์ พาดพิงรัฐบาลคือโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง (ไอสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเขายอมรับว่าซีพีเสี่ยง แต่มีโอกาสสำเร็จ หากรัฐบาลเข้าใจ

"เรื่องนี้เรื่องของรัฐบาล เรื่องเศรษฐกิจแท้ ๆ ไม่ใช่เรื่องของประชาชน เขาตั้งชื่อว่า PPP (ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและเอกชน หรือ Public Private Partnership) คือรัฐร่วมกับเอกชน เอาจุดเด่นมาบวกกัน แล้วมาลบจุดอ่อนของรัฐบาล แต่พอ TOR (เงื่อนไขการประกวดราคา) เขียนแล้วไม่ใช่ รัฐบาลต้องมาร่วมรับผิดชอบด้วยกันกับเอกชน ถ้าเสี่ยง สองคนต้องมาเป็นคู่ชีวิตเลยน่ะ เสี่ยงด้วยกัน ถ้าจะล่มก็ต้องล่ม ไม่ใช่เอกชนมาเสี่ยง รัฐบาลไม่เสี่ยง นี่ป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของประเทศชาติเลย"

6. นิยาม "ผู้นำที่ดี" ต้องยกประโยชน์องค์กรเป็นอันดับแรก

ปัจจุบันอาณาจักรซีพีมีพนักงานทั่วโลกกว่า 3 แสนคน ที่อยู่ใต้ปกครองของตระกูล "เจียรวนนท์" แล้วนิยาม "ผู้นำที่ดี" ในทัศนะของ ธนินท์ เป็นอย่างไร

เขาตอบว่า ผู้นำต้องเอาผลประโยชน์ของตัวเองไว้ที่โหล่ ผลประโยชนที่ 1 คือบริษัท "เพราะบริษัทไม่มีวิญญาณ ตัวผู้นำต้องใส่วิญญาณให้บริษัท ๆ ถึงจะมีวิญญาณ ถ้าเขาเห็นแก่ตัว บริษัทล้มละลายแน่ ต้องเห็นแก่บริษัท จากนั้นต้องเห็นแก่ประโยชน์พนักงาน เพราะถ้าไม่มีเพื่อนร่วมงานช่วยทำ คุณคนเดียวจะสำเร็จได้อย่างไน จากนั้นถึงเป็นประโยชน์ของคุณ"

ส่วนการสนับสนุนคนเก่ง ธนินท์ เลือกที่จะให้ "อำนาจ" เป็นอย่างแรกเพื่อให้คนเหล่านั้นมีโอกาสแสดงความสามารถ ชี้แนะได้ แต่อย่าชี้นำ "เหมือนคนนี้มีโอกาสเป็นพระเอก แต่เขาไม่มีโอกาสแสดง คนก็ไม่รู้ว่าเขามีความสามารถแค่ไหน" ดังนั้นต้องให้โอกาสคือให้อำนาจ แล้วจึงให้เกียรติคือให้ "ตำแหน่ง" และตามด้วยให้ "เงิน" พอสมควร

เจ้าสัวซีพีImage copyrightWIWAT PANDHAWUTTIYANON

เคล็ด(ไม่)ลับของ ธนินท์

  • ในวัยเด็ก เคยมีความฝันว่าจะเป็นนักสร้างหนัง ชอบไปดูการถ่ายทำและอยากเขียนบทหนัง
  • ปัจจุบัน รับประทานไข่ไก่อย่างน้อยวันละ 2 ฟองไม่เคยขาด เพราะเป็นคอเลสเตอรอลที่ดี
  • ถือว่าไปทำงานคือการไปเที่ยว และการเจออุปสรรคเป็นอาหาร 3 มื้อ

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากคำกล่าวของ ธนินท์ เจียรวนนท์ บนเวที Exclusive Talk เมื่อ 6 ต.ค. 2562 จัดโดยสำนักพิมพ์มติชน

 
6 ตุลาคม 2562

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 07/10/2019 เวลา : 10.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ
ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

vinitvadee
...............................
เรื่องความมั่นคง แต่มีความอ่อนไหวมิใช่น้อย แล้วดันเอาไปนั่งพูดกันในพื้นที่มีความเสี่ยงเสียอีก

คนอย่างนายวัน มูฮัมหมัดนอร์ มะทา เคยเป็นถึงประธานสภา แต่โบราณเรียกว่าคน 'เลี้ยงไม่เชื่อง' เพราะเอาใจออกห่างตลอดเวลา

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 07/10/2019 เวลา : 07.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

อ่านข่าวเสี่ยกำมะลอ แล้วน่ากลัวคนแบบนี้มากนะคะคุณลุง
แต่ข่าวนางชลิมีตา น่ากลัวกว่ามากค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน