*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5576
  • จำนวนผู้ชม : 3355515
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< ตุลาคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 421 , 13:27:20 น.  
หมวด : เกมส์

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน wullopp , vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ในบรรดานายกรัฐมนตรีในโลก คงไม่มีใครเกิน 'บิ๊กตู่' ในการเคลื่อนไหวพบปะประชาชน ซึ่งจะมีเป็นประจำทุกสัปดาห์เลยที

เดียว การพบปะประชาชนอย่างนี้ 'บิ๊กตู่' คงเห็นว่าเป็นผลดีต่อตัวเองด้วย เพราะประชาชนที่พากันมาต้อนรับต่างก็เข้าถึงนายกฯอย่าง

ไม่ยากนัก ท่านนายกฯก็โอภาปราศรัยด้วยอย่างเป็นกันเองตลอดมา

 

 

เรื่องไร้สาระอย่าไปสน!! 'บิ๊กตู่'ขอให้รักษาสิ่งดีๆไว้เพื่อความสุขสงบ

เรื่องไร้สาระอย่าไปสน!! 'บิ๊กตู่'ขอให้รักษาสิ่งดีๆไว้เพื่อความสุขสงบ

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 10.31 น.
 "นายกฯ"ขอให้สนใจแต่เรื่องที่มีประโยชน์ ไม่มีประโยชน์อย่าสนใจให้มาก ขอให้รักษาสิ่งดีๆไว้เพื่อความสุขสงบ พร้อมร่วมรณรงค์ปลุกกระแสสังคมลด-ละ-เลิกดื่มเหล้า
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 7 ตุลาคม 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุม นายอนุทิน ชาญวีรกูร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข และนายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม นำคณะผู้บริหาร เข้าพบนายกฯ เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงาน "วิถีไทย วิถีถิ่น กฐินปลอดเหล้า" เพื่อสร้างกระแสสังคมในวงกว้างเชิญชวนพุทธศาสนิกชนจัดงานบุญกฐินปลอดเหล้า ในงานประเพณีต่างๆ อาทิ งานกฐิน ลอยกระทง ปีใหม่ และประชาสัมพันธ์ประเพณีตักบาตรเทโว ประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่าและแข่งเรือยาว งานไหลเรือไฟ พร้อมชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมมวยไชยา และการลำเต้ยลำภูไท จ.นครพนม โดยช่วงหนึ่งนายกฯ นายอนุทิน และนายอิทธิพล ได้ร่วมรำด้วย พร้อมมอบเรือจำลองเทศกาลชักพระ จ.สุราษฎร์ธานี เรือจำลองในประเพณีรับบัว จ.สมุทรปราการ และผ้าทอมือ จ.อุทัยธานี

จากนันนายกฯ ได้ฟังการร้องลำตัดรณรงค์เลิกเหล้า พร้อมระบุด้วยว่า ให้เหล้าเท่ากับแช่ง ขณะที่ตัวแทนเด็กนักเรียนในกลุ่มโรงเรียนคำพ่อสอน ซึ่งเป็นโรงเรียนและครูที่รวมกันน้อมนำพระราโชวาทและพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาสู่การปฏิบัติที่มาร่วมรณรงค์กิจกรรมได้กล่าวเชิญชวนว่า ตนได้ทำกิจกรรมพี่สอนน้อง โดยให้น้องเขียนจดหมายสื่อรัก ให้พ่อเลิกเหล้า และขอร้องนายกฯ ช่วยรณรงค์ช่วยลดเหล้าทุกวันพระ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแก่รัชกาลที่ 9 เพราะวันที่ 13 ต.ค.ตรงกับวันพระ จากนั้นเยาวชนได้เขียนจดหมายสื่อรักได้อ่านจดหมายที่เขียนถึงพ่อขอให้เลิกเหล้า จนพ่อเลิกเหล้าได้สำเร็จให้นายกฯ ฟัง

โดย นายกฯ กล่าวว่า รับฟังและสื่อสารไปยังประชาชนทั่วไปด้วย ลด ละ เลิกให้ได้ สิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกายสุขภาพของเรา เมื่อเป็นโรคก็หายช้า เหล่านี้ไม่ตายง่ายๆ ตายช้า และค่ารักษาพยาบาลแพง และน่าสงสารลูกเต้า เขาไม่อยากให้อายุสั้นๆ อยากให้อยู่กับเราไปนานๆขอความร่วมมือให้ทุกคนช่วยกันเลิกเหล้า อย่างน้อยวันพระหรือทุกวันสำคัญ เช่น วันพ่อ ก็ขอขอบคุณทุกคน พร้อมให้พ่อของเด็กนักเรียนเลิกเหล้าได้ รวมทั้งบุหรี่และการพนัน การเล่นหวย เพราะเสียเงินเปล่าๆ ขณะเด็กนักเรียน ขอให้ช่วยกัน เพราะลุงทำเพื่อพวกเราวันหน้า อะไรดีๆ รักษาไว้ที่เป็นความสุขสงบ มีรอยยิ้ม โดยมีศาสนาชี้นำ พร้อมกันนี้ นายกฯนายอนุทินและนายอิทธิพล ยังได้ร่วมทำบุญปักพุ่มกฐิน

จากนั้น นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำคณะผู้บริหาร เข้าพบนายกฯ เพื่อประชาสัมพันธ์นิทรรศการนานาชาติ "Digital Thailand Big Bang 2019" จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 - 31 ต.ค.ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ที่อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน ที่ใช้รับมือภัยพิบัติ เหตุฉุกเฉิน และ "หุ่นยนต์" เช่น หุ่นจีนี่ ที่ใช้อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันและหุ่นยนต์เอมี่ หุ่นยนต์บริการแพลทฟอร์ม ที่ใช้กับบริษัทและอุตสาหกรรมอีสปอร์ต ที่ได้เชิญอีสปอร์ตและโค้ช มาแสดงอุตสาหกรรมอีสปอร์ต ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การใช้โดรนขอระมัดระวังข้อกฎหมาย และขอให้สนใจในเรื่องที่เป็นประโยชน์อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ก็อย่าไปสนใจมากนัก

ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งขณะที่ รมว.ดีอี นำคณะพบเพื่อโปรโมทงาน " ดิจิทัลไทยแลนด์บิ๊กแบง 2019" เรียกน้ำย่อยด้วย โดรนรับมือภัยพิบัติ เหตุฉุกเฉิน และ "หุ่นยนต์" เพื่อนใหม่แห่งอนาคต - ดาต้าน่าสนใจอุตสาหกรรมเกม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ขอให้สนใจในเรื่องที่เป็นประโยชน์ อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ก็อย่าไปสนใจมากนัก"

 
 
 
 
 
 
 
 
'ชวน'สะบัดมีดกรีด'ฝ่ายค้าน' ถ้าไม่เสนอสิ่งที่ดีกว่าเดิมก็อยู่เฉยๆ หลังเดินสายแก้รธน.เลยเถิด

'ชวน'สะบัดมีดกรีด'ฝ่ายค้าน' ถ้าไม่เสนอสิ่งที่ดีกว่าเดิมก็อยู่เฉยๆ หลังเดินสายแก้รธน.เลยเถิด

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 12.54 น.

"ชวน"สะบัดมีดกรีด"ฝ่ายค้าน" ถ้าไม่เสนอสิ่งที่ดีกว่าเดิมก็อย่าเสนอ หลังเดินสายแก้รธน.เลยเถิดกระทบความมั่นคง

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ที่สถาบันพระปกเกล้า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า เรื่องนี้สภามีคณะกรรมาธิการศึกษาการแก้ไขเพิ่มเติมอยู่แล้ว แต่ยังไม่ถึงเวลาต้องพูดว่าจะต้องยกเลิกมาตราไหน เพราะต้องดูวิธีการก่อนว่าจะมีทางไหนแก้ไขรัฐธรรมนูญได้บ้าง เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้แก้ไขได้ยากมาก ซึ่งเนื้อหาสาระนั้นต้องหารือร่วมกันทุกฝ่ายร่วมทั้ง ส.ว.ด้วย ส่วนที่พรรคฝ่ายค้านเดินสายรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ตนไม่ขอวิจารณ์ แต่ขอแนะนำว่า เรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงจะต้องระมัดระวัง ถ้ายังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนว่าจะดีกว่าเดิมก็อย่าไปทำให้มันกระทบ

ทั้งนี้ นายชวน กล่าวว่า การแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เคยมีความผิดพลาดมาแล้ว ตั้งแต่ปี 2544 และมีผลจนถึงทุกวันนี้ มีความสูญเสียไปถึง 6 พันกว่าคน เพราะความผิดพลาดจากนโยบายที่มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ โดยไม่ศึกษาว่านโยบายความมั่นคงเดิมนั้นมีอะไรดีหรือไม่ดีอย่างไร จนเกิดความขัดแย้งแตกแยก

"เสนอว่าถ้าเป็นเรื่องของความมั่นคง ขอให้ทุกฝ่ายทั้งฝ่ายค้าน รัฐบาล และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ศึกษาให้ถ่องแท้ทั้งประวัติศาสตร์และแนวทางที่มีอยู่เดิม ว่าสิ่งที่กำลังจะเสนอใหม่นั้นดีกว่าเดิมหรือไม่ ถ้าดีกว่าเดิมก็แก้ไขเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเห็นว่ายังไม่สามารถแก้ไขให้มันดีกว่าเดิมได้ก็ต้องระมัดระวัง โดยยึดจากความผิดพลาด เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2544 เป็นตัวอย่าง จนทำให้เกิดเหตุการณ์ในวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่เกิดการปล้นปืนจากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส" นายชวน กล่าว

'ชวน'เผยข้อเสนอ'ผู้พิพากษายะลา' ต้องแก้ในสถาบันศาล

'ชวน'เผยข้อเสนอ'ผู้พิพากษายะลา' ต้องแก้ในสถาบันศาล

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 13.26 น.
 

วันที่ 7 ตุลาคม 2562 ที่สถาบันพระปกเกล้า  นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงข้อเสนอของนายคณากร เพียรชนะ หัวหน้าคณะศาลชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา เรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายพระธรรมนูญไม่ให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาในการตรวจสำนวนคำพิพากษาว่า 

เรื่องนี้เป็นเรื่องของสถาบันตุลาการ ส่วนตัวไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ และขณะนี้ยังไม่เห็นว่ามีการเสนอเรื่องมา แต่ในฐานะคนเรียนกฎหมายเห็นว่า ในทางปฏิบัติแม้แต่หัวหน้าศาลก็สามารถตรวจสำนวนได้อยู่แล้ว เช่น ผู้พิพากษาที่มาใหม่ การเขียนสำนวนจะต้องมีผู้พิพากษาอาวุโสหรือหัวหน้าศาล หรืออธิบดีผู้พิพากษาช่วยให้คำแนะนำรวมทั้งทำความเห็นแย้ง ซึ่งเป็นการให้ดุลพินิจแต่จะไปแทรกแซงไม่ได้

ดีเอสไอได้สำนวนคดี'บิลลี่'แล้ว เตรียมเรียกพยานสอบเพิ่ม20ปาก

ดีเอสไอได้สำนวนคดี'บิลลี่'แล้ว เตรียมเรียกพยานสอบเพิ่ม20ปาก

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 13.13 น.

วันที่ 7 ตุลาคม 62 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)​ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยหลังการประชุมติดตามคดีการเสียชีวิตของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ"บิลลี่" แกนนำนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกระเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ว่าการติดตามคดีการเสียชีวิตของบิลลี่ในขณะนี้ มีความคืบหน้าเกินร้อยละ 80 แล้วโดยขณะนี้ยังมีพยานที่จะต้องสอบสวนเพิ่มอีกประมาณ 20 ปาก ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร  และตอนนี้ยังไม่ได้เรียกนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษาร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและเจ้าหน้าชุดจับกุมบิลลี่ที่ยังไม่ได้ทำการสอบสวน

พ.ต.ท.กรวัชร์ กล่าวว่า ส่วนการตรวจสอบกระดูกมนุษย์ทั้ง 8 ชิ้นยังอยู่ในระหว่างการรอผลทางนิติวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตามทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้ส่งสำนวนที่ได้รับมาจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.)​ ในคดีความผิดตามมาตรา 157 กรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานไม่นำตัวนายบิลลี่ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีเก็บของป่ามาให้ทางดีเอสไอแล้ว  ในระหว่างนี้ให้ทางคณะทำงานได้พิจารณาสำนวนอย่างละเอียด

ทั้งนี้  ในวันพฤหัสที่ 10 ตุลาคม พ.ต.ท. ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษและคณะทำงานจะลงพื้นที่จุดเกิดเหตุและขึ้นเฮลิคอปเตอร์สำรวจทางอากาศหลังจากได้สำรวจภาคพื้นดินไปแล้ว ซึ่งคาดว่าจะได้ความชัดเจนและรายละเอียดในการประกอบการติดตามคดีเพิ่มขึ้น 

 

กอ.รมน.ปัดกลั่นแกล้ง'แกนนำฝ่ายค้าน-นักวิชาการ' ยันจนท.ทำตามกฎหมาย

กอ.รมน.ปัดกลั่นแกล้ง'แกนนำฝ่ายค้าน-นักวิชาการ' ยันจนท.ทำตามกฎหมาย

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 12.26 น.

กอ.รมน.ยันไม่ได้กลั่นแกล้ง12แกนนำ-นักวิชาการเสวนาใต้ ชี้จนท.ทำตามกม. หวั่นไม่ทำอาจถูกฟันม.157 ระบุไม่มองปชช.เห็นต่างเป็นศัตรู ลั่นไม่ได้สืบทอดอำนาจคสช. แจงเพิ่มบทบาทดูแลมั่นคงมิติ

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 7 ตุลาคม 2562 พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวถึงกรณีที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน.แจ้งความดำเนินคดีแกนนำพรรคฝ่ายค้าน และนักวิชาการ รวม 12 คน ที่ได้จัดเสวนา "พลวัฒแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่" ที่บริเวณลานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ว่า การเสวนาดังกล่าวได้มีการพูดคุยกันซึ่งตอนหนึ่ง มีการพาดพิงมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง ทำให้เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.ภาค4 สน.ที่ทำหน้าที่ด้านกฎหมายดำเนินคดีแจ้งข้อหากับผู้ที่เข้าร่วมเสวนาในวันนั้นทั้งนี้ สิ่งที่ดำเนินคดียืนยันว่ามีความจำเป็นในเรื่องของการปฎิบัติงาน ถ้ามีการเพิกเฉย หรือละเว้นทางเจ้าหน้าที่ อาจจะได้รับผลกระทบ ผิดตามมาตรา 157 ได้ คิดว่าการปฏิบัติต่างๆ เป็นไปตามกรอบของกฎหมายที่กำหนดไว้ ส่วนผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับศาลเป็นผู้ชี้ขาด โดยให้เป็นไปตามกระบวนการของศาล ซึ่งตนคิดว่าทุกคนคงเข้าใจตรงกัน และเคารพต่อศาล

พล.ต.ธนาธิป กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีการพูดถึงการปฏิรูป กอ.รมน.นั้น ที่ผ่านมา ยืนยันว่ามีการปรับโครงสร้าง ที่ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ปี 51 และดำเนินการใน ปี 52 ซึ่งการดำเนินการ ในการปรับรูปแบบต่างๆเพื่อให้สอดคล้องกับมิติด้านความมั่นคง ที่เกิดขึ้นและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ดังนั้น การปรับโครงสร้างของ กอ.รมน.ก็ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตั้งแต่ ปี 59 - ปี 60 ได้มีการปรับโครงสร้างอย่างเต็มรูปแบบ เพราะมิติความมั่นคง เพิ่มวงกว้างอยู่ทุกวัน สิ่งที่เราได้ทำสอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกมิติ เช่น เรื่องยาเสพติด เรื่องการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการปรับโครงสร้าง กอ.รมน.ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

ส่วนในเรื่องของการปฏิรูป ตนคิดว่าเราไม่ได้ปฏิรูปอะไร เพียงแต่เพิ่มบริบทและความเข้าใจให้ทุกส่วนงาน เข้ามาบูรณาการการทำงานร่วมกับทาง กอ.รมน.

เมื่อถามว่า มีการพูดว่าเมื่อ คสช.หมดอำนาจลง ก็ถ่ายโอนอำนาจมาให้ทาง กอ.รมน.นั้น พล.ต.ธนาธิป กล่าวว่า ตนคิดว่านัยยะของการเพิ่มอำนาจ น่าจะเป็นการเพิ่มบทบาทมากกว่า ที่ กอ.รมน.ต้องเข้าไปเป็นแกนกลางในการประสานงาน เพื่อขับเคลื่อนงานทุกมิติที่เกิดขึ้นปัจจุบัน กอ.รมน.ได้ดูแลทุกพื้นที่ หากพื้นที่ไหนมีปัญหาและหน่วยงานไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบมากกว่า 2 หน่วยงาน ทาง กอ.รมน.ก็จะเพิ่มบทบาทเข้าไปดูแล และขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหานั้นๆ

"อย่างไรก็ตาม ความเห็นต่างของพี่น้องประชาชนทุกฝ่าย และทุกกลุ่มสามารถยอมรับได้ เพราะเรามีระบอบประชาธิปไตย เราไม่เคยมองพี่น้องประชาชนเป็นศัตรู กอ.รมน.ยอมรับกฎกติกาทุกอย่าง ซึ่งดูได้จากที่ กอ.รมน.ได้จัดโครงการสองโครงการหลักขึ้น สามารถเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน อาทิ โครงการผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และโครงการพาคนกลับบ้าน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า การที่จะมองประชาชนที่เห็นต่างเป็นศัตรู ไม่ใช่บริบทของ กอ.รมน.และเชื่อว่าทุกวันนี้ทุกคนเข้าใจ กอ.รมน.มากขึ้นในมิติของความมั่นคง ตนยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้มอบนโยบายให้ข้าราชการ กอ.รมน.ทุกคน จะต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส และดูแลประชาชนทุกเชื้อชาติศาสนา อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน" พล.ต.ธนาธิป กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ผู้นำพรรคฝ่ายค้านแจ้งความกลับ พล.ท.พรศักดิ์ พลูสวัสดิ์ มทภ.4 และ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้ชำนาญการสำนักงาน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ที่กองปราบปรามจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของ กอ.รมน.และ กอ.รมน.ภาค 4 สน.หรือไม่ พล.ต.ธนาธิป กล่าวว่า คิดว่าไม่มีผลกระทบ แต่อย่างใด ซึ่งยอมรับว่าทุกคนต้องทำงานในหน้าที่ของแต่ละคน กอ.รมน.ภาค 4 สน.ถือว่าเป็นหน่วยงานในพื้นที่ ที่เห็นว่ามีการดำเนินการพาดพิง ไปถึงมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันในวงกว้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องออกไปปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อดำเนินคดี ดังนั้น คำตัดสินใดๆ ก็แล้วแต่ ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่จะรู้ว่าใครจะผิดหรือถูกอย่างไร เป็นอำนาจของศาลที่เป็นกระบวนการตัดสินให้ชัดเจนว่าข้อมูลนี้จะเป็นอย่างไรในอนาคต ก็ต้องรอฟังคำสั่งศาลต่อไป ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ของ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ตนคิดว่าไม่มีเฉพาะงานนี้งานเดียว เพราะการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ต้องทำกันต่อไป

เมื่อถามว่า กรณีนี้ กอ.รมน.ได้รับไฟเขียวจากใครหรือไม่ พล.ต.ธนาธิป กล่าวว่า ไม่มี เพราะเป็นการปฏิบัติตามกรอบของกฎหมาย ที่มีฝ่ายกฎหมายเป็นผู้รับผิดชอบ หากนิ่งเฉยหรือเพิกเฉยทางเจ้าหน้าที่เองก็จะเกิดผลกระทบในฐานที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157

เมื่อถามว่า การไปแจ้งความนั้นมีคนพูดเพียงคนเดียว แต่ไปเหมารวมทั้งหมด พล.ต.ธนาธิป กล่าวว่า ต้องฟังฝ่ายกฎหมายของ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ว่าจะมีข้อมูลอย่างไร ในส่วน กอ.รมน.ซึ่งเป็นส่วนกลาง ก็ได้มีการติดตามข้อมูลต่างๆ ซึ่งเราก็ต้องออกมาชี้แจงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ฝ่ายกฎหมาย กอ.รมน.ภาค 4 สน.ออกมาปฏิบัติ แต่รูปคดีเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับศาล

"ผมขอยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่มีการกันแกล้งทางการเมือง เพราะสิ่งที่ทำยึดตามกฎหมายเป็นหลัก เนื่องจากมีการพูดพาดพิงข้อความหนึ่ง ทำให้เกิดความไม่สบายใจ ของคนหลายกลุ่ม และเป็นวงกว้าง จึงต้องดำเนินการเป็นรูปธรรมตามกรอบของกฎหมาย" โฆษก กอ.รมน.กล่าว

 
 
'บิ๊กตู่'เมิน'ฝ่ายค้าน'แจ้งความกลับ หลังเจอคดี'ม.116'

'บิ๊กตู่'เมิน'ฝ่ายค้าน'แจ้งความกลับ หลังเจอคดี'ม.116'

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 09.47 น.
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 7 ตุลาคม 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเลื่อนมาจากวันอังคารตามปกติ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ ก่อนการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธ​ที่ตอบคำถามกรณีพรรคร่วมฝ่ายค้าน แจ้งความกลับ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้ชำนาญการสำนักงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งอาจรวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้บังคับบัญชา หลังจาก 12 แกนนำฝ่ายค้าน ถูกแจ้งความก่อนหน้านี้ ตามมาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่นจากการเปิดเวทีรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายกฯ มีสีหน้าเรียบเฉย ส่ายศีรษะเล็กน้อย พร้อมสะบัดมือ แสดงออกว่าไม่อยากพูดถึงเรื่องดังกล่าว

  • 'เฉลิมชัย'จ่อชงครม.ไฟเขียวอัดงบ5.4พันล้าน ช่วยเกษตรกรหลังน้ำลด

    'เฉลิมชัย'จ่อชงครม.ไฟเขียวอัดงบ5.4พันล้าน ช่วยเกษตรกรหลังน้ำลด

    วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 12.47 น.

    "เฉลิมชัย"เตรียมเสนอครม.ช่วยเกษตรกรหลังน้ำลด อัดงบ5.4พันล้านบาทวันนี้ไฟเขียวแผนฟื้นฟู เยียวยาเกษตรกร เจอทั้งแล้ง-ท่วมซ้ำ49จว. แจกเมล็ดพันธุ์ข้าว-ถั่วเขียว-ข้าวโพด-ปลานิล-พันธุ์ไก่ไข่-ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงแหล่งน้ำให้เกษตรกรจับเพิ่มรายได้ ปล่อยกู้ดอกต่ำร้อยละ1จัดโคเนื้อสร้างอาชีพ เฟสแรก5แสนตัว ให้เกษตรกรฟื้นตัวกลับมามีรายได้เร็วที่สุด

    เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า วันนี้จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรกรที่ประสบทั้งภาวะฝนทิ้งช่วง เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนถึงปลายเดือนสิงหาคม และอุทกภัยเนื่องจากอิทธิพลพายุโพดุลและคาจิกิ ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคมเป็นต้นมา

    ทั้งนี้ พื้นที่ที่ประสบภาวะฝนทิ้งช่วงจนส่งผลให้พื้นที่การเกษตรเสียหายสิ้นเชิงมี 19 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี กำแพงเพชร เชียงราย น่าน นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สระแก้ว ลพบุรี สระบุรี และพัทลุง เกษตรกร 398,428 ราย พื้นที่ 4.64 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 3.83 ล้านไร่ พืชไร่-พืชสวนและอื่นๆ 810,000 ไร่

    สำหรับพื้นที่ประสบอุทกภัยมี 30 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ แพร่ น่าน พิจิตร พิษณุโลก แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม บุรีรัมย์ มหาสารคาม ยโสธร มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร หนองคาย อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี ตราด นครนายก กระบี่ สุรินทร์ และสระแก้ว พื้นที่เกษตรที่เสียหายสิ้นเชิง 1.20 ล้านไร่ เกษตรกร 139,888 ราย แบ่งเป็น ข้าว 1.14 ล้านไร่ พืชไร่ - พืชสวน และอื่นๆ 60,000 ไร่ และพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเสียหาย 3,686 ไร่ กระชัง 1,628 ตารางเมตร สัตว์ตายหรือสูญหาย 44,798 ตัว

    นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ผลจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อนในปีนี้ทำให้รอบระยะเวลาการเพาะปลูกทางการเกษตรไม่เป็นไปตามฤดูกาล กระทบต่อปริมาณผลผลิต รายได้ลดลงจนอาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพและนำไปสู่การก่อหนี้สินเพิ่มขึ้นจึงต้องช่วยเหลือเยียวยาเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพการเกษตรได้ทันทีหลังน้ำลด กระทรวงเกษตรฯ จึงจัดทำแผนช่วยเหลือขึ้น 5 โครงการ กรอบวงเงิน 3,766.753 ล้านบาท ประกอบด้วย

    1.โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเขียว เกษตรกรเป้าหมาย 150,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1.4 ล้านไร่ โดยสนับสนุนเป็นเงิน
    โอนเข้าบัญชีเกษตรกรเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ ให้ความช่วยเหลือตามพื้นที่ปลูกจริง รายละไม่เกิน 20 ไร่ วงเงิน 844.074 ล้านบาท

    2.โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 เกษตรกรเป้าหมาย 827,000 ครัวเรือน เมล็ดพันธุ์ข้าว 63,200 ตัน พื้นที่ 6.32 ล้านไร่ โดยแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่เกษตรกรไร่ละ 10 กิโลกรัม ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ วงเงิน 1,739.429 ล้านบาท ทั้งนี้จะจัดส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวกลุ่มไม่ไวแสงให้ช่วงเดือนกลางเดือนพฤศจิกายน - กลางเดือนธันวาคม 2562 ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกลุ่มข้าวไวแสงจะจัดส่งในฤดูกาลเพาะปลูกหน้า ช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน 2563

    3.โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมงเป็นการเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน เกษตรกรเป้าหมาย 50,000 ราย พื้นที่ 50,000 ไร่ โดยสนับสนุนพันธุ์ปลารายละ 800 ตัว และอาหารสัตว์น้ำ 120 กิโลกรัม วงเงิน 260 ล้านบาท

    4.โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชนซึ่งกรมประมงจะปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามในแหล่งน้ำชุมชนขนาดกลางหรือขนาดเล็ก 1,935 แห่ง ในพื้นที่ 129 อำเภอ จำนวน 200,000 ตัวต่อแห่ง วงเงิน 683.250 ล้านบาท

    5.โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีกโดยมีเกษตรกรเป้าหมาย 48,000 ครัวเรือน ซึ่งจะสนับสนุนเป็นเงินโอนเข้าบัญชีเกษตรกรเพื่อซื้อพันธุ์ไก่ไข่และเป็ดไข่ ครัวเรือนละ 10 ตัว ไก่พื้นเมืองคละเพศครัวเรือนละ 30 ตัว พร้อมค่าอาหารและค่าวัสดุในการเลี้ยง วงเงิน 240.000 ล้านบาท

    นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะเสนอแผนปฏิบัติการส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่องแก่เกษตรกรที่เดือดร้อนจากภัยธรรมชาติซ้ำซาก และความผันผวนทางเศรษฐกิจให้รายได้ไม่เพียงพอเลี้ยงชีพ โดยเกษตรกรรายย่อยขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อใช้ฟื้นฟูหรือปรับเปลี่ยนอาชีพตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ 2 โครงการ กรอบวงเงิน 1,634.14 ล้านบาท ได้แก่

    1.โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ โดยส่งเสริมให้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เกษตรกรมีเป้าหมาย 200,000 ครัวเรือน พื้นที่ 50,000 ไร่ เมล็ดพันธุ์ 45,000 ตัน วงเงิน 562.19 ล้านบาทและผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว เกษตรกรมีเป้าหมาย 10,500 ครัวเรือน พื้นที่ 5,000 ไร่ เมล็ดพันธุ์ 500 ตัน วงเงิน 23.50 ล้านบาท

    2.มาตรการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ โครงการเลี้ยงโคขุน เกษตรกรมีเป้าหมาย 100,000 ราย พันธุ์โคเนื้อ 500,000 ตัว โดยเกษตรกรกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาซื้อโคขุนรายละไม่เกิน 5 ตัว และสนับสนุนการจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ซึ่งเกษตรกรจ่ายร้อยละ 30 รัฐสมทบร้อยละ 70 รวมทั้งค่าเบี้ยประกันภัย วงเงิน 706.750 ล้านบาท

    โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 3 มีเป้าหมาย เกษตรกรเป้าหมาย 10,000 ราย พันธุ์โคเนื้อ 50,000 ตัว โดยให้องค์กรเกษตรกรกู้ยืมเพื่อจัดหาปัจจัยให้แก่เกษตรกร รายละไม่เกิน 250,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 รัฐบาลสนับสนุนร้อยละ 3 และเกษตรกรสบทบร้อยละ 1 วงเงิน 110.500 ล้านบาท

    โครงการพัฒนาศักยภาพตลาดนัดโค - กระบือ เกษตรกรเป้าหมาย 2,430 ราย โดยสนับสนุนเงินกู้สำหรับพัฒนาตลาดเข้าสู่มาตรฐาน 30 แห่ง จากทั้งหมด 118 แห่ง แห่งละไม่เกิน 3 ล้านบาท และสนับสนุนเงินกู้ให้แก่ผู้ค้าโค - กระบือ รายละไม่เกิน 200,000 บาท วงเงิน 17.100 ล้านบาท

    โครงการเพิ่มปริมาณการผลิตโคเนื้อพันธุ์ดี เกษตรกรเป้าหมาย 10,000 ราย พันธุ์โค 1,008 ตัว โดยซื้อโคเนื้อพันธุ์ชาร์เบรย์ซึ่งเป็นลูกผสมพันธุ์ชาโรเล่ส์กับบราห์มัน โดยนำเข้าจากต่างประเทศ เป็นเพศเมีย 1,000 ตัว เพศผู้ 8 ตัว พร้อม ทั้งสนับสนุนค่าเครื่องจักรกลการเกษตร โรงเรือน วัสดุอุปกรณ์ วงเงิน 196.10 ล้านบาท

    โครงการก่อสร้างศูนย์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์โดยกรมปศุสัตว์จะขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564

    โครงการส่งเสริมการเลี้ยงแพะเนื้อสร้างอาชีพ เกษตรกรเป้าหมาย 5,000 ราย โดยเกษตรกรกู้เงินจาก ธ.ก.ส.ซื้อแพะพ่อแม่พันธุ์ รายละไม่เกิน 21 ตัว และแพะขุน รายละ 55 ตัว อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 รัฐบาลสนับสนุนร้อยละ 3 เกษตรกรสบทบร้อยละ 1 วงเงิน 18 ล้านบาท

    นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ระยะเวลาดำเนินการคือ ตั้งแต่ตุลาคม 2562 - 30 กันยายน 2563 โดยขอให้ ครม.อนุมัติหลักการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการดังกล่าวซึ่งใช้งบประมาณจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 รวมทั้งสิ้น 5,400,893,000 ล้านบาท

    "แผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยาฯ และแผนส่งเสริมอาชีพนี้ จะช่วยให้เกษตรกรประกอบอาชีพได้ทันทีหลังน้ำลด ส่วนจะส่งเสริมให้ทำการเกษตรฯ ใดนั้นพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่และปริมาณน้ำต้นทุนให้เหมาะสม โดยในฤดูแล้ง 62/63 บางพื้นที่มีน้ำจำกัดจึงให้ปลูกข้าวโพดและถั่ว รวมถึงเลี้ยงสัตว์ซึ่งใช้น้ำน้อย เชื่อมโยงแหล่งผลิตกับแหล่งรับซื้อเพื่อจะได้ขายผลผลิตได้แน่นอน ที่สำคัญคือ พันธุ์สัตว์และสัตว์น้ำที่แจกจ่ายกำหนดอายุให้สามารถจำหน่ายได้ภายใน 2 - 4 เดือน เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เร็วที่สุด และมีรายได้ต่อเนื่องจนกว่าจะถึงฤดูกาลเพาะปลูกหน้าในเดือนพฤษภา​คม 2563" นายเฉลิมชัย กล่าว

 

เพื่อไทยรุกหนัก จี้สังคายนากระบวนการยุติธรรมสร้างโปร่งใสคดีการเมือง

เพื่อไทยรุกหนัก จี้สังคายนากระบวนการยุติธรรมสร้างโปร่งใสคดีการเมือง

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 13.57 น.
 

รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ชี้ ถึงเวลาต้องสังคายนากระบวนการยุติธรรม สร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลให้เกิดความโปร่งใส นำความเชื่อมั่นกลับคืนมา 

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562  ที่พรรคเพื่อไทย นายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าถึงเวลา ที่สังคมไทยต้องทบทวนและสังคายนากระบวนการยุติธรรม หลังจาก เกิดกรณีที่ผู้พิพากษา ศาลจังหวัดยะลา ยิงตนเอง โดยได้ทิ้งคำพิพากษา ไว้ให้สังคมทราบว่าถูกกดดันแทรกแซงจากผู้บังคับบัญชา ซึ่งเชื่อได้ว่า ข้อเท็จจริงในคำแถลงนั้นเป็นความจริง ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทุกภาคส่วนต้องหยิบเรื่องนี้มาพิจารณาว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในกระบวนการยุติธรรมไทย 

“คมกระสุนครั้งนี้เป็นการจุดประกายไฟไม่เพียงในสื่อมวลชนไทยเท่านั้นแต่ทั่วโลกที่ให้ความสนใจ ทุกฝ่ายต้องทำความจริงให้ปรากฏ ให้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริง ควรสังคายนาและปฏิวัติ การดำเนินคดีทางการเมืองมีผลกระทบรุนแรง ดังนั้นต้องสังคายนาหาความจริงให้ปรากฏผลของคำวินิจฉัยไม่ว่า จะเป็นคดีทางการเมือง” นายชุมสาย กล่าว 

ด้านร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สถาบันในองค์กรตุลาการได้มีการออกแบบโครงสร้างให้เป็นองค์กรอิสระอยู่แล้ว เช่น คณะกรรมการกต.มีความเป็นอิสระที่จะพิจารณาคดี สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของตุลาการที่จะสร้างระบบขึ้นมาป้องกันการแทรกแซงจากอำนาจอื่น ปัญหานี้ไม่ควรผลักภาระไปที่กระบวนการยุติธรรมอย่างเดียวแต่ควรร่วมมือกันทุกภาคส่วนในการป้องกันการหาผลประโยชน์โดยใช้การแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรม กลไกลสำคัญในกระบวนการยุติธรรมหมายรวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ด้วย หากต้องการนำความเชื่อมั่นกลับคืนมาต้องแสดงให้เห็นว่า แต่ละหน่วยงานมีการถ่วงดุลทำงานอย่างโปร่งใส ไม่ได้ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือผลประโยชน์ของผู้ใด กระบวนการยุติธรรมต้องมีร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้เกิดความเชื่อมั่น

 (คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

การเมือง

 
 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11  ถัดไป

 ..........................................................................

 

ปตท.ต่อยอดแนวคิด‘สวนป่าครัวเรือน’ประเดิมพื้นที่ห้วยลึก เพชรบุรี

ปตท.ต่อยอดแนวคิด‘สวนป่าครัวเรือน’ประเดิมพื้นที่ห้วยลึก เพชรบุรี

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 13.34 น.
 

ต้นแบบเรียนรู้"ปตท." ต่อยอดโครงการปลูกป่า ขยายผลแนวคิด “สวนป่าครัวเรือน” ทั่วประเทศ  เน้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวระดับครัวเรือนควบคู่กับการดูแลป่า  ประเดิมพื้นที่ ตำบลห้วยลึก เพชรบุรี ดูงานไร่ นา ป่า สวน พร้อมผสมผสานการใช้ชีวิตตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง 

นางณภัค กรรณสูต ผู้จัดการฝ่ายสถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวระหว่างการลงพื้นที่เพื่อดูความคืบหน้าโครงการ “สวนป่าครัวเรือน” ในตำบลห้วยลึก อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ว่าโครงการได้รับการตอบรับจากชุมชนเป็นที่น่าพอใจ โดยมีราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.)เป็นแกนนำ ผู้เข้าร่วมโครงการเกิดความตระหนักถึงคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ควบคู่ไปกับการทำนา ทำสวน เกษตรผสมผสาน และการดำเนินชีวิตตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมกับการรักษาวัฒนธรรมตาลโตนดอันเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ 

นอกจากปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติแล้ว ปตท.ยังร่วมกับกองทัพภาค กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช น้อมนำโครงการราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงจัดอบรมให้กับราษฎรรอบแปลงปลูกป่า ในส่วนตำบลห้วยลึกมีพื้นที่แปลงปลูกป่า FPT 3/6  จำนวน 1,278 ไร่ ปลูกเมื่อปี 2542 ชาวตำบลห้วยลึก ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การอาสาสมัครพิทักษ์ป่า จำนวน 130 คน โดยมีการจัดอบรมขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2554 

ผลของการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ และเข้าร่วมอบรมราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า ทำให้ราษฎรในพื้นที่เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาทรัพยากรป่าไม้และร่วมมือร่วมใจกันในการรักษาทรัพยากรป่าไม้ได้เป็นอย่างดี ทำให้ระบบนิเวศฟื้นคืนกลับสู่ธรรมชาติ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2561 บริษัท ปตท. จำกัด ได้นำสมาชิกรสทป.ไปศึกษาดูงานที่แพนด้า แคมป์ จังหวัดอุทัยธานีซึ่งดำเนินการโดย อาจารย์ศิริพงษ์ โทหนองตอ  ทำให้เกิดแนวทางในการสร้างสวนป่าครัวเรือนขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ 

ผู้จัดการฝ่ายสถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท.  กล่าวต่อว่า ลักษณะของสวนป่าครัวเรือนในแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกันไป แต่หัวใจสำคัญคือต้องมีการดูแลเรื่องของป่าเป็นหลัก  เน้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวระดับครัวเรือน มีการเพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยปตท.ให้ความสนับสนุนในเรื่องขององค์ความรู้ต่างๆ 

“ปัจจุบันตำบลห้วยลึกมีโครงการในลักษณะของสวนป่าครัวเรือนอยู่ประมาณ 80 ครัวเรือน พื้นที่โดยประมาณ 300 ไร่ และมีพื้นที่ตัวอย่างให้เปิดให้เข้าเยี่ยมชมได้ 7 ครัวเรือน พื้นที่โดยรวมประมาณ 127 ไร่ 3 งาน” 

นายสายัณห์ สุขสงัด ประธานเครือข่ายราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) ระดับประเทศ กล่าวว่า การจัดทำโครงการสวนป่าครัวเรือน ตำบลห้วยลึกนั้น ทำให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจของสมาชิกในชุมชน ที่มีความสนใจเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่มีทั้งผู้ที่ทำนา ทำสวน ทำไร่ โดยแต่ละบ้านยังคงวิถีชีวิตแบบเดิม แต่มุ่งพัฒนาสิ่งที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เช่น มีจุดมุ่งหมายในการรักษาป่า การสร้างแหล่งอาหารปลอดภัย การพัฒนาด้านสุขอนามัย การต่อยอดเมนูอาหารจากวัตถุดิบของชุมชน ใช้เวลาดำเนินการร่วมกันมาตลอด 1 ปี  ปัจจุบัน บ้านห้วยลึก เป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้ ในเรื่องการรักษาป่า ควบคู่กับการปลูกพืชไร่ พืชสวน ผสมผสานไปกับการสืบสานงานวัฒนธรรมการทำน้ำตาลโตนด อันเป็นวิถีดั้งเดิมของชุมชน เป็นต้นแบบของการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง แต่เลี้ยงตัวเองได้ 

ผู้สนใจแวะไปเยี่ยมเยียน เพื่อการเรียนรู้ ติดต่อได้ที่ นายสายัณห์ สุขสงัด ประธานเครือข่ายรสทป.ระดับประเทศ 085-266-5544

 

 

 

 
 
 
 
 
 
 

ในประเทศ : เกษตร

 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11  ถัดไป

.............................................................

 

7 ตุลาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน