*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5576
  • จำนวนผู้ชม : 3355524
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< ตุลาคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 336 , 13:15:03 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         คนที่รวยแล้วจะเข้ามาทางารเมืองก็มา แต่ไอ้ที่จะให้เชื่อว่า 'รวยแล้วไม่โกง'เห็นจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเข็ดที่หลงดีใจเมื่อครั้งที่

คน'หน้าเหลี่ยม' เริ่มเขามาแลัวก็พูดอย่างว่า แต่ที่ไหนได้กลับกลายเป็นเจ้าตำรับการโกงรูปแบบต่างๆที่เป็นของใหม่ในประเทศไทย

แล้วมูลค่าก็นับแสนล้านบาทอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเหมือนกันเสียอีกด้วย ซึ่งถ้าจะให้ดี แม้แต่การเอื้อประโยชน์ให้พรรคพวกก็ไม่ควรมี

 

 

logo isranews

 

รายได้แสนล.!ธุรกิจปั๊มน้ำมัน-อสังหาฯ ‘รัชกิจประการ’ 10 แห่งทุน 1.5 หมื่นล.ก่อนคั่ว รมต.?

เขียนวันที่
วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน 2562 เวลา 17:08 น.
เขียนโดย
isranews

โพรไฟล์ธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง-ขนส่งของเหลว-อสังหาริมทรัพย์ ‘รัชกิจประการ’ 10 แห่ง ทุน 1.5 หมื่นล้าน 5 บริษัทปั๊มน้ำมันกวาดรายได้ 1.1 แสนล้าน ‘นาที-พิพัฒน์’ คอนเนคชั่นลึกการเมืองกลุ่ม ‘เพื่อนเนวิน’ สามีคั่วเก้าอี้ รมว.ท่องเที่ยวฯ

ท่ามกลางฝุ่นตลบการจัดตั้งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 2/1 เกลี่ยเก้าอี้โควตารัฐมนตรีเสร็จเรียบร้อย เหลือแค่ไม่กี่คนที่ถูก ‘เพ่งเล็ง’ เรื่องปัญหาภาพลักษณ์-ถูกร้องเรียนในอดีต บางพรรคมีการปรับแก้ไขเปลี่ยนตัวบุคคล บางพรรคยังคงให้โควตาอยู่ แต่เอาญาติพี่น้องมานั่งเก้าอี้แทน เป็นต้น

โฟกัสไปที่พรรคภูมิใจไทย หนึ่งในตัวแปรสำคัญจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ ได้โควตาเก้าอี้รัฐมนตรีอย่างน้อย 8 ที่นั่ง นอกเหนือจากเก้าอี้สำคัญ ๆ อย่าง รมว.คมนาคม รมช.เกษตรและสหกรณ์ แล้ว ยังได้โควตาระดับ ‘รัฐมนตรีว่าการ’ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ด้วย จากเดิมที่อยู่ภายใต้การจองของพรรคชื่อดังภาคกลางมาโดยตลอด

รายชื่อบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจให้มานั่งเก้าอี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ หรือ ‘โกเกี๊ยะ’ เจ้าของอาณาจักรปั๊มน้ำมันรายใหญ่ระดับชาติอย่างเครือพีที สามีนางนาที รัชกิจประการ หรือ ‘เจ๊เปี๊ยะ’ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคภูมิใจไทย แม่ทัพใหญ่ดูแลงานเลือกตั้งภาคใต้ และประสบความสำเร็จหักโค่นวลีพรรคสีฟ้า ‘ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ชนะ’ ได้ในหลายพื้นที่

มุมการเมือง ‘โกเกี๊ยะ-เจ๊เปี๊ยะ’ มีความสนิทสนมกับสกุล ‘ชิดชอบ’ มาตั้งแต่ทำธุรกิจน้ำมันร่วมกับกลุ่มนายวัฒนา อัศวเหม อดีตนักการเมืองชื่อดังเมืองปากน้ำ โดยช่วงปี 2550 นางนาที เป็นแม่ทัพนำพรรคพลังประชาชนสู้ศึกภาคใต้ฝั่งอันดามัน แม้แพ้เรียบ แต่ได้นั่งเก้าอี้เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร (นายชัย ชิดชอบ) หลังจากนั้นล่มหัวจมท้ายกับกลุ่ม ‘เพื่อนเนวิน’ เรื่อยมา และอยู่ภายใต้สังกัดพรรคภูมิใจไทยจนถึงปัจจุบัน

มาคราวนี้สร้างผลงานดี ภาคใต้ฝั่งอันดามัน ‘พรรคสีน้ำเงิน’ คว้าได้หลายเก้าอี้ จึงได้คั่วโควตา รมว.ท่องเที่ยวฯ ?

มุมธุรกิจ หลายคนอาจทราบกันดีอยู่แล้วว่า ‘โกเกี๊ยะ-พิพัฒน์’ และสกุล ‘รัชกิจประการ’ คือเจ้าของอาณาจักรปั๊มน้ำมันพีที และทำธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่งทางเรือรายใหญ่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org สืบค้นข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2562 พบรายละเอียด ดังนี้

@บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ 2 แห่ง ปั๊มน้ำมัน-ขนส่งสินค้าเหลว-เชื้อเพลิงทางเรือ รวมทุนปัจจุบันกว่า 1,928 ล้านบาท

1.บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เดิมก่อตั้งในชื่อบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด ตั้งแต่ปี 2531 ก่อนแปรสภาพเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2556 ทุนปัจจุบัน 1,670 ล้านบาท แจ้งประกอบธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง ธุรกิจค้าปลีกแก๊ส LPG ภายใต้สถานีบริการน้ำมัน PT มีนายพิทักษ์ รัชกิจประการ หรือ ‘โกนั้ง’ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่

มีบริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด ธุรกิจครอบครัว ‘รัชกิจประการ’ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 25.12% นายพิทักษ์ รัชกิจประการ 2.5% นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ 2.37%

แจ้งงบการเงินล่าสุด ไตรมาสที่ 1/2562 มีรายได้รวม 28,732 ล้านบาท กำไรสุทธิ 519.7 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ในปี 2561 มีรายได้รวม 108,142 ล้านบาท กำไรสุทธิ 642.7 ล้านบาท

2.บริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ AMA เดิมชื่อบริษัท อาม่า มารีน จำกัด แปรสภาพเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2559 ทุนปัจจุบัน 258,958,386 บาท แจ้งประกอบธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าเหลว และน้ำมันเชื้อเพลิง ทางรถในประเทศ และทางเรือระหว่างประเทศ มีนายพิศาล รัชกิจประการ เป็นกรรมการผู้จัดการ

มีบริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้นใหญ่สุด 25.12% บริษัท พีทีจี โลจิสติกส์ จำกัด ของคนสกุล ‘รัชกิจประการ’ ถือหุ้นรองลงมา 24% นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ 7.5% นายพิศาล รัชกิจประการ 2.59% และคนสกุลรัชกิจประการอีกหลายรายร่วมถือหุ้น

แจ้งงบการเงินล่าสุด ไตรมาสที่ 1/2562 รายได้รวม 430.11 ล้านบาท กำไรสุทธิ 12.46 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ในปี 2561 มีรายได้รวม 1,767.76 ล้านบาท กำไรสุทธิ 89.52 ล้านบาท

PIC นาทพพฒน 1
(ภาพนางนาที และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ, ภาพจาก คมชัดลึกออนไลน์)

@เครือข่ายธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง-อสังหาริมทรัพย์ 8 แห่ง รวมทุนปัจจุบัน 1.3 หมื่นล้านบาท

หากนับเฉพาะบริษัทที่นายพิพัฒน์ เป็นกรรมการในปัจจุบันอย่างน้อย 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท ซีเคไฟว์ เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท พี แอนด์ ซี ปิโตรเลียม จำกัด บริษัท พี แอนด์ ซี กรุ๊ป จำกัด หากนับที่นายพิพัฒน์เข้าไปร่วมถือหุ้นอย่างน้อย 8 แห่ง ได้แก่ บริษัท ซีเคไฟว์ เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท เคทีพี ปิโตรเลียม จำกัด บริษัท พี แอนด์ ซี ปิโตรเลียม จำกัด บริษัท พี แอนด์ ซี กรุ๊ป จำกัด บริษัท รัชกิจ คอร์โปเรชั่น จำกัด บริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด บริษัท เอ็ม แอนด์ ซี มินิมาร์ท จำกัด และบริษัท จิตแก้ว จำกัด รวมทุนปัจจุบัน 13,687,200,450 บาท

หากไม่นับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มีอีกอย่างน้อย 3 แห่งที่สร้างรายได้หลักพันล้านบาทขึ้นไปให้แก่ตระกูล ‘รัชกิจประการ’ ได้แก่

บริษัท ซีเคไฟว์ เทรดดิ้ง จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2543 ทุนปัจจุบัน 1 ล้านบาท แจ้งประกอบธุรกิจขายส่งน้ำมันเชื้อเพลิง มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นางฉัตรแก้ว คชเสนี และนางกชกรณ์ พิบูลธรรมศักดิ์ เป็นกรรมการ นางฉัตรแก้ว ถือหุ้นใหญ่ 28% ส่วนนายพิพัฒน์ ถือหุ้น 25%

เมื่อปี 2561 แจ้งรายได้รวม 3,140,162,376 บาท รายจ่ายรวม 3,130,641,104 บาท กำไรสุทธิ 3,622,669 บาท

บริษัท เคทีพี ปิโตรเลียม จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2539 ทุนปัจจุบัน 20 ล้านบาท แจ้งประกอบธุรกิจขายน้ำมันเชื้อเพลิง มีนางฉัตรแก้ว คชเสนี และนางกชกรณ์ พิบูลธรรมศักดิ์ เป็นกรรมการ บริษัท พี แอนด์ ซี ปิโตรเลียม จำกัด (ธุรกิจของสกุลรัชกิจประการ) ถือหุ้นใหญ่ 25% นายพิพัฒน์ ถือหุ้น 13.7%

เมื่อปี 2561 แจ้งรายได้รวม 3,101,189,243 บาท รายจ่ายรวม 3,086,834,837 บาท ค่าดอกเบี้ยจ่าย 17,016,936 บาท ขาดทุนสุทธิ 2,662,530 บาท

บริษัท พี แอนด์ ซี ปิโตรเลียม จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2536 ทุนปัจจุบัน 50 ล้านบาท แจ้งประกอบธุรกิจขายส่งน้ำมันเชื้อเพลิง มีนางฉัตรแก้ว คชเสนี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นางกชกรณ์ พิบูลธรรมศักดิ์ เป็นกรรมการ

เมื่อปี 2560 แจ้งรายได้รวม 2,738,977,413 บาท รายจ่ายรวม 2,737,324,891 บาท ดอกเบี้ยจ่าย 9,706,840 บาท ขาดทุนสุทธิ 8,054,317 บาท

หากนับรวมรายได้เฉพาะธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 2 แห่ง และบริษัทจำกัด 3 แห่ง มีรายได้ประมาณ 118,888 ล้านบาท

PIC นาทพพฒน 2
(ภาพนางนาที กับนายเนวิน ชิดชอบ, ภาพจาก คมชัดลึกออนไลน์)

ส่วนบริษัท พี แอนด์ ซี กรุ๊ป จำกัด ธุรกิจการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2534 ทุนปัจจุบัน 300 ล้านบาท มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นางฉัตรแก้ว คชเสนี นางกชกรณ์ พิบูลธรรมศักดิ์ นายพิทักษ์ รัชกิจประการ น.ส.ภัคจิรา รัชกิจประการ เป็นกรรมการ

เมื่อปี 2560 แจ้งรายได้รวม 119,040,099 บาท รายจ่ายรวม 102,960,386 บาท ดอกเบี้ยจ่าย 16,737,423 บาท ขาดทุนสุทธิ 657,710 บาท

ส่วน 2 บริษัทโฮลดิ้งที่ลงทุน-ถือหุ้นใหญ่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่ บริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2559 ทุนปัจจุบัน 12,952,200,450 บาท (ราว 1.29 หมื่นล้านบาท) มีนางฉัตรแก้ว คชเสนี นายชลัฐ รัชกิจประการ นางกชกรณ์ พิบูลธรรมศักดิ์ นายพิทักษ์ รัชกิจประการ น.ส.ภัคจิรา รัชกิจประการ น.ส.ชนัญชิกา รัชกิจประการ เป็นกรรมการ เมื่อปี 2561 แจ้งรายได้รวม 73,147,320 บาท รายจ่ายรวม 3,070,086 บาท กำไรสุทธิ 68,060,406 บาท

อีกแห่งบริษัท รัชกิจ คอร์โปเรชั่น จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2559 ทุนปัจจุบัน 361 ล้านบาท มีนางฉัตรแก้ว คชเสนี น.ส.ภัคจิรา รัชกิจประการ และนางกชกรณ์ พิบูลธรรมศักดิ์ เป็นกรรมการ เมื่อปี 2561 แจ้งรายได้รวม 4,048,413 บาท รายจ่ายรวม 2,542,155 บาท ขาดทุนสุทธิ 634,905 บาท

ส่วนนางนาที รัชกิจประการ เคยเป็นหุ้นส่วน หจก.ธามสคว็อต ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายนาฬิกา ทุน 1 ล้านบาท แต่เสร็จการชำระบัญชีไปแล้ว

นี่คือโพรไฟล์ด้านธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง-อสังหาริมทรัพย์ เฉพาะของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ และครอบครัวใกล้ชิด ไม่นับรวมการนำบริษัทโฮลดิ้งไปถือหุ้นในธุรกิจอื่น ๆ ในตลาดหลักทรัพย์

ร้านยา-เกษตรกรระส่ำหวั่นรัฐแบนพาราควอต

วันที่ 21 September 2019 - 20:55 น.
 

“บิ๊กตู่” ซื้อเวลาแบนนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชอันตราย “พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส” ต่อไปอีก 60 วัน ตลาดผู้ค้าปุ๋ย-ยาต่างจังหวัดผวากลัวถูกแบน เลิกสต๊อกสินค้า ตรึงราคาจำหน่าย ด้านเครือข่ายชุมชนเกษตรกรราชบุรีจ่อร้องศาลปกครองฟ้องกระทรวงสาธารณสุข จับตายาฆ่าหญ้าเถื่อนระบาด เหตุถูกกว่ายาชนิดใหม่

การประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งที่ 40-8/2562 เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ได้ผ่านพ้นไปโดยที่ยังไม่มีการประกาศ “แบน” สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส แต่อย่างใด

ท่ามกลาง “แรงกดดัน” ของรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ขอให้มีการประกาศเลิกใช้สารเคมีอันตรายเหล่านี้ จนกระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องมีบัญชาให้ 4 ภาคส่วน ได้แก่ รัฐ-ผู้นำเข้า-เกษตรกร-ผู้บริโภค ทำการหารือแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างความเข้าใจ เนื่องจากเป็นปัญหาที่สังคมให้ความสนใจในเรื่องของสุขภาพ โดยให้ระยะเวลา 60 วัน

โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์จากเครือข่ายต่อต้านการใช้สารเคมีอันตรายทำนองว่า บัญชาของนายกรัฐมนตรีครั้งล่าสุดก็เหมือนมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย กล่าวคือยังไม่ได้ประกาศห้าม หรือยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอันตรายเหล่านี้ แต่ยังปล่อยให้มีการนำเข้าและจำหน่ายให้กับเกษตรกรใช้ต่อไปตามปกติ

รมช.ยืนกรานแบนแน่สิ้นปีนี้

นางสาวมณัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ยังไม่ได้รับรายงานการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ครั้งที่ 40-8/2562 เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา แต่ในความรับผิดชอบและบทบาทนโยบายของตนยังคงยืนยันในจุดยืนเดิม คือ ประกาศให้มีการ “แบน” สารกำจัดศัตรูพืชภายในสิ้นปีนี้ ส่วนใบอนุญาตหรือการต่อใบอนุญาตผู้นำเข้าสารเคมีจำกัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด ได้สั่งการกรมวิชาการเกษตรระงับใบอนุญาตแล้ว” น.ส.มณัญญากล่าว

7 เดือนนำเข้าคลอร์ไพริฟอสพุ่ง

ล่าสุด ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้ตรวจสอบข้อมูลกรมศุลกากรถึงการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด และกลุ่มสารเคมีที่เกี่ยวข้อง พบว่าในระยะ 7 เดือนแรกของปีนี้ มีการนำเข้าพาราควอตและไกลโฟเซต “ลดลง” แต่คลอร์ไพริฟอสมีการนำเข้า “เพิ่มขึ้น” โดยภาพรวมการนำเข้าสารเคมี (พิกัด 3808) 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค.) 2562 มีปริมาณ 105,941 ตัน มูลค่า 14,440 ล้านบาท เทียบกับทั้งปี 2561 ที่มีการนำเข้า 193,245 ตัน มูลค่า 25,872 ล้านบาท แต่หากแยกรายชนิดพบว่า สารพาราควอตมีปริมาณนำเข้า 535 ตัน มูลค่า 42.9 ล้านบาท จากปี 2561 ทั้งปีที่นำเข้า 1,091 ตัน มูลค่า 111 ล้านบาท การนำเข้าสารพาราควอตไดคลอไรด์มีปริมาณ 7,730 ตัน มูลค่า 661 ล้านบาท จากทั้งปี 2561 มีการนำเข้า 19,631 ตัน มูลค่า 1,695 ล้านบาท, สารไกลโฟเซต ปริมาณนำเข้า 400 ตัน มูลค่า 17.8 ล้านบาท จากทั้งปี 2561 ที่นำเข้า 1,271 ตัน มูลค่า 74.6 ล้านบาท, สารไกลโฟเซตไอโซ โพรพิลแอมโมเนีย มีปริมาณ 21,924 ตัน มูลค่า 1,163 ล้านบาท จากปี 2561 ที่นำเข้า 50,781 ตัน มูลค่า 2,979 ล้านบาท ซึ่งดูเหมือนจะปรับลดลง ขณะที่สารคลอร์ไพริฟอส มีปริมาณนำเข้า 555 ตัน มูลค่า 90.6 ล้านบาท จากปี 2561 ปริมาณ 1,029 ตัน มูลค่า 189 ล้านบาท

ส่วนผู้นำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด ซึ่งจัดอยู่ในหมวดสารเคมีอื่น ๆ ตามพิกัด 3808 9319 มีรายหลัก ๆ เช่น บจ.ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น, บจ.เรนโบว์ อโกรไซเอนเซส, บจ.อดามา (ประเทศไทย), บจ.ไทยเฮอบิไซต์ และ บจ.บีเอเอสเอฟ (ไทย)

เกษตรกรราชบุรีฟ้อง สธ.

ด้านนางสาวอัญชลี ลักษณ์อำนวยพร เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง จ.ราชบุรี กล่าวว่า กลางเดือนตุลาคมนี้ ทางเครือข่ายจะยื่นฟ้องกระทรวงสาธารณสุข ต่อศาลปกครอง กรณีที่คณะกรรมการขับเคลื่อน ปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ครั้งที่ 4/2560 ที่มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 2 ชนิด คือ พาราควอต กับคลอร์ไพริฟอส ภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2562 โดยระหว่างนี้จะไม่อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนเพิ่ม ไม่ต่ออายุทะเบียน และยุติการนำเข้าเดือนธันวาคม 2561

ทั้งนี้ ทางเครือข่ายเห็นว่า มติดังกล่าวมีการพิจารณา “โดยขาดข้อมูลที่แท้จริง” มีผลทำให้ราคาขายสารกำจัดศัตรูพืชปรับราคาเพิ่มสูงขึ้น 50 บาท/ลิตร เนื่องจากผู้ขายกังวลว่าจะถูกห้ามนำเข้า ปริมาณการนำเข้าลดลงอย่างเห็นได้ชัดจาก 40,000 กก. เหลือเพียง 5,000 กก.เท่านั้น

สารใหม่ “กลูโฟซิเนต”

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สำรวจร้านจำหน่ายสารเคมีจำกัดศัตรูพืชทางการเกษตรในภูมิภาค โดย นายนิมิตร สุวัฒน์ศรีสกุล เจ้าของและผู้จัดการ บริษัท เทพนิมิตการเกษตร จ.ตราด กล่าวว่า ทางร้านไม่มีการปรับราคาจำหน่ายสารเคมีทั้ง 3 ชนิด สินค้าที่สต๊อกไว้ตั้งแต่ปลายปี 2561 ก็ยังมีจำหน่ายอย่างเพียงพอ เกษตรกรก็ยังซื้อไปใช้ตามปกติ

ส่วนสารเคมีที่จะมาทดแทน “คลอร์ไพริฟอส” ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลงนั้น “ไม่มีปัญหา” เพราะมีสารเคมีตัวใหม่ที่ทดแทนได้ในราคาใกล้เคียงกัน เช่น ไซเพอร์เมทริน, อะบาเมกติน แต่สารเคมี “กลูโฟซิเนต” ที่ผลิตขึ้นมาทดแทนพาราควอต-ไกลโฟเซต ซึ่งเป็นยาฆ่าหญ้า จะกลายเป็นปัญหากับเกษตรกรอย่างแน่นอน เพราะมีราคาที่สูงกว่าถึง 3 เท่า และอัตราการใช้สิ้นเปลืองมากกว่า 1 เท่า

“พาราควอตราคาลิตรละ 100-140 บาท ไกลโฟเซตลิตรละ 112-125 บาท แต่กลูโฟซิเนต ราคาลิตรละ 360-440 บาท” นายนิมิตรกล่าว

หวั่นยาเถื่อนลักลอบขาย

มีรายงานข่าวจากร้านจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างเข้ามาว่า ผู้จำหน่ายสารเคมีทางการเกษตรเริ่มกังวลกับกระแสข่าวจะแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ส่งผลให้ในพื้นที่ไม่มีใครกล้ากักตุนสินค้าและยังไม่มีการปรับขึ้นราคาอย่างผิดปกติ (ราคาปรับขึ้นลง 5-10 บาท/ลิตร) นอกจากนี้ บริษัทผู้ผลิตสารเคมีรายใหม่อย่าง ยาฆ่าหญ้าแบรนด์กรัมม็อกโซน (พาราควอต) ได้จัดโปรโมชั่น ลดราคาสินค้ากับร้านค้า และจับฉลากลดส่วนลดราคาให้กับเกษตรกรถึงวันสิ้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อเป็นการระบายสินค้าด้วย

“หากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิดถูกแบนจริง เกษตรกรอาจจะหันไปซื้อยาหลังร้าน หรือยากำจัดศัตรูพืชที่แอบผสมและแอบจำหน่ายกันเองโดยไม่มีฉลาก ตรงนี้น่ากลัวและอันตรายมากกว่า”

เกษตรกรเริ่มสต๊อกยา

ด้านบริษัทเคมีกิจเกษตร ผู้จำหน่ายปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช และอุปกรณ์เกษตรในจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ทางร้านยังไม่มีการปรับราคายาปราบศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด ส่วนร้านเกษตรไพศาล จ.มหาสารคาม ก็ยังจำหน่ายตามราคาปกติ แต่แนวโน้มมีการใช้ยาฆ่าหญ้าในนาข้าวลดลง สอดคล้องกับร้านกระบี่สินเกษตร ยังจำหน่ายตามราคาปกติ มีการปรับราคาขึ้นลงตามภาวะตลาด ชาวสวนปาล์ม-ยางพารายังให้ความสนใจมาซื้อยาฆ่าหญ้าทั้ง 3 ชนิดเหมือนเดิม

ด้านนายณรงค์ ตุงคะสมิต เจ้าของร้านเอ็มพีเค การเกษตร จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า ภาพรวมของการขายยาจำกัดศัตรูพืชตอนนี้ “ค่อนข้างเซาซบ เพราะเกษตรกรไม่มีกำลังซื้อ” แต่เริ่มมีเกษตรกรบางกลุ่มซื้อสารเคมีทั้ง 3 ชนิดเพิ่มขึ้น เพื่อสต๊อกสินค้าไว้ใช้งานในอนาคต หากมีการยกเลิกการใช้ เหมือนกับร้านขายสารเคมีการเกษตรในจังหวัดชัยนาท ก็ยังจำหน่ายพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ในราคาเดิมอยู่

 

วิกิพีเดีย

กบฏบวรเดช

 สาเหตุ

 

กบฏบวรเดชเกิดขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 นำโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าฝ่ายทหารนำกำลังทหารจากหัวเมืองภาคอีสานล้มล้างการปกครองของรัฐบาล เนื่องจากไม่พอใจที่นายถวัติ ฤทธิเดช ได้ฟ้องร้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เนื่องจากกรณีที่ที่พระองค์มีพระบรมราชวินิจฉัยคัดค้านแผนพัฒนาเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ที่เรียกกันว่า "สมุดปกเหลือง" โดยออกเป็นสมุดปกขาว ซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจของนายปรีดีนี้มีเสนอแนวทางการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก อาทิ เรื่องการถือครองและการเช่าที่ดิน การจัดรัฐสวัสดิการ การแทรกแซงเศรษฐกิจโดยรัฐบาลด้วยวิธีการต่าง ๆ ด้วยหวังเปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวไร่ชาวนาได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามหลายแนวคิดที่คล้ายกับการปกครองในระบบสังคมนิยมอาจมีผลกระทบต่อพื้นฐานโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจ รวมถึงงบประมาณรายจ่ายของประเทศ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวิจารณ์ข้อเสนอของหลวงประดิษฐ์มนูธรรมอย่างจริงจัง ขณะที่ฝ่ายคณะราษฎรเองก็แตกแยกทางความคิด กระทั่งนำไปสู่การเปิดอภิปรายวิจารณ์ในรัฐสภา ในที่สุดฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยต่อแนวทางดังกล่าวจึงเสนอให้ยกเลิกข้อเสนอนั้น เป็นเหตุให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรมต้องถุกกดดันให้ไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสชั่วคราว เมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดาประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสภาฯ และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ทำให้คณะราษฎรหลายท่านไม่พอใจพระเจ้าอยู่หัวและพระยามโนปกรณ์นิติธาดา โดยเฉพาะฝ่ายทหาร และนำไปสู่การก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดารัฐประหาร 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 หลังจากการรัฐประหารพระยาพหลพลพยุหเสนาผู้นำคณะรัฐประหารได้เป็นนายกรัฐมนตรี จึงมีการล้างมลทินให้หลวงประดิษฐมนูธรรม

 

รถถังวิคเกอร์ขนาด 6 ตัน จอดรักษาการณ์อยู่ในพระนคร
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช

ความวุ่นวายทางการเมืองทั้งหลายมีส่วนทำให้พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช บรรดานายพล และ นายทหารอื่นๆ ที่โดนปลดหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 ไม่พอใจรัฐบาลเป็นอันมาก จึงเริ่มก่อกบฏขึ้น โดยนำทหารโคราช (กองพันทหารราบที่ 15, กองพันทหารราบที่ 16, กองพันทหารม้าที่ 4, กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 3 และ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 4) ทหารเพชรบุรี (กองพันทหารราบที่ 14), ทหารอุบลราชธานี (กองพันทหารราบที่ 18) เข้ารบ โดยหวังให้ทหารกรุงเทพที่สนิทกับพันเอกพระยาศรีสิทธิสงครามไม่ร่วมมือกับฝ่ายรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ทหารกรุงเทพหันไปร่วมมือกับรัฐบาลเนื่องจากฝ่ายทหารโคราชยืนยันเอาพลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดชเป็นหัวหน้า ซึ่งผิดเงื่อนไขที่ทหารกรุงเทพต้องการ เนื่องจากทหารกรุงเทพนับถือพันเอก พระยาศรีสิทธิสงครามมากกว่า พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของทางฝ่ายกบฏบวรเดชเห็นว่า แท้ที่จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 นั้นเป็นเพียงแค่การรัฐประหาร (Coup d'état) เท่านั้น มิใช่การปฏิวัติ (Revolution)

การต่อสู้และการปราบปราม

การยิงกันครั้งแรกเริ่มที่ อำเภอปากช่อง เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 แล้วมีการจับคนของรัฐบาลเป็นเชลยที่โคราช คณะผู้ก่อการได้ยกกองกำลังเข้ามาทางดอนเมืองและยึดพื้นที่เอาไว้ โดยเรียกชื่อคณะตัวเองว่า คณะกู้บ้านเมือง และเรียกแผนการปฏิวัติครั้งนี้ โดยใช้กองกำลังทหารจากหัวเมืองต่าง ๆ เข้าล้อมเมืองหลวงว่า แผนล้อมกวาง

โดยทางฝ่ายรัฐบาลก็ได้รู้ล่วงหน้าถึงการกบฏครั้งนี้ถึง 2 วัน เมื่อ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีได้ไปตรวจเยี่ยมมณฑลทหารราชบุรี จู่ ๆ นักบินผู้หนึ่งชื่อ เรืออากาศโทขุนไสวมัณยากาศ ได้บังคับเครื่องบินลงจอดที่สนามและได้ยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้แก่ พลตรีพระยาสุรพันธเสนี สมุหเทศาภิบาลมณฑล แล้วแจ้งว่าเป็น สาสน์จากพระองค์เจ้าบวรเดช พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา เมื่อได้เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อหน้าก็เดาออกทันทีว่าเป็นสาสน์ที่ส่งมาเพื่อเชิญชวนให้ก่อการกบฏ จึงรีบเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในวันรุ่งขึ้นเพื่อดำเนินการต่อต้านทันที

พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาได้ประกาศกฎอัยการศึกในวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2476 ในพื้นที่จังหวัดใหญ่ทหารบกกรุงเทพ[1]ต่อมาในวันเดียวกัน นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาได้แก้ประกาศกฎอัยการศึกเป็นประกาศกฎอัยการศึกในท้องที่มณฑลกรุงเทพกับมณฑลอยุธยา[2] คณะรัฐบาลแต่งตั้งพันโทหลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป. พิบูลสงคราม - ยศขณะนั้น) เป็นผู้บัญชาการกองกำลังผสม พร้อมรถ ปตอ. รุ่น 76 และรถถัง รุ่น 76 บรรทุกรถไฟยกออกไปปราบปรามได้สำเร็จ แต่ต้องเสียพันตรีหลวงอำนวยสงคราม (ถม เกษะโกมล) ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 8 เพื่อนของหลวงพิบูลสงครามเพราะถูกยิงเข้ามาในรถจักรดีเซลไฟฟ้า

ฝ่ายรัฐบาลได้ส่งพันตรีหลวงเสรีเริงฤทธิ์ เป็นตัวแทนฝ่ายรัฐบาลมาเจรจาให้ฝ่ายกบฏเลิกราไปเสีย และจะขอพระราชทานอภัยโทษให้ แต่ทางฝ่ายกบฏได้จับตัวพันตรีหลวงเสรีเริงฤทธิ์ไว้เป็นตัวประกัน

และในเวลา 12.00 น. ฝ่ายกบฏได้ส่ง นาวาอากาศเอกพระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ นาวาอากาศโทพระยาเทเวศวร อำนวยฤทธิ์ และเรือเอกเสนาะ รักธรรม เป็นคนกลางถือหนังสือของพระองค์เจ้าบวรเดชมาเจรจากับรัฐบาล โดยยืนเงื่อนไขทั้งหมด 6 ข้อ คือ

  1. ต้องจัดการในทุกทางที่จะอำนวยผลให้ประเทศสยามมีพระมหากษัตริย์ปกครองประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วกัลปาวสาน
  2. ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญโดยแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ การตั้งและถอดถอนคณะรัฐบาลต้องเป็นไปตามเสียงของหมู่มาก
  3. ข้าราชการซึ่งอยู่ในตำแหน่งประจำการทั้งหลายและพลเรือนต้องอยู่นอกการเมือง ตำแหน่งฝ่ายทหารตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือลงไปต้องไม่มีหน้าที่ทางการเมือง
  4. การแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งราชการ จักต้องถือคุณวุฒิและความสามารถเป็นหลัก ไม่ถือเอาความเกี่ยวข้องในทางการเมืองเป็นความชอบหรือเป็นข้อรังเกียจในการบรรจุเลื่อนตำแหน่ง
  5. การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ต้องถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือก
  6. การปกครองกองทัพบกจักต้องให้มีหน่วยผสมตามหลักยุทธวิธี เฉลี่ยอาวุธสำคัญแยกกันไปประจำตามท้องถิ่น มิให้รวมกำลังไว้เฉพาะแห่งใดแห่งหนึ่ง

 

แผนที่แสดงกองกำลังทหารทั้งสองฝ่าย (สีแดง คือ กองกำลังที่สนับสนุนพระองค์เจ้าบวรเดช, สีน้ำเงิน คือ กองกำลังที่สนับสนุนฝ่ายรัฐบาล)
ทหารช่างอยุธยา (สวมหมวกแก๊ป) ตกเป็นเชลยถูกควบคุมโดยทหารม้า ม.พัน 1 ร.อ. ฝ่ายรัฐบาล (สวมหมวกกะโล่) ถือปืนติดดาบปลายปืนอยู่แถวหลัง[3]

ซึ่งคำขอทั้งหมดนี้ ทางฝ่ายรัฐบาลยืนกรานไม่ยินยอม จึงเกิดการต่อสู้กันของทั้งสองฝ่าย คณะปฏิวัติจึงเคลื่อนกำลังเข้าสู่พระนครทันที โดยยึดพื้นที่เรื่อยมาจากดอนเมืองถึงบางเขน

มีการวิเคราะห์กันว่า แท้ที่จริงแล้วแผนล้อมกวางนี้ เป็นเพียงแผนขู่ไม่ใช่แผนรบจริง ดั่งบันทึกของหม่อมราชวงศ์นิมิตรมงคล นวรัตน หนึ่งในคณะกบฏที่ได้บันทึกเรื่องราวตอนนี้ไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตนเอง ซึ่งได้ตีพิมพ์ออกมาในปี พ.ศ. 2482 ว่าแท้ที่จริงแล้วแผนการจะเริ่มขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2476 โดยจะลงมืออย่างรวดเร็ว แต่เมื่อปฏิบัติจริงกลับถูกเลื่อนออกไปหนึ่งวัน จึงเปิดโอกาสให้ทางฝ่ายรัฐบาลได้มีเวลาตั้งตัวได้ติดและโต้กลับอย่างรวดเร็ว

โดยทางฝ่ายรัฐบาลได้ตั้งกองอำนวยการปราบกบฏขึ้นที่สถานีรถไฟบางซื่อข้างโรงงานปูนซีเมนต์ไทยในปัจจุบัน โดยกำลังทหารปืนใหญ่จากนครสวรรค์ ซึ่งขณะยกกำลังมาเพื่อสมทบกับกำลังฝ่ายปฏิวัตินั้น ได้ถูกกองกำลังฝ่ายรัฐบาลที่สถานีโคกกระเทียมตีสกัดไว้จนถอยร่นกระจายกลับคืนไป ส่วนพระยาเสนาสงคราม แม่กองได้พยายามหนีเล็ดลอดลอบมาสมทบได้ในภายหลัง

กองทหารเพชรบุรี ก็ถูกทหารฝ่ายรัฐบาลที่ราชบุรีตีสกัดกั้นไว้ที่สถานีบ้านน้อย (สถานีเขาย้อย) ไม่สามารถจะผ่านมารวมกำลังกับฝ่ายปฏิวัติได้

ส่วนทางกองทหารจากปราจีนบุรี ไม่มั่นใจว่าฝ่ายกบฏจะได้รับชัยชนะเหนือรัฐบาล จึงประกาศเข้าร่วมกับฝ่ายรัฐบาลทำการปราบปรามฝ่ายปฏิวัติเสียอีกด้วย เหตุการณ์ระส่ำระสายทำให้ฝ่ายปฏิวัติสูญเสียกำลังใจในการสู้รบเป็นอย่างมาก

แต่ทางฝ่ายกบฏก็ยังคงปักหลักต่อสู้อย่างเหนียวแน่น จนถึงวันที่ 14 ตุลาคม ณ สถานีรถไฟหลักสี่ มีกำลังทหารม้าจำนวน 5 กองร้อยของนครราชสีมาประจำแนวรบ แม้จะมีปืนกลอยู่เพียง 5 กระบอกเท่านั้นก็ตาม แต่ก็ยังสามารถรุกไล่ทหารฝ่ายรัฐบาลถอยร่น จนเข้ายึดคลองบางเขนไว้ได้อีกครั้งหนึ่ง

รุ่งขึ้น วันที่ 15 ตุลาคม ฝ่ายรัฐบาลได้หนุนกำลังพร้อมอาวุธหนักนำขึ้นรถไฟ มีทั้งรถเกราะและปืนกล รุกไล่ฝ่ายปฏิวัติจนเกือบประชิดแนวหน้าฝ่ายปฏิวัติซึ่งเป็นรองทั้งกำลังสนับสนุนและอาวุธต่าง ๆ จำเป็นต้องถอยกลับ

 

และเมื่อเพลี่ยงพล้ำ ฝ่ายกบฏได้ใช้หัวรถจักรฮาโนแม็กเปล่า ๆ เบอร์ 277 พุ่งชนรถไฟของกองทัพรัฐบาล จนมีทหารบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมากก่อนล่าถอยไปโคราช เช่น พันตรีหลวงกาจสงคราม ก็หูขาดจากการครั้งนี้ โดยคนขับเป็นสารวัตรรถจักรภาคอีสาน กรมรถไฟหลวง ชื่อ อรุณ บุนนาค ซึ่งต่อมาถูกจับและนำส่งตัวไปเกาะตะรุเตา

เมื่อประเมินกำลังการต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาลแล้วเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามมีกำลังเหนือกว่า เพราะโดนฝ่ายรัฐบาลสั่งให้เอานัดดินออกจากลูกกระสุนปืนใหญ่หมดไปก่อนหน้าที่จะก่อกบฏ พระองค์เจ้าบวรเดชก็สั่งให้ถอยทัพไปยึดช่องแคบสถานีปากช่อง เตรียมการต่อสู้กับรัฐบาลต่อไป ขณะที่เคลื่อนกำลังถอยไปนั้น ก็ได้ทำการระเบิดทำลายสะพานและทางรถไฟเสียหายหลายแห่ง เพื่อเป็นการประวิงเวลาการติดตามรุกไล่ของฝ่ายรัฐบาล

ฝ่ายปฏิวัติถูกกำลังฝ่ายรัฐบาลติดตามปราบปรามถึงสถานีหินลับ-ทับกวาง และปากช่อง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก พระองค์เจ้าบวรเดชขึ้นเครื่องบินหนีออกนอกประเทศ และฝ่ายรัฐบาลสามารถปราบปรามฝ่ายปฏิวัติได้สำเร็จในที่สุด

 ผลที่เกิดขึ้น

 

 
พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ)

เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้นายทหารฝ่ายกบฏ ได้แก่ นายพันเอก พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) ถูกยิงโดยทหารจากกองพันทหารราบที่ 6 นำโดยพันตรีหลวงวีรวัฒน์โยธา เมื่อ 23 ตุลาคม ส่วนพระองค์เจ้าบวรเดชหัวหน้าคณะกบฏและพระชายา ทรงขึ้นเครื่องบินเดินทางหนีไปยังเมืองไซ่ง่อน ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม และต่อไปยังประเทศกัมพูชาตามลำดับและกลับมายังประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2491 ขณะที่พระอนุชาของท่าน (หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร) ถูกทหารจับกุม

ภายหลังได้มีการตั้งศาลพิเศษ มีการคุมขังทหารและพลเรือนผู้เกี่ยวข้องกับการกบฏครั้งนี้นับร้อยคนที่เรือนจำบางขวาง แต่ที่ไม่มีการประหารชีวิต เพราะพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สละราชสมบัติ ทำให้รัฐบาลต้องอภัยโทษให้บรรดาผู้รับโทษประหารชีวิตเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต และผู้ได้รับโทษจำคุกก็ได้รับการลดโทษตามลำดับขั้น

รัฐบาลได้จัดให้มีรัฐพิธีให้แก่ผู้เสียชีวิตทั้ง 17 คนคราวปราบกบฏบวรเดช โดยได้จัดสร้างเมรุชั่วคราว ณ ทุ่งพระเมรุ (สนามหลวง) ซึ่งเดิมพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงยินยอมให้ใช้พื้นที่ทุ่งพระเมรุนี้ แต่ทางคณะราษฎรยืนยันที่จะสร้างเมรุชั่วคราวบนทุ่งพระเมรุ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงต้องทรงยินยอม แต่ระบุถ้อยคำด้วยท่วงทำนองว่า “ไม่ได้เป็นพระราชประสงค์”[4] เมรุชั่วคราวอันนี้ถือเป็นเมรุสามัญชนครั้งแรกบนท้องสนามหลวง ซึ่งก่อนหน้านั้นจะใช้เป็นที่ประกอบพิธีสำหรับเชื้อพระวงศ์เท่านั้น[5]

ต่อมาในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2479 ได้มีพิธีเปิดอนุสาวรีย์ปราบกบฏหรือ “อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” ที่บริเวณหลักสี่ บางเขน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่สู้รบ เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดชเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่ปัจจุบันนิยมเรียกชื่อเพียงตามแหล่งที่ตั้งว่า “อนุสาวรีย์หลักสี่”[4]

พ.ศ. 2482 นักโทษการเมืองจำนวนหนึ่งจากเหตุการณ์กบฏบวรเดชนี้ พร้อมกับนักโทษการเมืองอีกจำนวนหนึ่งจากเหตุการณ์กบฏนายสิบ ถูกส่งไปกักบริเวณอยู่ที่อ่าวตะโละอุดัง นิคมฝึกอาชีพตะรุเตา เกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล[6] ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติตะรุเตา

พ.ศ. 2487 ได้มีการปล่อยตัวบรรดาผู้ได้รับโทษกรณีกบฏบวรเดชทั้งหมดออกจากเรือนจำ จากการนิรโทษกรรมโดยคณะรัฐมนตรีชุดนายควง อภัยวงศ์

 

 

ป.ป.ช.เปิดบัญชีทรัพย์สิน 6 รมต.  'พิพัฒน์'รวยอู้ฟู่5พันลบ.-'สนธิรัตน์'ไม่มีหนี้สิน

ป.ป.ช.เปิดบัญชีทรัพย์สิน 6 รมต. 'พิพัฒน์'รวยอู้ฟู่5พันลบ.-'สนธิรัตน์'ไม่มีหนี้สิน

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 10.12 น.

วันที่ 9 ตุลาคม 2562 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประกอบด้วย รัฐมนตรีกรณีเข้ารับตำแหน่ง จำนวน 6 ราย เมื่อวันที่ 16 ก.ค.62 ประกอบด้วย

1.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 5,436,758,409.02 บาท ขณะที่มีหนี้สิน 225,983,525.91 บาท โดยแจ้งว่ามีรายได้ 56,901,600.00 บาท รายจ่าย 40,242,000.00 บาท

2.นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 1,400,015,154.26 บาท หนี้สิน 63,624,361.77 บาท รายได้ 6,063,136 บาท รายจ่าย 16,271,772 บาท

3..นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 149,131,970.98 บาท ไม่มีหนี้สิน รายได้ 2,288,880.00 บาท รายจ่าย 66,000,000 บาท

4.นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 121,141,055.03 บาท หนี้สิน 38,593.49 บาท รายได้ 3,388,404.00 บาท รายจ่าย 1,808,000 บาท

5.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 97,204,912.97 บาท หนี้สิน 10,000,000 บาท รายได้ 782,610.40 บาท ไม่มีรายจ่าย

6.นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 81,489,725.50 บาท หนี้สิน 849,359.28 บาท รายได้ 1,120,330.33 บาท รายจ่าย 648,042.00 บาท

ไอเดีย'บิ๊กตู่'!! ทบ.ใช้ชื่อ'บวรเดช'ตั้งเป็นชื่อห้องประชุมที่ปรับปรุงใหม่ของทบ.

ไอเดีย'บิ๊กตู่'!! ทบ.ใช้ชื่อ'บวรเดช'ตั้งเป็นชื่อห้องประชุมที่ปรับปรุงใหม่ของทบ.

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 11.18 น.
 

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2562 น.ส.วาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหารชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟชบุ๊กส่วนตัว "Wassana Nanuam" ระบุว่า ทหารเจ้า ทบ.ตั้งชื่อห้อง”บวรเดช”- “ศรีสิทธิสงคราม” ที่พิพิธภัณฑ์กองทัพบก รำลึกถึง”พระยาศรีสิทธิสงคราม “ดิ่น ท่าราบ” คุณตาของ “พลเอกสุรยุทธ์” ทหารเจ้า ผู้จงรักภักดี/ ห้องที่ปรับปรุงใหม่ “นายกฯบิ๊กตู่”มาเปิด เพื่อยกย่อง ทหารเจ้า

ชื่อ ห้องใหม่ 2 ห้อง อาคารปรับปรุงใหม่ ตามไอเดีย “บิ๊กตู่”
อาคารสรรพาวุธ พิพิธภัณฑ์ ทบ. ข้างบนห้อง “บวรเดช” ส่วนข้างล่าง ห้อง “ศรีสิทธิสงคราม”

“บวรเดช” พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เป็นผู้นำกบฏบวรเดชพยายามยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎรและ พันเอก พระยาศรีสิทธิสงคราม “ดิ่น ท่าราบ “แกนนำกบฏบวรเดชเมื่อปี 2476 พระยาศรีสิทธิสงคราม เป็นพ่อของ อัมโภชน์ ท่าราบ มารดา ของ บิ๊กแอ้ด พลเอก สุรยุทธ์ จุลานท์ องคมนตรี

แต่ทว่า เหตุที่ ทบ.นำมาเป็นชื่อ ห้องประชุม ที่ปรับปรุงใหม่ ตามไอเดีย พลเอกประยุทธ์ ตอนเป็น ผบ.ทบ. นั้น ไม่ได้หมายถึง เหตุกบฎบวรเดช

แต่ เพราะ พระยาศรีสิทธิสงคราม เป็นนายทหารที่มีความจงรักภักดี อย่างที่สุด และไม่ได้ร่วมกับ คณะราษฎร ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เนื่องจากยึดมั่นในคำถวายสัตย์ฯ นั่นเอง

  •  

 .........................................

ปปง.ส่งคดี'เสี่ยเปี๋ยง'ให้อัยการ ลุยยึดทรัพย์เพิ่มอีก168ล้าน

ปปง.ส่งคดี'เสี่ยเปี๋ยง'ให้อัยการ ลุยยึดทรัพย์เพิ่มอีก168ล้าน

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 13.33 น.
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2562 พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (เลขาธิการ ปปง.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม มีมติให้เลขาธิการ ปปง.ส่งเรื่องเพิ่มเติมให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดรายคดีกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าว แบบรัฐต่อรัฐ รวมมูลค่ากว่า 168 ล้านบาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน
 
สำหรับการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน จากการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน พบว่า ในคดีกลุ่มบุคคลเกี่ยวกับการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว หรือรายคดีของ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง นั้น เป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยที่ผ่านมา ปปง.ได้ดำเนินการกับทรัพย์สินในรายคดีดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2559 รวม จำนวน 14 ครั้ง มูลค่าทรัพย์สินที่มีการยึดและอายัดประมาณ 16,000 ล้านบาท และในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้เลขาธิการ ปปง.ส่งเรื่องเพิ่มเติมให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด (ที่ดิน) จำนวน 58 รายการ พร้อมดอกรวมรวมมูลค่า 168,033,850 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน
 
หนึ่งมุมคิด‘หมออลงกรณ์’...‘กำแพงไม้ไผ่’กำจัดจุดอ่อน-ป้อง‘ช้างตกเหว’ซ้ำรอย

หนึ่งมุมคิด‘หมออลงกรณ์’...‘กำแพงไม้ไผ่’กำจัดจุดอ่อน-ป้อง‘ช้างตกเหว’ซ้ำรอย

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 10.32 น.
 
หนึ่งมุมคิด‘หมออลงกรณ์’...‘กำแพงไม้ไผ่’กำจัดจุดอ่อน-ป้อง‘ช้างตกเหว’ซ้ำรอย

9 ตุลาคม 2562 นายสัตวแพทย์อลงกรณ์ มหรรณพ กรรมการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) กล่าวแสดงความคิดเห็นกรณีช้างป่า 13 ตัว ตกลงไปในเหวนรกบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เมื่อสัปดาห์ก่อน ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นข่าวใหญ่ที่ทั้งในและต่างประเทศให้ความสนใจ เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2535 ซึ่งในตอนนั้นตกลงไป 8 ตัว เสียชีวิตทั้งหมด ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปเกือบ 30 ปี ก็เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำร้อยจนได้ ในอดีตที่ผ่านมาก็มีการป้องกันโดยทำรั้วซึ่งเป็นเสากั้นไว้ไม่ให้โขลงช้างพลาดตกลงไปอีก แต่คราวนี้ตาย 11 ตัว มีโชคดีรอด 2 ตัว คงต้องมีการระดมความคิดที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกในภายภาคหน้า

ทั้งนี้ ธรรมชาติของช้างป่านั้น พวกมันจะใช้ทางเดินในป่าธรรมชาติที่เรียกว่า “ด่านช้าง” เป็นทางเดินตามปกติของมันทุกวัน ด่านช้างนี้บรรพบุรุษของช้างป่าใช้เป็นเส้นทางเดิน โดยการเหยียบย่ำพื้นดินบริเวณนี้ซ้ำๆกันทุกวันจนเป็นทางเตียนโล่งในป่า ขนาดกว้าง 0.5-1.0 เมตร ทอดเข้าไปในป่าไม่มีที่สิ้นสุด ถือเป็นทางที่ปลอดภัยต่อพวกช้าง สัตว์ป่าชนิดอื่นๆ รวมทั้งมนุษย์ก็ใช้ทางนี้เป็นทางเดินหลักเช่นเดียวกัน ซึ่งถือเป็น “จุดอ่อน” ของสัตว์ป่าเพราะพวก “พรานป่า” และพวกที่ล่าสัตว์ป่าก็จะใช้เส้นทางนี้ในการดักทำร้ายสัตว์ป่า ยิงสัตว์ป่าซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ในทางลบ

ในเวลาเดียวกันช้างป่าและสัตว์ป่าก็จะเรียนรู้ไปในตัวเองว่ามนุษย์เป็นอันตราย เจอที่ไหนก็จะพุ่งเข้าทำร้ายมนุษย์ทันที ดังนั้นการป้องกันไม่ให้ช้างป่าเกิดเหตุการณ์น้ำตกเหวนรกอีก น่าจะเป็นวิธีการป้องกันที่ดี โดยใช้ธรรมชาติเข้ามาช่วย คือ การทำ “กำแพงไม้” ที่ช้างไม่สามารถเข้าไปถึงจุดที่เป็นน้ำตกได้ เพราะช่วงนั้นเป็นธรรมชาติของมัน เมื่อถึงฤดูฝนน้ำตกจะมีเป็นจำนวนมาก แตกกระเซ็นเป็นฝอย และละอองน้ำเต็มไปหมด ทำให้ทั่วบริเวณลื่น เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาร่างกายจะตกลงไปกระแทกพื้นข้างล่างบาดเจ็บ ถ้ายังไม่ตายก็ต้องทนแช่อยู่ในน้ำเย็นที่อุณหภูมิของน้ำ 10-18 องศาเซลเซียส เทียบกับอุณหภูมิร่างกายของช้าง 37-38.5 องศาเซลเซียส สัตว์ป่าก็ต้องทนความหนาวเย็นไม่ไหวจนเสียชีวิต

นายสัตวแพทย์อลงกรณ์ ระบุว่า การป้องกันโดยการสำรวจแนวหรือเส้นทางที่เป็นเหวนรก หรือจุดที่เปราะบางที่โอกาสที่ช้างจะพลาดตกอยู่ช่วงไหน ก็ลงมือปลูกต้นไม้ธรรมชาติที่คิดว่าเหมาะสม และแข็งแรงทนต่อแรงกระแทกของช้าง ซึ่งมีให้เลือกหลายชนิดในเขาใหญ่ ในความคิดเห็นส่วนตัวที่เคยสัมผัสมาในอดีต ในป่าแต่ละแห่งของไทยต้นไผ่เป็นไม้ธรรมชาติที่เหมาะสมที่สุด “ไผ่ตง” ขนาดลำที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 นิ้วขึ้นไป จะมีความสูง 30-40 เมตร ปลูกเป็นระยะๆ ความห่างระหว่างกอไผ่ 10 -20 เมตร

ช่องว่างความห่างระหว่างกอไผ่ตงให้ปลูกกอ “ไผ่หนาม” ซึ่งเมื่อโตเต็มที่จะมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-10 เมตร สูงประมาณ 10 เมตร เวลา 3 ปีขึ้นไปกำแพงไผ่ดังกล่าวจะอัดกันแน่นเป็นกำแพงทึบ เพราะต้นไผ่จะแตกหน่อไม้ทุกปี และเจริญออกในแนววงกลมโดยรอบ ถ้าต้องการให้กำแพงหนา 10 เมตร ก็อาจจะปลูกไผ่ 2 แนว ยิ่งเป็นการเพิ่มจำนวนไผ่และความหนาของไผ่เร็วยิ่งขึ้น

“อันนี้เป็นหลักการในการสร้างกำแพงธรรมชาติป้องกันช้าง กำแพงดังกล่าวอาจยาวได้ถึง 1-10 กิโลเมตร ตามแนวป้องกันที่คดเลี้ยวตามธรรมชาติ อย่าไปสร้างแนวป้องกันใหม่ขึ้นมาเพราะจะไปทำลายธรรมชาติโดยไม่จะจำเป็น” นายสัตวแพทย์อลงกรณ์ กล่าว

นายสัตวแพทย์อลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า การป้องกันอีกประการหนึ่ง คือ “ลดกิจกรรมนักท่องเที่ยว” ที่จะไปเที่ยวบริเวณ “น้ำตกเหวนรก” ควรกันบริเวณนี้ให้เป็นที่อยู่ของช้างป่าและสัตว์ป่าชนิดอื่นๆเท่านั้น ไม่ควรให้มนุษย์เข้าไปรบกวน ควรให้เป็นที่ส่วนตัวของสัตว์ป่า อาจกำหนดรัศมีจากบริเวณเหวนรกออกไป 3-5 กิโลเมตร เป็นอย่างน้อย

“ผลพลอยได้” ที่จะตามมา คือ ป่าไม้จะเพิ่มจำนวนขึ้น ภาวะเครียดในสัตว์ป่าลดลง เนื่องจากไม่ต้องระแวงมนุษย์

ประการสุดท้าย คือ นักท่องเที่ยวที่จะไปเที่ยว “เขาใหญ่” ควรอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่อุทยานโดยใกล้ชิด ถ้าจะเดินท่องเที่ยวชมป่าควรมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้นำทางเนื่องจากเจ้าหน้าที่จะรู้ว่าตรงจุดไหนที่ไม่ควรไป เพราะอาจจะไปรบกวนธรรมชาติหรือพฤติกรรมของสัตว์ป่าได้

“สุดท้ายนี้อยากฝากข้อคิดว่าการเกิดอุบัติเหตุของช้างป่าคราวนี้ ขอให้เป็นเรื่องของธรรมชาติที่ผู้แข็งแรงเท่านั้นที่จะเอาชีวิตรอด (Struggle for survival) มนุษย์มีหน้าที่ที่จะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ก็โดยใช้สมองของเราที่มีอยู่หาทางแก้ไขให้สัตว์ป่าอยู่รอดได้ และหวังว่าช้างป่า 2 ตัว ที่อยู่รอดก็คงนำเหตุการณ์ที่เศร้าสลดนี้ไปถ่ายทอดให้ตัวที่เหลืออยู่ได้รับทราบและสามารถเอาตัวรอดได้ในภายหน้า” นายสัตวแพทย์อลงกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

 
คลิป 'ว.วชิรเมธี' ชี้พุทธคุณไม่มีทางที่จะไปอยู่ในเครื่องรางของขลัง 'เขี้ยว-งา'

คลิป 'ว.วชิรเมธี' ชี้พุทธคุณไม่มีทางที่จะไปอยู่ในเครื่องรางของขลัง 'เขี้ยว-งา'

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.24 น.
 

 

คลิป ม้าเหล็กพุ่งชนกลางคันกระบะเบี่ยงแซงขวา-ฝ่าสัญญาณเตือน

คลิป ม้าเหล็กพุ่งชนกลางคันกระบะเบี่ยงแซงขวา-ฝ่าสัญญาณเตือน

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 16.45 น.
 
เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น.วันที่ 7 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรถกระบะถูกรถไฟชน ที่บริเวณทางข้ามทางรถไฟหน้าวัดบ้านขอม หรือบริเวณสถานีรถไฟบ้านขอม ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร ที่เกิดเหตุพบผู้ขับรถกระบะได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเนื่องจากเป็นจังหวะที่ขบวนรถไฟสายวงเวียนใหญ่-มหาชัย อยู่ระหว่างชะลอความเร็ว เพื่อเทียบชานชลา ทั้งนี้ จากการตรวจสอบวงจรปิดพบว่า รถกระบะคันดังกล่าวขับเบี่ยงแซงขวาฝ่าสัญญาณเตือนขึ้น ทำให้ขบวนรถไฟมหาชัยพุ่งชนกลางคัน เคราะห์ดีไม่มีใครเป็นอันตราย
เปิดคลิปแก๊งวัยรุ่นเพชรบูรณ์เหิมหนัก รุมกระทืบอริคนเดียวสลบคาปั้มน้ำมัน

เปิดคลิปแก๊งวัยรุ่นเพชรบูรณ์เหิมหนัก รุมกระทืบอริคนเดียวสลบคาปั้มน้ำมัน

วันเสาร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 12.54 น.
 
 
คลิปพบ 'ผ้าพระบฏ' เก่าแก่คาดยุค ร.5 ใน 'โบสถ์วัดมหาธาตุ' เชียงคาน

คลิปพบ 'ผ้าพระบฏ' เก่าแก่คาดยุค ร.5 ใน 'โบสถ์วัดมหาธาตุ' เชียงคาน

วันอังคาร ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.38 น.
 

.......................................................

ลุ้นหนัก!‘ปึ้ง’ขึ้นเขียง10ตุลา คดีออกพาสปอร์ตนายใหญ่‘ทักษิณ’

ลุ้นหนัก!‘ปึ้ง’ขึ้นเขียง10ตุลา คดีออกพาสปอร์ตนายใหญ่‘ทักษิณ’

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.05 น.
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 25.62  รายงานข่าวแจ้งว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ศาลฎีกา อม.) นัดฟังคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.การต่างประเทศ ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลย ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในเวลา 11.00 น.วันพฤหัสที่ 10 ต.ค.นี้ 
 

ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  (ป.ป.ช.)  มีมติต้นเดือน ก.พ.2560 ชี้มูลความผิดทางอาญาต่อนายสุรพงษ์ กรณีออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกออกหมายจับในคดีร่วมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อการร้าย และคดีอื่นๆ ขัดต่อระเบียบข้อบังคับกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ข้อ 21 (2) (3) (4)

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ศาลฎีกา อม. ได้อ่านคำพิพากษาคดีนี้ไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2561 ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยในฐานะรัฐมนตรี กระทำการสนับสนุนช่วยเหลือนายทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และหลบหนีหมายจับในคดีข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ สามารถเดินทางในต่างประเทศได้โดยสะดวก อยู่ในต่างประเทศโดยไม่ผิดกฎหมาย และรัฐบาลไทยไม่อาจขอให้รัฐบาลประเทศนั้นขับออกจากประเทศหรือส่งผู้ร้ายข้ามแดน อันเนื่องจากเหตุที่ไม่มีหนังสือเดินทางได้ ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมและคำพิพากษาของศาลยุติธรรมไทยอ่อนแอและไม่มีสภาพบังคับตามลำดับ นอกจากนี้ยังส่อให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของไทยในสายตาประชาคมโลก ซึ่งกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศ เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับนายทักษิณ อันเป็นการกระทำโดยมิชอบและโดยทุจริต 

ทั้งนี้องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และ  พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลยมีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลซึ่งหลบหนีให้สามารถเดินทางในต่างประเทศได้สะดวก และเป็นผลบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ

เขียนเพื่อคิด

เขียนเพื่อคิด

กษิต ภิรมย์
วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 02.00 น.

จีน 70 ปี ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์ อะไรคือ ความสำเร็จ และตัวชี้วัด

ดูทั้งหมด

จีนได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบจักรพรรดิอาญาสิทธิ์มาเป็นสาธารณรัฐ เมื่อปี ค.ศ. 1912 (พ.ศ. 2455) ภายใต้การนำพาของรัฐบุรุษ ซุน ยัต เซ็น แต่เนื่องจากท่านอายุสั้นจึงไม่มีเวลาเพียงพอที่จะปลูกฝัง ประคับประคองสังคมประชาธิปไตยให้เจริญงอกงาม

หลังจากอสัญกรรมของ ดร.ซุน ยัต เซ็น บ้านเมืองก็เกิดความระส่ำระสาย เต็มไปด้วยความแตกแยก ต่างชิงดีชิงเด่นกันจากหลายหมู่หลายก๊ก จนในที่สุด นายพล เจียง ไค เชก ก็สามารถกุมชัยชนะ ทำการปราบดาภิเษกขึ้นปกครองประเทศ แต่ยังไม่จะทันได้ตั้งตัว จีนก็เผชิญกับการรุกรานของญี่ปุ่นอย่างฉับพลัน ในขณะที่ยังมีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นคู่แข่งทางการเมืองในประเทศ

และเมื่อสองฝ่ายยอมสงบศึกภายในชั่วคราว แล้วร่วมมือกับฝ่ายตะวันตกและประเทศพันธมิตรในการต่อต้านญี่ปุ่น จีนก็มีชัยชนะเหนือญี่ปุ่น ซึ่งหลังจากนั้น ฝ่ายก๊กมินตั๋ง ที่นำโดยนายพล เจียง ไค เชก ก็หันกลับมาประหัตประหารกันเองกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ ที่นำโดย เหมา เจ๋อ ตุง จนเกิดเป็นสงครามกลางเมือง

ในที่สุด ฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็ได้รับชัยชนะ สามารถตีฝ่ายก๊กมินตั๋งให้ถอยร่นจนตกทะเล ต้องหนีข้ามไปตั้งมั่นอยู่ที่เกาะฟอร์โมซา (ไต้หวัน) จวบจนกระทั่งทุกวันนี้ นัยหนึ่งก็ถือได้ว่าจีนยังอยู่ในสภาวะขัดแย้ง หรืออยู่ภายใต้สงครามกลางเมืองที่ยังไม่แล้วเสร็จ เรียกว่าจีนยังรวมประเทศไม่สำเร็จ

จีนภายใต้การนำพาของ เหมา เจ๋อ ตุง ในระบบนารวม และต่อด้วยนโยบายปฏิวัติสังคม ระหว่างปี ค.ศ. 1949 ถึง ปี ค.ศ. 1974 ได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากมายมหาศาล ชาวจีนล้มตายไปหลาย 10 ล้านคน สังคมเต็มไปด้วยความอดอยาก ปั่นป่วน สิ้นหวัง ซึ่งสะท้อนว่า ระบบคอมมิวนิสต์สไตล์เหมา เจ๋อ ตุง ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เท่ากับว่า ช่วงแรกของจีนภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์เพียวๆ ไม่สามารถนำพาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้

และเมื่อ เติ้ง เสี่ยว ผิง เข้ารับอำนาจบริหารต่อจาก เหมา เจ๋อ ตุงระหว่างปี ค.ศ. 1967 ถึงปี ค.ศ. 2000 กว่าโดยประมาณ จีนก็ได้รับการเปลี่ยนนโยบาย และทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยคงระบบพรรคเดียวไว้ แต่เริ่มรับระบบเศรษฐกิจการตลาดแบบทุนนิยมเข้ามาแทนที่ระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาดโดยรัฐและพรรคคอมมิวนิสต์ ประเทศจีนก็เริ่มประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี รวมทั้งการทหาร อย่างต่อเนื่อง จนถึงยุคของ สี จิ้น ผิง จีนก็กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และการทหาร ซึ่งถือเป็นอัตราการพัฒนาประเทศอย่างหามีใครเสมอเหมือนได้

 ณ วันนี้ - จีน เป็นประเทศที่มีอันดับเศรษฐกิจเป็นที่ 2 ของโลก

- จีน มีชนชั้นกลางกว่า 400 ล้านคน (จากประชากรรวม1,400 ล้านคน)

- จีน มีแสนยานุภาพทางทหาร มิใช่แค่จำนวนทหารเท่านั้น แต่คุณภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์ก็ไม่น้อยหน้าใคร

- จีน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้ในมาตรฐานระดับโลก

- จีน เป็นโรงงานผลิตสินค้าอุปโภค บริโภค ให้กับโลก

- จีน ไม่ด้อยในเรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อชีวิตประจำวัน และการบริการของรัฐ และของเอกชนต่างๆ

- จีน เป็นเสียงใหญ่ในเวทีโลก

- จีน เป็นนักลงทุนในต่างประเทศ ในระดับชั้นนำ

- จีน ให้ความช่วยเหลือต่างประเทศมากกว่าประเทศใดๆ

คนจีนในวันนี้จึงมีความภูมิอกภูมิใจกับความสำเร็จดังกล่าวภายใต้การนำพาของผู้นำยุคหลัง เหมา เจ๋อ ตุง ประเทศจีน จึงมีความมั่นใจถึงขั้นกล้าหาญชาญชัยที่จะ “ส่งออก” รูปแบบการบริหารปกครองประเทศ (พรรคเดียวนำพา ควบคู่กับเศรษฐกิจแบบทุนนิยม) ไปยังสังคมโลก

ชาวโลกต่างตกตะลึงความก้าวหน้าของจีน ก็แซ่ซ้อง สรรเสริญประเทศจีน ผู้นำหลายประเทศก็เลยรู้สึกอยากนำพาประเทศไปในทิศทางเผด็จการพรรคเดียวแบบของจีน โดยอ้างว่า จะทำให้ประเทศมีเสถียรภาพ ไม่ต้องสับสนวุ่นวายกับเรื่องแข่งขัน แก่งแย่งอำนาจบริหาร ซึ่งทำให้บ้านเมืองวุ่นวายโดยใช่เหตุ

ซึ่งหากจะมองกันแค่ด้านวัตถุนิยมแล้ว ก็ถือได้ว่าประเทศจีนนั้นประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ก็คงต้องชื่นชม เติ้ง เสี่ยว ผิง และผู้นำในยุคต่อๆ มา ที่ต่างอุทิศตัวเพื่อส่วนรวม และประเทศอย่างแท้จริง (ต่างกับผู้นำเผด็จการในหลายประเทศ ที่เมื่อมีอำนาจแล้ว กลับคิดแต่ตัวเอง ลืมประเทศไปสิ้น)

อย่างไรก็ดี ภายใต้ภาพแห่งความสำเร็จ และความยิ่งใหญ่ของจีนนั้น ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า สังคมจีนนั้นมีปัญหาตามมาหรือไม่ เพราะอย่าลืมว่า ระบบพรรคเดียวที่เป็นเผด็จการนั้น คือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ และแฝงไว้ด้วยการสอดส่อง สอดแนม ควบคุมประชากรอยู่ทุกขณะ โดยเฉพาะยิ่งระบบเทคโนโลยีดิจิทัลก้าวหน้าเท่าใด ก็ยิ่งมีความสามารถในการคุมประชากรได้มากขึ้นเท่านั้น

ที่ผ่านมา จีนมีการจำกัดสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน เช่น การกำหนดให้แต่ละครอบครัวมีบุตรได้ 1 คน โดยเพิ่งจะเพิ่มใหม่ได้เป็น2 คน เมื่อไม่กี่ปีมานี้ นอกจากนั้นคนจีนยังไม่มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกต่างๆ ทางการเมือง รวมถึงด้านศาสนาและความเชื่อถืออีกด้วย

และคนจีนที่เป็นแรงงานอพยพจากชนบทสู่ตัวเมือง ก็ยังไม่ได้รับสิทธิและการคุ้มครอง เสมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อยู่อาศัย หรือการรักษาพยาบาล เป็นต้น

ในชนบทและชานเมือง ก็มีการรุกล้ำที่ทำกินโดยรัฐ เพื่อพัฒนาเมืองและพัฒนาเขตอุตสาหกรรมอย่างไม่เป็นธรรม

ชนกลุ่มน้อยถูกกลืนชาติพันธุ์ ล่าสุดก็คือ ชาวทิเบต และชนชาวอุยกูร์ และคาซัค โดยมีข่าวว่า ชาวอุยกูร์ถูกบังคับให้อยู่ในค่ายกักกันประมาณ 1.5 ล้านคน โดยฝ่ายทางการอ้างว่า เพื่อให้การศึกษาฝึกอบรม เพื่อป้องกันการมีหัวรุนแรง หรือการยึดศาสนา(มุสลิม) เป็นแบบการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพทางการเมือง

ที่สำคัญ เหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินกลางกรุงปักกิ่งเมื่อปี ค.ศ. 1989 (พ.ศ. 2532) ได้ทำให้ พรรคคอมมิวนิสต์ได้ก่อเหตุสะเทือนขวัญ ส่งผลให้รัฐบาลจีนเสียภาพลักษณ์อย่างรุนแรงในเวทีโลก

การเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี ของชัยชนะและการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อวันอังคารที่ 1 ตุลาคมนี้ นั้นเต็มไปด้วยขบวนพาเหรดต่างๆ สวยงามใหญ่โต โดยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เอาออกมาแสดงนั้น แสนยานุภาพไม่เป็นรองใคร แต่ทว่าในภาพข่าวนั้น ไม่ได้มีผู้คนมายืนเชียร์ หรือโบกธงอยู่2 ข้างถนน ชาวจีนและชาวโลกได้ชื่นชมความสำเร็จ และความยิ่งใหญ่ของจีนผ่านทางจอโทรทัศน์เท่านั้น เนื่องจากผู้นำจีนเกรงว่า อาจจะมีการประท้วงขึ้นระหว่างพิธีเฉลิมฉลอง จากความที่ว่า ที่ฮ่องกงนั้นยังมีการประท้วงอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลเกรงว่าจะมี Hong Kong Fever เกิดขึ้นได้ ก็ต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลมโดยการให้ผู้คนร่วมเฉลิมฉลองกันที่บ้าน

คนไทยเราทุกหมู่เหล่าก็อดชื่นชมกับความสำเร็จของจีนมิได้ แต่ก็ต้องอย่าลืมว่า ความสำเร็จของจีนนั้นมาพร้อมกับการสูญเสียทั้งชีวิต และคุณค่าและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์

นอกจากนั้นแล้ว คนไทยและชาวอาเซียนด้วยกัน ก็ต้องไม่ลืมว่า จีนได้มุ่งครอบงำ ขยายอิทธิพลและคุกคามประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกให้คล้อยตาม จีนได้สร้างความแตกแยกในหมู่อาเซียนอยู่ทุกวี่ทุกวัน ซึ่งก็ได้แต่หวังว่า ผู้นำไทย และประเทศอาเซียนต่างๆ จะไม่เคลิ้มไปกับคำเยินยอ และความเอื้อเฟื้อของจีน จนหันเหทิศทางประเทศไปยังระบอบเผด็จการพรรคเดียว ซึ่งหลายๆ ประเทศ ในขณะนี้ ก็เริ่มดูหวาดๆ ไปกับจีนหลายเรื่องแล้ว ผู้นำประเทศที่ยังหลงใหลจีนก็ควรตื่น แล้วทำการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ไม่ใช่มุ่งใช้ความสัมพันธ์ลึกซึ้งส่วนตัวกับจีน เพื่อประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น

ทั้งนี้ใครจะไปรู้ได้ว่า หากในอดีต จีนเกิดเลือกที่จะเป็นประเทศเปิด เป็นประเทศเสรีแล้ว ในวันนี้ เขาก็อาจจะสามารถสร้างความเจริญก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดได้เช่นเดียวกัน ดังที่ไต้หวันสามารถกระทำได้

กษิต ภิรมย์

kasitfb@gmail.com

..............................................

'รมว.คมนาคม'เผยขยายเวลาลงนามไฮสปีดเชื่อม3สนามบินให้ซีพีเอชอีก10วัน

'รมว.คมนาคม'เผยขยายเวลาลงนามไฮสปีดเชื่อม3สนามบินให้ซีพีเอชอีก10วัน

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 11.46 น.

"ศักดิ์สยาม"เผยขยายเวลาลงนามไฮสปีดเชื่อม3สนามบินให้ซีพีเอชอีก10วัน รอครม.เคาะบอร์ดรถไฟชุดใหม่อังคารหน้า พร้อมชงครม.เคาะสัญญารถไฟไทย-จีน5หมื่นล้าน ก่อนรายงานความคืบหน้าให้ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนปลายปีนี้

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่ทาง นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) ขอให้รัฐบาลร่วมรับผิดชอบกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับโครงการนี้ด้วยว่า เป็นสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของท่าน แต่รัฐบาลก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย และเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารคัดเลือกเอกชน (Request for Proposal)หรือ RFP ซึ่งได้ระบุไว้ในข้อ 50.1 ว่า ผู้ยื่นเสนอจะต้องรับภาระความเสี่ยงเอง

"เรื่องนี้คงไม่ใช่ปัญหา เขาสามารถแสดงความคิดเห็นได้ อะไรที่รัฐบาลจะสามารถทำให้ผู้ประกวดราคาดำเนินการได้ตามกฎหมาย และตาม RFP แล้ว เรายินดีจะทำ ไม่มีอะไรมากกว่านี้ ดังนั้น ต้องช่วยกันดูว่ามีอะไรที่รัฐบาลยังไม่ได้ทำ เช่น การส่งมอบพื้นที่ เป็นต้น โดยขณะนี้รัฐบาลได้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้ว และขณะนี้สามารถส่งมอบพื้นที่ได้ประมาณร้อยละ 72 เหลืออีกร้อยละ 28 ที่รอดูการย้ายสาธารณูปโภค และการบุกรุกเท่านั้น"

นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า ในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและตน เป็นรองประธาน รวมถึงปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ก็คงมีการดำเนินการ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะโครงการนี้ เนื่องจากในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) มีหลายโครงการย่อยอยู่ในนั้น เพื่อจะดูว่าจะทำอย่างไรให้ดำเนินการตามบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ในพื้นที่ร้อยละ 72 นั้น ทางผู้ชนะการประกวดราคา ซึ่งเป็นคู่สัญญาคงต้องใช้เวลาในการเคลียร์เรื่องส่งมอบพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี ตนจึงคิดว่าทุกอย่างจะทันตามกรอบเวลา เนื่องจากหลังจากที่คณะอนุกรรมการมีการประชุม จะได้ดูว่าส่วนรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่มีสาธารณูปโภคอยู่ในโครงการ เขามีแผนการอย่างไร หากไม่สามารถดำเนินการได้ทัน จะเปิดให้มีการขยายเวลาได้อยู่แล้ว และไม่มีเบี้ยปรับ ถือเป็นหลักปกติในการปฏิบัติงาน

เมื่อถามว่า ประชาชนสามารถมั่นใจได้เต็มที่ใช่หรือไม่ว่าโครงการดังกล่าวจะเดินหน้าแน่นอน นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า แน่นอน นายกรัฐมนตรี ได้พูดแล้วว่าเรื่องนี้ต้องเดินหน้า เพราะเกิดประโยชน์แก่ประเทศไทย และต้องพูดเรื่องนี้อย่างตรงไป ตรงมาและโปร่งใส อะไรที่รัฐดำเนินการถูกต้องแล้วต้องทำต่อไป ส่วนอะไรที่ภาคเอกชนสงสัย เราจะอธิบายให้ฟัง และช่วยกันเพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าได้

เมื่อถามว่า จะมีการขยายกำหนดการลงนามในวันที่ 15 ตุลาคมนี้หรือไม่ นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า เรื่องการลงนามนั้น คณะกรรมการคัดเลือกโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ก็บอกไปเรียบร้อยแล้ว ว่าเขาเจรจาตามกรอบ RFP ครบถ้วนแล้ว ขณะนี้จะต้องเลื่อนออกไปอีก 10 วัน เนื่องจากบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ลาออกทั้งคณะ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อไปดูในวาระการพิจารณา กลับพบว่าบอร์ด รฟท.ยังไม่ได้มีการประชุมเรื่องนี้ จึงไม่สามารถนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ จึงต้องมีการแต่งตั้งบอร์ดรฟท.ชุดใหม่ขึ้นมาก่อน ขณะเดียวกัน ได้เรียนให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว พร้อมมีบัญชาให้รีบดำเนินการ ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) อยู่ระหว่างเสนอชื่อบอร์ดรฟท. ชุดใหม่ และจะส่งกลับไปกระทรวงคมนาคม พิจารณาภายในสัปดาห์นี้ ก่อนตนจะนำเข้าสู่ครม.พิจารณาในวันที่ 15 ตุลาคมนี้

เมื่อถามอีกว่า การแต่งตั้งบอร์ดใหม่จะกระทบในการเดินหน้าโครงการหรือไม่นั้น นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ส่งกระทบ เพราะเป็นขั้นตอนตามกฎหมายที่ต้องดำเนินการตาม RFP ในข้อ 63 ระบุชัดเจนว่า กฎหมายที่ต้องดำเนินการ นอกจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ก็ต้องมีกฎหมายไทยเองที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายรถไฟ ส่วนการยืดระยะเวลาลงนาม ออกไปอีก 10 วัน ยืนยันไม่ผลกระทบ เพราะการยื่นราคาของผู้เสนอราคา เปิดให้ยื่นเสนอราคาได้จนถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน

"การลาออกของบอร์ด รฟท.เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดถึงว่าจะมีการลาออก เพราะคณะกรรมการคัดเลือกเพิ่งจะมีการประชุมเมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา และวันที่ 30 กันยายน ได้ออกหนังสือแจ้งการลงนามให้แก่ผู้ชนะประกวดราคา ต่อมาเวลา 11.00 น.วันที่ 1 ตุลาคม เมื่อผู้ชนะการประกวดราคามารับหนังสือ ปรากฎว่าบอร์ดรฟท.กลับลาออกในวันเดียวกัน เราจึงต้องดำเนินการต่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากไม่มีบอร์ด รฟท.เราก็ไม่สามารถนำเรื่องนี้ให้ ครม.รับทราบได้" นายศักดิ์สยาม กล่าว

เมื่อถามถึงสาเหตุการลาออกของบอร์ด รฟท.ในช่วงที่จะมีการลงนามสัญญา นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามบอร์ด เพราะตนพยายามยับยั้งแล้ว

เมื่อถามอีกว่า การขยายเวลา 10 วันนั้น แม้ตามสัญญาเดิมระบุให้ส่งมอบพื้นที่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 แต่ล่าสุดทางภาคเอกชนที่ได้รับงานขอให้ส่งมอบพื้นที่ 100% ก่อนการลงนาม นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า จะต้องไปดูในเงื่อนไข RFP ว่าระบุว่าอย่างไร ซึ่งตนคิดว่าคณะกรรมการคัดเลือก ได้ดูเรียบร้อยแล้วว่าการส่งมอบพื้นที่อยู่ในแผนอย่างไร ซึ่งทางคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ดอีอีซี) ได้ตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อศึกษารายละเอียดไปพร้อมกัน ขออย่ากังวล เรื่องนี้ต้องเร่งรัด เพราะสำคัญกับประเทศมาก ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการคัดเลือก ยังอยู่ระหว่างการจัดทำหนังสือไปแจ้งบริษัท ในการลงนามสัญญาใหม่อีกครั้ง เดิมกำหนดวันที่ 24 ตุลาคม แต่เนื่องจากเป็นวันสำคัญของคนไทย จึงกำหนดให้เป็นวันที่ 25 ตุลาคมนี้

"คิดว่าการขยายเวลา น่าจะเป็นผลดีเพราะทำให้เอกชนมีเวลาได้ตรวจสอบเรื่องเอกสารให้เรียบร้อยครบถ้วน อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าการส่งมอบพื้นที่ร้อยละ 72 นั้น เรามีความพร้อมในการส่งมอบพื้นที่อยู่แล้ว ไม่ใช่แค่พร้อม แต่ยังรวมถึงจะมีนำแผนที่การก่อสร้างทั้งหมดในร้อยละ 72 นั้นอยู่บริเวณใดบ้าง ในที่ประชุมคณะอนุกรรมการวันที่ 10 ตุลาคมนี้" นายศักดิ์สยาม กล่าว

รมว.คมนาคม กล่าวว่า สำหรับโครงการดังกล่าว จะใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 5 ปี บวกเวลาในการมอบพื้นที่ รวมเป็น 6 ปี จึงมีเวลาพอ โดยคิดว่าจะบริหารเรื่องนี้ โดยจะใช้หลัการเดิมที่กระทรวงคมนาคมเคยบริหารในการก่อสร้างโครงการมอเตอร์เวย์สายใต้ ซึ่งขณะนั้นได้รับเงินจากไจก้า ก็สามารถเอามิติปัญหา 7 เรื่องของตนมาดำเนินการ จึงคิดว่าโครงการนี้ก็น่าจะดำเนินการได้เช่นกัน

นายศักดิ์สยาม กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ในวันที่ 15 ตุลาคม จะมีการนำเรื่องโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงไทย - จีน เข้าสู่ ครม.ด้วยเพื่อให้พิจารณาเห็นชอบงานสัญญา 2.3 (งานระบบ) มูลค่าประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เพราะเรื่องนี้จะนำเข้าสู่ในที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 อีกด้วย

'บิณฑ์'โต้ทุกดราม่าใช้เงินบริจาคสะเปะสะปะยันยอดบริจาคเหลือเท่าไหร่ไม่เอาไปรวมกับรัฐบาล

'บิณฑ์'โต้ทุกดราม่าใช้เงินบริจาคสะเปะสะปะยันยอดบริจาคเหลือเท่าไหร่ไม่เอาไปรวมกับรัฐบาล

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.08 น.
 หลังจากที่มีคนบริจาคเงินผ่านบัญชี "บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์" เป็นจำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่จ.อุบลราชธานี ยอดบริจาคพุ่งไปกว่า 400 ล้าน ซึ่งบิณฑ์เผยว่าพยายามไม่เก็บเงินไว้ เพราะไม่รู้อนาคตจะเกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะเรื่องภาษี เพราะมีคนเตือนว่าไม่แน่อีก 2-3 ปี อาจมีปัญหาเรื่องภาษีย้อนหล้ง ก่อนวอนอย่าทำร้ายตนเลย เพราะไม่เคยคิดเอาเข้ากระเป๋าแม้แต่สลึงเดียวล่าสุดรายการโหนกระแส โดย "หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย" ได้เปิดใจสัมภาษณ์  "บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์" ถึงประเด็นดังกล่าว
 
ยอดบริจาคล่าสุดได้เท่าไหร่?

บิณฑ์ : "422 ล้านบาท รวมกับที่มีหน่วยงาน มีพี่น้องประชาชนมามอบให้ผมเองอีกอีก 4 ล้านบาท ก็รวมเป็น 426 ล้านบาท

วันนี้ใช้เงินไปเท่าไหร่แล้ว?

บิณฑ์ : "ผมเบิกมาแล้ว 109 ล้าน"

มาตรฐานในการมอบเงินให้ชาวบ้านหลังคาละ 5 พัน พี่เอามาตรฐานอะไร?

บิณฑ์ : "มีหลักฐานอยู่แล้วว่าในพื้นที่น้ำท่วมของอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน น้ำท่วมตรงไหนบ้าง แล้วพี่น้องประชาชนที่ถูกน้ำท่วมมีกี่หลังคาเรือน ผมก็เอามาจากทางอำเภอ ทางผู้ใหญ่บ้าน ทางเขตทุกอย่าง เรามีข้อมูลอยู่แล้ว ทั้งหมดผมไม่ได้เข้าไปจะให้ใครก็ให้ แจกใครก็ได้ ไม่ใช่ เรามีข้อมูลพี่น้องประชาชนที่ถูกน้ำท่วม กี่ร้อยครอบครัว มีโรงเรียน อะไรแบบนี้ เรารู้หมด"

พี่ไปดูในเขต ในอำเภอต่างๆ นานา เขาจะแยกให้เห็น?

บิณฑ์ : "ใช่ เพราะเราต้องประชุมกับผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. นายอำเภอของอำเภอนั้นก็ต้องมาประชุม มาคัดค้านว่าบ้านหลังนี้ไม่อยู่ในเขตพื้นที่น้ำท่วม แต่มีคนป่วยในบ้านคุณบิณฑ์จะว่ายังไง ผมก็แล้วแต่ ถ้าผุ้นำชุมชนบอกว่าเขาน่าสงสาร ผมก็ให้ ก็ถือว่าให้ 5 พันเหมือนกัน ถ้าบ้านถูกน้ำท่วมผมให้ 5 พัน ถ้ามีคนเจ็บอยู่ในบ้านผมให้เพิ่ม 5 พันก็เป็นหมื่นนึง ถ้าชาวบ้านมาคัดค้านว่าคนนี้ไม่สมควรจะได้ แต่ถ้าผู้นำชุมชนบอกว่าสมควรจะได้ ผมก็ฟังผู้นำชุมชน แต่ถ้าผู้นำชุมชนบอกว่าไม่ให้ แต่อีกสิบหลังคาเรือนบอกว่าให้เขาเถอะ เขาน่าสงสาร ผมก็ให้ ไม่ใช่ว่าเอาแต่ทางผู้ใหญ่หรือทางผู้นำชุมชนอย่างเดียว ก็ 5 พันบาทเท่านั้นเอง เขาจะได้ไม่ต้องมาเสียใจว่าขอแล้วไม่ได้"

ล่าสุดมีกรณีพี่นั่งรถไปกับทีมงาน เจอคนพิการขี่รถอยู่ พี่ก็มอบเงินให้ 3 พัน?

บิณฑ์ : "นั่นเงินส่วนตัวผม ผมจะบอกทุกครั้งเยี่ยมน้องคนหนึ่งเป็นมะเร็งที่ขา ผมกดเงินสดของผมไปเอง 2 หมื่น ผมไม่เอาเงินที่คนบริจาคเข้าบัญชีแล้วเอามาบอกว่าเป็นเงินส่วนตัว ผมไม่มี เพราะผมทำทุกอย่างตามที่บอกไว้หมด และมีหลักฐานทุกอย่าง ปกติเดือนนึงผมเอาเงินส่วนตัวให้คนเจ็บคนป่วยเป็นแสนอยู่แล้ว อยู่ที่อุบลฯ ผมไม่ได้ใช้เงินตรงนี้เลย ผมให้เงินส่วนตัวผมตลอด"

มั่นใจได้ว่าเงินบริจาคน้ำท่วมก็แยก?

บิณฑ์ ที่ให้ต่อหน้าเป็นเงินส่วนตัวผมเอง เราไม่เอาอยู่แล้ว เราทำเราก็ไม่สบายใจ เราโกหกก็ละอายใจ"

เคยสงสัยมั้ยประเด็นดราม่ามาจากไหน ทำไมมีคนมาดราม่า?

บิณฑ์ : "ผมว่าในโลกมนุษย์มันก็มีคนพวกนี้อยู่แล้ว ดีแค่ไหนก็ต้องมีคนแบบนี้ อิจฉาตาร้อนธรรมดา ผมไม่เอาเรื่องพวกนี้มาทำให้ความคิดดีๆ ของเรา บั่นทอนจิตใจเรา"

เรื่องเอาไปใช้สะเปะสะปะ ไปเจอคนแล้วหยิบเงินให้ ไม่ใช่เงินบริจาค?

บิณฑ์ : "ไม่ใช่ เงินในกองผมไม่เคยเก็บไว้ใช้สักบาทเดียว จะมีแต่ละวันที่เจ้าหน้าที่เอาออกไป ผมไม่เคยยุ่งเลย ไม่เคยเอาเงินกองกลางมาไว้ที่ผมแม้แต่บาทเดียว ไม่รู้จะเอามาทำไม ตอนนี้แจกไปแล้วทั้งหมด 11 อำเภอ"

มีตัวยืนยันหมด?

บิณฑ์ : "ใช่ครับ การเอาเงินออกแต่ละครั้งจะทำให้รัดกุมที่สุด รับรองมีหลักฐานทุกอย่าง"

คำณวนหรือยังถ้าแจกทั้งหมดประมาณเท่าไหร่?

บิณฑ์ : "ในอุบลฯ วันที่ 15 นี้ต้องได้ทั้งหมด อุบลฯ น่าจะสัก 2 หมื่นกว่าครอบครัว ครอบครัวละ 5 พันก็ร้อยกว่าล้าน ที่เหลือยังมียโสธร ร้อยเอ็ด ได้แน่ เสร็จจากอุบลฯ อีก 5 จังหวัดผมจะเข้าไป ณ ตอนนั้นที่เข้าอุบลฯ เพราะเขาหนัก และยังไม่มีเรื่องการรับขอบริจาค อุบลฯ เป็นจุดแรกก็ต้องทำให้เสร็จก่อน จุดอื่นผมเข้าไปแน่นอน เพราะเงินยังเหลืออีก 300 กว่าล้าน ผมตีให้ประมาณ 5-6 หมื่นครอบครัว สามารถช่วยได้ทั้งหมด เงิน 400 กว่าล้านพอช่วยเหลือ"

จะแจกให้หมดเลยมั้ย?

บิณฑ์ : "ไม่เหลือ ผมไม่อยากมารับผิดชอบไง ถ้าน้ำท่วมเสร็จก็จะมีการฟื้นฟู หม้อหุงข้าว พัดลม ของจำเป็น ที่นอนหมอนมุ้ง ใกล้หน้าหนาว เฉพาะอุบลฯ เราเข้าพื้นที่เรามีหลักฐานอยู่แล้ว จะเอาเครื่องอุปโภคนี้เข้าไป สมมติเงินยังเหลืออีก ผมยังไม่มีความคิดจะทำยังไง ต้องถามว่าจะเอาไปทำอะไร เพราะไม่ใช่เงินผม เป็นเงินประชาชน แต่จะช่วยเฉพาะน้ำท่วมนะ ไม่งั้นจะผิดวัตถุประสงค์ สมมติเหลือสัก 50-70 ล้าน ผมไม่รู้จะเอาไปทำอะไร"

เอาไปรวมกับรัฐบาลมั้ย?

บิณฑ์ : "คงไม่ อย่ามาดราม่าอะไรกับผมอีกเลยครับ คงไม่ครับ (หัวเราะ) จะรวมทำไม รัฐบาลเขามีเป็นพันกว่าล้าน"

ล่าสุดมีประเด็นตามมา เห็นว่าถูกขู่จะถูกภาษีย้อนหลัง?

บิณฑ์ : "จริงครับ มีคนหลายคนที่เป็นห่วง เขาก็ยกตัวอย่างหลายๆ เคส บอกว่าผ่านไปสามสี่ปีโดนเรียกภาษีย้อนหลังกลับมาหลายสิบล้าน ผมก็อ้าว แต่ผมเข้ามาไม่ได้เป็นรายได้ผม ผมมีวัตถุประสงค์ว่าเพื่ออะไร ทำอะไรยังไง แตวันที่ผมสงสัยวันแรกๆ ผมก็ถามกรมสรรพากรแล้ว สรรพากรบอกว่ากรณีคุณบิณฑ์ไม่เป็นไร แต่เขาบอกว่าแค่คำพูด ให้คุยกับสรรพากร มีหนังสืออกมายืนยันหน่อยได้มั้ย"

เคยคุยกันมั้ย?

บิณฑ์ : "คุยบ้าง แต่กรมสรรพากรบอกว่ากรณีเราทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ วัตถุประสงคืแน่ชัด ขอให้เก็บหลักฐานไว้ดีๆ แต่ถ้าคุณบิณฑ์ทำแบบนี้แล้วสักพักไม่ได้ทำแล้ว เอาเงินไปทำอย่างอื่น คุณโดน เราก็ไม่สบายใจ แต่อีกสามสี่ปีใครจะรู้กลับมาหาเรา เราจะทำยังไง อยากได้หนังสือยืนยันจากสรรพากร ถ้าโดนก็หลายสิบล้านเลยนะ"

ต่อสายหา "ปิ่นสาย สุรัสวดี" โฆษกกรมสรรพากร บิณฑ์จะถูกภาษีย้อนหลังมั้ย?

ปิ่นสาย : "ตามที่ทางเราได้ตามข่าวและรับทราบข้อเท็จจริง กรมมองว่าประชาชนฝากเงินให้เอาไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมแต่เขาเหล่านั้นไม่ได้กลับไปอุดรฯ หรือไปพื้นที่ ก็เหมือนในทางปฏิบัติฝากเงินให้คุณบิณฑ์เอาไปช่วยเหลือต่อ ถ้าข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้ มาร้อยไปร้อย มาพันไปพัน ก็ไม่ใช่เงินคุณบิณฑ์ คุณบิณฑ์ไม่มีหน้าที่เสียภาษีอะไรตรงจุดนี้ แต่เคสที่มันมีเรื่อง เช่น เอาเงินไปให้ร้อย หักค่าใช้จ่าย 10 เปอร์เซ็นต์ เงินไปถึงตรงนั้นแปดสิบ-เก้าสิบ ก็กลายเป็นอีกเรื่องนึงเลย แต่เคสคุณบิณฑ์ คุณบิณฑ์รับมาเท่าไหร่ก็จ่ายไปเท่านั้น เหมือนเป็นตัวแทน ถ้าไม่ใช่เงินได้ตัวเอง คุณบิณฑ์ไม่ต้องบีแคร์อะไรไปเลยเพราะไม่ใช่เงินได้คุณบิณฑ์ เพียงแต่ว่าถ้าสรรพากรเขาสงสัยก็อาจจะขอดูหลักฐานหน่อยได้มั้ยว่ามาร้อยไปร้อย ถ้าคุณบิณฑ์ไม่สบายใจ มาคุยกันก่อน"

ออกหนังสือยืนยันให้คุณบิณฑ์หน่อยว่าจะไม่ไปเรียกเก็บย้อนหลัง?

ปิ่นสาย : "ปกติถ้าออกหนังสือข้อหารือ ผู้หารือต้องส่งมาถาม และใช้เวลาพอสมควร เคสคุณบิณฑ์พิเศษ เราอาจคุยกันก็ได้ อาจเชิญมาคุยกันก่อนฤดูภาษี แต่ขอให้เก็บเอกสารหลักฐานให้สมบูรณ์ชัดเจน เข้ามาอย่างนี้ ออกอย่างนี้ ในมุมผมการออกหนังสือยุ่งยากในทางปฏิบัติมาก มันไม่เร็ว แต่เคสคุณบิณฑ์เป็นเรื่องสาธารณกุศลโดยแท้ ให้มาคุยกันดีกว่า อีกสองเดือนต้องเข้าฤดูยื่นภาษีแล้ว ก็มาหลักฐานมาคุยกัน จริงๆ ให้หมดน้ำท่วมรอบนี้ หากไม่มีน้ำท่วมที่อื่น ประสานมาทางผมก็ได้ แต่ถ้าอยากทำหนังสือจริงๆ เราก็ไม่ได้ขัดข้องแต่อาจต้องใช้เวลา พอเป็นลายลักษณ์อักษรต้องมีถามไปถามมาอีกเรื่องนึง"

มีสิทธิ์โดนหรือรอด?

ปิ่นสาย : "ถ้าข้อเท็จจริง รับร้อยจ่ายร้อยไม่เป็นเงินได้แน่นอน รอบหน้ามาคุยกันเบื้องต้นที่กรมก่อนก็ได้"

สบายใจขึ้นมั้ย?

บิณฑ์ : "ในระดับหนึ่งก็สบายใจ แต่ถ้าไม่มีหนังสือยืนยันมาก็ยังไม่รู้ (หัวเราะ) เราสบายใจเลยว่าเรามีหลักฐานพร้อมทุกอย่าง แต่มีปัญหาว่าถ้าเงินเหลือในบัญชี และไม่มีทางออกว่าจะเอาเงินไปทำอะไร มันเป็นปัญหามาก มันก็อยู่ที่ดุลยพินิจผู้บริจาคว่าจะยอมให้เอาไปช่วยเหลือมั้ย ผมลำบากใจ เงินผมไม่ต้องการอยากได้เลย"

เอาเงินไปช่วยอย่างอื่นได้มั้ย?

บิณฑ์ : "ผมถามพี่น้องประชาชนว่าอยากให้ผมทำมั้ยล่ะ"

ถ้าค้างอยู่คุณบิณฑ์โดนเรื่องสรรพากร ถ้าทำเพื่อเจตนารมณ์ผู้บริจาคทุกอย่างก็จบ?

บิณฑ์ : "ถูกต้องครับ"

ทำเพื่ออะไร ทำๆ ไม ได้อะไร?

บิณฑ์ : "ผมทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ทำมาตลอด ทำแล้วได้อะไรก็ช่างมัน ผมทำแล้วมีความสุข ก็แค่นั้นเอง ผมมีความสุขของผม การช่วยเหลือคนเป็นความสุขของผม"

เลือกตั้งมั้ย?

บิณฑ์ : "ไม่ครับ ท่านบิณฑ์ ส.ส.บิณฑ์ ไม่เอาครับ อย่าๆ ผมขออยู่อย่างนี้ดีกว่า สามารถช่วยได้ทุกคน ทุกอำเภอ ทุกหมู่บ้าน ถ้าเลือกตั้งผมอาจเข้าอำเภอนี้ไม่ได้ ณ ตอนนี้ศูนย์อุบลฯ ขาดแคลนน้ำมาก ใครอยู่ใกล้ๆ ขอรับบริจาคเรื่องน้ำหน่อย"

เอาเงินนั้นไปซื้อน้ำไม่ได้ด้วยเพราะต้องบริจาคอย่างเดียว?

บิณฑ์ :ใช่ครับ"

 

 
 
 
 
 
 
 
  •  ...................................................
    9 ตุลาคม 2562
     
     


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน