*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5577
  • จำนวนผู้ชม : 3356068
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< ตุลาคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 295 , 12:26:05 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ข่าวนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสมัย'ยิ่งลักษณ์' ดังพาดหัวว่า "ศาลเมตตา'ปึ้ง'!!!

ตัดสินรอลงอาญา คดีออกพาสปอร์ต'ทักษิณ' " คนไทยมิใช่น้อยเกิดความรู้สึกผิดคาดไปตามกัน ส่วนคนที่สงสารก็อาจจะมีบ้าง แต่ก็คงนับได้ครบ

ถ้วนด้วยนิ้วมือ ... กระมัง

เกษตรกรฝ่ายยอมรับพาราควอท แต่หน้าตาบอกบุญไม่รับ ... !

         เกษตรกรที่ตามข่าวอ้างมีถึง 5 แสนคนยกกันมาเพื่อยืนยันกับนายกรัฐมนตรีว่าตัวเองใช้พาราควอทมานานก็ไม่เห็นเป็นอะไร

พร้อมอ้างค่าเสียหาย 6.5 หมื่นล้านบาทด้วย แต่ก็มรายงานทางการแพทย์ดังท้ายนี้

 

 

ภาวะเป็นพิษจาก paraquat

 
 
     Paraquat เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชในกลุ่ม dipyridil ซึ่งมีใช้กันอย่างแพร่หลาย ชี่อทางการค้ามักจะลงท้ายด้วย -xone เช่น Gramoxone paraquat เป็นของเหลวมีสีน้ำเงินเข้ม

พิษจลนศาสตร์ paraquat จะถูกดูดซึมอย่างช้าๆในทางเดินอาหาร และผิวหนังปกติจะดูดซึม paraquat ได้น้อย ยกเว้นถ้าผิวหนังมีแผลการดูดซึมจะมากขึ้น จนทำให้เกิดการเป็นพิษได้ paraquat จะถูกดูดซึมเข้าไปในเลือด หลังจากนั้นจะกระจายไปอยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆเช่น ตับ ไต และปอดเป็นต้น ในภาวะไตปกติ paraquat จะถูกขจัดออกทางไตเกือบทั้งหมด ภาวะเป็นพิษจาก paraquat มักจะมีไตวายร่วมด้วยทำให้ขับถ่ายสารพิษนี้ออกจากร่างกายไม่ได้ (รูปที่ 1)  

กลไกการเป็นพิษ
  
ประการแรก paraquat มีฤทธิ์ caustic ซึ่งสามารถกัดผิวหนังและเนื้อเยื่อจนเป็นแผล
 
ประการที่สอง paraquat จะทำปฏิกิริยากับ oxygen ในร่างกายทำให้เกิด nascent oxygen ซึ่งไป oxidize เนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้เกิดความเสียหาย ปริมาณที่อาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตคือ ความเข้มข้น 20% ปริมาณ 10-15 ml

อาการแสดง หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับสาร paraquat เข้าไปในร่างกายแล้ว ผู้ป่วยมักมีอาการอาเจียน เนื่องจากในปัจจุบันสาร paraquat ที่ขายตามท้องตลาดมียาทำให้อาเจียนผสมอยู่ด้วย เพื่อลดการเป็นพิษของสารนี้ ภายใน 24 ชั่วโมงแรกผู้ป่วยจะมีอาการทางทางเดินอาหารส่วนต้น เนื่องจากฤทธิ์ระคายเคืองของ paraquat ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย นอกจากนี้จะมีแผลบวมแดงในปาก ซึ่งจะเป็น patch ขาวปกคลุมบริเวณแผล ในรายที่เป็นมากอาจจะมีอาการ rupture ของ esophagus อากาศรั่วออกไปทำให้มีอาการแทรกซ้อนคือ pneumomediastinum, pneumothorax และ subcutaneous emphysema ภายใน 1-4 วันผู้ป่วยจะมีอาการ systemic จาก paraquat คือมีไตวายจาก acute tubular necrosis ทำให้คนไข้มีอาการปัสสาวะน้อยและ uremia นอกจากนี้ผู้ป่วยยังมีอาการของพิษต่อตับโดยเกิด hepatocellular damage ทำให้ SGOT, SGPT สูงขึ้นเป็นพันได้ หลังจากนั้นประมาณวันที่ 3-14 อาการทางไตและตับมักจะดีขึ้น แต่คนไข้จะมีอาการของ progressive respiratory failure ซึ่งเกิดจาก pulmonary hemorrhage, pulmonary edema และ fibrosis ในที่สุดมักจะถึงแก่กรรมภายใน 3 สัปดาห์

ในรายที่ได้รับสารเคมีชนิดนี้มาก เช่นมากกว่า 60 ml onset ของอาการจะเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงและอาการแสดงจะเป็นแบบ multiple organ failure เช่น ไตวาย หัวใจเต้นผิดปกติ coma ชักและ esophageal perforation และventricular arrhythmias ผู้ป่วยมักจะถึงแก่กรรมภายใน 24-48 ชั่วโมง ในผู้ป่วยบางรายจะมีอาการของ hemolysis และ methemoglobinemia ร่วมด้วย
ความรุนแรงของโรคและอัตราการเสียชีวิตของภาวะเป็นพิษจาก paraquat นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย (ตารางที่ 1) ที่สำคัญที่สุดได้แก่ ปริมาณที่ผู้ป่วยรับประทานเข้าไป ความเข้มข้นของ paraquat ที่ใช้ ทั่วไปคือ 20% ผู้ป่วยที่รับประทานน้อยกว่า 15 ml มักจะรอดชีวิต แต่ถ้ามากกว่า 50 ml มักจะเสียชีวิต ระดับยาของ paraquat จะช่วยบอกถึงอัตราตาย (รูปที่ 2) โดยทั่วไปถ้าระดับยาที่ 24 ชั่วโมงน้อยกว่า 0.1 ug/ml มักจะรอดชีวิต และถ้ามากกว่า 5 ug/ml มักจะเสียชีวิต นอกจากนี้ปัจจัยที่จะช่วยบอกว่าผู้ป่วยน่าจะรอดชีวิตได้แก่ อายุที่น้อย และระดับ WBC ที่ต่ำกว่า 10,000 และประการสุดท้ายได้แก่ อาการแสดงของโรค ถ้าอาการตับวาย ไตวาย และปอดวาย เกิดขึ้นในระยะสั้นๆ แสดงว่าความรุนแรงของโรคมาก

การรักษา การรักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษจาก paraquat (ตารางที่ 2) และ (รูปที่ 3) ควรเน้นที่การประคับประคองผู้ป่วย โดยการเฝ้าดูอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและการให้การรักษา อาการแทรกซ้อนเช่น ตับอักเสบ หรือไตวาย เชื่อกันว่าการให้ oxygen อาจจะทำให้พิษของสาร paraquat เป็นเร็วและมากขึ้น ในผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับ paraquat ทางปาก ควรจะรีบทำ gastric lavage และให้ดินเหนียว Fuller's earth (60 gm/bottle) 150 gm ผสมน้ำ 1 L ให้ทางปาก หรือให้ 7.5% bentonite 100-150 gm  หรือ  Activated charcoal 100-150 g (2 gm/1kg) และให้ร่วมกับยาระบาย MOM 30 ml ทุก 4-6 ชั่วโมงจนผู้ป่วยถ่ายอุจจาระ โดยทั่วไปแล้วถือกันว่าขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการรักษาภาวะเป็นพิษนี้ เพราะว่าดินสามารถ inactivate paraquat ได้เป็นอย่างดี การให้ Fuller's earth โดยเร็วจึงเป็นการลดพิษที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ  

นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาทำการเพิ่มการกำจัดยา paraquat ออกจากร่างกายโดยการทำ hemoperfusion โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับยามาภายในไม่เกิน 3 วัน และอาการไม่เป็นแบบ multiple organ failure ซึ่งมักจะรักษาไม่ได้ผล การทำ hemoperfusion อาจจะต้องทำซ้ำๆ กันวันละ 1-2 ครั้ง 3 วัน หลังจากนั้นแล้วยาอาจจะกระจายเข้าไปในเนื้อเยื่อต่างๆ แม้จะทำ hemoperfusion ก็ไม่ได้ผล

ผู้ป่วยที่เป็นพิษจาก paraquat แม้จะมีอาการตับวาย ไตวาย ก็อาจจะฟื้นเป็นปกติได้ ดังนั้นการประคับประคองผู้ป่วยจึงมีความสำคัญมาก ผู้ป่วยจะเสียชีวิตจากภาวะการหายใจล้มเหลว เนื่องจากมี pulmonary edema และ necrotizing pneumonitis แม้ว่าอาการตับไตวายจะดี แต่ความเสียหายของปอดเป็นแบบถาวร มี pulmonary fibrosis ดังนั้นจึงมีความพยายามอย่างมากในการจะป้องกันอาการแทรกซ้อนที่ปอด โดยการให้ยากลุ่ม antiinflamatory เช่น dexamethasone 10 mg IV ทุก 8 ชั่วโมง และยา cytotoxic เช่น cyclophosphamide 5 mg/kg/day   ทางหลอดเลือดดำ แบ่งให้ทุก 8 ชั่วโมง ผลการรักษาอาจจะดี แต่ยังไม่มี controlled trial พิสูจน์อย่างชัดเจน นอกจากนี้มีรายงานว่าการฉายแสงที่ปอด (lung radiation) โดยใช้รังสีขนาดต่ำ อาจจะยับยั้งการเจริญของ fibroblast ทำให้ fibrosis น้อยลง แต่การทดลองในหนูพบว่าไม่ช่วยให้รอดชีวิตมากขึ้น จากการที่ paraquat ออกฤทธิ์โดยแบบ oxidant จึงมีความพยายามใช้สาร anti-oxidants ทั้งหลายมาใช้ในการรักษาเช่น vitamin C, vitamin E, niacine, N-acetylcysteine แต่พบว่าได้ผลน้อย
ในปัจจุบันทางศูนย์พิษวิทยาฯ แนะนำ regimen ที่ใช้การรักษาพิษจากพาราควอทดังนี้
 
1.Cyclophosphamide 5 mg/kg/day   ทางหลอดเลือดดำ แบ่งให้ทุก 8 ชั่วโมง
 
2.Dexamethasone 10 mg IV ทุก 8 ชั่วโมง
 
3.Vitamine C (500 mg/amp) 6 gm/day  ทางหลอดเลือดดำ
 
4.Vitamine E (400 IU/tab) 2 tabs วันละ4 ครั้ง
 
 
 

 

ศาลเมตตา'ปึ้ง'!!! ตัดสินรอลงอาญา คดีออกพาสปอร์ต'ทักษิณ'

ศาลเมตตา'ปึ้ง'!!! ตัดสินรอลงอาญา คดีออกพาสปอร์ต'ทักษิณ'

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 13.18 น.
 
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 10 ตุลาคม 2562 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลย ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีออกหนังสือเดินทางให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นจำเลยหลบหนีคำพิพากษาและหมายจับ
ล่าสุด ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาแก้ ให้จำคุก 2 ปี ปรับ 1 แสนบาท แต่โทษให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี เนื่องจากจำเลยป่วยเป็นมะเร็ง

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ศาลได้อ่านคำพิพากษา เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2561 พิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ

'บิ๊กตู่'บอกยกเลิกสารเคมีเกษตรให้เป็นไปตามขั้นตอน หลัง2รมต.เกษตรป่วยพร้อมกัน

'บิ๊กตู่'บอกยกเลิกสารเคมีเกษตรให้เป็นไปตามขั้นตอน หลัง2รมต.เกษตรป่วยพร้อมกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 11.39 น.
 
นายกฯบอกยกเลิกสารเคมีเกษตรให้เป็นไปตามขั้นตอนหลัง 2 รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงวูบป่วยหลบกลุ่มต้านและกลุ่มหนุน 
วันที่ 10 ตุลาคม 2562 เวลา 10.15 น. ที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ (อผศ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวสั้นๆถึงจุดยืนการดำเนินการยกเลิกใช้สารเคมีเกษตร กรณีที่มีเหตุการณ์กลุ่มผู้สนับสนุนและกลุ่มคัดค้านเดินทางไปพบนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.กษตรและสหกรณ์ แต่ก็ไม่ได้พบ เนื่องจากทั้งสองคนมีอาการป่วยกระทันหันว่า ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน 
 
'ชวน'ชี้กมธ.กม.มีอำนาจเรียก'บุรินทร์'แจงหรือไม่ต้องดูข้อบังคับ

'ชวน'ชี้กมธ.กม.มีอำนาจเรียก'บุรินทร์'แจงหรือไม่ต้องดูข้อบังคับ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 11.59 น.
 
"ชวน"ยันไม่เกี่ยวให้เงินเดือนย้อนหลังส.ส.2เดือน แนะไปถามรบ.-สำนักงบฯเพราะเป็นผู้จ่ายเงิน ส่วนกมธ.กม.มีอำนาจเรียก"บุรินทร์"ชี้แจงหรือไม่ต้องดูข้อบังคับ เผยอยู่ขั้นตอนตรวจสอบหนังสือ พปชร.ส่งให้ศาลรธน.ตีความแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน
 
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 ที่สถาบันพระปกเกล้า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ความเหมาะสมในการให้เงินเดือน ส.ส.ย้อนหลัง 2 เดือน ก่อนปฏิบัติหน้าที่ ว่า อยู่ที่วิธีคิดและการคำนวณ คาดว่าจะคิดเวลาเริ่มปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผล ซึ่งก็อาจจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ความไม่เหมาะสมในการรับเงินส่วนนี้บ้าง เพราะเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ แต่เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับประธานสภาฯ สำนักงานเลขาธิการสภาฯ และ ส.ส.แต่ควรจะสอบถามรัฐบาล และสำนักงบประมาณที่เป็นผู้จ่ายเงินเดือนให้กับ ส.ส.ว่าจะทำอย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีที่สังคมตั้งคำถามถึงคณะกรรมาธิการฯบางคณะ ที่ใช้อำนาจเรียกบุคคลเข้าชี้แจง เช่น กรณี นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เตรียมเรียก พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้ชำนาญการสำนักงาน กอ.รมน.มาให้ข้อมูลเป็นการแทรกแซงหรือไม่นั้น นายชวน กล่าวว่า การเชิญบุคคลมาชี้แจง มีขอบเขตที่เป็นระเบียบอยู่แล้ว ซึ่งข้อท้วงติงว่าการเรียกมาอาจเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ก็ยังไม่เห็นว่าแทรกแซงในส่วนใด แต่ถ้าหากเห็นว่าคณะกรรมาธิการเชิญม่าไม่ถูกต้องและเป็นการแทรกแซงการทำงาน ก็สามารถร้องเรียนมาที่สภาฯ ได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการร้องเรียนของคณะกรรมาธิการลักษณะนี้มาแล้ว 1 คณะ อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าการเชิญคนเข้าชี้แจงสามารถทำได้ตามอำนาจหน้าที่ แต่หากผู้ใดสงสัยสามารถไปศึกษาระเบียบข้อบังคับสภาฯ ดูได้

นายชวน ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยื่นหนังสือผ่านประธานสภาฯ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ไปรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ในการจัดเสวนา "พลวัตแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สู่การนับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่" ที่ จ.ปัตตานี ว่า เบื้องต้นยังไม่เห็นหนังสือดังกล่าว แต่ได้ทราบจากสื่อเท่านั้น คาดว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร ทั้ง นี้หากเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ก็จะส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยต่อไป

นายกฯประชุมสภาอผศ.ครั้งแรก  ตามคืบหน้าหมู่บ้านทหารผ่านศึก-ปรับเพิ่มสวัสดิการ

นายกฯประชุมสภาอผศ.ครั้งแรก ตามคืบหน้าหมู่บ้านทหารผ่านศึก-ปรับเพิ่มสวัสดิการ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 11.35 น.

"บิ๊กตู่" ประชุมสภาอผศ.ครั้งแรก มอบนโยบายดูแลทหารผ่านศึก ตามความคืบหน้าสร้างที่พักหมู่บ้านทหารผ่านศึก รามอินทรา 319 ล้าน พร้อมรับทราบระเบียบอัดฉีดค่าครองชีพทหารผ่านศึก ลั่นต้องดูแล เพราะเขามีเกียรติดูแลประเทศชาติมา

วันที่ 10 ตุลาคม 2562 เวลา 09.00 น. ที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ (อผศ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะนายกสภาทหารผ่านศึกเป็นประธานประชุมสภาทหารผ่านศึก (อผศ.) ครั้งที่ 3/2562 ซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งแรกของพล.อ.ประยุทธ์ในฐานะนายกสภาทหารผ่านศึก โดยมีพล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน อย่างไรก็ตามก่อนพล.อ.ประยุทธ์ขึ้นห้องประชุม นายสำเริง นวลพุดซา นายกสมาคมทหารผ่านศึกพิการแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยตัวแทนสมาคมทหารผ่านศึกพิการแห่งประเทศไทย เดินทางมามอบแจกันดอกไม้ เพื่อให้กำลังใจพล.อ.ประยุทธ์ในการทำงาน โดยกล่าวว่าขอให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสรับตำแหน่งนายกสภาทหารผ่านศึก ขอให้ทำงานผ่านพ้นปัญหาและอุปสรรคต่างๆ และอยู่บริหารประเทศต่อไป ขณะที่นายกฯก็ให้กำลังใจกลับ และสอบถามว่าแต่ละคนอยู่ที่ไหนกันบ้าง

ทั้งนี้ที่ประชุมมีวาระแจ้งเพื่อทราบที่น่าสนใจ อาทิ เรื่องโครงการก่อสร้างและปรับปรุงอาคารที่พักอาศัยของทหารผ่านศึกพิการทุพพลภาพหรือพิการ  หมู่บ้านทหารผ่านศึก รามอินทรา ในการประชุมสภาทหารผ่านศึก ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2560 มีมติอนุมัติให้ดำเนินการตามโครงการก่อสร้างและปรับปรุงอาคารที่พักอาศัย ของทหารผ่านศึกพิการทุพพลภาพหรือพิการ  หมู่บ้านทหารผ่านศึก รามอินทรา โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหม  เพื่อก่อสร้างและปรับปรุงที่พักอาศัยดังกล่าว จำนวน 319,580,000 บาท และเรื่องการแก้ไขระเบียบองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกว่าด้วยการสวัสดิการเจ้าหน้าที่หน่วยงานกิจการพิเศษ เนื่องจากในปัจจุบันสภาวะทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพได้ปรับตัวสูงขึ้น  และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน รวมทั้งเป็นแรงจูงใจและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ลูกจ้างประจำหน่วยงานกิจการพิเศษของอผศ. จึงเสนอที่ประชุมเพื่อพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การช่วยเหลือ ด้านสวัสดิการแก่เจ้าหน้าที่หน่วยงานกิจการพิเศษขึ้นใหม่ อาทิ กรณีครอบครัวถึงแก่กรรม กรณีประสบภัย กรณีอุปสมบท  กรณีเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์  กรณีทำการสมรสครั้งแรก รวมทั้งการมอบของที่ระลึกกรณีปฏิบัติงานตั้งแต่ 15-25 ปีขึ้นไป เป็นต้น 

จากนั้นเวลา 10.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า ได้มอบนโยบายไปแล้ว ซึ่งก็ดำเนินการตามนั้น ฝากดูแลด้วย อันไหนทำได้ก็ทำ อันไหนทำไม่ได้ก็ต้องมาดูกัน

ขณะที่พล.อ.ชัยชาญ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ฝากให้ดูแลทหารผ่านศึก ซึ่งปัจจุบันมีค่าตอบแทนเป็นระดับชั้นอยู่แล้ว โดยการพิจารณาเพิ่มค่าตอบแทนนั้นเพื่อทำให้พวกเขาสามารถดำรงชีพอยู่ได้ ซึ่งในวันนี้ก็ได้มีการมอบนโยบายให้คณะกรรมการไปพิจารณาและให้เสนอกลับมายังอผศ.ว่าจะทำอย่างไรที่จะดูแลทหารผ่านศึกได้ดีขึ้น โดยนายกฯมาประชุมครั้งแรกก็ได้ให้แนวนโยบายว่าให้ดูแลความเป็นอยู่ของทหารผ่านศึก เพราะบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่ดูแลประเทศชาติมา เขามีเกียรติ เราก็ต้องดูแลให้เขาสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติและมีศักดิ์ศรี ส่วนกรอบการพิจารณาเรื่องงบประมาณนั้นก็ให้ทางอผศ.พิจารณาตามกรอบงบประมาณประจำปี สำหรับเรื่องงบประมาณของกระทรวงกลาโหมนั้นอยู่ในขั้นตอนของสภาฯ แล้วเราก็เตรียมไปนำเสนอต่อที่ประชุมสภาฯในวันที่ 17 ต.ค.นี้ โดยรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานก็มีความพร้อมและเตรียมข้อมูลไว้อยู่แล้ว
 

 
 
 
'วิษณุ'ช่วยการันตี!! มหากาพย์'3สารพิษ'จบแล้ว ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน

'วิษณุ'ช่วยการันตี!! มหากาพย์'3สารพิษ'จบแล้ว ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 11.30 น.
เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 10 ตุลาคม 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงข้อห่วงใยเกี่ยวกับปัญหาการต่อต้าน 3 สารพิษในขณะนี้ ว่า ส่วนตัวเป็นห่วงอยู่แล้ว แต่เขากำลังทำกันอยู่ ซึ่งเรื่องนี้มันไม่ใช่ว่าจะจบได้ง่ายๆ ไม่เช่นนั้นไม่ยืดยาวมาหลายปี แต่ก็คงจะจบลงได้เร็วๆ นี้ เพราะความคิดเห็นตรงกันหมดแล้ว ตกลงกันได้แล้ว เมื่อถามว่า เรื่องนี้ทำให้รัฐมนตรีป่วยถึง 2 คนเลย นายวิษณุ ถามกลับว่า "ป่วยจริงหรือเปล่า แต่เห็นคุณเฉลิมชัย ไอมาตั้งนานแล้ว"
 
พร้อมค่ะ!! 'มนัญญา'โพสต์FB ลั่น'สุภาพสตรีรุ่นนี้ไม่หนีอะไรอยู่แล้ว'

พร้อมค่ะ!! 'มนัญญา'โพสต์FB ลั่น'สุภาพสตรีรุ่นนี้ไม่หนีอะไรอยู่แล้ว'

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 12.47 น.

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้โพสต์รูปภาพลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งเป็นภาพขณะนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ภายหลังเกิดอาการเครียดจากการประชุมเรื่องการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต พร้อมระบุข้อความว่า "สุภาพสตรีรุ่นนี้ไม่หนีอะไรอยู่แล้ว พร้อมค่ะ"

ขณะที่ น.ส.ปารีณา ซักเซ็ค ลูกสาวของ น.ส.มนัญญา เปิดเผยว่า อาการป่วยของคุณแม่ที่ปวดหัวอย่างหนัก ได้เข้ารับการรักษาที่ รพ.สมิติเวช ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ คุณหมอยังให้พักรักษาตัวอยู่ โดยการทำกายภาพบำบัดตั้งแต่เมื่อวาน (9 ต.ค.) เพราะจากปวดหัวหนักมาก ร้าวลงหลัง ไหล่ ที่มีสาเหตุจากความเครียด

"วันนี้คุณแม่ไปทำกายภาพ และรอคุณหมอมาตรวจอีกที ว่าจะอนุญาตให้ออกจาก รพ.ได้หรือไม่ เพราะคุณแม่อยากออกไปทำงาน แต่อย่างไรถึงออกไม่ได้ ก็เรียกงานจากกระทรวงมาทำที่ รพ.ด้วย ซึ่งวันที่มา รพ.วันแรก จริงๆ คุณแม่แค่อยากมาตรวจแล้วจะกลับกระทรวง แต่คุณหมอเห็นอาการเป็นมากให้แอดมิทเลย หลังไหล่ปวดไปหมด คุณหมอบอกว่าถ้าไม่ยอมพักตอนนี้ อาการจะยิ่งแย่ไปใหญ่ กลายเป็นทำงานไม่ได้เลย ได้ให้ทำกายภาพต่อเนื่อง แต่เห็นคุณแม่บ่นๆ อยากออกไปทำงาน ไม่รู้ว่าคุณหมอจะอนุญาตไหม" น.ส.ปารีณา กล่าว

น.ส.ปารีณา กล่าวว่า คุณแม่เป็นคนทำงานหนักมาตลอด ถ้ามีอาการปวดหัวแค่กินยา ตอนเป็นนายกเทศมนตรี เป็นคนมีความจริงจังในการทำงานไม่ค่อยได้พัก ตอนนี้มาทำเรื่องแบน 3 สาร ต้องทำการบ้านหนักมาตลอด จึงไม่ได้พักผ่อน

 

'นักวิชาการอิสระ'จวกพวกเกรียน!  ด่ารัฐบาลขอร้านค้าเก็บข้อมูลWi-Fi ชี้กม.บังคับใช้ตั้งแต่ปี50

'นักวิชาการอิสระ'จวกพวกเกรียน! ด่ารัฐบาลขอร้านค้าเก็บข้อมูลWi-Fi ชี้กม.บังคับใช้ตั้งแต่ปี50

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 08.27 น.
 

วันที่ 10 ตุลาคม 2562 นายภัทร เหมสุข นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Pat Hemasuk" โดยกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลขอความร่วมมือให้ร้านค้าเก็บข้อมูลผู้ใช้ Wi-Fi

โดยระบุว่า เรื่องการเก็บรักษาข้อมูลของผู้ให้บริการ wifi 90 วันที่ออกมาดิ้นกันนี่ผมคิดว่าเป็นดราม่าพยายามปั่นกันนะครับ เพราะกฎหมายข้อนี้ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2550 หรือเมื่อ 12 ปีที่แล้ว

การเก็บ log นั้นจะทำให้ผู้ให้บริการปลอดภัยจากเรื่องคดีต่างๆ ที่จะตามมา อย่างเช่นมีใครใช้ wifi ในร้านเผยแพร่ภาพโป๊ ข้อความหลอกลวงประชาชน หรือแม้แต่ใช้ทำธุรกรรมผิดกฎหมาย เจ้าของร้านจะแสดง log แล้วพ้นความเกี่ยวข้องนั้นในทันที และความผิดนั้นจะไปตกที่คนก่ออาชญกรรมที่มาใช้ตามที่แสดงใน log นั้น

อย่างเช่นผมเปิดร้านกาแฟแล้วให้บริการ wifi ฟรี หรือเปิดโฮมสเตย์แล้วมี wifi ถ้ามีคนมาใช้ในทางผิดกฎหมาย และมีการสอบสวนพบว่าต้นทางคือร้านกาแฟหรือโฮมสเตย์ของผม ก็เพียงแต่แสดง log ว่าใครมาใช้ มาจากเครื่องไหน ผมก็พ้นจากความเกี่ยวข้องในอาชญากรรมนั้นแล้ว

กฎหมายให้ความปลอดภัยแก่ผู้ให้บริการ ไม่ได้เป็นกฎหมายกดหัวประชาชนตามที่พยายามปั่นเรื่องแต่อย่างไร และส่วนมากคนที่มาดิ้นปั่นกระแสก็ไม่ใช่ผู้ประกอบการหรือร้านค้าที่ให้บริการ wifi บางคนหัวยังเกรียนรอแม่เจียวไข่ให้กินเสียด้วยซ้ำไป

 
เกษตรกรกว่า 5 แสนราย ร้องลุงตู่ค้านมติแบนพาราควอต  ย้ำตัดสินด้วยหลักวิทยาศาสตร์

เกษตรกรกว่า 5 แสนราย ร้องลุงตู่ค้านมติแบนพาราควอต ย้ำตัดสินด้วยหลักวิทยาศาสตร์

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 11.28 น.
เกษตรกรพร้อมเปิดข้อสงสัยการแบนพาราควอต ภาคประชาคมเกษตรกรกว่า 500,000 ราย เดินหน้าพบนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนยันมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเดิม “อนุญาตให้ใช้พาราควอต” โชว์มูลค่าความเสียหายทางผลผลิตเกษตร 6.5 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมความเสียหายของอุตสาหกรรมต่อเนื่องกระทบ  รัฐเตรียมดึงภาษีประชาชนมาแก้ไขปัญหา ทวงถาม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เหตุผลการแบนพาราควอต และย้ำขอให้ตัดสินจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก
นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เกษตรกรกว่า 500,000 ราย ขอประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันขอยืนยันมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเดิม “อนุญาตให้ใช้พาราควอต” ภายใต้มาตรการจำกัดการใช้ฯ เนื่องจากตลอดสองปีกว่าที่ผ่าน เกษตรกรเป็นผู้รับเคราะห์มาโดยตลอด มีการจัดตั้งคณะทำงานหลายชุดตามข้อเสนอแบนสารเคมีของกระทรวงสาธารณสุข องค์กรอิสระ เอ็นจีโอ

ท้ายที่สุดมติจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายก็ระบุชัดว่า “ข้อมูลต่าง ๆ ของฝ่ายแบนนั้น หลักฐานไม่เพียงพอ” แสดงให้เห็นว่า “ข้อมูลเหล่านั้นไม่มีน้ำหนัก ขาดความน่าเชื่อถือมาโดยตลอด” แต่ฝ่ายเสนอแบนไม่เคยยอมรับมติ เผยแพร่ข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อตัวเกษตรกร ต้นทุนพุ่ง กระทบต่อเศรษฐกิจการเกษตร สินค้าปลอมและสารเคมีนำเข้าผิดกฎหมายเกลื่อน ไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในการส่งออก

ที่บอกว่าปาล์มน้ำมันทั่วโลกเลิกใช้พาราควอต เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจริง ๆ แล้ว มาตรฐาน RSPO เป็นมาตรฐานสมัครใจ  ก็ยังให้ใช้พาราควอตตามเงื่อนที่จำเป็น และเป็นไปตามกฏระเบียบของประเทศ เกษตรกรที่เข้ามาตรฐาน RSPO มีกี่รายที่ทำได้ ตอนนี้อินโดนีเซียเองก็ยังออกจากมาตรฐาน RSPO มาใช้มาตรฐานของตนเอง

รวมทั้ง คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตรายฯ เคยรายงานต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายแล้วว่า ไม่มีข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงได้อย่างชัดเจนกับข้อกล่าวอ้างว่าพาราควอตเป็นสารก่อมะเร็ง โรคผิวหนังอักเสบเนื้อเน่า การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกนั้น ล้วนแต่ขาดความชัดเจนของข้อมูล อย่างโรคมะเร็งจากบุหรี่ในปีหนึ่งๆ ห้าหมื่นกว่าคน ทำไมไม่แบนบุหรี่

นายวราวุธ ชูธรรมธัช รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า “ประเทศไทยจะเพิ่งเกษตรอินทรีย์ทั้งหมดไม่ได้ ต้องพึ่งเกษครเคมีด้วย ดังนั้นใครถนัดวิถีไหน ก็ทำไป และเป็นเรื่องที่ดีที่เกษตรกรออกมาให้ข้อมูล จะได้เป็นการให้ข้อมูลทั้งสองด้าน ไม่ใช่ให้ข้อมูลแต่เพียงด้านเดียว เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ หากมีการแบน ต้นทุนเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคก็ต้องรับภาระราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น”

สิ่งที่เกษตรกรสงสัยที่สุด ตอนนี้ คือ ความพยายาม “แบนพาราควอต” อย่างรุนแรง และไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ควบคู่ไปกับ ความพยายาม “ผลักดันสารเคมีทดแทนตัวใหม่” ที่ราคาแพงกว่าหลายเท่า แถมสารที่แนะนำ เอ็นจีโอที่อังกฤษ บอกว่าก่อมะเร็งและทำลายระบบประสาท สามารถตกค้างในสิ่งแวดล้อม ซึ่งสารทดแทนที่แนะนำนี้ ขายในไทยมานานแล้ว แต่เกษตรกรไม่ใช้เหตุเพราะแพงและอันตรายกว่า งานนี้ อาจมีเบื้องหลังจากกลุ่มทุนรายใหญ่ร่วมแบน “หากพาราควอตยังอยู่ ตัวนี้ก็ขายไม่ได้” ท้ายสุด เกษตรกรก็รับเคราะห์เหมือนเดิม

“เกษตรกร 500,000 ราย อยากร้องขอ “นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา” และ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน” ที่ได้รับเสียงเลือกตั้งส่วนใหญ่จากเกษตรกร “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” “กรมวิชาการเกษตร” พิจารณาจากข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ตามกระแสสังคม เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นประเทศชาติเสียหาย ประชาชนเดือดร้อน ต้องนำภาษีประชาชนมาใช้อีกกี่แสนล้านบาท “อย่าใช้เกษตรกรเล่นเกมการเมือง” และ “เอื้อประโยชน์นายทุนที่อยู่เบื้องหลังการแบน” นายมนัส กล่าว

ดันศูนย์ข้าวชุมชน-แปลงใหญ่ เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ดี2แสนตันแก้ขาดแคลน

ดันศูนย์ข้าวชุมชน-แปลงใหญ่ เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ดี2แสนตันแก้ขาดแคลน

กรมการข้าวดันศูนย์ข้าวชุมชน-นาแปลงใหญ่ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี 1 แสนตัน แก้วิกฤติขาดแคลน ยันเกษตรกรมีเมล็ดพันธุ์ดีใช้ทั่วถึง พร้อมชู“ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสวนแตง” ต้นแบบผลิตเมล็ดพันธุ์ดี สร้างอาชีพ และรายได้มั่นคงสู่เกษตรกร

นางจุรี ภัทรกุลนิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าวเปิดเผยว่า กรมการข้าวได้รับมอบนโยบายสำคัญให้ขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตร ได้แก่ ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพได้คือ ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี โดยปัจจุบันเกษตรกรต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ดีในปริมาณจำนวนมากบางส่วนซื้อเมล็ดพันธุ์ดีจากหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชนปีละประมาณ 3 แสนตัน ทั้งนี้ ปีงบประมาณ 2563 กรมการข้าวตั้งเป้าหมายส่งเสริมการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ดี 2 แสนตัน โดย 1 แสนตัน ผลิตโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว 28 แห่ง ส่วนอีก 1 แสนตัน ผลิตโดยศูนย์ข้าวชุมชนหรือกลุ่มนาแปลงใหญ่ ซึ่งกรมคัดเลือกศูนย์ข้าวชุมชนหรือกลุ่มนาแปลงใหญ่ ที่มีศักยภาพผลิตเมล็ดพันธุ์ดีและเข้มแข็ง 1,000 แห่ง เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ดีแห่งละ 100 ตัน

สำหรับศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีบ้านสวนแตง (ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสวนแตง) อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ถือเป็นหนึ่งศูนย์ต้นแบบ ที่มีศักยภาพผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี ซึ่งผลิตได้มากกว่า 100 ตัน ที่สำคัญการผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเป็นการสร้างอาชีพ รายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร มากกว่าการผลิตเมล็ดพันธุ์และขายเป็นข้าวเปลือก ที่ราคาต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาด

 

 

 

 

 

 

อากาศแปรปรวน อุตุฯเตือนฝนหนักก่อนหนาว อุณหภูมิจะลด 2-3 องศาฯ

ไทยรัฐออนไลน์10 ต.ค. 2562 12:10 น.
SHARE
 

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "สภาพอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 12-15 ฉบับ 1 ลงวันที่ 10

ตุลาคม 2592

ในช่วงวันที่ 12-15 ตุลาคม 2562 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ และมีลมกระโชกแรงบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล หลังจากนั้นประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลง โดยบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุณหภูมิจะลดลง 2-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง

ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากสภาพอากาศแปรปรวนเนื่องจากฝนตกหนักกับลมกระโชกแรงและอุณหภูมิลดลง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในระยะนี้ไว้ด้วย

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ มีดังนี้

วันที่ 12-13 ตุลาคม 2562 บริเวณที่มีฝนตกหนักกับมีลมกระโชกแรง

ภาคเหนือ: จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ มหาสารคาม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ภาคกลาง: จังหวัดชัยนาท นครสวรรค์ อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา และภูเก็ต

ในช่วงวันที่ 14-15 ตุลาคม 2562 บริเวณที่มีฝนตกหนักกับมีลมกระโชกแรง

ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย กำแพงเพชร และตาก

ภาคกลาง: จังหวัดอุทัยธานี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก: จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนในช่วงวันที่ 12-15 ตุลาคม 2562 ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศแปรปรวน โดยมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงในระยะแรก หลังจากนั้นจะมีฝนลดลง โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออุณหภูมิจะลดลงกับมีลมแรง

สำหรับลมตะวันออกที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์

กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกาศ ณ วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2562 เวลา 11.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2562 เวลา 11.00 น.

 

งานวิจัยแรกของโลก!พบ "บุหรี่ไฟฟ้า" ทำให้หนูทดลองเป็นมะเร็งปอด

  • วันที่ 10 ต.ค. 2562 เวลา 11:56 น.
 

งานวิจัยแรกของโลก!พบ

นักวิจัยสหรัฐฯ พบหนูทดลองป่วยเป็นมะเร็งปอด และพบเซลล์กระเพาะปัสสาวะที่ส่อว่าจะพัฒนาเป็นมะเร็ง หลังจากสัมผัสไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเวลา 1 ปี

แพทย์หญิงเริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า เมื่อ 7 ต.ค. 2562 งานวิจัยชิ้นใหม่จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา นำโดย ศ.ดร. Moon-shong Tang ผู้เชี่ยวชาญด้านพยาธิวิทยา ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ระบุความสัมพันธ์ของบุหรี่ไฟฟ้ากับการเกิดมะเร็งปอด และการเปลี่ยนแปลงของเซลล์กระเพาะปัสสาวะที่ส่อว่าจะพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็งในหนูทดลอง

โดยการศึกษาครั้งนี้ได้ใช้หนูทดลองจำนวนทั้งสิ้น 85 ตัว ทำการสุ่มแยกหนูออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกจำนวน 45 ตัวได้รับไอระเหยจากบุหรี่ไฟฟ้าชนิดน้ำที่มีความเข้มข้นของนิโคติน 36 mg/ml ผสมกับสารละลาย PG (Propylene glycol) และ VG (Vegetable glycerine) วันละ 4 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลารวมทั้งสิ้น 54 สัปดาห์ กลุ่มที่สองใช้หนูทดลองจำนวน 20 ตัว โดยให้สัมผัสไอระเหยจาก PG, VG ที่ไม่มีสารนิโคตินรวมอยู่ เป็นเวลาเท่ากัน และกลุ่มที่สามเป็นกลุ่มเปรียบเทียบที่ไม่ได้สัมผัสไอระเหยจากบุหรี่ไฟฟ้าเลยจำนวน 20 ตัว (ระหว่างการทดลองพบหนู 9 ตัว เสียชีวิตเนื่องจากสภาพที่ไม่พร้อม แต่ตรวจไม่พบเซลล์มะเร็งในหนูเหล่านี้)

เมื่อครบเวลา 54 สัปดาห์ ทีมวิจัยได้นำหนูทั้งหมดจำนวน 76 ตัว มาตรวจเซลล์ในอวัยวะภายในที่สำคัญต่าง ๆ ในหนูกลุ่มแรกที่สัมผัสบุหรี่ไฟฟ้าชนิดนิโคตินที่ผสมกับสาร VG, PG พบเซลล์มะเร็งในปอดจำนวน 9 ตัว จากหนูทั้งหมด 40 ตัว (คิดเป็น 22.5%) และพบเซลล์ที่ส่อว่าจะพัฒนาไปเป็นมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะของหนูกลุ่มนี้จำนวน 23 ตัว (คิดเป็นร้อยละ 57.5%) ขณะที่ไม่พบการเกิดมะเร็งปอดในกลุ่มของหนูที่สัมผัสไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้าชนิดไม่มีนิโคติน และหนูในกลุ่มที่สามที่ไม่ได้สัมผัสไอระเหยจากบุหรี่ไฟฟ้าเลย พบมะเร็งปอดเพียง 1 ใน 18 ตัว

ศ.ดร.Moon-shong Tang ระบุว่า ปริมาณไอระเหยบุหรี่ไฟฟ้าที่หนูทดลองกลุ่มนี้ได้รับ เทียบได้เท่ากับคนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ถึง 5 ปี ผลการศึกษาสรุปได้ว่า นิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายและมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปอดในหนูที่ทดลอง โดยนักวิจัยเชื่อว่าไอระเหยบุหรี่ไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กว่าควันบุหรี่ธรรมดา ทำให้สารพิษต่าง ๆ รวมทั้งนิโคตินเข้าไปสู่เซลล์ปอดได้ลึกมากกว่าจนไปทำลายเซลล์ปอดได้รับอันตรายเป็นสาเหตุของมะเร็ง

แพทย์หญิงเริงฤดี กล่าวอีกว่า ทีมวิจัยคณะนี้ได้เคยทำการศึกษาผลของการสัมผัสไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้าในหนูระยะสั้นมาแล้วโดยครั้งก่อนได้ให้หนูสัมผัสไอระเหยเพียง 3 เดือน พบมีการทำลายของสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอในเซลล์ปอด หัวใจและกระเพาะปัสสาวะ

"การศึกษานี้เป็นงานวิจัยแรกที่มีการติดตามระยะยาว และค้นพบความจริงที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายและเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ซึ่งงานวิจัยที่แสดงอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าทยอยเปิดเผยสู่สาธารณะเรื่อยๆ รวมทั้งกรณีที่มีการระบาดของปอดอักเสบรุนแรงในสหรัฐที่ล่าสุดเมื่อ 7 ต.ค. 62 มีผู้เสียชีวิตแล้ว 22 ราย และมีผู้ป่วยกว่า 1,000 คน ลบล้างความเชื่อที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่ธรรมดา"แพทย์หญิงเริงฤดี กล่าว

คุก"สุรพงษ์" 2 ปี คดีออกพาสปอร์ตให้"ทักษิณ" แต่ศาลปรานีให้รอลงอาญา เหตุโรครุมเร้า

  • วันที่ 10 ต.ค. 2562 เวลา 14:21 น.
 

คุก

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ พิพากษา ยืนจำคุก "สุรพงษ์" 2 ปี คดีออกพาสปอร์ตให้"ทักษิณ" แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี เหตุความประพฤติดี - โรครุมเร้า พร้อมเพิ่มค่าปรับเป็นเงินอีก 1 แสนบาท

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 10 ต.ค.ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลย ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157กรณีออกหนังสือเดินทางให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นจำเลยหลบหนีคำพิพากษาและหมายจับ

สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้อ่านคำพิพากษาชั้นแรก ไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2561 โดยพิพากษาว่า นายสุรพงษ์ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริต เนื่องจากการออกหนังสือเดินทางให้นายทักษิณ เป็นการสนับสนุนช่วยเหลือนายทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และหลบหนีหมายจับในคดีข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ สามารถเดินทางในต่างประเทศได้โดยสะดวก อยู่ในต่างประเทศโดยไม่ผิดกฎหมาย ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรม และคำพิพากษาของศาลยุติธรรมไทยอ่อนแอ และไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง จึงพิพากษาให้จำคุก 2 ปี

ต่อมา นายสุรพงษ์ จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา

ล่าสุด องค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ พิพากษายืนโทษจำคุก “สุรพงษ์” อดีต รมว.ต่างประเทศ เป็นเวลา 2 ปี  แต่แก้ไขโทษจำคุก ให้รอลงอาญา เป็นเวลา 2 ปี เนื่องจากความประพฤติดีและมีโรครุมเร้า แต่ให้มีโทษปรับในความผิดนี้ด้วยเป็นเงิน จำนวน 100,000 บาท

...............................................
 
 
 
 

“ธนินท์” ปลุกรัฐสปีดอีอีซี เลิกกินบุญเก่า-ป้องนักลงทุนหนี

วันที่ 9 October 2019 - 12:00 น.
Facebook
Twitter
Google+
LINE

“เจ้าสัวธนินท์” อ่านเศรษฐโลกส่องฝีมือบริหารเศรษฐกิจไทยใกล้ค่ำ-กำลังถดถอย ปลุกรัฐบาลต้องตื่น อย่ามัวกินบุญเก่า ถ้า “อีอีซี” ไม่เกิด นักลงทุนย้ายหนีไปตลาดใหม่ แนะดูแลสินค้าเกษตร ต้องให้ราคาดี เจียดเงิน 10% ปล่อยกู้ธุรกิจรายกลาง-เล็ก เดินหน้าสร้างโอกาสจากวิกฤตจีน-อเมริกา ย้ำ “ไฮสปีด” เรื่องยิ่งใหญ่ของชาติ ตอบโจทย์ธุรกิจยุคต่อเชื่อมรวดเร็ว ยัน ซี.พี.ไม่ได้ผูกขาดแต่กล้าทำก่อน-ทำเรื่องยาก เผยแนวคิด “ผู้นำ” ที่ดีต้องยึดผลประโยชน์องค์กรเป็นอันดับแรก

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) ให้สัมภาษณ์กับนายสรกล อดุลยานนท์ หรือ “หนุ่มเมืองจันท์” ตอบคำถามและวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย ในวาระเปิดตัวหนังสือ “ความสำเร็จดีใจได้วันเดียว” จัดโดยสำนักพิมพ์มติชน โดยแนะนักธุรกิจที่เจอกับวิกฤตว่า ในทุกวิกฤตจะมีโอกาสตามมา

 

เจอวิกฤตอย่าท้อ-อย่าตาย

“หากเจอวิกฤต มืดที่สุด อย่าท้อใจ แสงสว่างจะมา ถ้าผ่านไปได้ พอฟื้นจากวิกฤต สังคม เศรษฐกิจ เปลี่ยนแปลงจะเอื้อให้ทำธุรกิจต่อ ทุกอย่างจะถูกหมด แต่ตอนอยู่ในวิกฤตต้องอย่าตาย ต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ จึงจะมีโอกาสได้คืน เพราะมีประสบการณ์มีความรู้แล้ว เสียค่าเล่าเรียนแล้ว วิกฤตตามมาด้วยโอกาส โอกาสก็จะตามมาด้วยวิกฤต อันนี้คู่กัน”

เศรษฐกิจไทยใกล้ค่ำ

เมื่อถามว่า ตอนนี้เศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ในช่วงเวลาไหน นายธนินท์ตอบว่า “คิดว่ากำลังบ่ายสามสี่โมง ผมว่าถ้าเมืองไทยทำเป็น เป็นโอกาสอย่างยิ่ง แต่รู้สึกว่าเมืองไทยยังทำไม่เป็น ความจริงแล้ว ปัญหาอเมริกากับจีนเป็นโอกาสของเมืองไทยอย่างยิ่ง ธุรกิจจะย้ายฐานจากจีน มาเมืองไทยดีที่สุด แต่ถ้าไทยไม่ฉวยโอกาส เขาก็จะไปเวียดนาม อินโดนีเซีย โอกาสนี้ก็หายไป กว่าจะดึงกลับมาก็หลายสิบปี”

พร้อมขยายความเพิ่มเติมว่า “ตอนนี้เรากำลังถดถอยอยู่ เราต้องไปวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจของเราพื้นฐานจริง ๆ 70% คือ ลงทุนจากญี่ปุ่น แต่ภาคเกษตร คือน้ำมันบนดินเป็นสมบัติของชาติ เพียงแต่ประไทยยังละเลยความสำคัญของสินค้าเกษตร ทั้งที่จริง ๆ แล้วสินค้าเกษตรมีมากมายเหลือเกิน”

“สินค้าเกษตรเป็นของไทยจริง ๆ เป็นสิ่งที่เราได้ 80% อย่างอื่นเราไปซื้อมาประกอบแล้วไปขาย แต่เกษตรเป็นของเรา เกิดจากแผ่นดินไทย เราต้องปกป้อง ต้องให้ราคาดี เป็นทรัพย์สมบัติของชาติ รัฐบาลก็ต้องทำให้คนรายได้สูงขึ้น รัฐบาลมีเงินเยอะ และมีการไปซื้อพันธบัตรของอเมริกา ควรใช้เงิน 10% ของการไปซื้อพันธบัตรมาปล่อยกู้ให้ธุรกิจรายกลาง-ย่อย-จิ๋ว ไปลงทุนซื้อเครื่องจักร โดยให้ผ่อนระยะยาว”

ซี.พี.เสี่ยงได้ แต่ล้มละลายไม่ทำ

ส่วนวิธีการบริหารความเสี่ยงสไตล์ ซี.พี. นายธนินท์มองว่า “การทำธุรกิจไม่มีอะไรไม่เสี่ยง นักธุรกิจต้องเสี่ยง ไม่มีสูตรสำเร็จรูป ทำไปก็แก้ไป แต่เป้าหมายต้องชัด คิดหาวิธีหลีกเลี่ยง ธุรกิจ ซี.พี.ถ้าเสี่ยง 30 : 70 ผมเสี่ยง แต่ถ้าโครงการใหญ่มากขนาดที่มีโอกาสทำให้ ซี.พี.ล้มละลาย แม้ว่าเสี่ยงแค่ 10 ก็ไม่ทำ อย่าเล่นอะไรที่เกินตัว เพราะถ้าเสี่ยงแล้วมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุ เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ ยิ่งทำใหญ่ยิ่งเสี่ยงสูง ถ้าทำใหญ่เกินความสามารถจะล้มละลายได้ อย่าเข้าใจผิดว่า บริษัทใหญ่ไม่ล้มละลาย ฉะนั้น นโยบายของเครือ ซี.พี. คือ เสี่ยงได้ แต่ต้องไม่ให้ล้มละลาย อะไรเสี่ยงเกินตัวจะไม่ทำ”

 

อีอีซีไม่เกิด-นักลงทุนย้ายหนี

สำหรับกรณีรถไฟความเร็วสูง นายธนินท์ให้ความเห็นต่อเนื่องจากการบริหารความเสี่ยงว่า เรื่องรถไฟความเร็วสูง เสี่ยงแต่มีโอกาสสำเร็จ ถ้ารัฐบาลเข้าใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐบาล เรื่องเศรษฐกิจแท้ ๆ ไม่ใช่เรื่องของประชาชน เขาตั้งชื่อพีพีพี คือ รัฐร่วมกับเอกชน และเอาจุดเด่นของเอกชนกับรัฐบาลบวกกันแล้วมาลบจุดอ่อนของรัฐบาล เวลานี้มีพีพีพีเกิดขึ้น แต่ทีโออาร์เขียนแล้วไม่ใช่ รัฐบาลต้องมาร่วมรับผิดชอบด้วยกันกับเอกชน ถ้าเสี่ยงก็ต้องเสี่ยงด้วยกัน เป็นคู่ชีวิตกัน ล่มก็ต้องล่มด้วยกัน ไม่ใช่เอกชนเสี่ยง แต่รัฐบาลไม่เสี่ยง เรื่องนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ”

นายธนินท์เชื่อว่า ธุรกิจยุคต่อไปนี้ต้องการความรวดเร็ว รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ทำให้คนอยู่ระยองใช้เวลา 45 นาที เชื่อมกับกรุงเทพฯ ขณะที่จีนมีรถไฟความเร็วสูงหลายหมื่นกิโลเมตร “แต่เรายังมัวชักช้าอยู่ และไม่ได้มองความสำคัญ ถ้าโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ไม่เกิด คือ เรากำลังถดถอย นักลงทุนจะย้ายฐานการลงทุนไปเวียดนาม และอินโดนีเซียแทน ถ้าเป็นอย่างนั้น เราจะค่อย ๆ ร่อยหรอลง ขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี, รถยนต์ อิ่มตัวแล้ว และเทรนด์เปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ถ้ารัฐบาลยังมองไม่เห็น บริษัทที่ผลิตในไทย เขาจะย้ายไปผลิตประเทศอื่น 10-20 ปี เขาก็ไม่ลงทุนเพิ่ม เราก็กินของเก่าไป เขาก็ไปลงทุนที่ตลาดใหม่”

อย่าหลับชิงโอกาสวิกฤตการค้า

ขณะที่กำลังซื้อในอินโดนีเซีย 300 ล้านคน เวียดนาม 100 ล้านคน เศรษฐกิจยังเติบโตอยู่

“ผมว่ารัฐบาลยังมองไม่เห็นความสำคัญ ถ้าไทยยังไม่เร่งออกมาตรการดี ๆ จูงใจให้เขาไม่ย้ายฐาน นักลงทุนต่างชาติจะหนีไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน อย่างกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ก็เริ่มย้ายฐาน วันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีอย่างยิ่งที่จะดึงธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์มาลงทุน ยิ่งอเมริกากับจีนมีปัญหากัน ยิ่งเป็นโอกาสที่ดีมากของไทย ทำไมเรายังนอนหลับอยู่ เขาจะย้ายไปเวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เยอะมาก”

ประสบการณ์แก้วิกฤตต้มยำกุ้ง

ประธานอาวุโสเครือ ซี.พี.ถอดบทเรียนช่วงวิกฤตที่สุดของ ซี.พี. ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยยอมรับว่าช่วงนั้นรู้สึกมืดแปดด้าน และคิดไม่ถึงว่าจะวิกฤตจะรุนแรงและบานปลาย แต่มั่นใจว่าธุรกิจเดิมของ ซี.พี. คือ ธุรกิจเกษตร จะไม่ล้มละลาย ทั้งได้ข้อคิดว่าจะรักษาทุกอย่างไว้ไม่ได้ อันไหนสำคัญต้องรักษาไว้ และต้องเป็นธุรกิจที่สำคัญ และดีด้วยจึงจะขายได้ และเตือนว่า เวลาจะทำอะไรต้องทำที่โลกยอมรับ เป็นธุรกิจที่มีอนาคต มิฉะนั้น ถ้าเจอวิกฤตแล้ว ให้ฟรีเขาก็ยังไม่เอา

“ตอนนั้นธุรกิจใหม่ คือ โทรศัพท์ แม็คโคร โลตัส เซเว่นฯ ขายโลตัสก่อน เพราะคนเห็นว่าตัวนี้ดีมาก บริษัทอังกฤษที่มาซื้อยังพูดว่า คุณทำได้เหนือกว่าผมที่อังกฤษอีก ขายราคาเท่าไหร่ เขาก็ไม่ต่อรองเลย ซี.พี.เหลือไว้แค่ 25% ขายโลตัสแล้วไปคืนหนี้ อันที่สองขายแม็คโคร ต้องคืนหนี้ให้หมด ถ้าไม่คืนหนี้ให้หมด ซี.พี.จะล้มละลาย เครดิตทั่วโลกที่สร้างไว้จะหายหมด ถ้าตอนนั้นขายโทรศัพท์อันเดียวจบเลย ไม่ต้องขายแม็คโครกับโลตัส แต่ตอนนั้นโทรศัพท์ดีมาก

บริษัทถูกจัดอยู่ในอันดับ 50 ของโลก อันดับ 11 ของเอเชีย เรือเจอพายุแล้วเราต้องทิ้งของบางส่วน รักษาเรือลำนั้นให้อยู่รอดก่อน แล้วเราค่อยหาคืนกลับมา ประสบการณ์บอกเราว่า ถ้าจะรักษาไว้ทุกอย่าง สุดท้ายก็จะล้มทั้งหมด”

ทำ 2 เรื่องอาหารกาย-สมอง

นอกจากนี้ การทำธุรกิจจะทำทุกเรื่องไม่ได้ ซี.พี.ทำ 2 เรื่อง อาหารสมองกับอาหารอิ่มท้องคู่กันกับมนุษย์ แต่อาหารอิ่มท้องสำคัญกว่า ถ้าต้องเลือก ต้องเอาชีวิตไว้ก่อน นอกเหนือจากนี้เราไม่ทำ อย่างค้าปลีกก็ต่อเนื่องกับอาหาร ธุรกิจของ ซี.พี.เป็นธุรกิจต่อเนื่องกัน ต่อไปนี้ธุรกิจทุกเรื่องต้องต่อเนื่อง เวลาจะขยายธุรกิจถ้าเก่งตรงนี้แล้วขยายไปข้างบนข้างล่างได้หมด เป็นอินทิเกรตมากขึ้น ยุค 4.0 ทุกธุรกิจจะต่อเนื่องกัน เอื้อกันมากขึ้น อย่างรถยนต์มีชิ้นส่วนสี่ห้าพันชิ้นส่วน ต้องมาผนึกกำลังอยู่ในที่เดียวกัน เพื่อลดค่าใช้จ่าย การขนส่ง ในโลกยุค 4.0 จะเป็นอย่างนี้

ปั้นผู้นำ-ต้องทำงานเป็นทีม

นายธนินท์กล่าวว่า ปัจจุบัน ซี.พี.มีพนักงานทั่วโลกกว่า 300,000 คน ต้องมีหัวหน้าทีมและผนึกกำลังกัน ช่วยเหลือกัน สิ่งที่ดีที่สุดในการพัฒนาคน คือ ให้เขาลงมือทำ ให้อำนาจ ให้เขาคิดเองทำเอง เราเพียงให้ข้อเสนอแนะ อย่าไปชี้นำ ถ้าทำผิดเสียหาย ให้โอกาสทำต่อ เพราะถือว่าทำผิดเป็นค่าเล่าเรียน ถ้าเขาไม่ได้มีโอกาสแสดง คนก็ไม่รู้ว่าเขามีความสามารถแค่ไหน ตามด้วยเกียรติคือให้ตำแหน่ง และข้อสาม คือ เงิน

แต่สิ่งสำคัญ “ผู้นำ” ต้องเอาผลประโยชน์ตัวเองอยู่ที่สาม ผลประโยชน์ที่หนึ่งคือบริษัท คิดถึงองค์กรเป็นอันดับแรก บริษัทไม่มีวิญญาณ ผู้นำต้องใส่จิตวิญญาณให้กับบริษัท ถ้าผู้นำเห็นแก่ตัว บริษัทล้มละลายแน่ แม้เป็นธุรกิจส่วนตัวก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อบริษัท ตามด้วยพนักงาน เพราะถ้าไม่มีพนักงานช่วยทำ คุณทำคนเดียวไม่สำเร็จ สตาร์ตอัพก็เหมือนกัน

วันนี้ ซี.พี.กำลังทำให้เหมือนกับสตาร์ตอัพ แต่กดดันน้อยกว่าสตาร์ตอัพตรงที่ถ้าทำขาดทุน บริษัทจ่ายให้ แต่ต้องรู้กำไรขาดทุนทุกวัน เรื่องใหม่ต้องให้คนใหม่ทำ ลูกวัวไม่กลัวเสือ เพราะเราให้อำนาจเขาแล้ว ให้โอกาสแล้ว ให้ทุนไปทำแล้ว สำคัญคือต้องให้เขารู้กำไรขาดทุน

ใช้เวลาเขียนหนังสือนาน 8 ปี

นายธนินท์กล่าวว่า ที่ใช้เวลาถึง 8 ปีในการเขียนหนังสือ “ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว” เพื่อดูว่าในระหว่างนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลง มีอะไรที่ดีกว่าไหม และเป็นประโยชน์กับคนอ่าน ทั้งที่ในชีวิตไม่เคยคิดว่าจะทำหนังสือ แต่อ่านหนังสือของแจ็ก เวลช์ แล้วประทับใจที่เขาเปลี่ยนแปลง และได้ฟังคนเก่ง ๆ อย่างแจ็ก หม่า อาลีบาบา ซึ่งยกเป็นอาจารย์ ผมเจอแจ็ก หม่า ตอนเขากำลังทำอาลีบาบา ได้ฟังเขาพูดแล้ว แต่ไม่กล้าลงทุนกับเขา เพราะยังฟังไม่เข้าใจ ทั้งที่ไปเรียนอีคอมเมิร์ซ อินเทอร์เน็ต เข้าคอร์สที่ฮ่องกง ไปหาซอฟต์แบงก์ด้วย รู้ว่าเทรนด์มันจะมา แต่ฟังแล้วไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่มีรูปแบบให้เราเห็นว่าเป็นยังไง

กำไรหลายร้อยเท่า แต่ไม่กล้า มองไม่ชัด คิดไม่ออกว่าจะสำเร็จได้ยังไง เพราะมันไม่มีทางเดิน แต่เชื่อว่าเขาเห็น เรามองไม่เห็น แจ็ก หม่า มองเห็นภูเขาเป็นทองทั้งภูเขา แต่เราเห็นแต่ต้นไม้กับหินกับดิน เลยไม่กล้า
ลงทุน

คล้ายเคสเซเว่นอีเลฟเว่น ที่ฝรั่งมองไม่เห็น แต่ผมมองเห็น ผมเห็นฝรั่งทำสำเร็จแล้วคิดว่า ถ้าเอามาทำที่เมืองไทยจะสำเร็จแน่นอน แต่ฝรั่งบอกว่า เมืองไทยยังไม่พร้อม เพราะรายได้คนไทยน้อยกว่าอเมริกาสิบกว่าเท่า ไม่คุ้ม ยังไม่ถึงเวลาที่จะลงทุน แต่เขาลืมคิดว่าค่าต้นทุนเราถูกกว่าเขาสิบเท่า คิดแล้วมันก็เจ๊ากัน

ไม่ได้ผูกขาดแค่สำเร็จก่อน

นายธนินท์เล่าว่า “อะไรที่เป็นไปไม่ได้  ถ้าผมทำสำเร็จ คนอื่นก็จะไม่ได้ทำ เพราะผมทำแต่ผู้เดียว เหมือนกับผมเลือกของที่ยาก คนฉลาดไม่เอาหรอกครับ คนฉลาดชอบอะไรที่ง่ายและสำเร็จได้ง่าย แต่ผมไม่ใช่ ผมต้องดูว่ายากที่สุดแล้วมีอนาคตไหม ถ้ายาก แต่ไม่มีอนาคต ผมก็ไม่เอา แต่ถ้ายากแล้วมีอนาคต ธุรกิจจะยิ่งใหญ่ ผมจะเข้าไป”

เหตุที่เลือกทำของยากที่สุดเพราะคนเก่งจะได้ไม่มา เนื่องจากคนเก่งคนฉลาดจะเห็นว่ามันไม่มีทางสำเร็จหรอก ให้เขาทำไปเถอะ ไม่เป็นไร ล้มละลายแน่ ซึ่งถือเป็นการเห็นโอกาสก่อน และลงมือทำก่อน แต่ถึงกระนั้นก็ยอมรับว่าซีพีเจอปัญหาเหมือนกัน

“มันเหมือนต่อยมวย ขึ้นเวทีมีคนเดียวเท่านั้น สะดุดขาล้มไปนับ 10 ตื่นขึ้นมาก็เป็นแชมป์เพราะไม่มีคู่ต่อย ถ้าเราสำเร็จเมื่อไร คนขึ้นมาตามก็สายไปแล้ว ซีพีถึงถูกมองว่าผูกขาด พวกคุณต้องเข้าใจ เราผูกขาดที่ไหน แต่เราทำก่อน”

“ตอนเราสำเร็จ ค่อยมาตามช่วงนั้น เราก็ผูกขาดไปแล้ว แต่ไม่มีใครให้เราผูกขาดนะ รัฐบาลไม่ให้ กฎหมายไม่ให้ผูกขาด”

เรื่องความสำเร็จไม่มีสูตรสำเร็จ เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องบวกเฮง บวกโอกาส บางคนโอกาสมาเร็ว บางคนมาช้า สำหรับผมเจอโอกาสมาเร็ว แล้วก็ทุ่มเท สู้ผ่านวิกฤตปัญหา ยิ่งผ่านวิกฤตก็ยิ่งเก่ง ถ้าคนเก่งเท่ากันแล้วคนหนึ่งเจอวิกฤตและอีกคนไม่เคยเจอ คนที่ผ่านวิกฤตจะเก่งกว่ามาก

“ไปทำงานเหมือนไปเที่ยว”

ด้วยวัย 80 ปี แต่ยังทำงาน นายธนินท์อธิบายว่า ถือว่าการไปทำงานเป็นการไปเที่ยว ต้องอย่าคิดว่าไปทำงาน ให้คิดว่าเป็นเรื่องเล่นเกม คิดว่าไปเที่ยว ไปสนุก คือ ถ้าไปเที่ยวจริง ๆ มันไม่เกิดอะไร แต่ถ้ามาทำงาน
แล้วคิดว่าไปเที่ยวจะเกิดผลประโยชน์ และถ้าเจอปัญหาให้คิดว่า เป็นอาหารสมอง

“เรื่องอุปสรรคและปัญหาถือเป็นอาหาร 3 มื้อของนักธุรกิจ ผมไปออฟฟิศเป็นความสุข ผมว่าเราต้องเปลี่ยนแปลง ยิ่งโลกเปลี่ยนแปลง ปัญหามาแน่นอน อะไรที่เรากลุ้มใจก็ให้คนอื่นไปกลุ้มใจแทน เดี๋ยวนี้งานส่วนใหญ่มีคนเก่งทำอยู่แล้ว อย่างของผมบริษัทใหญ่ก็มี ซีพีเอฟ ซีพี ออลล์ และทรู ซึ่งทรูกำลังจะแซงซีพี ออลล์แล้ว เรามีคนรับผิดชอบอยู่แล้ว ส่วนผมทำเรื่องใหม่ เรื่องใช้เงิน การเปลี่ยนแปลงต้องใช้เงิน คือ ศูนย์ผู้นำ ผมบอกเพื่อนร่วมงานว่าเราลงทุนเหมือนโรงงาน โรงงานเห็นโปรดักต์ ส่วนศูนย์ผู้นำไม่เห็นเป็นตัว แต่ได้สร้างคนเก่ง สร้างผู้นำเก่ง ซึ่งประเมินมูลค่าไม่ได้ ธุรกิจยุค 4.0 กำลังเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ บริษัทใหญ่ล้มละลายได้ ถ้าไม่เปลี่ยนแปลง สตาร์ตอัพจะขึ้นมาแซงเป็นผู้ใหญ่แทน อย่างอาลีบาบา 18 ปี แซงบริษัท 100 ปี” นายธนินท์กล่าว

.................................................................

10 ตุลาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน