*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5610
  • จำนวนผู้ชม : 3366468
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< ตุลาคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 375 , 11:48:12 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน wullopp , vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

          นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์(ซีพี) บริหารจัดการแบ่งหน่วยงานส่วนหนึ่งของบริษัทฯมาดูแล

ศูนย์รวมนมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ล่าสุดได้รับโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้า ณ อาคารศูนย์รวมนมโครงการส่วนพระองค์สวน

จิตรลดา เย็นวานนี้ 14 ต.ค. เวลา 17.43 น.

         ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระปฏิสัณฐานกับนายธนินท์ด้วยพระอรินาบถอันดียิ่ง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูป ศูนย์รวมนม สวนจิตรลดา ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูป ศูนย์รวมนม สวนจิตรลดา ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูป ศูนย์รวมนม สวนจิตรลดา

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ เปิดอาคารศูนย์รวมนม สวนจิตรลดา

    
 

14 ต.ค.62 - เวลา  17.43 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จออกจากพระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิตไปยังอาคารศูนย์รวมนมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาโดยมีนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์(ซีพี) เฝ้าฯรับเสด็จ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีเสด็จเข้าสู่พลับพลาพิธีประทับพระราชอาสน์นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์(ซีพี) กราบบังคมทูลรายงานเกี่ยวกับการดำเนินการก่อสร้างอาคารศูนย์รวมนมสวนจิตรลดาพร้อมทั้งกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯทอดพระเนตรนิทรรศการและวีดิทัศน์เกี่ยวกับกระบวนการผลิตของศูนย์รวมนมสวนจิตรลดา

นายธนินท์เจียรวนนท์ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์(ซีพี) เข้าเฝ้าฯทูลเกล้าฯถวายหนังสือโครงการศูนย์รวมนมสวนจิตรลดา

ต่อมาเสด็จออกจากบริเวณนิทรรศการไปยังบริเวณด้านหน้าอาคารศูนย์รวมนมสวนจิตรลดาเสด็จขึ้นแท่นพิธีทรงพระสุหร่ายฉีดและทรงเจิมแผ่นจารึกป้ายชื่ออาคารศูนย์รวมนมสวนจิตรลดาจากนั้นเสด็จขึ้นชานหน้าอาคารศูนย์รวมนมสวนจิตรลดาทอดพระเนตรอุปกรณ์การผลิตนมพาสเจอร์ไรส์สมควรแก่เวลาเสด็จลงชานหน้าอาคารศูนย์รวมนมสวนจิตรลดาเสด็จฯไปยังรถยนต์พระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จออกจากอาคารศูนย์รวมนมสวนจิตรลดากลับพระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต

สำหรับความเป็นมาของศูนย์รวมนมสวนจิตรลดาเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2516 เป็นอาคารชั้นเดียวเพื่อผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ต่อมาในปีพ.ศ.2552 ขยายอาคารโรงงานเป็น2 ชั้นในพื้นที่เดิมโดยชั้นล่างเป็นส่วนผลิตและชั้นบนเป็นส่วนสำนักงานห้องประชุมและส่วนเก็บบรรจุภัณฑ์

 

เมื่อขี้หมูไหลตอนฝนตก

    
 

 

ก็ถูกของ "ปิยบุตร" นะ 

    รัฐธรรมนูญมาตรา ๑ แก้ไม่ได้ 
    เพราะถูกบังคับโดยมาตรา ๒๕๕
    "การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทํามิได้"
    และมาตรา ๒๕๖ (๘) 
    ในกรณีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ หรือหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดํารงตําแหน่งต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่หรืออํานาจของศาลหรือองค์กรอิสระ หรือเรื่องที่ทําให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติตามหน้าที่หรืออํานาจได้ ก่อนดําเนินการตาม  (๗) ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม จึงให้ดําเนินการตาม (๗) ต่อไป
    แต่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะรู้กันอยู่แล้ว
    สำหรับข้อวิตกกังวลเรื่องการแก้ไขมาตรา ๑ เปลี่ยนรูปแบบประเทศไทยจากรัฐบาลเป็นหลายรัฐ  ไม่ใช่แค่เรื่องที่รู้อยู่แล้วว่าแก้ไม่ได้
    แต่เป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้วว่าแก้ไม่ได้ ก็ยังเอามาพูด ในทำนองท้าทายว่า ถ้าจะแก้ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร
    สิ่งที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่ และแนวร่วมไม่แสดงออกมาตรงๆ ต่างหาก คือที่สิ่งสร้างความกังวลว่าอาจไปไกลกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑ 
    หากอยากรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร
    ให้ย้อนกลับไปดูความเคลื่อนไหวของ แกนนำพรรคอนาคตใหม่ ก่อนที่จะมาตั้งพรรคการเมือง
    ตรงนั้นชัดเจนที่สุดว่า ลึกๆ แล้วคนกลุ่มนี้ต้องการอะไร
     อยากให้ประเทศไทยมีการปกครองในลักษณะไหน 
    คำอธิบายของ "ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์" อาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้านปรัชญาการเมือง ดูจะเป็นความจริงที่ตรงประเด็นที่สุด 
    "..........ปิยบุตรยังจะประดิษฐ์คำโดยเอาประวัติศาสตร์การเมืองยุโรปเมื่อ 500-600 ปีที่แล้วมา สมัยที่กษัตริย์หรือผู้ปกครองมีความศักดิ์สิทธิ์จากศาสนาหรือสิทธิอันชอบธรรม (Divine Right) มาเพื่ออะไร?
    ทั้งที่ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาจนถึงทุกวันนี้ พระมหากษัตริย์ก็ไม่ได้มีหน้าที่บริหารบ้านเมืองโดยตรงด้วยพระองค์เองอยู่แล้ว
    ทุกวันนี้จะพิจารณางบประมาณ จะจัดซื้อจัดจ้าง จะทำนโยบายรถคันแรก จำนำข้าว บ้านเอื้ออาทร ชิมช้อปใช้ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประกันราคาสินค้าเกษตร ทำเขตเศรษฐกิจพิเศษและอื่นๆ 
    ทั้งหมดก็เป็นนโยบายที่ทำโดยนักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการเทคโนแครต (และการล็อบบี้ของกลุ่มทุนใหญ่) ผมก็ยังไม่เห็นว่าพระมหากษัตริย์จะลงมาควบคุมสั่งการอะไรเลย
    โหวตก็โหวตกันในสภาตามหลักการเสียงข้างมาก จะผ่านกฎหมายก็โหวตกันในสภา จะผ่านงบประมาณก็โหวตในสภา 
    แล้วจะไปพูดพาดพิงเสมือนว่าพระมหากษัตริย์เป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินแล้วไม่มีใครกล้าคิดเห็นต่างเหมือนสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเพื่ออะไร อย่างไร?........"
    ครับ....ธนาธร, ปิยบุตร, ชลิตา บัณฑุวงศ์ และใครๆ อีกหลายคนลองกลับไปไตร่ตรองดูว่า อุปสรรคในการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศอยู่ตรงไหน 
    แต่ถ้ายังนับถือคนโกง ยังอยากรื้อคดีให้คนโกง ก็ป่วยการ
    และในความเป็นจริง ไม่เคยได้ยิน ธนาธร, ปิยบุตร พูดถึงปัญหาคอร์รัปชันในรัฐบาล ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ เลยแม้แต่ครั้งเดียว
     ฝนตกขี้หมูไหลอย่างแท้จริง.

เร้าใจ "ธนาธร" ขึ้นศาล รธน. 18 ต.ค.ลุ้นแจ้งวันตัดสิน

    
 

      ในคดีถือครองหุ้นสื่อก่อนการเลือกตั้งของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ใช้เวลาการพิจารณาคำร้องมานานร่วม 5 เดือน นับแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ รับคำร้องไว้พิจารณาเมื่อ 23พ.ค.2562 พร้อมกับสั่งให้ธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.

      ก็มีการคาดหมายกันว่า หากเสียงข้างมากของตุลาการศาล รธน.พิจารณากันหลังจากฟังคำเบิกความ-เสร็จสิ้นการไต่สวนผู้ร้อง-ผู้ถูกร้อง และพยานที่ศาล รธน.ออกหมายเรียกมาเบิกความรวมทั้งสิ้น 10 คน ในช่วงเย็นวันศุกร์นี้ 18 ต.ค.เสร็จสิ้น ศาลก็จะประกาศให้คู่ความและสาธารณชนทราบว่า ศาล รธน.จะนัดประชุมตุลาการศาลรธน.เพื่อลงมติและอ่านคำวินิจฉัยกลางในคดีธนาธรในวันใด เพื่อจะได้รู้กันเสียทีว่า ธนาธร จะได้กลับมาทำหน้าที่เป็น ส.ส.อย่างเต็มตัว หรือสุดท้าย ธนาธร จะต้องพ้นจากเส้นทางการเมืองเพราะถูกโทษแบนในความผิดฐานมีเจตนาถือครองหุ้นสื่อก่อนลงเลือกตั้ง ทั้งหมดน่าจะรู้กันภายในไม่เกินสิ้นเดือนตุลาคมนี้

      อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีกรณีความเป็นไปได้ที่ในวันที่  18 ต.ค. ศาล รธน.อาจจะยังไม่นัดประชุมตุลาการศาล รธน.เพื่อตัดสินคดีและอ่านคำวินิจฉัยกลางบนเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ

      1.การไต่สวนผู้ร้องคือ ตัวแทนจากสำนักงาน กกต.กับฝ่ายผู้ถูกร้องคือธนาธร และพยานที่ศาลเรียกมา 10 ปาก ไม่จบภายในวันที่ 18 ต.ค.

      ถ้าเป็นเช่นนี้ ศาลก็อาจต้องนัดประชุมไต่สวนพยานเพิ่มขึ้นอีก 1 วัน ก็เป็นไปได้ เพราะการเรียพยานมาถึง 10ปาก ในวันเดียว ถือว่าเยอะพอสมควร ยิ่งหากมีการซักถาม ไต่สวนกันอย่างละเอียดถึงขั้นตอนต่างๆ เช่น การทำบัญชีผู้ถือหุ้น-การโอนหุ้น ที่ตุลาการต้องการรายละเอียดมาก การไต่สวนพยานแต่ละคนก็อาจใช้เวลานานกว่าปกติ

      อย่างไรก็ตาม ในอดีตก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญก็เคยใช้เวลาไต่สวนพยานยาวนานรวดเดียววันเดียวจบ ตั้งแต่เช้า 10 โมง จนถึงเกือบ 3 ทุ่ม ในการพิจารณาคำร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยไม่ได้มีการขยายเวลาการไต่สวนออกไป เพื่อให้การไต่สวนสิ้นกระแสความไปเลย

      2.เป็นกรณีที่มีการไต่สวนพยานเสร็จสิ้นทั้ง 10  ปากในวันที่ 18 ตุลาคม แต่ศาลอาจจะยังไม่นัดวันลงมติและอ่านคำวินิจฉัยกลาง

      กรณีนี้จะเกิดขึ้นหากว่าหลังเสร็จสิ้นการไต่สวนผู้ร้อง-ผู้ถูกร้องและพยานจบสิ้นแล้ว ที่โดยปกติพอไต่สวนจบ จากนั้นตุลาการศาล รธน.จะขอเวลาสักครู่หนึ่งประมาณ 20-30 นาที เพื่อไปนั่งหารือกันในห้องประชุมเล็กหลังบัลลังก์ศาล รธน. แล้วจากนั้นก็จะมีการประกาศว่าจะนัดลงมติและอ่านคำวินิจฉัยในวันใด ซึ่งกรณีนี้จะเกิดขึ้นเมื่อผลการหารือของตุลาการศาล รธน. หลังบัลลังก์เสียงส่วนใหญ่ เห็นพ้องกันว่า พยานหลักฐานต่างๆ ที่ตุลาการได้รับทั้งก่อนหน้านี้และในวันไต่สวน ได้ข้อเท็จจริงมากเพียงพอจนสิ้นกระแสความแล้ว ตุลาการสามารถนำข้อเท็จจริงไปปรับกับข้อกฎหมายเพื่อตัดสินคดีได้แล้ว จากนั้นตุลาการทั้งหมดก็จะกลับมานั่งที่บัลลังก์ เพื่อแจ้งต่อคู่ความว่าจะนัดลงมติและอ่านคำวินิจฉัยในวันใด

      แต่หากผลการหารือหลังบัลลังก์ อย่างกรณีคดีของ "ธนาธร” ถ้าเสียงส่วนใหญ่ของวงประชุมหลังบัลลังก์ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าฟังการไต่สวนทั้งหมดแล้ว  ยังเห็นว่าเป็นคดีที่มีความละเอียดซับซ้อนและผลการไต่สวนทำให้ได้พยานหลักฐาน-ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลจากคำเบิกความของพยานเข้ามาเพิ่มอีกมาก อีกทั้งเป็นเรื่องใหม่ที่ตุลาการไม่เคยทราบมาก่อน ต้องใช้เวลาศึกษาสักระยะ 

      หากเกิดกรณีดังกล่าวก็อาจเป็นไปได้ ในวันที่ 18 ต.ค.  ศาลก็อาจยังไม่ประกาศ ว่าจะนัดลงมติและวินิจฉัยในวันใด ที่หากเป็นแบบนี้ก็หมายถึง ก็อาจต้องรอไปอีกสัก 1สัปดาห์ เพื่อที่การประชุมตุลาการศาล รธน.สัปดาห์หน้า ก็อาจมีการแจ้งในเอกสารข่าวของศาล รธน.ว่าจะนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีของธนาธรในวันใด

      ถึงตอนนี้ผู้คนที่ติดตามความคืบหน้าคดีธนาธรเทน้ำหนักความเชื่อไว้ว่า ศาล รธน.น่าจะนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีของธนาธรในวันที่ 18 ต.ค.นี้เลย เพราะมองว่าการที่ศาลเปิดห้องไต่สวนพิจารณาคดีของธนาธรหลังรับคำร้องไต่สวนไปร่วมสี่เดือนก่อนจะถึงวันที่ 18 ต.ค. แสดงว่า ตุลาการแต่ละคนก็ต้องมีข้อมูล แนวทางการพิจารณาตัดสินคดีไว้ระดับหนึ่งแล้ว เพียงแต่ต้องการข้อเท็จจริงบางอย่างให้ชัวร์มากขึ้น เพื่อให้การวินิจฉัยคดีสะเด็ดน้ำ สิ้นกระแสความ จึงให้มีการเปิดห้องไต่สวนคดี เพื่อที่ตุลาการจะได้ไต่สวนและฟังคำตอบจากบุคคลที่ศาล รธน.เรียกมาเพื่อให้ปมที่สงสัยหมดไปก่อนวินิจฉัยคดี ดังนั้น เมื่อพยานทั้ง 10 ปาก มาเบิกความต่อศาล รธน.เสร็จสิ้น ก็น่าจะทำให้ตุลาการทั้ง 9 คน สามารถตัดสินคดีได้แล้ว

      ต้องลุ้นกันว่า สุดท้ายแล้ว 18 ต.ค.นี้ ศาล รธน.จะนัดอ่านคำตัดสินคดีธนาธรวันใด ท่ามกลางปริศนาที่ยังไม่มีคำยืนยันจากฝ่ายใดว่า พยาน 10 ปาก ที่ศาลเรียกมาในวันดังกล่าว นอกจากจะได้เห็นธนาธรแล้ว สิ่งที่หลายคนรอติดตามกันก็คือแล้ว คนอื่นๆ ในครอบครัว "จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการโอนหุ้นบริษัท วีลัค-มีเดีย ของธนาธร ตามคำร้องของ กกต. ทั้ง “สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ แม่ของนายธนาธร”–“รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยานายธนาธร” รวมถึง ลูกพี่ลูกน้องของธนาธรที่เป็นหลานนางสมพร ที่มีชื่อเป็นผู้รับโอนหุ้นด้วยอีกสองคน จะต้องมาเบิกความต่อศาล รธน.ในวันดังกล่าวด้วยหรือไม่

      ปริศนาเรื่องนี้ต้องรอดูกันวันที่ 18 ต.ค.นี้.

ธีรยุทธ บุญมี : ประชาชน พรรคการเมือง ทหารไทย  ติดกับดัก ก่อวิกฤติใหม่ประเทศไทย

    
 

15 ต.ค 62 - ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และมูลนิธิ 14 ตุลา จัดกิจกรรมรำลึกครบ 46 ปีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2562  โดย ศ. ธีรยุทธ บุญมี ได้บรรยายพิเศษเรื่อง "ประชาชน พรรคการเมือง ทหารไทย  ติดกับดัก ก่อวิกฤติใหม่ประเทศไทย"  โดยมีเนื้อหาดังนี้

 สังคมไทยไม่มีเป้าหมาย จนกลับมาติดกับดักตัวเอง นับจากปี 2500 กล่าวได้ว่า เมืองไทยมี 3 ยุคคือ

1) ยุคพัฒนา (2505-2535) สมัยจอมพลสฤษดิ์ต่อพลเอกเปรม ประเทศไทยมีเป้าหมายคือการพัฒนาให้ก้าวขึ้นมาเป็นอุตสาหกรรมแถวหน้าของภูมิภาค ซึ่งได้ผลน่าพอใจ พร้อม ๆ กันไปคือการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งมีทั้งผลดีผลเสียสลับกันไป เพราะยังมีการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองสูงจนมีการแทรกแซงโดยรัฐประหารหลายหน

2) ยุคปฏิรูป ช่วงปี 2535-2557 สังคมมองเห็นทางออกจากปัญหาคอร์รัปชั่นและการใช้อำนาจอย่างไร้สำนึกของนักการเมือง จนเกิดเป็นเป้าหมายใหญ่ของประเทศร่วมกัน คือการปฏิรูปการเมือง แต่กลับล้มเหลว เพราะแม้จะเกิดการชุมนุมประท้วงใหญ่มากของพันธมิตรและ กปปส มีการรัฐประหาร 2 หน ก็สะท้อนว่าพลังอนุรักษ์ ระบบราชการ และกองทัพ ไม่พร้อมและไม่สามารถทำการปฏิรูปใด ๆ ได้ เป้าหมายการปฏิรูปจึงคงจะฝ่อลงไปเรื่อยๆ

3) ยุคปัจจุบันคือ (2557-2562) ยุคติดกับดัก เพระไม่สามารถพบเป้าหมายที่เป็นทางออกได้ อันที่จริง มีเป้าหมายหนึ่งคือ

“ประชาธิปไตยที่กินได้” หรือนโยบายประชานิยมที่จับใจชาวบ้าน จนกลายเป็นเสียงที่เหนียวแน่นของพรรคไทยรักไทย แต่ประชานิยมที่เกิดมาทั่วโลกเป็นเพียงเครื่องมือของการเลือกตั้ง ไม่สามารถเป็นเป้าหมายของประเทศได้ และพิสูจน์มาแล้วว่าไม่ยั่งยืน ส่วนพรรคอนาคตใหม่มีฐานเสียงเป็นชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ที่ไม่พอใจระบบเก่า 2พรรคนี้ยังไม่มีการเสนอยุทธศาสตร์แผนงานหลักที่จะนำพาประเทศข้ามความขัดแย้งนี้ไปข้างหน้า เน้นการจุดประเด็นซึ่งเป็นจุดขายของขบวนการประชานิยม และมักกลายเป็นความขัดแย้งกับฝ่ายรัฐ ส่วนพลังฝ่ายอนุรักษ์หรือทหารเอง แม้จะได้อำนาจมา 5 ปีเศษ แต่ก็ติดกับดักความคิดที่เน้นเฉพะความมั่นคง ไม่มีเป้าหมายที่จะกินใจประชาชนจนเกิดเป็นเป้าหมายร่วมของประเทศได้

กระบวนทรรศน์ใหม่ที่เข้ามาครอบงำคนไทย

ระบบคิดที่เรียกว่า “ความเมือง” เข้ามาแทนที่ระบบคิดแบบ “การเมือง”

ในวงการรัฐศาสตร์มีความคิดหนึ่งซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้น คือความคิดว่าสิ่งที่สะท้อนแก่นแท้ของสังคมมนุษย์มากกว่า “การเมือง” (the politic) คือสิ่งที่เรียกว่า “ความเมือง” (the political) คำว่า การเมือง ซึ่งนิยามว่าเป็นพื้นที่การแข่งขันของความคิดที่ต่างกัน เป็นความไม่ชอบไม่พอใจ (innimicus) หรือโกรธชังกัน (exthrós) ระหว่างบุคคลก็ได้ แต่ก็สามารถหาข้อสรุปโดยเสียงส่วนใหญ่ได้        แต่ทัศนะใหม่เรื่องความเมืองเป็นเรื่องการต่อสู้แบบรวมเบ็ดเสร็จ (totality war) ของกลุ่มคนซึ่งมองอีกลุ่มในแง่เป็นพวกเรากับศัตรู (the enemy) เป็นความสัมพันธ์เชิงสงคราม (hostis, polémios) ผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในท้ายที่สุดคือองค์อธิปัตย์ (sovereignty) ของกลุ่มซึ่งอาจเป็นผู้นำรัฐหรืออำนาจทางกฎหมายก็ได้

หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมาทุกครั้ง ทั้งประชาชนและนักการเมืองไทยจะมองว่าประเทศได้ก้าวเข้าสู่กระบวนการเมืองประชาธิปไตยปกติ คือการแถลงนโยบาย ทัศนะของแต่ละฝ่าย การตรวจสอบ หักล้างด้วยหลักฐานโวหารเหตุผล เพื่อนำไปสู่การแก้ไขผิดเป็นถูก หรือเพื่อล้มรัฐบาลไปสู่การเลือกตั้งใหม่ก็ได้ แต่น่ากังวลว่าปัจจุบันคนไทยส่วนหนึ่งกำลังรับกระบวนทัศน์แบบ “ความเมือง” ซึ่งมองพวกอื่นเป็นศัตรูที่ต้องล้มล้าง มาใช้แม้ในภาวะปกติซึ่งไม่ได้มีวิกฤติใด ๆ ทำให้เราได้พบเห็นนักการเมืองกลายเป็น “นักความเมือง” พรรคการเมืองกลายเป็น “พรรคความเมือง” นักวิชาการกลายเป็น “นักโฆษณาความเมือง” ทหารฝ่ายความมั่นคงเป็น “ทหารฝ่ายความเมือง” เราได้เห็นนักเคลื่อนไหวความเมือง พวกเขาเริ่มต้นด้วยการมองการกระทำของอีกฝ่ายไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ใด ๆ เป็นภยันตรายร้ายแรงต่อบ้านเมือง เป็นศัตรูที่จะต้องถูกทำลายลงไป ด้วยการขยายประเด็นเกินเหตุและผล ไปจนถึงการฟ้องร้องหาเรื่องดำเนินคดีความ รวมทั้งการใช้อิทธิพลกดดันกระบวนยุติธรรม บางครั้งก็ใช้มาตรการป้องกันล่วงหน้า ปักธงล่วงหน้า (preemptive) ก่อนอีกฝ่ายจะดำเนินการใด ๆ ด้วยซ้ำ ระบบคิดแบบความเมืองทำให้ความขัดแย้งขยายตัวน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มจากความขัดแย้งเหลือง-แดง ซึ่งเป็นเรื่อง ชนชั้นล่างชั้นกลางในชนบท กับชนชั้นกลาง ชั้นสูงในเมือง ต่อมาเพิ่มประเด็นความเป็น ภาคเหนือ อิสาน ใต้ ความขัดแย้งเผด็จการ-ประชาธิปไตย การเลือกตั้งหลังสุดก็เพิ่มประเด็น คนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ ความคิดเก่า ความคิดใหม่ ชาติมหาอำนาจเองก็แสดงจุดยืนชัดเจนคือ ชาติตะวันตก หนุนฝ่ายเสื้อแดง จีนหนุนฝ่ายอนุรักษ์กับทหาร การที่ความขัดแย้งขยายตัวมาตลอด บ่งชี้ว่ารัฐบาลกับทหารจัดการกับวิกฤติการผิดพลาด มองปัญหาใจกลางผิด

การมองปัญหาใจกลางผิด อาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ที่ร้ายแรง

ทหารเอาค่านิยมของทหารเองในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบัน ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ ยกให้เป็นปัญหาหลักของประเทศ (ปัญหานี้มีความสำคัญยิ่ง แต่ที่จะหยิบยกให้เป็นปัญหาหลักโดยแง่ความเร่งด่วน อาจผิดพลาดทั้งยุทธศาสตร์ยุทธวิธี ปัญหาที่ควรหยิบยกเพื่อให้ได้ใจประชาชนส่วนใหญ่ ควรเป็นปัญหาปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งกระทบประชาชนสูงมาก ปัญหาความมั่นคง ควรแก้ไขในลักษณะที่นิ่มนวล แบบแสดงความเข้าใจกันและกัน)  เพราะประชาชนทั้งประเทศยึดอยู่ในค่านิยมนี้อยู่แล้ว แต่ส่วนที่อาจจะไม่ชื่นชม ติติงสถาบัน เป็นเพียงส่วนน้อยไม่มีพลังที่เป็นนัยยะสำคัญเลย  และที่พวกเขาพูดถึงก็มักจะเป็นการพูดถึงสถาบันกับโลกยุคใหม่เพื่อให้ประเพณีปกครองประเทศส่วนนี้ยั่งยืนสถาพรต่อไป (ส่วนการพูดถึง ซุบซิบนินทาผู้นำประเทศ ดารา เป็นเรื่องสนองความอยากรู้ของมนุษย์ที่มีมาทั่วโลกทุกยุคทุกสมัย จะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่สำเร็จ) การที่กองทัพโยงประเด็นความมั่นคงเข้ากับ สงคราม hybrid สะท้อนว่า ทหารเชี่อว่าสังคมไทยซึ่งในยุครัฐประหารของคสช ยังอยู่ใน “ภาวะสงครามกลางเมือง” แต่พอ 5 ปีผ่านไป สังคมก็ได้พัฒนาความขัดแย้งมาเป็นสงคราม hybrid ซึ่งร้ายแรงกว่าเดิมเพราะเป็นสงครามยุคหลังสมัยใหม่ที่ไม่จำกัดรูปแบบการต่อสู้ แต่ที่จริงแล้วคติสงครามที่ไร้รูปแบบมีมาตลอด เช่นเรื่องวัสการพราหมณ์ในสมัยพุทธกาล ยุคอาณาจักรลานนา เชียงใหม่ก็ส่งไส้ศึกไปบ่อนทำลายลำพูน ทหารลำปางเคยก่อวินาศกรรมในเชียงใหม่ พม่าส่งสายลับมาทำแผนที่กรุงธนบุรี ปัจจุบันทุกชาติพยายามโฆษณาชวนเชื่อแนวทางของตัวเอง เอาข้อมูลความลับทางเศรษฐกิจ การเมือง การทหารของกันและกันอย่างเป็นปกติ การนำเอาภาวะไม่ปกติแบบภาวะสงครามมาขยายภาพเกินจริงในภาวะปกติ (normal) ของประเทศหรือโลก มักจะทำให้ความรุนแรงขยายตัวและเกิดสงครามจริง ๆ ขึ้นในที่สุด

ประเทศไทยเคยเกิดความขัดแย้งแบบ “พวกเรา-ศัตรู” เพียงหนเดียว คือการสร้างความคิดฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป และถือนักศึกษาเป็นภัยคอมมิวนิสต์ที่ต้องฆ่าทำลายล้างในช่วง 6 ตุลาคม 2519 แต่การเกิด “ระบบความเมือง” ในขณะนี้ มีการเคลื่อนไหวกว้างขวางจากหลายฝ่ายในสังคม ทั้งฝ่ายมวลชน การใช้สื่อออนไลน์ เฟกนิวส์ สื่อทางการ นักเคลื่อนไหว นักกฎหมาย หน่วยราชการ กองทัพ กระบวนการศาล ฯ ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น เป็นวิกฤติใหม่ที่ควรกังวลและต้องช่วยกันให้ทุกฝ่ายคลี่คลาย ผ่อนความขึงตึงจนเกินไปลง

หนทางแก้ไข

1. สังคมทั่วไปควรมองสถานการณ์ให้กระจ่าง ตั้งสติอยู่ตรงกลาง หรือเสริมพลังทางบวกที่จะช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ของสังคม เสริมความรู้สึกแบบเพื่อนมิตร อย่างรับเหตุผลที่เปิดกว้างหลากหลาย ก็จะไม่ไปช่วยเสริมกระแสพวกเรา-ศัตรูที่เกิดขึ้น

2. ฝ่ายรัฐต้องธำรงความเป็นกลาง ไม่เข้าไปร่วมการใช้ “ความเมือง” ทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะ “ความเมือง” หมายถึงความขัดแย้งแบบทำลายล้างในภาวะสงคราม ถ้าหน่วยรัฐร่วมเป็นฝักฝ่ายด้วยก็จะสร้างความหวาดกลัวว่า รัฐบาลมีความเชื่อว่า “กำลังมีสงครามภายใน” หรือรัฐบาลกำลังประกาศภาวะสงครามหรือความเป็นศัตรูกับประชาชนบางกลุ่ม ซึ่งไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งกับบ้านเมือง ศาลและระบบยุติธรรมเอง ก็ต้องตริตรองทุกคดีความหรือทุกปัญหาอย่างมีวิจารณญาณและหลักยุติธรรมอย่างแท้จริง บางทีอาจต้อง devolute คือถอยกระบวนการตุลาการภิวัตน์กลับบ้าง (devolution = วนกลับ กระจายศูนย์ ลดบทบาท) เหมือนกับที่เกิดในสหรัฐและอีกเกือบทุกประเทศ ซึ่งควรจะช่วยบรรเทาความรุนแรงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้จากกระบวนทรรศน์ “ความเมือง” ที่กำลังแผ่ขยายอยู่ในขณะนี้

งานที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ควรทำ

รัฐบาลประยุทธ์ในช่วงรัฐประหารมีผลงานจับต้องได้จำนวนหนึ่ง คือโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ และการรักษาความสงบไม่ให้มีการชุมนุมประท้วง ส่วนการปฏิรูประบบไม่เกิด การสร้างความสมานฉันท์ก็ไม่เกิด รัฐบาลประยุทธ์ซึ่งมาจากเลือกตั้งจะยิ่งทำงานลำบากกว่าเดิมมาก เพราะโดยโครงสร้างรัฐบาลจะอยู่รอดต่อไปได้ ต้องจัดสรรผลประโยชน์มาให้ทุกกลุ่มการเมือง ซึ่งในที่สุดจะต้องพึ่งพากลุ่มทุนใหญ่ ดังนั้นภารกิจหลักของรัฐบาลในช่วงหน้าก็คือจะกลายเป็นการดำเนินนโยบายโครงการให้กับกลุ่มทุนใหญ่ เป็นรัฐบาลทหารเพื่อกลุ่มธุรกิจใหญ่นั่นเอง อย่างไรก็ตาม คาดว่าคนจำนวนมากยังต้องการให้ประเทศได้มีรัฐบาลบริหารงานไปอีกสักระยะหนึ่ง ดังนั้นพลเอกประยุทธ์ควรปรับปรุงวิธีการทำงาน เพราะการควบคุมประสานพรรคร่วมลำบากยากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ควรตั้งเป้าหมายระยะยาว แต่ต้องทำให้ได้ผลจริงจังสักสองสามเรื่องก็พอ

อย่างแรก คือ โฟกัสการแก้ปัญหาปากท้องของชาวบ้าน ที่ผมเคยเรียก “รวยกระจุก จนกระจาย กลางกระจ้อน” (กระจ้อน = แคระ แกร็น) อย่างจริงจัง เพราะปัญหาความเลื่อมล้ำมีสูง คนจน คนชั้นกลางก็ลำบากจริง ๆ การแก้ปัญหานี้จริง ๆ ทำได้ยากแต่นายกก็ต้องทุ่มเททำ

อย่างที่สอง คือ การเพิ่มคุณภาพของคนในทุกวัยในด้านการศึกษาพัฒนาทักษะใหม่ อาชีพใหม่สำหรับเศรษฐกิจแบบ disruptive ที่เกิดขึ้นรวดเร็วในหลาย ๆ ด้าน ต้องใช้อำนาจบารมีตัวนายก ฯ ประยุทธ์เองลงมือแก้ปัญหาเอง การแก้ปัญหาครบทั้งต้นน้ำปลายน้ำ เช่นต้องมีการประกันรายได้การงานให้ และควรทำแบบเลือกสรรเฉพาะส่วน เพราะการปฏิรูปทั้งระบบใหญ่โตเกินไป ไม่สามารถทำได้จริง ถ้าทำเช่นนี้ ก็จะเป็นการเลือกลำดับความสำคัญได้ถูกต้องใกล้เคียงมากที่สุด.

รู้ยัง 'สำนักข่าวอิศรา' สืบข้อมูล 'หุ้นส่วนธุรกิจ'ธนาธร-ไทยซัมมิท'คือญี่ปุน-สหรัฐ ไม่มีชาวจีน'

    
 

12 ต.ค.62 - สำนักข่าวอิศรา นำเสนอรายงานพิเศษเรื่อง "หุ้นส่วนธุรกิจ ‘ธนาธร-ไทยซัมมิท’ คือ ญี่ปุน-สหรัฐ ไม่มีชาวจีน" โดยมีรายละเอียดดังนี

ท่ามกลางกระแส ‘ธนาธร’ กับ โจชัว หว่อง แกนนำม็อบฮ่องกง!

มีคำถามว่า ในบรรดาธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถ อสังหาริมทรัพย์ เครือไทยซัมมิทของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หลายสิบบริษัทมูลค่านับแสนล้านบาท มีนักลงทุนจากจีนร่วมถือหุ้นด้วยหรือไม่?

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org สืบค้นข้อมูลมารายงาน

จากการตรวจสอบพบว่า ธุรกิจกลุ่มไทยซัมมิทเปิดดำเนินการในปัจจุบันประมาณ 51 บริษัท จำแนกของเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่นายธนาธรและครอบครัวถือหุ้น 100% ประมาณ 40 บริษัท และกลุ่มที่ร่วมลงทุนกับต่างชาติ ประมาณ 11 บริษัท

กลุ่มร่วมลงทุนกับต่างชาติ แบ่งเป็น

1.ร่วมลงทุนกับนักธุรกิจสัญญาชาติสหรัฐ ซึ่งมีที่ตั้งบนเกาะมอริเชียส 1 บริษัท ชื่อ บริษัท ไทยซัมมิท เชป คอร์ป จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งวันที่ 23 พ.ย. 2558 ทุน 302 ล้านบาท ประกอบธุรกิจ ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์และเครื่องยนต์ ที่ตั้งเลขที่ 500/88 หมู่ที่ 3 ต.ตาสิทธิ์ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง มีผู้ถือหุ้น 6 ราย 1.นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 181,200 หุ้น 2.น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ 60,400 หุ้น 3.นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 60,400 หุ้น 4.บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด 936,200 หุ้น 5.บริษัท ไทยซัมมิท โอโตโมทีฟ จำกัด 302,000 หุ้น และ 6.บริษัท เชป เนทเชป มอริเชียส โฮลดิ้ง จำกัด 1,479,800 หุ้น (49%) มี นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ นายโนเบิร์ต เลน เคอร์เรีย จูเนียร์ นายมาร์ค สตีเฟ่น ไวท์ และ นายวิลเลียม บรูซ แอนดรูซ เป็นกรรมการบริษัท เชป เนทเชป มอริเชียส โฮลดิ้ง จำกัด ระบุ สัญชาติอเมริกัน แจ้งที่อยู่ชั้น 3 อาคารอะมอต์ 19 ถ.ปูดิเครอ ,พอร์ตหลุยส์ ประเทศมอริเชียส 

2.1 บริษัท ไทยซัมมิท คอมโพเน้นท์ จำกัด ทุน 212 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์พลาสติก/ผลิตแม่พิมพ์และการซ่อมแม่พิมพ์ประกอบธุรกิจซื้อมา - ขายไป/ผลิตชุดสายไฟ นายเคนจิ คูราโมชิ สัญชาติญี่ปุ่น ถือหุ้น 2%

2.2 บริษัท ไทยซัมมิทมิทซูบะอีเล็คทริคแมนูแฟ็คเจอริ่ง จำกัด ทุน 630 ล้านบาท อุปกรณ์ไฟฟ้า รถยนต์ และ รถจักรยานยนต์ บริษัท มิทซูบะ คอร์ปอเรชั่น สัญชาติ ญี่ปุ่น ถือหุ้น 50%

2.3 บริษัท ไทยซัมมิท พีเคเค เอนจิเนียริง จำกัด ทุน 50 ล้านบาท ผลิต,ซ่อม,Mould,Jig รวมทั้งเครื่องมือต่างๆเพรส โกเงียว คัมปะนี ลิมิเต็ด ถือหุ้น 50%

2.4 บริษัท ซัมมิท พีเคคอร์ปอเรชัน จำกัด ทุน 700 ล้านบาท ผลิตชินส่วนรถยนต์ บริษัท เพรส โกเงียว จำกัด สัญชาติญี่ปุ่น ถือหุ้น 50%

2.5 บริษัท ไทยซัมมิท พีเคเค จำกัด ทุน 300 ล้านบาท ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ บริษัท เพรส โกเงียว จำกัด สัญชาติญี่ปุ่นถือหุ้น 50%

2.6 บริษัท ไทยซัมมิท พีเคเค บางปะกง จำกัด ทุน 100 ล้านบาท . ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์รับจ้างจุ่มสี และเชื่อมประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ บริษัท เพรส โกเงียว จำกัด สัญชาติญี่ปุ่นถือ 3 หุ้น

2.7 บริษัท ไทยซัมมิท เมจิ ฟอร์จจิ้ง จำกัด ทุน ``455 ล้านบาท การผลิตชิ้นส่วนเหล็กทุบขึ้นรูปสำหรับรถยนต์ การผลิตชิ้นส่วนเหล็กทุบขึ้นรูปสำหรับจักรยานยนต์ บริษัท เมจิ ดรอป ฟอร์จ จำกัด สัญชาติญี่ปุ่น ถือหุ้น 40% 

2.8 บริษัท ไทยซัมมิท เอนจิเนียริง จำกัด ทุน 50 ล้านบาท ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ชินโกะ โกเงียว คาบูชิกิ ไคชา สัญชาติ ญี่ปุ่น ถือหุ้น 42.49% นายมิกิโอะ มิซุมัทซุ นาย ยาซูโนริ ซาซานูม่า สัญชาติญี่ปุ่นคนละ 1 หุ้น

2.9 บริษัท โอกิฮาร่า (ประเทศไทย) จำกัด ทุน 372 ล้านบาท การผลิตแม่พิมพ์และชิ้นส่วนยานยนต์โลหะ บริษัท โอกิฮาร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด สัญชาติญี่ปุ่น ถือหุ้น 49.21 % นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ถือ 25.78% และ บริษัท อีโตชู (ไทยแลนด์) จำกัด (สัญชาติไทย) ถือ 25%

2.10 บริษัท ซัมมิท โชว่า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ทุน 160 ล้านบาท  ผลิตและรับจ้างผลิตโช้คอัพ อุปกรณ์และอะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ บริษัท โชว่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด สัญชาติญี่ปุ่น ถือหุ้น 56.94%

สรุปได้ว่า ธุรกิจของนายธนาธรไม่มีนักลงทุนจากสัญชาติจีนร่วมถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย  แต่มีลูกค้าในประเทศจีนหรือมีสำนักงานสาขาในประเทศจีนหรือไม่? ยังไม่มีข้อมูล ณ ตอนนี้

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก สำนักข่าวอิศรา

 .................................................

15 ตุลาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน