*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5610
  • จำนวนผู้ชม : 3366468
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< ตุลาคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 366 , 18:29:37 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ผบ.ตร.ฟิลลิปปินส์แสดงความ 'หน้าบาง'อย่างน่าสรรเสริญยิ่ง โดยประกาศลาออกเพราะลูกน้องของตัวยักยอกของกลาง

 อ๋อ ..... ตำรวจไทยก็จะทำเหมือนกัน แต่อีกนานหน่อยครับ

 

ข่าวด่วน

ผบ.ตร.ฟิลิปปินส์ ลาออก หลังลูกน้องนำของกลางไปขาย

วันที่ 15 ตุลาคม 2562 - 08:50 น.
นายออสการ์ อัลบายาลเด ผู้บัญชาการตำรวจ,ลาออก,ผบตรฟิลิปปินส์

ผบ.ตร.ฟิลิปปินส์ ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากรู้เห็นเป็นใจกับลูกน้องให้นำของกลางที่ยึดได้ไปขายในตลาดมืดผบ.ตร.รายนี้ จะเกษียณในวันที่ 8 พ.ย.นี้

               สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าวกรณีที่มีหลักฐานชี้ว่า นายออสการ์ อัลบายาลเด ผู้บัญชาการตำรวจ รู้เห็นเป็นใจกับลูกน้องให้นำยาเสพติดของกลางที่ยึดได้กลับไปขายในตลาดมืด

          โดยมีพยานหลายคนให้ปากคำกับคณะกรรมการสอบสวนของวุฒิสภาฟิลิปปินส์ทั้งนี้เจ้าตัวปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าตัวยืนกรานว่าจะไม่ลาออก

        อย่างไรก็ตาม นายอัลบายาลเดแถลงกับตำรวจว่า หลังจากพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว เขาคิดว่าเขาควรลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ ซึ่งมีข้อมูลว่า นายอัลบายาลเดจะเกษียณในวันที่ 8 พ.ย.นี้

 

     

เจาะประเด็นร้อน

46 ปี 14 ตุลาฯ ตอกย้ำหลักนิติรัฐ-นิติธรรม ในปชต.ไทยๆ

วันที่ 15 ตุลาคม 2562 - 10:35 น.
46 ปี 14 ตุลาฯ 2516
Shares : 
 

46 ปี 14 ตุลาฯ ตอกย้ำหลักนิติรัฐ-นิติธรรม ในปชต.ไทยๆ โดย...  เกศินี แตงเขียว

          วาระครบ “46 ปี 14 ตุลาฯ 2516” มูลนิธิ 14 ตุลาฯ ได้จัดงานรำลึกเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตย ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ 16 แยกคอกวัว ซึ่งช่วงสายได้จัดปาฐกถา 14 ตุลาฯ ประจำปี 2562 หัวข้อ “นิติรัฐและนิติธรรม กับระบอบประชาธิปไตยไทย” 

          “รศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ” อดีตรองคณบดีนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ขึ้นปาฐกถาหัวข้อดังกล่าว โดยเกริ่นนำว่า การได้รับเชิญมาพูดในหัวข้อวันนี้ คงหนีไม่พ้นประเด็นว่า นิติรัฐ-นิติธรรม ที่เป็นคำใหม่ในรัฐธรรมนูญ หมายความว่าอย่างไร มีพัฒนาการอย่างไร และเราจะเดินหน้ากันต่อไปภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เราเรียกว่าระบอบประชาธิปไตยไทยนั้นภายใต้นิติรัฐ-นิติธรรมอย่างไร

          ซึ่งหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ พลังของประชาชนนิสิตนักศึกษา คนที่มีความคิดก้าวหน้าร่วมกันผลักดันประเทศของเราให้ก้าวไปข้างหน้าตลอดระยะเวลา 40 กว่าปี แม้จะล้มลุกคลุกคลานบ้าง ผ่านการยึดอำนาจรัฐประหาร แต่หากดูภาพรวมแล้วไม่ว่าจะยึดอำนาจรัฐประหารกี่ครั้งก็ตาม สิ่งที่วีรชน 14 ตุลาฯ ทั้งที่จากไปแล้วและที่ยังมีชีวิตได้ใฝ่ฝันแสวงหาและต่อสู้ให้ได้มานั้นก็กำลังก่อรูปก่อร่างทำให้เห็นชัดมากขึ้นทุกวัน สมกับปณิธานของคนรุ่น 14 ตุลาฯ ที่ว่าคนเหล่านั้นพร้อมโถมตัวเป็นเม็ดทรายเพื่อจะก่อถนนเส้นใหม่ให้ประเทศไทย แม้จะเป็นถนนที่ถมลงไปในท้องทะเลที่มืดมิดก็ตามแต่สักวันเส้นทางนั้นจะปรากฏให้เห็น

          ขณะที่การปาฐกถาได้เริ่มต้นประเด็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ว่า ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ได้วางหลักการพื้นฐานที่ถือว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้คือในมาตรา 1 บัญญัติว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกไม่ได้ที่ทำให้เราระลึกถึงการต่อสู้เพื่อเอกราช ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งไม่ใช่เพียงความคิดของวีรชน 14 ตุลาฯ แต่ยังเป็นความพยายามของบรรพบุรุษที่ตกทอดกันมาในสังคมไทยนับตั้งแต่ร่วมกันกอบกู้เอกราชจากการยึดครองของพม่ามาตั้งเป็นกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้ต่อต้านอำนาจที่ครอบงำบ้านเมืองอยู่ในเวลานั้นอย่างจริงจังเพื่อจะนำมาซึ่งหลักความเป็นเอกราชของบ้านเมือง และยังมีพลเมืองที่อาสาเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 เพื่อให้การปกครองบ้านเมืองเป็นไปภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีการรักษาและจารึกไว้รัฐธรรมนูญว่าเราเป็นประเทศเอกราชที่เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันและจะแบ่งแยกมิได้

          ขณะที่มาตรา 2 บัญญัติไว้ว่า ประเทศไทยปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลักการนี้ก็มีพัฒนาการโดยที่เห็นเด่นชัดมากขึ้นคือพระมหากษัตริย์กับประชาชนเป็นอันหนึ่งอันเดียวสมานสามัคคีกัน ในฐานะที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่มาจากการรับรู้และร่วมใจนับถือด้วยความเชื่อว่าเป็นที่รวมจิตใจ เป็นผู้ที่เสริมสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้ หลักนี้คือหลักราชประชาสมาสัย 14 ตุลาฯ ที่ประชาชนและพระมหากษัตริย์มีส่วนร่วมกันเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในปัจจุบันซึ่งมีพัฒนาเป็นลำดับมา

          ส่วนมาตรา 3 กล่าวถึงอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ รัฐสภา ครม. ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยข้อความในมาตรา 3 นั้นได้บัญญัติรับรองกันไว้ตั้งแต่ปี 2475 และที่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นก็เป็นลักษณะพิเศษของรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ซึ่งจะแตกต่างกับในต่างประเทศที่บัญญัติ

          ขณะที่มาตรา 4 ซึ่งเป็นของใหม่ ในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ยังจำเป็นต้องอาศัยพลังของคนที่รู้และเข้าใจและมุ่งมั่นผลักดันให้เป็นจริงในฐานะหลักการใหญ่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน

          และในมาตรา 5 กำหนดว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ การกระทำใดๆ ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญเป็นอันใช้ไม่ได้ โดยหลักการในมาตราเหล่านี้ก็สืบเนื่องมาตั้งแต่ปี 2475 กระทั่งมีการเกิดขึ้นของศาลรัฐธรรมนูญภายใต้ความคิดที่ว่ารัฐธรรมนูญต้องบังคับได้จริง รัฐธรรมนูญไม่ใช่เพียงเอกสารที่แสดงแนวทางการปกครองประเทศ หรือแสดงความหวัง หรืออุดมคติเท่านั้น จึงมีองค์กรที่ออกมารองรับการใช้รัฐธรรมนูญ 

          ทั้งนี้ในวรรคท้ายของมาตรา 5 ยังระบุว่าเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยหลักการที่ว่าเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นหรือมีเหตุการณ์ที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้ว่าจะทำอย่างไร ก็ให้ดำเนินการตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยนั้น 

          หากย้อนในประวัติศาสตร์ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ที่พระมหากษัตริย์มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดตั้งรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นการใช้พระราชอำนาจในยามวิกฤติที่เราควรทำความเข้าใจว่ามีความสำคัญอย่างไรในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญ

          ส่วนความหมายนิติรัฐ-นิติธรรม “รศ.ดร.กิตติศักดิ์” กล่าวว่า กำเนิดของหลักนิติธรรม หรือ Rule of Law การปกครองแห่งกฎหมาย ส่วนนิติรัฐเป็นคำที่มาจากภาษาเยอรมัน แปลตรงๆ คือ State of Law หรือรัฐที่กฎหมายเป็นสิ่งสูงสุด ความสูงสุดของกฎหมายหรือหลักนิติธรรม หรือหลักการปกครองโดยธรรม หรือหลักการปกครองโดยถือกฎหมายเป็นใหญ่ หรือหลักนิติรัฐ หลักรัฐแห่งกฎหมายนั้น เป็นหลักการพื้นฐานที่ยืนยันว่าอำนาจปกครองย่อมมีได้จำกัดตามกฎหมาย โดยถือได้ว่าเป็นหลักของระบบกฎหมายในประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งหลักนี้มีขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิ-เสรีภาพของบุคคล กำเนิดขึ้นจากผลพวงวิวัฒนาการทางกฎหมายที่อดีตเคยมีการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจในฝั่งตะวันตก

          ขณะที่ “รศ.ดร.กิตติศักดิ์” กล่าวถึงสังคมไทยโบราณว่าเคยถือหลักตามคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ที่ว่าพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะเป็นผู้รู้ธรรม เป็นผู้ชี้ขาดข้อคดีทั้งปวงด้วยพระสติ พระปัญญา ที่ทำด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ โดยพระมหากษัตริย์ในคติแบบไทยแต่โบราณไม่ใช่เป็นผู้บัญญัติกฎหมายขึ้นตามพระราชหฤทัยแต่เป็นเพียงผู้แสดงออกว่ากฎหมายนั้นแท้จริงมีอยู่อย่างไรตามหลักธรรมอันดำรงอยู่ ตามเหตุ ตามปัจจัยหรือตามเหตุผลของเรื่องเท่านั้น โดยผู้พิพากษาตุลาการรวมทั้งหมู่มุขมนตรี (หัวหน้าฝ่ายบริหาร) มีหน้าที่ต้องตัดสินความและกระทำการเพื่อให้สอดคล้องกับหลักนี้ 

          สำหรับหลักนิติธรรมในประเทศไทยก็สอดคล้องกับหลักที่รับรู้กันในประเทศตะวันตกว่ากฎหมายเป็นสิ่งสูงสุดและการปกครองต้องถือกฎหมายเป็นใหญ่ ซึ่งหลักนี้รับรู้มาตามรูปแบบคำสอนของอาจารย์สอนกฎหมายในประเทศอังกฤษตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ว่าหลักนิติธรรมเป็นเรื่องแสดงความสามารถในการปกครองตนเองของชาติที่เจริญแล้ว และเป็นหลักการปกครองโดยกฎหมายเป็นใหญ่ที่มีสาระสำคัญว่าการปกครองต้องปกครองโดยกฎหมายไม่ใช่โดยอำเภอใจ หรือโดยดุลพินิจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง 

          การที่กฎหมายจะเป็นใหญ่ได้นั้น ต้องประกอบด้วยหลักประกัน 1.ต้องไม่มีผู้ใดได้รับโทษ หรือผลร้ายใดๆ จากรัฐหากผู้นั้นไม่ได้ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน 2.บุคคลทุกคนย่อมเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย 3.ศาลเป็นผู้มีอำนาจที่เป็นอิสระเป็นผู้ชี้ขาดข้อพิพาทว่ากฎหมายมีว่าอย่างไร 

          การปาฐกถาของ “รศ.ดร.กิตติศักดิ์” ได้กล่าวถึงข้อคิดในตอนท้ายว่า อำนาจที่แท้จริงคือความเห็นร่วมกันที่คนทั้งหลายยอมเคารพและเชื่อฟัง หลัง 14 ตุลาฯ ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ การใช้อำนาจตามอำเภอใจลดน้อยถอยลง 

          แต่อำนาจตามอำเภอใจทางเศรษฐกิจมีมาก ต้องไม่ให้ทุนใหญ่ใช้อำนาจตามอำเภอใจได้ ให้ประชาชนต่อรองควบคุมการใช้อำนาจผูกขาด ซึ่งขอให้รำลึกถึงเจตนารมณ์ 14 ตุลาฯ เพื่อให้กฎหมาย เหตุผลเป็นใหญ่ ด้วยความร่วมมือกัน 

มาแล้ว รายชื่อ 11 ตัวจริง "ทีมชาติไทย" ฟัดเดือดยูเออี คัดบอลโลก 2022

ไทยรัฐออนไลน์15 ต.ค. 2562 17:30 น.
SHARE
 

รายชื่อ 11 ตัวจริง

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน (GK) - นิติพงษ์ เสลานนท์, มานูเอล ทอม เบียห์ร, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, ธีราทร บุญมาทัน, สารัช อยู่เย็น, พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล, ศศลักษณ์ ไหประโคน, เอกนิษฐ์ ปัญญา, สุภโชค สารชาติ, ธีรศิลป์ แดงดา

 
เจาะประเด็นร้อน

ที่แท้ "ม็อบต้าน คสช. หนูลองยาอนาคตใหม่

วันที่ 15 ตุลาคม 2562 - 09:05 น.
กระดานความคิด,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ประท้วงฮ่องกง,ประชาธิปไตย,โจชัว หว่อง

ที่แท้ "ม็อบต้าน คสช." หนูลองยาอนาคตใหม่ คอลัมน์...  กระดานความคิด  โดย...  บางนา บางปะกง

          เท่าที่ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ลี้ภัยการเมืองไทย ที่อยู่แถวยุโรป และสหรัฐอเมริกา มักจะประเมินสถานการณ์ในประเทศตามขนบ “ซ้ายเก่า” ประชาชนต้องลงสู่ท้องถนน รวมพลังลุกขึ้นสู้ จะมัวแต่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอสมาร์ทโฟนต่อไปอีกไม่ได้ 

          ตรงกันข้าม "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ“ และ “ชัยธวัช ตุลาธน” เพื่อนร่วมอุดมการณ์สมัยเป็นนักกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่างมีบทเรียนมาจากการเคลื่อนไหวบนท้องถนน ตั้งแต่สมัย “ม็อบต้านท่อก๊าซสงขลา” และ “ม็อบคนเสื้อแดง” จึงวางยุทธศาสตร์ “ปฏิรูปประเทศไทย” อย่างสันติ ผ่านระบอบรัฐสภา

          ล่าสุด ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ชี้แจงเรื่องพบโจชัว หว่อง ที่ฮ่องกง ผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งตอนหนึ่งเขาเขียนว่า

          “ผมได้พูดถึง “ฮ่องกง” ในระหว่างที่ผมบรรยายอยู่บนเวทีจริง ผมกล่าวว่าเมื่อปลายปี 2560 ตอนที่ผมและเพื่อนๆ กำลังตัดสินใจทำอะไรสักอย่างเพื่อยุติการสืบทอดอำนาจของระบอบ คสช. เราครุ่นคิดกันว่าจะสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement) หรือพรรคการเมือง..โจทย์นี้เป็นโจทย์ใหญ่ และฮ่องกงชวนให้เราคิดถึงโมเดลขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม..”

 
15 ตุลาคม 2562
 
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน