*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5610
  • จำนวนผู้ชม : 3366439
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< ตุลาคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 378 , 14:57:19 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         หากรัฐบาลไทยสามารถเอาชนะคดีค่าโง่โฮปเวลได้ คนไทยก็จะขอจดจำชื่อ 'ศักดิ์สยาม  ชิดชอบ รมว.คมนาคม ไปนานแสน

นานเลยเทียว เพราะเห็นกันอยู่ว่า รัฐบาลไทยจะต้องจ่ายค่าโง่นับแสนล้านบาทอย่างมีเลศนัย ด้วยการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบาล

เอง ตลอดจน 'อนุญาโตตุลาการ' ที่ทุกฝ่ายร่วมกันตั้งขึ้นมา แต่ผู้คนยังข้องใจการทำงานของอนุญาโตตุลาการร่วมกับอัยการและรัฐ

บาลในยุคนั้นแบบคาใจตลอดมา

 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปทรากโฮปเวล ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปทรากโฮปเวล ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปทรากโฮปเวล

 

 

‘ศักดิ์สยาม’สั่งเบรกร้องศาลปค.ขอระงับจ่ายเงิน หลัง‘โฮปเวลล์’ขอคุยใหม่

‘ศักดิ์สยาม’สั่งเบรกร้องศาลปค.ขอระงับจ่ายเงิน หลัง‘โฮปเวลล์’ขอคุยใหม่

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.20 น.

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมานายนิติธร และทีมงานฝ่ายกฎหมาย ได้เปลี่ยนใจไม่ยื่นคำร้องต่อศาล โดยกล่าวก่อนเดินทางกลับว่า เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งจากคณะทำงานของรมว.คมนาคม ว่า ทางบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) ติดต่อมาขอเจรจากับกระทรวงคมนาคม และ รฟท. เพื่อหาทางออกร่วมกันใหม่ โดยทางบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จะไม่ยื่นคัดค้าน หาก กระทรวงคมนาคม และ รฟท. ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลฯ ขยายเวลาการบังคับตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จนกว่าการเจรจาจะได้ข้อยุติ ดังนั้นวันนี้จึงต้องยุติการยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อรอฟังผลการเจรจาระหว่างบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) กับกระทรวงคมนาคม และ รฟท. ก่อน

....................................................

 

นายกฯปัดหงุดหงิด ออกตัวแจงแก้ปัญหาใต้ ลั่นเป็น‘ทหารเก่า’ต้องป้องลูกน้อง

นายกฯปัดหงุดหงิด ออกตัวแจงแก้ปัญหาใต้ ลั่นเป็น‘ทหารเก่า’ต้องป้องลูกน้อง

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 13.28 น.
 นายกฯปัดหงุดหงิด ออกตัวแจงแก้ปัญหาใต้ ลั่นเป็น‘ทหารเก่า’ต้องป้องลูกน้อง 
 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็เป็นทหารเก่าไง ต้องการพูดให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา รู้สึกว่าเราก็ห่วงใยชีวิตของเขา เพราะเจ้าหน้าที่ก็เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทุกวัน เบี้ยเลี้ยง เงินเดือน ก็มีเท่านั้น ไม่ได้มากมายอะไร แต่รักษาบ้านเมืองให้อยู่อย่างสุขสงบประชาชนปลอดภัย แต่เขาเองก็อันตรายบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก แล้วเราจะไปพูดให้เสียหายเสียกำลังใจไม่ได้ อย่างอื่นไม่ได้มีปัญหาอะไร 

เมื่อถามว่าคิดว่าฝ่ายค้านจะเข้าใจสิ่งที่ชี้แจงไปหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ต้องไปถามเขาสิจ๊ะ” 

‘บิ๊กตู่’กร้าว!ซัด‘สมพงษ์’จี้รบ.ทำงบฯใหม่ ย้อนจุก‘เขาสั่งได้เหรอ’

‘บิ๊กตู่’กร้าว!ซัด‘สมพงษ์’จี้รบ.ทำงบฯใหม่ ย้อนจุก‘เขาสั่งได้เหรอ’

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 13.21 น.
 

‘บิ๊กตู่’กร้าว!ซัด‘สมพงษ์’จี้รบ.ทำงบฯใหม่ ย้อนจุก‘เขาสั่งได้เหรอ’

เมื่อเวลา 12.40 น.วันที่ 18 ตุลาคม 2562 ที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางมาที่รัฐสภา เพื่อร่วมประชุมสภาฯพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 โดยให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวอย่างอารมณ์ดีถึงภาพรวมการอภิปรายเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2562 ว่า ก็ไม่มีอะไร วันนี้ก็ให้เกียรติสภา ให้เกียรติผู้แทน ไม่ได้เครียดอะไรเลย

เมื่อถามว่ากังวลถึงผลโหวตหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่มีหรอก จะมีอะไรละ

เมื่อถามว่าจากการฟังฝ่ายค้านอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ มีประเด็นอะไรที่จะนำไปปรับปรุงร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในเรื่องของงบประมาณตนดูมาแล้ว ซึ่งต้องรอในวาระที่ 2 ที่คณะกรรมาธิการงบประมาณจะพิจารณาอีก

เมื่อถามอีกว่า นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ระบุให้รัฐบาลไปร่างพ.ร.บ.งบประมาณมาใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว พร้อมมีสีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อยว่า “เขาสั่งได้เหรอ”

เปิดคำต่อคำ‘ธนาธร’เบิกความปมถือหุ้นสื่อ ยกตัวตั้งใจทำการเมืองไม่เหมือน‘ทักษิณ’

เปิดคำต่อคำ‘ธนาธร’เบิกความปมถือหุ้นสื่อ ยกตัวตั้งใจทำการเมืองไม่เหมือน‘ทักษิณ’

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 13.08 น.

“ธนาธร” เบิกความเป็นพยานปากแรก คดีหุ้นสื่อวี-ลัค มีเดีย เน้นตอบ “จำไม่ได้” ทั้งเรื่องการโอน การขึ้นเงินเช็ค ยื่นปิดบริษัท   8 ม.ค. แค่วันธรรมดาไม่ใช่วันพิเศษ เลือกโอนหุ้นเพราะสะดวก กลายเป็นปัญหาเพราะตอบคำถามนักข่าวผิด จวกกกต.สอบสวนไม่ถูกต้อง ส่งศาลทั้งที่อนุฯยังไต่สวนไม่เสร็จ จ่อฟ้องกกต.หลังคสช.หมดอำนาจ ยกตัวไม่เหมือน “ทักษิณ” ตั้งใจทำงานการเมืองไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน 

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 18 ตุลาคม 2562 ตุลาการรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัยความเป็น ส.ส.ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) เนื่องจากถือหุ้นสื่อบริษัทวี-ลัค มีเดีย เข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.หรือไม่

โดยศาลเริ่มต้นอธิบายถึงการไต่สวนพยานทั้ง 10 ปาก ว่า ต้องการทราบว่าการโอนหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย ของนายธนาธรให้กับนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ (มารดา) เกิดขึ้นในวันที่ 8 มกราคม 2562 ตามที่นายธนาธรอ้างเป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้หรือไม่ โดยพยานทั้ง 10 ปาก เป็นทั้งพยานที่รู้เห็นคือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ กับพยานที่เกี่ยวข้องคือพยานที่จะไปดำเนินการต่อหลังการโอนหุ้น 

จากนั้นศาลได้เบิกตัวนายธนาธร ขึ้นเป็นพยานปากแรก โดยศาลได้ซักในเรื่องของการเปลี่ยนชื่อบริษัท การประกอบธุรกิจสื่อของบริษัทวี-ลัค มีเดีย และถ้าจะเลิกบริษัทต้องไปจดแจ้งต่อเจ้าพนักงานหรือไม่

นายธนาธร ชี้แจงว่า มีการโอนหุ้น 675,000 หุ้นให้กับนางสมพรวันที่ 8 มกราคม 2562 โดยก่อนจะชื่อบริษัท วี-ลัค มีเดีย เคยใช้ชื่อบริษัทโซอิด ส่วนจะถือว่าบริษัทประกอบกิจการสื่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับการตีความ แต่ยืนยันว่าไม่เคยเข้าไปบริหารหรือทำธุรกรรมใดๆในบริษัท เป็นเพียงผู้ถือหุ้น และหลังจดทะเบียนตั้งบริษัทแล้ว การดำเนินธุรกิจซึ่งต้องอนุญาตตาม พ.ร.บ.การพิมพ์ ก็เป็นเรื่องที่กรรมการบริหารจะจัดการ ตนไม่เคยเข้าไปรู้เห็นเกี่ยวข้องเลย 

ทั้งนี้ ตนเพิ่งเข้ามาในระหว่างทางคือช่วง 4-5 ปีหลัง เนื่องจากหลังแต่งงาน มารดาอยากให้ลูกหลานและสะใภ้มีงานทำ โดยนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยาของตน ซึ่งเคยลาออกจากงานในธนาคารมาเลี้ยงลูก  เมื่อลูกเติบโตขึ้นทำให้ภรรยาของตนว่างงาน นางสมพรจึงชวนให้เข้ามาบริหารบริษัทวี-ลัคมีเดีย  จึงเป็นที่มาของการซื้อหุ้น ส่วนหลังเลิกกิจการวี-ลัคมีเดียแล้วต้องไปจดแจ้งต่อเจ้าพนักงานการพิมพ์นั้น ตนไม่ทราบหลักการ และไม่เคยยุ่งกับกิจการบริษัทนี้ 

จากนั้น ศาลซักถามถึงเหตุผลในการกำหนดให้วันที่ 8 มกราคม 2562 เป็นวันโอนหุ้นทั้งที่ในวันดังกล่าวมีภารกิจหาเสียงใน จ.บุรีรัมย์ 

นายธนาธร กล่าวว่า วันดังกล่าวไม่ใช่เป็นวันพิเศษอะไร ครอบครัวของตนมีบริษัทจำนวนมาก พอสนใจที่จะเข้ามาทำงานการเมือง จึงลาออกจากทุกตำแหน่งในภาคธุรกิจ เริ่มต้นตั้งแต่ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2561

ทั้งนี้ขอยืนยันว่าจำไม่ได้จริงๆว่ามีตารางนัดลงพื้นที่หาเสียงก่อน หรือนัดเซ็นโอนหุ้นก่อน แต่ตนมีปฏิทินการทำงานว่าช่วงใดจะลงพื้นที่ภาคใด และโดยปกติตนสามารถทำงาน 2 อย่างได้ภายในวันเดียวกัน ตอนทำงานในภาคธุรกิจทำงานหนักกว่านี้ ดีกว่านี้ 

ในการเดินทางไปหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ แล้วต้องกลับมาเซ็นโอนหุ้นที่กรุงเทพฯ  เดิมตนวางแผนจะนั่งเครื่องกลับจาก จ.อุบลราชธานี  แต่เวลาที่ใช้ในการเดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ไป จ.อุบลราชธานี ต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง เมื่อรวมกับเวลานั่งเครื่องบิน จึงเห็นว่าใช้ ไม่ต่างจากการขับรถกลับบ้านโดยตรง อีกทั้งตนเป็นคนที่หลับง่ายในรถยนต์ เมื่อขึ้นรถแล้วหลับเลย หากต้องขึ้นเครื่องบินจะต้องพบเจอและทักทายผู้คน อาจทำให้ไม่ได้พักผ่อน และไม่เป็นส่วนตัว ตนจึงยอมนั่งรถดีกว่า

โดยออกจาก จ.บุรีรัมย์ ในเวลา 11.00 น. และนั่งรถยนต์มากับนายชัยสิทธิ์ กล้าหาญ คนขับรถเพียง 2 คน ไม่มีพยานอื่นๆเดินทางกลับมาด้วย โดยตนหลับมาตลอดทาง ระหว่างการเดินทางไม่ได้โทรศัพท์พูดคุยหรือติดต่อกับใครเลย เพราะได้นัดหมายกับทนายความไว้แล้วในเวลา 17.00 น. โดยเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ประจำ คือ หมายเลข 081 822 XXXX

ทั้งนี้ ระหว่างที่อยู่ใน จ.บุรีรัมย์ได้ใช้โทรศัพท์คุยกับใครบ้างหรือไม่นั้น ตนจำไม่ได้ 

นายธนาธร ยอมรับว่า ระหว่างการเดินทางมีข้อเท็จจริง 2 จุด คือ รถยนต์ฮุนได หมายเลขทะเบียน 8839 ถูกจับความเร็วที่นางรอง และ อ.คลองหลวง ก่อนจะถึงบ้านพักเลคไซด์วิลล่า ซึ่งเป็นจุดนัดทำสัญญาโอนหุ้นวีลัคมีเดีย ในเวลา 16.00 น.

เมื่อตนกลับถึงบ้านก่อนเวลานัด จึงได้ไปทักทายภรรยาและทนายความ รอจนถึงเวลานัด 17.00 น. เมื่อนางสมพร  นางลาวัลย์ จันทร์เกษม นางกานต์ฐิตา อ่วมขำ และนายณัฐนนท์ อภินันท์ ทนายความ เดินทางมาถึงแล้ว จึงเซ็นโอนหุ้นโดยตนรับรู้เฉพาะส่วนของการเซ็นโอนหุ้นเท่านั้น ตัวพยานไม่แน่ใจว่าแม่หรือทนายความเป็นผู้สั่งการให้ดำเนินการ หลังจากการเซ็นโอนหุ้นยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอีกเลยจนสมัครรับเลือกตั้ง 

ต่อมาศาลซักถามถึงเงินที่ได้รับจากการโอนขายหุ้นวี-ลัค มีเดียว่า มีการนำเช็คกว่า 6 ล้านบาทไปขึ้นเงินอย่างไร

นายธนาธร กล่าวว่า จำไม่ได้แม้จะเป็นเช็คที่มีมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นเช็คใบไหน เซ็นวันไหน เพราะตนมอบหมายให้ภรรยาเป็นผู้จัดการเรื่องการเงินของครอบครัวทั้งหมด และไม่แน่ใจว่าแม่และภรรยาของตนจะไปส่งมอบเช็คกันอย่างไร จะเข้าบัญชีวันไหน แม้แต่เช็คที่ตนได้รับจากการไปร่วมสัมมนาก็มอบให้ภรรยาจัดการ  ตนไม่เคยจับแม้แต่สมุดบัญชี

ส่วนประเด็นที่ถูกซักถามว่าเหตุใดโอนขายหุ้นในเดือนมกราคมแล้วเหตุใดจึงนำเช็คไปขึ้นเงินในเดือนพฤษภาคมนั้น ตนไม่เคยถามและไม่เคยรู้  อาจเป็นเพราะครอบครัวของตนไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน  บางทีเช็คก็ติดเสื้อส่งไปซักแห้งก็ส่งกลับมา เรื่องการนำเช็คไปขึ้นเงินช้า เป็นเรื่องที่ภรรยาจะไปจัดการ 

ต่อมาศาลซักถามว่า ขณะที่ได้รับหุ้นวีลัค-มีเดีย  675,000 หุ้นในปี 51 ซื้อมาหรือได้มาโดยเสน่หา

นายธนาธร กล่าวว่า ตนซื้อมาในราคาพาร์ แต่จำไม่ได้ว่าซื้อจากใคร อาจะเป็นการซื้อหุ้นจากนางสมพร และจำไม่ได้ว่าหลังซื้อหุ้นมาแล้วได้ไปจดแจ้งไปที่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทหรือไม่ ส่วนการนัดโอนหุ้นในวันที่ 8 มกราคม 2562 นั้น มีการนัดหมายล่วงหน้านานเท่าไร ตนจำไม่ได้ โดยเมื่อตัดสินใจเข้าทำงานทางการเมืองในช่วงปลายปี 2560 ตนได้ลาออกจากทุกตำแหน่ง ต้นปี 2561 ในเดือนมกราคม 2562 ยังไม่มีใครรู้ว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นวันไหน โดย พรฎ.เลือกตั้ง ประกาศในช่วงปลายเดือนมกราคม

ดังนั้นเวลาที่เหมาะสมวันไหนเราก็นัดวันนั้น เนื่องจากครอบครัวของตนมีกิจการหลายบริษัท  ในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2562 ได้ทยอยก็ทำมาเรื่อยๆ  วันที่ 8 มกราคม 2562 จึงไม่ใช่วันสำคัญอะไร  เพราะทำมาอย่างต่อเนื่อง

ธุรกรรมสุดท้ายคือเดือนเมษายน ตนไม่ได้โอนเฉพาะหุ้นวี-ลัค มีเดีย เพราะมีหุ้นอยู่ 30 บริษัท  ตนทำธุรกิจมา 20 ปี ซื้อขายหุ้นไทยและต่างชาติเป็นร้อยๆครั้ง ไม่มีครั้งใดที่ตนไปกระทรวงพาณิชย์ด้วยตนเอง เมื่อเซ็นจบคือจบ ที่เหลือเป็นเรื่องของธุรการของบริษัท  สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นหลังเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้น ตนก็ไม่เคยดูเพราะเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ธุรการ ตนไม่เคยแม้แต่ถือกลับบ้าน

จากนั้นฝ่าย กกต.ผู้ร้องได้ซักถามถึงนางลาวัลย์และนางกานต์ฐิตา ซึ่งร่วมเป็นพยานในเอกสารโอนหุ้น ว่าเป็นพนักงานของบริษัทไทยซัมมิทมานานกว่า 10 ปีใช่หรือไม่

นายธนาธร กล่าวว่า ทั้ง 2 คนไม่ใช่พนักงานของ บ.วีลัค-มีเดีย เพราะได้ปิดกิจการไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 61  แต่พยานทั้ง 2 คนดังกล่าว เป็นพนักงานในเครือบ.ไทยซัมมิท  พร้อมยืนยันว่า ตนไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารงานของบ.วีลัค-มีเดีย ส่วนที่ให้บุคคลทั้ง 2 รายนี้มาเซ็นเป็นพยานคงเป็นเพราะนางสมพรเป็นผู้ดำเนินการจัดการ

เมื่อถูกซักถามย้ำไปมาถึงพยานทั้ง 2 ราย นายธนาธรยอมรับว่า รู้จักพยานทั้ง 2 รายนี้ เพราะทำงานไทยซัมมิทมานาน 10 ปี สาเหตุที่ให้มาเป็นพยานเพราะรู้จัก หรือจะให้ผมเชิญคุณ ซึ่งผมไม่รู้จักมาเป็นพยาน 

นอกจากนี้ นายธนาธรยังยืนยันว่าไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารของบ.วีลัค-มีเดีย เพราะตกลงกับภรรยาว่า ชีวิตครอบครัวกับหน้าที่การงานไม่ควรยุ่งเกี่ยวกัน สามีภรรยาที่ทำงานด้วยกันทะเลาะกันจะมีปัญหาครอบครัว ดังนั้นคนที่บ.ไทยซัมมิทจะไม่เคยเห็นภรรยาของตนเข้าไปบริหาร เช่นเดียวกับพนักงานบ.วีลัค-มีเดีย ก็จะไม่เคยเห็นตนเข้าไปบริหาร 

นายธนาธรยังชี้แจงด้วยว่า แม้จะมีการหารือกับผู้ถือหุ้นเตรียมเลิกกิจการและเตรียมเลิกจ้างพนักงานวีลัค-มีเดีย แต่ยังทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์ผลิตนิตยสารจิ๊บจิ๊บกับสายการบินนกแอร์ เนื่องจากเป็นสัญญาจ้างผลิตที่ทำกันไว้ล่วงหน้า ส่วนประเด็นที่กิจการขาดทุนมีหนี้ค้างชำระ 10 ล้านบาท แต่ยังมีการโอนขายหุ้นไปมานั้น ตนไม่ทราบ และไม่เคยยุ่งเกี่ยว ภารกิจจบไปตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.62 

เมื่อถูกซักถามถึงบัญชีเอกสารที่อ้างส่งศาล ซึ่งไม่มีงบการเงินบริษัทวี-ลัค มีเดีย นายธนาธร ตอบอย่างมีอารมณ์ว่า จำไม่ได้ เพราะเอกสารเยอะมาก  และไม่เห็นว่าการส่งหรือไม่ส่งจะเป็นสาระสำคัญในคดี เช่นเดียวกับเอกสารโอนหุ้นซึ่งติดอากรแสตมป์ ลงวันที่ 8 ม.ค.62  ก็เป็นเรื่องข้อกฎหมายที่ตนไม่ทราบเช่นกัน  และในวันดังกล่าวที่มีการเดินทางไปปราศรัยที่จ.บุรีรัมย์ ตนจำไม่ได้ว่าเดินทางออกจากจุดใด  อาจไปนอนค้างที่จ.บุรีรัมย์ หากศาลต้องการหลักฐานก็สามารถไปตรวจสอบเพื่อนำมายืนยันได้ เหตุที่จำไม่ได้เพราะศาลอาจไม่ได้เดินทางบ่อยเท่าผม เพราะวันหนึ่งปราศรัย 7 เวที บางวันไป 5 จังหวัด ติดกันทุกเดือน 3-4 เดือน จึงจำไม่ได้จริงๆ 

เมื่อถูกซักถามว่าเหตุใดจึงไม่อ้างนายชัยสิทธิ์ คนขับรถเป็นพยานบุคคล ในชั้นการชี้แจงกับ กกต.

นายธนาธร กล่าวว่า ตนไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไร ประเด็นบุรีรัมย์มากรุงเทพ เกิดขึ้นเพราะตนตอบคำถามนักข่าวผิดเพียงครั้งเดียว จนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต  เรามีทั้งใบสั่งและอีซีพาส เวลาสัมพันธ์กันหมดทุกช่วงเวลา แต่คนที่จะจัดการว่าใครควรเป็นพยานคือทนายความ  41 ปี

“ในชีวิตผม นี่เป็นครั้งแรกที่เข้ามานั่งหน้าบัลลังก์  ที่ผ่านมาผมไม่เคยมีคดีเลย” นายธนาธร กล่าว

เมื่อถูกถามย้ำถึงการจดแจ้งเลิกกิจการบ.วี-ลัค มีเดีย  อย่างเป็นทางการ 

นายธนาธร กล่าวอย่างมีอารมณ์อีกครั้งว่า “จะต้องให้ตอบอีกกี่ครั้งว่าจำไม่ได้” 

ต่อมาทนายความของนายธนาธรได้ซักถามเพื่อให้นายธนาธรชี้ให้ศาลเห็นว่ากระบวนการไต่สวนของกกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดยนายธนาธร กล่าวว่า กกต.มีเอกสารมาถึงตนและนางสมพร เรียกไปให้ถ้อยคำตอนเช้า แต่หนังสือเรียกส่งมาถึงบ้านในช่วงบ่าย ตนไม่มีไทม์แมชชีน ถ้ากระบวนการสอบสวนไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น ศาลก็ไม่ควรพิจารณาคดีนี้ และอยากให้ศาลพิจารณาว่า ขณะที่กกต.ยื่นคำร้องต่อศาล อนุกรรมการไต่สวนของกกต.ยังสอบสวนไม่เสร็จ สิทธิของตนในเรื่องนี้ควรได้รับการพิทักษ์ และตนขอสงวนสิทธิถ้าคสช.หมดอำนาจ ตนจะดำเนินคดีกกต. 

“ผมตั้งใจอย่างจริงจังที่จะทำงานการเมืองโดยไม่อยากให้มีเรื่อผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างที่นายทักษิณ ชินวัตร โดนมาก่อน ต้องการให้บ้านเป็นประชาธิปไตย หากศาลตัดสินเป็นคุณกับผม ผมจะออกไปทำเรื่องบายทรัสต์ทันที เพราะต้องการใช้มาตรฐานนักการเมืองตะวันตกในการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน ผมไม่ต้องเข้ามาเพื่อมีผลประโยชน์หรือบริวารห้อมล้อมเหมือนนายทักษิณ  เพราะผมอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ ซึ่งถ้ายังอยู่แบบนี้ก็จะเดินต่อไปไม่ได้” นายธนาธร กล่าว 

'บิ๊กตู่'นำครม.ร่วมทำจิตอาสา ถวายเป็นพระราชกุศล-น้อมรำลึก'รัชกาลที่ 4'

'บิ๊กตู่'นำครม.ร่วมทำจิตอาสา ถวายเป็นพระราชกุศล-น้อมรำลึก'รัชกาลที่ 4'

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 11.35 น.
 
“บิ๊กตู่” นำ ครม.จิตอาสา ร่วมทำความดี ทาสี ปรับภูมิทัศน์วัดโสมนัส ถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึก เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  

18 ต.ค.62 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ วัดโสมนัสราชวรวิหาร ถนนกรุงเกษม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมภริยา นางนราพร จันทร์โอชา คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคู่สมรส ประธานวุฒิสภา ทหาร ตำรวจ ปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการ พร้อมจิตอาสา ผู้บริหารศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร.ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาปรับภูมิทัศน์ ทำความสะอาดศาสนสถาน ถวายพระราชกุศลและน้อมรำลึก เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมาถึงนายกฯ และคณะ ได้ถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จากนั้น นายกฯและคณะ ได้เข้ากราบสักการะพระประธานพระสัมพุทธโสมนัสวัฒนาวดีนาถบพิตร และถวายเครื่องไทยธรรมแด่ พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิติวณฺโณ)เจ้าอาวาสวัดโสมนัสวิหาร พร้อมถวายสีและอุปกรณ์ให้กับผู้ช่วยเจ้าอาวาส แล้วนายกฯได้ร่วมกิจกรรมจิตอาสาทาสีรั้ว กำแพงวัด ปลูกหญ้า และเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลจิตอาสา ที่ปรับภูมิทัศน์ในบริเวณวัดโสมนัสราชวรวิหาร 

ต่อมา เวลา 11.15 น. นายกฯและภริยา เดินทางไปลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ถนนพระรามที่ 4 เขตปทุมวัน กทม.

 
 

ย้ายนักโทษต่างชาติกลับประเทศ106ราย  พร้อมรับ3คนไทยกลับติดคุกบ้านเกิด

ย้ายนักโทษต่างชาติกลับประเทศ106ราย พร้อมรับ3คนไทยกลับติดคุกบ้านเกิด

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.20 น.
 

วันที่ 18 ตุลาคม 2562 พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงการโอนตัวนักโทษเด็ดขาดชาวต่างประเทศกลับไปรับโทษต่อยังประเทศที่ตนเองมีสัญชาติด้วยว่า ปัจจุบันประเทศไทยประสบความสำเร็จในการโอนตัวนักโทษเด็ดขาดชาวต่างประเทศกลับไปรับโทษต่อยังประเทศที่ตนเองมีสัญชาติแล้วทั้งสิ้น 1,199 คน ขณะที่ปีงบประมาณ พ.ศ.2562 มีการโอนตัวมากถึง 106 คน จาก 14 ประเทศ  การเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้กลับไปรับโทษต่อยังประเทศบ้านเกิด เพื่ออยู่ในสภาพแวดล้อม ภาษา สังคมและวัฒนธรรมที่คุ้นเคย ตลอดจนได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และกลับคืนสู่สังคมในฐานะพลเมืองที่ดีของประเทศนั้นๆ ได้ ซึ่งสอดคล้องต่อหลักอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา  และเป็นการส่งเสริมประสานความร่วมมือระหว่างประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม

นอกจาก การโอนตัวนักโทษเด็ดขาดชาวต่างประเทศกลับไปรับโทษต่อยังประเทศที่ตนเองมีสัญชาติแล้ว กรมราชทัณฑ์ยังรับโอนนักโทษเด็ดขาดสัญชาติไทยจากสาธารณรัฐประชาชนจีน 1 คน และญี่ปุ่น 2 คน รวมทั้งสิ้น 3 คนกลับมารับโทษต่อในประเทศไทย โดยถือเป็นครั้งแรกหลังจากที่ประเทศไทยมีสนธิสัญญาฯ กับสาธารณรัฐประชาชนจีน และญี่ปุ่นในการรับตัวคนไทยกลับมาจำคุกต่อในเรือนจำกลางคลองเปรมเมื่อเดือนก.ย. 2562 ภายหลังจากมีความพยายามดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 อย่างไรก็ตาม กรมราชทัณฑ์มีเป้าหมายให้มีการโอนตัวนักโทษมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันได้ดำเนินการเจรจาเพื่อให้มีสนธิสัญญาโอนตัวฯ ร่วมกับประเทศมาเลเซียและยูเครน คาดว่าน่าจะบรรลุความตกลงได้ภายในปีงบประมาณพ.ศ. 2563

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน