*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5610
  • จำนวนผู้ชม : 3366439
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< ตุลาคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 442 , 12:09:37 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         มีตำนานล่าวว่า เมื่อได้ฤกษ์ปล่อยเสาหลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร์ลงหลุมนั้น พอดีมีงูแม่ลูกหล่นลงไป้นหลุม เป็นเหตุให้บ้าน

เมืองไทยมักจะมีเหตุร้ายๆเป็นครั้งคราว ดังที่เห็นตลอดมา.

 

อาถรรพ์วันตั้งเสาหลักเมือง "งูเล็ก 4 ตัวเลื้อยลงหลุม" ขณะเคลื่อนเสา!! เปิดคำทำนายโยงถึง "การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475"

Publish 2017-04-21 10:46:29
 
21 เมษายน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีฝังเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ

ครั้นสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ขึ้นเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี มีพระราชดำริว่า ฟากตะวันออกของกรุงธนบุรีมีชัยภูมิดีกว่าตะวันตก เพราะมีลำน้ำเป็นขอบเขตอยู่กว่าครึ่ง หากข้าศึกยกมาติดถึงชานพระนคร ก็จะต่อสู้ป้องกันได้ง่ายกว่าอยู่ข้างตะวันตก จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นราชธานีแห่งใหม่ โดยสืบทอดศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมจากพระราชวังหลวงของกรุงศรีอยุธยา

พระองค์มีพระบรมราชโองการให้พระยาธรรมาธิกรณ์กับพระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองคุมช่างและไพร่ไปวัดกะที่ดินเพื่อสร้างพระนครใหม่ในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2325 ทรงประกอบพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ย่ำรุ่งแล้ว 9 บาท (54 นาที) ปีขาล จ.ศ. 1144 จัตวาศก ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 เวลา 6.54 น. ตามธรรมเนียมพิธีพราหมณ์ว่า ก่อนที่จะสร้างเมืองจะต้องทำพิธียกเสาหลักเมืองในที่อันเป็นชัยภูมิสำคัญ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองที่จะสร้างขึ้น

การฝังเสาหลักเมืองมีพิธีรีตองตามพระตำราที่เรียกว่า พระราชพิธีนครฐาน ใช้ไม้ชัยพฤกษ์ทำเป็นเสาหลักเมือง ประกับด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ที่มี เส้นผ่าศูนย์กลางวัดที่โคนเสา 29 เซนติเมตร สูง 187 นิ้ว กำหนดให้ความสูงของเสาหลักเมืองอยู่พ้นดิน 108 นิ้ว ฝังลงในดินลึก 79 นิ้ว มีเม็ดยอดรูปบัวตูม สวมลงบนเสาหลัก ลงรักปิดทอง ล้วงภายในไว้เป็นช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงตรวจดวงพระชะตาของพระองค์ว่าเป็นอริแก่ลัคนาดวงเมืองกรุงเทพมหานคร จึงทรงแก้เคล็ดโดยโปรดให้ช่างแปลงรูปศาลหลักเมืองเสียใหม่ให้เป็นรูปปรางค์ และโปรดให้ถอนเสาหลักเมืองเดิมและประดิษฐานเสาหลักเมืองใหม่พร้อมบรรจุชะตาพระนครให้มีสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล มีอุดมมงคลฤกษ์ ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2395 เวลา 04.48 น.

รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าให้ขุดเสาหลักเมืองเดิม และจัดสร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุด เป็นแกนไม้สัก ประกับนอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ 6 แผ่น สูง 108 นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง 70 นิ้ว บรรจุดวงเมืองในยอดเสาทรงมัณฑ์ที่มีความสูงกว่า 5 เมตร และอัญเชิญหลักเมืองเดิม และหลักเมืองใหม่ ประดิษฐานในอาคารศาลหลักเมืองที่สร้างใหม่ มียอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาว ได้แบบอย่างจากศาลหลักเมืองกรุงศรีอยุธยา

การฝังเสาหลักเมืองเมื่อครั้งรัชกาลที่ 1 นั้น ได้เกิดอวมงคลนิมิตขึ้น คือเมื่อถึงมหาพิชัยฤกษ์อัญเชิญเสาลงสู่หลุม ปรากฏว่ามีงูเล็ก 4 ตัวเลื้อยลงหลุมในขณะเคลื่อนเสา จึงจำเป็นต้องปล่อยเลยตามเลย โดยปล่อยเสาลงหลุมและกลบงูทั้ง 4 ตัวตายอยู่ภายในก้นหลุม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงทำนายชะตาเมืองว่าจะอยู่ในเกณฑ์ร้ายนับจากวันยกเสาหลักเมืองเป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน จึงสิ้นพระเคราะห์ ทั้งยังทรงทำนายว่า จักดำรงวงศ์กษัตริย์สืบไปเป็นเวลา 150 ปี

ชะตาแผ่นดินที่ร้ายถึงเจ็ดปีเศษนั้น เป็นช่วงที่ไทยติดพันศึกพม่าจนถึงศึกเก้าทัพ ซึ่งสิ้นสุดการพันตูหลังครบห้วงเวลาดังกล่าว

ส่วนคำทำนายว่าจักดำรงวงศ์กษัตริย์สืบไป 150 ปีนั้น ไปครบเอาปี พ.ศ. 2475ซึ่งเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองพอดี

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 นั้น เจ้านายที่ทรงความสำคัญรวม 4 พระองค์ที่ทรงบังคับบัญชากิจสำคัญคือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพระนครสวรรค์วรพินิต สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงเพ็ชร์บุรีราชสิรินทร ทั้ง 4 พระองค์นี้มีพระราชสมภพและพระราชประสูติปีเดียวกันคือปีมะเส็ง (งูเล็ก) ต่างกันเพียงรอบปีพระราชสมภพกับพระประสูติ ซึ่งพระองค์ท่านทั้ง 4 ได้ร่วมกันทำบุญสร้างตึกคนไข้หลังหนึ่งในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พร้อมพระราชทานชื่อว่า “ตึกสี่มะเส็ง”  และไม่น่าเชื่อว่าทั้งสี่พระองค์ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475  ทำให้นิมิตงูเล็กในเสาหลักเมืองจึงออกจะเป็นเรื่องอัศจรรย์

กรณีคำทำนายการดำรงวงศ์กษัตริย์เป็นเวลา 150 ปี ไม่เป็นไปตามคำทำนาย เพียงเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข กรณีนี้โหราจารย์ให้ความเห็นว่า คงเนื่องด้วยพระบารมีของรัชกาลที่ 4 ที่ทรงแก้อาถรรพณ์ถอนเสาหลักเมืองและวางดวงชะตาพระนครขึ้นใหม่

 ด้วยเหตุนี้ เสาหลักเมืองที่ประดิษฐาน ณ ศาลพระหลักเมืองจึงมีสองต้น เสาเดิมครั้งรัชกาลที่ 1 คือต้นสูง ที่ได้ทำพิธีถอนเสาแล้ว แต่หาที่เก็บที่เหมาะสมไม่ได้ จึงคงไว้ แกนในเป็นเสาไม้ชัยพฤกษ์ มีไม้จันทน์ประดับนอก ลงรักปิดทอง หัวเสาเป็นทรงบัวตูม ภายในกลวงสำหรับบรรจุชะตาพระนคร ดวงนี้อยู่ใจกลางยันต์สุริยาทรงกลด จารึกในแผ่นทอง เงิน นาก

ส่วนเสาพระหลักเมืองครั้งรัชกาลที่ 4 คือต้นที่มีส่วนสูงทอนลงมา แกนในเป็นเสาไม้สัก มีไม้ชัยพฤกษ์ประดับนอก หัวเสาเป็นรูปยอดเม็ดทรงมัณฑ์ เป็นต้นที่สถิตประทับของพระหลักเมือง

นอกจากนี้ ภายในศาลพระหลักเมืองยังเป็นที่ประดิษฐานพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อเจตคุปต์ และเจ้าพ่อหอกลอง เป็นเทพารักษ์สำคัญ 5 องค์ที่ให้ความร่มเย็นแก่แผ่นดินและประชาราษฏร์ทั้งปวง

ที่มา : ชมรมประวัติศาสตร์สยาม

 

‘หมอวรงค์’ชี้ไลฟ์สดไต่สวนเปิดให้ปชช.เห็นพฤติกรรม‘ทอน’

‘หมอวรงค์’ชี้ไลฟ์สดไต่สวนเปิดให้ปชช.เห็นพฤติกรรม‘ทอน’

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 10.07 น.

‘หมอวรงค์’ชี้ไลฟ์สดไต่สวนเปิดให้ปชช.เห็นพฤติกรรม‘ทอน’

20 ตุลาคม 2562 นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.จังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ปรบมือให้ศาลรัฐธรรมนูญ” มีเนื้อหาดังนี้

งานนี้ต้องยกเครดิตให้ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้มีการไลฟ์สดการไต่สวนคดีของนายธนาธร เพราะประชาชนทั้งประเทศได้เห็นข้อเท็จจริง พฤติกรรม การตอบของนายธนาธร ที่สำคัญสิ่งที่ต้องไม่ประมาท นั่นคือกระบวนการทำลายศาล เพื่อลดความน่าเชื่อถือนั้นมีจริง อย่างน้อยๆผ่านสามีภรรยาคู่หนึ่ง นั่นคือ

1.ฝ่ายภรรยาที่เป็นชาวต่างชาติ อาศัยคราบนักวิชาการจอมปลอม ได้ทำเอกสารทางวิชาการชื่อ “รัฐพันลึก , สถาบันพระมหากษัตริย์และศาลรัฐธรรมนูญ” ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Contemporaly Asia ในปี พ.ศ. 2559 โจมตีสถาบันเบื้องสูงของเราว่าไปแทรกแซงศาลรัฐธรรมนูญ และบทความรัฐพันลึก ยังได้เอาไปขยายผลโดยนักวิชาการชังชาติต่อไปอีก

2.ฝ่ายสามีที่เป็นนักการเมือง ล่าสุดได้เตรียมออกมาถล่มศาลว่าถูกแทรกแซง หลังจากผู้พิพากษารายหนึ่งยิงตนเอง เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของศาล ว่าศาลชี้นำได้ แต่โชคดีต้องเบรคตนเอง เพราะถูกชาวโซเชียลถลกหนังตีแผ่แผนการของเขาก่อน

การไลฟ์สดของศาลรัฐธรรมนูญ จึงชัดเจน โปร่งใส จะทำให้กระบวนการบิดเบือนผ่านโซเชียลทำงานได้ลำบากขึ้น เพราะทุกคนได้ชมพร้อมๆกัน ถือเป็นแนวทางที่สังคมปรบมือให้ศาล และแนวนี้น่าจะเป็นแนวทางพิจารณาคดีสำคัญๆ ที่ประชาชนสนใจ ของศาลนักการเมืองอื่นๆด้วย

 

แย่ทั้ง2ฝ่าย! โพลระบุจบศึกงบฯ ปชช.ขออยู่ตรงกลาง เสียงหนุนรบ.แซงฝ่ายค้าน1%

แย่ทั้ง2ฝ่าย! โพลระบุจบศึกงบฯ ปชช.ขออยู่ตรงกลาง เสียงหนุนรบ.แซงฝ่ายค้าน1%

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 10.45 น.
 
แย่ทั้ง2ฝ่าย! โพลระบุจบศึกงบฯ ปชช.ขออยู่ตรงกลาง เสียงหนุนรบ.แซงฝ่ายค้าน1%
 

20 ตุลาคม 2562 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง งบปี 63 ประชาชนหนุนใคร กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,069 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ระหว่าง 15 – 19 ตุลาคม พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา

เมื่อถามถึงความต้องการให้รัฐใช้จ่ายงบประมาณปี 2563 ช่วยเหลือประชาชนด้านต่างๆ พบว่า อันดับแรก หรือร้อยละ 65.9 ระบุด้านสุขภาพ เช่น รักษาฟรี หมอดี ยาดี บริการดี สร้างเสริมสุขภาพ รองลงมาคือร้อยละ 64.9 ระบุ ด้านการศึกษา เช่น เรียนฟรี เรียนสูง โรงเรียนดี ครูดี ช่วยเด็กยากจน

ร้อยละ 59.8 ระบุ สร้างงาน เช่น คนไทยมีงานทำ ทักษะดี เงินดี มีหลักประกัน มีสุขพอเพียง , ร้อยละ 54.3 ระบุด้านความมั่นคง กองทัพ ตำรวจ ฝ่ายปกครอง เช่น ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แก้ปัญหาภัยพิบัติ สาธารณภัย ช่วยเหลือฟื้นฟูทั่วถึงไม่ตกหล่น , ร้อยละ 50.8 ระบุ ด้านคมนาคม เช่น ความปลอดภัยทางถนน ซ่อมแซมติดตั้งสัญญาณไฟ บังคับใช้กฎหมายเข้มแก้คนขาดวินัยด้วยเทคโนโลยี , ร้อยละ 48.2 ระบุ ช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ช่วยให้ค้าขายได้คล่อง หากินไม่ขัดสน และร้อยละ 37.0 ระบุอื่น ๆ เช่น ช่วยเรื่องที่พักอาศัย ช่วยให้คนมีบ้านของตนเอง ตามลำดับ

ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงฝ่ายที่ประชาชนสนับสนุนในตอนนี้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.2 ขออยู่ตรงกลางไม่เลือกข้าง เพราะแย่ทั้ง 2 ฝ่าย รอดูผลงาน ในขณะที่ ร้อยละ 16.9 สนับสนุนฝ่ายรัฐบาล และร้อยละ 15.9 สนับสนุนฝ่ายค้าน

นายนพดล กล่าวว่า ผลโพลชิ้นนี้ชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจ คือ เสียงสนับสนุนของประชาชนต่อรัฐบาลสูงกว่าฝ่ายค้านอยู่ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ส่วนใหญ่ยังขออยู่ตรงกลาง เพราะเห็นว่าแย่ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่ายรอดูผลงาน แต่ที่น่าพิจารณาคือการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานความมั่นคง กองทัพ ตำรวจและฝ่ายปกครองติด 1 ใน 5 ที่ประชาชนให้การสนับสนุนด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แก้ปัญหาภัยพิบัติ สาธารณภัย ช่วยเหลือฟื้นฟูทั่วถึงไม่ตกหล่น

ในขณะที่ประชาชนยังคงให้ความสำคัญต่อสุขภาพที่ได้รับการรักษาฟรี หมอดี ยาดี บริการดี รองลงมาคือ การศึกษาที่ต้องการให้เด็กเยาวชนเรียนฟรีเรียนสูงโรงเรียนดีช่วยเหลือเด็กยากจนมีโอกาสยกระดับชีวิตความเป็นอยู่และอนาคตที่ดีกว่า ในขณะที่การมีงานทำ ทักษะดี เงินดี มีหลักประกันมั่นคง และด้านคมนาคมที่ประชาชนต้องการความปลอดภัยทางถนนมากขึ้น

 

เปิดคลิปนาที'บิ๊กป้อม'ล้มก้นจ้ำเบ้า เดินกะเผลกออกห้องประชุม

เปิดคลิปนาที'บิ๊กป้อม'ล้มก้นจ้ำเบ้า เดินกะเผลกออกห้องประชุม

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 21.42 น.
 
วันที่ 19 ตุลาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่มีการลงคะแนนเสร็จเรียบร้อยแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ได้ลุกออกที่นั่ง โดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เดินตามหลัง 
 
เมื่อถึงทางต่างระดับด้านหลังบัลลังก์ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ยื่นมือมาเพื่อจะจับพล.อ.ประวิตร แต่ปรากฎว่าจังหวะดังกล่าวพล.อ.ประวิตรได้ลื่นล้มเสียหลักล้มก้นกระแทกกับพื้น จึงทำให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม รีบเข้าไปประคองพล.อ.ประวิตรทันที
 
 
 
 
พปชร.ย้ำ‘จำนำข้าว’9แสนล้านเหลว‘ยุคปู’ เป็นภาระผูกพันรบ.ประยุทธ์

พปชร.ย้ำ‘จำนำข้าว’9แสนล้านเหลว‘ยุคปู’ เป็นภาระผูกพันรบ.ประยุทธ์

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 11.01 น.

พปชร.ย้ำ‘จำนำข้าว’9แสนล้านเหลว‘ยุคปู’ เป็นภาระผูกพันรบ.ประยุทธ์

20 ตุลาคม 2562 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีที่สภาฯผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี2563 ในวาระแรกวงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ว่า ที่ประชุมสภาฯ มีมติเห็นชอบหลักการร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯด้วยคะแนนเสียง 251 เสียง โดยส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน งดออกเสียง 234 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง สะท้อนว่าฝ่ายค้านไม่คัดค้านหลักการของร่างกฎหมายดังกล่าว ถือเป็นมิติใหม่ทางการเมือง สร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีในสภาฯ ซึ่งต้องขอบคุณทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลที่อภิปรายอย่างสร้างสรรค์ ข้อเสนอแนะต่างๆไปพัฒนาประเทศตามกรอบงบประมาณ โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก

ทั้งนี้ โดยเฉพาะส.ส.พรรคพลังประชารัฐได้ตอบอภิปรายได้อย่างครบถ้วน ชี้ให้เห็นถึงการจัดสรรงบประมาณที่เป็นไปอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมและกระจายไปในทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม และเป็นธรรม แม้จะมีการปรับเปลี่ยนโครงการภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ แต่เป็นไปอย่างสอดคล้องและครอบคลุมกับสถานการณ์โลก โดยจะเห็นได้ว่าแผนการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล มุ่งพัฒนาทักษะทรัพยากรมนุษย์ที่ตรงกับความต้องการของประเทศ และแนวโน้มเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลังจากนี้ พรรคฯจะเดินหน้าทำตามนโยบายต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด

“ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์การกู้เงินเพื่อชดเชยการจัดทำงบประมาณขาดดุลนั้น จะเห็นได้ว่ารัฐบาลพยายามกู้เท่าที่จำเป็น และคำนึงถึงขีดความสามารถในการชำระคืน อีกทั้งการหารายได้ให้กับประเทศ  และข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับก็คือรัฐบาลประยุทธ์ ต้องแบกภาระความล้มเหลวของการบริหารงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ใช้งบประมาณซึ่งเป็นภาษีของประชาชนไปดำเนินการโครงการรับจำนำข้าว และเกิดความเสียหายกว่า 9 แสนล้านบาท ทั้งที่เป็นโครงการที่ดีแต่มีการทุจริตทุกขั้นตอน ดังนั้นส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐมีสิทธิโดยชอบธรรมในการพูดถึงปัญหาดังกล่าว ซึ่งภาระงบประมาณ อีกทั้งภาระหนี้ก้อนนี้ไม่ได้เป็นวงเงินที่คงที่ ดอกเบี้ยย่อมปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน อย่างปฏิเสธไม่ได้” น.ส.ทิพานัน กล่าว

รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ ยังกล่าวถึงการวิจารณ์งบประมาณกระทรวงกลาโหม ได้รับงบประมาณ วงเงิน 2.33 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติว่า เป็นเรื่องที่ไม่เกินความคาดหมาย เนื่องจากกระทรวงกลาโหมตกเป็นเป้าในการจับจ้อง มีที่มาจากประเด็นทางการเมืองมากกว่าการพิจารณารายละเอียดข้อเท็จจริงและความจำเป็นที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งงบประมาณ ส่วนที่เพิ่มขึ้นในปีนี้  เพื่อใช้ดูแลสวัสดิการของข้าราชการ ปรับปรุงที่อยู่อาศัย และซ่อมแซมรวมทั้งจัดหาเครื่องมือช่วยเหลือประชาชน ซ่อมปรับปรุงยุทโธปกรณ์ ขณะที่การซื้อทดแทนยุทโธปกรณ์ที่ไม่สามารถหาชิ้นส่วน หรือซ่อมแซมได้ เป็นไปตามแผนพัฒนากองทัพ และเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ คิดเป็น 1 ใน 3 กองกำลังที่มีทั้งหมด แต่ถึงอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบวงเงินงบทหาร งบความมั่นคงและกลาโหมของกลุ่มประเทศอาเซียนพบว่าจะมีค่าเฉลี่ยสากล อยู่ที่ 2.2 ของจีดีพี แต่ของไทยอยู่ที่ 1.3 ต่อจีดีพี เท่านั้น

“จะเห็นได้ว่า หลายครั้งที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์นักฟุตบอลทีมหมูป่าอคาเดมี่ติดถ้ำหลวงที่กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก เครื่องมือต่างๆทางการทหารนั้นสามารถเข้าไปช่วยเหลือสถานการณ์วิกฤติดังกล่าวได้” รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าว

ขณะที่งบฯกลางจำนวน 4 แสนล้านนั้น น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า แม้วงเงินอาจจะสูง แต่ต้องมีไว้เพื่อรองรับไว้ ในกรณีที่ประชาชนประสบปัญหา เช่น ปัญหาอุทกภัย การแก้ไขปัญหาและโครงการต่างๆในพื้นที่ ที่จะนำเสนอต่อรัฐบาลเป็นโครงการเร่งด่วน ก็จะนำเงินงบประมาณจากงบฯกลางนี้ไปจัดสรร เพื่อการแก้ไขปัญหาให้ทันท่วงทีและทันต่อการพัฒนาในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งหลังจากนี้ทางพรรคพลังประชารัฐจะเร่งเดินหน้าตามกรอบนโยบายต่างๆ ต่อไป

‘องอาจ’ชี้ปชป.มุ่งอภิปราย 4 ด้าน หวัง‘กมธ.งบฯ’นำข้อเสนอแนะไปใช้ประโยชน์

‘องอาจ’ชี้ปชป.มุ่งอภิปราย 4 ด้าน หวัง‘กมธ.งบฯ’นำข้อเสนอแนะไปใช้ประโยชน์

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 10.18 น.
‘องอาจ’ชี้ปชป.มุ่งอภิปราย 4 ด้าน หวัง‘กมธ.งบฯ’นำข้อเสนอแนะไปใช้ประโยชน์

20 ตุลาคม 2562 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวถึงภาพรวมของการอภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ตลอดระยะเวลา 3 วันที่ผ่านมา ว่า ส.ส.ของพรรค ปชป.ได้อภิปรายอย่างสร้างสรรค์ มุ่งชี้ให้เห็นถึงจุดที่ควรปรับเพิ่มลดงบประมาณให้สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ทั้งภายใน และภายนอกประเทศ พร้อมนำเสนอข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการจัดสรรงบประมาณไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง และต้องทำให้งบประมาณของประเทศสามารถสร้างรอยยิ้มให้กับประชาชนได้

ทั้งนี้ การอภิปรายงบประมาณครั้งนี้ พรรค ปชป.มุ่งเน้นให้การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนดังนี้ 1.เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม 2.เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน 3.เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระดับฐานราก และ 4.เพื่อกระจายงบประมาณไปสู่ท้องถิ่นให้งบประมาณถึงมือประชาชนในการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

“ผมเชื่อมั่นว่าคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ จะได้นำข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์เป็นประโยชน์ไปเป็นข้อมูลในการพิจารณางบประมาณ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมต่อไป” นายองอาจ กล่าว

'บิ๊กป๊อก'แฉเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินต้นเหตุเอื้อคนรวย ทำคนจนไม่มีทางเลือก

'บิ๊กป๊อก'แฉเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินต้นเหตุเอื้อคนรวย ทำคนจนไม่มีทางเลือก

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.16 น.
 
“บิ๊กป๊อก”ไม่เห็นด้วยเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน ชี้ เป็นต้นเหตุให้คนรวยถือครองที่ดิน รับ “วันแม็พ” ล่าช้า เร่งผลักดัน แก้ปัญหาที่ทับซ้อน พบที่ดินรัฐทับที่เอกชน 3 ล้านแปลง

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2562 ที่รัฐสภา เกียกกาย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวชี้แจงหลังนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.จังหวัดตรง พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเรื่องปัญหาที่ดินทำกิน ว่า เรื่องโครงการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ หรือวันแม็พ ยอมรับว่ามีความล่าช้า แต่ต้องเร่งรัดให้จบ เนื่องจากแผนที่ของหน่วยราชการแต่ละแห่งทับซ้อนกันเอง เมื่อรวมเนื้อที่ในแผนที่แต่ละฉบับก็พบว่ามีเนื้อที่มากกว่าแผนที่ประเทศไทย ดังนั้นจึงต้องผลักดันให้วันแม็พแก้ปัญหาแผนที่ทับซ้อนให้ได้ หลังจากนี้ พิกัดและหลักหมุดต่างๆ จะเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอล  เพื่อไม่มีปัญหาที่ดินทับซ้อนอีกต่อไป แต่ยอมรับว่ายังมีที่ดินของรัฐทับที่ดินเอกชนมากถึง 3 ล้านแปลง ขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไข

 
ขู่ลุกฮือทั่วประเทศ!! ชาวไร่อ้อยนับล้านต้านแบนสารพิษ ปูดศก.พังยับ5.7แสนล.-รง.น้ำตาลเจ๊ง

ขู่ลุกฮือทั่วประเทศ!! ชาวไร่อ้อยนับล้านต้านแบนสารพิษ ปูดศก.พังยับ5.7แสนล.-รง.น้ำตาลเจ๊ง

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.12 น.
ขู่ลุกฮือทั่วประเทศ!! ชาวไร่อ้อยนับล้านต้านแบนสารพิษ ปูดศก.พังยับ5.7แสนล.-รง.น้ำตาลเจ๊ง

18 ตุลาคม 2562 นายทองคำ เชิงกลัด ประธานสหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลกระทบสำคัญหากแบนพาราควอต ว่า ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ค่าสารเคมี ค่าแรงงาน รวมทั้งยังเป็นข้อสงสัยเรื่อง สารทดแทนนั้นมีราคาสูงแต่คุณสมบัติไม่แน่ใจว่าทดแทนกันได้ และเครื่องจักรไม่สามารถใช้ได้ในไร่อ้อย โดยเฉพาะวัชพืชที่อยู่ในแถวหรือโคนอ้อย ที่สำคัญหากมีการตกค้างของพาราควอตจริง วัชพืชคงไม่สามารถเติบโตขึ้นมาใหม่ในพื้นที่เดิมที่เคยฉีดได้ ดังนั้น ในนามของ 4 องค์กรชาวไร่อ้อย เห็นควรให้ใช้สารดังกล่าวต่อไปอย่างมีขอบเขตตามที่ได้จัดอบรมไปก่อนหน้านี้

สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ในนามตัวแทนสมาชิกชาวไร่อ้อยรวม 37 สถาบันในเขตภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กว่า 4 แสนครัวเรือน รวม 1.2 ล้านราย ร่วมประกาศจุดยืนค้านการแบนพาราควอตและไกลโฟเซต เนื่องจากอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สร้างแรงงาน รายได้เข้าสู่ประเทศปีละหลายแสนล้านบาท การใช้สารออร์แกนิกแทนสารเคมี คงไม่สามารถนำมาใช้กับการทำเกษตรอุตสาหกรรมได้ ดังนั้น การยกเลิกสารดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยอย่างมาก

ขณะเดียวกันชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยลุ่มน้ำป่าสัก สมาคมชาวไร่อ้อยเพชรบูรณ์ สมาคมชาวไร่อ้อยเขื่อนป่าสัก สระบุรี สมาคมชาวไร่อ้อยพิจิตร พิษณุโลก สมาคมชาวไร่อ้อยบึงสามพัน นำโดยนายวิชัย เปาวิมาน นายกสมาคมชาวไร่อ้อยลพบุรีกล่าวว่า ปัจจุบัน ไม่สามารถใช้แรงงานได้เหมือนเมื่อก่อน การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับยังไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ในทางปฏิบัติ เห็นควรให้อนุญาตใช้สารต่อไปภายใต้การจำกัดการใช้จนกว่าจะหาสารทดแทนอันเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรได้

ดร.กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการเพาะปลูกอ้อยของไทยในพื้นที่กว่า 11 ล้านไร่ สร้างรายได้สูงกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถผลิตอ้อยได้ตามเป้าหมาย กระทบเป็นลูกโซ่ ส่งผลให้โรงงานน้ำตาลขาดวัตถุดิบ ต้นทุนผลิตสูงขึ้น กระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายดิบ ผลเลวร้ายที่สุด โรงงานน้ำตาลคงต้องทยอยปิดตัวลงในไม่ช้า เหตุเพราะขาดทุน

"สิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นผลกระทบกับมูลค่า GDP ภาคการเกษตรจะกระทบมหาศาลเป็นมูลค่าความเสียหายในการส่งออกเฉพาะน้ำตาลและผลิตภัณฑ์กว่า 94,618 ล้านบาท จากมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 570,000 ล้านบาท และถ้ารัฐคิดจะจ่ายค่าชดเชยให้ผู้ปลูกอ้อยต้องใช้วงเงินอย่างน้อย 270,000 ล้าน โดยยังไม่รวมค่าชดเชยในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และอาจใช้ระยะเวลาในการชดเชยมากกว่า 1 ปีแน่นอน"

ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI กล่าวว่า การใช้สารเคมีเกษตร ทำให้ประเทศไทยพัฒนาเกษตรกรรมมาหลายสิบปีจนผลิตได้เกินบริโภคมากมาย ถ้าไม่ใช้สารเคมีเกษตร คือ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้เคมีเกษตร ไทยจะผลิตอาหารไม่พอกิน ถ้าไม่ใช้เคมีเกษตร แต่ใช้ปุ๋ยเคมีอาจพอกินในภาพรวม แต่บางกลุ่มจะลำบากเช่น อาจต้องใช้แรงงานใช้จอบเสียมแทน แต่แรงงานมีราคาแพงกว่า รัฐบาลจะจัดการปัญหาตามกระแส ตามความรู้สึก ตามการเมือง ไม่ใช่ข้อมูลวิชาการไม่ได้ การแบน DDT ในอดีตคนจะใช้ก็ไปแอบนำเข้าในสหรัฐฯ เมื่อมีปัญหาสารกำจัดวัชพืช เขามีวิธีควบคุมแก้ปัญหาแบบวิทยาศาสตร์และทำการค้าขายได้ ท้ายสุดเรื่องเหล่านี้จะมีผู้ได้และผู้เสียประโยชน์ ไม่ว่าจะเลือกใช้หรือแบน แต่จะชดเชยความเสียหายให้เกษตรกร และอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างไร

ฮือฮา'ธนาธร'เข้าสภาฯจนได้! อนค.เสนอชื่อเป็นกมธ.วิสามัญฯงบประมาณปี63

ฮือฮา'ธนาธร'เข้าสภาฯจนได้! อนค.เสนอชื่อเป็นกมธ.วิสามัญฯงบประมาณปี63

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 20.57 น.
เมื่อเวลา 20.35 น.วันที่ 19 ตุลาคม ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติรับหลักการในวาระแรกร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 วงเงินงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท โดยคะแนนเห็นด้วย 251 เสียง  ไม่เห็นด้วย 0 เสียง งดออกเสียง 234 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง จากจำนวนสมาชิกในห้องประชุม 488 คนแล้ว
 

จากนั้นได้เสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ จำนวน 64 คน  ปรากฏว่าที่สร้างความฮือฮาต่อที่ประชุมอย่างมากก็คือ ในส่วนของพรรคอนาคตใหม่(อนค.) ได้เสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค.เป็นกรรมาธิการวิสามัญฯ ขณะที่พรรคเสรีรวมไทยของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  เตมียเวส  ไม่ขอเสนอชื่อเป็นกรรมาธิการฯ โดยให้โควต้าให้กับพรรคพลังปวงชนไทย

เป็นที่น่าสังเกตว่า การที่พรรค อนค.เสนอชื่อนายธนาธร เป็นกรรมาธิการฯครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเปิดประตูให้นายธนาธร เข้ามาในนั่งในสภาฯในฐานะกรรมาธิการฯสำเร็จ ทั้งๆที่นายธนาธนาเอง อยู่ระหว่างถูกคำสั่งศาลให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส. และรอคำวินิจฉัยในคดีถือหุ้นสื่อในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ว่า สถานภาพส.ส.จะสิ้นสุดลงหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงาน สำหรับรายชื่อ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ในส่วนของพรรคอนาคใหม่ ประกอบด้วย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงษ์วุฒิ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ณธีภัทสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ และ นายวีรศักดิ์ เครือเทพ

‘มนัญญา’ลุยแน่!ขนทัพเกษตรกร รอฟังคกก.วัตถุอันตราย‘แบน3สาร’22ต.ค.นี้

‘มนัญญา’ลุยแน่!ขนทัพเกษตรกร รอฟังคกก.วัตถุอันตราย‘แบน3สาร’22ต.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.42 น.
 
‘มนัญญา’ลุยแน่!ขนทัพเกษตรกร รอฟังคกก.วัตถุอันตราย‘แบน3สาร’22ต.ค.นี้

18 ตุลาคม 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังรับมอบกระเช้าดอกไม้ให้กำลังใจจากคณะอนุกรรมการสตรี เด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ ของกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพฯ ที่ต้องการให้ยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และ ไกลโฟเซต ว่า  ได้ดำเนินการจัดทำเอกสารแบน 3 สารขั้นตอนสุดท้าย เพื่อนำส่งกับคณะกรรมการวัตถุอันตรายเรียบร้อยแล้ว ทุกวันนี้ก็ทำสุดเอื้อม และต้องรอทุกอย่างเดินไปตามระบบ เพราะพูดกันมานาน ตั้ง 2 ปีกว่าแล้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนต่อไปในการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย และส่งถึงนายกรัฐมนตรีแล้ว

“ดิฉันนั่งอ่านข่าวก็ยังงง ว่ายังเหลือสต็อกสารอีกเยอะ มันน่าจะไม่มีแล้ว และเกษตรกรก็มีสารทางเลือกต่างๆที่มีอยู่ในท้องตลาดจำนวนมาก แม้แต่สารเคมีชนิดอื่นๆก็ยังมีอยู่ในท้องตลาดเป็น 100 ยี่ห้อ ก็ยังงงว่าทำไมสารเคมีในประเทศไทยมีมากมาย ถ้าใครมีสารทางเลือกอื่นๆที่จะเป็นเกษตรอินทรีย์ สามารถนำมาเสนอที่ดิฉันได้โดยตรง เพื่อช่วยเกษตรกรให้มีทางเลือกมากขึ้น” นางสาวมนัญญา กล่าว

เมื่อถามว่าถูกคุกคาม ข่มขู่อีกหรือไม่ นางสาวมนัญญา กล่าวว่า ถ้าเราไม่ไปฟังก็ไม่ได้ยิน ถ้าไม่ได้ไปมองก็ไม่เห็น

เมื่อถามว่า ถ้าผลมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ออกมาไม่แบน 3 สาร นางสาวมนัญญา กล่าวว่า เวลานี้ขอทำใจเป็นกลางก่อน สำหรับตัวตนเมื่อทำมาถึงขนาดนี้ ก็ต้องทำให้สำเร็จ และความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อเกษตรกร พี่น้องประชาชน ต้องคุ้มครองผู้บริโภค และสุขภาพความปลอดภัยด้านสาธารณสุข ซึ่งมันไกลเกินกว่าจะคุยกันในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์อย่ามาคุยกันอีกเลย

เมื่อถามว่าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ระบุยังไม่ได้รับวาระการแบน 3 สาร จากกระทรวงเกษตรฯ ได้รับเพียงแต่หนังสือแบน 3 สาร จากมติ 4 ฝ่าย เท่านั้น นางสาวมนัญญา กล่าวว่า เอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในการแบน 3 สาร กระทรวงเกษตรฯได้ส่งให้กับปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น วาระการประชุมต้องอยู่ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะนำวาระการแบน 3 สาร บรรจุเข้าสู่การพิจารณา ในวันที่ 22 ตุลาคม นี้ เพราะกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นเจ้าภาพ ต้องเป็นผู้ทำวาระการประชุมซึ่งขณะนี้หมดหน้าที่ของตนแล้ว และเอกสารต่างๆ จากกระทรวงเกษตรฯ ถึงกระทรวงอุตสาหกรรมทั้งหมดไม่มีตกหล่นแน่นอน

“วันที่ 22 ตุลาคม นี้ ดิฉันจะไปร่วมฟังผลการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายด้วย พร้อมกับมีกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการให้ยกเลิก 3 สารจากหลายจังหวัด ได้โทร.ติดต่อมาหาดิฉันว่าจะขอมาฟังผลการประชุมจำนวนมาก แต่ดิฉันบอกว่า ให้ส่งตัวแทนมาก็พอ หากมากันเยอะ จะไม่สะดวก ซึ่งกลุ่มเกษตรกรต้องการให้กำลังใจดิฉัน และต้องการให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายยกเลิก 3 สาร” นางสาวมนัญญา กล่าว

ด้านนายเฉลิม ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ไม่ว่ามติคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะออกมาอย่างไร แต่แนวทางกระทรวงเกษตรฯชัดเจน มีนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรแบบยั่งยืน ได้แก่ การทำเกษตรปลอดภัย เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ รวมทั้งได้เตรียมมาตรการต่างๆ ในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องการปรับเปลี่ยนจากการใช้สารเคมี มาเป็นเกษตรปลอดสาร พร้อมกับหาสารชีวภัณฑ์ และเทคโนโลยีต่างๆ ในการกำจัดศัตรูพืชไว้แล้ว

ทั้งนี้ วันที่ 21 ตุลาคม นี้ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชอุตสาหกรรม 6 ชนิด ขอเข้าพบตนให้ชะลอการยกเลิกใช้ 3 สารเคมี ตนยินดีที่จะรับฟังข้อมูลความเดือดร้อนของเกษตรกร พร้อมชี้แจงว่ากระทรวงเกษตรฯ มีมาตรการรองรับการปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรกรรม และมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ไว้ทุกด้านแล้ว

อย.ประกาศชัด  ร่วมแบน3สารอันตราย ฝ่ายหนุนเปิดข้อมูล  นัดแถลงวันจันทร์นี้

อย.ประกาศชัด ร่วมแบน3สารอันตราย ฝ่ายหนุนเปิดข้อมูล นัดแถลงวันจันทร์นี้

อย.ประกาศชัดสนับสนุนให้ยกเลิกใช้สารเคมีอันตรายสูง ทั้ง 3 ชนิด เนื่องจากมีผลเสียต่อสุขภาพอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มเกษตรกรคัดค้านแบน 3 สารเคมี เตรียมแถลงใหญ่ความเดือดร้อนจันทร์นี้ก่อนจะมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ชี้ขาดยกเลิกหรือไม่ 22 ตุลาคม

นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (เลขาธิการอย.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ประกาศจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนให้ยกเลิกสารเคมีอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซต เนื่องจากมีอันตรายต่อสุขภาพ มีข้อมูลตรวจพบผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าจากพาราควอต ใน จังหวัดหนองบัวลำภู พบการตกค้างของพาราควอตในซีรั่มของเด็กแรกเกิดและมารดา ขณะที่ไกลโฟเซตน่าจะก่อมะเร็ง(กลุ่ม 2A) และรบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อทำให้เกิดโรคเบาหวานและโรคไต ส่วนคลอร์ไพรีฟอสทำให้เกิดความผิดปกติด้านพัฒนาการทางสมองของเด็กอีกด้วย

“ล่าสุดปี 2562 ตรวจพบคลอร์ไพรีฟอสในผักผลไม้ ไม่ผ่านมาตรฐาน 37 ตัวอย่างจาก 456 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ8.11ส่วนใหญ่พบใน ส้ม คื่นฉ่าย มะเขือเทศและคะน้า ดังนั้น อย.จึงสนับสนุนให้ยกเลิกการใช้สารเคมีอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซต เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน” เลขาธิการ อย.กล่าว

ด้านสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย (อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ผักและผลไม้) แจ้งว่า ในวันจันทร์นี้ (21 ต.ค.)จะเปิดแถลงข่าว โหมโรง รวมพลังเกษตรกรไทย คัดค้านการแบน 3 สาร คือ สารคลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเสต โดยระบุว่าจะมีการเปิดหลักฐานสำคัญคัดค้าน นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรที่ให้ยกเลิก หรือแบน 3 สารดังกล่าว โดยระบุว่า จะมีการประกาศเจตนารมณ์ของเกษตรกรทั่วไทย ในการ แบนพรรคการเมือง โดยงานจะจัด เวลา 10.00 น. ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ

 
เครือข่ายราชบุรีโมเดล เปิดหลักฐานผลไม้ไร้สารตกค้าง ร้อง ‘บิ๊กตู่’ อยู่ข้างเกษตรกร

เครือข่ายราชบุรีโมเดล เปิดหลักฐานผลไม้ไร้สารตกค้าง ร้อง ‘บิ๊กตู่’ อยู่ข้างเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.47 น.
18 ตุลาคม 2562 ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ผู้แทนเกษตรกรโครงการ “ราชบุรีประชารัฐ พืชผักและผลไม้ปลอดภัย นำไทยสู่ครัวโลกกรมวิชาการเกษตร” เปิดข้อเท็จจริงประเด็นพาราควอต เกษตรกรราชบุรีเพาะปลูกตามมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ไร้ผลตกค้าง ปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค วอน นายประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดอ่านข้อมูลสักนิด ก่อนคิดตัดสินใจ

นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ คณะทำงานทางการเมืองของประธานรัฐสภา เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลจากทุกฝ่ายแล้ว เข้าใจถึงปัญหาและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญที่รับผิดชอบพิจารณาแนวทางการควบคุมสารเคมีเกษตร จะต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้าน ปัจจุบันยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา ไม่ได้ตัดสินใจหรือฟังธงว่าจะแบนทั้ง 3 สาร โดยการตัดสินใจขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นสำคัญ

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ผู้แทนเกษตรกรในโครงการฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาโครงการเพาะปลูกพืชผักและผลไม้ด้วยการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ได้พิสูจน์แล้วว่า การอบรมเพื่อให้เกษตรกรปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี ยืนยันได้ว่าสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ ได้แก่ สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมตามที่เป็นข่าว พร้อมแสดงผลตรวจสุขภาพเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมทั้งก่อน-ระหว่าง-หลังโครงการ ย้ำการกระทำและใส่ร้ายเกษตรกร ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ต้นทุนพุ่งจากการกักตุนสารเคมี ทำให้ราคาเพิ่มขึ้น 3 เท่า กระทบไกลถึงเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมในระยะยาว

นอกจากนี้ การกล่าวอ้างจากเอ็นจีโอถึงผลวิจัยเรื่องการพบพาราควอตในขี้เทาเด็ก กรณีแม่สู่ลูก พบว่า ตามที่นักวิจัยแจ้งว่าได้เก็บตัวอย่างจากอาสาสมัครหญิงตั้งครรภ์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ปรากฏได้ตรวจสอบกลับไปยังโรงพยาบาลดังกล่าว ได้รับการชี้แจงว่า ไม่มีข้อมูลการดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น ผลการวิจัยมาจากไหน (หลักฐานตามเอกสารแนบ) รวมทั้ง เอ็นจีโอกล่าวอ้างถึงการพบสารตกค้างในพื้นที่หลายแห่ง แต่ในความเป็นจริง หน่วยงานรัฐได้ตรวจสอบซ้ำกลับไม่พบการตกค้างพาราควอตแต่อย่างใด จึงอยากให้นายกฯ เปิดอ่านข้อมูลที่แท้จริงก่อนภาคเกษตรกรรมไทยจะล่มสลายในยุคของท่าน

นายสุชัช สายกสิกร เกษตรกรจังหวัดราชบุรี กล่าวเสริมว่า เกษตรกรสับสนเป็นอย่างมาก ณ ปัจจุบัน เหมือนเป็นหนูทดลองยาให้กับภาครัฐ ยกตัวอย่าง วันนี้ รัฐบอกให้เกษตรกรออกมาอบรมเพื่อให้ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และสามารถซื้อได้อย่างถูกกฎหมาย แต่อีกวันบอกว่า ไม่สามารถซื้อได้แล้วตั้งแต่ 1 ธันวาคม เป็นต้นไป ใครซื้อใช้ โดนจับปรับผิดกฎหมาย หรือ 50 ปีที่แล้วบอกว่า พาราควอต ปลอดภัย แต่วันนี้ บอกว่า ไม่ปลอดภัย จะหาสารทดแทนใหม่มาให้ ดังนั้น เกษตรกร จึงขอรับฟังและเชื่อข้อมูลจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ นำหลักฐานมาแสดงว่า พาราควอต มีผลตามคำกล่าวอ้างจริง และสารทดแทนที่เสนอมานั้นปลอดภัยในราคาและประสิทธิภาพที่เท่ากัน เพราะกลุ่มที่ต้องการแบนนำเสนอข้อมูลมานั้น เป็นการกล่าวหาลอย ๆ และสิ่งที่เรารับไม่ได้คือกล่าวหาว่า “เกษตรกรเป็นฆาตกร”

เกษตรกรเชื่อมั่นในนายกรัฐมนตรีที่รับฟังข้อมูลทั้งสองด้าน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว สารเคมีทั้งสามตัวนี้ คงโดนแบนไปนานแล้ว เหตุที่คณะกรรมการฯ ตัดสินไม่แบน เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏมาโดยตลอดว่า ไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานที่ชัดเจนว่าพาราควอตส่งผลต่อสุขภาพ และไม่มีการตกค้างในสิ่งแวดล้อมตามที่เอ็นจีโอกล่าวอ้าง ส่วนการขึ้นป้ายของโรงพยาบาลต่าง ๆ นั้น บอกว่ามีคนเสียชีวิตจากยาฆ่าหญ้ากว่า 600 คนต่อปี แต่ในความเป็นจริง สถิติของกระทรวงสาธารณสุข มีคนเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละมากกว่า 50,000 ราย มากกว่า ยาฆ่าหญ้าหลายเท่า เกษตรกรจึงอยากฝากกระทรวงสาธารณสุขไป “แบนบุหรี่” หากห่วงใยสุขภาพของผู้บริโภคอย่างแท้จริง

“นับตั้งแต่วันนี้ เกษตรกรจะไม่ยอมให้ใครมาใส่ร้าย ทำลายเศรษฐกิจภาคการเกษตร และดูถูกอาชีพเกษตรกรอีกต่อไป เกษตรกรมากกว่า 1.5 ล้านราย พร้อมที่จะออกมาแสดงพลังทุกเมื่อ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะดำเนินการตัดสินอย่างถูกต้อง เป็นธรรม ยึดถือข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยมีหัวใจสำคัญ เกษตรกรต้องไม่เดือดร้อนกับวิธีการแก้ปัญหา เกษตรกรตั้งข้อสังเกตุถึงความพยายามอย่างผิดปกติถึงวิธีการแบนสารสามตัวนี้ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เราขอเป็นกำลังใจให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ถูกคุกคาม กดดันมาโดยตลอด ได้ใช้ความรู้ของท่านในการพิจารณาอย่างอิสระ” ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าว

 
 
ดอยอินทนนท์คึกคัก! นทท.แห่สัมผัสความหนาว-เตรียมดูฝนดาวตก

ดอยอินทนนท์คึกคัก! นทท.แห่สัมผัสความหนาว-เตรียมดูฝนดาวตก

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 10.35 น.
20 ต.ค.62 เมื่อเวลา 08.20 น. ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจาก นายกริชสยาม คงสตรี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ว่า ที่ดอยอินทนนท์ นักท่องเที่ยวได้ขึ้นมาสัมผัสอากาศหนาว และชมแสงอาทิตย์ยามเช้า ตัดกับทะเลหมอกที่สวยงาม นักท่องเที่ยวมีจำนวนมาก ทางอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ได้จัดเจ้าหน้าที่รองรับให้คำแนะนำจุดท่องเที่ยวและอำนวยความสะดวกตามจุดต่างๆ แล้ว สำหรับอุณหภูมิเช้านี้ ที่ยอดดอยวัดได้ 7 องศาเซลเซียส​  ที่กิ่วแม่ปาน วัดได้ 10 องศาเซลเซียส​ ที่จุดที่ทำการอุทยานฯ วัดได้ 15 องศาเซลเซียส​

วันนี้อากาศเปิด นักท่องเที่ยวนอกจะได้สัมผัสอากาศที่หนาวแล้ว ยังได้เห็นแสงอาทิตย์ยามเช้า และทะเลหมอก ที่สวยงามมาก ได้ชมน้ำตกแม่กลาง,วชิระธาร,แม่ยะ,น้ำตกดอกเสี้ยว,และจุดชมธรรมชาติ พืชพันธุ์ต่างๆ ดอกไม้ฤดูหนาวอย่างจุดใจ สถานที่พักของอุทยานนั้นเต็มแล้ว ยังมีเต้นท์คอยบริการนักท่องเที่ยวในแต่ละวัน สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการค้างคืน เพื่อต้องการมาชมฝนดาวตกไอโรออนิคส์ในช่วงกลางคืนที่สวยงามในเดือนนี้

และสามารถสังเกตุ ดูได้อีกในวันที่ 27 ต.ค.62 ดาวอังคารเคียงดวงจันทร์ เช้ามืด 05.07 น.ทางทิศตะวันออก (มีเวลาสังเกตการณ์ประมาณ 1 ชั่วโมง) วันที่  29 ต.ค.62 ดาวพุธ-ดาวศุกร์-ดวงจันทร์ ก่อนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทางทิศตะวันตก (มีเวลาสังเกตการณ์ประมาณ 1 ชั่วโมง) วันที่ 31 ต.ค.62 ดาวพุธเคียงดาวศุกร์ ก่อนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทางทิศตะวันตก (มีเวลาสังเกตการณ์ประมาณ 50 นาที) วันที่31 ต.ค.62 ดาวพฤหัสเคียงจันทร์ หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทางทิศตะวันตก
 

 
 
  

หน้าแรก / ข่าว Like สาระ
คนไทยไม่ทิ้งกัน!‘หนุ่มชลบุรี’ถูกไล่ออกจากงาน อดข้าว-น้ำ หอบลูกเดินเท้าข้ามจากบางแสนสู่ระยอง

คนไทยไม่ทิ้งกัน!‘หนุ่มชลบุรี’ถูกไล่ออกจากงาน อดข้าว-น้ำ หอบลูกเดินเท้าข้ามจากบางแสนสู่ระยอง

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 09.01 น.
คนไทยไม่ทิ้งกัน!‘หนุ่มชลบุรี’ถูกไล่ออกจากงาน อดข้าว-น้ำ หอบลูกเดินเท้าจากบางแสนสู่ระยอง  
 

ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี ได้ลงพื้นที่เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 19 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา หลังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อความ “ใครพอมีที่พักชั่วคราวให้ครอบครัวนี้บ้างคะ เขาเดินมาจากข้าวหลาม ไม่ได้พักเลยเดินมา 2 วันแล้ว ไม่ได้กินข้าว ไม่ได้นอนด้วย เห็นเดินอยู่ข้างถนนเลยถามดู เขาโดนเถ้าแก่ไล่ออกจากงานแถวถนนข้าวหลาม เลยจะเดินไปหางานที่ระยอง สงสารเด็กๆมากค่ะ #ปล.ใครมีที่ทำงานก็ช่วยแนะนำได้นะคะ” ลงในเพจพัทยาทอล์ค จนมีสมาชิกในเพจที่เข้าไปดูข้อมูลต่างสงสาร และให้ความสนใจ เมื่อผู้สื่อข่าวเดินทางไปถึงบริเวณศาลาพักผู้โดยสารริมทางหน้าโรงเรียนบ้านอำเภอ ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พบเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างโรจนธรรมสถาน พร้อมผู้ใจบุญที่ได้พบเห็นข้อมูลจากในเพจ ต่างเดินทางเข้ามาสอบถามและให้การช่วยเหลือโดยการซื้ออาหารและน้ำดื่มมาให้กับครอบครัวดังกล่าวซึ่งมี 3 คน เนื่องจากทั้ง 3 คนนั้นยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้า

สอบถามข้อมูลทราบชื่อ คือ นายสมปอง สีสังข์ อายุ 33 ปี ภูมิลำเนาอยู่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี เล่าว่า ก่อนหน้านี้ตนเองนั้นเป็นลูกจ้างทำงานอยู่ที่ร้านเครื่องปั้นดินเผาในเขตพื้นที่ อ.พานทอง จ.ชลบุรี โดยที่ตนกับลูกชายอีก 2 คนนั้นได้พักอาศัยในที่พักของที่ทำงาน ซึ่งลูกชายอายุ 6 ปี เรียนหนังสืออยู่ในพื้นที่ ส่วนภรรยาของตนนั้นได้เลิกรากันไปนานแล้ว

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่ผ่านมา ตนเดินทางไปทำธุระและกลับมาทำงานไม่ทัน จนนายจ้างได้สั่งให้ออกจากงาน และได้ให้ออกจากที่พักอาศัย ตนจึงตัดสินใจหอบข้าวของ และพาลูกทั้ง 2 คนเดินเท้ามาจากเขตถนนข้าวหลาม จ.ชลบุรี เพื่อมุ่งหน้าสู่จังหวัดระยอง ซึ่งเดินมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม จนถึงวันที่ 19 ตุลาคม โดยที่ตลอดการเดินทางมาไม่มีเงินติดตัว ตนกับลูกๆก็ยังไม่ได้กินข้าว แต่อดทนเดินต่อ ซึ่งตนเองไม่ได้เข้าขอความช่วยเหลือไปขอเงินใครซื้ออาหารแต่อย่างใด

จากการสอบถาม น.ส.ปภาวรินทร์ อินธิเดช อายุ 18 ปี นักศึกษาสาววิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ ผู้ที่พบเห็นทั้ง 3 พ่อลูกที่เดินมาตามทางริมถนนสุขุมวิทแยกบ้านอำเภอ จึงรู้สึกสงสารและได้เข้าสอบถามจนได้รายละเอียดก่อนที่จะได้ช่วยเหลือเบื้องต้น และได้นำข้อมูลมาโพสต์บนโลกโซเชียล และในเพจจนมีผู้เข้ามาสนใจและช่วยเหลือ

ทั้งนี้ หลังจากมีการโพสต์ข้อความดังกล่าวได้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็น และให้ความช่วยเหลือ พร้อมทั้งมีการแชร์โพสต์ไปจำนวนมาก และล่าสุด ได้มีผู้ใจบุญ ทราบชื่อต่อมา คือ นันท์ธิดา กลิ่นปราง เจ้าของคาร์แคร์ได้ติดต่อไปยัง น.ส.ปภาวรินทร์ เพื่อขอให้เดินทางไปรับทั้ง 3 พ่อลูก ไปยัง steed car care&cafe ในพื้นที่เมืองพัทยา เพื่อมาพักอาศัย พร้อมจะรับเข้าทำงานในคาร์แคร์แห่งนี้อีกด้วย ส่วนลูกชายทั้ง 2 คน ทางผู้เป็นพ่อก็จะได้เข้าทำงาน และทางผู้ใจบุญก็จะมีการประสานหาโรงเรียนให้กับน้องๆทั้ง 2 คนอีกด้วย

 
 
 
 
..........................................
 
20 ตุลาคม 2562
 
 

 

 

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน