*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5604
  • จำนวนผู้ชม : 3364662
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< พฤศจิกายน 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 245 , 18:31:05 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน vinitvadee , wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         เคอร์ฟิวส์จชต.ใต้ตามราชกิจจานุเบกษาประกาศวันนี้ ต้องฟังนายกฯแถลงครับ

'บิ๊กตู่'ปิดห้องถก'กอ.รมน.'ปรับแผนแก้ไฟใต้ ลั่นถ้าจำเป็นประกาศเคอร์ฟิวก็ต้องทำ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.40 น.
“นายก” ปิดห้องคุย “กอ.รมน.” ปรับแผนแก้ไฟใต้ ยันพูดคุยสันติสุขเดินหน้าต่อเนื่อง-เปิดโต๊ะคุยตัวจริงหลายระดับ รับพวกหน้าใหม่ยังหัวรุนแรง ย้ำเหตุยิงถล่มชรบ.15 ศพยะลา ไม่ใช่ก่อการร้าย ยันถ้าจำเป็นประกาศเคอร์ฟิวส์ก็ต้องทำ แต่จะใช้เวลาให้สั้นที่สุดเฉพาะปิดพื้นที่ไล่ล่าคนร้ายเท่านั้น ฯลฯ
 
จากนั้นเวลา 11.50 น. พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์กรณีแนวคิดประกาศเคอร์ฟิวการห้ามออกจากเคหสถานในเวลาค่ำคืน ภายหลังเกิดเหตุกลุ่มคนร้ายยิงถล่มชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า ตอนนี้ยังไม่ประกาศ แต่ถ้ามี จะกำหนดเวลาให้สั้นที่สุดเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน สอบสวนทางคดี และเพื่อเป็นการจำกัดพื้นที่ของคนร้ายในช่วงที่มีการไล่ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ โดยยืนยันว่าไม่อยากให้มีผลกระทบต่ออย่างอื่น แต่เป็นเรื่องที่จำเป็น ซึ่งหากเราปิดพื้นที่ไม่ได้ ก็จะมีปัญหา ส่วนนี้ขอให้เข้าใจกันด้วย
 

 

ราชกิจจาฯแพร่ประกาศให้อำนาจ‘กอ.รมน.’ ห้ามบุคคล4จว.ใต้ออกนอกเคหสถาน

ราชกิจจาฯแพร่ประกาศให้อำนาจ‘กอ.รมน.’ ห้ามบุคคล4จว.ใต้ออกนอกเคหสถาน

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 15.18 น.

ราชกิจจาฯแพร่ประกาศให้อำนาจ‘กอ.รมน.’ ห้ามบุคคล4จว.ใต้ออกนอกเคหสถาน

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ “ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551” ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการหรืองดเว้นการปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุนการดําเนินการในอำนาจหน้าที่ของกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และพนักงานเจ้าหน้าที่กอ.รมน.และห้ามบุคคลใดเข้าหรือให้บุคคลใดต้องออกจากบริเวณพื้นที่อาคารหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของกอ.รมน.ภายในระยะเวลา การปฏิบัติหน้าที่ของกอ.รมน.เว้นแต่เป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ ห้ามบุคคลใดออกนอกเคหสถานในเวลาที่กําหนด ตามที่ผู้อำนวยการกอ.รมน.หรือผู้อํานวยการศูนย์อํานวยการประกาศกำหนด และห้ามนำอาวุธออกนอกเคหะสถาน รวมถึงห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ และให้บุคคลปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดอันเกี่ยวกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ ตามชนิด ประเภท ลักษณะการใช้ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่ชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สินของประชาชน

ในการนี้ ผู้อํานวยการกอ.รมน.กําหนดเงื่อนเวลาในการปฏิบัติตามข้อกําหนด หรือเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่เห็นสมควร เพื่อมิให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน โดยให้มีผลใช้บังคับในเขตพื้นที่ อําเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี อําเภอจะนะ อําเภอนาทวี อําเภอเทพา และอําเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา อําเภอเบตง จังหวัดยะลา และอําเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และในเขตพื้นที่ อําเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 1 ธ.ค.2562 ถึงวันที่ 30 พ.ย.2563

 
 
 
 
 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่เรื่อง “พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” ระบุว่า ด้วยสถานการณ์ในเขตพื้นที่อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอสุไหงโก-ลก และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ยังคงปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งปรากฏเห็นชัดในรูปแบบของเหตุการณ์รุนแรง ดังนั้นเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน รวมทั้งการบริหารจัดการรักษาความสงบ และความปลอดภัยให้มีเอกภาพและเกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ยังคงต้องกำหนดมาตรการป้องกันไว้ เช่นเดิม เพื่อมิให้สถานการณ์ขยายตัวลุกลาม หรือหากเกิดเหตุการณ์ รุนแรงขึ้น เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถแก้ไขปัญหาให้ยุติโดยเร็วโดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

โดยให้ประกาศ เรื่องพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งมีผลใช้บังคับในเขตพื้นที่อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และประกาศ เรื่อง พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งมีผลใช้บังคับในเขตพื้นที่อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ทั้งนี้ให้มีผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 1 ธ.ค.2562-วันที่30  พ.ย.2563

 

'บิ๊กตู่'ปิดห้องถก'กอ.รมน.'ปรับแผนแก้ไฟใต้ ลั่นถ้าจำเป็นประกาศเคอร์ฟิวก็ต้องทำ

'บิ๊กตู่'ปิดห้องถก'กอ.รมน.'ปรับแผนแก้ไฟใต้ ลั่นถ้าจำเป็นประกาศเคอร์ฟิวก็ต้องทำ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.40 น.
“นายก” ปิดห้องคุย “กอ.รมน.” ปรับแผนแก้ไฟใต้ ยันพูดคุยสันติสุขเดินหน้าต่อเนื่อง-เปิดโต๊ะคุยตัวจริงหลายระดับ รับพวกหน้าใหม่ยังหัวรุนแรง ย้ำเหตุยิงถล่มชรบ.15 ศพยะลา ไม่ใช่ก่อการร้าย ยันถ้าจำเป็นประกาศเคอร์ฟิวส์ก็ต้องทำ แต่จะใช้เวลาให้สั้นที่สุดเฉพาะปิดพื้นที่ไล่ล่าคนร้ายเท่านั้น

เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.)  ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ครั้งที่ 2/2562 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและผู้นำเหล่าทัพ เข้าร่วมการประชุม โดยไม่เปิดให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังการประชุมแต่อย่างใด

ขณะที่การประชุมครั้งนี้ เพื่อให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคง ได้รับทราบผลการปฎิบัติการงานของกอ.รมน. ประจำปี 2562 และแผนการดำเนินงานของกอ.รมน. ประจำปี 2563 โดยนายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.รมน.ได้มอบนโยบายและสั่งการเพื่อเป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติงาน 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.การเสนอแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (กอ.รมน.) ที่มุ่งเน้นให้การปฏิบัติแก้ไขปัญหาบรรเทาสาธารณภัยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยไม่ซ้ำซ้อนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่น

โดยสาระสำคัญ คือ จะมีกอ.รมน.ภาคและกอ.รมน.จังหวัด ทำหน้าที่ในการปฎิบัติบูรณาการ ประสานงาน และเสริมสร้างการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน หน่วยงานทหารในพื้นที่และกลุ่มมวลชนในเครือข่ายกอ.รมน. เพื่อเข้าไปเสริมช่องว่างในการจัดการด้านสาธารณภัย ของกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.จังหวัด) กับส่วนกลางให้แน่นแฟ้น รวมถึงกรณีจำเป็นเร่งด่วน เพื่อเป็นการยับยั้งไม่ให้เกิดสาธารณภัย

2.แผนปฏิบัติการเพื่อรองรับการประกาศพื้นที่ปรากฎเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ปัจจุบันสถานการณ์การก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอจังหวัดสงขลามีแนวโน้มดีขึ้น ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมสร้างความเข้มแข็งในการรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน ขณะที่กอ.รมน.ภาค 4 (ส่วนหน้า) ได้จัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อรองรับการประกาศพื้นที่ปรากฎเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรไว้ 3 แนวทางปฏิบัติ คือ ด้านยุทธการ เน้นการมีส่วนร่วมประชาชน ใช้กำลังประชาชนดูแลพื้นที่ ทดแทนกำลังทหารรัฐ และการบังคับใช้กฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภายใต้การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ด้านการเมือง มุ่งสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่ รณรงค์ให้ผู้เห็นต่างจากรัฐ หันกลับมาต่อสู้ตามแนวทางสันติ ออกมารายงานตัวและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางกฎหมาย ด้านการพัฒนา มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดี และตรงตามความต้องการ

เมื่อถามว่า มีรายงานว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มคนหน้าขาว ภายหลังก่อเหตุเสร็จสิ้น จะกลับไปนอนอยู่บ้าน ส่วนนี้จะมีการติดตามจับกุมอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การสืบสวน สอบสวนวันนี้มีความคืบหน้า แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ ต้องใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่จะไปจับใครก็ได้ ต้องเอาหลักฐานในพื้นที่เกิดเหตุมาติดตาม ซึ่งเราก็มีข้อมูลอยู่แล้ว ทั้งอาวุธ​ปืน กระสุนและปอกกระสุน พร้อมมีข้อมูลอยู่แล้วว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายกลุ่มใดและมีกลุ่มใดเกี่ยวข้องบ้างก็จะต้องมาพิจารณาร่วมกัน คงจะได้รับทราบความคืบหน้าภายในเร็ววันนี้ ขอเวลาอีกหน่อย

เมื่อถามต่อว่า ผู้ก่อเหตุมีการใช้วัตถุระเบิด จะถือเป็นการก่อการร้ายมากกว่าการก่อความไม่สงบได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า พวกเขาใช้กลยุทธ์เช่นนี้ เป็นกลยุทธ์การก่อการร้าย คือการสร้างเหตุความรุนแรงเพื่อกดดันต่อรัฐ และการทำงาน แล้วเราจะไปกดดันกันเพื่ออะไร ในเมื่อรัฐบาลพยายามแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี ด้วยการบังคับใช้กฎหมาย การพัฒนา และสร้างการมีส่วนร่วม เราแก้ปัญหากันอย่างนี้ ไม่ดีกว่าหรือ ส่วนการก่อการร้ายนั้น มีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น การยึดพื้นที่ การใช้ความรุนแรง แต่เหตุการณ์นี้เข้าข่ายแค่ใช้อาวุธสงคราม เพื่อกดดันรัฐ แต่หากเราตีความผิด การแก้ปัญหาก็จะผิดและเหตุการณ์จะรุนแรงขึ้น ท้ายสุดผลกระทบก็จะเกิดกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งวันนี้เราลดระดับผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้มากพอสมควร ประชาชนก็กลับมาให้ความร่วมมือ แม้แต่การบังคับใช้กฎหมายบางตัว ประชาชนก็เห็นด้วย เพราะเขาดูแล้วว่าเกิดประโยชน์กับเขา ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แต่คนที่มักจะมีปัญหาในเรื่องนี้ คือคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ซึ่งจะมองในเรื่องของสิทธิมนุษยชนอย่างเดียว

“ผมคิดว่าไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหน อยากไปละเมิดสิทธิมนุษยชนใครทั้งสิ้น แต่ไปดูผู้ก่อเหตุว่า สิ่งที่เขาทำ มันละเมิดสิทธิมนุษยนชนประชาชนหรือไม่ ในการทำร้ายประชาชนทัั้งผู้บริสุทธิ์ ไทยพุทธ ไทยมุสลิม ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ไทยพุทธอย่างเดียว แต่ครั้งนี้เป็นการทำร้ายทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวให้รัฐบาลเลิกนู้น เลิกนี้ แล้วทำไปเพื่ออะไร ไม่งั้นก็ลองไปอยู่ในพื้นที่เขาดู ว่าจะทำอย่างไร ลองไปอยู่กับเขานานๆ จะได้รู้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ได้รับรายงานการหารือเกี่ยวกับการพูดคุยถึงสันติสุข จากมาเลเซียบ้างหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ได้รับรายงานตลอด ก่อนเขาไปตนก็ได้ให้นโยบายไป เมื่อเขากลับมาก็รายงานตน ก็ให้มีการปรับแผนกันไป ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับกลุ่มที่มีบทบาทอย่างแท้จริง โดยจะเน้นในเรื่องของจะทำอย่างไรให้ในพื้นที่ปลอดภัย และมีสันติสุขอย่างยั่งยืน ต้องคุยกัน และปรับวิธีต่อเนื่อง เพราะมีหลายกลุ่ม หลายฝ่าย หลายระดับทั้งผู้นำระดับการเมือง การทหาร ทั้งคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ซึ่งคนรุ่นเก่านั้น ค่อนข้างจะพูดคุยในด้านสันติวิธีมากขึ้น แต่คนรุ่นใหม่ก็พยายามสร้างคนกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาแทน เราต้องหาวิธีการว่าจะต้องแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร

ดังนั้น จะต้องเจรจากับกลุ่มที่มีบทบาทแท้จริงในการก่อเหตุ แต่ปัญหาคือ เขาจะคุยด้วยหรือไม่ เพราะบางกลุ่มก็ไม่อยากมาเจรจา เพราะคงอยากใช้วิธีเดิมต่อไป พวกนี้คือพวกหัวรุนแรง เราบังคับไม่ได้ ถึงต้องไปพูดคุยที่ต่างประเทศ แต่ไม่ใช่การเจรจา เพราะถ้าเจรจาหมายถึงเรารบกันแล้ว จึงต้องเจรจาหยุดยิง แต่อันนี้ไม่ใช่ เป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย และทางมาเลเซีย ก็ตอบสนองด้วยดีตลอดมา แต่ก็ยังมีปัญหาอีกหลายอันที่ต้องแก้ควบคู่กันไป เช่น เรื่องบุคคลสองสัญชาติ การข้ามแดน เนื่องจากคนเหล่านี้ปลอมปนอยู่ในกลุ่มประชาชนทั่วไป เข้ามาหาก็ไม่รู้ เพราะหน้าตาก็เหมือนกัน ทั้งนี้ ตนได้สั่งการบริหารเชิงรุกไป แต่ต้องระวังการใช้อาวุธต่างๆ และการบังคับใช้กฎหมาย ต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมากเกินไป

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการใช้กำลังของชรบ. ยังมีความจำเป็นต่อไป ถ้าไม่มีจะทำมาทำไม ซึ่งแต่ก่อนนี้ กำลังตำรวจในพื้นที่ และอาสาสมัครรักษาดินแดง (อส.) มีกำลังไม่เพียงพอ จึงต้องจัดทหารข้างนอกมาช่วย เมื่อเรียบร้อยแล้วก็เอาทหารกลับ ส่วนตำรวจและทหารในพื้นที่ก็ทำงานปกติไป แต่เมื่อเหตุการณ์ไม่ปกติ ก็จะนำกองกำลังทหารเข้าไปเติม ทุกประเทศก็ทำแบบนี้ และระหว่างนี้เราจะต้องเสริมสร้างกำลังในท้องถิ่นให้มากขึ้น เพราะคนเหล่านี้จะรู้จักพื้นที่และสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี แต่จะต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวเองให้มากขึ้น เพราะทางยุทธวิธียังไม่เข้มแข็งพอ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการฝึกทบทวนมาโดยตลอด

“ผมถามเขาว่าจุดที่เกิด ทำไมไปตั้งฐานปฏิบัติการตรงนั้น เขาบอกมีความจำเป็น เพราะมีหมู่บ้านอยู่กลุ่มหนึ่ง และเขาต้องการไปดูแลประชาชนในหมู่บ้านดังกล่าว เพราะพื้นที่จำกัด เขาจึงไปตั้งกลางสวนยาง ส่วนด้านนอกทัศนวิสัยก็จำกัด มันจึงเปิดโอกาสให้ผู้ก่อเหตุเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งผมได้เตือนไปแล้วว่า ต้องหาวิธีการใหม่และปรับในเชิงกลยุทธ์ ให้มีชุดลาดตระเวนต่างๆ ให้รัดกุมมากขึ้น รวมถึงการป้องกันชายแดน และการลักลอบเข้าออกประเทศ ส่วนนี้ก็ต้องเพิ่มการกวดขัน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ปิด'เขานางจันทร์'ทลายรังโจรใต้ยิงชรบ. ล็อคเป้าล่า21บัญชีดำ

ปิด'เขานางจันทร์'ทลายรังโจรใต้ยิงชรบ. ล็อคเป้าล่า21บัญชีดำ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.45 น.

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองทัพภาค 4 เปิดเผยว่า หลังจากที่เกิดเหตุการณ์คนร้ายยิงป้อมชุดคุ้มครอง ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา จนทำให้มีชาวบ้าน ซึ่งเป็นชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านเสียชีวิตจำนวน 15 รายและได้รับบาดเจ็บอีก 5 ราย กองทัพภาค 4 ได้สั่งการให้มีการบูรณาการกำลัง เข้าบังคับใช้กฏหมายกับกลุ่มบุคคลที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อเหตุ 

โดยขณะนี้จากหลักฐานที่ได้จากที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไว้ได้แล้วจำนวนหนึ่งและได้มีการเปิดแผนปฏิบัติการเข้าติดตามจับกุม กดดัน กลุ่มคนร้ายในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เขานางจันทร์ ซึ่งมีเขตรอยต่อจังหวัดยะลา และสงขลาและได้พบฐานปฏิบัติการร้างของกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้วจำนวน 1 จุดโดยหน่วยปฏิบัติการพิเศษได้เข้าไปปิดล้อม กดดันบริเวณเทือกเขานางจันทร์แล้ว 4 เป้าหมาย

ส่วนกลุ่มที่สองคือกลุ่มบุคคลเป้าหมายที่คอยให้การช่วยเหลือสนับสนุนกลุ่มคนร้ายที่พาหลบหนี เป็นพื้นที่หมู่บ้านจำนวน 9 เป้าหมายและเป้าหมายสุดท้ายคือการเข้าติดตามตัวบุคคลที่เป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง และมีบัญชีรายชื่ออยู่แล้วจำนวน 21 เป้าหมาย โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยได้ 1 รายเป็นราษฎรพื้นที่ตำบลปากล่อ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี แต่ยังให้การปฏิเสธ ในเรื่องการบุกยิงถล่มที่ลำพะยาอยู่ระหว่างการซักถามเพื่อขยายเครือข่ายก่อเหตุที่หน่วยซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ค่ายอิงคยุทธบริหารจังหวัดปัตตานี

พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการในการรักษาความปลอดภัย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าได้ปรับแผนให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นด้วยการจัดเจ้าหน้าที่ทหารเข้าเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านและชุมชนให้รัดกุมมากขึ้น ทั้งนี้ เพราะชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เป็นเพียงประชาชนจิตอาสาที่เสียสละและอุทิศตนเข้ามาช่วยกันดูแลความปลอดภัยชุมชนของตนเอง ไม่ใช่เป็นกองกำลังติดอาวุธฝ่ายพลเรือนดังที่องค์กรแนวร่วมและกลุ่มเปอร์มาสนำมาบิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อเหตุของกลุ่มขบวนการ BRN ดังที่ปรากฏให้เห็นในช่วงที่ผ่านมา

ผลการตรวจสอบปลอกกระสุนปืน เหตุถล่มป้อมชุดคุ้มครองตำบลลำพะยา ผลตรวจปลอกกระสุนพบว่า คนร้ายใช้อาวุธปืนจำนวน 24 กระบอกได้แก่  1.AK 102 จำนวน 4 กระบอก เคยก่อเหตุพื้นที่อำเภอเมืองปัตตานี 2.ปลย.11 จำนวน 4 กระบอก ก่อเหตุพื้นที่อำเภอเมืองยะลา, อำเภอเมืองปัตตานี 3..M 16 จำนวน 8 กระบอก ก่อเหตุพื้นที่อำเภอยะหา, อำเภอเมืองยะลา อำเภอโคกโพธิ์ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี, อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา 4.AK 47 จำนวน 4 กระบอก ก่อเหตุพื้นที่อำเภอยะหริ่ง อำเภอเมืองปัตตานี และอำเภอเมืองยะลา 5.ปพ.9 มม.จำนวน 3 กระบอก ก่อเหตุพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี, อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา และอำเภอเมืองยะลา 6. ลูกซอง 1 กระบอก และ 7.ขนาด 40 จำนวน 1 กระบอก


'สำนักจุฬาราชมนตรี'แถลงการณ์ประณาม เหตุคนร้ายบุกยิงชรบ.ยะลา'ไร้มนุษยธรรม'

'สำนักจุฬาราชมนตรี'แถลงการณ์ประณาม เหตุคนร้ายบุกยิงชรบ.ยะลา'ไร้มนุษยธรรม'

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 15.25 น.
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 สำนักจุฬาราชมนตรี ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง ขอประณามกรณีคนร้ายบุกยิงจุดตรวจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 คน บาดเจ็บ 5 คน พร้อมแสดงความเสียใจต่อญาติผู้สูญเสีย โดยมีเนื้อหาดังนี้
 
 

'ประธานศาลฎีกา'กังวลปชช.มองศาลถูกแทรกแซงทางการเมือง ต้องเร่งแก้จุดอ่อน

'ประธานศาลฎีกา'กังวลปชช.มองศาลถูกแทรกแซงทางการเมือง ต้องเร่งแก้จุดอ่อน

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.53 น.
 
ประธานศาลฎีกา” กังวลปชช.มองศาลถูกแทรกแซงทางการเมือง อาจเกิดความสับสนกับศาลอื่น ชี้ต้องแก้จุดอ่อนประชาสัมพันธ์ช่วยทำความเข้าใจ ยันกรณีผู้พิพากษายิงตัวเองที่ยะลาไม่มีอะไรโยงการเมือง

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมา ที่โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา กล่าวแถลงนโยบายตอนหนึ่งเกี่ยวกับการสำรวจความคิดเห็นในการกำหนดนโยบายประธานศาลฎีกาประเด็นการสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชน ที่มีต่อศาลยุติธรรม

โดยนายไสลเกษ กล่าวว่า น่าดีใจมาก ข้าราชการของเราให้ข้อคิดเห็นมาว่า ศาลควรให้ความสำคัญเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมมากที่สุด โดยสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้ โดยเฉพาะแบบสำรวจออนไลน์ มีการรับฟังความคิดเห็นมากขึ้น แต่ให้กระทำด้วยความระมัดระวัง ตนคิดว่าเราเดินถูกทางแล้ว ในการเปิดเวทีให้บุคคลที่มีส่วนได้เสียในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดมีส่วนในการรับฟังความคิดเห็นด้วย ตนเชื่อว่าผู้บริหารทุกท่านใช้วิธีคิดนี้ เราจะรู้เห็นปัญหาล่วงหน้า แล้วเราจะรู้ว่าภัยอะไรจะเกิดขึ้น

ส่วนประชาชนทั่วไปให้ความเห็นเพิ่มเติมมาว่า ศาลควรให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระหรือความเป็นกลางของผู้พิพากษา โดยเฉพาะความรู้สึกของประชาชนส่วนมากเห็นว่า ศาลใช้กฎหมายตอบสนองความต้องการทางการเมือง ตรงนี้เราไม่แน่ใจว่าการสื่อสารนี้หมายถึงอะไร เราตัดสินคดีเสื้อเหลือง เสื้อแดง พรรคการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง หรือศาลไหนกันแน่ที่ตัดสิน เนื่องจากยุคปัจจุบันนี้มีถึง 3 ศาล ไม่นับศาลทหาร บทบาทค่อนข้างน้อย ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลยุติธรรม ศาลไหนประชาชนอาจเกิดความสับสนได้ว่า คดีที่ตัดสินเกี่ยวกับการเมือง แล้วก็ใช้ตอบสนองความต้องการทางการเมือง ตอบสนองใคร ตอบสนองผู้มีอำนาจรัฐทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา จะมีประเด็นข้อนี้เสมอ เราจะแก้ปัญหาอันนี้อย่างไร

"ในเบื้องต้นงานของเราแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง จะมีก็คดีอาญาที่เกี่ยวพันกับการที่ละเมิดกฎหมายอาญาโดยตรง เช่น บุกรุก เผา ทำลาย อะไรทำนองนี้ ทำให้เสียทรัพย์  เกี่ยวข้อง จริงๆ ในเนื้อหาของมันตรงไปตรงมาไม่ได้มีอะไรยาก แต่ประชาชนแยกไม่ออกว่ากลุ่มนี้โดน กลุ่มนี้ทำไมไม่โดน แล้วโดนด้วยศาลอะไร จุดนี้ก็เป็นจุดอ่อนที่เราอาจจะต้องใช้งานประชาสัมพันธ์ในการดูแลความเข้าใจว่า   ศาลเราถูกแทรกแซงทางการเมือง แล้วก็เรื่องล่าสุดชัดเจน ก็มีคนพยายามโยงเรื่องที่จ.ยะลา ใช่ไหมครับ มีคนพยายามโยงว่าโดยที่เขาจินตนาการโดยแท้จริงเลย พอเกิดเรื่องปั๊บพูดไปได้เป็นวรรคเป็นเวรว่า  เราต้องตัดสินคดีให้สอดคล้องกับความมั่นคง เป็นเรื่องทางการเมืองไป ซึ่งมันไม่ได้มีอะไรโยงใยเลย” ประธานศาลฎีกา กล่าวตอนท้าย

 

‘เทวัญ’เปิดประชุมเวิร์คช้อปบริหารทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนระดับนานาชาติ

‘เทวัญ’เปิดประชุมเวิร์คช้อปบริหารทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนระดับนานาชาติ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 17.02 น.
‘เทวัญ’เปิดประชุมเวิร์คช้อปบริหารทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนระดับนานาชาติ 
 

8 พฤศจิกายน 2562 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หัวข้อ Water Diplomacy: where Local Wisdom meets International Excellence ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางวิชาการระหว่างภาคีเครือข่าย และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้แบบไร้พรมแดน โดยมีผู้เข้าร่วมงาน ประกอบด้วย ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต และองค์กรระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัย และตัวแทนภาคส่วนต่างๆกว่า 200 คน

กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การนำเสนอผลงานและการมอบรางวัลแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารทรัพยากรน้ำ ตามแนวทาง “ศาสตร์พระราชา นำพาน้ำยั่งยืน” จำนวน 9 รางวัล โดยรับมอบโล่รางวัลและประกาศเกียรติคุณจากรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ซึ่งเป็นผลงานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับการคัดเลือกมาจากทำเนียบ Best Practice จากผู้ส่งผลงานทั้งสิ้น 122 รายการทั่วประเทศ 

โดยโครงการที่ผ่านเกณฑ์ได้รับรางวัลดีเด่น ได้แก่ “โครงการผู้นำและเครือข่ายในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ชุมชนบ้านศาลาดิน จ.นครปฐม” ซึ่งส่งประกวดด้านที่ 4 การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ เสนอโครงการโดยสำนักงานชลประทานที่ 11 และกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จุดเด่นคือความเข้มแข็งของชุมชนบ้านศาลาดินที่ใช้ธรรมชาติบำบัดเพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ เนื่องจากชุมชนประสบปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง รวมทั้งคุณภาพน้ำเน่าเสียจากการทิ้งสิ่งปฏิกูลของครัวเรือนและปัญหาผักตบชวาที่กีดขวางการไหลของน้ำ โดยแก้ปัญหาด้วยการน้อมนำหลักการทรงงานของในหลวง ร.9 “ระเบิดจากข้างใน”มาประยุกต์ใช้

นอกจากนี้ยังมีการเสวนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ร่วมงาน  ในหัวข้อ “Thai Local Wisdom: Lesson learn and Challenges for Improvement” และการบรรยายพิเศษหัวข้อ “งานวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการบริหารทรัพยากรน้ำ: ภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล” และหัวข้อ “International Excellence” 

 
 
 
 
 
 
กรมชลฯโชว์4นวัตกรรมจาก‘ยางพารา’ เฉลิมชัยสั่งเดินหน้าทำถนนยางทั่วประเทศ

กรมชลฯโชว์4นวัตกรรมจาก‘ยางพารา’ เฉลิมชัยสั่งเดินหน้าทำถนนยางทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.53 น.
 
กรมชลฯโชว์4นวัตกรรมจาก‘ยางพารา’ เฉลิมชัยสั่งเดินหน้าทำถนนยางทั่วประเทศ

8 พฤศจิกายน 2562 ที่บริเวณสำนักเครื่องจักรกล และสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมผลงานวิจัย นวัตกรรมการผลิตจากยางพารา เช่น เรือกำจัดวัชพืช ทุ่นพลาสติกปูด้วยแผ่นยางกันลื่น  ทุ่นยางพาราดักผักตบชวาและรางวัดปริมาณน้ำชลประทานจากยางพารา ซึ่ง รมว.เกษตรฯมีความสนใจมากที่หน่วยงานรัฐ มีการพัฒนาส่งเสริมการใช้ยางพารา โดยให้ขยายผลการวิจัยผลิตวัสดุ อุปกรณ์ ทางการเกษตร จากยางพาราในหน่วยอื่นๆและเน้นย้ำให้เดินหน้าโครงการทำถนนพาราซอยซีเมนท์ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ  เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน ยกระดับราคายางพาราให้มีเสถียรภาพในระยะยาว

 

ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้สนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานรัฐ โดยการนำยางพารามาใช้ในกิจกรรมของงานชลประทาน คือ การคิดค้นนวัตกรรม ทุ่นพลาสติก HDPE ปูด้วยแผ่นยางกันลื่น โดยเนื้อวัสดุของทุ่นเป็น High Density Polyethylene ซึ่งเป็นพลาสติกประเภทพอลิเอทิลีน ที่มีค่าความหนาแน่นสูง ส่วนแผ่นสังเคราะห์ยางปูพื้นประกอบด้วย ยางธรรมชาติ 85% ยางสังเคราะห์ 5% และอื่นๆ 10% ใช้เป็นโป๊ะลอยน้ำจากทุ่น HDPE สำหรับเทียบเรือเพื่อใช้สัญจรในการปฏิบัติงาน ในอ่างเก็บน้ำ คลองชลประทาน หรือเขื่อนต่างๆ

 
เรือกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก มีคุณลักษณะเฉพาะและรูปแบบของเรือกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก โครงสร้างและเปลือกเรือ ทำจากวัสดุอลูมิเนียมขึ้นรูปและเชื่อมประกอบ ขนาดความกว้าง 1.70 เมตร ความยาว 4.80 เมตร และความสูง 0.50 เมตร บุ้งกี๋สำหรับตักเก็บวัชพืช เป็นแบบตะแกรง ทำจากอลูมิเนียมผสม ขนาดความกว้าง 105 เซนติเมตร ความยาว 200 เซนติเมตร และความสูง 55 เซนติเมตร  ล้อระหัด สำหรับขับเคลื่อนเรือให้เดินหน้า ถอยหลัง แบบเป็นอิสระต่อกัน เครื่องยนต์ต้นกำลังใช้เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 13 แรงม้า สตาร์ทด้วยมอเตอร์ (มีแบตเตอรี่) และเชือกสตาร์ท ความเร็วในการเดินเรือ ไปได้ทั้งเดินหน้าและถอยหลังในน้ำ ประมาณ 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราความสิ้นเปลืองนำมันเชื้อเพลิง(เบนชิน) ประมาณ  2 ลิตร/ชั่วโมง หรือประมาณ 60 บาท ต่อชั่วโมง ใช้พนักงานควบคุม     บนเรือ จำนวน 1 คน ความสามารถในการเก็บวัชพืช (ผักตบชวา) ประมาณ 60 ตัน/วัน ขึ้นอยู่กับสภาพของวัชพืชและความชำนาญของพนักงานควบคุมเรือ

ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา (Para.-Log Boom) เป็นผลงานศึกษา วิจัยและพัฒนาเพื่อนำไปใช้วางกั้นคลองชลประทานดักผักตบชวา โดยออกแบบให้ใช้เนื้อยางธรรมชาติ 30 กก.ต่อทุ่น มีความยาว 2 เมตร สามารถลอยตัวอยู่ที่ร้อยละ 50 ของเส้นผ่านศูนย์กลาง แผนการดำเนินงานในปี พ.ศ.2562 ติดตั้งในเขต ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (พื้นทีสำนักงานชลประทานที่ 10 11และ12) และมีเป้าหมายขยายผลจัดทำทุ่นและติดตั้งทั่วประเทศ ในโครงการชลประทาน 200 โครงการๆ ละ 100 จุด เป็นจำนวน 340,000 ทุ่น หรือคิดเป็นน้ำหนักยางพาราทั้งสิ้น 10,200 ตัน

อีกหนึ่งนวัตกรรม เป็นรางวัดปริมาณน้ำชลประทานจากยางพารา (Para.- Cutthroat flume)  ใช้สำหรับวัดปริมาณน้ำของการเกษตรกรรมในเขตจัดรูปที่ดิน ทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยอุปกรณ์มีขนาดความกว้างราง 0.20 เมตร ยาว 0.90 เมตร สูง 0.25 เมตร และมีแผนการผลิตจำนวน 1,000 ชุด คิดเป็นปริมาณยางที่ใช้ 10 ตัน

“ทั้ง 4 ผลงานนวัตกรรมล้วนเป็นผลงานการคิดค้นและพัฒนาจากกรมชลประทาน ที่คิดค้นขึ้นมาสำหรับสนับสนุนการดำเนินงานในภารกิจของกรมชลประทานด้านต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายทองเปลว กล่าว

จ่ายงวดแรกประกันรายได้สวนยางกว่า8พันล.

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.
 
กยท.ดีเดย์จ่ายเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมกันทั่วประเทศ 1 พ.ย.จ่ายงวดแรกกว่า 8,000 ล้านบาท 
 
นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)กล่าวว่า การจ่ายเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง (เจ้าของสวน ผู้เช่าผู้ทำ และคนกรีดยาง) ที่แจ้งและขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 เริ่มจ่ายงวดแรกกว่า 8 พันล้านบาท ตั้งแต่วัน ที่ 1 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป เบื้องต้นมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. 1,711,252 ราย แบ่งเป็นยางแผ่นดิบ 150,803 ราย น้ำยางสด 470,767 ราย และยางก้อนถ้วย 790,447 ราย คิดเป็นพื้นที่รวม 17,201,391 ไร่ สำหรับเงินประกันรายได้แต่ละเดือน จะถูกแบ่งระหว่างเกษตรกรเจ้าของสวนยางและคนกรีดยางในสัดส่วน 60:40 (ตามสัดส่วนการจ้างส่วนใหญ่ของข้อมูลขึ้นทะเบียน) โดยราคากลางจะกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคากลางอ้างอิงงวดแรก (ประกาศ ณ วันที่ 25 ต.ค.2562) กำหนดราคายางแผ่นดิบ 38.97 บาท/กก. น้ำยางสด 37.72 บาท/กก. และยางก้อนถ้วย 16.19 บาท/กก.
 
“กยท. กำหนดหลักเกณฑ์ของโครงการ โดยผู้มีสิทธิ์ร่วมโครงการต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 และต้องมีสวนยางเปิดกรีดแล้ว อายุไม่ต่ำกว่า 7 ปี กำหนดให้ประกันรายได้ รายละไม่เกิน25 ไร่ ที่ปริมาณผลผลิตยาง (ยางแห้ง) 240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก./ไร่/เดือน ทั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนยางแจ้งขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมได้ ณ กยท. ทุกสาขา” นายสุนันท์ กล่าว

 หน้าแรก / ในประเทศ

ไทยชงตั้งเครือข่ายต้านประมงIUUระดับภูมิภาค

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า การประชุม ASEAN SUMMIT ครั้งที่ 35 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่าง 2 - 3 พฤศจิกายน 2562 ไทยเสนอแนวคิดตั้งเครือข่ายอาเซียนเพื่อต่อต้านการประมง IUU ต่อที่ประชุมผู้นำอาเซียน เพื่อตอกย้ำความสำคัญของความร่วมมือต่อต้าน IUU (Concept Proposal on the Establishment of the ASEAN Network for Combating IUU Fishing: AN-IUU) และขยายประโยชน์ทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมประมงในอาเซียน

สำหรับข้อเสนอแนวคิดตั้งเครือข่ายอาเซียนเพื่อต่อต้านการประมง IUU เป็น กรอบดำเนินงานสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างขีดความสามารถระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและนำไปสู่ความสำเร็จเรื่อต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดรายงาน และไร้การควบคุม (IUU fishing) ระดับภูมิภาคในการพัฒนา platform แบบ real time โดยจะเน้นบังคับใช้กฎหมายภายในและกฎหมายของแต่ละประเทศรวมถึงช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศสมาชิกอาเซียนตรวจสอบ ควบคุม และเฝ้าระวัง ในการต่อสู้กับIUU fishing ผ่านการเผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดี (best practice) โดยเฉพาะความพยายามเฝ้าระวังความมั่นคงปลอดภัยในริมทะเล (Maritime Domain Surveillance) และตรวจกิจกรรมของเครือข่าย ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ครั้งที่ 41 (ASEAN Ministers on Agriculture and Forestry: AMAF) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562ณ ประเทศบรูไน ดารุส ซาลาม เรียบร้อยแล้ว

นายระพีภัทร์ กล่าวว่า หากมองย้อนถึงตลาดส่งออกสินค้าประมงไทยช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2557 - 2561) พบว่า จีน และ อาเซียน ส่งออกเติบโตมากสุด โดยจีน เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 17.4 และอาเซียน เติบโตร้อยละ 10.4 ตามลำดับ และหากพิจารณาภาพรวมเฉพาะปี 2561 พบว่า ไทยยังคงติดอันดับ 10ของผู้ส่งออกสินค้าประมงในตลาดโลก โดยมีมูลค่าส่งออกกว่า 71,517 ล้านบาท ร้อยละ 1.6 ของตลาดโลก คู่ค้าสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาจีน อาเซียน และสหภาพยุโรป ตามลำดับ ซึ่งมีมูลค่าส่งออกกว่า 47,153 ล้านบาท หรือร้อยละ 74.4 ของตลาดโลก

ทั้งนี้ การทำประมงอย่างยั่งยืน เป็นหนึ่งในลำดับความสำคัญที่จะผลักดันช่วงที่ไทยเป็นประธานอาเซียน ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นประเทศที่ก้าวหน้าในการแก้ปัญหาทำประมงผิดกฎหมายจนประสบความสำเร็จ โดยมีกลไกแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายที่เข้มแข็งที่สุดในภูมิภาค จนสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้ประเทศต่างๆ ที่มีปัญหาเดียวกันได้ ดังนั้น เชื่อมั่นว่าบทบาทของไทยในในฐานะประเทศที่ริเริ่มการจัดตั้งเครือข่ายอาเซียนเพื่อการต่อต้านการประมง IUU  จะเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร และเพิ่มขีดความความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมประมงอาเซียนให้เข้มแข็งร่วมกัน

 

กีฬา

 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11  ถัดไป
 
...................................................................
 
8 พฤศจิกายน 2562
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน