*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5636
  • จำนวนผู้ชม : 3376148
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< พฤศจิกายน 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 323 , 10:34:27 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

link@: รู้จัก ภบท.5 ภาษีดอกหญ้า ไม่ใช่เอกสารสิทธิที่ดิน //สภา รับประมวลจริยธรรมสภา

สวัสดีครับ

          เราก็ได้เห็นคุณสมบัติความเป็น 'วีรบุรุษ' ของพล.ต.อ.เสรีย์ พิศุทธ์ จนเจนตานับตั้งแต่เปิดสภามาแล้ว ในความพยายาม

ตอแยเล่นไม่เลิกกับนายกฯพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตลอดมาโดยฝ่ายหลังใช้อุเบกขาตอบโต้อย่างสบายๆเหมือนกัน แต่ในความ

รู้สึกของปชช.อย่างเราๆ ก็เสียดายที่ต้องจ่ายภาษีมาเป็นค่าตอบแทนมิใช่น้อยให้กับส.ส.ประเภทนี้

         สำหรับข่าวที่มาจาก 3 จชต.นั้น อันที่จริงผมก็ไม่ใช่คนมีความรู้ทางยุทธศาสตร์แต่อย่างไร แต่ก็อดคิดมิได้ว่า ทหารของเราต่อ

กรกับโจรก่อการร้ายคนละเกมส์กันหรือเปล่า คือ เมื่อโจรมันเล่นฟุตบอล เราก็ต้องเล่นฟุตบอลกับมัน แต่ถ้ามันเล่นซ่อนหา เรก็ต้อง

เล่นตามไปกับมันด้วย ทั้งนี้ หากจะลดระดับความเกรงอกเกรงใจว่าจะเป็นการรบกวนชาวบ้านลงไปบ้างแล้ว อย่างน้อยก็ตามช่วงเวลา

ของสถานการณ์นั้นๆ ก็อาจจะทำให้เราควบคุมได้ดีขึ้นก็ได้นะ

 

ปล่อยเขา!‘บิ๊กตู่’เมิน‘เสรีพิศุทธ์’เรียกแจงกมธ.ป.ป.ช.รอบ4 ขู่เบี้ยวเจอฟ้องอาญา

ปล่อยเขา!‘บิ๊กตู่’เมิน‘เสรีพิศุทธ์’เรียกแจงกมธ.ป.ป.ช.รอบ4 ขู่เบี้ยวเจอฟ้องอาญา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 09.13 น.
 

ปล่อยเขา!‘บิ๊กตู่’เมิน‘เสรีพิศุทธ์’เรียกแจงกมธ.ป.ป.ช.รอบ4 ขู่เบี้ยวเจอฟ้องอาญา

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม หารือร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทย โดยไม่เปิดให้สื่อมวลชนเข้ารับฟังแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ก่อนการประชุมเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ(กมธ.ป.ป.ช.) ยังคงเดินหน้าเชิญนายกรัฐมนตรีไปชี้แจงในรอบที่ 4 ปมถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ ในวันที่ 20 พฤศจิกายน นี้ และขู่ว่าหากไม่เข้าชี้แจงในรอบนี้เตรียมดำเนินคดีอาญา โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอบด้วยสีหน้านิ่งเฉยว่า “ปล่อยเขา ก็แล้วแต่”

ขณะที่นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงหนังสือเชิญของ กมธ.ป.ป.ช.ล่าสุด ได้ส่งมาอีกรอบแล้วหรือไม่ โดยนายดิสทัต กล่าวเพียงสั้นๆว่า “เดี๋ยวค่อยว่ากัน”

 

‘เสรีพิศุทธ์’เหน็บ‘บิ๊กตู่-ป้อม’ยึกยักแจงกมธ. ท้าให้มาแบบ‘ลูกผู้ชาย’

‘เสรีพิศุทธ์’เหน็บ‘บิ๊กตู่-ป้อม’ยึกยักแจงกมธ. ท้าให้มาแบบ‘ลูกผู้ชาย’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 10.47 น.
 

‘เสรีพิศุทธ์’เหน็บ‘บิ๊กตู่-ป้อม’ยึกยักแจงกมธ. ท้าให้มาแบบ‘ลูกผู้ชาย’

เมื่อเวลา 08.45 น.วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ที่รัฐสภา เกียกกาย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มาชี้แจงครั้งต่อไปต่อ กมธ.ป.ป.ช. ว่า จะเรียกนายกฯ และรองนายกฯ มาสอบถามข้อเท็จจริงใน กมธ.ชุดนี้แล้วผิดตรงไหน ทำไมไม่ยอมมา บอกเป็นชายชาติทหาร ปฏิญาณตนไว้ว่าอย่างไรจะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่พอคณะกมธ.เรียก ทำไมไม่ยอมมาสักที เพราะเป็นหน้าที่ของเรา อย่ามาบอกว่าไม่ใช่หน้าที่

“ขอให้มาแบบลูกผู้ชาย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังมาเลย ทำไมคนอื่นยึกยักนัก ดังนั้นอย่าเอาการเมืองมาเล่น หากผมไม่มีอำนาจแล้วจะเชิญมาทำไม ไม่มีสาระจะเชิญมาทำไม” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

 

นายกฯถกร่วมสภาหอการค้าเน้นฤดูท่องเที่ยว ขอทุกฝ่ายเข้มแข็งดั่งไม้ไผ่มัดรวมหักยาก

นายกฯถกร่วมสภาหอการค้าเน้นฤดูท่องเที่ยว ขอทุกฝ่ายเข้มแข็งดั่งไม้ไผ่มัดรวมหักยาก

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 10.13 น.
 

นายกฯถกร่วมสภาหอการค้าเน้นฤดูท่องเที่ยว ขอทุกฝ่ายเข้มแข็งดั่งไม้ไผ่มัดรวมหักยาก

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวระหว่างเป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทย ซึ่งไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวสังเกตการณ์ ว่า วันนี้รัฐบาลเน้นย้ำช่วงฤดูการท่องเที่ยวที่มีความเกี่ยวพันกับหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก รวมไปถึงในส่วนของค้าปลีก ซึ่งวันนี้สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญมากที่สุด คือ การดูแลผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยภาคธุรกิจเข้ามาช่วยด้วย เพื่อทำให้คนไทยทุกคนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงการดูแลสินค้า และราคาต่างๆ อีกทั้งหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะเดินหน้าปฏิรูปประเทศต่อไป
 “โดยสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือด้านเศรษฐกิจ ทุกภาคส่วนทุกระดับมีความสำคัญทั้งสิ้น ไม่สามารถทิ้งใครไว้ข้างหลังได้ และต้องเข้มแข็งไปด้วยกัน เปรียบดั่งไม้ไผ่มัดรวมกันเป็นกำ จะหักยากและแข็งแรงขึ้น ดังนั้นสิ่งที่จะหารือในวันนี้ แม้จะมีการพูดคุยกันมาในเบื้องต้นแล้ว แต่ขอให้หน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ รวมถึง กทม. เข้ามาหารือด้วย เพื่อปรับท่าที ในการร่วมดูแลประชาชน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

(โปรดคลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

การเมือง

 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11  
 
........................................................
 
 
ปิดล้อมค้น 3 อำเภอยะลา คุม 6 ผู้ต้องสงสัยเอี่ยวโจมตี ชรบ.ลำพะยา

ปิดล้อมค้น 3 อำเภอยะลา คุม 6 ผู้ต้องสงสัยเอี่ยวโจมตี ชรบ.ลำพะยา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 09.56 น.
 

ปิดล้อมค้น 3 อำเภอยะลา คุม 6 ผู้ต้องสงสัยเอี่ยวโจมตี ชรบ.ลำพะยา

เมื่อเวลา 05.00 น.วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ที่ฐานปฏิบัติการ ร้อย ร.15224 หมู่ 1 ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ได้เข้าปิดล้อมตรวจค้น 9 จุดใน 3 อำเภอ คือ อ.เมือง , กรงปินัง และบันนังสตา จ.ยะลา เพื่อติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุยิงป้อมชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.) ลำพะยา หลังจากมีการซักถามผู้ที่ถูกควบคุมตัวก่อนหน้านี้ และมีการขยายผล เพื่อติดตามตัวผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีป้อม ชรบ. เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

 สำหรับเป้าหมายที่คาดว่าน่าจะมีผู้ร่วมก่อเหตุหลบซ่อนตัวอยู่ คือ หมู่ 1 , 4 , 5 และ 7 ต.ลำพะยา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุ โดยในการเข้าตรวจค้นเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก เชิญตัวผู้ต้องสงสัยจาก ต.ลำพะยา ซึ่งมี 4 คน ส่วนอีก 2 คน ควบคุมตัวได้จาก อ.กรงปินัง และบันนังสตา หลังจากควบคุมตัวได้นำตัวมาซักถามในเบื้องต้นที่ฐานปฏิบัติการ ร้อย ร.15224 หลังจากนั้นนำตัวไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.ลำใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้นำตัวแยกย้ายกันไปซักถามที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้ายะลา หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ยะลา และที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

ส่วนผู้ต้องสงสัยที่เชิญตัวมาซักถามเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา วันนี้จะมีการปล่อยตัวบางส่วน เนื่องจากสอบถามแล้วไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

 

THE STANDARD : STAND UP FOR THE PEOPLE
     

15 ปี สถานการณ์ความรุนแรง ความหวังยังมีที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

29.08.2019
  • 3.1K
Voice of Hope เสียงแห่งความหวัง

HIGHLIGHTS

5 MINS. READ
  • 15 ปีที่ผ่านมา ภาพความรุนแรงและผลกระทบที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ปรากฏในข่าวอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดเป็น ‘ภาพจำ’ ที่ฝังลึกในความรู้สึกของคนไทยจำนวนมาก 
  • เพื่อเปลี่ยนภาพจำที่ฝังลึกในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้เกิดวงเสวนาที่ว่าด้วยความหวังต่อพื้นที่ชายแดนใต้ โดยผู้ร่วมสนทนา ได้แก่ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว THE STANDARD ก้อง ฤทธิ์ดี นักวิจารณ์ภาพยนตร์ และ ฮาดีย์ หะมิดง นักกิจกรรมชายแดนใต้ ดำเนินการสนทนาโดย ณรรธราวุธ เมืองสุข
  • บทสรุปในวงเสวนาทำให้เห็นว่า ความหวังที่จะเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ยังคงไม่หายไปไหน และมีหลากหลายวิธีที่จะเปลี่ยนภาพจำความรุนแรงให้กลายเป็นความสงบดังเช่นอดีต

นับตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2547 ซึ่งเกิดเหตุการณ์ ‘ปล้นปืน’ ที่จังหวัดนราธิวาส ความรุนแรงจากสาเหตุที่ซับซ้อนได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส 

ภาพความรุนแรงจากการก่อเหตุลอบทำร้ายด้วยอาวุธ และผลกระทบที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตปรากฏในรายงานข่าวตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา กลายเป็น ‘ภาพจำ’ ที่ฝังลึกอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนไทยจำนวนมาก

กลางเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2562 ณ Cinema Oasis สุขุมวิท 43 กรุงเทพฯ กลุ่มชาวมุสลิมรุ่นใหม่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการเสียงแห่งความหวังของผู้คนชายแดนใต้ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้จัดกิจกรรมชื่อ ‘Voice of Hope’ โดยมีผู้มาร่วมงานอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทั้งคนจาก 3 จังหวัดและคนกรุงเทพฯ ที่สนใจเรื่องราวในพื้นที่ 

นอกจากมีการฉายหนังสั้นและหนังสารคดี ยังมีวงเสวนาว่าด้วยความหวังต่อพื้นที่ชายแดนใต้ โดยผู้ร่วมสนทนา ได้แก่ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว THE STANDARD ก้อง ฤทธิ์ดี นักวิจารณ์ภาพยนตร์ และ ฮาดีย์ หะมิดง นักกิจกรรมชายแดนใต้ ดำเนินการสนทนาโดย ณรรธราวุธ เมืองสุข

 

Voice of Hope เสียงแห่งความหวัง

 

ในฐานะคนปัตตานีโดยกำเนิด ฮาดีย์เกริ่นว่า แท้จริงแล้ว ปัญหาความขัดแย้งใน 3 จังหวัดเกิดขึ้นมานานกว่า 15 ปี แต่รอบของความรุนแรงเริ่มชัดเจนนับจากเหตุการณ์ปี 2547

“ตอนนั้นแม้แต่คนในพื้นที่ก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ความรุนแรงซึ่งคืออาการของความขัดแย้ง มันพูดยากว่าเกิดจากอะไร เพราะมันมีหลายสาเหตุ ทั้งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภาษา ความยุติธรรม สังเกตว่า ในช่วงแรกของเหตุการณ์ อัตราการยกฟ้องจะสูงมากเวลาขึ้นศาล ซึ่งหมายถึงมีการจับผิดตัวเยอะ ผมคิดว่า ประเด็นเรื่องศาสนาไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้คุยยาก จริงๆ รัฐบาลไทยจัดการเรื่องศาสนาได้ค่อนข้างดีมาก แต่เรื่องที่ทำให้คุยกันยากและไปต่อยากคือ เรื่องชาติพันธุ์และดินแดน คน 3 จังหวัด 80 เปอร์เซ็นต์ นิยามตนเองว่าเป็นมลายู แม้จะถือสัญชาติไทย ใช้บริการของรัฐไทย เรียนภาษาไทย แต่เกิดมาพูดมลายูเป็นภาษาแรก มันก็ยากที่จะนิยามตนเองเป็นอื่น”

 

 

ในฐานะคนกรุงเทพฯ ที่ไปเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี วงศ์ทนงเล่าถึงประสบการณ์ 4 ปีที่ปัตตานีเมื่อกว่า 2 ทศวรรษที่แล้วว่า มีค่าอย่างยิ่งในหลายแง่มุมสำหรับคนแปลกถิ่นเช่นเขา

“รู้สึกตื่นตาตื่นใจที่ได้สัมผัสความหลากหลายทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนที่นั่น ได้มีเพื่อนนักศึกษาที่เป็นมุสลิมมากมาย ได้ลงพื้นที่ในหลายอำเภอรอบนอกในปัตตานีจากการเรียนวิชาพัฒนาชุมชน พอได้สัมผัสก็ได้รู้ว่า คนมุสลิมน่ารัก จิตใจดี และจริงใจมาก ผมคิดว่า คนส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามจะไม่ค่อยมีเพื่อนเป็นมุสลิม เราจึงไม่ค่อยมีโอกาสได้รู้จักพวกเขาจริงๆ พอไม่รู้จัก ก็ไม่ค่อยเข้าใจ นั่นอาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดอคติต่างๆ ได้ง่ายเวลาเสพข่าว 4 ปีที่ปัตตานี เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตที่มีค่าสำหรับผม อาจแปลกที่จะพูดคำนี้ในเวลานี้ แต่ในความรู้สึกของผมตอนนั้น ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ที่ผมได้พบเจอ เป็น 3 จังหวัดในประเทศไทยที่สงบงามมาก”

ก้อง ฤทธิ์ดี ซึ่งเป็นมุสลิมชาวกรุงเทพฯ เล่าว่า “เวลาไปไหน พอรู้ว่าเป็นมุสลิม คนมักถามว่า เป็นคนใต้หรือเปล่า ทั้งๆ ที่มุสลิมกรุงเทพฯ ก็เยอะเหมือนกัน ตรงนี้น่าสนใจ ส่วนความไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับมุสลิมใน 3 จังหวัดก็เป็นเรื่องปกติ เพราะปัญหาภาคใต้ไม่ใช่เรื่องศาสนาอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ ความอยุติธรรมต่างๆ บางเรื่องแชร์ได้ แต่บางเรื่องก็ต้องบอกว่า มุสลิมกรุงเทพฯ ไม่ค่อยอินกับ 3 จังหวัด เพราะมันมีระยะห่าง 

“สำหรับผมเอง ที่สนใจอาจเพราะส่วนตัวเราสนใจการเมือง รัฐศาสตร์ แต่ถ้ามุสลิมกรุงเทพฯ ทั่วๆ ไป มันมีระยะห่างนิดหนึ่ง มันมีการแชร์ความเป็นมุสลิมเช่นกันแหละ แต่มันยังมีมิติอื่นๆ ที่ไม่ค่อยแชร์ เช่น ความเป็นคนเมือง ความเป็นคนต่างจังหวัด ได้อ่านพาดหัวข่าวว่า โจรใต้เหมือนคนอื่นๆ สังคมมุสลิมเองก็มีหลากหลายความเข้าใจ มุสลิมที่เดินพารากอน เดินไอคอนสยาม เขาคงไม่ค่อยเห็นว่าเหตุการณ์ที่ 3 จังหวัด เป็นปัญหาสำหรับเขา คนแถวบ้านผมเขาอาจเฉยๆ ไม่ค่อยรับรู้ข่าวด้วยซ้ำ ผมว่า มุสลิมกรุงเทพฯ ใช้เวลานานเหมือนกัน กว่าจะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”

ก้องให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน พ.ศ. 2544 หรือ 9/11 คือ เหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ของมุสลิมทั่วโลก

....................................................

“หลังจากเหตุการณ์ 9/11 และสถานการณ์ที่อิรัก มุสลิมทั้งโลกมีปัญหาเรื่องภาพพจน์ทั้งหมด มุสลิมเท่ากับก่อการร้าย วางระเบิด ผมคิดว่า นี่เป็นประเด็นที่สื่อทั้งไทยและเทศมองมุสลิมเป็นภาพลบไว้ก่อน มันเป็นภาพจำที่ลบยาก พอมีเหตุการณ์ปล้นปืนผนวกกัน ทำให้ภาพพจน์มุสลิมมีปัญหา ข้อความ คำพูดที่มาจากส่วนกลาง จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ค่อนข้างเป็นข่าวที่โปรทางการ ภาพที่ออกมาจึงมิติเดียวว่า เป็นพวกก่อความรุนแรง แบ่งแยกดินแดน ผมคิดว่า เหตุการณ์ภาคใต้ที่มีปัญหาเรื่องภาพพจน์มุสลิมมาจากสื่ออย่างหนึ่ง และผมคิดว่า มุสลิมช้าเกินไปในการแก้ปัญหาภาพพจน์ ทำให้มันติดมานาน พอคนรุ่นใหม่เริ่มลืมเรื่อง 9/11 ไปแล้ว ก็มีข่าวไอเอสมาอีกดอก ซึ่งไอเอสนี่โหดจริง แล้วเขาใช้คำว่า Islamic State มันก็เกิดปัญหาภาพพจน์ ยิ่งพอหลังปี 2010 เกิดโซเชียลมีเดีย ทำให้ทุกอย่างมันซับซ้อนเข้าไปอีก แต่ก่อนคุณเกลียดหรือเชียร์มุสลิมจะแค่คุยกับเพื่อน แต่ตอนนี้มีเฟซบุ๊ก มีโซเชียลมีเดีย ความอัดอั้นเกลียดชังมันก็ระเบิดออกมา ในแง่ของสื่อ ผมคิดว่า แนวทางของข่าวส่วนใหญ่ยังไม่ต่างจากเดิมเท่าใดนัก มีสื่อที่พยายามนำเสนอข่าวมิติอื่นบ้าง แต่นักข่าวที่มีอุดมการณ์มันสู้ไม่ได้กับสื่อกระแสหลัก แต่การที่มีโซเชียลมีเดีย มีคนรุ่นใหม่ทำคอนเทนต์ในด้านอื่นๆ ออกมา อย่างน้อยก็เอามาคานกับเรื่องเล่าจากส่วนกลางได้พอสมควร”

 

 

วงศ์ทนงให้ทรรศนะว่า นอกจากประชาชนทั่วไปแล้ว คนทำสื่อก็ต้องพัฒนาตนเอง พยายามศึกษาเรียนรู้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ยึดติดอยู่แต่กับกรอบความคิดความเชื่อเดิม

“อาจเพราะผมเคยใช้ชีวิตที่นั่น ก็จะได้เห็นพื้นที่จริงและรู้สึกผูกพันกว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นคนในท้องที่ ผมคิดว่า ปัตตานีเป็นบ้านอีกหลังหนึ่งของผม เวลาเกิดเหตุรุนแรง มีการสูญเสียก็จะรู้สึกสะเทือนใจ ในฐานะคนทำสื่อ เราก็พยายามมีส่วนในการถ่ายทอดเรื่องราวด้านอื่นๆ ของ 3 จังหวัดออกมา ตั้งแต่ a day ฉบับมุสลิม หรือ THE STANDARD ปีที่แล้วผมก็พาทีมงานลงไปทำคอนเทนต์เรื่องธรรมชาติ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องวิถีชีวิตของผู้คนใน 3 จังหวัดมานำเสนอ ต้องยอมรับว่า 15 ปีที่ผ่านมา ภาพความรุนแรงมันฝังแน่น คนจำนวนมากยังมอง 3 จังหวัดเป็นแดนมิคสัญญี คนจำนวนมากไม่กล้าลงไปเที่ยว 3 จังหวัด ซึ่งส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากสถานการณ์จริง แต่อีกส่วนหนึ่งผมคิดว่า มาจากการที่สื่อส่วนใหญ่นำเสนอเรื่องราวด้านเดียวมากเกินไป ผมจึงยินดีมากที่ช่วงหลังมีคนรุ่นใหม่ใน 3 จังหวัดลุกขึ้นมาสื่อสารกับสังคมด้วยคอนเทนต์อื่นๆ นอกจากเรื่องความรุนแรงและความขัดแย้ง อะไรต่างๆ เหล่านี้จะช่วยลบล้างภาพจำที่มีต่อ 3 จังหวัดได้ ไม่ได้หมายความว่า เหตุการณ์มันไม่มีจริงหรือเราปกปิดมันหรอก แต่อย่างน้อยก็ช่วยละลายอคติด้านเดียวลงได้บ้าง”

 

 

 

ฮาดีย์ซึ่งคลุกคลีกับการทำกิจกรรมต่างๆ ของคนรุ่นใหม่ใน 3 จังหวัดกล่าวว่า โดยพื้นฐานทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ ความที่อยู่ใกล้ปีนัง มาเลเซีย คนใน 3 จังหวัดแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและวิถีชีวิตกับต่างประเทศมานานแล้ว ไม่ว่าการดูหนัง ฟังเพลง ไปจนถึงเรื่องแฟชั่น ในช่วงหลายปีให้หลัง การที่คนรุ่นใหม่ในพื้นที่เริ่ม ‘กลับบ้าน’ มาให้ความสำคัญกับบ้านเกิด ทำให้เกิดการสื่อสารในเรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจออกมามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ผมคิดว่า คนเราไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน มันจะพยายามอยู่ให้ได้ ช่วงแรกๆ ที่เกิดเหตุก็จะมีคนลุกขึ้นมาพูดเรื่องความรุนแรง ความขัดแย้ง ความยุติธรรมกันมาก แต่ 4-5 ปีให้หลัง แม้แต่คนในพื้นที่เองก็เบื่อที่จะพูดเรื่องความรุนแรง ความขัดแย้ง 

“คนรุ่นใหม่พยายามลุกขึ้นมาตั้งคำถามว่า จะอยู่อย่างไรให้มันสบายใจ อย่างช่วงแรกๆ ที่ระเบิดถี่ ร้านน้ำชาคนจะหายไปเลย อยู่ปัตตานี ระเบิดที่ยะหริ่ง หลบอยู่บ้านดีกว่า แต่ช่วงหลังเวลามีเหตุการณ์ สังเกตว่า มันจะหายไปเร็ว ผมรู้สึกแย่ถ้าจะบอกว่า คนมันชิน แต่จริงๆ คือคนพยายามจะอยู่ให้ได้ 

“หลายปีที่ผ่านมา มีความพยายามของคนรุ่นใหม่ที่จะทำอะไรใหม่ๆ สื่อสารด้วยวิธีใหม่ๆ พยายามปรับตัวให้ทันโลก อยากเท่ อยากคุยกับคนอื่นๆ ได้ ก็เกิดเป็นกิจกรรมต่างๆ มีการเล่นสเกตบอร์ด ทำหนัง ฉายหนัง จัดนิทรรศการที่เล่าเรื่องตัวเองด้วยวิธีการใหม่ๆ คนรุ่นใหม่พยายามที่จะสร้างบทสนทนาแบบใหม่ พยายามสื่อสารกับคนข้างนอก อย่างกลุ่มมลายูปริทัศน์, Melayu Living สถาปนิก นักออกแบบ คนทำสื่อ ก็พยายามสร้างสรรค์เนื้อหาใหม่ๆ ออกมา คำว่า ‘สร้างบรรยากาศ’ คือคีย์เวิร์ดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โอเค เรารู้แล้วว่าใครเป็นใครในความขัดแย้ง รัฐกำลังทำอะไร มีทหารเท่าไรอยู่ที่นี่ แต่อย่างน้อยต้องสร้างบรรยากาศให้พออยู่กันได้ บรรยากาศที่ไม่ต้องกังวลเรื่องความรุนแรง มันยังมีเรื่องราวอื่นๆ ในชีวิตที่เรายังไม่ได้พูด เลยจะเห็นงานอีเวนต์ใน 3 จังหวัดเยอะมาก ซึ่งก็ใช้เวลาหลายปีกว่าหลายคนจะมาที่ 3 จังหวัดแล้วรู้สึกว่า มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด”

ในฐานะคนทำสื่อที่เคยสร้างหนังสั้นที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับมุสลิม ก้องเห็นว่า การเปลี่ยนรุ่นของคนมีส่วนทำให้เนื้อหาในพื้นที่ที่ถูกถ่ายทอดออกไป เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

“คนรุ่นอายุ 20 กว่าอาจจะมองมันอีกแบบ เมื่อเทียบกับคนที่โตมาตอนสถานการณ์มันพีกๆ พอเปลี่ยนรุ่น เขาก็อยากเอาเรื่องเล่าออกมาจากพื้นที่มากขึ้น ไม่ว่าเรื่องวรรณกรรม ดีไซน์ ภาพยนตร์ กิจกรรมภาคใต้จึงเยอะมาก มีความครึกครื้นต่อเนื่องตลอดเวลา เมื่อคนในพื้นที่เปลี่ยนรุ่น คนส่วนกลางที่รับข่าวโจรใต้มา 10 กว่าปี ก็อาจจะเปลี่ยนรุ่นด้วยเช่นกัน คนรุ่นใหม่รับสื่อทางอื่นมากขึ้น ไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์อย่างเดียว อย่างอ่านเดอะสแตนดาร์ด ความรับรู้เขาก็จะขยับขยายไปจากเดิม ส่วนตัวผมที่ทำหนังเกี่ยวกับมุสลิม ผมก็ทำเพื่อให้คนอื่นดูด้วย ไม่ใช่เฉพาะมุสลิมดู ผมคิดว่า การสื่อสารมันต้องนึกถึงว่า เราคุยกับใครด้วย อย่าง Melayu Living หรือ The Melayu Review ก็พยายามสื่อสารกับคนนอกพื้นที่หรือคนส่วนกลาง ไม่ใช่มุสลิมทำกันเอง คุยกันเอง ให้กำลังใจหรือวิจารณ์กันเอง ซึ่งจะแคบไป ผมคิดว่า เป็นเรื่องสำคัญที่คนในพื้นที่ควรสื่อสารให้คนข้างนอกรับรู้มากขึ้น”

 

 

บทสนทนาในวงเสวนาเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย เมื่อถามผู้ร่วมเสวนาว่า ยังคงมีความหวังที่จะเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนใต้หรือไม่ ก้องกล่าวว่า 

“ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และก็หวังว่า เมื่อคนในพื้นที่เปลี่ยนแล้ว คนนอกพื้นที่หรือในพื้นที่อื่นก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย”

ฮาดีย์กล่าวว่า “ผมเห็นถึงความพยายามของคนในพื้นที่จะสร้างบรรยากาศที่ดี ส่วนความรุนแรง ความขัดแย้ง และสถานการณ์มันยังอยู่แหละ ยังไม่ได้หมดไป แต่สิ่งที่สำคัญคือ คุณต้องมีความหวัง ความหวังเป็นเรื่องของมนุษย์ทุกคน เราต้องพยายามสร้างความหวัง ชีวิตคนหนึ่งคนมันต้องมีชีวิตต่อ”

 

 

วงศ์ทนงเล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวว่า เขาเคยถามคนหลายคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ว่า เคยคิดจะย้ายไปอยู่จังหวัดอื่นไหม ทุกคนที่เขาถามตอบตรงกันว่า ไม่เคยคิด และเหตุผลก็คือ ทุกคนคิดว่า ที่ที่พวกเขาอยู่คือ ‘บ้าน’

“ผมคิดว่า คำว่า ‘บ้าน’ มันมีความหมายมากนะ บ้านหมายถึงที่ที่เราอยู่แล้วมีความสุข รู้สึกปลอดภัย รักและผูกพัน อยากปักหลักอยู่ตลอดไป ไม่ใช่จะทอดทิ้งมันไปง่ายๆ ผมเชื่อว่า คนใน 3 จังหวัดคิดอย่างนี้ 15 ปีที่ผ่านมา ที่ต้องอดทนอยู่กับสถานการณ์ ก็เพราะพวกเขามีความหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้น สำหรับผม ความหวังมันมีพลังนะ ความหวังคือรากฐานของการมีชีวิตอยู่ ความหวังไม่ใช่เรื่องนามธรรมอย่างเดียว แต่เป็นแรงผลักดันให้คนมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ผมเชื่อว่า คนใน 3 จังหวัดมีสิ่งนี้ สันติภาพจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีความหวัง และผมก็หวังว่า ในช่วงชีวิตนี้จะสามารถใช้คำว่า สงบงาม กับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ของเราได้เช่นที่เคยเป็นมา”

 

 

อ่านบทสัมภาษณ์ผู้คนในพื้นที่ชายแดนใต้ได้ทางเพจ www.facebook.com/pages/category/Media/VoiceOfHope.blog/posts

 
 ...............................................................
 
logo isranews
 
  • HOME
  • SOUTH
  • สกู๊ปข่าว
  • โจมตีแล้วหนีไปไหน...โจทย์ใหญ่ไฟใต้ที่ไม่จินตนาการ
 

โจมตีแล้วหนีไปไหน...โจทย์ใหญ่ไฟใต้ที่ไม่จินตนาการ

เขียนวันที่
วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน 2562 เวลา 00:05 น.
เขียนโดย
ศูนย์ข่าวภาคใต้
3.4kShares
 Share
 Tweet
 

เหตุฆ่าหมู่ 15 ศพคาป้อม ชรบ.ใน ต.ลำพะยา จ.ยะลา ทำให้ข่าวสารจากชายแดนใต้ฟุ้งตลบ 

escape

ข้อมูลหลายอย่างปรากฏออกมาอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ แต่คำถามที่ต้องคิดย้อนกลับไปก็คือ ข้อมูลเหล่านี้มีน้ำหนักความจริงแค่ไหน?

1. ข่าวผู้ก่อเหตุเป็น "นักรบรุ่นใหม่" ที่เพิ่งผ่านการฝึก และอิมพอร์ตมาจากอินโดฯ ข่าวนี้ "กูรู" การันตีว่าไม่จริง เพราะหลักฐาน วัตถุพยาน รอยเลือด และดีเอ็นเอที่พบในบริเวณที่เกิดเหตุ ชี้ไปยัง "นักรบหน้าเดิม" ที่เคยก่อเหตุรุนแรงขนาดใหญ่มาแล้วหลายครั้ง

เช่นเดียวกับอาวุธปืนที่ใช้โจมตี ตรวจพิสูจน์แล้วก็เป็นปืนชุดเดียวกับที่เคยก่อเหตุในหลายพื้นที่ หลายคดีก่อนหน้า (กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงใช้ระบบ "ปืนเวียน")

2. ข่าวบีอาร์เอ็นขยายข่ายงานด้วยการเพิ่มกำลังอีกกว่า 10,000 คน ข่าวนี้ก็ได้รับการยืนยันจากนายทหารในกองทัพภาคที่ 4 ว่าเกินจริงไปมากเช่นกัน

สอดรับกับความเห็นของ พล.อ.สำเร็จ ศรีหร่าย อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะนายทหารที่ศึกษาโครงสร้างบีอาร์เอ็นทะลุปรุโปร่งมากที่สุดคนหนึ่ง ที่ขยายความว่า บีอาร์เอ็นดูจะอ่อนกำลังลงด้วยซ้ำ เพราะข้อมูลล่าสุดที่ได้รับมาจากคนในขบวนการก็คือ กองกำลังอาร์เคเคปัจจุบันราวๆ ครึ่งหนึ่งขาดการติดต่อ มีเพียง 30% เท่านั้นที่พร้อมทำงาน ส่วนอีก 20% ไม่พร้อมปฏิบัติการ เพราะบางคนเพิ่งแต่งงาน หรือมีลูกอ่อน แต่ยังพร้อมให้การสนับสนุนรูปแบบอื่น

3. ข่าวบีอาร์เอ็นออกแถลงการณ์ผ่านเพจเฟซบุ๊ค ยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือโจมตีป้อม ชรบ.ที่ลำพะยา งานนี้คนในพื้นที่บอกว่า เพจบีอาร์เอ็นที่เผยแพร่แถลงการณ์เป็น "เพจไอโอ" แต่ไม่รู้ฝ่ายไหนไอโอ

ขณะที่ พล.อ.สำเร็จ หัวเราะในลำคอ และบอกว่า "ก็ฟังๆ ไป แต่อย่าไปเชื่อ" เหตุผลก็คือ บีอาร์เอ็นเป็นองค์กรลับ มีลักษณะอนุรักษ์นิยม และมีนโยบายชัดเจนไม่สื่อสารผ่านสื่อทางการ และไม่พูดคุยกับรัฐบาลไทย ฉะนั้นการสื่อสารต่อสาธารณะแต่ละครั้งจึงสรุปยากว่าเป็นของจริงหรือไม่จริง ถ้าจริงก็ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยว่าเป็นท่าทีในนาม "องค์กร" หรือ "เฉพาะกลุ่ม"

ย้อนกลับมาที่เหตุการณ์โจมตีป้อม ชรบ.ที่ลำพะยา บทสรุปอย่างเป็นทางการของตำรวจภูธรภาค 9 ในฐานะเจ้าของคดี คือคนร้ายที่ปฏิบัติการ ประกอบกำลังจาก 2 กลุ่ม คือ "ทีมปัตตานี" นำโดย "3 พี่น้องตระกูลหลำโสะ" เคลื่อนไหวในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี และรอยต่อ 4 อำเภอของสงขลา จับมือกับ "ทีมยะลา" นำโดย นายฮูไบดีละห์ รอมือลี คุมพื้นที่ อ.ยะหา กาบัง และบันนังสตา โดยมี "กลุ่มหน้าขาว" หรือที่เรียกว่า "เปอร์มูดอ" (เยาวชนที่ผ่านการอบรม) และยังไม่มีประวัติในคดีความมั่นคง เป็นทีมอำนวยความสะดวก

กล่าวเฉพาะ "กลุ่มหน้าขาว" ข้อมูลจริงก็คือยังมีการลักลอบอบรม "เปอร์มูดอ" จนกลายเป็น "แนวร่วมหน้าขาว" อยู่ในบางพื้นที่ ก่อนจะพัฒนาไปสู่การฝึกเป็นอาร์เคเค ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ก็เพิ่งมีการฝึกชุดใหม่ราวๆ 60 คน หรือ 10 ชุด (อาร์เคเค มีชุดละ 6 คน) เพื่อทดแทนชุดที่สูญเสียจากการปะทะหรือถูกจับ

ย้อนเกล็ดไฟใต้ในระยะ 2-3 ปีหลัง "ทีมยะลา" เงียบไปเยอะ เช่นเดียวกับ "ทีมนราธิวาส" ที่เคลื่อนไหวไม่บ่อยครั้ง แต่กลุ่มที่ปฏิบัติการถี่กว่า และร้ายแรงยิ่งกว่า รวมถึงใช้ไอเดียใหม่ๆ ในการโจมตีคือ "ทีมปัตตานี"

คดีดังๆ ที่เชื่อมโยงทีมปัตตานี ก็เช่น คาร์บอมบ์หน้าห้าง "บิ๊กซี ปัตตานี" เมื่อ 9 พ.ค.60 คดีปล้นรถกระบะ 6 คันจากเต็นท์รถ "วังโต้ คาร์เซ็นเตอร์" ใน อ.นาทวี จ.สงขลา นำไปทำคาร์บอมบ์ เมื่อ 17 ส.ค.ปีเดียวกัน

ส่วนในปี 62 ก่อเหตุถี่ยิบยิ่งกว่า เช่น คดีโจมตีจุดตรวจ ชคต.บ้านกอแลปิเละ ต.ปะกาฮารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี มีผู้เสียชีวิต 4 ราย เมื่อ 23 ก.ค. (หลังเกิดกรณี อับดุลเลาะ อีซอมูซอ ถูกจับและหมดสติในค่ายทหารเพียง 3 วัน) คดีปล้นร้านทองใน อ.นาทวี เมื่อ 24 ส.ค. คดีซุ่มยิง อส.ชุดคุ้มครองตำบลนาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อ 16 ก.ย. และล่าสุดก็คือเหตุโจมตีป้อม ชรบ.ที่ลำพะยา เมื่อ 5 พ.ย.

คำถามคือ คนกลุ่มเดิมๆ นี้ หลบหนีเจ้าหน้าที่หลังก่อเหตุรุนแรงสะเทือนประเทศไปได้อย่างไร

พล.อ.สำเร็จ อธิบายว่า กลุ่มคนเหล่านี้มีพื้นที่หลบภัยบนภูเขา ยกตัวอย่าง "เขานางจันทร์" ใกล้กับจุดเกิดเหตุที่ลำพะยา เป็นรอยต่อของ อ.เมือง อ.ยะหา จ.ยะลา กับ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี และ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เป็นพื้นที่ข่ายงานของบีอาร์เอ็นและพูโลเก่า แต่เทือกเขาแถบนี้เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยขึ้นไปปฏิบัติการเหมือนกับแถบนราธิวาส เช่น เขาตะเว เขาเมาะแต ทำให้คนร้ายอาจใช้เป็นแหล่งกบดาน โดยมีแนวร่วมคอยส่งเสบียงอาหาร

ขณะที่ข้อมูลจากนายทหารระดับสูงที่เกาะติดพื้นที่ บอกว่า คนเหล่านี้มีหมู่บ้านที่เรียกว่า "ซัพพอร์ต ไซต์" (support site)ใช้สำหรับหลบซ่อนกบดานเป็นการเฉพาะ เช่น ใน อ.นาทวี และ สะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งหมู่บ้านเหล่านี้มีแนวร่วมอาศัยอยู่ แต่เจ้าหน้าที่ยังเข้าไม่ถึง 100%

สอดรับกับ "บิ๊กเดฟ" พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ที่เปิดเผยเองเลยว่า ผู้ก่อความไม่สงบตัวหลักๆ หลบซ่อนอยู่ตามบ้านซึ่งดัดแปลงเป็น "ที่หลบภัย" ไปพร้อมกัน เช่น มีห้องลับในบ้าน มีชั้นใต้ดิน มีที่หลบใต้ซิงค์ล้างจาน

ข้อมูลของแม่ทัพภาคที่ 4 ดูเหมือนหวือหวาเกินจริง แต่ พล.อ.สำเร็จ ซึ่งเคยคลุกคลีอยู่กับอาร์เคเคที่ถูกจับกุม ให้ข้อมูลยืนยันว่า บ้านของครอบครัวที่ร่วมปฏิวัติปัตตานี หรือครอบครัวที่อยู่ในขบวนการแบ่งแยกดินแดน จะมีการเตรียมสถานที่หลบภัยไว้อยู่แล้ว

เหลียวไปฟังเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการกันบ้าง พวกเขาเชื่อว่าแกนนำสำคัญหลายคน รวมถึง "นักรบอาร์เคเค" ที่มีชื่อปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ ยังคงซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ และใช้ชีวิตอย่างปกติอยู่ใน "เขตปลอดภัย" ของตนเอง สาเหตุหนึ่งที่ทำแบบนั้นได้เพราะมี "แนวร่วม" คอยดูแล คุ้มกัน แจ้งข่าว แต่อีกสาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติเองมีน้อยคนนักที่จะจำหน้าแกนนำเหล่านี้ได้ เพราะหน้าตาตามหมายจับ ส่วนใหญ่เป็นภาพถ่ายเก่าหลายปีแล้ว บางภาพอาจจะนานถึงสิบปี

เมื่อหน้าตาเปลี่ยน การติดต่อกับทางการก็ห่างหายไปนาน (เพราะถูกออกหมายจับ) ทำให้ฝ่ายความมั่นคงไม่มีข้อมูลอัพเดท ว่ากันว่ามีชาวบ้านเคยแจ้งข่าวกับเจ้าหน้าที่ว่า แกนนำผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับอำเภอบางคนขับฟอร์จูนเนอร์โฉบไปโฉบมาโดยเจ้าหน้าที่ไม่เอะใจสงสัยเลยด้วยซ้ำ...

ที่ผ่านมา กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในยุค "บิ๊กเดฟ" คัดกรองหมู่บ้านต้องสงสัยที่เป็นแหล่งเคลื่อนไหวกบดานของผู้ก่อความไม่สงบได้ 118 หมู่บ้าน มีการจัด "ชุดปฏิบัติการจรยุทธ์" เข้าไปปฏิบัติการ แต่ยังไม่ทันจะเห็นหน้าเห็นหลัง ก็มาเกิดเหตุที่ลำพะยาเสียก่อน โดยหมู่บ้านที่ตกเป็นเป้าหมายอยู่นอกบัญชี 118 หมู่บ้าน!

นี่คือโจทย์ใหญ่ของฝ่ายความมั่นคงที่จะต้องสกัดจับ "กลุ่มหน้าเดิม-แกนนำตัวเอ้" ทั้งหลายให้ได้ โดยใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มีอยู่

เช่นเดียวกับโศกนาฏกรรมที่ป้อม ชรบ. ถึงเวลาแล้วที่ต้องนำความจริงมาพูดกันว่าช่องโหว่ช่องว่างที่นำไปสู่การถูกโจมตี เกิดจากอะไรกันแน่ ทำไมป้อมจุดตรวจแห่งนี้จึงเป็นแหล่งรวมตัวของ ชรบ.และชาวบ้านทั้งในและนอกพื้นที่ รวมถึงตำรวจจากต่างอำเภอ เป็นไปได้หรือไม่ที่มีการนัดประชุมกันทุกวันอังคารจนเป็นกิจวัตร เมื่อคนหมู่มากมาเจอกันก็มีการสังสรรค์ ทำกับข้าวกินกัน และมีกิจกรรมสันทนาการ จนกลายเป็นช่องโหว่ให้คนร้ายที่เฝ้าจับตาอยู่แล้ว...ทิ้งไพ่ลงมือปฏิบัติการ

ขณะที่ข้อมูลอีกด้านระบุว่า ต.ลำพะยา ยังไม่มีชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) มีแต่ ชรบ.และ อรบ. กระจายกันดูแลหมู่บ้านของตนเอง และไม่ได้ขึ้นกับหน่วยทหารโดยตรง ทำให้ไม่รู้ยุทธวิธีของอาร์เคเค เช่นเดียวกับลักษณะของป้อมจุดตรวจที่ทหารผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธวิธีหลายคนเห็นภาพแล้วบอกว่า มีสภาพเหมือนเล้าไก่ ก่ออิฐล้อม ฉาบปูน มีทางเข้า-ออก และมีช่องยิงปืนแต่ยิงไม่ได้จริง ไม่มีบังเกอร์หรือที่หลบกระสุนเพื่อยิงตอบโต้ สะท้อนว่าไม่มีหน่วยทหารเข้าไปแนะนำการตั้งฐาน และสุดท้ายก็ถูกอาร์เคเคไม่ต่ำกว่า 3 ชุดประกอบกำลังเข้าปฏิบัติการ

ข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดไม่ควรปิดบังหรือเกรงใจกัน เพราะนี่คือเดิมพันด้วยชีวิตคน!

................................................................
 
14 พฤศจิกายน 2562

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน