*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5634
  • จำนวนผู้ชม : 3375396
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< ธันวาคม 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 224 , 15:26:28 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน vinitvadee , wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ในฐานเด็กคลองเตย ที่มีญาติอยู่ฝั่งบางกระเจ้า จึงได้ข้ามไปกินฝรั่งผลโต กรอบ หวาน พันธุ์ไทยแท้ที่ญาติผู้ใหญ่ท่านเก็บให้

ทานเป็นประจำ แล้วเมื่อมีเรื่องบางกระเจ้าเผยแพร่ออกมาครั้งคราวใด ผมก็จะรีบเผยแพร่โดยเร็ว

         คราวนี้เป็นเรื่อง เจาะลึก วัดบางกระสอบ และข้อมูลร่องรอยความหมายแท้จริงของ “บางกระเจ้า” ผม paste ไว้ที่ส่วนท้ายบล็อกนี้แล้วครับ

 

เช็คบิล'เสรีพิศุทธ์'! 

เช็คบิล'เสรีพิศุทธ์'! 'สิระ'บุกป.ป.ช.ร้องสอบปมปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

เช็คบิล'เสรีพิศุทธ์'! 'สิระ'บุกป.ป.ช.ร้องสอบปมปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.37 น.
เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2562 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสิระ เจนจาคะ ส.ส. กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 2  กรณีด้วยกันคือ 1.แต่งตั้งที่ปรึกษาประธาน กมธ.  โดยอ้างมติลงวันที่ 20 พ.ย.2562  แต่นายวัฒนา เมืองสุข  ผู้ได้รับการแต่งตั้งกลับนำไปเผยแพร่ในวันที่ 18 พ.ย.2562 ซึ่งถือเป็นเอกสารเท็จ  เพราะเป็นการลงนามในคำสั่งก่อนที่จะมีการประชุม กมธ.ป.ป.ช.เกิดขึ้น เป็นการแต่งตั้งไปก่อนโดยอ้างเป็นมติ กมธ.ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และปลอมแปลงเอกสารราชการเนื่องจากมีตราครุฑด้วย  อีกทั้งพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยืนยันว่าได้มีคำสั่งดังกล่าวจริงและได้ลงนามจริงแต่ต่อมาได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งฉบับนั้น  
 
นายสิระ กล่าวว่า 2. กรณีกรรมาธิการป.ป.ช.ลงมติ 6 ต่อ 3  เรื่องจะเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  พร้อมด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มาชี้แจง กรณีเสนอร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2563  เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ทั้งที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ยังไม่สามารถเข้ารับหน้าที่ได้  เนื่องจากถวายสัตย์ปฏิญาณฯ ไม่ครบถ้วน  ตามมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญ ทั้งที่มติของที่ประชุม กมธ.ป.ป.ช.ให้มีการออกหนังสือเชิญมาเป็นครั้ง ๆ ไม่ใช่การออกคำสั่งเรียก ดังนั้นการออกคำสั่งเรียกดังกล่าว  จึงไม่ใช่มติของที่ประชุมกรรมาธิการ ป.ป.ช. จึงถือว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

"ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนและแจ้งข้อกล่าวหา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  เพื่อดำเนินคดีและลงโทษตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157,162(4),90,91 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ต่อไปและยืนยันว่ากรรมาธิการ ป.ป.ช. ยังทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ประชาชนได้  หากเป็นเรื่องการดำเนินการที่ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดระเบียบข้อบังคับกรรมาธิการ ป.ป.ช. ก็พร้อมจะตรวจสอบ"นายสิระ กล่าว

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.37 น.
เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2562 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสิระ เจนจาคะ ส.ส. กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 2  กรณีด้วยกันคือ 1.แต่งตั้งที่ปรึกษาประธาน กมธ.  โดยอ้างมติลงวันที่ 20 พ.ย.2562  แต่นายวัฒนา เมืองสุข  ผู้ได้รับการแต่งตั้งกลับนำไปเผยแพร่ในวันที่ 18 พ.ย.2562 ซึ่งถือเป็นเอกสารเท็จ  เพราะเป็นการลงนามในคำสั่งก่อนที่จะมีการประชุม กมธ.ป.ป.ช.เกิดขึ้น เป็นการแต่งตั้งไปก่อนโดยอ้างเป็นมติ กมธ.ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และปลอมแปลงเอกสารราชการเนื่องจากมีตราครุฑด้วย  อีกทั้งพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยืนยันว่าได้มีคำสั่งดังกล่าวจริงและได้ลงนามจริงแต่ต่อมาได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งฉบับนั้น  
 
นายสิระ กล่าวว่า 2. กรณีกรรมาธิการป.ป.ช.ลงมติ 6 ต่อ 3  เรื่องจะเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  พร้อมด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มาชี้แจง กรณีเสนอร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2563  เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ทั้งที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ยังไม่สามารถเข้ารับหน้าที่ได้  เนื่องจากถวายสัตย์ปฏิญาณฯ ไม่ครบถ้วน  ตามมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญ ทั้งที่มติของที่ประชุม กมธ.ป.ป.ช.ให้มีการออกหนังสือเชิญมาเป็นครั้ง ๆ ไม่ใช่การออกคำสั่งเรียก ดังนั้นการออกคำสั่งเรียกดังกล่าว  จึงไม่ใช่มติของที่ประชุมกรรมาธิการ ป.ป.ช. จึงถือว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
 
"ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนและแจ้งข้อกล่าวหา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  เพื่อดำเนินคดีและลงโทษตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157,162(4),90,91 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ต่อไปและยืนยันว่ากรรมาธิการ ป.ป.ช. ยังทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ประชาชนได้  หากเป็นเรื่องการดำเนินการที่ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดระเบียบข้อบังคับกรรมาธิการ ป.ป.ช. ก็พร้อมจะตรวจสอบ"นายสิระ กล่าว
 
............................................................
 
‘บิ๊กตู่’เปิดใจ!ไม่ใช่นักธุรกิจการเมือง อ้อนภาคเอกชนร่วมมือผลักดันแก้ศก.

‘บิ๊กตู่’เปิดใจ!ไม่ใช่นักธุรกิจการเมือง อ้อนภาคเอกชนร่วมมือผลักดันแก้ศก.

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.18 น.

“บิ๊กตู่” รับวันนี้กฎหมายออกยาก เหตุต้องผ่าน “สภา” เชื่อ ไม่มีปัญหา แนะ สู้กันทางการเมืองอย่างเดียวไม่ได้ วอน ยึดประโยชน์ชาติ เผย ต่างชาติ ชม เสถียรภาพสงบ ย้ำ สถาบันหลักเป็นศูนย์รวมจิตใจ กว่าจะมีวันนี้เสียเลือดเสียเนื้อเท่าไหร่ ชี้ ปัญหาที่ทับซ้อนต้องแก้ให้ถูก 

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 2 ธันวาคม ที่โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) เป็นประธานพิธีเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงานเปิดตัว เครือข่ายเพื่อความยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Responsible Business Network : TRBN) และงานสัมมนา “ถึงเวลา เติบโต ร่วมกัน” โดยมี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมงาน

โดยก่อนการเปิดงาน นายกรัฐมนตรี ได้พบปะพูดคุยกับผู้บริหารด้านเศรษฐกิจนอกรอบ ใช้เวลาร่วม 1 ชั่วโมง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายภาคธุรกิจ พร้อมมอบนโยบายให้ภาคเอกชนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาอย่างยั่งยืนทุกมิติ รวมถึงดูแลทุกกลุ่มประชากรอย่างทั่วถึง

ต่อมาเวลา 10.15 น.พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งว่า วันนี้เป็นวันดีวันหนึ่ง เป็นเกียรติที่ได้มาเปิดตัวเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย คำว่าเครือข่ายจะต้องไม่ยุ่งเหยิง ไม่เช่นนั้นเครือข่ายจะยุ่งไปหมดเหมือนสายไฟวันนี้ ที่รัฐบาลกำลังแก้ทั่วประเทศ รวมถึงสายโทรศัพท์ด้วย กำลังดำเนินการเอาลงใต้ดิน เราจะต้องเริ่มโครงการตั้งแต่วันนี้ ซึ่งเป็นโครงการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นโครงการเทิดพระเกียรติ เนื่องในปีแห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ที่ยังเหลือพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค วันนี้เราต้องเติบโตไปด้วยกัน รัฐบาล ในฐานะกำกับดูแลนโยบายต่างๆ อำนวยความสะดวกให้การสนับสนุน ริเริ่มมาตรการทางการเงินการคลัง และรู้สึกยินดีที่ได้พบผู้ลงทุน ทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ขณะที่โลกและสังคมไทย อยู่ในจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน มีการเปลี่ยนแปลงทั้งโลกโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ที่มีการปรับเปลี่ยนหลายอย่างด้วยกัน เราจะต้องปรับตัวให้สอดคล้องการเปลี่ยนแปลง ภาครัฐ เอกชน รัฐวิสาหกิจ ภาคธุรกิจต่างๆ ต้องร่วมมือกัน เรามีโครงการมาแล้วในรูปแบบโครงการประชารัฐ นี่ไม่ใช่พรรคการเมือง แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อนแล้ว

นายกฯ กล่าวว่า จากการเดินทางไปประชุมเวทีต่างประเทศ ทั้งหมดกำลังตื่นตัวเรื่องเหล่านี้ ประเทศไทยก็ต้องตื่นตัวเหมือนกัน และรู้สึกยินดีที่ภาคเอกชนมีการจัดตั้งเครือข่ายมาแก้ปัญหา โดยในปี 2564 นอกจากการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก ข้อตกลงพันธะสัญญาทางการค้าที่มีมากมาย วันนี้ไม่ใช่โลก 2 ขั้วอำนาจแล้ว มีหลายขั้วอำนาจ โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ ทั้งสูง กลาง มีการแบ่งกันหลายฝ่าย เราต้องช่วยกันคิดเพื่อสร้างความสมดุล จะแยกกันคิดไม่ได้อีกแล้ว

“วันนี้กฎหมายอาจจะออกยากสักนิด เพราะต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็ไม่มีปัญหาหรอก ถ้าทุกคนเข้าใจในเป้าหมายของเราว่ากำลังจะร่วมมือทำอะไร เราจะต่อสู้ทางการเมืองอย่างเดียวคงไม่ได้แล้ว มันต้องเอาผลประโยชน์ชาติเป็นสำคัญ หากเราไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยทั้งวิธีคิด วิธีทำ จะแก้อะไรไม่ได้ จะชะงักที่เดิม และจะต่ำเตี้ยอยู่แบบนี้ ทั้งที่โอกาสเรามีมากมาย ผมไปทุกประเทศเขาชื่นชมประเทศไทย บ้านเมืองมีเสถียรภาพ สงบเรียบร้อย แม้จะมีปัญหาทางการเมืองเป็นธรรมดา เขาก็รับได้ แต่ทำอย่างไรที่จะไม่ทำให้ชื่อเสียงของเราเสียหายในเวทีต่างประเทศ คงไม่ใช่เพราะผม แต่เป็นเพราะพวกเราช่วยกัน ฉะนั้น ขอฝากทุกคนที่เป็นคนไทยทั้งหมด ช่วยทำให้บ้านเมืองสงบสุข มีเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่น อะไรไม่ใช่ปัญหาหลักปัญหาใหญ่หยุดกันเสียบ้าง ไม่เช่นนั้นจะเดินหน้าอะไรไม่ได้ทั้งหมด ความขัดแย้งก็สูง ประชาชนก็ไม่เข้าใจ เดินอะไรไม่ได้สักอันแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ได้อะไรมาก็ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้นอกจากการใช้จ่ายด้านคุณภาพชีวิตแล้ว ยังมีเรื่องความสวยงาน การแต่งตัว เสริมจมูก แต่มันคือความต้องการของมนุษย์เป็นเรื่องธรรมดา ยินดีถ้าทำแล้วสวยขึ้น ไม่ได้ว่าอะไร คนจะงามงามน้ำใจ ใช่ใบหน้า ทำความดีไว้เถอะมันจะสวยเอง

อย่างไรก็ตาม เรามีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ต่างชาติสนใจนำไปใช้ เราเป็นผู้นำเขา เป็นเจ้าของหลักการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 เป็นเจ้าของหลักการ เราทำครบถ้วนหรือยัง แต่ประเทศอื่นได้ประโยชน์แล้ว เราต้องเราตรงนี้กลับมาทบทวนด้วย เรามีทุนที่เข้มแข้งมากมาย เรามีสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นศูนย์รวมใจ ต่างศาสนาอยู่กันได้อย่างสงบสุขมาช้านาน มีศิลปวัฒนธรรม อัตตาลักษณ์ความเป็นไทย ตนไปต่างประเทศภูมิใจได้นำวัฒนธรรมไทยไปแสดงให้เขาเห็น เขาก็ประทับใจ หลายประเทศเขายอมเรื่องการแสดงของไทย โดยเฉพาะเรื่องโขน เขาทำไม่ได้ เพราะเขาไม่มีเยอะเท่าเรา เราต้องไม่ทำลายสิ่งเหล่านี้ และทำอย่างไรให้สอดคล้องบริบทปัจจุบัน ทั้งนี้ เรามีสมบัติแผ่นดินที่ล้ำค่า มีภูมิปัญญา น้ำใจ รอยยิ้มสยาม เหล่านี้คือประเทศไทย เราจะสร้างประเทศไทยให้เป็นอย่างไรอยู่ที่วันนี้เท่านั้น ถ้าเราไม่ทำวันนี้จะทำเมื่อไหร่

“ถ้าเราไม่ทำต่อเนื่องจากบรรพบุรุษที่ทำมา เราจะไปทำได้อย่างไร หลายอย่างมีการพัฒนายั่งยืนมานาน กว่าจะมีวันนี้ได้ เราเสียเลือดเสียเนื้อไปเท่าไหร่ เราอาจจะไม่เคยเผชิญกับสถานการณ์ ประเทศอื่นๆ หรือในตะวันตกที่เผชิญสงครามมากมาย รบกันทีตายเป็นแสนเป็นล้าน เราไม่เคยเจออย่างนั้น” นายกรัฐมนตรี กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลนี้มีพ.ร.บ.ป่าชุมชน เราให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ไม้มีค่า ป่าชุมชน คนอยู่ร่วมกับป่า ซึ่งป่าไม้ต้องไม่ถูกทำลาย ตรงไหนที่มีปัญหา ส.ป.ก. ทับซ้อน ก็ต้องแกะต้องแก้กันไป การอยู่ในพื้นที่ต่างๆ มานานแล้ว โดยไม่มีที่มา มันเกิดขึ้นในประเทศไทยทั้งสิ้น แต่เราก็ต้องแก้ แต่จะแก้อย่างไรไม่ให้เกิดความขัดแย้ง แก้อย่างไรให้สามารถดำเนินการได้ โดยเฉพาะ ภาคการท่องเที่ยว รีสอร์ท ต้องแก้โดย คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ว่าจะทำอย่างไรกับพื้นที่เหล่านี้ หารือทั้งหมดก็เป็นปัญหา ต้องเอาแผนที่ 1:4,000 มาดูว่าตรงไหนเป็นที่ทับซ้อน เพื่อให้ทุกคนกลับเข้าสู่กฎหมายให้ถูกต้อง ควบคุมได้ เรากำลังทำทั้งหมด

“วันนี้ทุกประเทศใช้ภาคเอกชนในการนำพาประเทศทั้งสิ้น รัฐบาลไม่สามารถทำทั้งหมดได้พร้อมๆกัน มันทำให้เราช้าลง ที่ผ่านมายังไม่มีเรื่องพวกนี้ ส่วนใหญ่เราลงทุนเองทั้งสิ้น แต่ก็ขอให้โปร่งใสก็แล้วกัน การจะทำอะไรถ้าเราไม่อธิบายให้ประชาชนเข้าใจก็จะไปไม่ได้ เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับประชาชน จะลงทุนทำถนนหรือทำรถไฟ พื้นที่เป็นของเอกชนทั้งสิ้นถ้าจะลงทุน โดยที่ประชาชนไม่ร่วมมือแล้วจะทำได้หรือไม่ อย่างจะขุดคลองระบายน้ำไปไหนก็ทำไม่ได้ แต่ทุกคนก็ไม่ต้องการน้ำท่วม แต่จะให้มีน้ำใช้ ทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง เพราะต้องต่อเนื่องกัน นั่นแหละเรื่องอันตรายสำหรับประเทศไทย ทุกเรื่องมีปัญหาหมด ทุกคนต้องร่วมมือและคิดไปกับผมไม่อย่างนั้นมันทำไม่ได้  ไม่ว่าจะมาตรา 88 มาตรา  99 วันนี้ไม่มีแล้ว มีแต่กฎหมายปกติ อย่ามาเรียกร้องอีก แก้ไปตั้งเยอะกับสิ่งที่แก้ได้ แต่ยังไม่จบสิ้นกันซักที ขณะที่การวางแผนงานเมื่อเกษียณทุกคนต้องเตรียมแผนงานไว้ อย่างผมเรียนจบมาอายุ 20 ,21 ปีก็วางแผนงานถึง 60 ปี จะไปเป็นอะไร โดยที่ต้องทำงานด้วยความเข้มแข็ง ซื่อสัตย์สุจริต และด้วยความกล้าหาญ ผมก็คิดแค่นั้นแหละ ยังคิดว่า เป็นนายพลก็เก่งแล้ว ไม่ได้คิดจะมาเป็นนายกฯ วันนี้ก็ยังคิดมาเป็นได้อย่างไร แต่ก็ด้วยสถานการณ์ ดังนั้น ทุกคนก็มีโอกาสด้วยกันทั้งสิ้นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศและสังคมของเรา” นายกรัฐมนตรี กล่าว 

นายกฯ กล่าวว่า ตนอยากให้ทุกคนเรียนรู้ประวัติศาสตร์ มันไม่ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว อย่างเช่นสงคราม ถ้ามันเกิดขึ้นก็จะแรงกว่าเดิม ตนดูในช่องสารคดีผ่านทางเน็ตฟลิกซ์ ถ้าย้อนกลับไปดูจะเห็นความน่ากลัว ความเสียหายที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ทั้งจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เกิดจากความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำ ความขัดแย้ง และเมื่อไหร่ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศก็จะเกิดการรวมกลุ่มขึ้นมา ทั้งฝ่ายตะวันตก อักษะ พันธมิตร และจะรบกันด้วยนิวเคลียร์ทั้งสิ้น ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น และของเราก็ยังไม่มีปัญหาถึงขั้นขนาดนั้น แต่มันจะเกิดขึ้นที่อื่น เราก็ต้องเตรียมตัวของเราไว้ตรงนี้ เพราะเมื่อมันเกิดตรงอื่น ตรงนี้ก็จะเกิด และความขัดแย้งจะเกิด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีทหารไว้ทำไม

“สื่อก็อย่าไปขยายความขัดแย้งให้ผมอีก เปิดหนังสือแล้วอ่านก็ปวดหัว กำลังคิดอะไรดีๆ ออกมา พออ่านหนังสือพิมพ์แล้วก็ท้อ แต่วันนี้ก็ต้องฮึดสู้ เพราะถ้าเราท้อ มันก็ไปต่อไม่ได้ เขาเชื่อมั่นให้ผมเป็นผู้นำ ก็ต้องทำให้ได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนก็หวังให้ทุกคนร่วมกันพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน ร่วมกันใช้ทรัพยากรอันล้ำค่าของเราที่เหลืออยู่อย่างจำกัด แต่ที่เหลืออยู่มากคือรอยยิ้ม เพราะฉะนั้น อย่าแยกเคี้ยวใส่กันให้มากนัก รอยยิ้มสยามจะหายไปกลายเป็นรอยยิ้มสยอง เพราะทะเลาะกันเรื่องไม่เป็นเรื่อง เราต้องช่วยกัน กฎหมายคือกฎหมาย ให้กลไกทำงานไปก็จบแล้ว เรียกว่าเป็นการตรวจสอบและถ่วงดุล ไม่เช่นนั้นปัญหาใหม่มันก็เข้ามาอีก และสะสมกันไปเรื่อยๆ ถ้าไม่เดินหน้าไปแต่ละอัน มันก็ติดอยู่ปัญหาเดิม ตนพูดถึงทุกปัญหา และอยากขอให้ช่วยกันสร้างจิตสำนึก ความรู้สึกเป็นเจ้าของประเทศร่วมกันไม่นิ่งดูดาย ไม่มัวโทษกันไปมา ร่วมกันจับมือกระจายความรู้ ความก้าวหน้า ไปสู่บุคคลและองค์กรต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมหาเป้าหมายที่จะทำควบคู่กันให้เจอระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งตนรู้ว่าปัญหาของประเทศไทยอยู่ตรงไหน และจะแก้อย่างไร แต่วิธีการที่จะเดินหน้า คือเราต้องช่วยกัน

“ผมไม่ใช่นักธุรกิจ และไม่ใช่นักธุรกิจการเมือง ผมเป็นนักปฏิบัติ ต้องช่วยผมทำตรงนี้ การเมืองก็เรื่องของการเมือง ก็ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกันเท่านั้น เคารพซึ่งกันและกัน มันก็จบ ช่วยกันดึง ช่วยพา ช่วยกันนำไป เดี๋ยวมันก็ทำได้หมด เพราะทั้งหมดคือคนไทยทั้งสิ้น ถ้าคนไทยไม่ทำแล้วใครจะทำ แล้วคนไทยที่ว่าคือ ทั้งผม นักการเมือง ข้าราชการ เอกชน ถ้าเราไม่ร่วมมือในประเทศจะเกิดอะไรขึ้น แล้วต่างประเทศเขาจะไว้ใจหรือไม่ เราไม่มีความขัดแย้ง มีแต่ขัดแย้งกันเอง ต่างชาติเขาเห็นก็บอกว่า น่าเสียดายตรงนี้ เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันดึงเขากลับมา เอาประเทศชาติมาก่อน แล้วจะสู้กันอย่างไรก็ค่อยว่ากันต่อไป” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

............................................................. 
 
มาเป็นซีรีย์!! 'นิพิฏฐ์'ไขกระจ่างปม'ที่ดิน-ป่าไม้' บอกโดนใครเข้ามั่งคอยฟัง

มาเป็นซีรีย์!! 'นิพิฏฐ์'ไขกระจ่างปม'ที่ดิน-ป่าไม้' บอกโดนใครเข้ามั่งคอยฟัง

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 10.10 น.

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2562 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า "ตกลงเราเข้าใจเรื่องกม.ที่ดิน,ป่าไม้,สปก.กันบ้างหรือยัง ?? น่าเสียดาย ผมว่า รัฐมนตรี,นักการเมือง
ส.ส.ให้ความรู้ประชาชนน้อยไป ถ้างั้น
รอฟัง ผมจะอธิบายให้ฟัง แต่..ผมตรงไป-ตรงมานะ โดนใครเข้ามั่งแหละ คอยฟัง !!"

ต่อมา นายนิพิฏฐ์ ได้โพสต์ข้อความ "*เรื่องที่ดิน&ป่าไม้(ตอนที่ 1)
-เรื่องที่ดินเป็นปัญหาปวดใจคนจนมาตลอด ผมจะพยายามอธิบายง่ายๆ แต่ก็พยายามอ้างอิงกฎหมาย เพื่อให้ผู้สนใจสามารถไปค้นคว้าหาข้อมูลต่อไปได้ นักกฎหมายมือฉมัง อย่าดูแคลนผมก็แล้วกัน
-เรื่องป่าไม้ กม.ในประเทศไทย เริ่มแรกเลย ก็มีพรบ.คุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481 ต่อมา ถูกยกเลิกและเปลี่ยนเป็น พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 ที่เขาพูดกันเยอะๆ ก็ พรบ.ป่าสงวนฯ 2507 นี่แหละครับ กฎหมายอีกฉบับหนึ่ง คือ พรบ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 กฎหมายฉบับนี้ ก็ระบุว่า ป่า คือ อะไร,ไม้คืออะไร,โทษการบุกรุกป่า,จะทำไม้ทำอย่างไร ค่าภาคหลวง การเคลื่อนย้ายไม้ อะไรทำนองนี้ กฎหมายอีกฉบับที่พูดถึงกันมากคือ พรบ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 กฎหมายฉบับนี้ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองให้ที่ดินหรือป่ามีสภาพเดิม
ไม่ให้ถูกทำลายหรือเปลี่ยนแปลงไป พรบ.อุทยานแห่งชาติฯจึงอาจประกาศทับที่ป่าสงวนแห่งชาติเลยก็ได้ กม.ทั้ง 3 ฉบับ มีการแก้ไขหลายครั้ง และใช้มาจนถึงปัจจุบัน เอาเป็นว่า ถ้าพูดถึงป่า ก็มีกฎหมาย 3 ฉบับนี้แหละครับที่เป็นหลัก คือ 1. พรบ.ป่าไม้ 2484
2.พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507
3. พรบ.อุทยานแห่งชาติ 2504
ท่านที่สนใจ ก็หาดูได้ จากกฎหมาย 3 ฉบับนี้ แต่สำหรับประชาชนทั่วไป ก็ไม่จำเป็นหรอกครับ ปวดหัวเปล่าๆ ผมปูพื้นเรื่องป่าแค่นี้นะครับ เดี๋ยวค่อยว่ากันเรื่องพรบ.ที่ดิน และ สปก.ต่อไป เมื่อครบ 5 ฉบับแล้วใครจะหาที่ดินมาครอบครองสัก 1,000 ไร่ก็ค่อยมาว่ากัน แต่ระวังคุกกันเอาเอง
*ยากไปหรือเปล่า วิจารณ์มาได้ครับ
พยายามเขียนให้สั้น และ ง่ายที่สุดแล้วครับ
#นิพิฏฐ์ผู้แทนนอกสภา"

จากนั้น นายนิพิฏฐ์ ได้โพสต์ข้อความอีกว่า "*เรื่องที่ดิน&ป่าไม้(ตอน2)

-ตอนนี้ เวลาพูดเรื่องที่ดิน ประชาชนต้องการคำตอบสั้นๆว่า คนที่ครอบครองที่ดินของรัฐเป็นร้อย เป็นพันไร่ จะผิดหรือไม่ผิดอย่างไร
ก็ตอบแบบไม่ต้องคิดให้เปลืองสมองว่า ผิดแน่นอน ประเภทที่สงสัยว่า"อาจจะไม่ผิด" เลิกคิดได้เลย ใครที่ริจะทำให้ไม่ผิด ก็อาจติดคุกก่อนคนครอบครองที่ดินเสียอีก ผมก็เห็นเค้าหน้ารางๆอยู่เหมือนกัน และอยากเตือนนักการเมือง หรือ รัฐมนตรีที่ชอบพูดว่า "ไม่ผิด" ก็อย่าพูดมาก เพราะดูตามกฎหมายทุกฉบับแล้ว รัฐมนตรีไม่มีอำนาจชี้ว่าผิดหรือไม่ผิด แต่เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานตามกฎหมายแต่ละฉบับเท่านั้น
-ว่าของเราต่อไปดีกว่า ป่าไม้ หรือที่ดินของรัฐ เมื่อมีความเสื่อมโทรม และ ประชาชนเข้าไปอยู่อาศัย จนหมดสภาพป่า แต่กลายเป็นตลาด เป็นชุมชนไปแล้ว ทางราชการก็อาจจะให้ราษฎรเข้าไปอยู่อาศัยและประกอบอาชีพในที่ดินเหล่านั้น การให้ประชาชนเข้าไปอยู่อาศัยและทำประโยชน์อาจทำได้หลายทาง เช่น ให้สิทธิทำกิน(สทก.) ให้ตั้งนิคม และออก นค.1 หรือ นค.3ให้ หรือ ให้สปก. แล้วแต่ประเภทของที่ดิน
-แต่ที่สำคัญ ทั้ง สทก.,สปก.,หรือ นค.1 หรือ นค.3 เป็นการครอบครองที่ดินของรัฐทั้งสิ้น เพียงแต่รัฐอนุญาตให้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ได้เท่านั้น
-ปัญหา คือ เราจะได้ที่ดิน สปก.หรือ สทก.หรือ นค.ครอบครัวละกี่ไร่ หรือ คนละกี่ไร่ นี่ต้องไปดูตามสภาพที่ดิน
แต่กฎหมายก็มีระบุจำนวนสูงสุดไว้ เช่น ที่ป่าสงวนเสื่อมโทรมก็ไม่เกิน 20 ไร่ หรือหากจะทำประโยชน์ด้วยการปลูกไม้โตเร็วก็ไม่เกิน 35 ไร่ หรือ สปก.ก็ได้คนละ 25 ไร่ หรือ ครอบครัวละ 50 ไร่ แต่ถ้าเป็นการทำปศุสัตว์แปลงใหญ่ เช่น เลี้ยงหมู เลี้ยงวัว เลี้ยงไก่ กฎหมายก็อนุญาตให้ได้ไม่เกิน 100 ไร่ มิใช่ว่า ใครจะสามารถครอบครองที่ดินรัฐได้เป็นพันไร่ เรื่องที่ดิน ป่าไม้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำรัสไว้หมดแล้วว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ผู้มีหน้าที่ต้องศึกษารายละเอียดนะครับ
-ที่ชาวบ้านสงสัยกันเยอะ คือ แล้วบางคนครอบครองที่สปก. หรือ ที่ป่า ได้อย่างไร เป็นพันๆไร่ เอาไว้ว่ากันตอนต่อไปครับ/
#นิพิฏฐ์ผู้แทนนอกสภา"

 
 
 
'MEA' โชว์โฉมโครงการอุโมงค์ไฟฟ้าใหญ่ที่สุดในไทย

'MEA' โชว์โฉมโครงการอุโมงค์ไฟฟ้าใหญ่ที่สุดในไทย

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 18.53 น.
2 ธันวาคม 2562 นายเทพศักดิ์ ฐิตะรักษา รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA พร้อมเจ้าหน้าที่นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอุโมงค์ไฟฟ้าใต้ดิน Outgoing ชิดลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.6 เมตร ซึ่งเป็นอุโมงค์เชื่อมต่อระบบจ่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานเพลินจิต

นายเทพศักดิ์ กล่าวว่า การไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทย เร่งดำเนินโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินอย่างต่อเนื่องตามนโยบายรัฐบาล รวมถึงเร่งสร้างพลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร Smart Metro พัฒนาความมั่นคงปลอดภัยความสะดวกสบายให้แก่ประชาชน ถือเป็นโครงการสำคัญในการวางแผนงานระบบไฟฟ้าอนาคตเนื่องจากเป็นการก่อสร้างอุโมงค์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.6 ม. อยู่ลึกประมาณ 30 ม. ซึ่งประกอบด้วยอุโมงค์จำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่

เส้นทางที่ 2 จากสถานีต้นทางชิดลมไปตามถนนสุขุมวิทจนถึงพื้นที่ย่านศูนย์การค้า Central Embassy เพื่อเชื่อมต่อระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้าจากสถานีต้นทางชิดลมไปยังสถานีย่อยต่างๆ และผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ เช่น สถานีย่อยพร้อมพงษ์ สถานีย่อยเอกมัย โครงการ Central Embassy เฟส 2 รวมมีความยาวของอุโมงค์ทั้งสิ้นประมาณ 1,800 ม. ซึ่งจะช่วยเพิ่มเส้นทางการจ่ายไฟฟ้าด้วยระบบสายไฟฟ้าแรงสูงใต้ดินให้ครอบคลุมพื้นที่ในเขตเมืองมหานครมากขึ้น จากปัจจุบันที่สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 180 เมกะวัตต์ ให้สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 1,025 เมกะวัตต์

 

ด้านการก่อสร้างนั้น โครงการเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบันมีความคืบหน้าในการขุดเจาะอุโมงค์สำเร็จเป็นจำนวนระยะทางทั้งสิ้น 1,700 ม. พร้อมทั้งดำเนินการก่อสร้างด้วยรูปแบบ Shielded Tunneling หรือการติดตั้งผนังอุโมงค์ได้ในคราวเดียวกัน และภายในปี 2562 คาดว่าจะสามารถขุดเจาะอุโมงค์แล้วเสร็จทั้งหมด

จากนั้นจึงติดตั้งอุปกรณ์รองรับการพาดสายไฟฟ้าแรงสูง การติดตั้งระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ภายในอุโมงค์ไฟฟ้า เช่น ระบบป้องกันความปลอดภัยในกรณีเกิดอุทกภัยด้วยระบบระบายน้ำ (Drainage pump system) และการก่อสร้างทางลงอุโมงค์ในระยะพ้นน้ำ (Freeboard) ในขนาดความสูง 1.20 ม. รวมถึงติดตั้งระบบแจ้งเตือนอัคคีภัย และระบบระบายอากาศเพื่อป้องกันเหตุเพลิงไหม้ จากนั้นจึงเชื่อมโยงระบบสายไฟฟ้าแรงสูงภายในอุโมงค์กับระบบศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า SCADA ของ MEA พร้อมกับเชื่อมต่อการจ่ายระบบไฟฟ้าระหว่างสถานีต้นทางบางกะปิถึงสถานีต้นทางชิดลม ขนาดแรงดัน 230 กิโลโวลต์ ต่อไป

สำหรับประโยชน์จากการดำเนินการโครงการเพิ่มเส้นทางการจ่ายไฟฟ้าด้วยระบบสายไฟฟ้าแรงสูงในอุโมงค์ขนาดใหญ่ครั้งนี้ นอกจากจะช่วยรองรับความต้องการการใช้ไฟฟ้าในย่านธุรกิจสำคัญใจกลางเมืองที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นคงให้กับระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ MEA ลดความเสี่ยงทางกายภาพที่อาจเกิดขึ้นกับสายไฟฟ้าแรงสูงบนพื้นดิน เช่น อุบัติเหตุ ตลอดจนลดผลกระทบจากพายุฝน หรือลมพายุในฤดูกาลต่าง ๆ รวมถึงยังรองรับการเชื่อมต่อสายไฟฟ้าแรงสูงกับโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินในพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนการเชื่อมต่อกับท่อร้อยสายไฟฟ้าที่ MEA ก่อสร้างร่วมกับเส้นทางรถไฟฟ้าในถนนเพลินจิต 

สำหรับโครงการอุโมงค์สายส่งไฟฟ้าใต้ดิน 230 กิโลโวลต์ ขนาดใหญ่ของ MEA ทั้งหมดในปัจจุบัน มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 6 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการอุโมงค์สายไฟฟ้าใต้ดินวิภาวดี ก่อสร้างเสร็จปี 2545 เชื่อมต่อการจ่ายระบบส่งไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ จากสถานีต้นทางลาดพร้าวของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มายังสถานีต้นทางวิภาวดีของการไฟฟ้านครหลวง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.6 ม. มีระยะทางยาวประมาณ 8 กม. เพื่อจ่ายไฟให้กับสถานีต้นทางวิภาวดี โดยแปลงแรงดันเป็น 69 และ 115 กิโลโวลต์ เพื่อส่งออกไปยังสถานีย่อยไฟฟ้าต่างๆ ผ่านโครงการอุโมงค์สายไฟฟ้าใต้ดิน Outgoing วิภาวดี

2.โครงการอุโมงค์สายไฟฟ้าใต้ดิน Outgoing วิภาวดี ก่อสร้างเสร็จปี 2546 เชื่อมต่อการจ่ายระบบไฟฟ้าระหว่างสถานีต้นทางวิภาวดี ถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.6 ม. มีระยะทางยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตร รองรับการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่บริเวณย่านศูนย์การค้าและธุรกิจที่สำคัญที่มีการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น เขตดินแดง เขตราชเทวี เขตปทุมวัน เป็นต้น

3.โครงการอุโมงค์สายไฟฟ้าใต้ดินบางกะปิ-ชิดลม ก่อสร้างเสร็จปี 2552 เชื่อมต่อการจ่ายระบบส่งไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ เพื่อนำพลังไฟฟ้าจากสถานีต้นทางบางกะปิของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมายังสถานีต้นทางชิดลมของการไฟฟ้านครหลวง มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.6 เมตร มีระยะทางยาว 7 กิโลเมตร เพื่อจ่ายไฟให้กับสถานีต้นทางชิดลมโดยแปลงแรงดันเป็น 69 และ 115 กิโลโวลต์ เพื่อส่งออกไปยังสถานีย่อยต่างๆ ผ่านโครงการอุโมงค์สายไฟฟ้าใต้ดิน Outgoing ชิดลม

4.โครงการอุโมงค์สายไฟฟ้าใต้ดินคลองพระโขนง ก่อสร้างเสร็จเมื่อ ต.ค. ปี 2562 เชื่อมต่อการจ่ายระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้าระหว่างสถานีต้นทางบางกะปิ ไปยังสถานีย่อยบางจาก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.6 เมตร มีระยะทางยาวประมาณ 0.8 กิโลเมตร รองรับการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่บริเวณย่านศูนย์การค้าและธุรกิจที่สำคัญที่มีการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น เขตพระโขนง เขตบางกะปิ ถนนอ่อนนุช ถนนสุขุมวิท เป็นต้น

5.โครงการอุโมงค์สายไฟฟ้าใต้ดิน Outgoing ชิดลม จะก่อสร้างเสร็จประมาณปลายปี 2563 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.6 ม. ระยะทางทั้งสิ้น 1.8 กม. ซึ่งประกอบด้วยอุโมงค์จำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางที่ 1 จากสถานีต้นทางชิดลมไปยังสถานีย่อยลุมพินี และเส้นทางที่ 2 จากสถานีต้นทางชิดลมไปตามถนนสุขุมวิทจนถึงพื้นที่ย่านศูนย์การค้า Central Embassy รองรับการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่บริเวณย่านศูนย์การค้าและธุรกิจที่สำคัญที่มีการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น เขตลุมพินี เขตคลองเตย เขตปทุมวัน เป็นต้น

6.โครงการอุโมงค์สายไฟฟ้าใต้ดินคลองด่าน จะก่อสร้างเสร็จประมาณกลางปี 2565 มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.6 ม. ระยะทางทั้งสิ้น 2.79 กม. เชื่อมต่อการจ่ายระบบไฟฟ้าระหว่างสถานีต้นทางคลองด่าน ถึงถนนเทพารักษ์ รองรับการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่บริเวณย่านอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัยที่มีการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น อำเภอบางบ่อ อำเภอบางพลี จ.สมุทรปราการ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในอนาคต MEA ยังมีโครงการที่จะดำเนินการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกจำนวน 4 โครงการ คือ

1.โครงการอุโมงค์สายไฟฟ้าใต้ดิน Outgoing สถานีต้นทางบางพลี ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.6 ม. ระยะทาง 1.2 กม.

2.โครงการอุโมงค์สายไฟฟ้าใต้ดิน Outgoing สถานีต้นทางบางซื่อ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.6 ม.ระยะทาง 2.6 กม.

3.โครงการอุโมงค์สายไฟฟ้าใต้ดิน Outgoing สถานีต้นทางลาดพร้าว มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.6 ม.ระยะทาง 1.6 กม.

4.โครงการอุโมงค์สายไฟฟ้าใต้ดิน Outgoing สถานีต้นทางเอราวัณ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.2 ม.ระยะทาง 5.5 กม.

โดยแต่ละโครงการ MEA ได้วางแผนบริหารจัดการจราจรร่วมกับหน่วยงานที่เป็นเจ้าของพื้นที่ เช่น กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อบริหารจัดการการเข้าพื้นที่และการจราจรให้การดำเนินการก่อสร้างเสร็จโดยเร็วตามแผนงาน ส่งผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียของ MEA หรือศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้าการไฟฟ้านครหลวง MEA Call Center 1130 ตลอด 24 ชั่วโมง

 
'ส.ส.'แตกฮือ! ปปช.ไล่เช็คบัญชีทรัพย์สิน ใครแจ้งถือครองที่ดิน'ภทบ.5'โดนคุ้ยหมด

'ส.ส.'แตกฮือ! ปปช.ไล่เช็คบัญชีทรัพย์สิน ใครแจ้งถือครองที่ดิน'ภทบ.5'โดนคุ้ยหมด

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.52 น.
 
“เลขาฯป.ป.ช.” ชี้ “ปารีณา” ขอแก้ไขตัวเลขที่ดิน ภบท.5 ได้ แต่คณะกรรมการชุดใหญ่ต้องอนุมัติก่อน เผย จนท.เล็ง สอบ ส.ส.ในข่ายเดียวกัน

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2562 นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ระบุว่าทำหนังสือถึงประธาน  ป.ป.ช.แจ้งขอแก้ไขรายการในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เนื่องจากเกิดความผิดพลาดและซ้ำซ้อน ในเอกสาร ภบท.5 ที่ได้ยื่นภาษีไปในปี 2549 ได้แจ้ง  ซ้ำซ้อนกลับเอกสาร ภบท.5 ที่ได้ยื่นภาษีในปี 2553 ทำให้มีที่ดินเพิ่มขึ้น กว่า 1,000 ไร่ ทั้งที่ที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่รวมประมาณ 600 กว่าไร่เท่านั้น ว่า ตามกฎหมายของป.ป.ช. ผู้ยื่นสามารถขอแก้ไขได้ แต่ป.ป.ช.จะอนุญาตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่

ทั้งนี้ การขอแก้ไขตัวเลขที่ผู้ยื่นระบุมานั้น ก็สามารถขอแก้ไขได้ แต่ ป.ป.ช.จะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่า มีพฤติการณ์เชื่อว่าเจตนาหรือไม่เจตนา เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วส่งผ่านมายังตนในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก่อนที่จะสรุปเรื่องนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ แต่ขณะนี้เจ้าหน้าที่ที่ลงไปตรวจสอบในพื้นที่เพิ่งกลับมา จึงต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่สรุปเรื่องก่อน

“ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินมีสิทธิ์ที่จะขอแก้ไขได้ แต่ ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบเหตุที่ขอแก้ว่าเป็นไปโดยเจตนาหรือไม่ มีความเป็นธรรมอย่างไร ส่งมาที่ผมๆ ก็ชงเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่เพิ่งกลับมา ยังไม่ได้ส่งมาให้เลย แต่เชื่อว่า น่าจะได้ภายในสัปดาห์นี้ โดยผมจะสอบถามและย้ำว่าให้ส่งมาภายในสัปดาห์นี้”นายวรวิทย์ กล่าว

และว่า ตามระเบียบ ป.ป.ช.มีระยะเวลาในการทำงานอยู่ว่า การตรวจสอบยืนยันข้อมูลจะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 180 วัน หลังจากการอนุมัติให้เดินทางไปตรวจสอบ โดยการไปตรวจสอบนั้น ไม่ได้ดูเรื่องที่ดินอย่างเดียว แต่ตรวจสอบทรัพย์สิน 9 รายการ หนี้สิน 4 รายการ ก่อนที่จะสรุปและเสนอรายงานขึ้นมา

 
 
‘กรุงศรีวิไล’โดนแล้ว! ศาลฎีกาคดีเลือกตั้งสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส. ปมซองงานศพ

‘กรุงศรีวิไล’โดนแล้ว! ศาลฎีกาคดีเลือกตั้งสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส. ปมซองงานศพ

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 18.05 น.
‘กรุงศรีวิไล’โดนแล้ว! ศาลฎีกาคดีเลือกตั้งสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส. ปมซองงานศพ

2 ธันวาคม 2562 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง ศาลนัดฟังคำสั่ง คดีหมายเลขดำ ลต (สส)585/2562 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ส.ส.เขต 5 สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ ผู้คัดค้าน ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.โดยไม่เป็นไปด้วยความสุจริตหรือเที่ยงธรรม เเละขอให้ศาลสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่สําหรับเขตเลือกตั้งนั้น และให้สมาชิกภาพของนายกรุงศรีวิไลที่ได้รับเลือกตั้งจากเขตเลือกตั้งนั้นสิ้นสุดลง

กรณีมีบุคคลใกล้ชิดของนากรุงศรีวิไลใส่ซองช่วยงานศพ ซึ่งกกต.เห็นว่าเข้าข่ายเป็นความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตรา 73 (1) ให้ เสนอให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ตนเอง

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งรับคำร้อง และบัญชีระบุพยานของผู้ร้องไว้พิจารณาและให้ตรวจพยานหลักฐานวันที่ 25 ธ.ค.62 เวลา 10:00 น. หมายแจ้งคำสั่งวันนัด และส่งสำเนาคำร้องเอกสารประกอบคำร้องและบัญชีระบุพยานของผู้ร้องให้แก่นายกรุงศรีวิไล ผู้คัดค้าน หากส่งแล้วไม่มีผู้รับหรือไม่สามารถทำได้ให้ปิดหมายไว้ที่ภูมิลำเนาหรือที่อยู่ของผู้คัดค้านและให้มีผลใช้ใช้ได้ทันที

โดยให้ผู้คัดค้านยื่นหนังสือคำคัดค้านเอกสารประกอบคำคัดค้านและบัญชีระบุพยานภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันรับสำเนาคำร้อง  พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งคำสั่งรับคำร้องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทราบ เนื่องจากศาลฎีกาฯมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว จึงให้ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 มาตรา133 เเละมาตรา 138 วรรคสาม  

'พี่เต้'โชว์ใบเกิด! ที่แท้ยอมเปลี่ยน'ชื่อ-แซ่'เพราะโตขึ้นอยากเป็น2อาชีพนี้

'พี่เต้'โชว์ใบเกิด! ที่แท้ยอมเปลี่ยน'ชื่อ-แซ่'เพราะโตขึ้นอยากเป็น2อาชีพนี้

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 18.32 น.
 
เคลื่อนไหวแต่ละทีต้องสร้างความฮือฮาทางการเมืองตลอด สำหรับ'พี่เต้ 007 ' นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ จู่ๆล่าสุดก็โพสต์ภาพใบเกิดผ่านเฟชบุ๊ก พร้อมเล่าย้อนอดีตสมัยเป็นเด็กน้อย โดยระบุว่า

#ใบเกิด# ส.ส.เต้ ตอน เกิด เดิมพระตั้งชื่อให้เป็น ด.ช.ชนะ แซ่มุ่ย แม่คิดว่าจะเชย และกลัวว่าจะชนะทุกเรื่องไม่ฟังใคร จึงเปลี่ยนเป็น ชื่อ ด.ช.ธนะ แซ่มุ่ย พอตอนก่อนสมัครเรียนอนุบาล 1 กังวลว่า จะมีปัญหาเพราะคิดว่าตอนโตจะเป็น ทหาร-ตำรวจ รับราชการ กลัวรัฐบาลไทยไม่รับเพราะเป็นลูกแซ่จีน เลยเปลี่ยนเป็น ด.ช.ธนะ สุขสินธารานนท์ ต่อมาปีพ.ศ.2551 เปลี่ยนมาเป็น นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ จนถึงปัจจุบัน

 

 

ปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า คือ ปัญญาฆ่ากิเลส : หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

ปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า คือ ปัญญาฆ่ากิเลส : หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 19.42 น.
  •  
 
 

"ปัญญาคุณ" ก็ได้แก่ ความรู้ความฉลาด สามารถที่จะขจัดปัดเป่าความชั่วที่มีอยู่ในตัวเราให้หายไปจนหมดกิเลสมีมากน้อยเท่าใด ตามไปรู้ไปเห็นหมด ไม่หลงผิดอย่างพวกเรา

พวกเราถ้าโกรธเขาแล้วอยากจะแก้แค้นเขา เข้าใจว่าเป็นคนดีถ้าโกรธใครล่ะ เห็นของใครอยากได้ของเขามาเป็นของตัวเข้าใจว่าตนฉลาดเฉียบแหลม จนหาเล่ห์เหลี่ยมเอาด้วยประการต่างๆ หาลักหาฉ้อหาโกงหาขโมย หาปล้นหาชิง หรือหาฟ้องร้องเอาด้วยประการต่างๆ ถ้าได้ชัยชนะเขา เอามาเป็นของของตัวแล้วเข้าใจว่าเป็นคนฉลาด เฉียบแหลมมีปัญญาดีอย่างนั้นอย่างนี้ มันไปอย่างนั้น

 

ส่วนพระพุทธเจ้าท่านไม่เป็นอย่างนั้น ปัญญาของพระองค์ไม่เป็นอย่างนั้น .."รู้แล้ว..ละถอน" อาการที่อยากได้..ลองคิดดูก็แล้วกัน ถ้าผู้ภาวนาเป็นนี่ค่อยจะรู้เรื่อง อย่างว่าปกติธรรมดาเนี่ย เราทำความสงบเฉยๆจิตของเรา เฉยๆ ไม่ได้คิดนึกอยากได้โน่นอยากได้นี่ พอเห็นอะไรขึ้นมาแว่บนึงปรากฏ เช่น เห็นตองเนื้อเอาปลามาอย่างงี้ หรือเห็นเขาเอาสิ่งเอาของมาขาย

พอจิตแว่บขึ้นมา..อยากได้ ถอนน่ะถอนจากความสงบแล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์เห็นว่า นั่นเป็นภัย นั่นเป็นตัวกิเลส คือ ความอยากได้น่ะมันทำให้ใจฟุ้งออกไป ท่านเห็นเป็นตัวกิเลสซ้ำเลย 

แต่ท่านจะกล้าหรือ ท่านจะกล้าไปทำลายจิตใจสงบความสุขของท่านหรืออันพวกเราไม่เห็นเป็นความสุข เห็นอาการที่ไปจดจ่ออาการสิ่งต่างๆ วุ่นวายภายนอกเข้าใจว่าเป็นของดิบของดี นี่พระองค์เห็นเป็นภัยเป็นอันตราย เห็นเป็นข้าศึกใหญ่โต เห็นเป็นความชั่วอย่างที่น่าเกลียดที่สุด นี่ที่พระองค์ท่านเห็น ท่านเห็นอย่างนี้ ปัญญาท่าน ท่านเห็นอย่างนี้

คราวนี้อย่างตาเห็นรูป พอเห็นวั่บเข้าไป เห็นรูปอะไรก็ตามเถอะ รูปผู้รูปคน รูปหญิงรูปชาย รูปสวยรูปไม่สวยอะไรก็ตาม พอแว่บเข้ามามันเกิดความรักความใคร่ความชอบอกชอบใจ เห็นเป็นการเดือดภาวะในใจ เห็นเป็นไฟกองใหญ่พุ่งขึ้นมา พระองค์จะต้องชำระสะสาง จะต้องกำจัดปัดเป่าให้หมดไป

อันปัญญานี้เรียกว่า ปัญญาอันวิเศษ จนระงับดับกิเลสได้ ฆ่ากิเลสให้หมด นี่ปัญญาของพระองค์ ที่ว่าเป็นผู้มีปัญญา

.................

ข้อมูลจากลานธรรมจักร หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย 

 
 
 
 
วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.256
 

เจาะลึก วัดบางกระสอบ และข้อมูลร่องรอยความหมายแท้จริงของ “บางกระเจ้า”

Facebook
Twitter
Google+
LINE
สองฝากแม่น้ำเจ้าพระยา มองเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างฝั่งบางกะเจ้า ซึ่งยังเป็นพื้นที่สีเขียว กับฝั่งคลองเตย ที่รายล้อมด้วยตึกสูง (ภาพถ่ายจากโดรนมติชนทืวี)
ผู้เขียน สุจิตต์ วงษ์เทศ
เผยแพร่ วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2562

บางกระเจ้า อยู่บริเวณคอคอดโค้งน้ำเจ้าพระยา เหมือนกระเพาะหมู หรือ oxbow lake อ. พระประแดง จ. สมุทรปราการ บางทีเรียกคุ้งบางกระเจ้า ลักษณะเดียวกับคอคอดคุ้งบางกอก (บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่) ในกรุงเทพฯ

คุ้งบางกระเจ้า

  1. ราว 3,000 ปีมาแล้ว (ก่อน พ.ศ. 1) เป็นทะเลอ่าวไทย
  2. ราว 1,500 ปีมาแล้ว (หลัง พ.ศ. 1000) สมัยแรกเริ่มการค้าโลก เป็นคุ้งน้ำของแม่น้ำ (ยังไม่มีชื่อเจ้าพระยา) มีป่าชายเลนทะเลโคลนตมปากน้ำอ่าวไทย (ทวารวดี) ฝั่งทะเลอยู่เหนือขึ้นไป (แนวถนนพระราม 2)
  3. ราว 700 ปีมาแล้ว (หลัง พ.ศ. 1800) มีดำริจะก่อบ้านสร้างเมืองตรงบางเตย (คลองเตย) ฝั่งซ้ายคุ้งน้ำแต่ไม่ได้สร้าง เพราะน้ำเค็มเข้าถึง (มีบอกในพงศาวดารเหนือ เรื่องพระเจ้าสายน้ำผึ้ง)
  4. ราว 500 ปีมาแล้ว (หลัง พ.ศ. 2000) สร้างเมืองพระประแดง ที่คลองเตย (บางเตย)
  5. ราว 300 ปีมาแล้ว (หลัง พ.ศ. 2200) เมืองพระประแดง (สมัยพระเจ้าบรมโกศ) ย้ายไปอยู่ อ. เมืองฯ จ. สมุทรปราการ ฝั่งซ้ายแม่น้ำเจ้าพระยา (สมัยพระนารายณ์ บริเวณนี้ชื่อ บางเจ้าพระยา)
  6. ราว 200 ปีมาแล้ว (หลัง พ.ศ. 2300) เมืองพระประแดง (สมัย ร.2) ย้ายไปอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณนครเขื่อนขันธ์ ปัจจุบันคือ อ. พระประแดง จ. สมุทรปราการ
แผนที่แสดงตำแหน่งเมืองพระประแดง, บางกระเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ และวัดบางกระสอบ (โดย ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ 2561)

วัดบางกระสอบ มีหลักฐานเก่าสุดของบางกระเจ้า ได้แก่

พระพุทธรูปประธาน ปางมารวิชัยในวิหาร (พระรัตนโภคะ) เป็นปูนปั้นติดที่ เคลื่อนย้ายไม่ได้ อายุราว พ.ศ. 2000 ร่วมสมัยโคลงกำสรวลสมุทร

วัดบางกระสอบ เป็นชุมทางคมนาคมยุคต้นอยุธยา อยู่ฝั่งตรงข้าม เยื้องคลองสำโรง (เส้นทางหลักไปบางปะกง)

วัดบางกระสอบ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งบางกะเจ้า (ภาพถ่ายจากโดรนมติชนทืวี)

บางกระเจ้า เป็นชื่อตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้? พบเก่าสุดอยู่ในนิราศเมืองแกลงของสุนทรภู่ (แต่งสมัย ร.2?) เมื่อถึงคุ้งน้ำเจ้าพระยาว่า “มาพบบ้านระจ้าวยิ่งเศร้าใจ” มีคำว่า “ระ” แสดงว่ามี ร กล้ำ ปัจจุบันควรเขียน “บางกระเจ้า” แต่กร่อนเป็น “บางกะเจ้า”

บางกระเจ้า หมายถึง ชุมชนอันเป็นแหล่งหนาแน่นของต้นกระเจา หรือ กระเจ้า

บาง หมายถึง บริเวณมีชุมชนอยู่ปากคลองเล็กๆ ไหลลงลำน้ำใหญ่ (คือ แม่น้ำเจ้าพระยา)

 กระเจ้า หรือ กระเจา หมายถึง ต้นปอกระเจา เป็นไม้ล้มลุก มีเปลือกเหนียวทนทาน ใช้ทำเชือก หรือทอเป็นกระสอบ (มีชื่อ บางกระสอบ เป็นพยาน)

ชื่อ บางกระสอบ เป็นร่องรอยความหมายแท้จริงของบางกระเจ้า

ชมรายการ ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว ตอน “บางกะเจ้า เมืองพระประแดง ปากทางอ่าวสยาม” ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง และ ผศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร ร่วมทอดน่องท่องเที่ยว ณ คุ้งบางกะเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ วันอังคารที่ 25 กันยายน 2561

................................................................

2 ธันวาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน