*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5674
  • จำนวนผู้ชม : 3392052
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< ธันวาคม 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 331 , 12:55:49 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน พุธทรัพย์ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ คนดีศรีประเทศคนหนึ่งได้ล่วงลับไปแล้ว คงเหลือคุณความดีให้ชาวไทยรำลึกถึงไปแสนนาน ข่าวล่า

สุดของท่าน ดังท้ายนี้

'ในหลวง'โปรดเกล้าฯให้ผู้แทนพระองค์เก็บอัฐิ'พลเอก เปรม ติณสูลานนท์'

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 11.13 น.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี รักษาการประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศลเก็บอัฐิ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เซตป้อมปราบศัตรูพ่าย
 
         ขอให้ดวงวิญญาณของพณฯพล.อ.เปรม ซึ่งสถิตย์อู่ ณ สรวงสวรรค์ ได้โปรดปกป้กษ์ประเทศไทย สถาบันพระมหากษัตริย์
 
 ตลอดจนชาวไทยทั้งหลายด้วย เทอญ

 

 หน้าแรก / การเมือง

เสร็จแน่!‘ประธานป.ป.ช.’ยันสรุปสำนวนสอบทรัพย์สิน‘ปารีณา’ก่อนคดีอาญา

เสร็จแน่!‘ประธานป.ป.ช.’ยันสรุปสำนวนสอบทรัพย์สิน‘ปารีณา’ก่อนคดีอาญา

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 11.25 น.
 

“ประธาน ป.ป.ช.”ย้ำเจ้าหน้าที่สอบทรัพย์สิน“ปารีณา”ถี่ถ้วนรอบคอบ ยังไม่บรรจุวาระเข้ากก.ชุดใหญ่ในสัปดาห์นี้ ยันสรุปสำนวนเสร็จแน่ก่อนคดีอาญา ระบุเดินหน้าสอบทรัพย์สิน 13 ส.ส. 6 พรรค การเมืองตามที่ถูกร้อง

 9 ธันวาคม 2562 ที่เมืองทองธานี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ระบุว่า ป.ป.ช.ได้เร่งตรวจสอบเรื่องการทุจริตที่มีการร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และมั่นใจว่า จะไม่มีสำนวนใดขาดอายุความ จนไม่สามารถเอาผิดผู้กระทำการทุจริตได้

สำหรับความคืบหน้าในการตรวจสอบทรัพย์สินของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐนั้น เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้เข้าสู่วาระการพิจารณาของที่ประชุม ป.ป.ช.ในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้หาข้อมูลอย่างรอบคอบที่สุด และดำเนินการตรวจสอบไปตามกระบวนการ มีเวลา 180 วันในการตรวจสอบ แต่เชื่อว่า ป.ป.ช.จะสามารถสรุปสำนวนนี้เสร็จก่อนคดีอาญาที่ น.ส.ปารีณา ถูกแจ้งข้อกล่าวหา

ส่วนกรณีข้อร้องเรียนที่ให้ตรวจสอบ 13 ส.ส. 6 พรรคการเมือง ที่ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินที่ดินและมีเอกสาร ภบท.5 นั้น กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเมื่อมีผู้ยื่นเรื่องร้องมาก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน และไต่สวนให้เกิดความกระจ่าง

 

วันต่อต้านโกงสากล‘บิ๊กตู่’นำประกาศเจตนารมณ์ ปลุกร่วมตรวจสอบเฝ้าระวัง

วันต่อต้านโกงสากล‘บิ๊กตู่’นำประกาศเจตนารมณ์ ปลุกร่วมตรวจสอบเฝ้าระวัง

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 11.45 น.

“บิ๊กตู่” นำประกาศเจตนารมณ์วันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล ย้ำเป็นปัญหาส่งผลเสียร้ายแรงต่อประเทศ ปลุกทุกฝ่ายมีส่วนร่วมตรวจสอบเฝ้าระวัง ลั่นวันนี้ทำงานหนักกว่า 5 ปีที่ผ่านมา เมินผลโพลรัฐบาลขึ้น-ลง ไร้ม.44 แก้ปัญหาต้องใช้เวลาอย่าใช้ความรู้สึก 

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2562  เวลา 09.30น. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดการประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัล โดยถือเป็นตัวอย่างที่ดี จึงขอให้มีการขยายและนำร่องทำต่อไปให้มีความเชื่อมโยงกัน ทั้งนี้รัฐบาลร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมได้ร่วมกันจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ ขึ้น เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนร่วมกันของคนไทย และทุกภาคส่วนในสังคม ในการต่อต้านการทุจริต และตระหนักถึงภัยร้ายแรงของ ปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งถือเป็นปัญหาร้ายแรงที่ส่งผลเสียหายต่อประเทศ อย่างไรก็ตามทุกคนทราบอยู่แล้วว่าเราจัดงานนี้กันเพื่ออะไรสิ่งสำคัญทำอย่างไรให้เกิดผลจริงจังไม่ใช่พูดแล้วก็จบไม่ทำต่อ ดังนั้นต้องสร้างจิตสำนึกและความร่วมมือโดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่สิ่งที่ดีกว่าในทุกมิติ ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วมในการต่อต้านการทุจริต ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงส่งผลเสียต่อประเทศและทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปได้ช้า ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเรื่องใหญ่ๆเท่านั้นแต่การทุจริต มีทั้งการทุจริตเวลาราชการการและไม่เคารพกฎหมายในเรื่องต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นปัญหาหลายอย่างตามมาเช่น การเรียกรับผลประโยชน์ความขัดแย้งและเรื่องอื่นๆ หากมีการทำผิดกฎหมาย 

 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายเร่งด่วน ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการประจำ โดยได้ดำเนินการพัฒนา ปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ให้ครอบคลุม และเป็นเรื่องที่ต้องแทรกอยู่ในการปฏิรูปทุกๆ ด้าน ทั้งในเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ ส่งเสริมให้กระบวนการยุติธรรมปราศจากการแทรกแซงของนักการเมืองและผู้มีอิทธิพล ตลอดจนการกำหนดให้มีการลงโทษผู้กระทำผิดกรณีทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างจริงจังและรวดเร็ว ซึ่งทุก
ฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยตรวจสอบและเฝ้าระวังด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังไม่พอเราต้องทำต่อไปและต้องเชื่อมั่นในกฎหมายและกระบวนการสื่อเป็นสิ่งสำคัญหลายคนคิดได้แต่ทำไม่ได้ดังนั้นต้องทำอย่างไรให้ช่วยกันแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้ โดย รัฐบาลนี้รวมถึงรัฐบาลต่อไปต้องวางรากฐานทางความคิดของประชาชน วันนี้ความคิดแตกต่างกันซึ่งถือเป็นประชาธิปไตย ขณะเดียวกันคนไทยจะต้องก้าวข้ามค่านิยมอุปถัมภ์และความเพิกเฉยต่อการทุจริตประพฤติมิชอบ รวมทั้งการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ต้องได้รับความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นจากประชาชนว่าสามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติ 
 
'ในหลวง'โปรดเกล้าฯให้ผู้แทนพระองค์เก็บอัฐิ'พลเอก เปรม ติณสูลานนท์'

'ในหลวง'โปรดเกล้าฯให้ผู้แทนพระองค์เก็บอัฐิ'พลเอก เปรม ติณสูลานนท์'

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 11.13 น.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี รักษาการประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศลเก็บอัฐิ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เซตป้อมปราบศัตรูพ่าย
 
 
 
 
 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 พ.ศ. 2560 - 2564 ที่มีเป้าหมายให้"ประเทศไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต้านทุจริต” โดยมุ่งหวังให้ระยะ 5 ปีข้างหน้า จะเป็นการปฏิรูปกระบวนการทำงานจากเดิม ไปสู่กระบวนการทำงานแบบบูรณาการทั้งระบบ อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันสถานการณ์การทุจริตในประเทศไทยดีขึ้นหลายมิติ แต่ต้องเดินหน้าแก้ปัญหาต่อเนื่อง สิ่งสำคัญเรื่องกฎหมายที่ต้องมีการแก้ไข ปรับปรุงให้ทันสมัยต่อสากล แต่คนทุจริตคือคนไม่ดีที่เก่งหาช่องโหว่กฎหมายจนได้ ดังนั้นทุกคนต้องมีจิตใจเริ่มจากตัวเองก่อน อย่าทำอะไรที่เป็นการทุจริต หากทำได้ลดความขัดแย้งได้มาก และกฎหมายก็จะได้รับความเชื่อถือ ดังนั้นผู้ที่ทุจริตจะถูกต่อต้านและถูกลงโทษทั้งจากกฎหมายและสังคม ทั้งนี้เรามีหลักสูตรด้านการต่อต้านทุจริตที่กำหนดเป้าหมายให้สถานศึกษาทุกแห่งนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อปลูกฝังให้คนในชาติคิดถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม มีจิตสาธารณะ และละอายต่อการทำทุจริตทุกรูปแบบ

“ทุกคนต้องรู้จักคิดและนำมาปฏิบัติ มีจริยธรรม รู้ว่าชาติ คืออะไร ประเทศคืออะไร เพราะทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ นายกฯ ทำคนเดียวไม่ได้ วันนี้ผมทำงานเหมือนเดิมและหนักกว่าที่ผ่านมา 5 ปีด้วยซ้ำ มีหลายคนเรียกร้องใช้มาตรการเด็ดขาด แต่ตอนนี้ไม่มีแบบเดิมไม่มีมาตรา 44 แล้ว ทุกคนต้องเรียนรู้และการปรับตัวให้รู้แก้ปัญหาไม่เร็วแบบเดิมเพราะต้องใช้เวลา ฝากทุกคนช่วยคิดด้วย ส่วนการปะเมินรัฐบาลเดี๋ยวรัฐบาลจะขึ้นจะลงผมไม่สนใจ คิดแต่ทำอย่างไร วันนี้ต้องสร้างหลักคิดทำงานร่วมกัน จับมือเดินไปด้วยกัน และต้องไม่ใช้ความรู้สึกแก้ปัญหาและสร้างความขัดแย้ง ขณะเดียวกันทุกคนคาดหวังผม ผมเข้าใจและยอมรับ และผมจะทำให้มากสุดเท่าที่จะทำได้ ใจผมทำงานเกินร้อยและทุกคนทำงานหนักทุกเรื่อง ทางเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมดังนั้นวันนี้ขอให้ทุกคนช่วยกันคิดและช่วยกันทำด้วย ใครทำแล้วก็ให้ทำยิ่งขึ้น ขอทุกคนช่วยทำความดี ทำให้ประเทศไทยเดินหน้าไปให้ได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

​จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ นำกล่าวประกาศเจตนารมณ์ว่า “ข้าพเจ้า ขอประกาศเจตนารมณ์ว่า จะประพฤติปฏิบัติตน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่กระทำการทุจริต จะยึดมั่นในความยุติธรรม ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน จักปกป้องเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยจิตอาสา พร้อมทำความดี ด้วยหัวใจ ตลอดไป”

 

สัมภาษณ์พิเศษ : ‘ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ’รมว.ศึกษาธิการ  กับภารกิจสำคัญปฏิรูป‘การศึกษาไทย’ให้ทันโลกยุคดิจิทัล

สัมภาษณ์พิเศษ : ‘ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ’รมว.ศึกษาธิการ กับภารกิจสำคัญปฏิรูป‘การศึกษาไทย’ให้ทันโลกยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.
“พัฒนาประเทศเริ่มต้นที่พัฒนาคน...พัฒนาคนเริ่มต้นที่การศึกษา”

ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งมาจากพลเมืองที่มีคุณภาพ โดยสำหรับประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นเจ้าภาพหลักในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามปัจจุบันแวดวงการศึกษาไทยมีปัญหาหลายประการรอให้แก้ไข ซึ่งกองบรรณาธิการ “นสพ.แนวหน้า” ได้สัมภาษณ์พิเศษ รับฟังมุมมองจาก “เสมา 1” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนล่าสุด “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” ว่าจะขับเคลื่อนการศึกษาไทยไปในทิศทางใด

ภายใต้การบริหารของท่าน ใจท่านอยากให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นอย่างไร? :

ผมอยากให้ กระทรวงศึกษาธิการเป็นแบ๊กโบน (Back Bone) หรือกระดูกสันหลังของการขับเคลื่อนประเทศ มันจำเป็นครับ..ถ้าหากว่ากระทรวงศึกษาฯ อ่อนแอ ไม่สามารถกำหนดทิศทางในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือว่าทรัพยากรเยาวชนได้ ผมคิดว่าความฝันที่เราวาดหวังไว้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเศรษฐกิจที่แข็งแรง ประเทศที่มีคนมาลงทุนอยู่มากมาย ประเทศที่มีคนมาท่องเที่ยวอยู่จำนวนมากมันก็จะไม่ยั่งยืน เพราะเราไม่สามารถสนับสนุนด้วยทรัพยากรที่มีทักษะและมีความเข้มแข็ง

ตัวอย่างเช่น เราคิดว่าเราเป็นเมืองท่องเที่ยวที่แข็งแรง แต่เขาสามารถไปได้ทั่วโลกเพราะเดี๋ยวนี้เครื่องบินสามารถไปได้ทุกแห่งหนในเวลาที่ไม่มาก เขาทำการตลาดผ่านอินเตอร์เนตแต่ก่อนคนอาจจะอยากมาเที่ยวเมืองไทยคนพูดถึง ตอนนี้เขาอาจจะบอกว่าถ้าอย่างนั้นเขาไปอารูบาดีกว่า เพราะเห็นรูปแล้วสวยงามมีสถานที่สลับซับซ้อนอะไรต่างๆ การแข่งขันมันเปลี่ยนไปถ้าเราไม่พร้อม ไม่มีคนทำข้อมูลต่างๆ ผ่านขบวนการดิจิทัล เราก็สู้ประเทศอื่นๆ ไม่ได้ ทุกเมืองเขาต้องมีการเตรียมพร้อม เขาไม่ได้เฉพาะเจาะจงสู้กับประเทศไทย แต่ต้องทำให้ตัวเองอยู่ได้ในโลกที่การแข่งขันสูง

ตามที่ผมเคยได้ยินมาว่าใน ศธ. มี....เรียกว่าความเครียดอยู่ในระดับหนึ่ง คนที่จะเข้ามาบริหารมาเจอผู้บริหารกระทรวง มีข้อที่น่ากังวลคือเรื่องของการทุจริตอยู่บ้าง และการขับเคลื่อนที่อาจจะช้าเพราะเทอะทะ นั่นคือสิ่งที่ผมรับทราบมาก่อนที่ผมจะเข้ามา พอมาทำจริงๆ ผมคิดว่าพลังในกระทรวงนี้มีนะ ในการที่จะขับเคลื่อน ความรู้ความสามารถมีสิ่งต่างๆ ที่ทำมาด้วยงบประมาณที่ทำมาหลายๆ ปี มีเพียงแต่ว่าไม่สามารถเอามารวมกันได้เท่านั้นเอง

ผมจึงเอาทีมงานเข้ามาช่วย ยกตัวอย่างเช่นเรื่องการทำศูนย์ข้อมูล หรือดาต้าเซ็นเตอร์ (DATA CENTER) ทุกส่วนมีเหมือนกันหมด แต่ต่างคนต่างตั้งเซิร์ฟเวอร์ของตัวเองโดยที่ไม่รวมกันเป็นหนึ่ง ทั้งที่นี่คือหนึ่งกระทรวง นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามทำในส่วนของกระทรวง ให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าอย่างไร เราต้องเป็นหนึ่งเดียวกันคือกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งก็แปลกที่คนที่นี่กลับคิดว่า ฉันเป็น สพฐ. เป็นอาชีวะฯ เป็น กศน. เป็น สช. แรกๆ ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่พอทำความเข้าใจแล้วทุกคนก็ปรับจูนเข้าตรงกัน

l มองพัฒนาการของระบบการศึกษาไทยอย่างไรบ้าง? :

ผมมองว่าเราเข้าใจว่าเราต้องทำอะไรหลายๆ คน ก็ได้เอาทฤษฎีมาวางแผน มาใช้ มีการแนะนำ มีการเทรน (Train-ฝึกอบรม) อยู่ตลอดเวลา แต่ว่าไม่ได้มีการเทรนทั่วทั้งประเทศให้มีความเข้าใจไปในแนวทางเดียวกัน “สมมุติว่า เราบอกว่าเพิ่มเวลารู้ ลดเวลาเรียน ให้เด็กออกมาอยู่นอกห้องมากขึ้น ออกมาแล้วทำอะไรก็ยังไม่ชัด” เป็นการที่เราพูดกัน แต่พอถึงเวลาอธิบาย เราไม่ได้อธิบายให้ทุกคนรับฟังไปในแนวทางเดียวกัน

เพราะศธ. เป็นองค์กรใหญ่ ครู 4-5 แสนคน เราจะไปบอกว่าในแต่ละช่วงชั้น เวลาให้เด็กออกมานอกห้องเรียนแล้วจะให้เด็กทำอะไร เราไม่ได้บอก แต่ต่อไปเทคโนโลยีจะบอกให้ได้ หลังจากที่เราวางแผนไว้แล้ว เช่น บอกวิธีให้เด็กออกมาใช้ความรู้ หรือมาแสดงฝีมือนอกห้องเรียนต้องทำอย่างไร ในแต่ละช่วงขั้น ก็จะทำให้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในเรื่องของการขับเคลื่อน การรับรู้ การสร้างองค์ความรู้ให้เด็กมากขึ้น

l การบริหารในกระทรวงศึกษาฯ ยังมีอะไรติดขัดและต้องปรับเปลี่ยน :

ผมอาจจะมองว่ายังมีคนที่อึดอัดกับแนวทางอยู่บ้าง เพราะผมไม่ได้สนใจ ไม่มีประโยชน์ทับซ้อนอะไรทั้งนั้น ในการตัดสินใจอะไรทุกอย่าง ผมเบสออน (Base On) ข้อมูลที่ผมมี ตอนที่ผมคัดเลือกผู้บริหารที่จะขึ้นมาระดับสูงสุด เทียบเท่าซี 11 ผมไม่ได้ตัดสินใจทันที ทั้งที่เป็นสิทธิของผมที่ตัดสินใจได้ทันที

แต่ผมก็เชิญคนที่สนใจจะได้รับการเลื่อนขั้นและมีความเหมาะสมในเรื่องของอายุงานต่างๆ มาคุยเพื่อฟังวิสัยทัศน์ หลังจากที่ผมฟังแล้วจึงค่อยตัดสินใจ มีหลายคนบอกว่าไม่เหมือนอย่างที่คิด ไม่ได้เตรียมไว้ แปลกใจว่าทำไมเลือกคนนี้ แต่ทุกคนที่ผมเลือกเบสออนความสามารถของเขาที่จะตอบสนองนโยบายที่เราวางเอาไว้และผมก็ไม่สนใจว่าจะเคยขึ้นมาในช่วงเวลาใด ทำงานอยู่กับใคร

l เรื่องของขวัญกำลังใจบุคลากรครูทั้งเรื่องการบรรจุไม่บรรจุและการสรรหา? :

ผมมองว่าคุณครูเขามีความกังวลว่า ถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงมาก แนวทางในอนาคต ผลตอบแทน โอกาสที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งให้มากขึ้นจะขาดความชัดเจนหรือไม่ ซึ่งผมยืนยันว่า ต่อให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ผมคำนึงถึงโอกาสและสิทธิความก้าวหน้าของทุกคน ฉะนั้น ผมไม่ตัดสิทธิตรงนั้น รูปแบบการทำงาน ตำแหน่งหน้าที่อาจจะมีเปลี่ยนไปบ้าง แต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าด้อยค่าไปกว่าเดิม หรือรู้สึกว่าจะขาดโอกาสที่จะเจริญเติบโต ไม่มีแน่นอน

เพียงแต่เขายังไม่ทราบว่าแนวทางที่ผมคิดนั้นคืออะไร เพราะผมก็ยังตอบไม่ได้ เพราะผมต้องรอคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปกระทรวงศึกษาธิการเสนอเรื่องมาก่อน และหลังจากนั้นเมื่อเราสุมหัวกันแล้ว ผมมั่นใจว่าเราสามารถรักษาสิทธิของทุกคน รักษาโอกาสของทุกคนได้แน่นอน ตำแหน่ง ชื่อ อาจจะเปลี่ยนไป แนวทางอาจจะเปลี่ยนไป แต่ผมรับรองว่าไม่มีใครที่จะมีความรู้สึกว่าตั้งแต่รัฐมนตรีนี้เข้ามาแล้วเขาเสียสิทธิ เสียโอกาส

l ภายใต้งบประมาณปี 2563 ศธ.จะเดินไปจุดนี้ได้หรือไม่ :

ผมต้องมีการสับเปลี่ยนโยกย้ายอยู่พอสมควร ถึงขนาดต้องบอกว่างดเดินทางไปต่างประเทศ งดอบรมสัมมนา งดจัดอีเว้นท์ที่ใช้เงินแพงๆ เพราะเมื่อลดและงดส่วนนี้ลงแล้ว ก็จะมีเงินมารวมอยู่ในกองหนึ่ง ก็จะนำมาพัฒนาเทคโนโลยี พัฒนาครูเรื่องภาษาต่างประเทศ และพัฒนาสิ่งที่ยังเป็นรูโหว่อยู่ แต่งบประมาณปี 2564 ผมวางไว้ชัดเจนว่า การพัฒนาเรื่องภาษาต่างประเทศ ต้องมี พัฒนาเรื่องดิจิทัล ต้องมีปรับหลักสูตรการสอน ต้องมี ลงทุนอุปกรณ์สำคัญๆ โดยเฉพาะในส่วนของอาชีวะฯ ต้องมี

l เรื่องการยุบหรือควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก เป็นอีกประเด็นที่มีข้อถกเถียงกันมาหลายยุคสมัย ท่านมีความเห็นอย่างไร? :

เรื่องการควบรวมโรงเรียน ผมไม่ได้สนใจว่ามี 5 โรงเรียน 500 โรงเรียน หรือ 5 หมื่นโรงเรียน ตราบใดที่โรงเรียนนั้นมีคุณภาพ สมกับการที่เราควรจะพัฒนาไปสู่ศตวรรษที่ 21 ถ้าโรงเรียนไม่มีคุณภาพเราต้องกระจายงบประมาณเป็นเบี้ยหัวแตก แล้วโรงเรียนจะมีคุณภาพได้อย่างไร และผมก็ยังไม่เห็นเลยว่าถ้าหากมีการควบรวมจริงๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้น วิธีการควบรวมจะเป็นอย่างไร คิดไปเองทั้งนั้น

“แต่ถ้าจะมีการควบรวม ซึ่งขณะนี้ผมก็ยังไม่ได้บอกว่าจะมีการควบรวมนะ ถ้าหากจะมีการควบรวมจริงมีแต่ได้ประโยชน์ทุกคน คนที่อาจจะเสียประโยชน์มากที่สุดคือผู้อำนวยการโรงเรียน แต่เขาก็ยังไม่ทราบว่าผมจะมีแนวทางอย่างไร และผมว่าประมาณ 5,000 โรงเรียน จาก 15,000 แห่ง ที่เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่มีวันจะถูกควบรวม และเมื่อเราเห็นภาพชัดเจนแล้ว ขณะนี้มีจำนวน 3,100 แห่ง ที่เห็นภาพชัดเจนแล้วก็มีแต่จะใส่งบประมาณเพิ่ม ณ ขณะนี้ให้รายหัวเฉลี่ยแล้วหัวละกว่า 40,000 บาท สำหรับโรงเรียนในสังกัด สพฐ.

แต่ถ้าโรงเรียนเล็กที่มีบุคลากรไม่พอ ณ ขณะนี้ได้ค่าใช้จ่ายรายหัว หัวละ 4 หมื่นกว่าบาทผมรับรองเลยว่าตัวเลขนี้จะขยับเป็นหัวละเกือบแสนหรือเกิน 1 แสนบาท เพราะมีความจำเป็นต้องพัฒนาการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กให้เท่าเทียมกับโรงเรียนอื่น เราทิ้งเขาไม่ได้ และเราจะให้น้อยกว่าคนอื่นก็ไม่แฟร์ ฉะนั้น จะเห็นการปรับงบประมาณเข้าไปสู่โรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่มีโอกาสควบรวม ที่อยู่ตามเกาะแก่ง บนดอย บนดอยสูง หรือตามชายขอบต่างๆ อย่างแน่นอน ความสำคัญของเด็กสำคัญที่สุดและเท่าเทียมกันในเรื่องของการศึกษาขั้น
พื้นฐาน”

การศึกษาพื้นฐานไม่ใช่จัดแบบขอไปที “การศึกษาขั้นพื้นฐานที่ผมมองไว้คือ การศึกษาพื้นฐานที่สามารถทำให้เด็กที่อยู่ไกลได้รับความรู้ใกล้เคียงกับเด็กที่อยู่ในเมือง”เป้าหมายของผมคือ เด็กที่อยู่ต่างจังหวัดไม่ต้องดิ้นรนเข้ามาหาโรงเรียนใหญ่ๆ ในเมือง เขาจะต้องคิดว่าถ้าหากเขาเรียนในพื้นที่เขาที่ไม่ว่าจะเล็กขนาดไหนแต่คุณภาพเขาได้เท่าโรงเรียนในเมือง และอาจจะได้ประโยชน์มากกว่าเพราะโรงเรียนอยู่ใกล้บ้าน เขาไม่ต้องเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ หรือในเมือง นี่คือเป้าหมายของผมที่มองเรื่องโรงเรียนคุณภาพ

ผมมั่นใจว่าถ้าให้ระยะเวลาในการทำตรงนี้และมีการจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม เราทำได้แน่นอน เพราะไม่ใช่ว่าเราทำแค่ใน ศธ. ตอนนี้มีเอกชนพร้อมเข้ามาช่วยจำนวนมาก นานาชาติก็เริ่มมองแล้วว่าประเทศไทยกำลังจะปรับกระทรวงศึกษาฯ ผมไปพูดในหลายๆ เวที พูดถึงแนวทางการรัดเข็มขัดตัวเอง มีแนวทางชัดเจนจากผู้นำของประเทศ มีความกล้าที่จะตัดสินใจในสิ่งที่ล้าสมัย ต้องใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีต่างๆ เขาเชื่อมั่นเลยว่าถ้าหากทำได้จริงไทยจะเป็นประเทศชั้นนำในอาเซียนและเอเชีย ดีไม่ดีเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของโลกด้วยซ้ำ

l มองคุณภาพของเด็กนักเรียนไทยอย่างไร :

ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมแปลกใจ ผมเคยไปดูในบริบทที่ผมไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ศธ. เข้าไปในโรงเรียนโดยที่ผมไม่ได้บอก “ผมรู้สึกว่าเด็กไทยถ้าให้โอกาสเขา เขากล้าแสดงออก เขามีความคิดความอ่าน แต่เราไปจำกัดกรอบเขาไว้” หลักสูตรนี้ เครื่องมือนี้คุณต้องทำแบบนี้ แต่ไม่ได้ถามเขาต่อว่า แล้วถ้าไม่ทำอย่างนี้ ทำอะไรได้อีก ก็มีที่เปิดโอกาสให้เขาคิดบ้าง แต่ยังไม่ได้เปิดกว้าง

“ผมคิดว่าถ้าให้เขามีโอกาสมาเล่นนอกห้อง ได้มาแสดงความสามารถของเขาอย่างจริงจัง ผมว่าเด็กไทยไปไกลได้มากกว่านี้” และผมรู้สึกเลยว่าเด็กไทยไม่ได้แตกต่างไปกว่าเด็กที่อเมริกา อังกฤษ หรือประเทศที่เจริญแล้ว ผมกลับมานั่งคิดก็จริง จะแตกต่างได้อย่างไรเด็กเราเกิดมามีสิบนิ้วเหมือนกัน มีมันสมองเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับเราใส่อะไรลงไปให้เขาเท่านั้นเอง เรายังไม่ได้ใส่อาวุธให้เขาไปอย่างเต็มที่ และไม่ได้รับอาวุธที่เขามีอยู่ ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำผ่านครู ผ่านหลักสูตรการเรียนการสอน ผ่านการสร้างทักษะต่างๆ

l ทำงานผ่านไป 4 เดือนแล้ว ท่านมีการวางแนวทางการทำงานอย่างไร และทำอะไรไปแล้วบ้าง? :

ผมดูโครงสร้างที่เป็นปัญหาอยู่ก่อนว่า การศึกษาไทยจะขับเคลื่อนได้

1.ครูคือเรื่องที่สำคัญที่สุด ฉะนั้น องค์ประกอบที่เกี่ยวกับครู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลตอบแทน การเข้าสู่ตำแหน่งที่เติบโตขึ้นวิทยฐานะ หนี้สิน การเรียนการสอน การฝึกอบรมโดยเฉพาะการให้ครูมีเวลาอยู่กับเด็ก ซึ่ง 5-6 ปัญหานี้ทำให้ครูไม่สามารถนำพาความเหมาะสมเข้าสู่การเรียนการสอนเด็กได้

2.เรื่องของดิจิทัลและเทคโนโลยี ศธ.จะเป็นกระทรวงที่นำเรื่องนี้ เพราะการศึกษาขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา วันนี้ผมยังคิดว่าเราล้าหลังเรื่องดิจิทัล หรือเรื่องเทคโนโลยี แต่ก็ไม่เป็นไรเราต้องใช้เวลาในการทำ

และ 3.เรื่องของงบประมาณ งบประมาณที่มองดูแล้วเหมือนเยอะ แต่เป็นงบประมาณที่เรายังไม่ได้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ยังมีความทับซ้อนกันอยู่ ยังมีการนำไปใช้ในที่ที่ไม่เหมาะสม และที่สำคัญที่สุด ยังไม่ได้กระจายเข้าไปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของการศึกษาประเทศไทยนี่คือ 3 เรื่องใหญ่ๆ ที่ผมได้มาดู และได้มีการวางแผนแล้ว

อย่างเรื่องหนี้สินของครู ก็มีทีมงานเข้ามาดูว่าเราจะทำอย่างไร เราตั้งธนาคารเพื่อการศึกษาลดตรงนี้ได้ไหม และดูเรื่องหลักสูตร เรื่องเทคโนโลยีก็เตรียมทำแล้วโดยเฉพาะอินเตอร์เนตหากการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบต่างๆ ทุกโรงเรียนประมาณร้อยละ 90-95% ของโรงเรียนในประเทศไทยน่าจะมีการเชื่อมต่ออินเตอร์เนตได้ในทุกห้องเรียนที่สำคัญๆ เช่น ห้องประชุม ห้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ห้องเรียนภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ ซึ่งที่ผ่านมาโรงเรียนมีอินเตอร์เนตแต่ส่วนใหญ่เข้าไปอยู่ที่ห้อง ผอ.โรงเรียน ซึ่งเด็กไม่ได้อะไร

l ว่ากันว่า กระทรวงศึกษาธิการ พอเปลี่ยนรัฐมนตรีที นโยบายกระทรวงก็เปลี่ยนที ท่านมองเรื่องนี้อย่างไร? :

ตรงนี้ก็เป็นปัญหา ค่าเฉลี่ยของคนที่มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯก็ประมาณ 11 เดือน ผมใช้ไป 4 เดือนแล้ว เหลืออีก 7 เดือน ตรงนี้ก็เป็นปัญหาหนึ่ง เราวางนโยบายแต่ถ้าไม่ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน แน่นอนทุกคนก็ต้องเปลี่ยน คนที่มาเป็นผู้บริหารก็ต้องเปลี่ยนตามตนเองคิด

“ผมถึงมองว่าถ้าเราทำให้การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ จะพูดว่าเป็นวาระแห่งชาติหรือไม่พูดก็แล้วแต่ ก็จะทำให้การเปลี่ยนแปลงลงน้อยลง ยกตัวอย่างเช่น ผมพยายามเชิญฝ่ายค้านมาร่วมแสดงความคิดเห็นว่า ณ ขณะนี้อาจจะปรับโครงสร้างแบบนี้นะ เห็นด้วยหรือไม่ ณ ขณะนี้จะมีการผลักดันเรื่องภาษาอังกฤษแบบนี้ มีการผลักดันเรื่องดิจิทัล จะให้หรือไม่ให้คอมพิวเตอร์แท็บเลต แล็ปท็อป ก็ต้องมานั่งคุยกัน”

เพราะถ้าผมบอกว่าคอนเทนท์เราพร้อมแล้ว เราให้แล็ปท็อปเด็ก เด็กสามารถเอาไปใช้ได้ แต่พอเปลี่ยนรัฐมนตรีอีกชุดหนึ่งก็เปลี่ยนไปใช้แล็ปท็อปอีกแบบหนึ่ง มันก็เดินกันไปไม่ได้ ตราบใดที่เราพูดกันว่าสิ่งที่แล็ปท็อปต้องมีไวเลต ไวไฟ มี 4G เพื่อเด็กจะได้ใช้ และเครื่องต้องมีความแข็งแรง มีราคาที่เหมาะสมย่อมเยา ราคา 6,000 ก็ใช้ได้แล้ว ไม่ใช่พออีกรัฐมนตรีหนึ่งมาบอกว่าจะซื้ออีกลอตหนึ่ง เพราะซื้อได้ในราคาและส่วนแบ่งที่ดีกว่ามากกว่าอะไรก็แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นอย่างนี้ตลอด

l มั่นใจมากน้อยเพียงใดว่า ในช่วงที่เป็นรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการจะปรับเปลี่ยนตามที่ตั้งใจและวางแผนการดำเนินงานเอาไว้ :

ถ้าผมมีเวลาผมมั่นใจ แต่เวลาผมไม่ได้บอกเวลาว่าอีก 4 ปี 5 ปี 10 ปี ขอเวลาผมสัก2 ปี ผมคิดว่าในรากฐานของโครงสร้าง การวางรากฐานของการศึกษาไทย แต่ว่าต้องมีการสนับสนุนงบประมาณที่เหมาะสม โดยที่ผมให้ความมั่นใจว่าเงินเหล่านั้นไม่ได้สูญเสียหายไปไหน ผมมั่นใจว่าเราพลิกการศึกษาไทยได้

เวลาเฉลี่ย 11 เดือนไม่พอถามว่า 11 เดือนทำไมถึงไม่พอ ถ้าเขารู้ว่า 11 เดือนจริงๆ ผมว่าผู้บริหารกระทรวง คนที่อยู่ในกระทรวงก็จะไม่กล้าทำ จะไม่กล้าเปลี่ยน จะไม่กล้าผลิต แต่ถ้าเขาดูแล้วมีความมั่นใจว่าอันนี้อาจจะอยู่ได้สักพักหนึ่งผมว่าเขาจะกล้าทำ ผมจึงเร่งทำในหลายๆ เรื่องผมบอกว่าอย่าเสียเวลารอไม่ต้องรอแล้ว ทฤษฎีเรารู้มาหมดแล้วจะทำแบบฟินแลนด์ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เรารู้หมดแล้วเหลือแต่ปฏิบัติว่าเราจะเอาอันไหนมาปฏิบัติเท่านั้นเอง

“แล้วเราก็ไม่สามารถก๊อบปี้ (Copy-เลียนแบบ) ได้หมด เพราะบริบทของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน เราเอาสิ่งดีๆ มา ผสมผสานแล้วเรามาทำ ฉะนั้นผมก็มั่นใจระดับหนึ่ง”!!!

กรมชลฯสั่งเฝ้าระวัง44จุดเสี่ยงน้ำท่วมใต้ ผนึกกำลังเพิ่มประสิทธิภาพคลอง9จังหวัด

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.
 
นายปริญญา สัคคะนายก ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 15 รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 16 กรมชลประทาน เปิดเผยสถานการณ์ฝนในภาคใต้ตอนล่าง 4 จังหวัดคือ สงขลา พัทลุง ตรัง และสตูลว่า ฝนตกแต่ละครั้งติดต่อกันเพียง 2-3 ชั่วโมงจึงยังมีปริมาณฝนรวมต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ทำให้สถานการณ์น้ำท่าอยู่ในการควบคุม แม้ที่จ.พัทลุง จะมีฝนตกบางวันมากถึง 160 มิลลิเมตร เกิดเหตุน้ำท่วมเล็กน้อยบริเวณที่ลุ่ม
 
“กรมชลประทานเตรียมพร้อมก่อนเข้าฤดูฝนภาคใต้ทุกปี โดยร่วมกับท้องถิ่น เทศบาล ระดมเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองต่างๆ ด้วยการกำจัดขยะ วัชพืช และสิ่งกีดขวาง 40 สายใน 4 จังหวัดดังกล่าว ระยะทางรวม 110.72 กิโลเมตร พร้อมกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงน้ำท่วม 16 จุดคือที่จ.พัทลุง ได้แก่ ประตูระบายน้ำท่าแนะ ชุมชนกุโบ บ้านโคกยา พื้นที่บริเวณขอบทะเลสาบในเขตอำเภอเมืองพัทลุง จ.สงขลา ได้แก่ พื้นที่เศรษฐกิจเทศบาลนครหาดใหญ่ ชุมชนริมคลองธรรมชาติ อ.หาดใหญ่ คาบสมุทรสทิงพระ ตรัง ได้แก่ ตลาดนาโยง วัดท่าจีน ตลาดเทศบาลตำบลย่านตาขาว และสตูล ได้แก่ เขตอำเภอควนโดน อำเภอเมือง อำเภอละงู อ.ทุ่งหว้า อำเภอมะนัง และ อำเภอท่าแพ”ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 15 กล่าว

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังมีแผนติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 113 เครื่อง โดยติดตั้งแล้ว 65 เครื่อง และแผนติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 115 เครื่อง ติดตั้งแล้ว 6 เครื่อง ในพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว พร้อมเตรียมเครื่องจักรเครื่องมืออีกกว่า 418 หน่วย ประจำการที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ อำเภอหาดใหญ่ สำหรับการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองหาดใหญ่ระยะที่ 2 อยู่ระหว่างดำเนินการต่อเนื่อง โดยปรับปรุงคลองระบายน้ำเดิมให้มีประ สิทธิภาพระบายน้ำได้มากขึ้น 3 เท่าตัว จากเดิมเคยระบายน้ำได้ 465 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เป็น 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาทีผลงานความก้าวหน้าร้อยละ 70 คาดว่าโครงการฯ จะแล้วเสร็จปลายปี 2563

ส่วนการเตรียมความพร้อมในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 15 ซึ่งดูแลภาคใต้ตอนกลางได้เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝนเช่นกัน โดยกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังคือ จ.สุราษฎร์ธานี บริเวณเทศบาลตลาดไชยา ที่ลุ่มริมแม่น้ำตาปี พื้นที่โครงการฝายทองท่าทอง จ.พังงา 4 จุด เช่น เทศบาลเมืองตะกั่วป่า เทศบาลตำบลคุระบุรี จ.ภูเก็ต 5 จุด จ.กระบี่ อีก 4 จุด และ จ.นครศรีธรรมราช 11 จุด รวมเครื่องจักรเครื่องมือที่พร้อมเข้าปฏิบัติการ 350 หน่วย พร้อมกันนี้จังหวัดสนับสนุนติดตั้งสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อให้ปฏิบัติการสูบน้ำออกทำได้รวดเร็วขึ้น และกำจัดสิ่งกีดขวางในลำน้ำธรรมชาติสายหลัก คือ คลองคูพาย คลองนครน้อย คลองป่าเหล้า คลองสวนหลวง และคลองท่าชัก กำจัดวัชพืชไปทั้งสิ้น 7,163 ตัน คิดเป็น 100% ของวัชพืชทั้งหมดในลำน้ำ

สวยมาก! 'Zozibini Tunzi'จากSouth Africa คว้ามงกุฎMiss Universe 2019

สวยมาก! 'Zozibini Tunzi'จากSouth Africa คว้ามงกุฎMiss Universe 2019

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 10.19 น.

สิ้นสุดการรอคอยสำหรับการการประกวด Miss Universe 2019 รอบตัดสิน (Final Competition) ในวันนี้ ตัวแทนประเทศไทย ฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น ทำดีได้ใจ เข้าถึงรอบลึก 5 คนสุดท้าย (Top 5)

ส่วนผู้ครอบครองตำแหน่ง Miss Universe คนที่ 68 และสวมมงกุฎอันเลอค่าโฉมใหม่ The Power of Unity ออกแบบและสนับสนุนโดย MOUAWAD แบรนด์แฟชั่นจิวเวลรี่ชั้นนำระดับโลก มูลค่ากว่า 5 ดอลลาร์สหรัฐหรือราว 150 ล้านบาทไทย ได้แก่ สาวสวย เก่ง และมีจุดยืนที่โดดเด่น Zozibini Tunzi อายุ 26 ปี ประเทศแอฟริกาใต้

ส่วนรองอันดับ 1 Miss Universe 2019 ได้แก่ Madison Anderson อายุ 24 ปี ประเทศเปอร์โตริโก และ รองอันดับ 2 Miss Universe 2019 ได้แก่ Sofía Aragón อายุ 25 ปี ประเทศแม็กซิโก

 

 
 
‘ภูชี้ฟ้า’ อุณหภูมิ 0 องศา นทท.แห่ชม ‘แม่คะนิ้ง’

‘ภูชี้ฟ้า’ อุณหภูมิ 0 องศา นทท.แห่ชม ‘แม่คะนิ้ง’

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.21 น.
 
 
9 ธันวาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศทั่วไปที่ จ.เชียงราย ยังคงมีความหนาวเย็น โดยอุณหภูมิต่ำสุดบริเวณพื้นราบเขต อ.เมืองเชียงราย พบว่าวัดได้ต่ำถึงประมาณ 5 องศาเซลเซียส ใกล้เคียงกับบริเวณยอดดอยทั่วไป แต่ขณะที่ภูชี้ฟ้า ต.ตับเต่า อ.เทิง และ ต.ปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว โดยพบว่าอุณหภูมิช่วงเข้าลดต่ำลงเหลือเพียง 0 องศาเซลเซียส และในปีนี้พบว่าได้เกิดน้ำค้างแข็งเกาะยอดหญ้า หรือ แม่คะนิ้งไปทั่วบริเวณ
 

 

ขณะที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวยังคงเดินทางไปเยือน จ.เชียงราย อย่างต่อเนื่องเพื่อสัมผัสความหนาวเย็นและไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญๆ โดยที่อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ) ต.โป่งผา อ.แม่สาย ทางนายกวี ประสมพล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงฯ ได้ให้บริการนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนจำนวนประมาณ 10,474 คน โดยไปเยือนถ้ำหลวงจำนวน  7,833 คน และขุนน้ำนางนอนจำนวน2,641 คน ทั้งนี้ปัจจุบนอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงฯ ได้มีการติดไฟส่องสว่างภายในถ้ำหลวงให้มีความงดงามกว่าเดิมโดยเป็นไฟแรงดันต่ำบริเวณโถงที่ 1 ด้วย (ภาพภายในถ้ำจาก Cr.เฟสบุ๊คคุณชายเนียบ)

 

 

 

ด้านนายประจญ  ปรัชสกุล ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย กล่าวว่า ปีนี้พบว่าสภาพอากาศหนาวเย็นลงอย่างรวดเร็วทางจังหวัดเองจึงได้ประกาศแจ้งเตือนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในการสอดส่องดูแลเรื่องภัยหนาวอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการจุดไฟเพื่อผิงสำหรับบรรเทาความหนาวไม่ให้เกิดการลุกลามจนเกิดปัญหาไฟไหม้ได้ ขณะเดียวกันได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ช่วยดูแลประชาชนและอำนวยควมสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะบนเขาสูงซึ่งอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้แล้ว.

 ..........................................................................
 
9 ธันวาคม 2562
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน