*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5674
  • จำนวนผู้ชม : 3392052
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< ธันวาคม 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 328 , 16:31:59 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดึครับ

          ธนาธรู้ตัวว่าไปไม่รอด พรรคอนค.อนาคตใหม่กลายเป็นพรรคหมดอนาคต แล้วตัวเองจะทำงานการเมืองทางภาก็ไม่ได้อีกด้วย

จึึงต้องใช้ถนนบ้าง ที่สาธารณะบ้างเป็นที่ทำงานการเมืองของตัว แล้วบางทีก็ปลุกระดมคนให้ปั่นป่วนกันไปโดยอะไรจะเกิดก็เกิดไป ขอ

ให้สาแก่ใจตัวเองก็พอ ทั้งนี้ หากทำผิดกฎหมายจนถูกจับยัดคุก ก็โวยวายว่าผู้มีอำนาจกลั่นแกล้งไปโน่น

'บิ๊กตู่'ประกาศลั่น!! ปราบยาเสพติด'จนกว่าจะตายไปข้าง' ขู่ฟันไม่เลี้ยงจนท.รัฐมีเอี่ยว

          พาดหัวข่าวข้างบนทำให้นึกไปถึงสมัยรัฐบาลทักษิณ ที่นโยบายปราบยาเสพติดสมัยนั้นทำให้มีคนตายไปกว่า 2 พันคน แล้วยัง

จับยัดคุกแบบเหวี่ยงแห คนดีก็พลอยติดร่างแหไปด้วย

วันนี้ในอดีต

1 ก.พ.2546 "ไม่คุกก็วัด"  ทักษิณ ระเบิดสงครามกับยาเสพติด

1 กุมภาพันธ์ 2562 - 02:00 น.
ทักษิณ ชินวัตร,ประกาศสงครามกับยาเสพติด

จำได้มั้ย วาระแห่งชาติประกาศสงครามขั้นแตกหักเพื่อเอาชนะยาเสพติด ชนิด "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" ถึงขนาดเคยการจัดพิธีเผาหุ่นสาปแช่งคนค้ายามาแล้ว!

          ต้องบอกเลยว่า แนวทางในการจัดการยาเสพติด ของ รัฐบาล ดร. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เรียกกันว่า “การประกาศทำสงครามกับยาเสพติด” ได้ใจคนไทยไปไม่น้อย เพราะนี่สะท้อนถึงความเด็ดขาดเอาจริงเอาจังกับปัญหายาเสพติด ยาบ้า ที่เกาะกินสังคมไทยเป็นมะเร็งไม่หายขาดมาเนิ่นนาน      

          แถมยังถือเป็นวาระแห่งชาติในการประกาศสงครามขั้นแตกหัก เพื่อเอาชนะยาเสพติดชนิด “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ถึงขนาดเคยการจัดพิธีประกาศสงครามขั้นแตกหัก จัดพิธีเผาหุ่นสาปแช่งประชาชนผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ต่างจังหวัดมาแล้ว

12 ปีสงครามยาเสพติด ... หลงทิศ-ผิดทาง?

  • วันที่ 10 มี.ค. 2558 เวลา 19:16 น.

12 ปีสงครามยาเสพติด ... หลงทิศ-ผิดทาง?

เรื่อง...อินทรชัย พาณิชกุล 

หลังจากที่รัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศสงครามกับยาเสพติด เมื่อปี 2546 ส่งผลให้มีการปราบปรามอย่างเด็ดขาด บรรดามาเฟียขาใหญ่ นักค้ารายย่อย ยันขี้ยาก้นซอย ถูกกวาดเข้าคุกกันถ้วนหน้า 

บัดนี้ผ่านมา 12 ปี สถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดยังทวีความรุนแรงต่อเนื่อง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นโยบายบำบัดรักษาล้มเหลวไม่เป็นท่า เรือนจำทุกแห่งแออัดยัดเยียดจนแทบไม่มีที่ว่างเหลือให้นักโทษรายใหม่ ชัยชนะที่รัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าตั้งเป้าไว้กลายเป็นเพียงความฝันลมๆแล้งๆ

วาทกรรมผลิตซ้ำ ใครยุ่งเกี่ยว=โทษหนักสถานเดียว

ข่าวคราวเกี่ยวกับยาเสพติดที่ปรากฎตามสื่อต่างๆตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ภาพการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดพร้อมของกลางกองมหึมาปานภูเขา ชายคลุ้มคลั่งใช้มีดจี้คอตัวประกัน สิบล้อตีนผีคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์บนท้องถนน จนถึงโจรผู้ร้ายที่ก่อเหตุอาชญากรรมเพื่อนำเงินไปซื้อยาเสพติด ทั้งหมดตอกย้ำให้เห็นว่ายาเสพติดคือภัยร้ายหมายเลขหนึ่งของสังคม ส่งผลให้รัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าประกาศนโยบายต่อสู้กับสงครามยาเสพติดอย่างจริงจัง ภายใต้แนวคิด 'ความไม่สามารถอดทนได้ต่อปัญหายาเสพติด' (Zero Tolerance) และ 'ลงโทษอย่างรุนแรง' (Punitive Approch)

จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนผู้ติดยาเสพติดสูงถึง 2 ล้านคน คดียาเสพติดที่เข้าสู่กระบวนการชั้นศาลในปี 2557 ที่ผ่านมามีมากถึง 3.6 แสนคดี จำนวนผู้ต้องขังคดียาเสพติดทั่วประเทศ 302,502 คน สะท้อนถึงความล้มเหลวของนโยบายยาเสพติดที่เน้นการเร่งรัดปราบปรามมากกว่าป้องกัน ที่สำคัญขาดการแยกแยะ ไม่ต่างจากหว่านแหจับปลาทุกตัวที่ขวางหน้า ไม่เว้นแม้แต่ปลาซิวปลาสร้อย

"ผมโทษความไม่รู้ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้ทรงอิทธิพลทางการเมือง บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายที่รู้ไม่จริง รู้ไม่ครบ ใช้นโยบายกำปั้นเหล็กที่คิดแต่ว่าจะต้องใช้ยาแรง เอาประหารชีวิตหมด เอามาติดคุกให้นานๆ นโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างรุนแรงด้านเดียวก็เหมือนการใช้แหตาถี่ๆที่หวังจะจับปลาใหญ่ แต่กลับได้แต่ปลาเล็กปลาน้อยเข้าเรือนจำเป็นจำนวนมาก คนใช้ยาชั่วครั้งชั่วคราว หรือพวกพ่อค้ารายย่อยที่ควรนำเข้าระบบบำบัดฟื้นฟูกลับถูกเจ้าหน้าที่เบี่ยงเบนเข้าสู่คดีอาญาเพื่อสร้างผลงาน สุดท้ายทำให้เกิดคดีความล้นศาล ผู้ต้องขังแน่นคุกยิ่งกว่าปลากระป๋อง แถมยังลากเอาผู้หญิงและเด็กเข้าไปติดร่างแหด้วย"

ช่องโหว่ของกฎหมายยาเสพติด

"กฎหมายยาเสพติดที่ล้าหลังนั่นแหละเป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม"

ถ้อยคำประชดประชันของอดีตผู้ติดยาเสพติดรายหนึ่งซึ่งผันตัวมาทำงานภาคประชาสังคม หลายฝ่ายสนับสนุนให้มีการทบทวนแก้กฎหมายพรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522

"ฐานความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่สำคัญในขณะนี้มีอยู่ 6 ฐาน คือ ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย ครอบครอง และ เสพ ยกตัวอย่างนิยามคำว่า "นำเข้า" กฎหมายระบุว่ามียาเสพติดนำเข้ามาในประเทศก็ถือว่านำเข้าแล้ว มีอยู่คดีหนึ่งที่หญิงสาวชาวไทยข้ามไปซื้อยาบ้าจากฝั่งลาวเพราะราคาถูก ซื้อมาเม็ดครึ่ง เก็บไว้เสพเองหนึ่งเม็ด แบ่งขายให้เพื่อนครึ่งเม็ด ปรากฎว่าถูกจับและตัดสินลงโทษจำคุก 25 ปี ฐานนำเข้ายาเสพติดเพื่อจำหน่าย แถมยังโดนตราหน้าว่าเป็นขบวนการค้ายาข้ามชาติ ถามว่าแค่ 1-2 เม็ดมันจะเป็นขบวนการค้ายาได้ยังไง ถ้านำเข้าแล้วไม่มีนัยสำคัญต่อการแพร่กระจายของยาเสพติดก็ไม่น่าจะลงโทษในความผิดฐานนำเข้าซึ่งรุนแรงมาก ตรงนี้คือดุลยพินิจการพิจารณาคดีที่ไม่คำนึงสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน

ภายใต้วาทกรรมยาเสพติดที่ครอบงำมานานหลายสิบปี ทำให้ผู้พิพากษาบางคนสุดโต่งตีความตามลายลักษณ์อักษรเป๊ะ ทั้งที่ในการทำคดีต้องมองสถานการณ์ในมิติอื่นๆด้วย ขณะที่ผู้พิพากษาบางคนตัดสินอย่างผ่อนปรนตามบริบทความเป็นจริง สั่งปรับ สั่งคุมประพฤติแทนการลงโทษจำคุก กลับถูกประณามว่าไม่ยอมยึดตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด

อีกช่องโหว่หนึ่งที่ทำให้คนจำนวนมากถูกจับส่งเข้าเรือนจำ ทั้งที่สามารถเบี่ยงเบนคดีได้ นั่นคือ ผู้ที่อยู่ในข่ายต้องได้รับการบำบัดรักษาตามพรบ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 เช่น ผู้ถูกจับกุมฐานเสพยาเสพติด ผู้ค้ารายย่อย แต่ด้วยปัญหาที่เจ้าหน้าที่รัฐบางคนจงใจหลีกเลี่ยงโดยนำตัวเข้าสู่คดีอาญา เพื่อแลกกับผลประโยชน์ ชาวบ้านไม่รู้สิทธิทางกฎหมาย รวมถึงกระบวนการเข้าสู่ระบบบำบัดที่ยุ่งยากซับซ้อนไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหานักโทษล้นคุกอย่างเช่นทุกวันนี้"เป็นมุมมองน่าสนใจของ นวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

สอดคล้องกับความเห็นของ กอบกูล จันทวโร อดีตที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส) มองว่า ความเข้มงวดในการใช้กฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกกลุ่มโดยไม่จำแนกแยกแยะ เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ

"แนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดียาเสพติด ควรแบ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดออกเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดเพื่อการหย่อนใจ ถูกจับกุมฐานครอบครองยาเสพติดจำนวนเล็กๆน้อยๆและไม่มีหลักฐานว่าติดยา คนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องได้รับโทษทางกฎหมาย อาจใช้วิธีตักเตือน จ่ายค่าปรับ ทำงานบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม 2.กลุ่มผู้พึ่งพายาเสพติด มีพฤติการณ์ติดยา ถูกจับกุมฐานมียาเสพติดไว้ในครอบครองซ้ำซาก อาจเบี่ยงเบนคดีให้เข้าสู่ระบบการบำบัดรักษา 3.กลุ่มผู้จำหน่ายให้พรรคพวก (ผู้ค้ายาระดับล่าง) กลุ่มนี้ถูกจับกุมมากที่สุดในฐานะนักค้ายารายย่อย หรือคนเดินของ พวกนี้หากถูกจับก็จะมีคนใหม่มาแทนที่อย่างรวดเร็ว อีกทั้งส่วนใหญ่ได้รับคำสั่งมาจากเบื้องบน การบังคับใช้กฎหมายที่ถูกต้องควรให้ความสำคัญในการจับกุมตัวการใหญ่มากกว่า สุดท้าย 4.องค์กรลักลอบค้ายาหรือผู้ลักลอบค้ายาเสพติดรายใหญ่ นี่คือวายร้ายตัวจริง เป็นเป้าหมายหลักในการปราบปรามลงโทษอย่างจริงจัง"

เสียงครวญจากนักโทษหญิง เหยื่อของความยุติธรรมที่บกพร่อง

เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของ นพแก้ว พิลาวงศ์ ผู้ต้องขังหญิงคดียาเสพติดเรือนจำกลางอุดรธานี แม้แต่คนที่ใจแข็งที่สุดก็ยังต้องเบือนหน้าหนีเพราะความสงสาร

นพแก้วก็เหมือนเด็กหญิงชาวลาวทั่วไปที่ยากจนข้นแค้นและด้อยโอกาสทางการศึกษา เธอตัดสินใจรับจ้างขนยาบ้าจำนวน 14 เม็ดจากฝั่งลาวข้ามมาส่งให้ลูกค้าฝั่งไทยแลกกับค่าจ้าง 2000 บาท ผลคือถูกจับกุมและตัดสินลงโทษจำคุก 25 ปี ปรับกว่า 1 ล้านบาท ฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (ยาบ้า) เข้ามาในราชอาณาจักร และหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

"ทำเป็นครั้งแรก สาเหตุที่ทำเพราะอยากได้เงิน ไม่รู้ว่ากฎหมายไทยจะแรงถึงขนาดนี้ เสียใจมาก ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้จะไม่มีทางเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเลย"หยาดน้ำตาใสๆไหลอาบแก้ม สีหน้าปวดร้าวบ่งบอกถึงความสิ้นหวังในชีวิต

ดารา สุขุม ผู้ต้องขังหญิงวัย 48 เป็นอีกรายหนึ่งที่ชะตาชีวิตพลิกผันเพราะไว้ใจคนใกล้ตัวมากเกินไป

"ถูกจำคุก 4 ปี ฐานครอบครองยาเสพติด ตอนที่ตำรวจบุกจับกำลังจูงวัวไปกินหญ้า ก่อนหน้าไม่กี่ชั่วโมงหลานชายเอากระเป๋ามาฝากไว้ในบ้านก็ไม่ได้เอะใจ ปรากฎว่าตำรวจค้นเจอยาบ้าที่ซ่อนไว้ เหมือนเป็นเวรเป็นกรรม เป็นความซวย เกิดมาไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับยา ไม่เคยจับเงินที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทุกวันนี้ฉันโกรธหลานที่สุดอย่างที่ไม่มีวันให้อภัย"น้ำเสียงเคียดแค้นกับความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อ

จากข้อมูลของกรมราชทัณฑ์ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ต้องขังหญิงทั้งหมด 44,569 คน นับว่าสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน และอันดับที่สี่ของโลก กว่า 82.65% ต้องโทษคดียาเสพติด ซึ่งจากการจับกุมดำเนินคดีส่วนใหญ่พบว่าผู้หญิงเหล่านั้นมิได้มีพฤติกรรมของบุคคลที่มีบทบาทนำ หากแต่เป็นบทบาทรองที่ใกล้ชิดกับผู้กระทำผิด เช่น อาศัยอยู่กับพ่อแม่พี่น้อง ลุง ป้า น้า อา ลูกหลาน เพื่อน คนรักที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้เสพ จำหน่าย และแหล่งผลิตยา จนทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเรื่องปกติ แม้ว่าจะไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว ทว่าเหตุการณ์บางอย่างก็นำพาให้ไปเกี่ยวข้องได้โดยไม่ตั้งใจ เช่น หญิงสาวที่นั่งติดรถไปด้วยกับคนรักซึ่งค้ายาเสพติด หรือรับสารภาพแทนสามี ลูกหลาน น้อยคนที่จะเป็นนักค้ายาอาชีพ สุดท้ายเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งต้องกลายสภาพไปเป็นนักโทษถูกคุมขังในเรือนจำหรือทัณฑสถาน ซึ่งมีการออกแบบไว้เพื่อการคุมขังผู้กระทำความผิดอาญาร้ายแรง หรือเป็นภัยต่อสังคม ปัญหาจึงเกิดขึ้นตามมามากมาย

"เหยื่อเหล่านี้มีสถานะไม่ต่างจาก "ตัวประกัน"ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ระหว่างองค์กรอาชญากรรมค้ายาเสพติดกับผู้บังคับใช้กฎหมาย" พิทยา จินาวัฒน์ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าว

ยกเครื่องนโยบายยาเสพติดครั้งใหญ่

หลายประเทศทั่วโลกต่างยกเครื่องนโยบายยาเสพติดใหม่ ซึ่งหลายแนวคิดสามารถนำไปสู่กลยุทธ์ที่มีมนุษยธรรมและมีประสิทธิผลมากกว่าการประกาศสงครามกับยาเสพติดแบบเดิมๆ

สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันมี 23 รัฐที่มีตลาดกัญชาทางการแพทย์ที่ถูกกฎหมาย และอีก 17 รัฐ ได้ลดทอนความเป็นอาชญากรรมทางคดียาเสพติดของการมีกัญชาไว้ในครอบครองสำหรับการใช้ที่ไม่ใช่เพื่อทางการแพทย์ และการปฏิรูปกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการยกเลิกการตัดสินลงโทษขั้นต่ำภาคบังคับสำหรับผู้กระทำผิดในคดียาเสพติดไม่ร้ายแรง

โปรตุเกส ปี 2001 ยกเลิกโทษทางอาญาสำหรับการมียาเสพติดทุกชนิดไว้ในครอบครองเป็นการส่วนตัว และเริ่มดำเนินนโยบายยาเสพติดที่ใช้สุขภาพเป็นศูนย์กลางมากขึ้น

เนเธอร์แลนด์ กฎหมายในปีค.ศ. 1976 นำไปสู่การพัฒนาระบบกฎหมายโดยพฤตินัยของการขายกัญชา โดยใช้สิ่งที่เรียกว่า"ร้านกาแฟ"ขายกัญชา ต่อมาได้มีแรงกดดันเพิ่มมากขึ้นจากรัฐบาลท้องถิ่นและสังคมที่จะให้มีการควบคุมทางกฎหมาย ไม่เพียงแต่การจำหน่ายปลีก แต่รวมถึงการผลิตด้วย

สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี เดนมาร์ก ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 ประเทศเหล่านี้ได้บุกเบิกพัฒนาวิธีการที่ปฏิบัติได้จริงในการลดอันตรายจากการใช้เข็มฉีดยา โดยจัดตั้งโครงการเข็มและเข็มฉีดยา โครงการบำบัดโดยการใช้สารเข้าผิ่นทดแทน โครงการบำบัดโดยใช้เฮโรอีน และสถานใช้ยาเสพติดภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐ

มอลโดวา ตั้งแต่ปีค.ศ.1999 มอลโดวาได้รับการพิจารณาว่าเป็นผู้นำโลกในการใช้มาตรการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด (Harm reduction) รวมถึงโครงการบำบัดโดยการใช้สารเข้าฝิ่นทดแทน และโครงการเข็มและเข็มฉีดยา

อิหร่าน ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา การใช้มาตรการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด รวมถึงโครงการบำบัดโดยการใช้สารเข้าฝิ่นทดแทน และโครงการเข็มและเข็มฉีดยา ได้ขยายเพิ่มมากขึ้นในประเทศ ปัจจุบันยังให้บริการดังกล่าวในเรือนจำอีกด้วย

ออสเตรเลีย ศูนย์ฉีดยาภายใต้การควบคุมทางการแพทย์แห่งชาติเมืองซิดนีย์ เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2001

เอกวาดอร์ ได้ลดทอนความเป็นอาชญากรรมทางคดียาเสพติดสำหรับการมียาเสพติดไว้ในครอบครองเป็นการส่วนตัว เมื่อปีค.ศ.1990 ต่อมาปี 2008 ได้อภัยโทษให้แก่ผู้ที่เรียกว่า "ผู้ลักลอบขนยาเสพติด" (Grug mules) หลายรายที่รับโทษอยู่ในเรือนจำ

แทนซาเนีย ค.ศ.2013 ประเทศแทนซาเนียกลายเป็นประเทศในภูมิภาคซับ-ซาฮาราที่จัดตั้งโครงการบำบัดยาเสพติดด้วยเมทาโดนแห่งชาติ

แอฟริกาตะวันตก รายงานของคณะกรรมาธิการแห่งชาติแอฟริกาตะวันตก ปีค.ศ.2014 ได้เตือนว่า "ประเทศแอฟริกาตะวันตกจะต้องไม่กลายเป็นแนวหน้าแห่งใหม่ในสงครามต้านยาเสพติด ซึ่งไม่ได้ช่วยลดการเสพยาเสพติดลง หรือทำให้ผู้ลักลอบค้ายาเสพติดต้องเลิกกิจการไป" พร้อมเสนอแนะว่า"การเสพและการมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อใช้เป็นการส่วนตัวไม่ควรถูกจัดเป็นอาชญากรรม"

กลับมาที่ประเทศไทย ความเป็นไปได้ในการปฏิรูปนโยบายยาเสพติด ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ หัวหน้าโครงการวิจัยเรื่องวาทกรรมยาเสพติด ได้เสนอแนะกลางงานเสวนาหัวข้อ "จากวาทกรรมยาเสพติดซ้ำ... สื่อมวลชนกับทางออกปัญหาคนล้นคุก" จัดโดยโครงการกำลังใจ สำนักกิจการในพระดำริพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรมว่า รัฐบาลต้องยุติสงครามยาเสพติดโดยเร็วที่สุด

"ถ้าจะสู้ต้องสู้ด้วยการให้ความรู้แก่คนในสังคม ไม่ใช่จับคนมาลงโทษ เพราะลงโทษแล้วก็ไม่หมดไป ที่สำคัญคนส่วนใหญ่ก็ไม่สมควรถูกลงโทษด้วยซ้ำ รัฐบาลต้องประกาศยุติสงครามยาเสพติด คุกล้นเพราะสงครามยาเสพติดนี่แหละ ตำรวจเองก็เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย ต้องทำให้เป็นอิสระและไม่ถูกแทรกแซงจากผู้บังคับบัญชาและนักการเมือง เพราะขั้นตอนตอนการจับกุมและทำสำนวนคดีก่อนจะถึงศาลเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้คนที่สมควรได้รับโทษจำคุกหายไปได้เยอะ ขณะเดียวกันควรหันเน้นเรื่องกระบวนการป้องกัน และบำบัดรักษา รวมถึงรื้อฟื้นคดีใหม่ทั้งหมดแล้วนิรโทษกรรมให้พวกที่เสพชั่วครั้งชั่วคราวกับค้ายาเล็กๆน้อยๆที่อยู่ในคุก ปล่อยเขากลับบ้านเถอะ เพราะพวกนี้คือเหยื่อทั้งหมด"

จรัญ ภักดีธนากุล เสนอว่า นโยบายปราบปรามผู้ผลิตและผู้ค้ารายใหญ่ยังต้องดำเนินการอยู่อย่างจริงจัง ส่วนผู้เสพและนักค้ารายย่อยที่ถือเป็นเหยื่อที่ควรได้รับการช่วยเหลือให้เข้าสู่ระบบบำบัดฟื้นฟูอย่างถูกต้อง

"สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ฉ้อฉล ค้าเอง ขนเอง พวกนี้แหละสมควรลงโทษประหารชีวิต เจ้าหน้าที่ที่กลั่นแกล้งยัดข้อหาให้ประชาชนบริสุทธิ์นี่เลวร้ายยิ่งกว่าอาชญากรตัวไหนๆ เจ้าหน้าที่ที่บิดเบือนให้ผู้ติดยาธรรมดาๆกลายเป็นผู้ค้าต้องขจัดให้สิ้น พวกนี้ชั่วร้ายยิ่งกว่านักค้ายาเสพติดเสียอีก สุดท้ายคนติดยาเล็กๆน้อยๆที่เข้าข่ายตามพรบ.ฟื้นฟูฯก็ต้องได้รับการฟื้นฟูบำบัดทั้งร่างกายและจิตใจให้เป็นอิสระจากยาเสพติดอย่างแท้จริง"

อาจถึงเวลาแล้วสำหรับประเทศไทยที่จะทบทวนแนวคิดการ"ปฏิรูป"นโยบายยาเสพติดครั้งใหญ่

กว่า 1200 ชีวิต สังเวยนโยบายปราบยาเสพติดของ ทักษิณ ชินวัตร

'ลุงตู่'มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563

'ลุงตู่'มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.02 น.เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563 "เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย
 
...................................................................
 
'บิ๊กตู่'ประกาศลั่น!! ปราบยาเสพติด'จนกว่าจะตายไปข้าง' ขู่ฟันไม่เลี้ยงจนท.รัฐมีเอี่ยว

'บิ๊กตู่'ประกาศลั่น!! ปราบยาเสพติด'จนกว่าจะตายไปข้าง' ขู่ฟันไม่เลี้ยงจนท.รัฐมีเอี่ยว

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 15.56 น.

"บิ๊กตู่"ประกาศปราบยาเสพติด"จนกว่าจะตายไปข้าง" ลั่นจนท.รัฐมีเอี่ยวเล่นงานขั้นร้ายแรง ขอเน้นมาตราการป้องกันมากกว่าปราบปราม เปลืองข้าวคุก

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 13 ธันวาคม 2562 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลปี 2563 โดยมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และหัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในส่วนกลางและภูมิภาค ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร และผู้แทนภาคประชาชนกว่า 500 คน เข้าร่วมงาน

 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีเจตนารมณ์ ในการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง โดยรัฐบาลนี้ต้องดำเนินการอย่างเข้มแข็ง เข้มงวด เด็ดขาด แก้ปัญหาในองค์รวมให้ได้ ทั้งนี้ การที่บอกว่าประเทศไทยเป็นแหล่งพักยาในทางเปิดเผยนั้น ไม่มีทั้งสิ้น ไม่ใช่แบบในหนัง แต่มีในรูปแบบการลักลอบ โดยรัฐบาลนี้เข้มงวดจริงจัง จึงสามารถจับกุมผู้ค้าได้เป็นล้านราย แต่ก็มีการพูดกันว่ายาเสพติดมากขึ้น ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องลงไปสร้างความเข้าใจให้ได้ และคนที่ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะเจ้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องต้องถูกลงโทษทันที อย่างเด็ดขาด เพราะถือเป็นเรื่องร้ายแรง การทำผิดกฎหมายต้องเอาออกจากราชการ ซึ่งเรื่องนี้ คนไม่ได้กล่าวหา มันต้องมีคนรู้อยู่แล้ว ตนพูดความจริง ไม่ได้ให้ร้ายใคร ทั้งหมดเป็นความผิดชอบของพวกท่าน เพราะเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ แต่กลับแก้ไม่ได้สักที อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้เน้นย้ำในมาตรการป้องกัน มากกว่าปราบปราม เพราะจะสิ้นเปลืองข้าวในคุกและเสียงบประมาณ และขอให้ดำเนินการทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง สอดคล้องกับกฎหมายที่มีอยู่ ซึ่งการปราบปรามยาเสพติดถือเป็นนโยบายเร่งด่วนทุกปี จะปราบปรามจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง หรือจนกว่าจะไม่มีรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ของขวัญปีใหม่ประชาชน และจับกุมผู้เกี่ยวข้องในขบวนการให้มากขึ้นตามกฎหมาย อย่าใช้กระบวนนอกกฎหมาย และวันนี้มีคนปลุกระดม ปลุกปั่นเข้าไปอีก บ้านเมืองแทนที่จะสงบสุข หรือแทนที่มันจะดีอยู่บ้าง มันก็กลายเป็นไม่ดีไปทั้งหมด นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราในขณะนี้ ขอให้ช่วยกันตัดเงื่อนไขต่างๆ ของประเทศลงไปให้ได้ ต่อจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีความคิดริเริ่มในการแก้ปัญหา ไม่ใช่รอแต่สั่ง หรือรอแต่นโยบาย ให้คิดเองบ้าง ทำอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย และปีต่อไปนี้ คนจะติดตามแผนงาน ผลสัมฤทธิ์ต่างๆ ว่ามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วหรือไม่ ไม่มีใครจะแก้ปัญหาได้โดยลำพัง อย่าไปเชื่อว่าต้องรัฐบาลอย่างนี้ หรือนายกฯอย่างนี้ ทุกคนต้องช่วยกัน

"ผมจะนำพวกท่านไปในทางที่ดีที่สุด เพราะผมไม่ต้องการอะไร นอกจากต้องการความสงบสุขบนแผ่นดินไทยผืนนี้ สำหรับตัวผมไม่ต้องอะไรอีกแล้ว ผมต้องการให้ประชาชนที่ผมไปเห็นมาเมื่อเช้า แววตาที่เขาส่งมาให้ผม แววตาเขาเหมือนความหวังยังมีอยู่ แล้วเราจะทำลายความหวังคนเหล่านี้หรือ ตราบใดที่เขามีรายได้ไม่เพียงพอก็เป็นแบบนี้" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

..............................................................

'ธนาธร'ปลุกเร้าหนัก! ประกาศต้องเปลี่ยนรัฐบาล ก่อนแก้ไขรธน.ปี60

'ธนาธร'ปลุกเร้าหนัก! ประกาศต้องเปลี่ยนรัฐบาล ก่อนแก้ไขรธน.ปี60

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.01 น.
“ธนาธร” ลั่น ต้องเปลี่ยนรัฐบาลอย่าแรก ก่อนแก้ รธน. 60 หยุดรวบอำนาจเข้าส่วนกลาง ชวนจับตา"กมธ.ศึกษาแก้ไขฯ"เชื่อให้ตั้งไว้ใช้เป็นข้ออ้าง
 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร จ.สกลนคร นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ร่วมเวทีเสวนา "ชุมชนกับรัฐธรรมนูญ : เราจะไปทางไหน อยู่ร่วม แก้ไข หรือปรับเปลี่ยน โดยมีนักศึกษาและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการต่างๆ ในพื้นที่ จ.สกลนคร เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยระบุว่า หลังจากที่ได้ฟังการสะท้อนปัญหาของพ่อแม่พี่น้องในช่วงแรกแล้ว เราจะเห็นถึงความหดหู่ และคับแค้น คนอีสานมีประวัติศาสตร์การต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม ต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคที่มีการรวมศูนย์อำนาจรัฐ ยุคต่อสู้เรียกร้องเพื่อประชาธิปไตย สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย รวมถึงทุกวันนี้ก็ยังมีพี่น้องสมัชชาคนจน

 นายธนาธร กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ต่อให้เขียนไว้ว่า บุคคล ชุมชนย่อมมีสิทธิจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ก็จะทิ้งท้ายระบุว่า ต้องตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในความหมายนี้ก็คือ ประชาชนจัดการไม่ได้ อำนาจการจัดการน้ำ อำนาจจัดการผังเมือง อำนาจจัดการเหมืองแร่ ประชาชนไม่สามารถมีส่วนร่วมเลย รัฐส่วนกลางทำทั้งหมด แล้วพอเกิดโครงการขึ้น เช่น เหมืองแร่โปแตช ที่ อ.วานรนิวาส เกิดขึ้นแล้วภาษีก็เอาเข้ากรุงเทพฯ กำไรก็ตกอยู่กับบริษัทข้ามชาติ แต่มลพิษต่างๆ นั้นอยู่กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ นี่คือตัวอย่างที่ประชาชนไม่มีสิทธิและอำนาจในการจัดการ ซึ่งรัฐธรรมนูญคือที่มาของอำนาจ ไม่มีรัฐธรรมนูญจะไม่มีใครรับรองสิทธิเรา รัฐธรรมนูญทำให้เรามีสิทธิเสรีภาพ เป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน เราเป็นประธานของประโยค ไม่ใช่กรรมของประโยค แต่รัฐธรรมนูญ 2560 เขียนโดยดึงอำนาจกลับสู่คนที่ทำรัฐประหาร นี่คือหลักใหญ่ใจความ ดังนั้น การกระจายอำนาจ การจัดสรรทรัพยากรจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้ารัฐธรรมนูญเขียนโดยให้อำนาจส่วนกลางมากกว่าให้อำนาจท้องถิ่นซึ่งใกล้กับประชาชนมากกว่า

นายธนาธร กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ชัดเจนว่าเขาต้องการดึงอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง เพื่อให้ตัวเองรักษาอำนาจไว้ ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญกระจายอำนาจไม่ได้ แต่ถ้าไม่เปลี่ยนรัฐบาล แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้  ยกตัวอย่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคฝ่ายค้านเสนอให้ ตั้ง กมธ. ศึกษาการใช้อำนาจตาม ม.44 ของ คสช. แต่ปรากฏว่าฝ่ายรัฐบาลแพ้แล้วแต่ขอโหวตใหม่จนชนะ และไม่เกิด กมธ.ชุดนี้ นี่คือปัญหา ดังนั้นอยากให้จับตาญัตติให้มีการตั้ง กมธ. ศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560  ซึ่งพี่น้องประชาชนเห็นว่าเป็นปัญหา แต่รัฐบาลจะไม่ยอมให้แก้แน่นอน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นที่มาของอำนาจเขา โดยเขาจะยอมให้มีการตั้ง กมธ.ศึกษา เพื่อเป็นข้ออ้าง ถ้าหากเราพี่น้องประชาชนออกมารณรงค์ เขาก็จะบอกว่ามีกรรมาธิการแล้ว ซึ่งเชื่อได้เลยว่าเขาจะแก้ไขแต่เรื่องเล็กๆ ไม่มีทางให้แก้ไขเรื่องใหญ่อย่างอำนาจของ ส.ว. อำนาจขององค์กรอิสระแน่นอน เพราะเหล่านี้คือเสาค้ำยันอำนาจของเขา ดังนั้น อย่าให้เขาหลอก อยากให้ทุกคนจับตาเรื่องนี้ ซึ่งหากถามว่าจะแก้รัฐธรรมนูญได้อย่างไร อย่างแรกเลยที่ต้องทำนั่นคือ เปลี่ยนรัฐบาล

 
'ทอน'ปลุกม็อบรัวๆ อ้างถึงปชช.เจ้าของประเทศ ใช้กลยุทธ์เขียนข้อความถึงผู้ครองอำนาจ

'ทอน'ปลุกม็อบรัวๆ อ้างถึงปชช.เจ้าของประเทศ ใช้กลยุทธ์เขียนข้อความถึงผู้ครองอำนาจ

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 15.30 น.
13  ธันวาคม 2562 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊กอีกครึ่งเพื่อนัดหมายมวลชนเคลื่อนไหวทางการเมืองในวันพรุ่งนี้( 14 ธ.ค.) โดยระบุว่า
 

ถึงประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ

กระดาษหนึ่งใบ พร้อมข้อความถึงผู้ที่ครองอำนาจอยู่ ณ ห้วงเวลานี้

พรุ่งนี้ เสาร์ที่ 14 ธันวา พบกันที่สกายวอล์ค หน้าหอศิลป์ 17.00 น.

นอกจากนี่้นายธนาธร ยังระบุด้วยว่า หนทางพิสูจน์ม้า และเวลาพิสูจน์คน ใครถอยและใครทน พิสูจน์ได้เมื่อภัยมา

 
'บิ๊กตู่'ฉุน'ธนาธร'ปลุกม็อบทวงความชอบธรรม ถามกลับ'สมควรไหม'

'บิ๊กตู่'ฉุน'ธนาธร'ปลุกม็อบทวงความชอบธรรม ถามกลับ'สมควรไหม'

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 15.03 น.
"บิ๊กตู่"ฉุน"ธนาธร"นัดชุมนุมทวงความชอบธรรม ถามกลับ"สมควรไหม ทำลายความสุขคนไทยช่วงปีใหม่"

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 13 ธันวาคม 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์อย่างอารมณ์หงุดหงิด ทันทีที่ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) นัดชุมนุมวันที่ 14 ธ.ค.ที่สกายวอล์ค ปทุมวัน เพื่อทวงคืนความชอบธรรม ว่า "ไม่เกี่ยว ผมไม่พูดถึงด้วย เพราะไม่ใช่คนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ผมไม่พูดเป็นเรื่องของศาลไม่เกี่ยวกับผม" เมื่อถามย้ำว่า แต่เป็นการนัดชุมนุมมวลชนเพื่อรวมพลัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายความมั่นคงเขาดูแลอยู่"

 "ฉันคงไม่ต้องไปสั่งจับตาอะไรมากนักหรอก ทำไมต้องสั่งทุกเรื่อง หน้าที่ของใครก็หน้าที่ของใคร ก็ว่ากันไป"

เมื่อถามว่า เกรงจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่จะลามหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "อ๋อ แล้วพวกคุณกลัวหรือไม่ล่ะ ถ้ากลัวก็ไปช่วยกันเตือนคนว่าอย่าไปทำให้เกิดน้ำผึ้งหยดเดียว แล้วมันเหมาะสมหรือเปล่าในช่วงปีใหม่นี้ ทุกคนจะมีความสุขมันควรหรือไม่ล่ะ สมควรหรือไม่ มันเป็นปัญหาส่วนตัวของใครหรือเปล่า มันเป็นปัญหาของคนอื่นด้วยหรือเปล่า เอาล่ะพอแล้วเรื่องนี้ พูดไปก็ไม่เข้าท่า"

เมื่อถามว่า การที่นายธนาธรยังไม่ได้ขออนุญาตฝ่ายความมั่นคงเรื่องการชุมนุมจะสามารถทำได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้อนถามว่า "กฎหมายเขาว่าอย่างไร รู้จักคำว่ากฎหมายหรือไม่ เรื่องกฎหมายก็ต้องไปขอ และเป็นเรื่องของตำรวจที่จะพิจารณาอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา โอเค สวัสดีครับ มีแต่เรื่องเดิมๆ"

 ด่วน! 'ธนาธร'ประกาศไม่ถอยไม่ทน ปลุกม็อบลงถนนพรุ่งนี้
วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.17 น.

“ธนาธร”ประกาศลงถนนเต็มตัว เตรียมจัด “แฟล็ชม็อบ” พรุ่งนี้ 17.00 สกายวอล

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2562 เฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โพสต์วิดีโอ โดย ระบุว่า ถ้าทุกท่านรู้สึกทนไม่ไหว ไม่อยากทนกับสภาวะสังคมอีกต่อไป อยากจะมาร่วมกันเปลี่ยนแปลง ผมอยากเชิญชวนทุกคน วันที่ 14 ธ.ค. นี้พบกันเวลา 17.00 น. ที่สกายวอล์ค ปทุมวัน นี่คือเวลาที่เราต้องส่งเสียงของประชานให้ดัง ให้ผู้มีอำนาจได้ยิน ถ้าท่านเห็นด้วยกับผมว่าพวกเราประชาชนต้องลุกขึ้นสู้ ทวงขึ้นความชอบบธรรม ความเสมอภาคทางสังคมกลับคืนมา เจอกัน 14 ธ.ค. สกายวอล์ค ปทุมวัน โดยการชุมนุมดังกล่าวจะเป็นการชุมถึงเวลา 18.00 น. เท่านั้น 

 

 
 
  •  
วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.17 น.

“ธนาธร”ประกาศลงถนนเต็มตัว เตรียมจัด “แฟล็ชม็อบ” พรุ่งนี้ 17.00 สกายวอล์ค

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2562 เฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โพสต์วิดีโอ โดย ระบุว่า ถ้าทุกท่านรู้สึกทนไม่ไหว ไม่อยากทนกับสภาวะสังคมอีกต่อไป อยากจะมาร่วมกันเปลี่ยนแปลง ผมอยากเชิญชวนทุกคน วันที่ 14 ธ.ค. นี้พบกันเวลา 17.00 น. ที่สกายวอล์ค ปทุมวัน นี่คือเวลาที่เราต้องส่งเสียงของประชานให้ดัง ให้ผู้มีอำนาจได้ยิน ถ้าท่านเห็นด้วยกับผมว่าพวกเราประชาชนต้องลุกขึ้นสู้ ทวงขึ้นความชอบบธรรม ความเสมอภาคทางสังคมกลับคืนมา เจอกัน 14 ธ.ค. สกายวอล์ค ปทุมวัน โดยการชุมนุมดังกล่าวจะเป็นการชุมถึงเวลา 18.00 น. เท่านั้น

 

 
 
 
 
 ..........................................................
 
ไม่รอด! สั่งย้ายผอ.หักหัวคิวอาหารกลางวันเด็ก  พร้อมตั้งกรรมการสอบ

ไม่รอด! สั่งย้ายผอ.หักหัวคิวอาหารกลางวันเด็ก พร้อมตั้งกรรมการสอบ

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.25 น.

ปปท. – ปปช. ทหาร และอำเภอลุยตรวจสอบอาหารกลางวันเด็กที่ ร.ร.นิคมสร้างตนเอง​ 3​ อ.บ้าน​กรวด​จ.บุรีรัมย์  หลังชาวบ้าน ผู้ปกครองฮือประท้วงขับไล่และให้ตรวจสอบ ผอ.โดยกล่าวหาว่ามีการหักหัวคิวค่าอาหารกลางวันจนเด็กกินไม่อิ่ม   หากพบทุจริตจริงเอาผิดตามระเบียบ  ด้าน สพป.บุรีรัมย์​ เขต 2 สั่งย้าย ผอ.ช่วยราชการ​ พร้อมตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริง

วันที่ 13 ธันวาคม 2562  น.ส.สุรีรัตน์ นวลฉิมพลี  ผอ.สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ​ ประ​จำ จ.บุรีรัมย์  พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ปปท.  กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัด​บุรีรัมย์​ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอบ้านกรวด  และ​ สพป.บุรีรัมย์​ เขต​2​ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบอาหารกลางวันเด็กนักเรียนที่โรงเรียนนิคมสร้างตนเอง 3  ต.บึงเจริญ   อ.บ้านกรวด  หลังจากที่ชาวบ้าน ผู้ปกครอง  และนักเรียนกว่า 200 คน ได้รวมตัวกันถือป้ายประท้วง   เพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบการบริหารงานของ ผอ.โรงเรียน โดยกล่าวหาว่า ผอ.มีพฤติกรรมหักหัวคิวเงินค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียน  ที่ได้รับการอุดหนุนจากเทศบาล​ หัวละ 20 บาท  รวมเป็นเงินเฉลี่ยวันละ 3,720 บาท  แต่จ่ายจริงเพียงวันละ 2,000 บาทเท่านั้น  ทำให้อาหารกลางวันไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียนที่มีอยู่ 186 คน    จนเด็กไปบอกกับผู้ปกครองว่ากินข้าวไม่อิ่ม  บางคนได้กินแต่น้ำแกงจืด 

โดย น.ส.สุรีรัตน์ นวลฉิมพลี  ผอ.ปปช.  ประ​จำจ.บุรีรัมย์​ ระบุว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบอาหารกลางวัน  ที่โรงเรียนนิคมสร้างตนเอง  ภายหลังที่ชาวบ้านและผู้ปกครองออกมาประท้วงร้องเรียนนั้น  พบว่า​ วันนี้เมนูอาหาร มีทั้งข้าวสวย  กับข้าว 3 อย่าง ประกอบด้วย​ แกงฟักทอง แกงไก่ใส่เห็ดนางฟ้า และลาบหมู  ของหวาน 1 อย่าง และผลไม้อีก 1 อย่าง ซึ่งค่อนข้างเยอะและมีคุณภาพ   ซึ่งจากการสอบถามเด็กนักเรียนก็ให้ข้อมูลตรงกันว่าวันนี้อาหารกลางวันอร่อยและได้เยอะ  แตกต่างจากก่อนหน้านี้  ซึ่งมีกับข้าว 2 อย่าง ขนม 1 อย่าง แต่บางวันก็ไม่มีขนม  และบางวันข้าวก็ไม่พอกิน    ซึ่งกรณีนี้ก็จะได้มีการตรวจสอบทั้งเอกสารหลักฐานการเบิกจ่ายเงินโครงการอาหารกลางวัน  รวมถึงจะได้สอบถามรายละเอียดจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง  เพื่อรวบรวมข้อมูลหลักฐานข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุด   แต่หากพบว่ามีการกระทำทุจริตเงินโครงการอาหารกลางวันจริง  ก็จะดำเนินการเอาผิดตามระเบียบกฎหมายต่อไป  

ด้านนายเสริมฤทธิ์  หวายฤทธิ์ธนกุล  ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2  ระบุว่า หลังจากที่มีชาวบ้าน และผู้ปกครองนักเรียนรวมตัวประท้วงเรียกร้องให้ตรวจสอบ ผอ.โดยกล่าวหาว่า​ การบริหารงานไม่โปร่งใส โดยเฉพาะโครงการอาหารกลางวัน   เบื้องต้นทางเขตฯ ก็ได้มีคำสั่งให้ ผอ.ที่ถูกร้องเรียนกล่าวหามาช่วยราชการที่​ สพป.บุรีรัมย์​ ​เขต​2​ แล้ว  เพื่อลดความขัดแย้งในพื้นที่  พร้อมทั้งได้มีการแต่งตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริง  เพื่อตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้น  โดยได้กำชับให้กรรมการเร่งดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายด้วย  

 .................................................................
 
13 ธันวาคม 2562
 
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน