*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5685
  • จำนวนผู้ชม : 3394611
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< มกราคม 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 15 มกราคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 307 , 17:28:39 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

link@: อรรถวิชช์จ่อไขก๊อกพ้นประชาธิปัตย์ ลือจับมือกรณ์ตั้งพรรคใหม่

สวัสดีครับ

         สำนักพุทธฯกลายเป็นแหล่งโกงกินอย่างต่อเนื่องของคนที่มีตำแหน่งผู้อำนวยการแทบทุกคนทีเดียว ที่หนีไปตั้งรกรากอยู่ต่าง

ประเทศเงียบหายไปเลยก็มี ไม่มีการติดตามขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนกระมัง ล่าสุดถึงคราวนายนพรัตน์  เบญจวัฒนานันท์ เมื่อครั้งดำรง

ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนบูรณ

ปฏิสังขรณ์ที่จัดสรรให้วัดพนัญเชิงวรวิหาร ประจำปีงบประมาณ 2557

         อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการแต่งตั้งผอ.สำนักพุทธฯคนใหม่ไปแล้ว ตั้งแต่ตุลาคม 2562 เราจึงหวังกันว่าจะได้ผอ.ที่เป็นคนดีมีฝีมือ

และโปร่งใสทำหน้าที่ต่อไป

   

 (ข่าวย้อนหลัง)
 มติชนออนไลน์
 
 
 

คนตามข่าว : ณรงค์ ทรงอารมณ์ คั่วเก้าอี้ผู้อำนวยการ พศ.

วันที่ 24 ตุลาคม 2562 - 12:43 น.
Facebook
Twitter
Google+
LINE

รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)

ได้รับแต่งตั้ง ดำรงตำแหน่ง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการ พศ. ที่ว่างลงเนื่องจากพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ เกษียณอายุราชการ

อีกทั้งยังเป็นแคนดิเดต ผอ.พศ.ตัวจริง ที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสรรหา

เกิด 4 พฤษภาคม 2504 ชาวอำเภอปากท่อ จ.ราชบุรี

จบประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร ครุศาสตรบัณฑิต (พลศึกษา) วิทยาลัยครูกำแพงเพชร

ปริญญาโท การศึกษามหาบัณฑิต (การบริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยนเรศวร

บรรจุรับราชการปี 2527 ตำแหน่งครู 2 ระดับ 2 โรงเรียนบ้านมอเจริญ ต.หินดาต อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร

ปี พ.ศ.2540 ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์,2542 ศึกษาธิการอำเภอกิ่งอำเภอวังเจ้า จ.ตาก,2546 รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2

จากนั้นนั่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดตากในปี 2547

2548 ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุโขทัย,2551 ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง,2553 ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดตาก

2554 ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่

ต่อมาปี 2560 ขยับเป็น ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา และผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

นั่งรองผู้อำนวยการปี 2561

ล่าสุดขยับดำรงตำแหน่งรักษาการ ผอ.พศ.เป็นการชั่วคราว

ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2562

พร้อมกับเป็นเต็งจ๋า ตัวจริงในตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

...................................................

ข่าวทั่วไป

เปิดจุดใหญ่ 3 จุดสำคัญ ตำรวจมุ่งเป้าแกะรอยไล่ล่าโจรชิงทอง

15 มกราคม 2563 - 13:23 น.
เปิดจุดสำคัญ,โจรปล้นทอง,ตำรวจตรวจค้น,เปิด3จุดสำคัญ

เปิดจุดใหญ่ 3 จุดสำคัญ ตำรวจมุ่งเป้าแกะรอยไล่ล่าโจรชิงทอง

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 15 มกราคม 2563  พลตำรวจเอก สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พลตำรวจตรี ณัฐพล ศุกระศร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี (ผบก.ภ.จว.ลพบุรี) ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 , เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี , หน่วยปฏิบัติการพิเศษ , หน่วยคอมมานโด และทีมสืบสวนนครบาล จัดกำลังชุดไล่ล่าแบ่งเป็นชุดๆ บุกจู่โจมตรวจค้นเป้าหมาย จำนวน 11 จุด ในพื้นที่ จังหวัดลพบุรี และจังหวัดสระบุรี

               สำหรับปฏิบัติการตรวจค้นในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนฯ ได้ขยายผลในการติดตามแกะรอยจากกล้องวงจรปิด ตามเส้นทางที่คนร้ายใช้ในการหลบหนี โดยเป้าหมายในการตรวจค้น เพื่อพิสูจน์ทราบในการหาตัวคนร้าย อาวุธปืน และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ยามาฮ่า รุ่น ฟีโน่ สีแดง-ขาว ที่คนร้ายใช้ในการหลบหนี หลังการสืบสวนสอบสวนมาตลอดหลายวันจนสามารถคัดกรองผู้ต้องสงสัยเหลือแค่ 3 ราย ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับคนร้ายที่ก่อเหตุภายในห้างชื่อดัง จ.ลพบุรี

อ่านข่าว : ไล่ล่าบุกค้น 11 จุด ลพบุรี - สระบุรี กระบอกเก็บเสียงชี้เป้า

               โดยผู้บังคับการลพบุรี เปิดเผยว่า การตรวจค้นเป็นการกระจายกำลังค้นหาพยายน หลักฐานต่างๆ นำมาวิเคราะห์ โดยระบุว่ามากกว่า10จุด หาพยานหลักฐานตรวจสอบวิเคราะห์เหตุต่างๆ โดยมี 3 จุดใหญ่ๆได้แก่ 

จุดที่ 1 วัดดงน้อย ใกล้โรบินสัน ซึ่งเป็นจุดที่ต้องสงสัย ชายคนหนึ่งที่เพิ่งพ้นโทษจากคุก 
จุดที่ 2 อ.พัฒนานิคม จุดที่ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นลูกเจ้าของฟาร์มเลี้ยงวัว 
จุดที่ 3 ชัยบาดาล จุดที่พบมีการสั่งซื้อกระบอกเก็บเสียง

              ส่วนภาพผู้ต้องสงสัยที่ถูกเผยแพร่ อีกรายในโซเชียลมีเดีย ที่ระบุว่า ลูกผู้มีอิทธิพลในจว.ลพบุรี ตำรวจยืนยันว่าไม่ใช่ วันนี้พนักงานร้านทอง ออโรโร่า ยังเข้าให้ปากคำเพิ่มเติม กับตำรวจ

การเมือง

ป.ป.ช.ฟันอดีต ผอ.สำนักพุทธ ร่ำรวยผิดปกติกว่า 600 ล.

15 มกราคม 2563 - 12:30 น.
ปปช,อดีตผอสำนักพุทธ,นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์,ร่ำรวยผิดปกติ

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ฟัน 'นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์' อดีต ผอ.สำนักพุทธ ร่ำรวยผิดปกติ กว่า 600 ล้านบาท

                15 มกราคม 2563- นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษก       สำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่านายนพรัตน์  เบญจวัฒนานันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์ที่จัดสรรให้วัดพนัญเชิงวรวิหาร ประจำปีงบประมาณ 2557

            และปีงบประมาณ 2558 ซึ่งจากการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ที่ได้ยื่นไว้ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พบว่า นายนพรัตน์  เบญจวัฒนานันท์ และนางพัทธานันท์ เบญจวัฒนานันท์ (คู่สมรส) มีการนำฝากเงิน ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน รวมทั้งมีการซื้อที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ยานพาหนะ และซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตจำนวนมาก ซึ่งไม่สัมพันธ์กับรายได้ที่พึงมี

                 

      คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน โดยมีนางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธาน นายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการ ป.ป.ช. รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิและหัวหน้าพนักงานไต่สวน เป็นกรรมการไต่สวน คณะกรรมการไต่สวนได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว ผลการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะที่ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2553 - 30 กันยายน 2557 พบเงินฝากและทรัพย์สินต่างๆ ของนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ และนางพัทธานันท์ เบญจวัฒนานันท์ (คู่สมรส) รวมทั้งบุคคลใกล้ชิด ได้แก่ นางธาริณี  ดิตถ์วัชรไพศาล (อดีตคู่สมรส) บุตรหลาน และบุคคลอื่น

 

                     

 

             โดยคณะกรรมการไต่สวนได้แจ้งข้อกล่าวหาให้บุคคลทั้ง 8 คน ชี้แจงที่มาของทรัพย์สินแล้ว แต่บุคคลดังกล่าวไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินได้ ดังนี้

             1. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนายนพรัตน์  เบญจวัฒนานันท์  จำนวน 98,659,925.59 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 13 บัญชี เป็นเงิน 71,974,350.59 บาท, เงินลงทุน จำนวน 4 รายการ เป็นเงิน 12,580,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต จำนวน 12 กรมธรรม์  มูลค่า 14,105,575 บาท
             2. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางพัทธานันท์  เบญจวัฒนานันท์  (คู่สมรส) จำนวน 196,039,741.59 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 22 บัญชี เป็นเงิน 122,921,190.40 บาท, เงินลงทุน จำนวน 3 รายการ เป็นเงิน 6,815,695.39 บาท, ที่ดินในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 1 แปลง มูลค่า 760,000 บาท, ยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 3,809,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต จำนวน 10 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 61,733,855.80 บาท

            3. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางธาริณี  ดิตถ์วัชรไพศาล (อดีตคู่สมรส) จำนวน 131,437,217.45 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 56 บัญชี เป็นเงิน 105,151,313.88 บาท, เงินลงทุน จำนวน 25 รายการ เป็นเงิน 25,235,903.57 บาท และยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 1,050,000 บาท
           4. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนายธนรัตน์ ดิตถ์วัชรไพศาล (บุตร) จำนวน 26,726,284.56 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 10 บัญชี เป็นเงิน 20,843,037.56 บาท, ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในจังหวัดสมุทรปราการ 1 รายการ มูลค่า 1,800,000 บาท, ยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 1,014,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต 4 กรมธรรม์  รวมมูลค่า 3,069,247 บาท
          5. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาวพิมพ์ภัสสร  ดิตถ์วัชรไพศาล (บุตร) จำนวน 68,307,397.14 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 31 บัญชี เป็นเงิน 50,597,774.14 บาท, เงินลงทุน จำนวน 19 รายการ เป็นเงิน 9,750,000 บาท, ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวม 3 รายการ (ในกรุงเทพมหานคร 2 รายการ และจังหวัดสมุทรปราการ 1 รายการ) รวมมูลค่า 5,856,489 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต 3 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 2,103,134 บาท
         6. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาววรัทยา พรหมมาศ (หลานของนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์)   จำนวน 500,000 บาท ได้แก่ ห้องชุด จำนวน 1 ห้อง ในจังหวัดชลบุรี มูลค่า 500,000 บาท
         7. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนายปิยชาติ ศรีจันทร์ (บุคคลสนิทของนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์) จำนวน 4,500,000 บาท ได้แก่ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 รายการ ในกรุงเทพมหานคร มูลค่า 4,500,000 บาท
         8.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาวณัฎฐาภรณ์ ทุน (บุตรของนางพัทธานันท์ เบญจวัฒนานันท์) จำนวน 49,000,000 บาท ได้แก่ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 รายการ ในกรุงเทพมหานคร มูลค่า 49,000,000 บาท
         รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติทั้งสิ้นจำนวน 575,170,566.33 บาท ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.   มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินไว้เป็นการชั่วคราวแล้วจำนวน 176,032,978.79 บาท
         คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้วมีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพื่อขอให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

โซเดียม ภัยเงียบจากของอร่อย เสี่ยงโรคหัวใจ-ไตเสื่อม

15 มกราคม 2563 - 16:53 น.
โซเดียม,ภัยโซเดียม,กินเค็มอันตราย,กินเค็ม,เกลือ,โรคหัวใจ,โรคไต,ไตเสื่อม

                 เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2563 นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โซเดียมเป็นส่วนประกอบของเกลือ ซึ่งเกลือ 1 กรัม จะมีโซเดียมประมาณ 400 มิลลิกรัม โดยร่างกายมีความต้องการโซเดียมประมาณ 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน เกลือโซเดียม หรือเกลือแกง เป็นตัวหลักของสารที่ให้ความเค็มในเครื่องปรุงรสที่นิยมใช้ คือ น้ำปลา ซอสถั่วเหลือง ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ เต้าเจี้ยว ฯลฯ และยังใช้ในการถนอมอาหารประเภทหมักดอง เช่น ผักดอง ผลไม้ดอง ไข่เค็ม ปลาร้า ปลาเค็ม เนื้อเค็ม เป็นต้น

                 นอกจากนี้ เกลือโซเดียมยังแฝงมากับอาหารอื่นๆ เช่น ขนมอบกรอบ ผงชูรส หากรับประทานอาหารที่เค็มจัดที่มีเกลือโซเดียม หรือเกลือแกงมากกว่า 6 กรัมต่อวัน หรือมากกว่า 1 ช้อนชาขึ้นไป จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง ซึ่งในระยะยาวมีผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวขึ้น มีโอกาสเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และไตเสื่อม

                 นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในแต่ละวันไม่ควรบริโภคโซเดียมเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งถ้าได้รับมากทำให้มีการคั่งของสารน้ำในร่างกาย ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นและความดันในหลอดเลือดฝอยของหน่วยกรองในไตสูงขึ้นทำให้ไตทำงานหนักขึ้นนอกจากนี้ยังทำให้เกิดภาวะบวมน้ำเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นการที่ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณที่พอเพียงไม่มากไม่น้อยจนเกินไปจะเกิดผลดีต่อการทำงานของควบคุมความดันโลหิตทำให้ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนที่จะตามมา

                 ส่วนวิธีที่จะช่วยลดปริมาณการบริโภคโซเดียมมีหลายวิธี เช่น หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารรสจัด และอาหารหมักดอง ชิมอาหารทุกครั้งก่อนเติมเครื่องปรุง เลือกบริโภคอาหารสด หรืออาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป และขนมขบเคี้ยวที่มีเครื่องปรุงรสปริมาณมาก ลดความถี่ของการบริโภคอาหารที่ต้องมีเครื่องปรุงน้ำจิ้ม และลดปริมาณน้ำจิ้มที่บริโภค 

                 ทดลองปรุงอาหารโดยใช้ปริมาณเกลือ น้ำปลา ตลอดจนเครื่องปรุงรสอื่นๆ เพียงครึ่งหนึ่งที่กำหนดไว้ในสูตรปรุงอาหาร ถ้ารสชาติไม่อร่อยจริงๆ จึงค่อยเพิ่มปริมาณของเครื่องปรุงรส ควรปลูกฝังนิสัยให้บุตรหลานรับประทานอาหารรสจืด โดยไม่เติมเกลือ ซีอิ๊วขาว น้ำปลา ตลอดจนซอสปรุงรสในอาหารเด็กและทารก และควรบริโภคอาหารที่มีปริมาณโปแตสเซียมสูง เช่น ผักใบเขียวและผลไม้ จะสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้

 (ที่มา กรมการแพทย์)

เจาะประเด็นร้อน

วิ่งไล่ลุง ไม่เข้าเป้า ม็อบใหญ่ยังต้องรอเวลา

15 มกราคม 2563 - 14:40 น.
วิ่งไล่ลุง-เดินเชียร์ลุง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา

วิ่งไล่ลุง ไม่เข้าเป้า ม็อบใหญ่ยังต้องรอเวลา คอลัมน์... ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย... ปกรณ์ พึ่งเนตร

          ควันหลงจากกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง-เดินเชียร์ลุง” ยังคงเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ แน่นอนว่าฝ่ายที่จัดงานทั้งสองฝ่ายก็ต้องประกาศความสำเร็จ แต่งานนี้ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่าอย่างไร ถือเป็นข้อมูลที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

อ่านข่าว-ตร.จ่อแจ้งจับ 2 แกนนำ วิ่งไล่ลุงนครพนม 

          ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงที่ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปเกาะติดทุกกิจกรรม พบว่าพื้นที่จัดกิจกรรมแยกเป็นช่วงเช้ากับช่วงบ่าย ในช่วงเช้าจัด “วิ่งไล่ลุง” 28 จังหวัด กระจายกันทุกภาค แยกเป็นภาคกลาง-ตะวันออก 10 จังหวัด เฉพาะกทม.ที่สวนรถไฟ ประมาณ 10,000 คน จังหวัดอื่นๆ อีกรวม 850 คน ภาคเหนือ 5 จังหวัด รวม 720 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 จังหวัด รวม 975 คน และภาคใต้ 6 จังหวัด รวม 503 คน

          นับรวมมวลชนร่วมกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ช่วงเช้า อยู่ที่ 13,048 คน

          ส่วนในช่วงบ่าย มีการจัดกิจกรรมอีก 12 จังหวัด แต่ซ้ำกับช่วงเช้า 3 จังหวัด จึงเหลือรวมทั้งประเทศ 37 จังหวัด เฉพาะกิจกรรมช่วงบ่ายมีมวลชนรวมประมาณ 900 คน

          ฉะนั้นตัวเลขกลมๆ คนร่วมกิจกรรมวิ่งไล่ลุง น่าจะอยู่ที่ 14,000-15,000 คนทั่วประเทศ ส่วน “เดินเชียร์ลุง” ที่สวนลุมพินี ก็มีมวลชนเรือนหมื่นเช่นกัน

          ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่า ยอดมวลชนที่ร่วมวิ่งไล่ลุง ถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่ผู้จัด หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็น “นายทุนการเมือง” ตั้งเอาไว้ โดยเฉพาะการปั่นกระแสในโซเชียลมีเดีย กับสถานการณ์จริง ตัวเลขมวลชนห่างกันประมาณ 10 เท่า

          ตัวเลขจริงสวนทางกับท่าทีของกลุ่มผู้จัดและผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งในทางความมั่นคงเองถือว่า “ออกตัวแรง” คือไม่ได้อยู่ในช่วง “ปูกระแส-ดึงมวลชน” แล้ว แต่เป็นช่วงของการ “ปลุกกระแส” มากกว่า เพราะมีการทุ่มประชาสัมพันธ์ทุกช่องทาง ทั้งผ่านสื่อกระแสหลักและสื่อออนไลน์ มีความพยายามลากยาวการประชุมสภาเพื่อพิจารณางบประมาณให้จบลงก่อนวันจัดกิจกรรมเพียง 1 วัน ไม่ทิ้งช่วงห่าง เพื่อเลี้ยงกระแส

          เช่นเดียวกับการที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เลือกวันเข้าพบตำรวจ สน.ปทุมวัน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาคดี “แฟลชม็อบ” ก็เลือกวันศุกร์ที่ 10 มกราคม ก่อนวิ่งไล่ลุง 2 วัน เพื่อให้เห็นหน้า “พ่อของฟ้า” ทางสื่อกระแสหลัก แต่สุดท้ายมวลชนก็ยังไม่เป็นไปตามเป้า

          ฉะนั้นในระยะสั้น ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่า การจะจัดชุมนุมขนาดใหญ่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงเป็นเรื่องยาก สอดคล้องกับที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ วิเคราะห์เอาไว้เองระหว่างพูดคุยนอกรอบกับทีมข่าว “คม ชัด ลึก” โดยยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาของการมีม็อบขนาดใหญ่

          ทิศทางที่กำลังจะเป็นไปก็คือ ต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนจากความเคลื่อนไหวในสภา ซึ่งกำลังจะมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ

          ความเคลื่อนไหวล่าสุดคือจะมีการยื่นอภิปรายรัฐมนตรี 5 คน มาจากพรรคพลังประชารัฐ หรือ “โควตากลาง-สายตรงนายกฯ” ทั้งหมด ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

          ไล่ดูรายชื่อ 5 รัฐมนตรี ไม่มีเสนาบดีจากพรรคร่วมรัฐบาลเลย เป้าหมายของฝ่ายค้าน (อันที่จริงคือภายใต้ยุทธศาสตร์ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง) คือการมุ่งโจมตีไปที่จุดเดียว พร้อมๆ กับรักษา “มิตร” ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเอาไว้ เผื่อสถานการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคอาจเปลี่ยนขั้วได้เหมือนกัน

          ประเด็นหลักที่จะอภิปรายแบบเน้นๆ น่าจะเป็นการบริหารงานตั้งแต่ในยุครัฐบาล คสช. เพราะทั้ง 5 คนนี้เป็นรัฐมนตรีคนสำคัญมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว

          ประเด็นที่มีข่าวว่าจะถล่มแน่ๆ คือ คดีบริษัทนำเข้าบุหรี่ชื่อดังที่เพิ่งถูกศาลสั่งปรับ 1.2 พันล้านบาทไปเมื่อไม่นานนี้ ฐานสำแดงเท็จและหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร โดยข้อมูลของฝ่ายค้านจะแฉให้เห็นว่า สาเหตุที่คดีนี้ยืดเยื้อยาวนานกว่า 10 ปี และถูกสั่งปรับแค่ 1.2 พันล้านบาท ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นหลักหมื่นล้านนั้น เป็นความพยายามช่วยเหลือของคนในรัฐบาล ทั้งแก้ไขกฎหมาย ทั้งเจรจากับต่างประเทศ จนสุดท้ายแม้จะไม่พ้นผิด แต่ก็ช่วยลดค่าปรับลงไปได้มหาศาลในมุมมองของฝ่ายค้าน

          ต้องรอดูว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่มี “ขุนศึกฝั่งธน เฉลิม บางบอน” คอยคุมเกมนั้น จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้รัฐบาลได้แค่ไหน หลังจาก 2 กิจกรรมแรก คือ อภิปรายงบประมาณ และ “วิ่งไล่ลุง” ออกอาการแป้กมาแล้ว

          แต่ต้องไม่ลืมว่า กระแสความไม่พอใจของพี่น้องประชาชนยังคุกรุ่นอยู่ตลอด โดยมีแรงกดดันที่ปัญหาเศรษฐกิจ ฉะนั้นการเคลื่อนไหวทั้งในและนอกสภา หากสร้างจุดเปลี่ยนที่มีนัยสำคัญได้ หรือมีสถานการณ์บางอย่างเกื้อหนุน มวลชนก็พร้อมลงถนน เพราะทุกคนเดือดร้อนอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ

          ปิยบุตร เองก็มองว่าสิ่งที่เป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรือมีสาระอะไรมาก เพราะกระแสความไม่พอใจคุกรุ่นอยู่แล้วจากปัญหาเศรษฐกิจและการเลือกปฏิบัติ

          ฉะนั้นการฟื้นเศรษฐกิจให้ได้อย่างเห็นหน้าเห็นหลัง กับการระมัดระวังไม่สร้างเงื่อนไขจนสะดุดขาตัวเอง ก็จะเป็น “ยันต์กันผี” ให้รัฐบาล เพราะลำพังเกมในสภาอย่างเดียวไม่สามารถล้มรัฐบาลได้แน่นอนแล้ว เนื่องจากฝ่ายค้านอ่อนแอกว่ารัฐบาลเสียอีก โดยเฉพาะความขัดแย้งจากการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งท้องถิ่น ที่สร้างรอยร้าวในพรรคเพื่อไทย อย่างที่เห็นกันแล้วกับการลาออกของ นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย

          และจะมีคลื่นใต้น้ำตามมาอีกหลายระลอก !

เจาะประเด็นร้อน

ผมเชื่อว่าเราจะผ่านภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ

15 มกราคม 2563 - 10:25 น.
อลงกรณ์ พลบุตร,ภัยแล้ง

ผมเชื่อว่าเราจะผ่านภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไปได้ คอลัมน์... EXCLUSIVE TALK

          - ช่วยประเมินสถานการณ์ภัยแล้งล่าสุด
          ภัยแล้งน่าจะมีความรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านมา เพราะน้ำต้นทุนที่มีไม่มากจากฤดูฝนที่แล้วก็ถูกใช้ไปในช่วงปลายปี เว้นแต่มีฝนหลงฤดูมาเติมน้ำในช่วงต้นปีนี้ แต่โอกาสคงมีน้อยเนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะมีฝนตกน้อยและเสี่ยงเกิดภัยแล้ง ระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2563

          ขณะนี้รัฐบาลประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ง 18 จังหวัด และมีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตรรวม 54 จังหวัด นอกจากนี้ยังมีปัญหาน้ำเค็มรุกน้ำจืด รวมทั้งเกษตรกรปลูกข้าวนาปรังไปแล้วกว่า 3 ล้านไร่ ยิ่งกว่านั้นยังพบว่าไม่มีปริมาณน้ำเติมในแหล่งน้ำตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 ทำให้คาดการณ์ว่าภาวะแล้งจะยาวนานไปจนถึงเดือนพฤษภาคม หรือถ้ามีฝนทิ้งช่วงในปี 2563 ก็อาจยาวไปถึงเดือนกรกฎาคม


          ฤดูฝนที่ผ่านมาเก็บน้ำได้น้อยมากเนื่องจากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังอ่อน (Weak El Nino) ที่เกิดขึ้นในปี 2562 ทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงราว 2 เดือน ในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2562 นับเป็นสถานการณ์ภัยแล้งนอกฤดูกาล (ภัยแล้งช่วงหน้าฝน) ส่งผลต่อปริมาณน้ำฝนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 10% และทำให้ระดับน้ำในเขื่อนอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่อยู่ในขั้นวิกฤติ กระทบต่อการขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร เป็นภาวะฝนทิ้งช่วงและภาวะฝนน้อยน้ำน้อยจนถึงสิ้นปี 2562 และส่งผลต่อเนื่องถึงปีนี้

          - กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมรับมืออย่างไร
          ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้วเมื่อเข้ารับตำแหน่ง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประเมินความรุนแรงของปัญหาภัยแล้งว่าจะรุนแรงมากกว่าทุกปีที่ผ่านมาในฤดูแล้งปี 2562/2563 ซึ่งมีปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี ส่งผลให้มีน้ำต้นทุนในเขื่อนต่างๆ และแหล่งน้ำธรรมชาติน้อยจึงได้สั่งการให้กรมชลประทานจัดทำ “แผนบริหารจัดการน้ำ 2562/63” เป็นแผน 6 เดือนระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562-30 เมษายน 2563 โดยมีน้ำจัดสรรให้ 17,699 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นอุปโภคบริโภค 2,300 ล้านลูกบาศก์เมตร การรักษาระบบนิเวศ และอื่นๆ 7,006 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงสำรองน้ำต้นฤดูฝนปี 2563 หรือช่วงพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 กรณีฝนทิ้งช่วงรวม 10,540 ล้านลูกบาศก์เมตร เกษตรฤดูแล้ง 7,874 ล้านลูกบาศก์เมตร และอุตสาหกรรม 519 ล้านลูกบาศก์เมตร

          รัฐมนตรีเฉลิมชัยให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อให้มีแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแก้มลิงสำหรับใช้อุปโภคบริโภคในชุมชน การปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนาปรัง การทำปศุสัตว์ การทำประมง รวมถึงการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรใช้บริโภคและจับขายได้ ตลอดจนแผนว่าจ้างแรงงานเพื่อให้เกษตรกรซึ่งประสบภัยแล้ง ทำการเกษตรไม่ได้ สามารถมารับจ้างทำงาน มีรายได้เสริม ซึ่งกรมชลประทานได้เตรียมวงเงิน 3,100 ล้านบาท เพื่อจ้างแรงงานทั่วทุกภาคระยะเวลา 3-7 เดือน เกษตรกรจะได้ค่าจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 24,000-58,000 บาทต่อคน เพื่อชดเชยช่วงเกิดปัญหาภัยแล้งไม่สามารถปลูกพืชได้

          และยังให้กรมชลประทานขุดสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน 40,000 บ่อ เพื่อกักเก็บน้ำ บรรเทาความแห้งแล้ง รวมถึงยังมีแผนก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ และแก้มลิงรวม 421 โครงการ เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานและเพิ่มการเก็บกัก

          นอกจากนี้เน้นการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับทราบสถานการณ์น้ำต้นทุน ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือเลี้ยงสัตว์สร้างรายได้

          ขณะเดียวกันก็ให้ปฏิบัติการฝนหลวงเมื่อสภาพเงื่อนไขพร้อมเพื่อช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกพืชเพิ่มน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำด้วย

          - หลังจากขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการน้ำปี2562/2563แล้วมีการประเมินผลและมีแผนปฏิบัติการอะไรรองรับอีกหรือไม่
          ขณะนี้ทุกอย่างยังเป็นไปตามแผนการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน มีการจัดสรรเกินเล็กน้อยเพราะต้องดันน้ำเค็มและช่วยการอุปโภคบริโภคภายใต้ความเห็นชอบของ สทนช. ที่ยังต้องเร่งช่วยเหลือคือพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกว่า 3 พันล้านเพิ่มเติมน้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินและผิวดิน

          ทั้งนี้ ตามแผนการจัดสรรน้้าทั้งประเทศในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 - 30 เมษายน 2563 จ้านวน 17,699 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น
          1) อุปโภคบริโภค 2,300 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็นร้อยละ 13)
          2) รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 7,006 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็นร้อยละ 40)
          3) สำรองน้ำต้นฤดูฝนปี 2563 (พ.ค.-ก.ค. 63) รวม 10,540 ล้าน ลบ.ม.
          4) เกษตรฤดูแล้งปี 2562/63 7,874 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็นร้อยละ 44)
          5) อุตสาหกรรม 519 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็นร้อยละ 3)

          จากการติดตามประเมินผลการส่งน้ำ การระบายน้ำในพื้นที่ทั้งประเทศและลุ่มเจ้าพระยา
          1.ผลการจัดสรรน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงวัน ที่ 2 มกราคม 2563 จากแผน 17,699 ล้าน ลบ.ม. จัดสรรน้ำไปแล้ว 5,558 ล้าน ลบ.ม. (แผน 5,661 ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 31 ของแผนจัดสรรน้ำ ซึ่งใกล้เคียงกับแผนลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากแผน 4,000 ล้าน ลบ.ม. จัดสรรน้ำไปแล้ว 1,707 ล้าน ลบ.ม. (แผน 1,275 ล้าน ลบ.ม. ) คิดเป็นร้อยละ 43 ของแผน จัดสรรน้ำเกินแผน 432 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 11

          2.ผลเพาะปลูกพืชในเขตชลประทานไปแล้ว 2.33 ล้านไร่ (แผน 2.83 ล้านไร่) คิดเป็นร้อยละ 82 ของแผน แบ่งเป็นเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.21 ล้านไร่ (แผน 2.31 ล้านไร่) คิดเป็นร้อยละ 95 ของแผน พืชไร่-พืชผักปลูกไปแล้ว 0.12 ล้านไร่ (แผน 0.52 ล้านไร่) คิดเป็นร้อยละ 23 ของแผน

          ในส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ มีการใช้น้ำเกินแผนไปบ้างเพราะต้องจัดสรรน้ำเพิ่มเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้และแก้ปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา มิฉะนั้นจะส่งผลต่อระบบนิเวศและคุณภาพน้ำด้านเกษตรกรรม-อุปโภคบริโภค จึงมีแผนการผันน้ำ จากลุ่มน้ำแม่กลองมาลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างในฤดูแล้ง ปี 2562/2563 จำนวน 850 ล้าน ลบ.ม. สำหรับในอนาคตจะพิจารณาผันน้ำมาสนับสนุนลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตามศักยภาพและปริมาณน้ำต้นทุน อาจต้องเพิ่มเป็น 2,000 ล้านลบ.ม. โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งการแก้ไขปัญหาน้ำทะเลหนุนกระทบต่อการผลิตน้ำประปา ล่าสุดในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลก็สามารถคลี่คลายปัญหาได้อย่างรวดเร็วทันทีที่กปน.ประสานงานมา โดยส่งน้ำเพิ่มจากเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนพระราม 6 และแม่กลอง เช่นเดียวกับการส่งน้ำเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก และแม่น้ำบางขามใน จ.ลพบุรี และสระบุรี สามารถแก้ปัญหาการอุปโภคบริโภคที่ผมเพิ่งไปลงพื้นที่มาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ก็ขอให้กปภ.และประปาหมู่บ้านตำบลรณรงค์ประหยัดการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง

          สำหรับการขับเคลื่อนแผนหลักมาได้ครึ่งทางและมีการประเมินผลแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เช่น

          การก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และแก้มลิง รวมทั้งสิ้น จำนวน 421 โครงการ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จทั้งโครงการจะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1,232,121 ไร่ และปริมาตรเก็บกัก 942.00 ล้าน ลบ.ม. สำหรับในปี 2563 โครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จจะได้พื้นที่ชลประทาน 176,968 ไร่ และปริมาตรน้ำเก็บกัก 199.54 ล้าน ลบ.ม.

          ในปีงบประมาณ 2563 (งบลงทุน) จะเร่งรัดงานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน ก่อสร้างแหล่งน้ำระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ และโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ

          ส่วนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจะดำเนินการจ้างแรงงานทั่วทุกภาคของประเทศ วงเงินประมาณ 3,100 ล้านบาท
          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เร่งดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ (Action plan) รับมือภัยแล้งทั่วประเทศ โดยให้รายงานสถานการณ์ต่อศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรทุกวัน พร้อมจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ การประกอบอาชีพ และเสริมรายได้ ตามนโยบายศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำแห่งชาติ

          - คิดว่าเพียงพอต่อการรับมือภัยแล้งหรือไม่
          กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหนึ่งในหลายหน่วยงานที่ร่วมกันดูแลปัญหาภัยแล้งโดยขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการน้ำมาตั้งแต่ปีที่แล้วและรับมือได้ดีตามแผนบริหารจัดการน้ำ ปี 2562/2563 ยังมีอีกหลายหน่วยงานโดยเฉพาะ

          ล่าสุดคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการสนับสนุนงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2562 ไปพลางก่อน สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายในโครงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอ ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ รวมทั้งสิ้น 2,041 โครงการ ภายในวงเงิน 3,079,472,482 บาท โดยให้ใช้จ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2562 ไปพลางก่อน จำนวน 2,295,698,982 บาท และให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลปรับแผนการดำเนินงานจากกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2562 ไปพลางก่อน งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในโครงการเพิ่มน้ำต้นทุนและระบบกระจายน้ำ เพื่อสนับสนุนแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 และยังไม่ขอรับการจัดสรรเงินงบประมาณ จำนวน 783,773,500 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ

          นายกรัฐมนตรียังได้กำชับให้ใช้ทุกมาตรการเช่นการขุดบ่อน้ำบาดาล จัดหาแหล่งน้ำสำรอง ตั้งจุดแจกจ่ายน้ำประปา จ้างงานและหาอาชีพเสริมให้แก่เกษตรกร

          นอกจากนี้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ยังมีมติเห็นชอบกรอบโครงสร้างศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำ และกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (War Room) ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2562

          ตัวอย่างของแผนปฏิบัติการเช่นทางด้านเกษตร แบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน 1.ในพื้นที่เขตชลประทาน มีมาตรการในการควบคุมจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำและสอดคล้องต่อปริมาณน้ำต้นทุน โดยมีการปรับแผนจัดสรรน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่–กลาง เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 มีการปรับแผนเพิ่มขึ้น จำนวน 587 ล้านลบ.ม. จากแผนเดิม 11,984 ล้าน ลบ.ม. เป็น 12,570 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 14 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 5 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 แห่ง ภาคตะวันออก 5 แห่ง ภาคกลาง 1 และภาคตะวันตก 2 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 11 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 3 แห่ง และภาคตะวันออก 8 แห่ง ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ควบคุมการจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผนอย่างเคร่งครัด พร้อมประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่

          2.นอกพื้นที่เขตชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมสำรวจพื้นที่ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นเสี่ยงขาดแคลนน้ำ 2.6 ล้านไร่ พบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำขั้นรุนแรง ยืนต้นตายจำนวน 0.37 ล้านไร่ ในพื้นที่ 30 จังหวัด โดยมอบกรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จะดำเนินการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุน พร้อมทั้งจัดทำแผนและมาตรการเสนอโดยด่วนต่อไป

          นอกจากนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมรับมือ ด้านเครื่องมือและเครื่องจักรกลโดยให้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และกองทัพบก ได้เตรียมความพร้อมเครื่องจักรกล ยานพาหนะ เครื่องมือและอุปกรณ์ รวม 4,192 เครื่อง แบ่งเป็นรถบรรทุกน้ำและรถผลิตน้ำ 1,517 เครื่อง เครื่องจักรและเครื่องขุด 175 เครื่อง และเครื่องเจาะบ่อและสูบน้ำ 2,500 เครื่อง โดยมอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรับไปดำเนินการวางแผนการใช้เครื่องจักรเครื่องมือ เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งต่อไป

          ผมเชื่อว่าเราจะผ่านภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไปได้ด้วยความร่วมมือของทุกภาคีภาคส่วนโดยเฉพาะการช่วยกันใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพตามแผนหลักของ สทนช. และแผนปฏิบัติการของกรมชลประทานรวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐโดยการสนับสนุนของรัฐบาล

          - ในอนาคตยังต้องเผชิญภัยแล้งอีกมีแผนวางไว้อย่างไร
          เราจะแปลงวิกฤติเป็นโอกาสเพื่อวันหน้า แม้เกิดวิกฤติภัยแล้งจะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งต้องคิดแบบองค์รวมเชิงโครงสร้างและระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ บริหารจัดการทั้งอุปสงค์และอุปทาน (Demandside & Supplyside Management)

          กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงนำนโยบายเทคโนโลยีเกษตรมาขับเคลื่อน เช่น การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติที่เป็นบิ๊กดาต้าใช้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ประเมินผลและสื่อสารไปถึงเกษตรกร ผ่านแอพพลิเคชั่นบนแพลตฟอร์มมือถือ โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการน้ำในภาวะภัยแล้งก็มีระบบชลประทานอัจฉริยะ ต่อไปการบริหารการจัดสรรน้ำต้นทางจนถึงปลายทางผู้ใช้จะควบคุมด้วยเทคโนโลยีและไอโอทีแพลตฟอร์มที่แม่นยำและรวดเร็ว

          นอกจากนี้จะมีการเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกท์น้ำ เช่น Water Grid และโครงการผันน้ำเติมเขื่อนใหญ่ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และบางส่วนของภาคใต้ เช่น โครงการโขง เลย ชีมูล เป็นต้น เราลงทุนหลายล้านล้านบาทกับการคมนาคมขนส่งได้ทำไมจะลงทุนเพื่อเกษตรกรของเราบ้างไม่ได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะนำเสนอเมกะโปรเจกท์ให้รัฐบาลเร่งรัดสนับสนุนพร้อมกับโครงการธนาคารน้ำใต้ดินบ่อน้ำชุมชนแบบขนมครกโมเดล ซึ่งเป็นไมโครโปรเจกท์สำหรับชุมชนและครัวเรือน รวมทั้งวิธีการส่งน้ำและการขยายเขตส่งน้ำด้วยพลังงานทดแทนต่างๆ เพื่อเพิ่มเขตชลประทานได้กว้างขึ้นเร็วขึ้นและใช้งบประมาณน้อยลง

          สุดท้ายคือการปฏิรูปการใช้น้ำภาคเกษตรแห่งอนาคตภายในเรือกสวนไร่นา ซึ่งเร็วๆ นี้ หลังจากรัฐมนตรีดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน ให้ความเห็นชอบก็จะมีการเผยโฉมนวัตกรรมใหม่ของระบบน้ำในฟาร์มที่จะพลิกโฉมหน้าการทำเกษตรครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยใช้น้ำเพียง 20% จากการทำเกษตรแบบปัจจุบัน สามารถลดการใช้น้ำถึง 80% ลดการใช้ปุ๋ย 80% ลดการใช้สารกำจัดวัชพืช 80% เพื่อรองรับปัญหาภัยแล้งในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

 
 
Gallery
 
 
 
 
 
ระทึก 7 ชั่วโมง ช่วยชีวิตนักกระโดดร่มติดหน้าผาพัทลุงสูงเกือบ 200 เมตร
13 มกราคม 2563 - 17:30 น.

วินาที !!! ชีวิตขณะเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยช่งเต็กเซี่ยงตึ๊ง พัทลุง กำลังใช้เชือกโรยตัวจากยอดเขาอกทะลุ อ.เมือง จ.พัทลุง ซึ่งมีความสูงประมาณ 250 เมตร ลงมาช่วยชีวิตนายโจฮันเนส กลาสเซอร์ นักกระโดดร่มเบสจัมป์ ชาวออสเตรีย กระโดดร่มมาติดอยู่ที่ชะง่อนหินริมหน้าผาสูงชันเนื่องจากกระแสมลมแรงเปลี่ยนทิศทางการบังคับ ทำให้เสียการทรงตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยใช้เวลาเกือบ 7 ชั่วโมง สามารถช่วยเหลื่อนำนายโจฮันเนสลงมาได้อย่างปลอดภัย ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ท่ามกลางการคอยลุ้นและเอาใจช่วยจากประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก อนึ่งเมื่อวันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมา นายโจฮันเนส และทีมงานได้มากระโดดร่มสร้างความสุขและตื่นตาตื่นใจมาแล้วครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะมาพลาดท่าในวันนี้

ภาพ จรูญ ทองนวล ( Charoon Thongnual ) #NationPhoto #ช่วยชีวิตนักกระโดดร่มติดหน้าผา #เขาอกทะลุ #พัทลุง

 .....................................................
 
15 มกราคม 2563
 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน