*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5720
  • จำนวนผู้ชม : 3406134
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< มกราคม 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 302 , 17:30:46 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ข่าวสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการจัดซื้อเรือตรวจการณ์เอามาจอดเฉยๆไว้ในโรงรถมูลค่าหลายร้อยล้านบาท และอีกรายการ

คือ รถไฟฟ้าอัจฉริยะมูลค่า 898 ล. แต่การใช้สอยก็เป็นปัญหา ทั้งสองข่าวน่าจะกระเทือนถึงรองนายกฯ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ

คนดูแลสตช.หรือเปล่า

         รัฐบาล 'ลุงตู่' พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วเมื่อมีเรื่องอย่างนี้ ฝ่ายค้านจะนำไปอภิปราย

ด้วยหรือ

         ฝุ่นพิษ PM 2.5 เข้าตาก็ทำให้ตาอักเสบด้วย จึงปิดจมูกอย่างเดียวไม่พอครับ ก่อนอื่นปิดโรงเรียนก่อนดีไหมครับ เป็นห่วงเด็กๆ

จังเลย

 

logo small 2

 

คุ้ยจัดซื้อรถไฟฟ้าอัจฉริยะ ตร. 898 ล. เจอแค่TOR-ราคากลาง ไม่โชว์สัญญาผู้ชนะ-คู่เทียบ

เขียนวันที่
วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม 2563 เวลา 20:00 น.
เขียนโดย
isranews
Tags
ษิทรา เบี้ยบังเกิด | รถไฟฟ้าตรวจการณ์อัจฉริยะ | บริษัท จีเนียส ทราฟฟิค ซีสเต็ม จำกัด | สกบ. | ติณภัทร ภุมรินทร์ | สตม. | บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) | สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน | สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง | สำนักงานตำรวจเเห่งชาติ | สำนักงานส่งกำลังบำรุง | สตช. | สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ | สตง. | ป.ป.ช.
 

“...โครงการจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้าตรวจการณ์อัจฉริยะ 260 คัน วงเงิน 898,810,700 บาท ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดซื้อจาก บริษัท จีเนียส ทราฟฟิค ซีสเต็ม จำกัด (GTS) ในเครือบริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2561 ปรากฏว่า ไม่ปรากฏข้อมูลการจัดซื้อโครงการดังกล่าว จากฐานข้อมูลเว็บไซต์ ภาษีไปไหน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานส่งกำลังบำรุง พบเพียงข้อมูลรายละเอียดเงื่อนไขประกอบการจัดซื้อและขอบเขตของงาน (Term of Reference : TOR) และประกาศราคากลาง บนฐานข้อมูลของเว็บไซต์กรมบัญชีกลาง...”

 17มค62 AC pl

สำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ลงนามจัดซื้อกับ บริษัท จีเนียส ทราฟฟิค ซีสเต็ม จำกัด (GTS) ในเครือบริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2561

รายละเอียดโครงการ ประกอบรถยนต์ 2 ส่วน ส่วนแรกจำนวน 230 คัน พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ ราคาคันละ 3,445,039 บาท รวมเป็นเงิน 792,358,970 บาท ส่วนที่สอง จำนวน 30 คัน พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ ราคาคันละ 3,548,391 บาท รวมเป็นเงิน 106,451,730 บาท

นับรวมมูลค่าสัญญาอยู่ที่ 898,810,700 บาท

คือ ข้อมูลเชิงลึกของ โครงการจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้าตรวจการณ์อัจฉริยะ ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. รับไปตรวจสอบ โดยนายษิทรา กล่าวอ้างว่า เมื่อปี พ.ศ. 2560 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีโครงการจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้าตรวจการณ์อัจฉริยะ พร้อมติดตั้งระบบเทคโนโลยีต่างๆ จำนวน 260 คัน วงเงินงบประมาณ 900 ล้านบาท ซึ่งรถยนต์ดังกล่าวจะวิ่งได้ระยะทาง 200 กิโลเมตรต่อการชาร์จประจุไฟฟ้า 1 ครั้ง และใช้เวลาในการชาร์จประจุไฟฟ้า 1 ครั้ง ประมาณ 6 ชั่วโมง แต่ในข้อเท็จจริงปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังไม่มีสถานที่ไว้สำหรับชาร์จประจุไฟฟ้าของรถยนต์ ส่อให้เห็นว่าการดำเนินงานโครงการนี้ ส่อว่าจะมีปัญหาในขั้นตอนปฏิบัติงาน

(อ่านประกอบ : ถึงคิว! ตรวจรถไฟฟ้าอัจฉริยะ 898 ล. บ.จีเนียส เครือ ฟอร์ท คู่สัญญา-'ติณภัทร' ยันโปร่งใส เปิดสัญญา จัดซื้อไบโอเมตริกซ์ 2.1 พันล. แบ่งงาน/จ่ายเงิน 6 งวด กำหนดค่าปรับวันละ 0.2%'อิศรา' ถาม- 'พล.ต.ท. ติณภัทร' ตอบ! จัดซื้อไบโอเมตริกซ์ 2.1 พันล. มีปัญหาจริงหรือ?เจาะปม 'บิ๊กโจ๊ก' แฉซื้อเครื่องไบโอเมตริกซ์ สตม 2.1 พันล. ป.ป.ช.ลุยสอบ-สะเทือน ผบ.ตร.?)

ล่าสุด สำนักข่าวอิศราตรวจสอบข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง โครงการจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้าตรวจการณ์อัจฉริยะ 260 คัน วงเงิน 898,810,700 บาท ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดซื้อจาก บริษัท จีเนียส ทราฟฟิค ซีสเต็ม จำกัด (GTS) ในเครือบริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2561 ดังกล่าวเพิ่มเติม ปรากฏว่า

ไม่พบข้อมูลการจัดซื้อโครงการดังกล่าว จากฐานข้อมูลเว็บไซต์ ภาษีไปไหน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานส่งกำลังบำรุง

พบเพียงข้อมูลรายละเอียดเงื่อนไขประกอบการจัดซื้อและขอบเขตของงาน (Term of Reference : TOR) และประกาศราคากลาง บนฐานข้อมูลของเว็บไซต์กรมบัญชีกลางเท่านั้น

โดยรายละเอียดสำคัญของทีโออา ระบุวัตถุประสงค์ว่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการควบคุมคนเข้าเมือง ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและภัยคุกคามความมั่นคงในรูปแบบใหม่ ส่งเสริมการปฏิบัติการเชิงรุก รวมทั้งภารกิจด้านอื่น ๆ

ด้านคุณลักษณะเฉพาะ กำหนดว่า แบ่งจัดซื้อรถยนต์เป็น 2 ประเภท โดยประเภทที่ 1 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานผสมแบบเสียบปลั๊ก มีเครื่องรับส่งวิทยุ ติดเครื่องขยายเสียง ไซเรน ไฟ LED ติดกล้องหลังรถ มีคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ เครื่องตรวจหนังสือเดินทาง กล้องวิดีโอติดหมวก รวมทั้งปืนไฟฟ้าด้วย ส่วนรถประเภทที่ 2 กำหนดคุณสมบัติเหมือนประเภทที่ 1 แต่เพิ่มกล้อง Web Camera และเครื่องพิมพ์ Printer ชนิด Dot Matrix แบบแคร่สั้น ทั้งนี้ โครงการยังรวมไปถึงการเช่าระบบเครือข่ายวงจรสื่อสารด้วย

17มค62 A pl1

ขณะที่ เอกสารราคากลาง ระบุว่า วงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร จำนวน 899,786,610 บาท กำหนดราคากลาง เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2560 เป็นเงิน 899,786,610 บาท แหล่งที่มาราคากลาง ระบุว่า ราคากลางของทางราชการ 899,786,610 บาท

17มค62 A pl2

ทั้งนี้ สำนักข่าวอิศราพยายามติดต่อ สำนักงานส่งกำลังบำรุง (สกบ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ทางโทรศัพท์ แต่ไม่มีผู้รับสาย

อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้าตรวจการณ์อัจฉริยะ นั้น พล.ต.ท. ติณภัทร ภุมรินทร์ ให้สัมภาษณ์ยืนยันสำนักข่าวอิศราว่า การดำเนินงานโครงการไม่มีปัญหาเช่นเดียวกับโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์ไบโอเมตริกซ์

"ขณะที่ในขั้นตอนการตรวจรับส่งมอบงานก็ผ่านการรับรองจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แล้วด้วย" พล.ต.ท. ติณภัทร ระบุ

อ่านประกอบ : 

ถึงคิว! ตรวจรถไฟฟ้าอัจฉริยะ 898 ล. บ.จีเนียส เครือ ฟอร์ท คู่สัญญา-'ติณภัทร' ยันโปร่งใส

'อิศรา' ถาม- 'พล.ต.ท. ติณภัทร' ตอบ! จัดซื้อไบโอเมตริกซ์ 2.1 พันล. มีปัญหาจริงหรือ?

เผยโฉม บ.เอ็มเอสซี คู่สัญญาขายไบโอเมตริกซ์ 2.1 พันล.- จนท.แจงผู้ใหญ่ยังไม่เข้ารอติดต่อกลับ

พบแล้ว! ข้อมูลสัญญาไบโอเมตริกซ์ 2.1 พันล.! สตช.จัดซื้อวิธีพิเศษ ชนะต่ำกว่าราคากลาง 10 ล.

เผยโฉมประกาศซื้อคอมฯ ไบโอเมตริกซ์ สตช.1.7 พันล.-ชื่อ บ.เอ็มเอสซี หราสืบราคากลางด้วย

เจาะปม 'บิ๊กโจ๊ก' แฉซื้อเครื่องไบโอเมตริกซ์ สตม 2.1 พันล. ป.ป.ช.ลุยสอบ-สะเทือน ผบ.ตร.?

10 ม.ค.‘บิ๊กโจ๊ก’มาให้ข้อมูล ป.ป.ช.ปมไบโอเมตริกซ์ สตม. 2.1 พันล.-บี้สอบ ผบ.ตร. ด้วย

ป.ป.ช.ยังไม่เรียก‘บิ๊กโจ๊ก’ให้ข้อมูลโครงการไบโอแมทริกซ์ สตม. 2.1 พันล.-สอบคืบ 50%

# กดคลิก ติดตาม ส่งแชร์ข่าวอิศรา ได้ที่นี่ https://www.facebook.com/isranewsfanpage/

.....................................................

เจาะประเด็นร้อน

จัดซื้อ 27 ลำ หมดงบกว่า 300 ล. จอดโชว์โรงเก็บ

16 มกราคม 2563 - 20:34 น.
หนังสือพิมพ์งบจัดซื้อ,เรือตรวจการณ์,สตม
Shares : 
118
 
เปิดอ่าน 2,634 ครั้ง

ฉาวอีกเรือตรวจการณ์ ตม. ผลาญงบ 348 ล.ไร้ประโยชน์ จัดซื้อทับซ้อนงานตำรวจน้ำ 

               เรื่องฉาว สตช.โผล่อีก โครงการเรือตรวจการณ์ สตม.จัดซื้อ 27 ลำ ผลาญงบ 348 ล้าน ชี้ไร้ประโยชน์ ส่งมอบตม.จังหวัด จอดไว้โรงเก็บ ไม่ได้ลงน้ำลาดตระเวนแนวชายแดน สงสัยทับซ้อนตำรวจน้ำหน่วยงานหลัก ส่อเค้าทุจริต

               จากกรณีโครงการอื้อฉาวจัดซื้อจัดจ้างระบบไบโอเมทริกซ์ซึ่งถูกแฉพิรุธส่วนต่างว่าแพงเกินจริง ใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อาจมีการทุจจริต ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยผู้ลงนามเซ็นอนุมัติโครงการเป็น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.

               ใช้งบประมาณในส่วนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) มูลค่ากว่า 2,100 ล้านบาท แต่คู่สัญญากับบริษัทเอกชนกลับเป็นสำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สกบ.) ที่มี พล.ต.ท.ติณภัทร ภุมรินทร์ เป็น ผบช.สกบ.

               โดยเรื่องดังกล่าวถูกนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ นำเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ จนเป็นปมร้อนอยู่ในขณะนี้นั้น

              ล่าสุดวันที่ 16 มกราคม มีรายงานข่าวเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวโผล่อีก โดยเรื่องนี้ยังคงเกี่ยวข้องกับสตม. ซึ่งเป็นโครงการเรือยนต์ตรวจการณ์ สตม. โดยใช้งบประมาณจำนวนหลายร้อยล้านบาทในการจัดซื้อ

 

               แต่เรือดังกล่าวกลับไม่ได้ใช้ประโยชน์จริงตามวัตถุประสงค์ที่เขียนไว้ในโครงการดังกล่าว เนื่องจากมี ตม.จังหวัดหลายแห่งที่รับมอบเรือไปแล้วนำไปจอดไว้บนบกที่โรงเก็บ ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์

               บางแห่งไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.ขับเรือเป็น ขณะเดียวกันยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังมีกองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) ที่ถือว่าเป็นหน่วยงานหลักในการปฏิบัติหน้าที่ทางน้ำ ตรวจการณ์ ลาดตระเวน ฯลฯ และโครงการนี้มีความซ้ำซ้อนกับตำรวจน้ำหรือไม่ หรืออาจจะเป็นการทุจริตเรื่องงบประมาณ

               แหล่งข่าวระดับสูงเปิดเผยกับสำนักข่าวเครือเนชั่น ว่าโครงการจัดซื้อเรือยนต์ตรวจการณ์ สตม. จำนวน 27 ลำ ใช้งบประมาณรวม 348,100,500 บาท โดยเรือตรวจการณ์ที่จัดซื้อ เป็นเรือยนต์ 2 ประเภท แบ่งเป็น เรือยนต์ขนาด 21 ฟุต ติดเครื่องยนต์ท้าย 1 เครื่องยนต์ จำนวน 8 ลำ ราคาลำละ 7,437,500 บาท รวม 59,500,000 บาท และเรือยนต์ขนาด 32 ฟุต ติดเครื่องยนต์ท้าย 2 เครื่องยนต์ จำนวน 19 ลำ ราคาลำละ 15,189,500 บาท รวม 288,600,500 บาท รวมมูลค่าในการจัดซื้อเรือยนต์ทั้ง 2 ประเภท ราคา 348,100,500 บาท

               สำหรับวัตถุประสงค์ที่อ้างเป็นเหตุผลในการจัดซื้อนั้น เพื่อใช้ตรวจการณ์บริเวณชายแดน เน้นชายแดนด้านที่ติดน้ำ โดยเรือขนาด 21 ฟุต จำนวน 8 ลำ ส่งมอบแล้ว 3 งวด แบ่งเป็น งวดที่ 1 ส่งมอบภายใน 90 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา (24 มิถุนายน 2561) จำนวน 2 ลำ โดยมอบให้ ตม.จังหวัดมุกดาหาร และ ตม.จังหวัดอุบลราชธานี

               ส่วนงวดที่ 2 จำนวน 3 ลำ ส่งมอบภายใน 150 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา (23 สิงหาคม 2561) ส่งมอบให้แก่ ตม.จังหวัดสตูล ตม.จังหวัดฉะเชิงเทรา และตม.จังหวัดหนองคาย สำหรับงวดที่ 3 จำนวน 3 ลำ ส่งมอบภายใน 180 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา (22 กันยายน 2561) ส่งมอบให้ ตม.จังหวัดนครพนม ตม.จังหวัดบึงกาฬ และด่าน ตม.ท่าเรือกรุงเทพฯ

               ขณะที่เรือยนต์ขนาด 32 ฟุต จำนวน 19 ลำ มีการทยอยส่งมอบเป็น 5 งวด โดยงวดที่ 1 จำนวน 2 ลำ ส่งมอบภายใน 90 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา (24 มิถุนายน 2561) ส่งมอบให้ ตม.จังหวัดนครศรีธรรมราช และตม.จังหวัดตรัง ส่วนงวดที่ 2 จำนวน 4 ลำ ส่งมอบภายใน 150 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา (23 สิงหาคม 2561) ส่งมอบให้ ตม.จังหวัดสตูล ตม.จังหวัดตราด ตม.จังหวัดสมุทรสาคร และตม.จังหวัดสมุทรปราการ

               งวดที่ 3 จำนวน 4 ลำ ส่งมอบภายใน 220 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา (22 ตุลาคม 2561) ส่งมอบให้ ตม.จังหวัดภูเก็ต ตม.จังหวัดสงขลา จำนวน 2 ลำ และตม.จังหวัดกระบี่ สำหรับงวดที่ 4 จำนวน 4 ลำ ส่งมอบภายใน 270 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา (21 ธันวาคม 2561) ส่งมอบให้ด่าน ตม.เชียงแสน ตม.จังหวัดระนอง ตม.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และตม.จังหวัดชุมพร

               โดยงวดที่ 5 จำนวน 5 ลำ ส่งมอบภายใน 360 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา (21 มีนาคม 2562) ซึ่งส่งมอบให้ ตม.จังหวัดจันทบุรี ตม.จังหวัดระยอง ตม.จังหวัดชลบุรี ตม.จังหวัดปัตตานี และตม.จังหวัดสุราษฎร์ธานี

               แหล่งข่าวคนเดิมบอกอีกว่า การจัดซื้อเรือยนต์ตรวจการณ์ให้หน่วยงานอย่าง สตม. ทำให้เกิดคำถามเรื่องความเหมาะสมและตรงตามภารกิจจริงหรือไม่ เพราะหากจะอ้างเรื่องการตรวจลำน้ำ หรือผลักดันคนเข้าเมืองผิดกฎหมายทางน้ำ ก็สามารถประสานกับกองบังคับการตำรวจน้ำ ซึ่งมีเรือและยุทโธปกรณ์ครบถ้วนกว่าได้

 

               นอกจากนั้นเฉพาะในลำน้ำโขงยังมีหน่วยปฏิบัติการพิเศษตามลำแม่น้ำโขง หรือ นปข. คอยลาดตระเวน สอดแนม และดูแลด้านความมั่นคงทุกจังหวัดริมน้ำโขงด้วย

               อย่างไรก็ตามเมื่อส่องดูภารกิจของสตม.ซึ่งเขียนไว้ในเว็บไซต์ของหน่วยงาน เขียนเอาไว้กว้างๆ สรุปสาระสำคัญได้ว่า มีหน้าที่ในการตรวจสอบบุคคลและยานพาหนะที่ใช้เดินทางเข้าออกประเทศ รวมทั้งให้บริการคนต่างด้าวขณะพำนัก

               จึงเป็นหน่วยงานมีภารกิจทั้งงานให้บริการในการเดินทางข้ามแดนและการรักษาความมั่นคงของประเทศ สกัดกั้นบุคคลต้องห้ามหรือไม่พึงประสงค์ไม่ให้เดินทางเข้ามาหรือออกนอกราชอาณาจักร รวมทั้งป้องกันภัยคุกคามต่อความมั่นคงในรูปแบบต่างๆ

               ทั้งนี้การจัดซื้อและส่งมอบเรือยนต์ตรวจการณ์ สตม. จนถึงขณะนี้ส่งมอบไปหมดแล้ว โดยจากการตรวจสอบในเว็บไซต์ของตม.จังหวัดต่างๆ พบว่ามีการลงภาพและข่าวการรับมอบเรือกันอย่างคึกคัก

               ส่วนใหญ่รับมอบตั้งแต่ปี 2561 เช่น ตม.จังหวัดหนองคาย รับมอบเรือยนต์ตรวจการณ์ ขนาด 21 ฟุต จำนวน 1 ลำ บริเวณท่าทรายอิทธิศักดิ์ขนส่งหนองคาย ต.กวนวัน อ.เมืองหนองคาย พร้อมทดสอบเรือยนต์ในลำน้ำโขง

 

 

               ขณะที่เว็บไซต์ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน ได้เผยแพร่ข่าวเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 เกี่ยวกับจัดพิธีปล่อยเรือยนต์ตรวจการณ์ลงน้ำ หลังได้รับจัดสรรเรือยนต์ตรวจการณ์จากสตม. โดยภายในงานมี พ.ต.อ.ณัชธฤต ปิ่นปัก ผู้กำกับการ ด่าน ตม.เชียงแสน พร้อมข้าราชการตำรวจในสังกัด เข้าร่วมพิธี มีการทำพิธีเจิมเรือเพื่อเป็นสิริมงคลด้วย

               ขณะเดียวกันเว็บไซต์ข่าวสดเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2562 ก็ได้รายงานข่าว พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ขับเรือยนต์ตรวจการณ์ของตม.จังหวัดอุบลราชธานี บริเวณจุดผ่อนปรนทางการค้า อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เพื่อตรวจสอบความพร้อมการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงการบูรณาการกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่และเสริมสร้างภารกิจด้านความมั่นคงให้มีความเข้มแข็ง อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

               นอกจากนี้จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมของสำนักข่าวเครือเนชั่น ยังพบว่า โครงการจัดซื้อเรือยนต์ตรวจการณ์ของสตม. ดำเนินการโดย สกบ.ตร. เหมือนกับโครงการไบโอเมทริกซ์ แต่ใช้งบประมาณจากเงินค่าธรรมเนียมที่เก็บตามด่านตรวจคนเข้าเมืองมาใช้ในการจัดซื้อ ซึ่งเริ่มโครงการในยุค พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร เป็น ผบช.สตม.

               โดยเรือยนต์ตรวจการณ์ต่อเสร็จและมีการส่งมอบกันช่วงปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่ พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น หรือ “บิ๊กบัว” เพื่อนร่วมรุ่น นรต.36 ของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา มานั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการ สตม. ต่อจาก พล.ต.ท.ณัฐธร ขณะที่ พล.ต.ท.ณัฐธร สายตรง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามารับหน้าที่หลังเกิดเหตุวิกฤติลอบวางระเบิดบริเวณสี่แยกราชประสงค์เมื่อปี 2559 และหลังจากนั้นก็มีการเสนอจัดซื้อระบบไบโอเมทริกซ์

               รายงานข่าวระบุว่า ในช่วงที่มีการส่งมอบเรือยนต์ตรวจการณ์ไปประจำตามด่าน ตม.ในหลายจังหวัดที่มีพื้นที่ปฏิบัติการทางน้ำ ปรากฏว่า สตม.ไม่มีกำลังพลที่สามารถขับเจ้าเรือยนต์ตรวจการณ์ดังกล่าวได้จนต้องโอนย้ายเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานข้างเคียงที่สามารถขับเรือได้มาเป็นตำรวจ ตม.

 

               รวมทั้งตรวจสอบจังหวัดต่างๆ ริมแม่น้ำโขง ส่วนใหญ่ได้รับการยืนยันว่าแทบไม่เคยเห็นเรือยนต์ตรวจการณ์ของ สตม.ออกปฏิบัติการในลำน้ำ โดยส่วนมากเห็นจอดอยู่บนบก เช่น ในโรงจอดรถของหน่วย จนเกิดคำถามว่ามีการใช้งานคุ้มค่ากับงบประมาณลำละหลายล้านบาท หรือทั้งโครงการที่ใช้งบไปกว่า 348 ล้านบาท หรือไม่

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตลอดทั้งวันสำนักข่าวเนชั่นพยายามสอบถามผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่ไม่มีใครสะดวกหรือสามารถให้ข้อมูลและชี้แจงได้ โดยเฉพาะในรายการเก็บตกจากเนชั่นภาคเย็น ทางเนชั่นทีวีช่อง 22 ที่เป็นรายการสด ออกอากาศเวลา 15.30 น. ก็ระบุว่าทีมงานพยายามติดต่อเพื่อสอบถามและให้ชี้แจงกรณีการจัดซื้อเรือยนต์ตรวจการณ์ สตม. รวมทั้งการใช้งานกับ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ก็ติดภารกิจ ไม่สะดวกที่จะให้สัมภาษณ์

               จากนั้นติดต่อไปยัง พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผบช.สตม. ก็แจ้งว่าไม่สะดวกจะให้สัมภาษณ์เช่นกัน กระทั่งติดต่อไปยัง พล.ต.ต.จักรทิพย์ ศตพิมลศักดิ์ ผู้บังคับการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง (ผบก.ศท.ตม.) ก็ได้รับคำอธิบายว่า รู้เฉพาะเรื่องรถยนต์สายตรวจอัจฉริยะ ส่วนเรื่องเรือยนต์ตรวจการณ์ไม่รู้ จึงไม่สามารถอธิบายหรือชี้แจงให้ได้

               ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับคดีที่คนร้ายบุกยิงรถยนต์ส่วนตัวของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีต ผบช.สม. ซึ่งเหตุเกิดเมื่อช่วงค่ำวันที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมา กระทั่งทำให้เรื่องการทุจริตจัดซื้อไบโอเมทริกซ์กลายเป็นปมร้อนขึ้นมา เนื่องจากเจ้าตัวออกมาระบุว่าสาเหตุที่ถูกยิงรถเกิดจากเรื่องนี้ โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

               ซึ่งเมื่อช่วงเช้าวันที่ 16 มกราคม พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. บอกถึงคดีดังกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานมาโดยตลอด ในเบื้องต้นมีการสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีทั้งสิ้น 145 ปาก รวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุพบหัวกระสุนปืนในที่เกิดเหตุ 1 หัว และในรถยนต์คันเกิดเหตุ 7 หัว

               ส่วนรายงานผลพิสูจน์ของพฐ. ทราบผลเบื้องต้นแต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะอยู่ในสำนวนการสอบสวน นอกจากนี้ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดจำนวน 134 ตัว และกำลังตรวจสอบเพิ่มเติมอีก

               พล.ต.ท.ภัคพงศ์ กล่าวด้วยว่า ขอยืนยันคดีนี้ บช.น.สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเต็มที่ โดยตั้งแต่เกิดเหตุวันแรก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ขณะนั้นไปราชการต่างประเทศ ได้โทรมาสั่งการให้ดำเนินการตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ ซึ่ง ผบ.ตร. ได้สั่งการอีกหลายเรื่องตามปกติ

'ลิเดีย' ตาอักเสบเจอฝุ่น PM 2.5 เล่นงาน

20 มกราคม 2563 - 12:47 น.
ลิเดีย ศรัณย์รัชต์,ตาอักเสบ,ฝุ่นพิษ,ฝุ่น PM 25

นักร้องสาวคนดัง 'ลิเดีย ศรัณย์รัชต์' กลายเป็นอีกคนที่เจอพิษฝุ่น PM 2.5 เล่นงาน หลังจากที่เธอโพสต์ภาพดวงตาอักเสบ หลังออกจากบ้านซื้อของแค่ 15 นาที

นักร้องสาวคนดัง 'ลิเดีย ศรัณย์รัชต์' กลายเป็นอีกคนที่เจอพิษฝุ่น PM 2.5 เล่นงาน หลังจากที่เธอโพสต์ภาพดวงตาอักเสบ หลังจากที่นั่งมอเตอร์ไซค์ออกไปข้างนอกเพียง 15 นาทีเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ตนสวมใส่หน้ากากอนามัยแท้ๆ แต่ก็โดนฝุ่นพิษเล่นงานอยู่ดี

ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า กทม. ประสบปัญหาฝุ่น PM 2.5 และล่าสุดวันนี้ (20 มกราคม 2563) ทาง AirVisual.com ระบุว่า กรุงเทพฯ ประเทศไทย รั้งอันดับ 8 ประเทศที่อากาศแย่ที่สุดในโลก โดยมีปริมาณฝุ่นแบบภาพรวมที่ 174 US AQI กันเลยทีเดียว จน #ฝุ่นกรุงเทพ ขึ้นมาติดเทรนด์ทวิตเตอร์ในสังคมออนไลน์ขณะนี้ 

ขณะเดียวกันนักร้องสาวคนดัง 'ลิเดีย ศรัณย์รัชต์' ได้เล่าผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ระบุว่า "เรามาถึงจุดนี้กันแล้วใช่ไหม ที่การไปออกกำลังกายข้างนอก คือการทำลายสุขภาพ การพาลูกออกไปเล่นข้างนอก คือการทำร้ายสุขภาพของเขา ท้องฟ้าข้างนอกมืดมัวปกคลุมไปด้วยละอองฝุ่นทั้งเมือง คนไทยจะมีคุณภาพชีวิตแบบนี้จริงเหรอ? นี่แค่ออกไปข้างนอก (และใส่มาส์กปิด) เพื่อแวะซื้อของแป๊บเดียวประมาณ 15 นาที แต่ผลที่ได้รับคือตาอักเสบจากมลพิษและฝุ่น PM2.5 ได้ขนาดนี้? เหมือนโดนคำสั่งให้ถูกกักบริเวณจับควบคุมตัวอยู่ในบ้าน"

นอกจากนี้ใน IG สตอรี่ เธอยังโพสต์ค่าฝุ่นละอองที่สูงถึง 257 US AQI และตั้งคำถามว่า จะอยู่กันยังไง? ทั้งนี้ เว็บไซต์กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า หากมีค่าฝุ่นละอองสูงกว่า 201 US AQI จะถือว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพ ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง และพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็นและหากมีอาการทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ทันที

 

การเมือง

'ยิ่งลักษณ์' เดือด แจ้งความเอาผิดแฮกเกอร์ปลอมเฟซบุ๊ก

20 มกราคม 2563 - 17:45 น.
ยิ่งลักษณ์,ปลอบเพซบุ๊ก,แจ้งความเอาผิด,แฮกเกอร์

"ยิ่งลักษณ์" เหลืออดส่งทนายความ แจ้งความดำเนินคดี แฮกเกอร์ปลอมเฟซบุ๊ก หาประโยชน์ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย เตือนจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

           เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2563 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว"Yingluck Shinawatra"มีใจความว่า "หลายเดือนที่ผ่านมานี้ดิฉันพบว่ามีผู้ทำเฟซบุ๊กปลอมขึ้น โดยใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Yingluck Shinawatra และใช้รูปภาพของดิฉันเป็นรูปโปรไฟล์ (Profile) บนเฟซบุ๊กดังกล่าว ซึ่งมีจำนวนหลายบัญชี (Account) โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กปลอมได้โพสต์ภาพของดิฉันทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นเฟซบุ๊กของดิฉัน และได้กล่าวอ้างและบิดเบือนข้อเท็จจริงว่า ดิฉันตั้งมูลนิธิการกุศลบ้าง ต้องการความช่วยเหลือบ้าง หรือชักชวนให้ลงทุนบ้าง เป็นต้น

         นอกจากนี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊กปลอมหลายบัญชีตามที่กล่าวมานั้น ได้มีการเชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กปลอมบางส่วน ได้มีการกล่าวพาดพิงถึงบุคคลภายนอก ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้

          การปลอมเฟซบุ๊กดังกล่าว อยู่นอกเหนือการรับรู้และความยินยอมของดิฉันทั้งสิ้น ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่อาจจะหลงเชื่อเฟซบุ๊กปลอมทั้งหลาย วันนี้ดิฉันจึงได้มอบหมายให้ทนายไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียบร้อยแล้ว เพื่อดำเนินการสืบค้น สืบหาตัวผู้ทำเฟซบุ๊กปลอมดังกล่าวต่อไปค่ะ

         ดิฉันขอเรียนแจ้งพี่น้องประชาชนว่า ดิฉันมีเฟซบุ๊กเพียงบัญชีเดียวที่มี “ที่อยู่ของเว็บ” หรือ “Web URL” คือ www.fb.com/yshinawatra เท่านั้น โดยขอให้สังเกตจากด้านหลังชื่อบนเพจของดิฉันจะมีรูปเครื่องหมายถูกในวงกลมสีฟ้า ซึ่งเป็นเครื่องหมาย “verified” เป็นการบ่งชี้ว่าดิฉันได้ทำการยืนยันตัวตนอย่างเป็นทางการและถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพเหล่านี้ ขอให้พี่น้องประชาชนสังเกตที่เครื่องหมายนี้นะคะ

       พร้อมกันนี้ ดิฉันขอแจ้งเตือนไปยังผู้ที่ทำเฟซบุ๊กปลอมของดิฉันว่าขอให้หยุดการกระทำเสีย ไม่เช่นนั้นดิฉันจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไปจนถึงที่สุดค่ะ

 ......................................................

เจ้าชายแฮร์รีเปิดใจครั้งแรกหลังสละฐานันดร

20 มกราคม 2563 - 07:54 น.
แฮร์รี,เปิดใจ,สละฐานันดร

เจ้าชายแฮร์รี ยอมรับข้อตกลงจากพระราชวังบัคกิงแฮม ไม่ใช่สิ่งที่พระองค์คาดไว้ ทรงหวังรับใช้สมเด็จย่าและประเทศชาติต่อไป 

คลิปที่ 1

 

เจ้าชายแฮร์รี่ ยุคแห่งซัสเซกซ์ ตรัสเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ประกาศอย่างกะทันหัน ขอลดบทบาทในฐานะพระราชวงศ์ชั้นสูง และล่าสุด ที่ประชุมของพระบรมวงศ์แห่งราชวงศ์อังกฤษได้ข้อสรุป ว่าพระองค์จะต้องสละพระยศ และถอนพระองค์จากการปฏิบัติพระกรณียกิจที่เป็นทางการ 

อ่านข่าว-เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน ขอลดบทบาท ทรงสละสถานะราชวงศ์

 

เจ้าชายแฮร์รี ตรัสว่า เมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์  ยังเป็นสตรีคนเดิมที่พระองค์หลงรัก  และเราทั้งสองทำทุกอย่างที่ทำได้และปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทของเราเพื่อประเทศนี้ด้วยความภาคภูมิใจ  ทันทีที่เมแกนกับพระองค์แต่งงาน เราตื่นเต้น มีความหวังและอยู่ที่นี่เพื่อทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลเหล่านั้น จึงทำให้พระองค์เสียใจอย่างยิ่งที่มาถึงจุดนี้ 

การตัดสินใจลดบทบาท ไม่ใช่การตัดสินใจโดยง่าย แต่เกิดจากการหารือพูดคุยหลายเดือน และหลังจากหลายปีแห่งความท้าทาย พระองค์ไม่อาจจัดการทุกอย่างให้ถูกต้องได้เสมอไป แต่ยิ่งผ่านไปเท่าไหร่ ก็ไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ แต่อยากให้เข้าใจว่าพระองค์ไม่ได้คิดเดินจากไป และจะไม่เดินจากพวกท่านอย่างแน่นอน 

 “ความหวังของเราคือการได้รับใช้สมเด็จพระราชินี เครือจักรภพและกองทัพ ปราศจากเงินภาษีประชาชน  โชคร้ายที่เป็นไปไม่ได้  ข้าพเจ้ายอมรับข้อตกลงนี้ด้วยความสำนึกว่าจะไม่มีผลเปลี่ยนตัวตนของพระองค์ หรือสิ่งที่พระองค์มุ่งมั่นที่จะเป็น"

“ข้าพเจ้าเกิดในราชวงศ์ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับใช้ประเทศของข้าพเจ้า และสมเด็จพระราชินี” 

“เมื่อครั้งสูญเสียพระมารดา 23 ปีก่อน ท่านทั้งหลายโอบอุ้มข้าพเจ้า  ดูแลข้าพเจ้ามาอย่างยาวนาน แต่สื่อเป็นกลุ่มทรงพลัง ความหวังของข้าพเจ้าคือวันหนึ่ง แรงสนับสนุนของพวกเราทุกคนที่มีให้กัน จะทรงพลังยิ่งกว่า”

พระราชวังบัคกิงแฮม ออกแถลงการณ์ว่าด้วยข้อตกลงกรณีที่เจ้าชายแฮร์รีและพระชายา ต้องการสละบทบาทและความเป็นอิสระทางการเงิน  หลังประชุมทำความตกลงเมื่อสุดสัปดาห์ ว่า เจ้าชายแฮร์รี และเมแกน จะไม่ได้ใช้พระยศ Royal Highness  ไม่ได้ปฏิบัติภารกิจในฐานะผู้แทนราชวงศ์อีกต่อไป และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง ขณะเริ่มชีวิตอิสระตามประสงค์ 

 

เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

20 มกราคม 2563 - 13:05 น.
อาจารย์วันชัย สอนศิริ,พรรคอนาคตใหม่,โหรวันชัย,อิลลูมินาติ,ปิยบุตร แสงกนกกุล

เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คอลัมน์...  วงในวงนอก   โดย...  สถิตย์ ธรรม


          “ไม่เชื่ออย่าหลบหลู่” เหตุจากวันก่อน อาจารย์วันชัย สอนศิริ  ปัจจุบันท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภา สวมบท "โหรวันชัย” ออกมาทำนายทายทัก อิทธิพลของดาวมฤตยูทับดวงเมืองและดาวอังคารอยู่ในเรือนมรณะ

          “สถานการณ์ของดวงดาวทับกันขนาดนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบ้านเมือง ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง” พร้อมกับเร้าอารมณ์เข้าไปอีกว่า “ใกล้ความจริงเข้ามาแล้ว เพราะดวงเมืองถึงคราวที่จะเปลี่ยนแปลงใหญ่”


          คำทำนายดังกล่าว ทำให้ผู้คนตั้งปุจฉาตามมา การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะเป็นคุณหรือเป็นโทษ จะดีหรือจะร้าย ได้รับการขยายความต่อไปว่า “การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะนำมาซึ่งความสงบร่มเย็นเป็นสุขของปวงประชา ทั้งเกิดการปรองดองสมานฉันท์ เนื่องจากอิทธิพลของดาวบนฟ้าที่แผ่ไพศาลนำสู่ยุคสมัยเป็นศิวิไลซ์แห่งประเทศ”

          เอาว่า เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีว่างั้นเถอะ

          คราวนี้การนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่มาจากเหตุปัจจัยอะไรบ้าง จากบุคคลทำให้เปลี่ยนหรือระบบทำให้เปลี่ยน เป็นคนไหน ระบบอะไร อาจารย์วันชัยเฉลย “ต้องติดตามไปคู่กับปฏิทินการเมืองที่ปรากฏเป็นคู่ขนานกับการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น"

          ก่อนตบท้ายไว้ว่า “ทั้งการเมืองและดวงดาวช่างสอดรับกันเหลือเกิน สิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้คาดไม่ถึงจริงๆ ขอให้จับตาดูกันไปชนิดอย่าได้กะพริบตา”

          …สถิตย์ ธรรม… ติดตามเหตุบ้านการเมืองพร้อมกับ "จับตา” มองดูความเป็นไปมาโดยตลอด แต่ต้องกะพริบตาทุกที ครั้นจะไม่ให้กะพริบเลยคงทำไม่ได้ เนื่องจากโดยธรรมชาติมนุษย์ ขอบหนังตาถูกสั่งการโดยสมองให้กะพริบเป็นปกติ ถ้าไม่กะพริบเลยคงต้องไปปรึกษาแพทย์ บางครั้งหนังตากระตุกอีกต่างหากด้วย

          อ้าว! ไหงเลยไปเรื่องกะพริบตา… ขอกลับมาที่ดวงดาวกับการเมืองกันต่อ ในเมื่อ "โหรวันชัย” มั่นใจว่า การเปลี่ยนแปลงที่ว่าเกี่ยวกับการเมือง ดังนั้นต้องไล่เลียงดูปฏิทินที่ท่านอ้างว่าสอดรับกันสักหน่อย

          พบว่าวันพรุ่งนี้ (21 ม.ค. 63) ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัย คดีที่มีผู้ร้องพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กระทำความผิดเกี่ยวกับการเผยแพร่สัญลักษณ์ “อิลลูมินาติ” เข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้มีการยุบพรรค 

          กรณีนี้ถือว่าเข้าข่ายเปลี่ยนแปลงใหญ่และเป็นไปในทิศทางที่ดีต่อประเทศหรือไม่ สอบถามกองเชียร์กองแช่งคงตอบแตกต่างกันไป เป็นเรื่องยากคาดเดา อีกทั้งจะเข้าลักษณะความผิดนำไปสู่การยุบพรรคได้หรือไม่ มิอาจก้าวล่วงศาลรัฐธรรมนูญ

          กระนั้น “ผู้รู้ดี” อย่าง ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ คนเดียวกับที่แนะนำการต่อสู้ทางกฎหมายให้แก่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ในคดีถือหุ้นสื่อจนต้องกระเด็นออกจากตำแหน่ง ส.ส.นั่นล่ะครับออกมาโชว์ความปราดเปรื่อง

          ด้วยการจัดทำคลิปแถลงว่า ถ้ายุบพรรคอนาคตใหม่ จะเกิดผลร้าย 3 ประการ เฉพาะข้อสุดท้าย ช่างกล้าสื่อสารว่า “นี่จะเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่เรานำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างศัตรูทางการเมือง คุณกำลังผลักไสกลุ่มคนจำนวนมากในสังคม ให้ไปอยู่ฝั่งตรงข้าม”

          ต่อมา “กูรูจอมท้าทาย” ไปแถลงปิดคดียุบพรรคเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา บอกว่า “คดีนี้ถ้าจะผิดจริง ศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งให้ยุติการกระทำนั้น เพราะข้อหานี้ไม่มีการระบุโทษถึงการยุบพรรค” (ปิยบุตร กล่าวเมื่อวันที่ 18 ม.ค.63)

          การโหมประโคมของ "ปิยบุตร” ต่อบรรดาสาวกสีส้ม ก็สดับตรับฟังและบันทึกพฤติกรรมนักกฎหมายผู้กล้าเอาไว้แล้วกันเผื่อจะเพิ่มอีกคดี เพราะถึงที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาอย่างไรต้องสมควรน้อมรับและยึดถือปฏิบัติ

          เอาล่ะ! สมมุติและสมมุติ หาก อนค.ผ่านคดี “อิลลูมินาติ” ไปได้ ต้องเผชิญด่านต่อไปว่าด้วยคดี หัวหน้าพรรคปล่อยเงินกู้ให้แก่พรรค 191 ล้านบาท นำไปสู่ความผิดยุบพรรคหรือไม่ ตามกระบวนการ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้ขอให้พรรคอนาคตใหม่ ส่งคำชี้แจงภายใน 15 วัน นี่ก็ล่วงเลยไปแล้ว จากนี้เข้าสู่ขั้นตอนการวินิจฉัย คาดการณ์ว่าน่าจะราวปลายเดือนมกราคม หรือต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ก็จะรู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย

          ระหว่างนี้ชาวคณะได้ต่อลมหายใจไปสักระยะ จึงมีความพยายามทุกวิถีทางเคลื่อนไหว ไม่ถอยไม่ทน ตามที่พรรคสีส้มชอบติดแฮชแท็กกันเหลือเกินเพื่อปลุกกระแสมวลชนสร้างแรงกดดัน

          ทว่า ช้าก่อน ยิ่งเคลื่อนไหวต้องยิ่งระมัดระวัง เพราะเมื่อไหร่ที่กระทำการออกนอกกรอบกติกากฎหมายรัฐธรรมนูญมากขึ้นเรื่อยๆ ดวงดาวหายนะก็คงโคจรมาที่ "พรรคอนาคตใหม่” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างแน่นอน

ชุดคลี่คลายคดี ไอซ์-หีบเหล็ก เล็งสูบน้ำค้นบ่อถ่วงศพ

20 มกราคม 2563 - 15:48 น.
ไอซ์ หีบเหล็ก,ชุดคลี่คลายคดี,เล็งสูบน้ำ,ค้นบ่อ,ถ่วงศพ

ตำรวจชุดคลี่คลายคดีเหยื่อ "ไอซ์ หีบเหล็ก" ประชุมสรุปหลักฐาน-สอบพยาน วางกรอบดำเนินคดีกับผู้ต้องหา พร้อมพิจารณาขอเครื่องมือหนัก สูบน้ำชำแหละบ่อถ่วงศพ

          จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล (กก.ดส.บช.น.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.เพชรเกษม และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ได้นำหมายค้นเข้าตรวจสอบบ้านพักของนายอภิชัย หรือไอซ์ องค์วิศิษฐ์ อายุ 40 ปี ย่านบางแค ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีครอบครองยาเสพติดและอาวุธปืน โดยเชื่อว่ามีส่วนในการซ่อนเร้นอำพรางศพ น.ส.วรินทร์ธรณ์ หรือกุ๊กกิ๊ก ไชยเชษฐ อายุ 22 ปี ก่อนจะพบโครงกระดูกรวมกว่า 298 ชิ้นห่อด้วยผ้า และมีดัมเบลยกน้ำหนัก มัดด้วยโซ่ใส่กุญแจทับอยู่ใต้ประตูเหล็กและเก้าอี้ม้าหิน ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

 

          ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 20 ม.ค. 2563 มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคลี่คลายคดี ได้มีการประชุมหารือแนวทางดำเนินการทางคดีกับผู้ต้องหาในทุกๆด้าน ทั้งการสอบพยานทั้งหมด รวมถึงการรวบรวมพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุอีกครั้ง โดยอาจจะมีการเข้าพื้นที่ตรวจสอบอีกหรือไม่ ซึ่งอาจจะต้องมีการประสานขอใช้เครื่องสูบน้ำ เข้าช่วยเหลือด้วยหรือไม่ พร้อมกับต้องรอคำสั่งจาก กองบัญชาการตำรวจนครบาล ว่าจะกำหนดแนวทางอย่างไร

         ส่วนการติดตามตัวแฟนเก่าของนายอภิชัย ที่มีหมายจับในคดีลักทรัพย์นั้น เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่า เจ้าตัวยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งต้องติดตามตัวมาสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมของนายอภิชัย สำหรับกระดูกที่พบกว่า 298 ชิ้นใต้บ่อน้ำนั้น ต้องรอให้แพทย์แผนกนิติเวช ทำการคัดแยกและตรวจสอบว่าเป็นของมนุษย์เพศใด มีอายุเท่าไหร่ พร้อมเทียบเคียงว่าเป็นกระดูกของเด็กหญิงวัย 12 ปี ที่มีผู้ให้ข้อมูลว่า ได้หายตัวไปตั้งแต่ปี 2555 ใช่หรือไม่ คาดว่าจะมีความคืบหน้าในเร็วๆ นี้

 

หลากทัศนะวันพิพากษา อนค.

20 มกราคม 2563 - 12:40 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล

หลากทัศนะวันพิพากษา อนค. คอลัมน์...  Exclusive Talk 

          อังคารที่ 21 มกราคม จะถึงวันพิพากษาคดีที่ “ณฐพร โตประยูร” อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ขอให้วินิจฉัยตามมาตรา 49 ว่า การกระทำของพรรคอนาคตใหม่(อนค.) “ผู้ถูกร้องที่ 1” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ “ผู้ถูกร้องที่ 2” ปิยบุตร แสงกนกกุล “ผู้ถูกร้องที่ 3” และคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ “ผู้ถูกร้องที่ 4” ใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือไม่ 

          เมื่อคำร้องของนายณฐพรยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ มีข้อกล่าวหาใน 4 ประเด็นหลัก ภายหลังวันที่ 22 ธันวาคม 2562 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง “ไม่รับคำร้อง” พรรคอนาคตใหม่ขอให้เปิดไต่สวนพยาน ทำให้ขณะนี้เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายจากศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 21 มกราคม เท่านั้น 

          โดยผลคำวินิจฉัยไม่ว่าจะออกมาเป็นบวกหรือลบ จะชี้วัดอนาคตแห่งอนาคตใหม่ในเส้นทางการเมือง มาวันนี้ 2 นักวิชาการภาครัฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ถึงแรงเสียดทานพรรคอนาคตใหม่นับจากนี้

          เริ่มที่ “รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ระบุว่า ในคดีนี้ไม่น่าเป็นที่กังวลของพรรคอนาคตใหม่ เพราะในเชิงพยานหลักฐานหรือข้อกฎหมายอาจจะไม่ค่อยชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับคดีเงินกู้ เพราะคดีเงินกู้เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากกว่า ส่วนตัวคิดว่าสำหรับคดีอิลลูมินาติ คงไม่มีอะไรจะถึงขั้นยุบพรรคอนาคตใหม่ ส่วนคำร้องของผู้ร้องเกี่ยวกับข้อบังคับของพรรคอนาคตใหม่นั้น จริงๆ แล้วในข้อบังคับของแต่ละพรรคจะมีนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบแล้วก่อนจะรับจดจัดตั้งพรรคการเมืองละพรรคว่ามีสิ่งใดกระทำขัดต่อกฎหมายหรือไม่ แสดงว่านายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นแล้ว รวมถึงในรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้อยู่แล้วว่าระบอบการปกครองของประเทศไทยคือระบอบระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้อยู่แล้ว เชื่อว่าคงไม่น่ามีปัญหาในจุดนี้ เพราะได้ผ่านการตรวจสอบจากนายทะเบียนพรรคการเมือง


          รศ.ดร.ยุทธพร ยังประเมิน 2 แนวทางหากคำพิพากษาออกมาเป็นผลบวกและลบให้พรรคอนาคตใหม่ เริ่มที่ผลทางบวกแต่พรรคอนาคตใหม่ต้องเผชิญคดีความต่างๆ ต่อไปอีกมากมาย เพราะยังไม่รู้ว่าในคดีอื่นๆ จะเป็นผลบวกด้วยหรือไม่ แน่นอนว่าการกำหนดยุทธศาสตร์จะต้องปรับเปลี่ยน ซึ่งจริงๆ วันนี้เหมือนว่าพรรคอนาคตใหม่ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ระดับหนึ่งมากพอสมควรแล้ว กับการเมืองนอกสภาหรือเตรียมพรรคการเมืองสำรองไว้ แต่หากคำพิพากษาเป็นผลลบกับพรรคอนาคตใหม่ คงไม่ได้มีจุดที่ทำให้พรรคไม่สามารถเดินต่อได้ เพียงแต่การเดินต่อต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีเท่านั้นเอง เพราะคณะกรรมการบริหารพรรคต้องถูกตัดสิทธิ ต้องอยู่นอกสภา  

          “ทำให้ ส.ส.ที่เหลืออยู่ในสภาประมาณ 60 คนจะไปอยู่พรรคการเมืองใหม่ แต่จะเชื่อมต่อกันได้หรือไม่กับการเมืองนอกสภา หรือแฟลชม็อบของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่จะคาดหวังถึงการขยายตัวไปสู่การชุมนุมใหญ่จะทำได้ขนาดนั้นหรือไม่ เป็นสิ่งที่เป็นประเด็นท้าทายพรรคอนาคตใหม่ที่รออยู่หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 มกราคม ออกมาเป็นผลทางลบ” รศ.ดร.ยุทธพร ระบุ

          ขณะที่ “ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ประเมินสถานการณ์ก่อนถึงวันที่ 21 มกราคม ว่า การเดินเกมของพรรคอนาคตใหม่จะประโคมเพื่อเรียกเสียงความเห็นใจจากมวลชนของพรรค รวมถึงพยายามชี้ให้เห็นว่าพรรคอนาคตใหม่ถูกกลั่นแกล้งว่านำไปผูกโยงกับองค์กรลับต่างๆ รวมถึงพยายามปิดกั้นข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่าด้วยพฤติกรรมต่างๆ นานาที่พรรคอนาคตใหม่ถูกจับจ้องก่อนมาเล่นการเมืองและหลังมาเล่นการเมือง พฤติกรรมหมิ่นเหม่หรือความไม่ตรงไปตรงมาต่อการที่สังคมตั้งคำถามต่อความพยายามเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองของประเทศ แต่ไม่มีการอธิบายชุดข้อมูลตรงนี้ให้แก่มวลชนของตัวเอง ดังนั้นเมื่อเข้าไปศึกษาในคำร้องของผู้ร้องในสำนวนคดีนี้ จะมีคำอธิบายในข้อกล่าวหาพรรคอนาคตใหม่ตรงนี้ด้วย 

          “เนื้อหาต่างๆ ก่อนถึงวันที่ 21 มกราคม มีความพยายามจะชูว่าไปเชื่อมโยงขององค์กรลับ แต่ไม่อธิบายรายละเอียดความเป็นจริงของพฤติกรรมของแกนนำตัวบุคคลที่แสดงออกในการวิพากษ์วิจารณ์ หลายครั้งที่หมิ่นเหม่ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และกระทบต่อความรู้สึกของผู้คนในสังคมไทย” ผศ.วันวิชิต ระบุ

          ผศ.วันวิชิต ชี้ให้เห็นถึงหากผลคำพิพากษาจะเป็นทางบวกให้พรรคอนาคตใหม่ จะทำให้พลังอำนาจต่อรองทางการเมืองของพรรคอนาคตใหม่สูงขึ้นมาก ข้อความถ้อยคำที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นปฏิปักษ์ หรือถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีจะถูกลดทอนตัดทิ้งไป เท่ากับว่าพรรคอนาคตใหม่จะมีชุดคำอธิบายชุดใหม่ว่า เรื่องที่ถูกกล่าวหาครั้งนี้มาจากกลุ่มที่ต้องการใส่ร้ายมาตลอดเวลา และอำนาจต่อมาจะเป็นพลังที่ใช้ในการสู้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทำให้ตัวละครหลักๆ หรือบรรดาแกนนำที่รอดจากการตัดสินในวันที่ 21 มกราคม คงจะใช้เนื้อหาในการอภิปรายตอกย้ำเกี่ยวกับงบประมาณที่ไม่ชอบมาพากลของกระทรวงกลาโหม ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย 3 ป.พี่น้องจะถูกตรวจสอบอย่างละวางไม่ได้ 

          “พรรคอนาคตใหม่จะไม่เสียโอกาสนี้แน่นอนว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ จะจุดประเด็นหรือเชิญแขกนอกสภา อย่าง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ให้ออกอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยงจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์ เป็นการคาดหวังให้เกิดแรงปะทุตรงนั้น” ผศ.วันวิชิต ระบุ

          ผศ.วันวิชิต ระบุด้วยว่า แต่หากคำพิพากษาทำให้พรรคนาคตใหม่มีอันเป็นไป คงจะมีการกระตุ้นขวัญกำลังใจกันในรูปแบบการทำกิจกรรมทางการเมืองโดยออกไปนอกสภามากขึ้น เพื่อหาพื้นที่แสดงออกในต่างจังหวัดไม่ใช่ในกรุงเทพฯ อย่างเดียว อาจมีการเดินสายทำกิจกรรมกันมากขึ้น ส่วน ส.ส.พรรคที่เหลืออยู่คงหวั่นไหวพอสมควรว่าหากจะเดินไปต่อตามอุดมการณ์เดียวกันจะเหลือกันกี่คน พรรคร่วมรัฐบาลจะได้รับเสียงมากขึ้นหรือไม่

 

บทสรุปสามหน้า ยุบ-ไม่ยุบ พรรคอนาคตใหม่

20 มกราคม 2563 - 09:20 น.
ยุบพรรค,พรรคอนาคตใหม่

บทสรุปสามหน้า ยุบ-ไม่ยุบ พรรคอนาคตใหม่


          21 มกราคม เป็นวันที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ เพราะการตัดสินคดียุบพรรคอนาคตใหม่กำลังจะเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของการเมืองไทย ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน

          อย่างที่ทราบกันดีว่าคดีนี้เป็นที่รับรู้ในทางสาธารณะไม่มากนัก ถ้าเทียบกับคดีการวินิจฉัยความเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อของ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากในคดียุบพรรคอนาคตใหม่โดยอาศัยข้อหาเรื่องการมีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครองนั้น ไม่ได้มีการเปิดการไต่สวนอย่างเป็นทางการเหมือนกับคดีของธนาธร โดยศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลถึงการไม่ไต่สวนว่าคดีนี้มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้แล้ว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญปี 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง

          ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าสามารถมีสิทธิออกได้สองหน้า คือ ‘ยุบพรรค-ไม่ยุบพรรค’ แต่กระนั้นในมุมหนึ่งแล้วก็มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่คดีนี้อาจจะออกได้ถึงสามหน้าด้วยกัน โดยอาศัยเหตุผลรองรับดังนี้

          1.ไม่ยุบพรรคและไม่สั่งให้หยุดการกระทำ
          แนวคำวินิจฉัยนี้เป็นสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่ปรารถนามากที่สุด เพราะจะเป็นการยืนยันชัดเจนว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งการที่คำวินิจฉัยจะออกมาในรูปแบบนี้ได้นั้นเป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญเชื่อว่า การที่ ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ เคยมีแนวคิดต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในช่วงก่อนที่จะตั้งพรรคการเมืองและการที่คำประกาศอุดมการณ์ของพรรคที่ไร้คำว่า “ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ยังไม่เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าพรรคอนาคตใหม่มีพฤติการณ์ที่จะเป็นการล้มล้างการปกครองฯ


          2.ไม่ยุบพรรคแต่สั่งให้ยุติการกระทำ
          คดีนี้ ณฐพร โตประยูร ผู้ร้อง ได้อาศัยเหตุผลที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคอนาคตใหม่ว่ามีพฤติการณ์การกระทำขัดต่อ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคแรก ที่ว่าด้วยการที่บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้

          โดยผลของมาตรา 49 คือ การให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทําดังกล่าว ซึ่งไม่ได้กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการยุบพรรคแต่ประการใด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่พรรคอนาคตใหม่ นำโดย ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ พยายามต่อสู้มาตลอด


          ดังนั้น หากที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าพฤติการณ์ของพรรคอนาคตใหม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองฯ แต่ผลของคดีจะมีแค่การสั่งให้ยุติการกระทำที่ว่านั้นเท่านั้น

          หนึ่งในพฤติการณ์ที่ผู้ร้องพยายามชี้ให้เห็นมาตลอด คือ การที่คำประกาศอุดมการณ์ของพรรคไม่เขียนว่า ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่เขียนว่าจะสนับสนุน ระบอบการปกครองประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเท่ากับว่าถ้าคำวินิจฉัยออกในแนวทางนี้จะมีเพียงแค่การกำหนดให้พรรคอนาคตใหม่ไปแก้ไขคำประกาศอุดมการณ์ของพรรคด้วยการเติมคำว่าระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เท่านั้น


          กรณีเช่นนี้เทียบเคียงได้กับเมื่อครั้งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2556 ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.... เกี่ยวกับที่มาของส.ว. ขัดกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญและมีผลให้ได้มาซึ่งอำนาจโดยมิชอบและขัดแย้งต่อหลักการพื้นฐานและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 อันเป็นการกระทําเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มีผลให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวตกไป แต่ปรากฏว่าไม่ได้มีการยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด


          3.ยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค
          แน่นอนคำวินิจฉัยในแนวทางนี้ไม่เป็นคุณแก่พรรคอนาคตใหม่มากที่สุด เพราะนั่นหมายถึงการยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค มีกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค


          โดยกรณีเช่นนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2562 กับพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลในการยุบพรรคไทยรักษาชาติตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (2) ว่าด้วยการกระทำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


          ที่สำคัญ ในคำร้องของผู้ร้องนั้นนอกจากจะมีการอ้างข้อหาเรื่องการล้มล้างการปกครองฯ ตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ยังอ้างถึง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 (1) และ (2) ว่าด้วยการยุบพรรคเพราะพรรคการเมืองนั้นมีการกระทำที่ล้มล้างการปกครองฯ หรือเป็นปฏิปักษ์แล้วแต่กรณีด้วย


          ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคนไทยจะได้รู้พร้อมกันในวันที่ 21 มกราคมนี้

....................................................................

20 มกราคม 2563

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน